การสอนทักษะการฟัง

Listening Skill

               ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับชาวต่างชาติ เป็นสิ่งจำเป็นในการประกอบอาชีพ ประกอบกับในยุคนี้เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีที่ต้องใช้ทักษะทางภาษาอังกฤษ ดังที่ ยุดา  รักไทย (2552 : 26) ได้กล่าวว่า “บทบาทและความสำคัญของภาษาอังกฤษ เป็นแรงผลักให้ผู้เรียน ต้องเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ เพื่อติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้านความรู้ ความคิดและเทคโนโลยีต่างๆ กับชาวต่างชาติ”  ซึ่งความจำเป็นในการใช้ภาษาดังกล่าวสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 1) ได้กำหนดไว้ในเอกสารสาระและมาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ในเรื่องวิสัยทัศน์การเรียนรู้ว่า  “การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความคาดหวังว่า เมื่อผู้เรียนเรียนภาษาอังกฤษ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ผู้เรียนจะมีเจตคติที่ดีต่อภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) สามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ แสวงหาความรู้ ประกอบอาชีพและสามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้อย่างสร้างสรรค์”ในธรรมชาติของเด็กนั้นเด็กมีสัญชาตญาณแห่งการสื่อสารและการพูดอยู่แล้วจึงน่าจะเป็นประโยชน์ในการที่จะจูงใจให้นักเรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษ และที่สำคัญคือครูจะต้องไม่ลืมว่า การเรียนภาษาอังกฤษเป็นการเรียนเพื่อการใช้ภาษา ไม่ได้เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับภาษา  ดังนั้นครูจึงไม่ควรที่จะปิดกั้น หรือห้ามปรามเมื่อเด็กพูดจนมากเกินไป ครูควรปล่อยให้เด็กได้มีโอกาสพูดแสดงความคิดเห็นบ้าง หรือให้นักเรียนได้มีโอกาสให้นักเรียนได้มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษในห้องเรียนให้มากขึ้น หรือครูควรจัดให้มีกิจกรรมให้เด็กได้มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอ
ทักษะการฟังคืออะไร?...          
        การสื่อสารในชีวิตประจำวันนั้นการฟังนับว่าเป็นทักษะรับสารที่สำคัญทักษะหนึ่ง เป็นทักษะที่ใช้กันมากและเป็นทักษะแรกที่ต้องทำการสอนเพราะผู้พูดจะต้องฟังให้เข้าใจเสียก่อนจึงจะสามารถพูดโต้ตอบ อ่านหรือเขียนได้ ทักษะการฟังจึงเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนรู้ทักษะอื่นๆ  ดังนั้นในการเรียนการสอนนักเรียนจึงควรได้รับการฝึกฝนทักษะการฟังอย่างเพียงพอและจริงจัง     
          นพเก้า   ณ พัทลุง(2548:22) ได้ให้ ความหมายของทักษะการฟัง หมายถึงความสามารถในการจับ
ประเด็นใจความหลักจากสิ่งที่ฟังได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนซึ่งเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อน เพราะผู้เรียน
ต้องเข้าใจสาระสำคัญจากสิ่งที่พูดอารมณ์และความคิดเห็นของผู้พูดและสามารถตอบสนองระบุความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดหรือบริบทของการพูดได้
คุณค่าของการฟังคืออะไร                       
           David Pual (2004 : 71)  ได้กล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่เด็กๆจะต้องฟังภาษาอังกฤษที่เหมาะกับระดับของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภาษาควรจะง่ายสำหรับเด็กและอยู่ในระดับปัจจุบันหรือเหนือระดับที่เข้าใจได้แล้วเล็กน้อย ถ้าระดับยากเกินไปเด็กอาจสูญเสียความมั่นใจและทัศนคติด้านบวกไปก็ได้ หากเด็กได้เรียนภาษาอังกฤษหลายครั้งต่อสัปดาห์จะช่วยได้มากถ้าให้ทำแบบฝึกหัดการฟังอย่างสม่ำเสมอจากเทป หรือครูผู้ให้ข้อมูลแบบฝึกหัดควรจัดระยะให้ห่างเท่าๆกันในบทต่างๆแทนที่จะทำพร้อมกันในชั่วโมงเรียนถ้าหากเรียนหนึ่งหรือสองครั้งต่อสัปดาห์เราไม่ควรคาดหวังว่าความสามารถในการฟังของเด็กจะดีขึ้นมากจากการทำแบบฝึกหัดการฟังในชั้นเรียนที่สำคัญมากก็คือให้ทำแบบฝึกหัดการฟัง อย่างสม่ำเสมอในช่วงที่ไม่ได้เรียนเราอาจสนับสนุนให้เด็กและผู้ปกครองฟังเทปในรถที่บ้านหรือสนับสนุนให้เด็กดูวีดีทัศน์หรือใช้โปรแกรมภาษาอังกฤษ สิ่งที่อาจทำได้นั้นสิ่งหนึ่งขึ้นอยู่กับสถานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวเด็กและเวลาที่เด็กทุ่มเทให้ภาษาอังกฤษ แต่อย่างน้อยเราสามารถเน้นกับเด็กและผู้ปกครองว่าเด็กจะได้ประโยชน์อย่างสูงจากการได้ฟังภาษาอังกฤษมากๆ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้เทปในชั้นเพียงแต่เราไม่ควรคาดหวังว่าการฟังเทปหนึ่งหรือสองครั้งต่อสัปดาห์จะทำให้ความสามารถในการฟังของเด็กดีขึ้นมากนัก เทปยังมีประโยชน์มากในการทำให้ได้ยินเสียงของตัวละคร เสียงของเจ้าของภาษา ที่ช่วยสร้างความหลากหลายในวิธีที่เด็กจะได้พบเป้าหมายทางภาษาให้แบบอย่างในการออกเสียงและช่วยแนะนำฝึกร้องเพลงอีกด้วย
ควรฟังครูหรือเทปก่อน..?  
        เมื่อเด็กๆพบคำหรือรูปประโยคใหม่จากการฟังเราเราอาจ โต้ตอบได้ขณะที่พูดและเสนอคำและรูปแบบประโยคใหม่เป็นปริศนาเช่นครูอาจยิ้มให้เป็นกำลังใจแล้วถามคำถามเด็กเป็นคนๆไปเช่นWhat sport do you like ? (หนูชอบกีฬาอะไร) ตอนแรกเด็กอาจไม่เข้าใจแต่เราถาคำถามนั้นเป็นปริศนาให้เด็กไขเราอาจกระตุ้นให้เด็กๆถามครูด้วยคำถามเดียวกัน และให้เด็กเข้าใจจากคำตอบของครูถ้าครูตอบโดยใช้กีฬา ที่เด็กๆชอบคุ้นเคยด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มเพื่อแสดงว่าชอบ เด็กๆก็จะสามารถเดาความหมายของประโยคได้จากบริบท แล้วเริ่มถามและตอบกันเอง ด้วยวิธีนี้เด็กๆจะได้เรียนรู้ด้วยการสัมผัสภาษาอังกฤษเป็นกลุ่มก้อนได้ใช้ความคิดและการเดา เมื่อเด็กๆฟังเทปครั้งแรกเด็กมักจะไม่ค่อยเดาและโต้ตอบดังนั้นถ้าให้มีการฝึกก่อนฟังก็จะดีมาก เป็นต้นว่าให้ใช้ภาษาในเทปโต้ตอบกัน เล่นเกมที่ใช้ศัพท์และรูปประโยคที่อยู่ในเทปหรือให้เด็กทำปริศนาขณะที่ฟังเทป เช่นเด็กอาจมีรูปภาพชุดหนึ่งที่ประกอบเรื่องในเทปโดยให้รูปพวกปนกันอยู่ให้เด็กๆจัดให้อยู่ในลำดับที่ถูกต้องเมื่อฟังเทป กิจกรรมประเภทนี้เด็กจะมีสมาธิใช้ความคิดและไขปริศนาไปด้วย
