UMAMI JAPANESE RESTAURANT

GURU: สุกี้ญี่ปุ่น ต่างจากสุกี้ที่เราเคยทานอย่างไร?

สุกี้ญี่ปุ่นไม่เหมือนสุกี้ทั่วไป ตรงที่น้ำซุปรสจัดกว่าเพราะเป็นน้ำซุปโชยุผสมสาเก ทำให้เนื้อที่นำไปลวกนั้นเข้มข้นขึ้น โดยวิธีการกินเมื่อจุ่มเนื้อได้ที่แล้วนิยมจุ่มลงไข่สดๆ อีกที (ย้ำว่าไข่สดดิบๆ นี่แหละ) ว่ากันว่า ไข่สดเป็นเคล็ดลับช่วยดับร้อนและยังช่วยดับเค็ม ทำให้เนื้อนุ่มและได้รสชาติที่แท้จริงยิ่งขึ้น 
 
เคล็ดลับในการทานให้อร่อยอยู่ ที่หม้อแรกกล่าวคืดต้องนำหอมหัวใหญ่ เนื้อสัตว์ มาผัดกับเนยขาวให้หอมเสียก่อน จึงค่อยเติมซุปและผักลงไป
 
สงสัยหรือไม่ว่าทำไมต้องผัดเนื้อในหม้อแรก ก็เพื่อดับความคาวนั่นเอง                                     ส่วนสุกี้ที่เราทานกันจนชินนั้นญี่ปุ่นเรียกชาบู ชาบุ
ทำไมญี่ปุ่นชอบกินซูชิ:
        เรารับรู้กันมาว่าซูชิเป็นอาหารที่เกิดมาจากประเทศญี่ปุ่น แต่หากจะย้อนถึงที่มาแล้ว อาหารชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการบริโภคอาหารทะเลในปริมาณที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งยังเป็นแถบที่มีการบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก แรกเริ่มนั้นซูชิกำเนิดมาจากความคิดในการต้องการถนอมอาหารประเภทปลาไว้ เพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้เป็นเวลานานๆ จึงมีการนำมาปลามาผ่านขั้นตอนการปรุงโดยใช้ เกลือ เป็นส่วนประกอบหลัก ตัวอย่างเช่นการทำปลาส้มของบ้านเรา ที่ทำการหมักปลาโดยใช้เกลือ และเก็บเอาไว้เป็นเวลานานจนการกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี      ซูชิ มีอยู่หลายประเภท ที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ นิงิริซูชิ ซึ่งก็คือซูชิแบบธรรมดาที่เราคุ้นตากัน ประกอบด้วยข้าวสุกปรุงรสด้วยน้ำส้ม ปั้นเป็นก้อนขนาดพอดีคำ มีอาหารทะเลชนิดต่างๆ วางไว้ด้านบน ซูชิชนิดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยพ่อครัวชาวเอโดะที่ชื่อ โยเฮอิ ฮานายะ (ค.ศ. 1799-1858) ซูชิในสมัยนั้นเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากมีรสชาติถูกปากชาวญี่ปุ่นและยังทำได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังสามารถนำออกไปรับประทานนอกสถานที่ได้อย่างสะดวกอีกด้วย เดิมทีนั้น นิงิริซูชิ เป็นอาหารท้องถิ่นของชาวเอโดะ แต่หลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในแถบคันโต เมื่อปี ค.ศ. 1923 รวมไปถึงภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พ่อครัวชาวเอโดะหลายคนได้ออกเดินทางไปทำมาหารกินยังต่างเมือง และได้นำซูชิออกไปเผยแพร่จนกลายเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมไปทั่วประเทศรวมถึงประเทศไทยเราด้วย ที่มา..http://janghuman.wordpress.com
 
นิงิริซูชิ ของร้าน อูมามิ
 
 
ปลาแซลมอนมีดีอะไร
    น้ำมันปลา Omega-3 ในเนื้อปลาแซลมอน ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ไขข้ออักเสบ ช่วยลดอาการปวดรอบเดือนและระงับอาการซึมเศร้าเบื่อหน่ายจากการทำงานได้ด้วย

