จุดเริ่มของชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มธ. 2515

          ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มธ. เกิดจากการรวมกลุ่มของนักศึกษา คณะต่างๆ ที่สนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยมี อาจารย์ สุดาทิพย์ อินทร เป็นที่ปรึกษา ในการจัดตั้ง ในปี 2515 มี ที่ตั้งชมรมอยู่ที่ ชั้นสองตึกโดม  (ส่วนที่ถูกทุบไปปัจจุบันกลายเป็นอาคารอเนกประสงค์) โดยมองออกมา จะเห็นลานโพธิ์  ใช้ บอร์ดไม้กระดาน กั้น สองด้านเป็นที่ทำการชมรม มีตู้เหล็กหนึ่งตู้  โต๊ะ เก้าอี้จำนวนหนึ่ง ตรงนั้นแต่เดิม มีชมรมหลายชมรม เช่น คชธ. ค่ายอาสา ชมรมวรรณศิลป์ ชมรมทักษิณ ฯลฯ ดังนั้นสมาชิกชองชมรม จึงมีทั้ง บางคนอยู่ ชมรมวรรณศิลป์ คชธ. ค่ายอาสา และ ชมรมอื่นๆ  เนื่องจากยังไม่มีสภาพเป็นชุมนุม จึงต้องไปใช้ที่ร่วมกับ สภานักศึกษา มธ. (และใช้โทรศัพท์ ของ สภานักศึกษา ติดต่องานอยู่บ่อยๆ เพราะ สวมหมวกหลายใบกันทุกคน)

โดยเรื่องแรกๆ ที่ ทำกันคือ
  • การศึกษาเรื่องการเน่าเสียของแม่น้ำแม่กลอง และ การจัดนิทรรศการเรื่อง โรค มินามาตะ โรคอันเกิดจาก สารปรอท ที่ไหลลงทะเลญี่ปุ่น  (มีการจัดทำ วารสารเรื่องการเน่าเสียของแม่น้ำแม่กลอง แต่ยังหาต้นฉบับไม่ได้) สำหรับผู้รับผลกระทบจากโรคมินามาตะนั้น สู้กันมา 50 กว่าปีแล้วยังไม่จบลง
  • ทุ่งใหญ่เซซ่าโว หรือ บันทึกลับทุ่งใหญ่  อันนำไปสู่การคัดชื่อนักศึกษา รามฯ ออก และ การชุมนุมประท้วงครั้งแรกของนักศึกษาในต้นเดือน มิถุนายน 2516 ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จนสืบเนื่องไปถึงเป็นการชุมนุมใหญ่ ใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเดือน ตุลาคม 2516 หากสนใจ link ไป อ่าน ได้ที่ บันทึกลับทุ่งใหญ่ ฉบับ scan
  • การรณรงค์ให้คนหันมาใช้จักรยาน ใน กทม.
  • การต่อต้านการสร้างศูนย์เรดาร์บนยอดดอยอินทนนท์
  • การปลูกป่าที่เขาสอยดาว
  • การต่อต้านการสร้างเขื่อนน้ำโจน

โครงสร้างการจัดการของชมรม
  • ก็คล้ายๆชุมนุมทั่วไป เช่น มี เหรัญิก ประธาน รองประธาน กรรมการ และ มีข้อบังคับของชมรม แต่เน้นไปที่การทำงานเป็นทีมและแยกโครงการ โดยมีผู้รับผิดชอบชัดเจน ใครมีโครงการใด ก็เสนอเข้าที่ประชุมหารือกันก่อน
  • เนื่องจากเป็นชมรม จึงไม่ได้รับเงินอุดหนุนจาก อมธ. (องค์การนักศึกษา มธ.) จึงต้องหาเงินกันเองเพื่อทำโครงงานต่างๆ
ยุทธวิธีในการทำงาน
  • รู้ว่าแพ้ตั้งแต่แรก แต่ก็ยังสู้ เพื่อยกระดับความสำคัญของสิ่งแวดล้อม  ตัวอย่างเรื่องนี้ คือ การต่อต้านการสร้างฐานเรดาร์บนยอดดอยอินทนนท์ เป้าหมายคือ พยายามรณรงค์ให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อมสำคัญ อย่างน้อยก็เบอร์สอง เบอร์สาม เมื่อเทียบกับปัญหาความมั่นคงของชาติ
  • เตรียมข้อมูลและกำหนดทัศนะต่อเรื่องที่เกิดขึ้น  มีการอ้างอิง หรือ พยายามเชื่อมโยง ปัญหา ให้ คนสนใจ เช่น กรณีแม่กลองเน่าเสีย จัดการรณรงค์ คู่กับการจัดนิทรรศการ โรคมินามาตะ การกำหนดทัศนะสำคัญ เพราะเมื่อมีการถกเถียงกัน การเตรียมเหตุ เตรียมผล ไว้ดี เมื่อ ขึ้นเวทีเสวนาวงกว้าง จะได้สามารถนำเสนอได้อย่างหนักแน่น
  • มีผู้รับผิดชอบโครงการชัดเจนและมีอย่างน้อย สองคน รวมทั้งให้มีการรายงานผลการศึกษา ตัุวอย่างผลการศึกษา
    • หมู่บ้านตะกั่ว และการเก็บข้อมูลน้ำเสียที่ จ.ชลบุรี (ร่วมกันหลายสถาบันจับมือกันทำ)