อะไรคือหลักการเบื้องหลังของการสอนทักษะการฟัง ?...         
       เสาวภา  ฉายะบุระกุล (2546:136) ได้กล่าวถึงหลักการเบื้องหลังของการสอนทักษะการฟัง
ดังนี้คือ          
1.เครื่องบันทึกเทปมีความสำคัญเท่าๆกับตัวเทปเอง ไม่ว่าเทปจะดีเพียงใดจะหมดความหมายทันทีหากลำโพงเรื่องบันทึกเทปมีคุณภาพต่ำ
2. การเตรียมตัวเป็นสิ่งสำคัญ      
 ทั้งครูและนักเรียนจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการฟัง   ครูต้องฟังเทปตั้งแต่ต้นจนจบก่อนจะเอาเข้าไปเปิดในชั้นเรียน ซึ่งวิธีนี้ครูจะสามารถเตรียมตัวและตัดสินใจได้ว่า นักเรียนจะฟังเทปและทำงานประกอบการฟังได้หรือไม่           
3. ฟังครั้งเดียวไม่พอ ครูควรจะเปิดเทปให้นักเรียนฟังอย่างน้อย 2 รอบ เพื่อที่จะให้นักเรียนได้มีโอกาสศึกษาลักษณะทางภาษาบางอย่างที่อยู่ในเทป            
4.ควรกระตุ้นให้นักเรียนตอบสนองต่อเนื้อหาของสิ่งที่ฟังด้วยไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงภาษาเท่านั้น เช่นเดียวกับการอ่าน สิ่งที่สำคัญที่สุดในการฝึกฝนทักษะการฟังคือการพยายามจับความหมาย เจตนารมณ์ของผู้พูด  
 5.งานประกอบการฟังจะต้องแตกต่างกันไปตามลำดับขั้นตอนการฟังที่แตกต่างกัน  เพราะเหตุผลที่ว่าเราอยากจะทำอะไรหลายๆอย่างกับเรื่องที่ให้นักเรียนฟังเราจึงจำเป็นต้องกำหนดงานให้แตกต่างกันตามลำดับขั้นตอนการฟังที่แตกต่างกันซึ่งหมายความว่าในการฟังรอบแรกงานที่ให้ทำจะต้องเป็นคำถามที่ค่อนข้างตรงไปตรงมากระตุ้นการใช้ภาษา หากทำเช่นนี้จะช่วยให้นักเรียนสามารถคลายความเครียดจากการฟังได้ อย่างไรก็ตามในการฟังรอบหลังๆ อาจเน้นที่รายละเอียดของข้อมูล การใช้ภาษา หรือการการเสียงได้ดียิ่งขึ้น          
6.ครูที่ดีต้องใช้ประโยชน์จากเรื่องที่ให้นักเรียนฟังให้เต็มที่
หากครูให้นักเรียนลงทุนทั้งเวลาและพลังทางอารมณ์ในการทำกิจกรรมการฟังครูก็ควรจะใช้เทปนั้นเพื่องานหลายประเภทให้มากที่สุด ดังนั้นหลังจากการเล่นเทปครั้งแรก ครูอาจเล่นเทปอีกครั้งก็ได้เพื่อการศึกษาแบบต่างๆก่อนที่จะใช้เนื้อเรื่อง สถานการณ์หรือถอดเทป สำหรับกิจกรรมใหม่ ดังนั้นการฟังจึงเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญตอนหนึ่ง ในขั้นตอนการสอน มิใช่เป็นแค่เพียงแบบฝึกหัดเท่านั้น
กิจกรรมอะไรที่ช่วยส่งเสริมการสอนทักษะการฟัง        
         ปราณี  ธนะชานันท์ (2547:73) ได้เสนอแนะกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะการฟังไว้ดังนี้          
1. การเขียนตามคำบอก มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในการพัฒนาการรับรู้เสียงของภาษาและตรงกันข้าม
กับความเห็นส่วนใหญ่เรื่องการเขียนตามคำบอก การทำเช่นนี้อาจเป็นกิจกรรม
ที่สนุกสนานได้ ครูอาจออกเสียงให้เด็กเขียนในรูปภาพ ตาราง บิงโกและแผนที่มหาสมบัติเด็กเลือกช่อง
ที่จะเขียนเสียงลงไป และได้แต้มถ้าเลือกช่องบางช่องเด็กๆอาจมีใบงานที่มีเสียงและคำอยู่แล้วและทำกิจกรรม เช่น ฟังเสียงหรือคำบอกเลือกคำตอบที่ถูกบนใบงาน แล้วโยงเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเป็นภาพหรือเดินทางไปตามเขาวงกต หรืออาจทำกิจกรรมในคลังเกม เช่น Bingo (บิงโก) Chopstick Spelling(การสะกดคำด้วยตะเกียบ) Treasure Hunt Challenge (การค้นหาขุมทรัพย์)
