สภาองค์กรชุมชนตำบลห้วยแร้ง

                    

1.    ชื่อสภาองค์กรชุมชน  ตำบล   ห้วยแร้ง  เขต / อำเภอ           เมือง    จังหวัด       ตราด  ที่ตั้ง / ทีติดต่อเลขที่       42  /3                หมู่บ้าน   หนองใหญ่    หมู่ที่     8     ซอย       -      ถนน       -        

ตำบล    ห้วยแร้ง     อำเภอ    เมือง      จังหวัด       ตราด      รหัสไปรษณีย์     23000

ชื่อผู้ประสานงาน     นายวีระ      จงไพศาล        ตำแหน่ง  ประธานสภาฯ

โทรศัพท์     08  9543  5007           โทรสาร                 -                อีเมล์  WeeraVgo@ hotmail.com 

2.   สภาองค์กรชุมชนตำบลก่อตั้งเมื่อ     วันที่    16          เดือน       มิถุนายน     พ.ศ.     2551

3.    จำนวนสมาชิก    79  คน

          สมาชิกจากผู้แทนชุมชน    62   คน   สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิ     12  คน    ที่ปรึกษา    5     คน

4.   สภาองค์กรชุมชนตำบล   ประกอบด้วย (  หากมีรายชื่อ  / รายละเอียดเพิ่มให้ใช้เอกสารแนบ )

               

ข้อมูลทั่วไป

๑. ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมือง จังหวัดตราด

ประวัติความเป็นมา

           คำว่า ห้วยแร้ง”  มีการสันนิษฐานไว้ว่าในพื้นที่หมู่ ๔ บ้านเนินยางมีหนองน้ำซึ่งมีหินรูปแร้ง  ซึ่งจะเห็นเมื่อช่วงฤดูแล้งที่มีน้ำตื้นเขิน   ชาวบ้านเรียกหนองห้วยแร้ง   และในพื้นที่ก็มีนกแร้งมากินน้ำบริเวณนั้น  ชาวบ้านจึงเรียกพื้นที่นี้ว่าตำบลห้วยแร้งมาจนถึงปัจจุบัน มีการแบ่งเขตการปกครอง  จำนวน ๑๑ หมู่บ้าน อยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแร้ง โดยมีนายชูชีพ   เลี้ยงถนอม      ดำรงตำแหน่งกำนันตำบลห้วยแร้ง นายประสิทธ์    สุนาตุ   ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแร้ง  ในปัจจุบัน

การปกครองท้องที่

         หมู่ที่    บ้านเกาะขวาง            กำนันชูชีพ                เลี้ยงถนอม  

         หมู่ที่    บ้านคลองขุด            ผู้ใหญ่วิชัย                  พันธ์แสง

         หมู่ที่    บ้านบางปรง             ผู้ใหญ่ประเสริฐ          ใหญ่ยอด     

         หมู่ที่    บ้านเนินยาง              ผู้ใหญ่ชัยยันต์             เรืองขจิต

         หมู่ที่    บ้านปากพีด              ผู้ใหญ่ประสาน           นาคประวัติ

         หมู่ที่    บ้านฉางเกลือ            ผู้ใหญ่สมหวัง             สุคนธรส

         หมู่ที่    บ้านแหลมตอง          ผู้ใหญ่อารี                   สัมมา

         หมู่ที่    บ้านหนองใหญ่         ผู้ใหญ่วิริยะ                 จงไพศาล

         หมู่ที่    บ้านหินโค่ง               ผู้ใหญ่โกศล                มณีสุข

         หมู่ที่   ๑๐ บ้านคลองพีด            ผู้ใหญ่สุทัศน์               แสนสวัสดิ์

          หมู่ที่  ๑๑ บ้านเขาตาโปน          ผู้ใหญ่พิภพ                อาจณรงค์

    ที่ตั้ง 

ตำบลห้วยแร้ง    อำเภอเมือง    จังหวัดตราด    ห่างจากตัวเมืองตราด    ๑๕    กิโลเมตร   มีเนื้อที่รวม  ๑๘๗ ตารางกิโลเมตร  หรือ  ๑๑๖,๘๗๕   ไร่

ภูมิศาสตร์ 

ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มสลับเนินเขาส่วนมากทางทิศเหนือของตำบลเป็นที่สูง  ทางตอนล่างเป็นพื้นที่ราบลุ่มมีลำคลองแหล่งน้ำธรรมชาติ        

อาณาเขต

       ทิศเหนือ           ติดต่อกับตำบลวังตะเคียน อำเภอเขาสมิง ,ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่

                ทิศใต้                 ติดต่อกับตำบลวังกระแจะ ,ตำบลเนินทราย อำเภอเมืองตราด

                ทิศตะวันออก    ติดต่อกับตำบลเนินทราย ,ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมืองตราด

                ทิศตะวันตก      ติดต่อกับตำบลทุ่งนนทรี ,ตำบลวังตะเคียน อำเภอเขาสมิงตราด

 

ประชากร   ครัวเรือน

                จำนวนครัวเรือนและประชากร  จากข้อมูลเมื่อเดือน  กันยายน  ๒๕๕๓ )

                                ประชากรทั้งสิ้น                                  ,๘๖๗ คน

                                จำนวนครัวเรือน                                  ,๔๘๔                ครัวเรือน

                                ชาย                                                         ,๔๐๔ คน

                                หญิง                                             ,๔๖๓ คน

                      ผู้สูงอายุ                                            ๘๐๘     คน

                      ผู้พิการที่จดทะเบียน                          ๙๙      คน

                      

ศาสนสถาน

                     วัดบางปรือ

                           วัดเนินยาง                                   

                     วัดคลองขุด                                   

                      วัดฉางเกลือ                                

                      ที่พักสงฆ์เขาตาโปน      

หน่วยงานราชการด้านการพัฒนา

                            องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแร้ง

หน่วยงานราชการด้านการศึกษา

                             โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม.

