รายงานการฝึกประสบการณ์ การเรียนรู้

 

 

รายงานการฝึกประสบการณ์ การเรียนรู้
 

โรงงานปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ลพบุรีจำกัด

 

 

 

 

 

 

2200103 สหวิทยาการด้านการศึกษาชุมชน 2
 

ภาคปลาย  ปีการศึกษา 2552

 

 

 

 

 

สาขาเศรษฐกิจพอเพียง คณะบริหารศาสตร์
 

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

 

 

 

 

 

 

 

 

รายงานการฝึกประสบการณ์ การเรียนรู้
 

โรงงานปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ลพบุรีจำกัด

 

 

 

โดย 
 
นายอภิวิชญ์ อดิพัฒน์ตระกูล
 
รหัสประจำตัว 50176238

 

 

 

 

 

รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา
 
รายวิชา 2200103  สหวิทยาการด้านการศึกษาชุมชน 2
 

ภาคปลาย  ปีการศึกษา 2552

 

สาขาเศรษฐกิจพอเพียง คณะบริหารศาสตร์
 
                                                            มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

กิตติกรรมประกาศ

ผมนายอภิวิชญ์ อดิพัฒน์ตระกูล ขอขอบคุณอาจารย์เชาว์วัช หนูทอง  เจ้าของโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ลพบุรีจำกัด เป็นอย่างยิ่ง ที่ให้ผมมาฝึกงานที่โรงงานแห่งนี้ ทำให้ผมได้มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น และอาจารย์เชาว์วัช หนูทอง  ได้ถ่ายทอดความรู้ให้พวกผมอย่างไม่มีปิดบัง

ขอขอบคุณนายตะวันกล้า  ศิลาคำ นายสมปะสง  แซ้อึ้ง และนายวรวุฒิ หนูทอง ซึ่งทั้งสามเป็นผู้ช่วยอาจารย์เชาว์วัช หนูทอง ที่ได้ถ่ายทอดความรู้ อีกทั้งยังช่วยสอนผมให้รู้จักการคิดในสิ่งที่แปลกใหม่ ให้รู้จักคิดและลงมือปฏิบัติเอง ซึ่งการที่พวกพี่ๆ นั้นได้ไว้ใจให้พวกผมไปออกงานกันเองตามสถานที่ต่างๆ ทำให้พวกผมกล้าแสดงออกมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีการพัฒนาและเรียนรู้ได้เร็วมากขึ้น เพื่อที่จะได้อธิบายเวลาที่ไปออกงานได้

ส่วนบุคคลท่านอื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวนามมาทุกท่านที่ได้ให้คำแนะนำช่วยเหลือ สำหรับการฝึกประสบการณ์การเรียนรู้ ตลอดจนการทำรายงานสรุปผลฉบับนี้ ใคร่ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลไม่ว่าจะเป็นคนงานในโรงงานที่ช่วยให้ข้อมูลและให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ รวมทั้งพนักงานทุกท่านที่ช่วยชี้แนะให้พวกผม ทำให้พวกผมได้มีการพัฒนาตัวเองในด้านสังคม การทำงานร่วมกันกับผู้อื่น หรือแม้กระทั่งการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น

ผมขอขอบคุณอาจารย์เชาว์วัช หนูทอง และทุกท่านที่ช่วยดูแลและชี้แนะในตลอดระยะเวลาที่ไปศึกษางาน จนกระทั่งทำรายงานเสร็จสมบูรณ์ ผมขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ ขอบคุณครับ

 

 

 นายอภิวิชญ์ อดิพัฒน์ตระกูล

ผู้จัดทำรายงาน

17 มีนาคม 2553

 

บทคัดย่อ

การทำนาโยนกล้า นับเป็นนวัตกรรมใหม่ในการทำนาที่จะช่วยประหยัดต้นทุน ทั้งเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าว ไม่ต้องพึ่งสารเคมีในการกำจัดวัชพืชและแมลง เพราะนาโยนกล้าสามารถควบคุมหญ้าได้ รวมทั้งมีปัญหาเรื่องศัตรูพืชน้อย ผลผลิตที่ได้จากนาโยนนกล้าไม่แตกต่างจากการทำนาหว่านมากนัก บางครั้งอาจจะได้มากกว่าด้วยซ้ำไป จึงเป็นรูปแบบการทำนาอินทรีย์ที่เริ่มได้รับความสนใจจากชาวนาอย่างกว้างขวาง

การทำข้าวนาโยน

                    1 ถาดมี 434 หลุม 1 ไร่ใช้ 70 ถาด ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว 3-5 กิโลกรัมต่อไร่

          เริ่มจากเตรียมดินสำหรับเพาะกล้า  โดยร่อนดินเพื่อกำจัดเมล็ดวัชพืช  เศษหญ้า  และเศษหินออกหลังจากนั้นเราขังน้ำไว้ในนาแล้วไถกลบฟาง  รอจนซังข้าวเปื่อยเน่าซึ่งใช้เวลาประมาณ  10-15  วัน จากนั้นเราปรับพื้นที่ให้เรียบเสมอกันเพื่อใช้วางถาดเพราะกล้าทั้งหมด เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก  โดยนำมาแช่น้ำที่ผสมน้ำหมักชีวภาพและน้ำส้มควันไม้ไว้  1  วัน  จากนั้นนำมาบ่มในกระสอบป่าน  รดน้ำให้ชุ่มทิ้ง  1  คืน  จะเห็นเมล็ดข้าวงอกหน่ออ่อนๆ จากนั้นเราก็เรียงถาดเป็นแถวๆ ใส่ในรางที่เราเตรียมไว้ แล้วโรยดินลงไปรอบแรก รอบสองเราก็โรยเมล็ดพันธุ์ข้าว จากนั้นก็โรยดินกลบลงไปอีกรอบ จากนั้นก็ปาดดินที่เกินออก เพื่อเวลาโยนตุ้มจะได้ไม่พันกัน  จะทำให้มีปัญหาในขั้นตอนดึงข้าวออกมาจากถาด  เพราะรากกล้าจะพันกันยุ่ง  ทำให้เวลาโยนแล้วข้าวไม่แตกกระจายจากนั้นใช้แสลนหรือกระสอบป่านคลุมปิดไว้เพื่อบังแดด  รักษาความชื้นในดิน  และป้องกันไม่ให้ดินและเมล็ดพันธุ์ข้าวกระจายตอนรดน้ำ  แล้วหมั่นรดน้ำด้วยฝักบัวให้ดินเปียกอยู่เสมอ  เพราะกล้าข้าวต้องการความชื้นที่มากพอสำหรับการงอก  เมื่อครบ  3  วันต้นกล้าจะขึ้นเขียวเป็นต้นเล็กๆ  ก็นำสิ่งที่คลุมนั้นออกได้  แล้วหมั่นรดด้วยฝักบัวน้ำ  เช้า-กลางวัน เย็น  หรือถ้าต้นกล้าเหี่ยวจะรดน้ำบ่อยกว่านั้นก็ได้เมื่อต้นกล้าอายุได้ประมาณ  12-15  วัน  เป็นช่วงที่เหมาะสมสำหรับการนำไปโยน  (แต่ถ้าโยนไม่ทัน  ต้นกล้าอายุมากกว่านั้นก็ยังสามารถนำไปโยนได้) เราจึงเตรียมพื้นที่นาสำหรับการโยนข้าว  โดยการตีเลนให้และลู่ให้เรียบ  เหมือนกับการเตรียมนาหว่านน้ำตมเพียงแต่เราไม่ต้องระบายน้ำออก  ให้น้ำอยู่ที่ระดับครึ่งฝ่ามือเมื่อในนามีน้ำพอเหมาะ  เราจึงไปโยนข้าวกันก่อนโยนต้องงดให้น้ำกล้าหนึ่งวันเพื่อสะดวกในการถอนกล้า  การโยนข้าวต้องต้องทำให้เสร็จภายในหนึ่งถึงสองวันไม่อย่างนั้นเลนที่ตีไว้จะนอนก้นในนาและไม่สามารถรองรับตุ้มกล้าที่โยนลงไปให้ตั้งได้(แต่ถ้าเลนในนาของใครดี  จะนอนก้นช้าสามารถอยู่ได้นานกว่านั้นประมาณสามถึงสี่วัน)