2. การเล่าเรื่อง ถ้าเด็กเรียนมากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์การเล่าเรื่องถือเป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยส่งเสริมการฟัง โดยเฉพาะหากสามารถรวมภาษาในเรื่องให้กลมกลืนไปกับเนื้อหาที่เรียน เมื่อใช้เรื่องสำหรับฝึกการฟังครูอาจจำเรื่องมาเล่าให้เด็กฟัง อ่านให้ฟัง หรือเปิดเทปให้ฟัง หากเป็นเรื่องที่ครูจำมาก็เป็นการง่ายมากที่จะพูดโต้ตอบกับเด็ก แต่ครูก็อาจพูดจาโต้ตอบได้บ้างเหมือนกันถ้าครูอ่านเรื่อง ข้อเสียของกิจกรรมประเภทนี้คือ ไม่ว่าครูจะพยายามให้เรื่องเป็นจุดรวมของกิจกรรมมากเพียงใด แต่ก็มักจะลงเอยด้วยการที่ครูเป็นศูนย์กลางแต่ถ้าหากครูคอยระวังดึงเด็กเข้ามาร่วมด้วยให้มากที่สุดก็จะสามารถเพิ่มพูนประสบการณ์ของเด็กๆกับภาษา อังกฤษอีกวิธีหนึ่งคือการใช้หุ่นหรือตุ๊กตาแทนตัวละครโดยพยายามให้หุ่นออกท่าทางตามเรื่องราวที่ครูอ่านหรือเล่า                 อย่างไรก็ตามการให้เด็กฟังเรื่องจากเทปหรือซีดี มีข้อดีที่สำคัญบางประการเด็กสามารถ
ได้ยินเสียงคนต่างๆมากมาย มีการบันทึกไว้ให้ฟังซ้ำระหว่างที่ไม่ได้เรียนและสามารถกลับไปฟังเรื่องเดิม
แบบเดิมได้ง่ายเด็กๆก็จะสามารถฟังเรื่องอีกที่บ้านได้           
      ตัวอย่างกิจกรรมที่ครูทำได้กับการเล่าเรื่อง  
               - ให้เด็กวาดภาพตัวละครหรือฉากในเรื่อง    
             - ครูเล่าเรื่องโดยใช้หุ่นเป็นตัวละครพูดโต้ ตอบกันให้เด็กเล่าเรื่องอีกครั้งด้วยหุ่นของตนเอง
                - ครูมีรูปของบางฉากในเรื่องให้เด็กวางรูปในลำดับที่ถูกต้องแตะหรือกระโดด
ไปบนรูปขณะที่ครูเล่าเรื่อง และก่อนเล่าเรื่องอาจให้เด็กวางรูปในลำดับที่คิดว่าน่าจะเป็นตามเนื้อเรื่อง
                - เด็กแต่ละคนมีบัตรคำ หากมีการเอ่ยถึง คำใดคำหนึ่งจากบัตรเหล่านั้นในเรื่อง
เจ้าของบัตรจะต้องทำอะไรบางอย่างเช่น ทำเสียงตาม คำศัพท์ หรือยกมือ ชูบัตรขึ้นเป็นต้น
                - ถ้าหากเด็กรู้เรื่องนั้นแล้วในภาษาไทย  ครูอาจถามเด็กว่ามีคำภาษาอังกฤษคำไหนที่จะปรากฏในเรื่อง หรือคาดเดาความหมาย   
              - ครูสามารถหยุดเล่าเป็นครั้งคราวและ ถามเด็กว่าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
  3. การสอนแบบตอบสนองด้วยการกระทำเท่านั้น (Total Physical Response/TRP) เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ใช้กันบ่อย ตัวอย่างของ TRP คือครั้งแรกครูให้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษแล้วออก
ท่าทางตามไปด้วย แล้วครูก็ให้คำสั่งเดิมโดยไม่มีท่าทางประกอบ เด็กๆแสดงความเข้าใจด้วยการทำตาม
คำสั่งโดยไม่ต้องพูด แต่ก็สามารถดัดแปลงโดยให้เด็กพูดด้วยก็ได้ เช่น ให้เด็กพูดว่ากำลังทำอะไรอยู่ ถ้าครูพูดว่า  Please stand up. เด็กอาจยืนขึ้นและพูดพร้อมกันว่า We are standing up.