หัวแซลมอนต้มซีอิ้ว ของร้านอูมามิ
 
 
 
ซีอิ้วกับโชยุเหมือนกันหรือไม่
 
ซีอิ๊วหรือที่ภาคใต้ของประเทศไทยเรียกว่า "เต้าอิ๊ว" ต้องมีใช้กันแทบทุกครัวเรือนซีอิ๊วนั้นจะว่าไปก็ถือว่าเป็นภูมิปัญญาของชาวตะวันออกอย่างแท้จริงเป็นเครื่องปรุงรสเค็มซึ่งไม่ต่างจากโชยุในเรื่องของความเค็มแต่ที่ต่างคงเป็นที่กลิ่นซึ่งมีกรรมวิธีที่ต่างกันนั่นเอง 
 
คนจีนเป็นชาติแรกที่รู้จักการนำถั่วเหลืองมาปรุงเป็นอาหาร ตั้งแต่สมัย 3500ปีที่แล้ว
ว่ากันว่าซีอิ๊วนั้นเกิดขึ้นในราชวงศ์จู(246-1134ปี ก่อนคริสตกาล)โดยเรียกมันว่า chiang/jiang แต่ก็ว่ากันว่าซีอิ๊วในสมัยนั้นอาจไม่ได้มีวิธีการผลิตอย่างสมัยนี้
แต่เป็นถั่วเหลืองหมักทั้งเมล็ดจนพัฒนาเป็นเต้าเจี้ยวเเบบเมล็ดและแบบข้นเช่นมิโสะญี่ปุ่นจนพัฒนาเป็นน้ำกรองจากถั่วเหลืองหมักกับข้าวและน้ำเกลือ
ล่วงเข้าถึงสมันราชวงศ์ซ้อง(ค.ศ.960-1279) ซีอิ๊วจึงเริ่มแพร่หลายมากถึงขั้นเป็น 1ใน7สิ่งจำเป็นของวิถีจีน คือ ฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ น้ำส้มฯ
ชา ซีอิ๊ว และในสมัยนี้ คำว่า chiang ก็เริ่มทีความหมายเจาะจงถึงซีอิ๊วไม่ใช่หมายถึงถั่วเหลืองหมักเหมือนเมื่อก่อน
ดังที่ต่อมาจีนได้เรียกซีอิ๊วว่า "เจี่ยงอิ้ว" และรับต่อไปถึงญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นนั้นเริ่มใช้ซีอิ๊วมาจากการทำมิโสะก่อนที่จะเอามาหมักกับข้าวคั่วและน้ำเกลือเพื่อกรองเป็นซีอิ๊ว ช่วงปีค.ศ.1561-1661 ซีอิ๊วยี่ห้อ คิคโคแมน
เริ่มหมักที่หมู่บ้านโนดะทางตะวันตกของเอโดะ จนปี 1630โชยุนั้นก็ได้แพร่หลายจนกลายเป็นวิถีการกินของคนญี่ปุ่นและถึงจะมาทีหลังแต่
ดังกว่า โชยุนั้นดูจะแพร่หลายโด่งดังมากกว่าต้นแบบของมันเสียอีกรากศัพท์ของโชยุ มาจากภาษาจีนกวางตุ้งที่เรียกซีอิ๊วว่า ซิโหย่ว
ภาษาจีนกลางว่า ซิยุ
ในจักรวรรดิโรมันเองก็มีใช้เหมือนบ้านเราแต่เขาจะเรียกว่า การุม/ลิควาเมนซึ่งนัยหนึ่งก็คือน้ำปลาฝรั่ง(หมักจากแอนโชวี่และเกลือ)นั่นเอง
แต่เหนือจากนั้นทางซีกโลกตะวันตกความนิยมใช้เกลือเป็นส่วนประกอบในการอาหารมากกว่าเกิดวัฒนธรรมคู่ขนานอีกก็คือ ซอสปรุงรส นั่นเอง
แต่ถ้าเทียบกับประวัติการทำซีอิ๊วนั้นก็ถือเสียว่าตามหลังอยู่มากโข