                             โรงเรียนวัดบางปรือ

                             โรงเรียนบ้านบางปรง

                             โรงเรียนวัดคลองขุด

                              โรงเรียนวัดเนินยาง  

                              โรงเรียนบ้านฉางเกลือ

หน่วยงานราชการด้านการสาธารณสุข                       

                               สถานีอนามัยตำบลห้วยแร้ง

                               สถานีอนามัยบ้านเกาะขวาง

                               สถานีอนามัยบ้านฉางเกลือ

กลุ่มองค์กรชุมชนเครือข่ายระดับตำบล

·       สภาองค์กรชุมชนตำบลห้วยแร้ง      ประธาน     นายวีระ  จงไพศาล          ที่ตั้ง  ๔๒/๓  หมู่    ตำบลห้วยแร้ง  อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐ 

      โทรศัพท์  ๐๘๙-๕๔๓๕๐๐๗   mail. weeravgo@hotmail.com

·       ๑.กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์  ประธาน   นายประจิม  แพทย์นุเคราะห์   ที่ตั้ง    หมู่  ๑๐  บ้านคลองพีด  ตำบลห้วยแร้ง    อำเภอเมือง   จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐

โทรศัพท์ 089 5205727

·       ๒.กลุ่มปลูกป่าใช้หนี้     ประธาน  นายสมศักดิ์  เข็มดี  ที่ตั้ง ๑๗  หมู่    บ้านหินโคร่ง 

ตำบลห้วยแร้ง  อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐

       โทรศัพท์  ๐๘๗-๙๙๘๖๓๑๖   mail. rak-khemdee@hotmail.com

·       ๓.สภาเด็กและเยาวชน   ผู้ประสานงาน  นางสุบรรณ  จงไพศาล ที่ตั้ง  ๔๒/๓  หมู่   

ตำบลห้วยแร้ง  อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐ 

      โทรศัพท์  ๐๘๙-๙๓๒๐๐๐๗   

·       ๔.กลุ่มสวัสดิการชุมชน  ประธาน  นายโกศล  แก้วเกิด  ที่ตั้ง  ๔๙  หมู่             

  ตำบลห้วยแร้ง  อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐   โทรศัพท์  ๐๘๙-๕๔๗๑๔๓๑

·       ๕.กลุ่มหมอดินอาสา  หมอดินตำบล  นายปัญญา  อะโข  ที่ตั้ง    หมู่               

 ตำบลห้วยแร้ง   อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐

·       ๖.กลุ่มท่องเที่ยวเชิงนิเวศ  ผู้ประสานงาน    นางสาววศินี  สวัสดี  ที่ตั้ง 

       องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐

      โทรศัพท์  ๐๓๙-๕๒๔๖๙๑    ๐๘๙-๙๘๔๘๐๔๔                        

·       ๗.กลุ่มโฮมสเตย์     ผู้ประสานงาน    นายสุทัศน์  สุนทรเวช    ที่ตั้ง  องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐

      โทรศัพท์  ๐๓๙-๕๒๔๖๙๑    ๐๘๙-๙๘๔๘๐๔๔

·       ๘.กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข  (  อสม.  )   ผู้ประสานงาน    นายสุพจน์  สุขะ  ที่อยู่  หมู่  ๑๐   ตำบลห้วยแร้ง   อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐   

       โทรศัพท์   ๐๘๑-๗๔๕๑๐๕๗

·       ๙.กลุ่มผู้พิการ   ผู้ประสานงาน   นายภาณุวัชร  จงไพศาล  ที่อยู่  ๔๒/๑  หมู่   

       ตำบลห้วยแร้ง   อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐  

      โทรศัพท์   ๐๘๕-๔๓๑๓๑๐๓   mail.minago1๐@gmail.com

·       ๑๐.กลุ่มผู้สูงอายุ   ผู้ประสานงาน    องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแร้ง

       ที่ตั้ง ๑๒/๓    หมู่     ตำบลห้วยแร้ง   อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐   

โทรศัพท์   ๐๓๙-๕๒๔๖๙๑

·       ๑๑.กลุ่มชมรมเปตองตำบลห้วยแร้ง  ประธาน   นายสนั่น      สุนาตุ   ที่ตั้ง 

        ตำบลห้วยแร้ง  อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐  

·       ๑๒.กลุ่มชมรมว่าวดุ๊ยดุ่ย    ประธาน      นายไพโรจน์   นารถนอม     ที่ตั้ง 

        ตำบลห้วยแร้ง  อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐

·       ๑๓.ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน   ประธาน  นายโกศล  แก้วเกิด  ที่ตั้ง   ๔๙  หมู่ ๔