                ปุ๋ยอินทรีย์จะใส่ก่อนหรือใส่ในช่วงที่ข้าวเจริญเติบโตก็ได้  โดยใส่ประมาณ  1  กระสอบต่อไร่  ส่วนแหนแดงให้โยนหลังจากโยนกล้าได้สักประมาณ  7  วัน  หากโยนก่อนพร้อมหน้านี้อาจมีผลกับต้นข้าว จากประสบการณ์ถ้าโยนพร้อมกันแล้วจะไหลไปทับต้นข้าวให้ล้ม  อาจจะมีการเน่าตายไป  การโยนพร้อมกันจึงไม่เหมาะสม  อัตราการโยนอยู่ที่ประมาณ  10  กิโลกรัมต่อไร่  โดยโยนกระจายให้ทั่วแปลงนา  หลังจากนั้นประมาณ  10-15  วัน  แหนแดงก็จะเจริญกระจายเต็มนา

จากการที่ได้ไปฝึกงานและได้ทดลองทำนาโยน ก็รู้ว่าเป็นวิธีที่ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตมากกว่าการทำนาแบบอื่นๆ ได้ถึง 20% อีกทั้งต้นข้าวก็แข็งแรงโตเร็ว ไม่มีชะงักการเจริญเติบโต ประหยัดเวลา คุมวัชพืชได้ดี ซึ่งถ้าคิดจะมาทำที่ภาคอีสานก็น่าจะได้ แต่ต้องมีการควบคุมน้ำได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบัญ

เรื่อง                                                                                                                หน้า

กิตติกรรมประกาศ                                                                                                 

บทคัดย่อ                                                                                                                  

บทที่ 1บทนำ                                                                                                                1

สถานที่ตั้ง                                                                                                        1

หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย                                                                                   1

ระยะเวลาในการฝึกปฏิบัติงาน                                                                       2

ตารางการฝึกประสบการณ์ในโรงงาน                                                              2

วัตถุประสงค์                                                                                                    2

ผลที่คาดว่าจะได้รับ                                                                                         2

กิจกรรมเพิ่มเติม                                                                                            3

บทที่ 2 บริบท                                                                                                               4

ประวัติ ผู้ก่อตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ                                                  4

บทที่ 3                                                                                                                          7

ที่มาของการทำนาโยนกล้า                                                               7

ต้นกำเนิดนาโยนกล้า                                                                     7

บทที่ 4 ผลการฝึกประสบการณ์การเรียนรู้                                                                   9       

การทำนาด้วยวิธีโยนกล้า  (Parachute)                                                           9

วิธีเตรียมถาดเพาะกล้าแบบแห้ง                                                                            9

วิธีเตรียมถาดเพาะกล้าแบบเปียก                                                                                     10

ข้อดีของการทำนาด้วยวิธีโยนต้นกล้า                                                                    11

ข้อจำกัดของการทำนาด้วยวิธีโยนต้นกล้า                                                 12

บทที่  5 เทคนิคการทำนาโยนกล้า                                                                                      13

เทคนิคการทำนาโยนกล้า ของอาจารย์เชาว์วัช   หนูทอง                                        13

บทที่ 6                                                                                                                               18

การทำน้ำหมักชีวภาพ ฮอร์โมน ปุ๋ยพืชสดและสมุนไพรในการไล่แมลงศัตรูพืช     18

สรุป                                                                                                                                    22

บรรณานุกรม                                                                                             31

                                                                                                                              

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบัญตาราง

            เรื่อง                                                                                                     หน้า

ตารางเปรียบเทียบต้นทุนการปลูกข้าวแบบต่างๆ                                            24

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบัญรูปภาพ

เรื่อง                                                                                                                 หน้า

นาโยน                                                                                                             25

ภาพกิจกรรมต่างๆ                                                                                          29

บทที่ 1

บทนำ

          รายวิชา 2200103 สหวิทยาการด้านการศึกษาชุมชน 2 นักศึกษาต้องลงไปฝึกประสบการณ์ในพื้นที่ ที่ตนเองสนใจในสิ่งที่จะทำ เนื่องจากตัวผมสนใจเรื่องการทำปุ๋ย ก็เลยอยากรู้ว่าที่ไหนมีการผลิตปุ๋ยที่มีคุณภาพที่ดีและราคาไม่แพง ก็เลยหาข้อมูล และรู้ว่าอาจารย์เชาว์วัช หนูทอง มีโรงงานทำธุรกิจเกี่ยวกับปุ๋ยอินทรีย์และเป็นโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในลพบุรี ผมก็เลยคิดว่าที่บ้านผมทำเกี่ยวกับไร่กับสวน ก็เลยสนใจแล้วก็ไปดูในอินเตอร์เน็ต ก็รู้ว่าที่โรงงานนี้มีอะไรให้ทำอีกมากมาย ก็เลยขอเบอร์ติดต่อไปที่โรงงาน

อาจารย์เชาว์วัชก็ยินดีที่จะให้ไปฝึกงานที่นั่น ผมก็เลยเสนออาจารย์ดูว่าจะให้ไปฝึกงานหรือไม่ อาจารย์ก็อนุมัติ พอไปถึงสถานที่วันแรก เริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับงานที่มีในโรงงานได้ยินเรื่องการทำนาโยนรู้สึกแปลกเหมือนกันว่าทำยังไงเพราะเคยดูแต่ในโทรทัศน์ตอนที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เสด็จไปโยนกล้าที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทำให้พอรู้ว่ามีการทำนาแบบใหม่ เลยสนใจที่จะทำรายงานเรื่องข้าวนาโยนแต่ก็จะเรียนรู้เรื่องปุ๋ยไปพร้อมด้วยเหมือนกัน

สถานที่ตั้ง

          สถานที่ตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ลพบุรีจำกัด ที่อยู่เลขที่ 134 หมู่ที่ 2 ตำบล ท่าวุ้ง อำเภอ ท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี

หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

1. เพาะกล้า                        2. ปั้นปุ๋ย                 3. ออกไปจัดงานข้างนอก

4. ต้อนรับผู้ที่เข้ามาดูงาน         5. ดูแลข้าว               6. ไปบรรยายกับพวกพี่ๆ ตามสถานที่ต่างๆ

 

ระยะเวลาในการฝึกปฏิบัติงาน

          เริ่มเข้ารายงานตัวที่โรงงานปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ลพบุรีจำกัด ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2552 จนถึงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2553 และเริ่มมาฝึกงานที่โรงเรียนบ้านแฮหนามแท่ง ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 จนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

ตารางการฝึกประสบการณ์ในโรงงาน

เวลา

กิจกรรมที่ปฏิบัติ

07.00-09.00.

เข้างาน

09.00-10.00.

รับประทานอาหารเช้า

10.00-18.00.

เข้างาน

18.00-19.00.

รับประทานอาหารเย็น

19.00.

พักผ่อน

หมายเหตุ  ไม่มีหยุดงาน บางวันก็มีการทำงานนอกเวลาด้วย

วัตถุประสงค์

- เพื่อให้รู้เกี่ยวกับระบบการทำงานของโรงงาน

- เพื่อให้รู้วิธีการโยนกล้า

          - เพื่อให้รู้วิธีการทำนาอินทรีย์ที่ประหยัดต้นทุน

- เพื่อให้รู้วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

          - ทำให้รู้วิธีการบริหารงานของโรงงานขนาดใหญ่

          - รู้วิธีการทำนาโยนซึ่งเป็นวิธีการที่ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา

          - สามารถทำนาแบบอินทรีย์โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี

          - รู้วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ดและรู้ว่าพืชชนิดไหนควรใส่ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารใดจึงจะเหมาะสม

กิจกรรมเพิ่มเติม

ไปสอนเด็กอนุบาลและเด็กประถมศึกษา และทำรหัสหนังสือที่ห้องสมุดของโรงเรียนบ้านแฮหนามแท่ง เข้าโรงเรียนเวลา 08.00 น. ถึงเวลา 16.00 น. ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 จนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 2