ซีกโลกตะวันตกเพิ่งรู้จักซีอิ๊วครั้งแรกจากญี่ปุ่น โดยนำเข้ามาเมื่อช่วงคริสตศตวรรษที่17 โดยพ่อค้าชาวฮอลันดา
โดยเรียกมันว่า โซย่า(soya) ลือกันว่าพระเจ้าหลุยส์ที่15 โปรดปรานมันมาก
ภาษาอังกฤษได้เรียกชื่อของมันตามคำว่า soya/soy ตามภาษาดัตช์
เหมือนที่เรียกถั่วเหลือง จนภายหลังได้เปลี่ยนชื่อมันเป็น soy sauce จนปัจจุบัน
ซาบะย่างซีอิ้ว ของร้านอูมามิ
 
 
ราเมนเป็นอาหารชาติใดกันแน่
 
ประเทศจีนนับได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของบะหมี่ทุกชนิดในโลก คำว่าบะหมี่ในภาษาจีนเรียกว่า ‘โล-เมียง’ ซึ่งหมายถึง บะหมี่ที่ต้มแล้ว บะหมี่ยังถือเป็นสัญลักษณ์ของ “ความมีอายุยืน” จึงทำให้เกิดวัฒนธรรมการกินเอาเคล็ดในวันเกิด ประเทศญี่ปุ่นเองก็ได้รับการแพร่ขยายแนวคิดนี้มาด้วยเช่นกัน  บะหมี่แบบดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่นมีอยู่ 2 ชนิดคือ อูด้ง ซึ่งทำมาจากแป้งสาลี แพร่หลายในภาคตะวันตกของประเทศ และ โซบะ ซึ่งทำจากเมล็ดพืช แพร่หลายในภาคตะวันออก ด้วยส่วนผสมของน้ำซุป และส่วนผสมที่ใช้โรยหน้า หลากหลายชนิดทำให้บะหมี่มีความแตกต่างกันไป อูด้งกับโซบะสามารถเสิร์ฟได้ในน้ำซุปทั้งร้อนและเย็น นอกจากนี้ยังมีผู้นำเอาบะหมี่ยี่ห้อหนึ่งของจีนซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า ‘ราเมน’ เสิร์ฟในน้ำซุปร้อนๆ เท่านั้น มาปรุงในรูปแบบของชาวญี่ปุ่นด้วย เนื่องจากบะหมี่แบบจีนกลายเป็นที่โปรดปรานอย่างมากในเมืองซับโปโร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเกาะฮอกไกโดที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศญี่ปุน ปัจจุบันนี้ราเมนจึงกลายเป็นอาหารประจำท้องถิ่นของเมืองซับโปโรและเมนูยอดนิยมในปัจจุบันที่มา...http://www.womanplusonline.com
ราเมนเย็น ของร้านอูมามิ
 
เทมปุระของญี่ปุ่นจริงหรือ
 
เท็มปุระมีต้นกำเนิดมาจากนักสอนศาสนาชาวโปรตุเกส ที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่ ศาสนาในญี่ปุ่นเมื่อศตวรรษที่ 16 แล้วนำอาหารชนิดนี้เข้ามาด้วย แต่ต่อมาคน ญี่ปุ่นเอามาดัดแปลงใหม่ให้เป็นแบบที่ตนเองชอบมากขึ้น

ที่มาของคำว่า “Tempura” เท็มปุระ ยังไม่แน่ชัดนัก บ้างก็ว่ามาจากคำว่า “Tempora” ซึ่งหมายถึงวันที่ถือศีลงดกินปลา ของนักสอนศาสนาชาวโปรตุเกส หรือไม่ก็มาจากคำว่า “Tempera” ซึ่งหมายถึง กรรมวิธีการลงสีแบบสีจิตรกร ที่ใช้การผสมสีกับของเหลวข้น