ตำบลห้วยแร้ง  อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐   

      โทรศัพท์  ๐๘๙-๕๔๗๑๔๓๑

·       ๑๔.กลุ่มเรือหางยาว    ผู้ประสานงาน   นายชูศักดิ์   สิบแสน  ที่ตั้ง  หมู่ 

       บ้านคลองขุด  ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมือง    จังหวัดตราด ๒๓๐๐๐    

      โทรศัพท์  ๐๘๑-๐๐๔๖๔๔๙

·       ๑๕.กลุ่มกลองยาว   ประธาน   นายสัญญา  หัษฎงคต  ที่ตั้ง  ๑๙/๖  หมู่                

                            ตำบลห้วยแร้ง  อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐   โทรศัพท์ ๐๘๑

                            ๘๓๕๕๗๙๘

·       ๑๖.กลุ่มทำนาข้าว  ผู้ประสานงาน  นายมนตรี ฤทธิเดช   ที่ตั้ง    หมู่ 

            ตำบลห้วยแร้ง  อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  ๒๓๐๐๐   โทรศัพท์  ๐๘๕

            ๒๗๕๗๒๒๙

·       ๑๗.กลุ่มนวดบำบัด   ผู้ประสานงาน   นางวันเพ็ญ  ฤทธิเดช   ที่ตั้ง   ๒๑   หมู่ ๒ 

บ้านคลองขุด  ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมือง  จังหวัดตราด ๒๓๐๐๐  โทรศัพท์ ๐๘๑-๐๐๔๖๔๔๙ 

·       ๑๘. กลุ่มสตรีอาสาพัฒนา  ผู้ประสานงาน นางสนม  ภิรมย์ภักดิ์   ที่ตั้ง   ๕๙/๒  

        หมู่ ๑๐  บ้านคลองพีด  ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมือง  จังหวัดตราด ๒๓๐๐๐ 

สภาพเศรษฐกิจ  

        ประชากรประกอบอาชีพ  เกษตรกรรม  ทำสวนผลไม้  สวนยางพารา  เลี้ยงกุ้ง  เลี้ยงสัตว์  รับจ้าง  ค้าขาย

สินค้าชุมชน

        การแปรรูปสินค้าเกษตรทำสบู่เปลือกมังคุด  ปุ๋ยอินทรีย์  น้ำมันเหลือง  น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น  การจักสานหมวกใบจาก  สานเข่ง  กระบุง  

การคมนาคม                                                     

            .         ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข  ๓๔๙๔          สายหลักจุฬามนี   -    ฉางเกลือ   

 

 

แผนที่หมู่ที่ 8 ต.ห้วยแร้ง อ.เมือง จ.ตราด

 

 

 

 หมู่ที่  ๘ บ้านหนองใหญ่  ตำบลห้วยแร้ง  อำเภอเมือง   จังหวัดตราด

ประวัติความเป็นมา

หนองใหญ่เป็นชื่อที่ใช้ในหน่วยงานราชการแต่คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เรียกว่าหมู่บ้านนี้ว่าบางปรือเนื่องจากได้เล่ากันต่อๆมาว่าสมัยก่อนพื้นที่บริเวณนี้มี หนองน้ำขนาดใหญ่น้ำท่วมขังตลอดทั้งปีและมีต้นปรือ ซึ่งเป็นพืชน้ำชนิดหนึ่ง มีดอกคล้ายๆดอกธูป ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากจึงอาจเป็นที่มาทำให้หมู่บ้านนี้มีชื่อเรียกทั้ง บ้านบางปรือ และบ้านหนองใหญ่  การเดินทางในหมู่บ้านใช้ควายลากเกวียนลากเชิงขนของเก็บข้าวเข้ายุ้ง  การเดินทางเข้าเมืองต้องนั่งเรือโดยสารลงเรือที่ท่าวัดบางปรือ ท่าเรือบ้านผู้ใหญ่จำนงค์    กูลนราจะมีพ่อค้าขนสินค้ามาแลกเปลี่ยน

              เมื่อพ.ศ.  ๒๕๑๑  หมู่ที่  ๘ บ้านหนองใหญ่ แยกออกมาจาก หมู่ที่  ๑ บ้านเกาะขวาง  ตำบลห้วยแร้ง มาจนถึงปัจจุบัน

ทำเนียบรายชื่อผู้ใหญ่บ้านหนองใหญ่

                                ๑.นายจำนงค์  กูลนรา              พ.ศ.๒๕๑๑  -  ๒๕๒๙

                                ๒.นายเหลี่ยม  สมสู่                 พ.ศ.๒๕๒๙  -  ๒๕๓๔

                                ๓.นายนิกร      ห่วนกิ่ม            พ.ศ.๒๕๓๔  -  ๒๕๔๕

                                ๔.นายวิริยะ    จงไพศาล           พ.ศ.๒๕๔๕   -    ปัจจุบัน

ผู้นำระดับชาติที่อยู่ในพื้นที่

                                นายวีระ จงไพศาล สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง

                                                                   ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีกระทรวง

                                                                   ภาคประชาชนด้านสังคม

                                                                  กรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดตราด

ผู้นำทางศาสนาที่อยู่ในพื้นที่

                                พระครูสิริธรรมรักขิต   รักษาการเจ้าคณะจังหวัดตราด     

 