The Teaching of Listening

Listening is the ability to identify and understand what others are saying. This involves understanding a speaker's accent or pronunciation, his grammar and his vocabulary, and grasping his meaning (Howatt and Dakin). An able listener is capable of doing these four things simultaneously. Willis (1981:134) lists a series of micro-skills of listening, which she calls enabling skills. They are:

  • predicting what people are going to talk about
  • guessing at unknown words or phrases without panic
  • using one's own knowledge of the subject to help one understand
  • identifying relevant points; rejecting irrelevant information
  • retaining relevant points (note-taking, summarizing)
  • recognizing discourse markers, e. g. , Well; Oh, another thing is; Now, finally; etc.
    recognizing cohesive devices, e. g. , such as and which, including linking words, pronouns, references, etc.
  • understanding different intonation patterns and uses of stress, etc. , which give clues to meaning and social setting
  • understanding inferred information, e. g. , speakers' attitude or intentions.

According to Bulletin (1952), listening is one of the fundamental language skills. It's a medium through which children, young people and adults gain a large portion of their education--their information, their understanding of the world and of human affairs, their ideals, sense of values, and their appreciation. In this day of mass communication (much of it oral), it is of vital importance that our pupils be taught to listen effectively and critically, he says.

Listening to and understanding speech involves a number of basic processes, some depending upon linguistic competence, some depending upon previous knowledge that is not necessarily of a purely linguistic nature, and some depending upon psychological variables that affect the mobilization of these competence and knowledge in the particular task situation. The listener must have a continuous set to listen and understand, and as he hears the utterance, he may be helped by some kind of set to process and remember the information transmitted. His linguistic competence enables him, presumably, to recognize the formatives of the heard utterance, i. e. , to dissect out of the wave form of the morphemes, words, and other meaning-bearing elements of the utterance.

Listening is a receptive skill, and receptive skills give way to productive skills. If we have our students produce something, the teaching will be more communicative. This brings us to the must of integrating language skills. There are two reasons for using integrating activities in language classrooms:

  1. To practice and extend the learners' use of a certain language structure or function
  2. To develop the learners' ability in the use of two or more of the skills within real contexts and communicative frame work.


Integrated activities, on the other hand, provide a variety in the classroom and thus maintain motivation and allow the recycling and revision of language which has already been taught separately in each skill.

How can we be certain that listening experiences will become more productive? Wittich tells us to distinguish the four levels existing in listening to radio or recordings:

  • Level 1. This mood is listening. Here, the sound remains in the background - there is usually limited comprehension, and, indeed, limited attention. One becomes directly aware of sounds only when they stop. Nevertheless, a certain amount of learning may take place.
  • Level 2. Here the purpose is relaxation, escape, getting your mind off something rather than on it. The material is comprehended but usually not analyzed for its value. This listening may result in useful ideas, but they are usually peripheral and/or accidental.
  • Level 3. On this level, answers are sought as a key to action. One listens to weather reports, traffic information from a plane-temporarily useful but what we might call forgettable transient information. This form of listening does not require long, sustained concentration.
  • Level 4. This is the stage of analytical and critical listening. The listener not only seeks a serious answer to a serious question but evaluates the quality of the answer. Round-table discussions, serious listening to talks, spirited conversation, symphonic music are at the fourth level. At this stage, listening to music is in the foreground of attention not in the background as on previous levels (Wittich and Schuller, 1962).