ในปลายศตวรรษที่ 17 ชาวเมืองเอะโดะ (Edo) ซึ่งปัจจุบันคือเมืองโตเกียว ซึ่ง มีการย้ายเมืองหลวงจากเมืองเกียวโตมาอยู่ที่เอะโดะนั้น เท็มปุระก็เป็นที่โปรด ปรานของชาวเมืองนี้มาก ตั้งแต่ชนชั้นสูงลงมาจนถึงประชาชนทั่วไป แต่เดิม เท็มปุระเป็นอาหารว่างที่ใช้รองท้องกันก่อนที่จะรับประทานอาหารจานหลัก แต่ปัจจุบันไม่เพียงแค่นั้น ยังมีการนำมาทำเป็น “เท็มปุระ อุด้ง หรือ เท็มปุระ โซบะ” ( Tempura Udon / Tempura Soba ) คือ การเอาเท็มปุระ มาวางบนอุด้งหรือโซบะหรือไม่ก็ทำเป็น “เท็นด้ง” (Ten-don ) คือเอามา วางบนข้าว ซึ่งล้วนแล้วแต่เอร็ดอร่อยไปคนละแบบ
เทมปุระ คือ อาหารทะเลชุบแป้งทอดนี่เอง ได้รับอิทธิพล มาจาก บาทหลวงชาวโปรตุเกส ที่เข้าไปสอนศาสนา ในญี่ปุ่น ซึ่งทุกวันศุกร์ บาทหลวงจะถือศีล กินแต่ ปลาชุบแป้งทอด (Friday Fish Fry) คำว่า เทมปุระ จึงมีที่มาจากคำโปรตุเกสว่า Tempora ซึ่งแปลได้ว่า การถือศีลนั่นเอง

ปัจจุบันเทมปุระ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภท อาหารทะเล และประเภทผัก แต่ที่ชัดเจนที่สุด เห็นจะเป็น กุ้งเทมปุระ ชาวญี่ปุ่นใช้เวลา ในการพัฒนาเทมปุระ ขึ้นใหม่ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น สูตรส่วนผสมของแป้ง ที่เน้นบางฟู กรอบ และไม่อมน้ำมัน กำหนดอุณหภูมิ ในการทอด ซอสจิ้มที่ปรับปรุงใหม่ และส่งท้ายด้วยรสชาติ ที่เน้นความสดใหม่ ของเทมปุระ เรียกว่า ทอดปุ๊บกินปั๊บเลย

แม้ว่าญี่ปุ่นจะไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดเทมปุระ แต่ต้องขอยกนิ้ว ให้กับกรรมวิธี การสร้างสรรค์เทมปุระ จนทำให้ คนทั่วโลกรู้จัก และอร่อยทั่วถึงกันไม่แพ้ ข้าวปั้น หรืออุด้ง เลยแม้แต่น้อย...ที่มา http://www.geocities.com

  เทมปุระกุ้ง ของร้านอูมามิ  
กิมจิมีดีอะไร
กิมจิ หรือผักดองที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศที่ให้รสชาติเผ็ด ถือเป็นอาหารประจำชาติของชาวเกาหลีที่จัดเป็นอาหารประเภท "เครื่องเคียง" ที่ขึ้นโต๊ะอาหารได้ทุกมื้อ จากสถิติชาวเกาหลีจะบริโภคกิมจิคนละประมาณ 20 กิโลกรัมต่อปี ทั้งนี้ชาวเกาหลีนิยมกินกิมจิคู่กับอาหารแทบจะทุกชนิดเลยด้วย

ประโยชน์ของกิมจินั้น อยู่ที่สารอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย อาทิ อุดมด้วยเส้นใยอาหาร เต็มไปด้วยวิตามินเอ ซี บี และมีแคลอรีต่ำ แต่คุณประโยชน์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือ มีแบคทีเรียชนิดแลคโตแบซิไลที่ให้ประโยชน์ในการช่วยย่อยอาหารอีก

ประวัติของอาหารกิมจิ

ตั้งแต่มนุษย์เริ่มทำการเพาะปลูกมานั้น ผักเป็นที่ชื่นชอบเนื่องจากมีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย อย่างไรก็ดีในฤดูหนาวเมื่อการเพาะปลูกไม่เอื้ออำนวยจึงได้นำไปสู่การพัฒนาการการถนอมอาหารโดยวิธีการหมักดอง กิมจิซึ่งเป็นผักดองชนิดหนึ่งจึงถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 7