ที่ตั้ง

        อยู่ห่างจากตัวเมือง  ๑๕ กิโลเมตร  ห่างจากที่ทำการองค์บริหารส่วนตำบลห้วยแร้ง ๑ กิโลเมตร

อาณาเขต

            ทิศใต้                ติดต่อกับลำคลองห้วยแร้ง

                ทิศเหนือ           ติดต่อตำบลวังตะเคียน  อำเภอเขาสมิง  หมู่ที่    ตำบลห้วยแร้ง

                ทิศตะวันออก   ติดต่อกับ   หมู่ที่    คลองห้วยแร้ง

                ทิศตะวันตก     ติดต่อกับ   หมู่ที่    ตำบลห้วยแร้ง

ข้อมูล พื้นฐาน 

       พื้นที่   ประมาณ ,๕๐๐  ไร่

        ประชากร                       ๕๕๘          คน  (  ชาย       ๒๗๙     คน        หญิง  ๒๗๙     คน   )  

       หลังคาเรือน                   ๑๔๓          หลัง

       คนพิการ                                      คน

       ผู้สูงอายุ                            ๕๙          คน

อาชีพ

ส่วนมาก ทำสวนยางพารา  ๗๐ % รองลงมาทำสวนผลไม้ ทุเรียน เงาะ  มังคุด ลองกอง ๒๐ %

และปลูกสับปะรด  ทำนา เลี้ยงกุ้ง  ค้าขาย  รับจ้าง  รับราชการ  รวมกัน ๑๐ %  ตามลำดับ

สภาพปัญหา 

หนี้สินจากการประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้ง  สารเคมีจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

และ ความเข้าใจในการทำงานร่วมกันการรวมกลุ่ม

สถานที่สำคัญ

            

วัดบางปรือ

ที่ตั้ง  ๔๓  หมู่   ตำบลห้วยแร้ง  อำเภอเมือง  จังหวัดตราด    สังกัดมหานิได้รับอนุญาตตั้งให้เป็นวัดเมื่อ  พ.ศ.๒๓๕๐  คาดว่าเคยเป็นสำนักสงฆ์มาไม่น้อยกว่า  ๕๐  ปี

                ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรกเมื่อ  พ.ศ. ๒๔๘๓   เมื่อพระครูวิธานธรรมนิเทศก์      (  กลิ่น  อินทขีโล  )   และคณะสงฆ์  ทายกทายิกา  ได้ร่วมกันสร้างอุโบสถหลังใหม่แทนหลังเก่า  ในวันที่  ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๕ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใหม่ วันที่  ๙ กรกฎาคม  พ.ศ.๒๕๔๕    

                มีเจ้าอาวาส  ๑๑  รูป

๑.พระอธิการพรหม                ไม่มีหลักฐานว่าเป็นเจ้าอาวาสเมื่อใด

.พระอธิการแปลก               ไม่มีหลักฐานว่าเป็นเจ้าอาวาสเมื่อใด 

                                  .พระอธิการเขียว                    ไม่มีหลักฐานว่าเป็นเจ้าอาวาสเมื่อใด

                                  ๔.พระอธิการพัด                      ไม่มีหลักฐานว่าเป็นเจ้าอาวาสเมื่อใด

                                  .พระอธิการหมุด                    ไม่มีหลักฐานว่าเป็นเจ้าอาวาสเมื่อใด

                                  .พระอธิการเฉื่อย                    ไม่มีหลักฐานว่าเป็นเจ้าอาวาสเมื่อใด

                                  .พระอธิการช้อย                     ไม่มีหลักฐานว่าเป็นเจ้าอาวาสเมื่อใด

                                  .พระอธิการวอน                    ไม่มีหลักฐานว่าเป็นเจ้าอาวาสเมื่อใด

                                       .พระครูวิธานธรรมนิเทศก์ ( กลิ่น อินทขีโล ) พ.ศ. ๒๔๘๘ -  พ.ศ.๒๕๔๘

                                       ๑๐.พระมานิตย์  สาทโร            ๒๔  สิงหาคม  ๒๕๔๗  รักษาการแทน ฯ

                                       ๑๑.พระครูศิริธรรมรักขิต         ๑๒ กรกฎาคม  ๒๕๔๘  เจ้าอาวาส  -  ปัจจุบัน

  

โรงเรียนวัดบางปรือ

                ที่ตั้ง  หมู่     ตำบลห้วยแร้ง    อำเภอเมือง     จังหวัดตราด       เปิดทำการสอนครั้งแรกที่วัดบางปรือ  อาศัยกุฏิ  ศาลาวัด  ที่เรียนธรรมของพระสงฆ์   ปี  พ.ศ.๒๔๗๖  เปิดทำการสอนครั้งแรกที่วัดบางปรือ อาศัยกุฏิ ศาลาวัด อาคารเรียนธรรมของพระสงฆ์  ปี   พ.ศ.๒๕๑๔   ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียน   หลัง ๓  ห้องเรียน ในที่ของวัดบางปรือ ปี   พ.ศ.๒๕๑๗    ต่อเติมอีก    ห้อง ปี   พ.ศ.๒๕๒๑    เปิดสอนถึงชั้น ป.๖  นักเรียน  ป.๔  -  ป.๖  ต้องมาอาศัยอาคารเรียนของทางวัดที่เมื่อก่อนเป็นที่เรียนธรรมและคนสมัยก่อนใช้เรียนหนังสือ อยู่ใกล้กันแต่เก่าทรุดโทรมเป็นอย่างมาก  ทางคณะกรรมการโรงเรียนเห็นว่าทางเด็กนักเรียนไม่มีที่เล่าเรียนจึงปรึกษากัน   หาที่ตั้งโรงเรียนแห่งใหม่  ซึ่งนายโชค  นาคสลัค  มีใจอันเป็นกุศลน่ายกย่องได้บริจาคอุทิศที่ดินให้สร้างอาคารเรียนเป็นที่เรียนของนักเรียนจนถึงปัจจุบัน