It is listening on the fourth level that primarily concerns us in our teaching. Such listening may add an emotional and dramatic quality. Radio and recordings highlight the importance of listening. Listening is as active as speaking (the other receptive skill), and in some ways even more difficult. It well requires attention, thought, interpretation, and imagination. To improve our learners' listening skills we should let them (Austin Shrope, 1970):

  1. Adopt a positive attitude.
  2. Be responsive.
  3. Shut out distractions.
  4. Listen for the speaker's purpose.
  5. Look for the signals of what is to come.
  6. Look for summaries of what has gone before.
  7. Evaluate the supporting materials.
  8. Look for non-verbal clues.

We can call listening a decoding -making sense of the message process. Each short stretch of meaningful material which is read or heard has to be;

  • (I) recognised as meaningful and understood on perception
  • (II) held in the short term memory long enough to be decoded
  • (III) related to what has gone before and /or what follows.

Out of this process come pieces of information which can be stored in the long term memory for recall later. We can show the whole process in the form of a model (Abbott and Wingard, 1985).

  1. Perception of sounds, letter shapes, etc.
  2. Initial recognition of meaning of short stretches
  3. Material held in short term memory
  4. Related to material already held in short term memory
  5. Related to material arriving in short-term memory
  6. Meaning extracted from message and retained in long-term memory
  7. Gist recalled later

We can divide the listening process into 3 stages;

  1. Pre-listening (purpose must be given at this stage),
  2. During (in-while) listening,
  3. Post -listening (speaking).

There is an association between expectation, purpose, and comprehension, therefore a purpose should be given to our learners. We should train students to understand what is being said in conversations to get them to disregard redundancy, hesitation, and ungrammaticality. The major problem is the actual way listening material is presented to the students. We should give a clear lead in what they are going to hear; use some kind of visual back up for them to understand; give questions and tasks in order to clarify the things in their minds; and be sure that these tasks help in learning, not confusing. Students should learn how use the environmental clues; the speaker's facial expression, posture, eye direction, proximity, gesture, tone of voice, and that general surroundings contribute information.

In listening activities, we listen for a purpose. We make an immediate response to what we hear. There are some visual or environmental clues as to the meaning of what is heard. Stretches of heard discourse come in short chunks, and most heard discourse is spontaneous, therefore differs from formal spoken prose in the amount of redundancy 'noise' and colloquialisms, and its auditory character.

In listening to English as a foreign language, the most important features can be defined as:

  1. Coping with the sounds,
  2. Understanding intonation and stress,
  3. Coping with redundancy and noise,
  4. Predicting,
  5. Understanding colloquial vocabulary,
  6. Fatigue,
  7. Understanding different accents,
  8. Using visual and environmental clues.

This brings us to the thought that, while planning exercises, listening materials, task and visual materials should be taken into consideration. The teacher should produce a suitable discourse while using recordings. A preset purpose, ongoing learner response, motivation, success, simplicity, and feedback should be the things considered while preparing the task. Visual materials are useful for contextualization. We can also categorize the goals of listening as listening for enjoyment, for information, for persuation, for perception and lastly for comprehension and lastly to solve problems.

We can divide listening for comprehension into three stages;

  1. Listening and making no response (following a written text, informal teacher talk)
  2. Listening and making short responses (obeying instructions - physical movement, building models, picture dictation. etc.), true- false exercises, noting specific information, etc.
  3. Listening and making longer response (repetition and dictation, paraphrasing, answering questions, answering comprehension questions on texts, predictions, filling gaps, summarizing, etc)

The purposes that should be in a listening activity are giving/providing:

  1. General information (understanding of the main points)
  2. Specific information (understanding of the particular items)
  3. Cultural interest (generally informing about the target language culture)
  4. Information about people's attitudes and opinions
  5. The organization of ideas
  6. Sequence of events
  7. Lexical items (words expressing noise / movement)
  8. Structural items (their use and meaning)
  9. Functional items (their form and use)