กำเนิดการใช้พริกเผ็ดป่น

แรกทีเดียว กิมจิเป็นผักดองเค็มดีๆนี่เอง แต่ในระหว่างศตวรรษที่ 12 ได้มีการทำกิมจิในรูปแบบใหม่ที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสและในศตวรรษที่ 18 พริกเผ็ดป่นก็ได้มาเป็นส่วนผสมที่สำคัญของกิมจิในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องขอขอบคุณการนำเอากะหล่ำปลีเข้ามาในศตวรรษที่ 19 มาทำเป็นกิมจิซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบันนี้


ที่มาของชื่อกิมจิ

เป็นที่น่าสงสัยกันมาตลอดว่าชื่อกิมจินี้คงมาจากคำว่าชิมเช (Shimchae) (ผักดองเค็ม) แต่ด้วยสำเนียงที่เปลี่ยนไป ก็จะกลายเป็น: ชิมเช - คิมเช - กิมเช - กิมจิ


ทำไมกิมจิถึงได้มีการพัฒนาในประเทศเกาหลี 

ในโลกนี้มีอาหารประเภทผักหมักดองไม่กี่ชนิด เหตุผลเป็นไปได้ว่ากิมจิได้รับการพัฒนาเป็นอาหารหมักขึ้นชื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเกาหลีมีดังนี้:

1) ผักต่างๆเป็นที่นิยมของคนโบราณในประเทศเกาหลี การผลิตที่สำคัญคือการเกษตรกรรม 
2) ชาวเกาหลีมีวิธีการที่น่าทึ่งในการหมักปลาเพื่อใช้เป็นเครื่องปรุงรส 
3) กะหล่ำปลี (Brassica) ซึ่งเหมาะในการทำกิมจิมีปลูกอยู่ทั่วไป

มีการบอกเล่ากันมาว่าการพัฒนากิมจิมีรากฐานมาจากสมัยนิยมการถือครอบครองที่ดินสำหรับพระซึ่งเริ่มมีมาก่อนสมัยของสามอาณาจักรบนคาบสมุทรเกาหลี เนื่องจากฤดูหนาวอันหนาวเหน็บนั้น ผู้คนในสมัยนั้นจำต้องรู้วิธีการถนอมอาหารประเภทผักเพื่อเก็บรักษาไว้


กิมจิในสมัยโบราณ

เป็นการยากที่จะพิสูจน์ขบวนการการพัฒนากิมจิในสมัยโบราณเพราะการบันทึกทางประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นแทบจะไม่มีเลย เราเพียงแต่สันนิษฐานเอาว่าใช้วิธีการนำผักมาดองเกลือเพื่อที่จะเก็บรักษาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เท่านั้น
     
- กิมจิในสมัยอาณาจักรโคเรียว 
แม้จะไม่มีการบันทึกแน่ชัดลงไปว่ามีการพบกิมจิในสมัยก่อน กะหล่ำปลีได้ถูกกล่าวถึงในตำรายารักษาโรคทางภาคตะวันออกเรียกว่า ฮันยักกูกึบบัง (Hanyakgugeupbang) มีกิมจิสองชนิดคือ กิมจิ-จางอาจิ (Kimchi-jangajji) (หัวไชเท้าฝานเป็นแผ่นดองด้วยซอสถั่วเหลือง) และ ซุมมู โซกึมชอลรี (Summu Sogeumjeori - หัวไชโป๊) สมัยนี้กิมจิเริ่มได้รับความสนใจว่าเป็นอาหารแปรรูปที่ชื่นชอบโดยไม่คำนึงถึงฤดูกาลและการเก็บรักษาในฤดูหนาว สงสัยกันว่าการพัฒนาให้มีรสชาติในสมัยนั้นคือการทำกิมจิให้มีรสจัดจ้าน
    