  

โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม

ที่ตั้ง  ๗๙  หมู่   ตำบลห้วยแร้ง  อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  

 อยู่บนเขาน้อยเนื้อที่  ๘๘  ไร่   งาน  ๕๑  ตารางวา

 เปิดทำการสอน  วันที่   มีนาคม  พ.ศ.๒๕๓๓  เป็นสาขาของโรงเรียนตราสริญวิทยาคม  ครั้งแรกได้รับความอนุเคราะห์จากโรงเรียนวัดบางปรือ  ให้ใช้อาคารอเนกประสงค์เป็นที่เรียนหนังสือ

ปี  พ.ศ.๒๕๓๔  ได้สร้างอาคารเรียนชั่วคราว   ห้องเรียน

วันที่  ๑๓  มีนาคม  พ.ศ.๒๕๓๕  ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำตำบลห้วยแร้ง  ชื่อโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม”  มีการทำบุญประจำปีทุกปี

วันที่   กันยายน พ.ศ.๒๕๓๕  ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารถาวร 

ปี  พ.ศ.๒๕๔๐   เปิดสอนถึงชั้น  ม.๖

ที่ชื่อโรงเรียนเขาน้อยเพราะตั้งอยู่บนเขาเป็นที่สาธารณะมาก่อนจึงมีการเรียกชื่อโรงเรียนว่าเขาน้อยวิทยาคม

๓ ข้อมูลผลงาน

๓.๑ ด้านสิทธิชุมชน

                                ๓.๑.๑ภารกิจและบทบาทหน้าที่ของชุมชน  (การบริหารจัดการทรัพยากรท้องถิ่น)  มีการปลูกป่าชุมชนในพื้นที่สาธารณะ และปลูกกระทินเทพาบนคันคลองส่งน้ำ  เพื่อนำมาใช้สอยในการจัดงานในชุมชน เช่น  การทำโรงเรือนต่าง ๆ  เช่นงานวัด งานโรงเรียน ฯ และการคัดแยกขยะเปียกในวัดเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบของตำบล

..๒ ปัญหาด้านสิทธิของชุมชน

มีการบุกรุกที่สาธารณะ

๓.๑.๓ วัตถุประสงค์ของการดำเนินการกิจกรรมด้านสิทธิชุมชน

                ๓.๑.๓.๑ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกที่สาธารณะและใช้ที่สาธารณะให้เกิดประโยชน์

                ๓.๑.๓.๒ เพื่อการรวมตัวของคนในชุมชนทำกิจกรรมร่วมกัน

                ๓.๑.๓.๓ เพื่อเป็นการหาผลประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ปลูกป่า

                ๓.๑.๓.๔ เพื่อการอนุรักษ์และเพิ่มพื้นที่ป่า

๓.๑.๔ ลักษณะการดำเนินกิจกรรม ส่งเสริมให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นทำกิจกรรมร่วมกัน ปกป้องพื้นที่สาธารณะเพิ่มพื้นที่ป่า และคุ้มครองคนให้รู้รักสามัคคี  ดินให้อุดมสมบูรณ์ไม่ใช้สารเคมีใส่ต้นไม้ที่ปลูก  น้ำ ขุดสระเก็บน้ำปล่อยปลาสู่แหล่งน้ำ ป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียว

๓.๑.๕ หลักการและเหตุผลหรือแนวคิดในการทำงานด้านสิทธิชุมชน

                จากการรวมตัวของผู้นำในหมู่บ้านที่จะทำให้คนในหมู่ที่ ๘ มีสวัสดิการจากการเก็บผลประโยชน์ในพื้นที่ที่ปลูกป่ามาจัดสรรเป็นสวัสดิการให้คนในชุมชน จึงมีการประชุมแสดงความคิดเห็นว่าควรจะทำอะไรในพื้นที่สาธารณะ ผลสรุปก็คือต้องการให้มีพื้นที่ป่า ป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ลดปัญหาความขัดแย้งจึงร่วมกันลงมือทำ

๓.๑.๖ โครงสร้างการทำงานและทีมงานด้านสิทธิชุมชน

กลุ่มปลูกป่า

ที่ปรึกษา

                                               ๑ นายวิริยะ จงไพศาล ผู้ใหญ่บ้าน

                                               ๒ นายปัญญา อะโข  ราษฎรอาวุโส

                                               ๓ นายวีระ จงไพศาล  ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลห้วยแร้ง

รายชื่อคณะกรรมการ

๑นายพูนสิน           แพทย์ประทุม                    ประธาน

      ๒ นางประณีต       เลี้ยงถนอม                         รองประธาน

๓นายมนัส           ไกรฉวี                                  เหรัญญิก

๔นายสมยศ            คงอยู่                                    กรรมการ

๕นางจิรชยา           เลี้ยงถนอม                         กรรมการ

๖นายอุดร                ใหญ่ยอด                             กรรมการ

๗นางสุณี             กูลนรา                                                กรรมการ