บริบท

ประวัติ ผู้ก่อตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ

อาจารย์ เชาว์วัช หนูทอง  จบมหาบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ (วิศวกรรมโยธา) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พลิกผันชีวิตจากวิศวกรและอาจารย์วิทยาลัยเทคนิค ลพบุรี เข้าร่วมสมาชิกเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษละโว้ธานี จ.ลพบุรี ทำการศึกษาเกษตรแบบอินทรีย์เป็นการเรียนรู้ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้แทนปุ๋ยเคมีในการเกษตร ด้วยความเข้าใจถึงปัญหาของเกษตรกรในปัจจุบัน ทำให้อาจารย์เชาว์วัชผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ แต่มีราคาถูกแก่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรอินทรีย์แบบไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี และมีผลผลิตที่ดีได้ อาจารย์เรียนรู้การทำปุ๋ยอินทรีย์ตั้งแต่ระดับพื้นฐานทดลองทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด ศึกษาเรื่องของวัตถุดิบในการทำสูตรต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รวมทั้งในการออกแบบเครื่องทำปุ๋ยอัดเม็ดแต่ละรูปแบบ จากการสะสมประสบการณ์ดูงาน เก็บข้อมูลในการผลิตปุ๋ยมากมาย

วันนี้อาจารย์เชาว์วัชสามารถตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ดขนาดใหญ่ สามารถผลิตสูตรปุ๋ยอินทรีย์เม็ดที่มีคุณภาพสูง และขายได้ในราคาไม่แพง  อาจารย์เชาว์วัช เล่าให้ว่า เริ่มจับธุรกิจเกษตรอินทรีย์เมื่อปี 2547 ก่อนหน้านั้นมีอาชีพรับราชการเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่เทคนิค ลพบุรี ไม่เคยสนใจเรื่องเหล่านี้มาก่อนแต่ด้วยความที่รับประทานอาหารมังสวิรัติมานานถึง 26 ปี ถึงจุดๆ หนึ่งมองว่าสุขภาพคงดีขึ้นไม่ได้ถ้ายังซื้อผักที่มีสารพิษตกค้างมารับประทาน จึงตั้งใจปลูกพืชผักปลอดสารพิษไว้กินเองโดยใช้องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาและทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง

โดยทำการเพาะปลูกบนพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ แบ่งเป็นนาข้าว 90 ไร่ ปลูกพืชผัก10 ไร่ ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปีทำการปลูกพืชต่างๆ ปรากฏว่าได้ผลดีทำให้มีคนมาขอศึกษาดูงาน จึงเปิดเป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้ถ่ายทอดความรู้การทำเกษตรอินทรีย์พร้อมทำการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูปพืชผลและปุ๋ยอินทรีย์ที่คิดสูตรขึ้นเอง

อาชีพหลักของผมตอนนี้ คือการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จำหน่ายวันละไม่ต่ำกว่า 100 ตัน มีรายได้วันละประมาณ 500,000 บาท รวมถึงผลิตเครื่องจักรผลิตปุ๋ยอินทรีย์ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ก็มีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากพืชผลการเกษตรต่างๆ โดยเฉพาะน้ำมันสกัดด้วยกรรมวิธีบีบเย็น เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะรุม น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา และน้ำมันเมล็ดทานตะวัน รวมถึงข้าวกล้องหอมนิล สินค้าเหล่านี้สามารถจำหน่ายได้วันละประมาณ 40,000-50,000 บาท

การที่เลือกทำรายงานเรื่องนาโยน เนื่องจากในสถานการณ์ราคาข้าวที่สูงขึ้น เป็นทั้งวิกฤติและโอกาสสำหรับชาวนา วิกฤติก็คือต้นทุนในการทำนาสูงขึ้นมาก ทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ยเคมี ค่าน้ำมันที่ใช้กับเครื่องจักร เครื่องยนต์ต่างๆ เช่น รถไถ เครื่องสูบน้ำ รวมทั้งค่าแรงงาน โอกาสของชาวนาก็คือต้องลดต้นทุนลง ถ้าสามารถลดต้นทุนได้ ชาวนาจะมีกำไรมากขึ้น เมื่อราคาข้าวสูงขึ้นจึงจะถือว่าเป็นโอกาสทองของชานาไทยอย่างแท้จริง

การทำนาโยนกล้า นับเป็นนวัตกรรมใหม่ในการทำนาที่จะช่วยประหยัดต้นทุน ทั้งเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าว ไม่ต้องพึ่งสารเคมีในการกำจัดวัชพืชและแมลง เพราะนาโยนกล้าสามารถควบคุมหญ้าได้ รวมทั้งมีปัญหาเรื่องศัตรูพืชน้อย ผลผลิตที่ได้จากนาโยนนกล้าไม่แตกต่างจากการทำนาหว่านมากนัก บางครั้งอาจจะได้มากกว่าด้วยซ้ำไป จึงเป็นรูปแบบการทำนาอินทรีย์ที่เริ่มได้รับความสนใจจากชาวนาอย่างกว้างขวาง

สำหรับทำนาอินทรีย์นั้น ปัจจัยการผลิตที่สำคัญก็คือ ปุ๋ยอินทรีย์ แต่เคล็ดลับในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกข้าวปลอดสารเคมี ก็คือ จะทำอย่างไร เมื่อใช้ปุ๋ยอินทรีย์แล้วได้ผลผลิตข้าวที่สูง ไม่ด้อยไปกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีที่ชาวนาคุ้นเคย ปุ๋ยอินทรีย์ที่จะนำมาปลูกข้าวจึงต้องมีประสิทธิภาพสูง ชาวนาก็จะได้ประโยชน์สองต่อ คือลดต้นทุนและได้ผลผลิตสูง จึงอยู่ในส่วนผสมปุ๋ยอินทรีย์ที่จะปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่ต้นข้าวได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ รวมทั้งเทคนิคการปั้นเม็ดที่ใช้ได้อย่างสะดวกเหมือนกับการที่ชาวนาคุ้นเคยใช้ปุ๋ยเคมี หน่วยงานรัฐและเอกชนส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ดแทนปุ๋ยเคมี

การใช้สมุนไพรและสารธรรมชาติเพื่อใช้ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชและโรคพืช ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการปลูกข้าวอินทรีย์ปลอดสารเคมี สมุนไพรอาจเป็นคำตอบแก่เกษตรกรได้ระดับหนึ่งแต่การใช้จุลินทรีย์ในการป้องกันจำกัดแมลงและโรคพืชนั้น มีประสิทธิภาพมากกว่า ทำให้ชาวนาและเกษตรกรหันมาให้ความสนใจศึกษาหาความรู้และประยุกต์ใช้จุลินทรีย์เพื่อป้องกันและกำจัดแมลงและโรคพืช

รายงานเล่มนี้เป็นรายงานที่ได้ทำขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจเรื่องนาโยนได้อ่านเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการทำนาโยนควบคู่ไปกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ดและการใช้จุลินทรีย์ป้องกันกำจัดโรคพืชอย่างถูกวิธี และจะเป็นคู่มือการทำนาอินทรีย์แก่ชาวนาที่สอดคล้องกับยุคสมัยและสร้างโอกาสทองให้แก่ชาวนาไทยและเกษตรกรอย่างแท้จริง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 3

ที่มาของการทำนาโยนกล้า

          นาโยนกล้า  เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมการทำนาแบบใหม่ที่น่าทดลองเป็นอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะนาในพื้นที่ภาคกลางที่ระบบชลประทานเข้าถึงหรือพื้นที่ที่สามารถจัดการเรื่องน้ำได้  เป็นอนาคตของการทำนาที่สามารถแทนที่การทำนาหว่านข้าวแบบเดิมได้อย่างดีทีเดียว  นอกเหนือจากการประหยัดเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว  นาที่ใช้วิธีโยนกล้ายังแก้ปัญหาเรื่องวัชพืชหรือข้าวดีดได้ดี  ไม่ค่อยพบปัญหาแมลงศัตรูพืชต้นข้าวในนาโยนกล้ายังเจริญเติบโต  แตกกอได้ดี  ไม่มีปัญหาข้าวชะงักการเติบโตเช่นข้าวปักดำด้วยคนหรือรถดำนา  ที่สำคัญเป็นการตอบโจทย์เรื่องการลดต้นทุนในการทำนาได้ทางหนึ่ง  แม้ว่าจะต้องมีการลงทุนเรื่องของถาดเพาะกล้าในช่วงเริ่มต้น  แต่ก็สามารถนำไปใช้ได้หลายครั้ง  และถึงจะมีขั้นตอนการเพาะกล้าที่ดูยุ่งยากกว่านาหว่านหรือนาดำ  แต่เมื่อถึงเวลาโยนกล้าความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเช่นการปักดำข้าวด้วยมือ  หรืออารมณ์เสียเพราะใช้ข้าวปลูกหมดเกินจำเป็นดังเช่นการทำนาหว่านจะไม่มีให้เห็นเลย  ภาพที่เห็นจะมีแต่รอยยิ้ม  และความสนุกสนาน  ทำนาเพลิดเพลินจนเสร็จไปแปลงแล้วแปลงเล่าอย่าที่ไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว

ต้นกำเนิดนาโยนกล้า

ต้นกำเนิดการปลูกข้าวนาโยนกล้ามาจากประเทศจีน  ซึ่งหลายพื้นที่จะมีการใช้รถดำเป็นส่วนใหญ่  รถดำประเทศจีนจะมีการใช้อยู่มาก  มีทั้งแบบเดินตามและแบบนั่งขับ  หรือแบบสองแถวที่อาศัยเครื่องยนต์ขนาดเล็ก  แต่แหล่งทำนาแบบโยนกล้าจะพบที่เมืองกวางโจว  ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ห่างจากตัวเมืองไปประมาณ 200 กิโลเมตร  ในเมืองกวางโจวเองมีโรงงานที่ทำการผลิตถาดสำหรับเพาะกล้าทำนาแบบโยนกล้าโดยเฉพาะ  ชาวนาในพื้นที่นั้นทั้งเมืองจะใช้วิธีโยนกล้า  แต่วิธีการโยนกล้าของชาวจีนจะโยนครั้งละหนึ่งต้นหรือไม่กี่ต้น  ซึ่งจะทำให้ต้นข้าวในนาดูค่อนข้างจะเป็นระเบียบ  แต่ก็จะใช้เวลาค่อนข้างนาน

          การทำนาโยนกล้าที่มีการทดลองส่งเสริมในประเทศไทยถือเป็นรูปแบบการทำนาที่ช่วยประหยัดต้นทุน  ทั้งเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าว  ไม่ต้องพึ่งสารเคมีในการกำจัดวัชพืชและแมลง  เพราะนาโยนกล้าสามารถควบคุมหญ้าได้  รวมทั้งมีปัญหาเรื่องศัตรูพืชน้อย  ผลผลิตที่ได้จากนาโยนกล้ายังไม่แตกต่างจากการทำนาหว่านมากนักหรือบางครั้งก็อาจจะมากกว่า  การเพาะกล้าข้าวในถาดสำหรับทำนาโยนกล้ายังทำให้ต้นข้าวไม่เกิดการพักการเจริญเติบโตเมื่อโยนลงนาแล้ว  ซึ่งต่างจากการทำนาดำและการใช้เครื่องดำนา

          หากพัฒนารูปแบบให้สะดวกเร็วและง่ายขึ้นสำหรับขั้นตอนการเตรียมเพาะกล้านาโยนแล้ว  จะเป็นรูปแบบการทำนาที่ไม่ยุ่งยากหรือมีเรื่องจิปาถะเช่นการทำนาดำทั้งด้วยคนหรือดำด้วยเครื่องหรือทำนาหว่านเลยทีเดียว  กล้าสำหรับโยนส่วนใหญ่จะนิยมเพาะแบบแห้งโดยใช้ดินร่วนมากกว่าแบบเปียกที่ใช้ดินเลน  จะทำให้รากข้าวไม่ค่อยพันกันสามารถโยนครั้งหนึ่งได้หลายสิบต้น  ซึ่งจะช่วยให้นาโยนกล้าเสร็จเร็วขึ้นไม่เหมือนกับการโยนเพียงไม่กี่ต้นแบบประเทศจีน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 4

ผลการฝึกประสบการณ์การเรียนรู้

การทำนาด้วยวิธีโยนกล้า

(Parachute)

          เป็นนวัตกรรมการทำนาแบบใหม่ในประเทศไทย  โดยมีจุดประสงค์หลัก  เพื่อควบคุมข้าววัชพืชและวัชพืชทั่วไป  จากการศึกษาและปฏิบัติในการปลูกข้าวอินทรีย์ที่โรงงานปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ลพบุรีจำกัด   ได้เปรียบเทียบต้นทุนการผลิต  ซึ่งพบว่าต้นทุนการทำนาแบบโยนกล้าเพื่อควบคุมวัชพืช  และวัชพืชทั่วไป  มีต้นทุนต่ำที่สุด  และยังให้ผลผลิตสูงกว่าวิธีการทำนาแบบอื่นๆ  การวิจัยศึกษาอายุต้นกล้าและศึกษาจำนวนปริมาณต้นกล้า  พบว่าอายุต้นกล้า  12-16  วัน  และจำนวนต้นกล้า  50-60  ถาด  มีความเหมาะสมมากที่สุด(561  หลุม/1  ถาด)  สามารถป้องกันและควบคุมข้าววัชพืชได้ดีมาก  ใช้แรงงานเตรียมดินเพาะกล้า  150-200  ถาด/คน/วัน  ใช้แรงงานโยนกล้า  3-5  ไร่/คน/วัน  ที่สำคัญ  คือ  ใช้เมล็ดพันธุ์เพียง  3-4  กิโลกรัม/ไร่  ประหยัดเมล็ดพันธุ์ได้ถึง  80-85  เปอร์เซ็นต์  สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานได้การทำนาแบบโยนต้นกล้ามีขั้นตอนปฏิบัติอยู่  4  ขั้นตอนดังนี้

1.ขั้นตอนการเตรียมเพาะกล้าพันธุ์  ซึ่งการเตรียมการเพาะกล้าเตรียมได้  2  แบบ

            วิธีเตรียมถาดเพาะกล้าแบบแห้ง  โดยเตรียมย่อยดินแห้งให้ละเอียดเม็ดดินโตไม่เกิน  0.5  เซติเมตร  ดินนั้นต้องไม่มีเมล็ดข้าววัชพืช  นำถาดพลาสติกมาวางกับพื้นที่เตรียมไว้ต้องราบสม่ำเสมอโดยวางเป็นแถวตอน  2-4  แผ่น  (แล้วแต่ความสะดวกในการปฏิบัติงาน)  หว่านดินไปก่อนประมาณครึ่งหลุม  จากนั้นหว่านเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์  (แช่  1  คืน  หุ้ม  1  คืนหรือข้าวแห้ง)  อัตราประมาณ  3-4  กิโลกรัม/50-60  ถาด  (ต่อไร)  แล้วหว่านดินตามลงไปให้เต็มเสมอปากหลุม  (อย่าให้ดินล้นปากหลุมเพาะซึ่งจะทำให้รากข้าวพันกันเวลาโยนต้นกล้า  จะไม่กระจายตัว)  การใช้แรงงานย่อยดินแห้ง  และเพาะข้าว  1  คน/150-200  ถาด/1วัน  (หว่านได้  2-3  ไร่)  การให้น้ำระยะแรกๆ  ต้องให้เป็นฝอยละเอียดระวังอย่าให้เมล็ดข้าวกระเด็นหรือให้น้ำท่วมพื้นแปลงน้ำจะซึมเข้าก้นหลุมถาดเอง  รักษาความชื้นจนกว่าข้าวงอก  หากมีฝนตกให้หาวัสดุมาคลุมเช่นกระสอบป่านหรือสแลน  จนกว่าข้าวจะงอก  ประมาณ  5  วัน  ค่อยนำวัสดุลุมออก  วิธีนี้สามารถเพาะเมล็ดในร่มได้พอกล้าข้าวอายุ12-16  วัน  นำไปโยนได้ทันที  ความยาวต้นกล้าประมาณ  3-5  นิ้ว  ใช้พื้นที่เพาะประมาณ  12-15  ตารางเมตร/50-60  ถาด  หว่านได้  1  ไร่  วิธีเพาะกล้าแบบแห้งนี้ได้คิดค้น  วิธีหยอดเมล็ดพันธุ์ที่มีความแม่นยำ  สามารถควบคุมดิน  และเมล็ดพันธุ์ตามต้องการได้เป็นอุปกรณ์ต้นแบบเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดได้