 
 
 
 


(ขอขอบคุณโครงการหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ที่ช่วยเก็บรักษาเอกสารนี้ไว้ให้ได้ชื่นชมกัน)
พันธมิตรและการสร้างพันธมิตร  
  • ขยันหารือกับเพื่อนต่างสถาบัน หรือจัดกิจกรรมกับเพื่อนต่างสถาบันในสมัยนั้น แต่ละสถาบันมีอิสระในการ รณรงค์ ใครสนใจเรื่องอะไร ก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ประชุมหารือ กัน บางครั้งก็ร่วมกันทำ บางครั้งก็แยกกันทำ (คอเดียวกัน ขยันคุยกัน มีการไปเยี่ยมเยือน ชมรมที่สถาบันอื่นๆ ถ้าทำได้ ) ในบางการ รณรงค์ หรือจัดทำแถลงการณ์ สามารถ รวมได้ถึง 20 กว่า สถาบันการศึกษาระดับอุุดมศึกษา และ ในบางเรื่อง มีชมรมในระดับโรงเรียนมัธยม ร่วม เป็นกว่า 50 แห่ง
  • กับรุ่นน้อง โรงเรียนมัธยม หากมาเยี่ยมเยือนก็ให้คำแนะนำ ถ่ายทอดประสบการณ์
  • เมื่อไปหาข้อมูลจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ นำข้อมูลไปเสนอแนะต่อประชาชนในพื้นที่ด้วย 
  • การผูกมิตรกับข้าราชการระดับปฎิบัติการ เนื่องจากในสมัยก่อนข้อมูลข่าวสารสำคัญๆ มักอยู่ในมือข้าราชการ และมีข้าราชการจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วย แต่อึออัด หลักนี้ก็น่าจะยังใช้ได้ในปัจจุบัน
การเตรียมการในการต่อสู้-รณรงค์
  • จัดนิทรรศการเพื่อให้ความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร
  • แจกข้อมูลไปยังสื่อต่างๆ (จะลงไม่ลง ไม่สนใจแต่เพื่อให้เกิด awareness) 
  • แจกข้อมูลไปยังพันธมิตร เพื่อนร่วมแนวคิด
  • จัดเสวนาเรื่องสิ่งแวดล้อม บ่อยๆ มี คนน้อย 10-20 คน ก็ไม่เป็นไร ใช้หอประุชุมเล็ก จัด หรือ บางทีแค่ห้องเรียนในคณะศิลปศาสตร์ ก็ได้ 
  • จัดทำโปสเตอร์ หรือแผ่นพับ เพื่อใช้รณรงค์
หมายเหตุ
  • ความแตกต่างจากอดีตคือ ปัจจุบันกลุ่มทุนที่จะต้องต่อสู้ด้วย มีขนาดใหญ่และเข้มแข็งกว่าแต่ก่อนมาก  เมื่อก่อนหากสามารถโน้มน้าวข้าราชการระดับสูง ก็จะทำให้การทำงานง่ายขึ้นมาก แต่ปัจจุบันต่างออกไป รวมทั้งมีกลไก อื่นๆ เพิ่มขึ้น เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ศาลปกครอง รวมทั้งรัฐธรรมนูญที่บัญญัติรับรองสิทธิของชุมชน เป็นต้น
     
 
บทส่งท้าย:
น้อง ๆ รุ่นปัจจุบันอย่าท้อใจ ประชาชนตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาก มีเรียนกันก็หลายที่  มีชมรมอนุรักษ์ในระดับโรงเรียนมัธยมก็มาก (สมัยก่อนไม่มีเลย)