๘นายชูรเกศ           จงไพศาล                            เลขานุการ

..๗ ขั้นตอนหรือกระบวนการการทำงานด้านสิทธิชุมชน

                                ๓.๑.๗.๑ประชุมหมู่บ้านหาคนทำงานรับผิดชอบฝ่ายต่าง ๆ

                                ๓.๑.๗.๒  สำรวจพื้นที่และปรับปรุงพื้นดินเพื่อความเหมาะสมในการปลูกต้นไม้

                                ๓.๑.๗.๓  หาพันธุ์ไม้ ลงแรงปลูกร่วมกัน

พื้นที่สาธารณะหมู่บ้านหนองใหญ่  แบ่งการปลูกป่าเป็น   แห่ง

๑.      ที่สาธารณะหมู่   บ้านคลองละเว้  มีพื้นที่  ๑๔ ไร่  ๒ งาน  ๓๓  ๙/๑๐  ตารางวา

 (ทุ่งสายติ่ง)     วันที่  ๑๐  พฤษภาคม  ๒๕๕๐   ได้ปรับปรุงพื้นที่คลองละเว้

เป็นเงิน  ๑๒,๐๐๐   บาท           วันที่  ๑๗  พฤษภาคม  ๑๕๕๐    ปลูกต้นตะเคียน, ยางนา, กระท้อน, ชันพู่   ๒๐๐    ต้น   วันที่  ๑๙  สิงหาคม  ๒๕๕๑ปลูกกระถินเทพาอีก ,๐๐๐        ต้น

๒.    ที่คันคลองตาโหน     เป็นวันเดียวกับที่ปลูกต้นไม้ที่บ้านคลองละเว้  คือ                                                    วันที่  ๑๐  พฤษภาคม  ๒๕๕๐   ได้ปรับปรุงพื้นที่คันคลองตาโหนเป็นเงิน  ๑๕,๔๐๐         บาท        วันที่  ๑๗  พฤษภาคม  ๒๕๕๐    ปลูกกระถินเทพา         ๑๐๐๐   ต้น                          

อนาคตสิ่งที่อยากเห็นในการปลูกป่า

๑.      ทำให้อากาศบริสุทธิ์

๒.    ช่วยลดภาวะโลกร้อน

๓.     ช่วยสร้างวงจรชีวิตแก่สัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าได้

๔.     ป่าสร้างงาน   สร้างรายได้ให้ชุมชน

๕.     สามารถสร้างจิตสำนึกให้ชุมชนในการอนุรักษ์ป่าได้

การบริหารการจัดการประโยชน์ป่าชุมชน

o   จัดสวัสดิการชุมชน                                             ๕๐ %

o   ทุนการศึกษา                                                        ๑๐ %

o   เข้าวัด                                                                     ๒๐ %

o   การบริหารจัดการ                                                ๑๐ %

o   เข้ากองทุนกลุ่มและขยายพันธุ์ปลูกต่อ           ๑๐ %

..๘ ผลงานด้านสิทธิชุมชน ปัญหาและอุปสรรค  มีเวทีพูดคุยทุกเดือนเวลา ๑๗.๐๐ น เวทีชาวบ้านแลกเปลี่ยนปัญหาจากการทำงานในรอบเดือนก่อนประชุมประจำเดือนหมู่บ้านโดยแกนนำกลุ่มต่าง ๆ มาปรึกษาหารือกัน

.๒ ด้านเศรษฐกิจ สังคม สวัสดิการชุมชน

                ๓.๒.๑ ภารกิจและบทบาทหน้าที่ของชุมชน  มีกลุ่มสวัสดิการวันละ ๑ บาท โดยการให้สมาชิกมาทำบุญ ร่วมกันในวันประชุมประจำเดือนหมู่บ้าน มีการจ่ายสวัสดิการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย โดยมีกรรมการทำงาน ๑ ชุด 

ร้านค้าชุมชน ซื้อของราคาถูกเปิดร้านในวันประชุม และวันที่ ๒๓ ของเดือน ๆ ละ ๒ ครั้ง มีปันผลรายปี  ค่าตอบแทนคนขาย ทำบัญชี มีกรรมการทำงาน ๑ ชุด                                                

                ๓.๒.๒ ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม สวัสดิการชุมชน  กลุ่มสวัสดิการมีสมาชิก ๓๒๐ คน ยังไม่ครอบคลุมคนทั้งหมดในหมู่บ้าน มีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ไม่มากนัก

ร้านค้าชุมชนก็ไม่สามารถซื้อของมาให้สมาชิกซื้อไปใช้สอยได้ครบตามความต้องการ มีทุนน้อย

ทางด้านเศรษฐกิจสินค้าเกษตรต้นทุนสูง ขายได้ราคาต่ำไม่คุ้มทุน  การรวมตัวกันในด้านสินค้าเกษตรก็รวมตัวกันยาก

         ๓.๒.๓ วัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ สังคม สวัสดิการชุมชน      