วิธีเตรียมถาดเพาะกล้าแบบเปียก  โดยเลือกแปลงนาที่ไม่มีข้าววัชพืชและวัชพืชทั่วไประบาด  มีการเตรียมแปลงคล้ายกับเพาะกล้านาดำ   ลูบเทือกให้ดินสม่ำเสมอ  นำถาดเพาะกล้าวางเป็นแถวคู่เอาหัวชนกัน  วางเป็นแถวตอน  ความยาวแล้วแต่แปลงกล้า  แต่ละคู่แถวห่างกันประมาณ  50  เซนติเมตร  เพื่อสะดวกในการปฏิบัติงาน  โดยนำดินเลนระหว่างร่องทางเดินใส่บนถาดให้เต็มปรับให้เสมอปากหลุมถาด (อย่าให้ดินล้นปากหลุมเพาะ  ซึ่งจะทำให้รากข้าวพันกันเวลาหว่านต้นกล้าจะไม่กระจายตัว)  จากนั้นหว่านเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์  (แช่  1  คืน  หุ้ม  1  คืน หรือข้าวแห้ง)  อัตราประมาณ  3-4  กิโลกรัม/50-60  ถาด  (ต่อไร)  ใช้แผ่นไม้คล้ายไม้บรรทัดกดหรือลูบเมล็ดพันธุ์ให้จมเลน  รักษาความชื้นตลอดไป  หากมีฝนตกต้องหาวัสดุมาคลุมเพื่อกันเมล็ดข้าวกระเด็นออกจากถาดเพาะ  พอกล้าอายุ  12-16  วัน  นำไปโยนได้ทันที  หรือความยาวต้นกล้าประมาณ  3-5  นิ้ว  ใช้พื้นที่เพาะกล้าประมาณ  12-15  ตารางเมตร  50-60  ถาด  โยนได้  1  ไร่  ก่อนนำไปโยนควรหยุดให้น้ำต้นกล้าประมาณ  1  วัน  ขั้นตอนอื่นๆ  ไม่แตกต่างกัน

2.  ขั้นตอนการเตรียมแปลง

          ก่อนทำนาให้พักแปลงนาให้แห้งอย่างน้อย  1  เดือน  เพื่อให้ข้าววัชพืชพ้นระยะพักตัว  หรือให้เมล็ดข้าววัชพืชที่ร่วงในนาก่อนนี้พร้อมที่จะงอกให้มากที่สุด

          ให้ขังน้ำในแปลง  1  คืน  และปล่อยให้น้ำแห้งเอง  เพื่อล่อข้าววัชพืชงอกขึ้นมาเต็มที่  (ไม่ควรพ่นสารเคมีกำจัด)  แล้วไถ่กลบทุบเป็นปุ๋ย  ควรล่อวัชพืชอย่างน้อย  1  ครั้งขึ้นไป

          ไถเตรียมดินเหมือนนาดำ   หรือนาหว่านน้ำตมทั่วไป  แต่ปรับเทือกให้สม่ำเสมอมากที่สุด  รุ่งเช้าให้โยนต้นกล้าได้(ดินเหนียว)  ถ้าเป็นดินร่วนปนทราย  หรือดินทรายหลังปรับเทือกให้โยนต้นกล้าทันที

 

3.ขั้นตอนการโยนต้นกล้า

          ขณะโยนต้นกล้าในแปลงควรมีน้ำขลุกขลิก  (เล็กน้อย)  ให้เดินถอยหลังโยนกำมือละ  5-15  หลุม  โดยตวัดหวายมือโยนต้นข้าวขึ้นสูงกว่าระดับศีรษะ  ต้นกล้าจะกระจายตัวพุ่งลงตั้งตรงหรือเอนเล็กน้อย  ถาดเพาะไว้บนท่อนแขนครั้งละหลายๆ  แผ่นแล้วแต่จะรับไหว  หากเห็นว่าต้นข้าวห่างเกินไปให้โยนเพิ่มเติมได้  วิธีโยนสามารถนำอุปกรณ์คล้ายเรือลงในแปลงนาได้  เพื่อใส่ถาดกล้าครั้งละมากๆ  และสะดวกในการโยน  เกษตรกร  1  คน  โยนกล้าได้  3-5  ไร่/วัน  หลังหว่าน  1-2  วัน  ให้เติมน้ำทันที  และเพิ่มระดับน้ำขึ้นเรื่อยๆ  จนถึง  5-10  เซนติเมตร  ซึ่งมีประสิทธิภาพควบคุมข้าววัชพืชและวัชพืชได้ดีมาก  รักษาระดับน้ำจนถึงข้าวโตคลุมพื้นที่นาหรือจนถึงก่อนเกี่ยว  15-20  วัน

4.ขั้นตอนการปฏิบัติดูแลรักษา

          ควบใส่ปุ๋ยรองพื้นก่อนโยนต้นกล้า  1  วัน  ขณะปับเทือกและการปฏิบัติดูแลรักษา  เช่นเดียวกันกับการทำนาวิธีอื่นๆ  ทุกประการ

ข้อดีของการทำนาด้วยวิธีโยนต้นกล้า

- เป็นนวัตกรรมการทำนาวิธีใหม่ที่ป้องกันการเกดของข้าววัชพืช  และวัชพืชทั่วไปได้ผลดี

          - ประหยัดเมล็ดพันธุ์ลงได้  85-85% โดยใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 3-4 กิโลกรัม/ไร่

          - ไม่ต้องถอนต้นกล้าไปปักดำเหมือนนาปักดำด้วยคน

          - ต้นกล้าที่จะโยนจะตั้งตัวได้ทันที (ไม่หยุดชะงักหรือต้นกล้าเหลืองเหมือนนาปักดำด้วยคน)  เจริญเติบโตรวดเร็วและแข็งแรง

          - การแตกกอดีมาก  และเร็วกว่าวิธีอื่นๆ  จำนวนต้น/กอ  มีมากกว่านาปักดำ

          - การจัดการด้านโรค-แมลง ง่ายและได้ผลดีกว่าการหว่านน้ำตม

          - ใช้ต้นทุนและแรงงานน้อยกว่าวิธีอื่นในแปลงที่มีข้าววัชพืชระบาด

          - ได้ผลผลิตสูง  และผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐาน

          - เหมาะสำหรับการทำนาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์  หรือการทำนาข้าวอินทรีย์  หรือการทำนาแบบเกษตรพอเพียงหรือเกษตรผสมผสาน  เกษตรทฤษฎีใหม่  ฯลฯ

ข้อจำกัดของการทำนาด้วยวิธีโยนต้นกล้า

          - เกษตรกร  1  ครอบครัว  จะทำนาด้วยวิธีโยนต้นกล้าได้ไม่เกิน  10-15  ไร่/วัน

          - ขั้นตอนการเตรียมเพาะกล้าอาจยุ่งยากบ้าง

          - ยังไม่มีผู้รับจ้างทำนาด้วยวิธีโยนต้นกล้า

          - ต้องทำในเขตชลประทานที่มีการควบคุมน้ำได้  (เพื่อควบคุมข้าววัชพืช/วัชพืชทั่วไป)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่  5

เทคนิคการทำนาโยนกล้า

เทคนิคการทำนาโยนกล้า ของอาจารย์เชาว์วัช   หนูทอง

          จากการทดลองทำนาโยนกล้าในศูนย์เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษพบว่า การเพาะแบบแห้งจะดีกว่าการเพาะแบบเปียกในแง่ไม่ยุ่งยากในตอนถอนกล้าออกจากถาด เพราะรากข้าวไม่ยาวมากจนเกินการพันกัน ทำให้ง่ายและรวดเร็วในการถอนและโยนกล้า รวมทั้งถนัดมือที่จะใช้โยนมากกว่า จึงขอนำเสนอเฉพาะการเพาะแบบแห้ง ซึ่งโดยปกติจะใช้ดินร่อนมาเป็นวัสดุเพาะแต่เพียงอย่างเดียว แต่ในที่นี้จะมีการเพิ่มส่วนผสมของดินเพาะด้วยปุ๋ยและแกลบดำเพื่อช่วยประสิทธิภาพการเจริญเติบโตมากกว่าดินล้วนๆ

การเตรียมวัสดุเพาะกล้าข้าว

วัสดุเพาะ

1.      ดินร่วนที่บดละเลียด          8        ส่วน

2.      แกลบดำ                       1        ส่วน

3.      ปุ๋ยหมักชนิดผง                1        ส่วน

วิธีทำ     ผสมวัสดุปลูกทุกอย่างเข้าด้วยกัน จากนั้นนำไปเพื่อเตรียมโรยลงบนถาดเพาะกล้า

การโรยดินและเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกเริ่มจากการถาดเพาะกล้าบนรางสำหรับวางถาดเป็นทางยาวก่อน ซึ่งจะวางได้ครั้งหนึ่ง 25 ถาด เริ่มจากนำถาดสำหรับโรยดินขึ้นวางบนรางก่อน ทำการเลื่อนถาดและโรยดินไปตามทางยาวของรางจนสุดรางปริมาณดินจะอยู่ที่ครึ่งหลุมพอดี จากนั้นให้เปลี่ยนนำถาดโรยเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดัดแปลงร่องโรยแล้วขึ้นวางแทน เลื่อนถาดโรยเมล็ดพันธุ์ข้าวไปตามทางยาวของรางจนสุดราง เมล็ดพันธุ์ข้างจะร่วงไปอยู่ในหลุมของถาดประมาณ 5 เมล็ดต่อหลุม จากนั้นจึงนำถาดโรยดินขึ้นมาเปลี่ยนและเลื่อนโรยดินปิดทับหน้าหลุมให้เสมอกันอีกทีหนึ่ง เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการเตรียมถาดเพาะ การบรรจุดินเพาะและเมล็ดพันธุ์ครั้งหนึ่งจะใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีต่อ 25 ถาด แรงงาน 3 คน ใน 1 วัน สามารถทำได้ไม่ต่ำกว่า 2,000  ถาด

 

การเตรียมดินรองพื้นจุดเพาะกล้า

          พื้นที่ที่จะนำถาดเพาะกล้ามาวางเรียงกันเพื่อจะดูแลให้เติบโตก่อนจะนำไปโยนต้องมีการปรับพื้นที่ก่อน ซึ่งทำได้โดยใช้ทรายขี้เป็ด (ทรายหยาบที่มีดินปนอยู่บ้าง เป็นทรายราคาถูก) มาทำการโรยหน้าดินเพื่อปรับพื้นที่ให้เรียบ แต่ก่อนจะโรยจะมีการผสมปุ๋ยหมักลงไปเพื่อให้ต้นถาดมีการดูดสารอาหารจากเนื้อปุ๋ยด้วย โดยใช้ทราย 10 ส่วน และปุ๋ย 1 ส่วน จากนั้นจึงโรยปรับหน้าที่ตรงจุดที่จะเพาะให้เรียบเสมอกัน

การจัดวางถาดเพาะกล้า

          พื้นที่สำหรับเพาะกล้าอาจทำในบริเวณที่ว่างใกล้ที่พักอาศัยได้ โดยปกติถาดเพาะกล้าจะยาว          60 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 34 เซนติเมตร ฉะนั้นในพื้นที่ 1 งาน ซึ่งก็คือ 400 ตารางเมตร หารด้วย 0.34หารด้วย 0.60 ดังนั้นใน 1 งานเราจะวางถาดเพาะกล้าได้ประมาณ 1,960 ถาด ซึ่งจุดที่วางสามารถทำเป็นแปลงยาวออกมาเหมือนแปลงปลูกผักก็ได้

          ก่อนจะวางถาดเพาะกล้าก็ให้ทำการโรยแกลบดำให้ทั่วแปลงยาวแล้วเกลี่ยให้เรียบจากนั้นจึงนำถาดเพาะกล้ามาวางทับบนแกลบดำอีกทีหนึ่ง เมื่อวางเสร็จให้ใช้ผ้ากระสอบที่ตัดเป็นผืนยาวเท่าขนานความยาวของถาดเพาะกล้าที่เรียงต่อกันมาวางคลุมทับอีกที ซึ่งซื้อกระสอบที่เป็นม้วนที่กว้าง 1 เมตร ยาว 90 เมตร จะถูกและสะดวกใช้กว่ากระสอบป่านแบบเย็บไว้แล้ว กระสอบนี้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ เพราะใช้แค่ประมาณ 3-4 วัน ในช่วงเริ่มเพาะ หลังจากนั้นสามารถตากแห้งเพื่อเก็บเอามาใช้ต่อได้ การคลุมด้วยกระสอบจะเป็นส่วนช่วยให้น้ำที่รพไม่กระแทกดินและเมล็ดข้าวให้กระเด็นหลุดออกมาในช่วงเริ่มเพาะ

การรดน้ำและดูแล

          ให้รดน้ำประมาณวันละ 1 ครั้ง เมื่อผ่านไป 3-4 วัน ต้นข้าวจะแทงทะลุกระสอบขึ้นมา ให้เอากระสอบออกได้ จากนั้นให้รดน้ำแบบฝอยละเอียดต่อไป ซึ่งตอนนี้รากของข้าวจะติดยึดกับดินแล้ว รดน้ำต่อจนอายุต้นข้าวประมาณ 15 วัน

 

การป้องกันโรคและควบคุมแมลงในกล้าข้าว

          ในช่วงการเพาะกล้าอาจจะต้องใช้จุลินทรีย์ไตรโคเดอร์มาฉีดพ่นเพื่อควบคุมโรครากเน่าโคนเน่าของข้าว ประมาณ 3 วัน ให้ฉีดครั้งหนึ่ง ทั้งนี้การฉีดพ่นจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตด้วย อีกประการหนึ่งในช่วงเพาะกล้าอาจมีปัญหาเรื่องเพลี้ยไประบาดสามารถใช้น้ำส้มควันไม้ผสมกับพริกแกงฉีดพ่นได้ ซึ่งเพลี้ยไป มักชอบระบาดในข้าวเล็กๆอยู่เสมอ มันจะทำให้ต้นแดงและเน่าตายไป โดยฉีดพ่นประมาณ 3 วันต่อครั้งเช่นเดียวกัน

การถอนกล้าและเคลื่อนย้าย

          เมื่อกล้าอายุได้ 15 วัน สามารถนำไปโยนได้ ซึ่งสามารถขนย้ายได้ 2 วิธี อย่างแรกคือม้วนไปซ้อนๆ ทับกันซึ่งทับได้หลายชั้นแล้วเอาขึ้นรถกระบะไปโยน โดยวางพาดแขนแล้วจับโยนเป็นกำๆ ไป อีกวิธีคือใช้กะละมังเปลพลาสติกที่ใช้ผสมปูนขนาดใหญ่สักหน่อยมาบรรจุกล้าข้าว โดยถอนที่อยู่ในถาดเพาะใส่ในกะละมังเปล ซึ่งกะละมังเปลอันหนึ่งสามารถใส่กล้าข้าวได้ประมาณ 30 ถาด แล้วค่อยบรรจุใส่รถไป เวลานาก็สามารถลากกะละมังเปลนี้ไปในนาเพื่อไปโยนตามจุดต่างได้เลย จะทำให้ไม่ต้องเอาถาดเพาะด้วย

การเตรียมแปลงนาก่อนโยนกล้า

          การเตรียมแปลงนา ควรเตรียมทำเทือกไว้ก่อนวันโยน 1 วัน ทำเทือกให้เหมือนนาหว่านน้ำตม ซึ่งมีกระบวนการหมักฟางและกระบวกการทำเทือกเหมือนทำนาหว่านน้ำตมเลย

การป้องกันโรคและควบคุมแมลงในกล้าข้าว

          ในช่วงการเพาะกล้าอาจจะต้องใช้จุลินทรีย์ไตรโคเดอร์มาฉีดพ่นเพื่อควบคุมโรครากเน่าโคนเน่าของข้าว  ประมาณ  3  วัน  ให้ฉีดครั้งหนึ่ง  ทั้งนี้การฉีดพ่นจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตด้วย  อีกประการหนึ่งในช่วงเพาะกล้าอาจมีปัญหาเรื่องเพลี้ยไฟระบาดสามารถใช้น้ำส้มควันไม้ผสมกับพริกแกงฉีดพ่นได้  ซึ่งเพลี้ยไฟ  มักชอบระบาดในข้าวเล็กๆ  อยู่เสมอ  มันจะทำให้ต้นแดงและเน่าตายไป  โดยฉีดพ่นประมาณ  3  วันต่อครั้งเช่นเดียวกัน

 