- กิมจิในสมัยโชซอน 
หลังจากที่ได้มีการนำผักจากต่างประเทศเข้ามา กะหล่ำปลีใช้เป็นผักหลักในการทำกิมจิโดยทั่วไป ต้นศตวรรษที่ 17 (หลังจากที่ถูกญี่ปุ่นรุกรานในปี ค.ศ. 1592) มีการนำเข้าพริกจากประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นราว 200 ปี พริกได้ถูกใช้เป็นส่วนผสมอย่างหนึ่งของกิมจิ ดังนั้นราวปลายสมัยโชซอนสีของกิมจิจึงกลายมาเป็นสีแดง
    
- กิมจิในราชสำนักโชซอน
ตามปกติมีกิมจิสามชนิดที่ได้ถูกนำขึ้นมาถวายต่อกษัตริย์ในราชวงศ์โชซอน ได้แก่กะหล่ำปลีล้วน ชอทกุกจิ (Jeotgukji) เป็นกิมจิที่ผสมด้วยปลาหมักจำนวนมาก กิมจิหัวไชเท้า หรือ คักดูกิ (kkakdugi) และกิมจิน้ำตำราอาหารของโชซอน คือ โชซอน มูซางซานชิก โยรีเจบ็อบ (Joseon massangsansik yorijebeop)

อธิบายการทำ ชอทกุกจิดังนี้: 
     
1) ขั้นตอนแรกหั่นกะหล่ำปลีและหัวไชเท้าที่ล้างสะอาดแล้วเป็นชิ้นเล็กๆแล้วหมักเกลือ 
2) นำมาผสมกับพริกแดงสับ กระเทียม ดรอบวอท (มินาริ -minari) ใบมัสตาด และสาหร่ายทะเล 
3) ต้มปลาหมักแล้วทิ้งไว้ให้เย็น 
4) ผสมน้ำปลาต้มกับเครื่องปรุงทั้งหมด 
5) นำไปหมักในหม้อแล้วปล่อยทิ้งไว้จนได้ที่

แม้หัวไชเท้าและน้ำจะเป็นวัตถุหลักในการทำกิมจิน้ำ (dongchimi) ยังมีเครื่องปรุงหลายอย่างใช้ในการเพิ่มรสชาติสำหรับราชสำนักโชซอน หัวไชเท้าที่นำไปทำกิมจิน้ำจะต้องมีรูปทรงที่ดีและจะต้องล้างและหมักด้วยเกลือก่อนที่จะนำไปหมักในไหฝังดิน มีเกร็ดเล็กน้อยว่ากษัตริย์โกชอง (Gojong) กษัตริย์องค์รองสุดท้ายของโชซอน โปรดก๋วยเตี๋ยวเย็นผสมในกิมจิน้ำพร้อมด้วยน้ำซุปเนื้อเป็นอาหารมื้อค่ำในฤดูหนาว ดังนั้นจึงมีการทำกิมจิน้ำตำหรับพิเศษโดยมีลูกแพร์เป็นส่วนผสมใช้ทำก๋วยเตี๋ยวเย็นโดยเฉพาะ


กิมจิสมัยใหม่
มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์พบว่ากิมจิเป็นอาหารบำรุงอย่างดีและมีนักโภชนาการทั้งหลายยังได้แนะนำให้เป็นอาหารในอนาคตสำหรับการบริโภคทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นกิมจิจึงเป็นสินค้าส่งออกไปยังประเทศต่างๆที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ชาวเกาหลีที่เดินทางเข้าประเทศจีน รัสเซีย และ เกาะฮาวาย และ ญี่ปุ่น เป็นคนแรกที่แนะนำกิมจิและรับประทานกิมจิเป็นเครื่องเคียงและค่อยๆเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆในหมู่ชาวต่างชาติ ด้วยประการฉะนี้จะพบกิมจิได้ในที่ที่มีชาวเกาหลีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาและญี่ปุ่นซึ่งมีชาวเกาหลีมากมาย กิมจิบรรจุกล่องหาได้ง่าย แต่ก่อนการผลิตและการบริโภคกิมจิจะอยู่ในสังคมชาวเกาหลีเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นอาหารของโลกไปแล้ว ที่มา...http://www.showded.com

ข้าวหน้าหมูกิมจิ ของร้านอูมามิ

 

Comments