                          ๓.๒.๓.๑ เพื่อต้องการให้ชาวบ้านได้ซื้อของราคาถูก  

      ๓.๒.๓.๒  เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย

                                  ๓.๒.๓.๓  เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินทุนในชุมชน

                                  ๓.๒.๓.๔ เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือกันเองในชุมชน

                                 ๓.๒.๓.๕ ลักษณะการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นทำกิจกรรมร่วมกัน และคุ้มครองคน ให้ความช่วยเหลือกันเอง  สร้างความรักความสามัคคี 

                                 ๓.๒.๓.๖หลักการและเหตุผล หรือแนวคิดในการทำงานด้านเศรษฐกิจ สังคม

สวัสดิการชุมชน  กลุ่มสวัสดิการ

คนในชุมชนมีปัญหาด้านการซื้อของแพง ไม่มีสวัสดิการ  แกนนำหมู่บ้านประชุมกัน

หาแนวทางการแก้ปัญหา ดังกล่าวจึงมีการจัดสวัสดิการวันละบาท ทำร้านค้าชุมชนเพื่อแก้ปัญหากันเองในชุมชน

๓.๒.๓.๗ โครงสร้างการทำงานและทีมงานด้านเศรษฐกิจ สังคม สวัสดิการ

ชุมชน 

                ที่ปรึกษา  

๑นายวิริยะ                จงไพศาล              ที่ปรึกษา

๒นายปัญญา                อะโข                      ที่ปรึกษา

๓นายบันเทิง                ศักดิ์แพทย์             ที่ปรึกษา

๔นายนที                  หงส์กลาย              ที่ปรึกษา

             กรรมการ

๑นายมนัส               ไกรฉวี                   ประธาน

๒นางประณีต          เลี้ยงถนอม            รองประธาน        

๓นายสังคม             กูลนรา                  

๔นายชูรเกศ             จงไพศาล

๕นางประณีต          เลี้ยงถนอม           

๖นางสุบรรณ             จงไพศาล           

๗นางบุญเรือน        กูลนรา                  

๘นางน้อย              สมาวงศ์                            

๙นางศิลาพร            ไกรฉวี                  

๑๐นางวรรณา          อะโข                     

๑๑นายสนิท             กั้งปู่                       

๑๒นายพิทักษ์         เลี้ยงถนอม           

๑๓นายพูนสิน         แพทย์ประทุม      

๑๔นายสมยศ           คงอยู่                    

๑๕นายภานุวัชร      จงไพศาล

                 ๓.๒.๔ ขั้นตอนหรือกระบวนการทำงานด้านเศรษฐกิจ สังคม สวัสดิการชุมชน 

๓.๒.๔.๑ ประชุมหมู่บ้านหาคนทำงานรับผิดชอบฝ่ายต่าง ๆ

                                        ๓.๒.๔.๒  ปรับปรุงร้านค้าซื้อของเข้าร้านขายของเดือนละ ๒ ครั้ง

                                    ๓.๒.๕.๓  รับสมัครสมาชิกสวัสดิการชุมชนและดำเนินการเก็บเงินวันละบาทเดือนละครั้ง

                                         ๓.๒.๖.๔  สมาชิกที่ครบปีเจ็บป่วย ตายได้รับสวัสดิการ

                                         ..๕ ผลงานด้านเศรษฐกิจ สังคม สวัสดิการชุมชน  ปัญหาและอุปสรรค

                กฎ / กติการ่วม

๑ห้ามเซ็นสินค้าเกินจำนวน  ,๑๐๐  บาท/เดือน

๒ภายใน   เดือน  ถ้าผิดสัญญาจะต้องถูกปรับ  ๑๐ ของเงินเชื่อและห้ามเซ็น

ต่อจนกว่าจะจ่ายเงินหมด

๓ถ้ามีถุงผ้ามาจะลดให้   บาท  เพื่อลดปริมาณขยะถุงพลาสติก

กฎของคนขาย

๑ต้องเช็คสต็อกสินค้า   ครั้ง คือ  ก่อนและหลังการขายทุกครั้ง

๒ขายได้จะต้องมีการหักทุนไว้ทุกครั้ง

๓หักกำไรสุทธิเข้ากลุ่ม  ๑๕ %   เพื่อซื้ออุปกรณ์มาทำโต๊ะวางของ   อุปกรณ์เก็บสินค้า   ยาเบื่อหนูนอกนั้นก็หักเป็นส่วนแบ่งให้กับคนขาย , คนกรอกน้ำกรด

ผลที่เกิด

๑ชาวบ้านลดรายจ่าย

๒คนมีรายได้น้อยไม่ต้องซื้อของแพง

๓เงินกระจายในชุมชน    คนมีความสุขเพราะเงินเหลือในกระเป๋า

๔รู้รับ  รู้จ่าย  สร้างวินัยในการซื้อการใช้

๖ลดขยะ   ได้สิ่งแวดล้อมที่ดี    มีความสามัคคี

๗เกิดสวัสดิการในชุมชน

ปัญหา / อุปสรรค

๑ทุนน้อย

๒ร้านมีบริเวณแคบ

๓ลูกค้าต้องการให้ลงสินค้าหลากหลาย

.. ด้านการเมืองวิถีประชาธิปไตย

๓.๓.๑ ภารกิจและบทบาทหน้าที่ มีการประชุมนอกรอบเดือนละครั้งเรียกว่าเวทีสภา 55 ซึ่ง

เป็นเวทีของผู้นำ หมู่บ้านที่มาประชุมปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนการทำงานและหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันก่อนประชุมประจำเดือนหมู่บ้าน