การถอนกล้าและเคลื่อนย้าย

            เมื่อกล้าอายุได้  5  วัน  สามารถนำไปโยนได้  ซึ่งสามารถขนย้ายได้  2  วิธี  อย่างแรกคือม้วนไปซ้อนๆ  ทับกันซึ่งทับได้หลายชั้นแล้วเอาขึ้นรถกระบะไปโยน  โดยวางพาดแขนแล้วจับโยนเป็นกำๆ  ไป  อีกวิธีคือใช้กะละมังเปลพลาสติกที่ใช้ผสมปูนขนาดใหญ่สักหน่อยมาบรรจุกล้าข้าว  โดนถอนที่อยู่ในถาดเพาะใส่ในกะละมังเปล  ซึ่งกะละมังเปลอันหนึ่งสามารถใส่กล้าข้าวได้ประมาณ  30  ถาด  แล้วค่อยบรรทุกใส่รถไป  เวลาลงนาก็สามารถลากกะละมังเปลนี้ไปในนาเพื่อไปโยนตามจุดต่างๆ  ได้เลย  จะทำให้ไม่ต้องเอาถาดเพาะไปด้วย

การเตรียมแปลงนาก่อนโยนกล้า

          การเตรียมแปลงนา  ควรเตรียมทำเทือกไว้ก่อนวันโยน  1  วัน  ทำเทือกให้เหมือนนาหว่านน้ำตม  ซึ่งมีกระบวนการหมักฟางและกระบวนการทำเทือกเหมือนทำนาหว่านน้ำตมเลย

การโยนกล้าข้าว

          เวลาโยนให้โยนให้เกิดการกระจาย  โดยจับกำมือหนึ่งประมาณ  10-15  ต้น  แล้วก็ตวัดมือขึ้นให้สูง  ต้นข้าวก็จะเกิดการกระจายตัวกลางอากาศในลักษณะ  Parachute  จะยืนโยนด้านข้างแปลง  หรือโยนในนาแล้วค่อยๆ  ถอยหลังก็ได้  เมื่อโยนไปต้นกล้าข้าวก็มีลักษณะที่ล้มบ้าง  ตั้งบ้าง  คละเคล้ากันไป  แต่มันจะตั้งตังได้เอง  ในแปลงของศูนย์เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษ  ละโว้ธานีจะเผื่อใช้กล้าข้าวประมาณ  70  ถาดต่อไร่  เผื่อบางต้นไม่ขึ้น  เทคนิคหนึ่งที่ดีคือ  จาก  70  ถาดที่ต้องโยนในหนึ่งไร่  ควรจะโยนเพียงแค่  60  ถาดก่อน  ส่วนอีก  10  ถาดที่เหลือสามารถเอาไว้โยนซ่อมทีหลังได้  ซึ่งใช้ในกรณีที่โยนไปแล้วมีจุดที่ห่างกันไป  บางครั้งจุดที่ดูว่าห่างกัน  แต่พอใน  1  เดือนข้าวแตกกอจะเห็นว่ามันโตถึงกันหมดไม่มีการเว้าแหว่ง

การดูแลจัดการหลังโยนกล้า

          เมื่อโยนกล้าข้าวไปแล้ว  พอวันที่  3  สามารถเริ่มไขเอาน้ำเข้านาได้  ซึ่งพบปัญหาเรื่องวัชพืชน้อย  ซึ่งการทำนาแบบหว่านน้ำตมก็คือทำเทือกแล้วปล่อยน้ำให้แห้งซึ่งสภาพนั้นมันเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของวัชพืชเช่นเดียวกับการโตของข้าว  แต่เมื่อโยนกล้าไปแล้วผ่านไป  2-3  วันแล้วปล่อยน้ำเข้า  จะเป็นการช่วยควบคุมการเติบโตของวัชพืชได้  รวมทั้งข้าววัชพืชหรือข้าวดีดด้วย  อีกประมาณ  7-10  วัน  ต้นข้าวจะเขียวโดยที่ไม่ต้องไปใส่ปุ๋ยอะไรเลยก็ได้

การใส่ปุ๋ยอินทรีย์และการโยนแหนแดง

          ปุ๋ยอินทรีย์จะใส่ก่อนหรือใส่ในช่วงที่ข้าวเจริญเติบโตก็ได้  โดยใส่ประมาณ  1  กระสอบต่อไร่  ส่วนแหนแดงให้โยนหลังจากโยนกล้าได้สักประมาณ  7  วัน  หากโยนก่อนพร้อมหน้านี้อาจมีผลกับต้นข้าว จากประสบการณ์ถ้าโยนพร้อมกันแล้วจะไหลไปทับต้นข้าวให้ล้ม  อาจจะมีการเน่าตายไป  การโยนพร้อมกันจึงไม่เหมาะสม  อัตราการโยนอยู่ที่ประมาณ  10  กิโลกรัมต่อไร่  โดยโยนกระจายให้ทั่วแปลงนา  หลังจากนั้นประมาณ  10-15  วัน  แหนแดงก็จะเจริญกระจายเต็มนา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 6

การทำน้ำหมักชีวภาพ ฮอร์โมน ปุ๋ยพืชสด

และสมุนไพรในการไล่แมลงศัตรูพืช

น้ำหมักมูลหมู

วัตถุดิบ

          มูลหมู                      1        กิโลกรัม

          หัวเชื้อจุลินทรีย์           1-2     ช้อน

          ตาข่ายมุ้ง                

วิธีทำ

          1. นำตาข่ายมุ้งหุ้มมูลหมู 1 กิโลกรัม แช่ลงไปในถังน้ำที่มีน้ำอยู่ 10 ลิตร

          2. เอาหัวเชื้อจุลินทรีย์ใส่ไปในถังหมัก 1-2 ช้อน ซึ่งจะช่วยดับกลิ่น และช่วยในกระบวนการหมัก ทำการแช่ไว้ 1-2 คืน แล้วยกเอาตาข่ายมุ้งที่หุ้มมูลหมูออก เป็นอันเสร็จการผลิตน้ำหมักมูลหมู

วิธีการใช้

          ใช้น้ำหมักมูลหมู 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วแปลง

          ฮอร์โมนไข่

วัตถุดิบ

          ไข่                          1 กิโลกรัม

          กากน้ำตาล                1 กิโลกรัม

          นมเปรี้ยว                 1 ขวด

          ลูกแป้งข้าวหมาก         1 ลูก

วิธีทำ

          1. ให้เอาลูกแป้งข้าวหมากมาบี้ให้ละเอียดในถุง จากนั้นเทใส่ในขวดนมเปรียวที่เทนมออกไปเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ล้นตอนที่ใส่ลูกแป้งข้าวหมากบดละเอียด

          2. เขย่าขวดนมเปรี้ยวให้วัตถุดิบเข้ากัน จากนั้นนำมาใส่ในถังที่บรรจุน้ำตาลไว้แล้ว 1 กิโลกรัม

          3. คนให้เข้ากัน จากนั้นกะเทาะไข่ 1 กิโลกรัมตามลงไปในถังด้วย เปลือกไข่ให้ขยำหรือทุบให้ละเอียดแล้วใส่ไปในถังหมักด้วย เสร็จแล้วจึงคนให้เข้ากัน ปิดฝาทิ้งไว้ 1 เดือน

วิธีการใช้

          นำฮอร์โมนไข่ 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร

ฮอร์โมนผลไม้

ส่วนประกอบ

          ฟักทอง          2        กิโลกรัม

          มะละกอ          2        กิโลกรัม

          กล้วย            2        กิโลกรัม

          จุลินทรีย์ TM    40      ซีซี

          กากน้ำตาล      40     ซีซี

          น้ำสะอาดเล็กน้อย

วิธีทำ

          นำผลไม้ทั้งหมดมาสับหยาบ ใส่ในถัง ตามด้วยส่วนผสมที่เหลือ คนให้เข้ากัน หมักไว้ 8 วัน ทุก 2 วันให้เปิดฝา เก็บได้ 3 เดือน อัตราการใช้ 1 ช้อนต่อน้ำ 5 ลิตร

น้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง

วัตถุดิบ

          ยาสูบ หัวกรวย บอระเพ็ด หางไหล ขมิ้นชัน ไพล เม็ดมันแกว อย่างละ     4        กิโลกรัม

          กากน้ำตาล                                                                         8        กิโลกรัม