Lack of sociocultural, factual, and contextual knowledge of the target language can present an obstacle to listening comprehension. In his Language and Language Learning (1960), Brooks discusses vital points for the student to be aware of, such as contradictions and omissions -aspects of sandhi-variation (the changes occur in natural speech as a result of environment, stress, intonation, rate of speed and so forth). Though Brook does not specially refer to the term " sandhi-variation ", he does refer to the phenomenon of sadhi in his examples: Jeet jet? (Did you eat yet?) (p. 50) . According to Brooks, native speakers in an informal situation "habitually reduce the clarity of speech signals to the minimum required for comprehension. "Brooks believes that it is necessary to give consideration also to the interdependence of language and culture; for example, register, expletives, verbal taboos, culture-bound vocabulary. He also mentions that there is a need to clarify and point out the differences between written and spoken English.

In order to teach listening skills, a teacher should firstly state the difficulties. For a student of a foreign language, accurate and intelligent listening is a necessity, and the teacher is responsible to help his / her learners to acquire this skill which provides the very foundation for learning and functioning in a language. That the teacher can observe and isolate the errors in speaking, but could not in listening is a difficulty. In listening, the learner can exercise no controls over the structural and lexical range of the speaker to whom he is listening. Nevertheless, any listener can learn to focus on significant content items, to explain in another way he can learn to listen selectively.

Helping the learners to distinguish sounds, teaching to isolate significant content and informational items for concentration may be provided by controlled listening exercises. One exercise is to give him certain performance objectives -to give him general informational questions that he should be able to answer after he listens the material for the first time. These questions should require only the isolation of facts clearly revealed in the material. Questions that require application or inference from the information contained in the listening exercise are best used at later stages or more advanced students.

More controls are necessary at less advanced levels. Sheets containing sequentially organized and significant questions on context and content -questions that call for one-word answers -serve as useful guides for the student. Such questions help him filter out and listen for significant information. The questions themselves suggest the content and provide the student with an organizational frame for selective listening.

For listening comprehension exercises, we tend to read passages, record news or broadcasts, or prepare lectures. All of them have value, but they are extremely difficult sources for early practice in selective listening. This type of listening exercises does not present the redundancies, the colloquialisms, the hesitations, the gestures and the facial expressions that are an inseparable part of the spoken language. They emphasize informational content and fail to provide the signals used to communicate information and meaning.

Since most of the actual listening the student will be exposed to outside of the class is likely to be real-life conversation, it seems wisest to use materials cast in real-life situations for listening comprehension exercises -at least at the beginning level. If the oral instruction of the course is contextualized -set into a " situation " - it should be easy enough to contextualize the aural practice as well. The teacher can easily adapt to listening exercises those situations through which the text presents oral drills and communicative activities, just by giving them a slightly different twist. Listening exercises should be as natural as the situations from which they grow. In other words, an exercise in listening comprehension must be as close as possible to a "slice of life" -neither a contrived situation nor an artificially delivered discourse. By means of this, a teacher has a great work to do, and has to be a very creative person in order to teach listening communicatively.

 
 
 
ดังกล่าวสรุปได้ดังนี้  
 
การฟังเป็นความสามารถในการระบุและเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นจะพูด นี้เกี่ยวข้องกับความเข้าใจสำเนียงของผู้พูดหรือการออกเสียงของเขาไวยากรณ์และคำศัพท์ของเขาและโลภความหมายของเขา (Howatt และ Dakin) เป็นผู้ฟังสามารถมีความสามารถในการดำเนินการเหล่านี้สี่สิ่งในเวลาเดียวกัน วิลลิส (1981:134) แสดงชุดของไมโครทักษะของการฟังเพลงที่เธอเรียกว่าการเปิดใช้ทักษะ
การทำนายสิ่งที่คนจะไปพูดคุยเกี่ยวกับ
ที่คาดเดาคำที่ไม่รู้จักหรือวลีโดยไม่ต้องตกใจ
ใช้ความรู้ของตัวเองหนึ่งของเรื่องที่จะช่วยให้คนเข้าใจ
การระบุจุดที่เกี่ยวข้อง; ปฏิเสธข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง
ที่ยังคงรักษาจุดที่เกี่ยวข้อง (จดบันทึกการสรุป)
ตระหนักถึงเครื่องหมายของวาทกรรม
การตระหนักถึงอุปกรณ์เหนียว
ความเข้าใจในรูปแบบที่แตกต่างกันกระแสเสียงและใช้ไปของความเครียด ฯลฯ ซึ่งให้เบาะแสกับความหมายทางสังคมและการตั้งค่า และเราสามารถแบ่งขั้นตอนการรับฟังเป็น 3 ขั้นตอน
1.Pre - ฟัง (วัตถุประสงค์จะต้องได้รับในขั้นตอนนี้),
2.During (ในขณะที่) ฟัง
3.Post ฟัง (การพูด)
วัตถุประสงค์ที่ควรจะอยู่ในกิจกรรมการฟังจะให้ / ให้ :