          น้ำหมักจุลินทรีย์                                                                             1-2     ลิตร

 วิธีทำ

          1. นำสมุนไพรทั้งหมดใส่รวมกันในถัง 200 ลิตร ซึ่งจะได้ค่อนถัง จากนั้นใส่กากน้ำตาลในกระแป๋งแล้ววางลงไว้กลางถัง 200 ลิตร แล้วตามด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์

          2. ค่อยๆ เติมน้ำใส่ลงไปในถัง ในขณะที่เติมน้ำใส่ให้คนไปด้วย เมื่อน้ำท่วมสมุนไพรขึ้นมาสูงประมาณคีบกว่าๆ จึงปิดฝาถัง ให้ทำการคนในช่วงเช้าสัปดาห์ละ 3 หน คนเพียงสัปดาห์เดียว แล้วหมักต่อไปจนครบเวลา 2 สัปดาห์ก็สามารถนำไปใช้ได้

วิธีการใช้

          ใช้น้ำหมักสมุนไพร 200 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ในช่วงที่ข้าวยังเล็ก

การทำหัวเชื้อไล่แมลงสูตรเข้มข้น (สูตร1)

ส่วนผสม

          เหล้าขาว        1        ส่วน

          น้ำส้มสายชู      1        ส่วน

การน้ำตาล       1        ส่วน

จุลินทรีย์ TM    1        ส่วน

วิธีทำ

          นำส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง

อัตราการใช้

          1 ช้อนแกงต่อน้ำ 5 ลิตร

การทำหัวเชื้อไล่แมลงสูตรเข้มข้น (สูตร2)

ส่วนผสม

          เหล้าขาว        1        ส่วน

          น้ำส้มสายชู      1        ส่วน

การน้ำตาล       1        ส่วน

จุลินทรีย์ TM    1        ส่วน

          น้ำสะอาด        6        ส่วน

วิธีทำ

          นำส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากันทิ้งไว้ 15 วัน

อัตราการใช้

          1 ช้อนแกงต่อน้ำ 5 ลิตร

หมายเหตุ

          หากให้สารไล่แมลงมีประสิทธิภาพดี ให้นำน้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง (จากสมุนไพรพื้นบ้าน) บวกกับหัวเชื้อสารขับไล่แมลง แต่หากเป็นพืชที่อ่อนแอ บอกบางให้ลดอัตราส่วนลง

 

 

 

 

สรุป

จากการที่ได้ไปฝึกงานและได้ทดลองทำนาโยน ก็รู้ว่าเป็นวิธีที่ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตมากกว่าการทำนาแบบอื่นๆ ได้ถึง 20% อีกทั้งต้นข้าวก็แข็งแรงโตเร็ว ไม่มีชะงักการเจริญเติบโต ประหยัดเวลา คุมวัชพืชได้ดี ซึ่งถ้าคิดจะมาทำที่ภาคอีสานก็น่าจะได้ แต่ต้องมีการควบคุมน้ำได้ อย่างเช่นที่ราชธานีอโศก ก็ได้มีการไปทำนาโยนเช่นเดียวกัน เพราะที่นั่นสามารถควบคุมน้ำได้ ซึ่งเป็นแปลงทดลองดู ก็พบว่าต้นข้าวเมื่อโยนไปแล้วก็พื้นตัวเร็วแตกกอได้ดี ซึ่งผมคิดว่าถ้าพื้นที่ภาคอีสานถ้ามีพื้นที่ที่ควบคุมน้ำได้ก็สามารถทำได้เช่นกัน

แต่มีข้อจำกัดของการทำนาด้วยวิธีโยนต้นกล้า คือ ขั้นตอนการเตรียมเพาะกล้าอาจยุ่งยากบ้าง คนไม่รู้ว่ามีวิธีการโยนต้นกล้ามากนัก ต้องทำในเขตชลประทานที่มีการควบคุมน้ำได้  (เพื่อควบคุมข้าววัชพืช/วัชพืชทั่วไป)

ความพอประมาณ คือ ที่โรงงานได้จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพในราคาที่ถูก แต่มีคุณภาพที่ดี และไม่ได้คิดเอากำไรกับลูกค้ามากเกินควร

          ความมีเหตุผล คือ ที่โรงงานแห่งนี้ ได้คัดวัตถุดิบที่มีคุณภาพทางธาตุอาหารที่สูงและมีราคาถูกแต่มีคุณภาพดี ทำให้ที่โรงงานแห่งนี้จำหน่ายปุ๋ยที่มีคุณภาพสูงแต่ราคาถูกได้ และได้มีการหาวัตถุดิบที่ใหม่ๆ แต่มีคุณค่าทางอาหารที่สูงกว่าเก่า และราคาไม่แพงมากนัก     

การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว คือ ที่โรงงานแห่งนี้ได้มีการหาวัตถุดิบจากสถานที่ต่างๆ เข้ามาในโรงงานตลอด ไม่ได้เอาวัตถุดิบมาจากที่เดียว เพื่อให้มีวัตถุดิบเข้าออกในโรงงานตลอดเวลา และได้มีการตรวจเช็ดคุณภาพของวัตถุดิบตลอด อีกทั้งที่โรงงานแห่งนี้ยังมีการทำงานที่ครบวงจร คือมีการทำเครื่องจักรต่างๆ ขึ้นมาใช้เองได้

          เงื่อนไขความรู้  คือ อ.เชาว์วัช ได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ที่มีความรู้อยู่ตลอดเวลา และได้มีการศึกษาหาความรู้และสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอด และเมื่อทำอะไรแล้วก็จะไปศึกษาดูงานจากของจริง เมื่อรู้จริงแล้วจริงนำมาปฏิบัติ และได้ทดลองสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เมื่อได้ศึกษาดูจนประสบความสำเร็จก็จะถ่ายทอดให้ผู้อื่นให้รู้และเข้าใจได้ง่าย

          เงื่อนไขคุณธรรม อ.เชาว์วัช ได้มีการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ให้อย่างไม่มีปิดบังเพื่อที่เกษตรกรจะได้นำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง และ ที่โรงงานแห่งนี้ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสูงแต่ได้จำหน่ายในราคาที่ถูก และไม่ได้เอาเปรียบคนงานถึงแม้คนงานส่วนใหญ่จะเป็นชาวพม่าก็มีการพาไปขึ้นทะเบียนแรงงานที่จังหวัดอย่างถูกต้อง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก

ตารางเปรียบเทียบต้นทุนการปลูกข้าวแบบต่างๆ  เพื่อควบคุมข้าววัชพืช

 (ยังไม่รวมค่าสารเคมี  โรค/แมลง  และน้ำมันสูบน้ำ)

ต้นทุนการจัดการ

(บาท/ไร่)

วิธีการทำนา

นาหว่านน้ำตม

คนปักดำ

เครื่องปักดำ

โยนต้นกล้า

เตรียมแปลง (แบบประณีต)

610

610

610

610

ถาดเพาะกล้า

-

-

-

140-170

ค่าเพาะกล้า

-

100

-

125

หว่านกล้า  ปักดำ  โยน

50

1200

1200-1500

100

สารคุม  +  กำจัดวัชพืช  +ค่าแรง

175+110+100

-

-

-

เมล็ดพันธุ์  (กก.ละ  22  บาท)

440

154

(220)

88

ค่าตัดข้าววัชพืช

400-800

-

-

-

ค่าปุ๋ย

948

948

948

948

ค่าเกี่ยวนวด

450

450

450

450

รวม

3283-3683

3462

3208-3508

2461-2491

 

หมายเหตุ ถาดเพาะกล้าสามารถเพาะได้ไม่ต่ำกว่า  10 ครั้ง (ในตารางคิดค่าเฉลี่ย 3 ครั้ง)

 

 

 

 

 

 

  

บรรณานุกรม

หนังสือ เกษตรกรรมธรรมชาติ ฉบับที่ 10/2552 นาโยนกล้า ประหยัดเมล็ดพันธุ์ ป้องกันวัชพืช

หนังสือ การทำนาอินทรีย์ ต้นทุนต่ำ ผลผลิตสูง 

หนังสือ เกษตรกรรมธรรมชาติ คู่มือการผลิต ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด-ปั้นเม็ด

หนังสือ เทคนิค เกษตรอินทรีย์ประยุกต์ เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษ ละโว้ธานี

 

Comments