 1.General (ความเข้าใจของจุดหลัก)
 2.Specific (ความเข้าใจของรายการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง)
 3.Cultural (โดยทั่วไปทราบเกี่ยวกับวัฒนธรรมภาษาเป้าหมาย)
4.Information เกี่ยวกับทัศนคติของผู้คนและความคิดเห็น
 5.The ของความคิด
6.Sequence ของเหตุการณ์
 7.Lexical (คำแสดงเสียงรบกวน / การเคลื่อนไหว)
 8.Structural (ใช้และความหมายของพวกเขา)
 9.Functional (รูปแบบและการใช้งานของพวกเขา)
สามารถแบ่งการฟังเพื่อความเข้าใจที่เป็นสามขั้นตอน
1.Listening และทำให้การตอบสนอง (ต่อไปนี้เป็นข้อความที่เขียนพูดคุยกับครูที่ไม่เป็นทางการ) ไม่มี
2.Listening และทำให้การตอบสนองที่สั้น (เชื่อฟังคำแนะนำ --. เคลื่อนไหวทางกายภาพอาคารโมเดล, คำสั่งรูปภาพ ฯลฯ ), การออกกำลังกายจริงเท็จข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง noting, ฯลฯ
3.Listening และทำให้การตอบสนองอีกต่อไป (ซ้ำและคำสั่งการถอดความ, ตอบคำถาม, ตอบคำถามความเข้าใจเกี่ยวกับข้อความคาดการณ์ช่องว่างกรอกสรุป, ฯลฯ )
การรสอนทักษะการฟังเป็นทักษะแรกที่มีความสำคัญสำหรับภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารครูคือควบคุมดูแลกิจกรรมทุกอย่างให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้  การจัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็กตื่นตัวสนใจในการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติมีความสุขในการเรียนรู้ภาษาเป็นสิ่คัญ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการไตร่ตรองเป็นส่วนสำคัญของความเป็นครูความสามารถของเด็กในการเรียนภาษาอังกฤษและความสามารถของครูในการสอนจะไม่พัฒนาเต็มตามศักยภาพ หากครูไม่มีโอกาสที่จะถอยไปข้างหลังและไตร่ตรอง บางทีการมองการสอนของเราว่าเป็นการ ทดลองอย่างหนึ่งที่ต้องคอยตรวจสอบประเมิน ทบทวน และปรับปรุงก็ช่วยในการพัฒนาการสอนของเราได้อย่างมากทีเดียว และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของทักษะการฟังมีดังนี้  1.เครื่องบันทึกเทปมีความสำคัญเท่าๆกับตัวเทปเอง 2. การเตรียมตัวเป็นสิ่งสำคัญ3. ฟังครั้งเดียวไม่พอ   4.ควรกระตุ้นให้นักเรียนตอบสนองต่อเนื้อหาของสิ่งที่ฟังด้วยไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงภาษาเท่านั้น 5.งานประกอบการฟังจะต้องแตกต่างกันไปตามลำดับขั้นตอนการฟังที่แตกต่างกัน
6.ครูที่ดีต้องใช้ประโยชน์จากเรื่องที่ให้นักเรียนฟังให้เต็มที่  และที่สำคัญคือกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะการฟัง
1. การเขียนตามคำบอก  2. การเล่าเรื่อง   3. การสอนแบบตอบสนองด้วยการกระทำเท่านั้น (Total Physical Response/TRP)
 
 
 
Comments