๓.๓.๒ ปัญหาด้านการเมือง  ในการเลือกตั้ง

สมาชิกท้องถิ่นจะมีการเลือกโดยใช้กลุ่มเครือญาติช่วยกันไม่ได้เลือกที่ความสามารถของผู้สมัคร มีการซื้อสิทธิขายเสียงทุกระดับการเลือกตั้ง  ประชาชนสนใจการเมืองติดตามข่าวสารการทำงานค่อนข้างดี แต่ขบวนการตรวจสอบนักการเมืองไม่ได้ทำให้เด่นชัดหรือเข้มข้นมากนักมีแต่การพูดคุยธรรมดา

๓.๓.๔ วัตถุประสงค์ของการดำเนิน

กิจกรรมด้านการเมือง

            ...๑ เพื่อเรียนรู้มีสิทธิมีเสียงร่วมแสดงความคิดเห็นตามระบบประชาธิปไตย

             ๓.๓.๔.๒ เพื่อให้มีเวทีแลกเปลี่ยน แก้ปัญหา ทำความเข้าใจทุกฝ่ายในการทำงานร่วมกันที่ผ่านมาในรอบเดือน

           ๓.๓.๕ ลักษณะการดำเนินกิจกรรม มีเวทีประชาธิปไตย ( สภา 55 ) เดือนละครั้งแกนนำกลุ่มและผู้ที่สนใจมาแลกเปลี่ยนกัน จะพูดคุยในทุกเรื่อง ตามวิถีชีวิตในการอยู่ร่วมกันส่งเสริมประชาธิปไตยให้เกิดในชุมชนอย่างสมบูรณ์

                ๓.๓.๖ หลักการและเหตุผลหรือ

แนวคิดในการทำงานด้านการเมือง

จากการไปศึกษาดูงานของผู้นำ แกนนำหมู่บ้าน จึงมีแนวคิดร่วมกันให้มีเวทีพูดคุย

เสนอความคิดแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดผลการทำงานและเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันเป็นเวทีเปลี่ยน

๓.๓.๗ โครงสร้างการทำงาน

                                ๑ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

                                ๒ สมาชิกอบต.

                                ๓ แกนนำกลุ่มต่าง ๆ

                                ๔ ผู้นำหรือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งในแต่ละประเด็นการทำงาน

                                ๕ ปราชญ์ชาวบ้าน

๓.๓.๘ขั้นตอนหรือกระบวนการทำงานด้านการเมือง 

                                ...๑ มีเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยน (สภาประชาชน) เดือนละ ครั้ง

                                ๓.๓.๘.๒ ส่งตัวแทนเข้าเป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบล

                                ๓.๓.๘.๓ งานทุกงานจะนำเข้ามาพูดคุยในการประชุมสภาประชาชน

             ๓.๓.๙ ผลงานการทำงานด้านการเมืองปัญหาและอุปสรรค

                ๑ เกิดกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนและได้ผู้นำเพิ่มขึ้น

                ๒ เกิดการแก้ปัญหา ร่วมกัน

                ๓ เกิดการทำงานอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาและอุปสรรค

๑ แกนนำคนทำงานมีงานและความรับผิดชอบมากขึ้นส่งผลกระทบกับการประกอบอาชีพ

  แนวทางการทำงานของผู้นำมีคนไม่เห็นด้วย (ไม่เข้าใจ )  เกิดคู่แข่งทางการเมืองเกิดการขัดแย้งทางความคิด

 

ส่วนที่ ๒  องค์กรแกนนำหลักสำคัญในการพัฒนาหมู่บ้านหนองใหญ 

ข้อมูลการทำงานที่ผ่านมาและกลุ่มต่าง ๆ ของบ้านหนองใหญ่

๑.สภา 55

ความเป็นมา

ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ๒๕๕๐ แกนนำชุมชนบ้านหนองใหญ่ได้รับการถ่ายทอดเรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลายสถานที่ หลายแห่งได้พบปราชญ์แห่งแผ่นดิน ปราชญ์ชาวบ้านมากมาย ทำให้เกิดวิสัยทัศน์ และมุมมองที่กว้างไกล นำมาปรับเปลี่ยนความคิดและสร้างกลุ่มของตนเองตามที่มีความถนัดสนใจจนเกิดกลุ่มต่างๆ ขึ้นในชุมชนบ้านหนองใหญ่ แต่ก่อนที่จะเกิดกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ ได้มีผู้ประสานงาน NGO ผู้หนึ่ง คือ นายอาคม ภูติภัทร์ นำโครงการและงบประมาณมาเสริมหนุนขับเคลื่อนกิจกรรมและพาไปศึกษาดูงาน ทำให้ผู้นำชุมชนพบเห็นเรื่องราวที่สร้างปัญญา ความรู้ และนำมาประยุกต์ใช้ในหมู่บ้านหนองใหญ่ เช่น นายวีระ จงไพศาล ได้รับรู้ถึงสภา ๕๙ ของบ้านหนองกลางดง ต. ศิลาลอย อ. สามร้อยยอด จ. ประจวบคิรีขันธ์ ซึ่งมีผู้ใหญ่โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน จัดตั้งแกนนำในหมู่บ้านทำเป็นตัวแทนของกลุ่มต่างๆ ๕๙ คน มาประชุมร่วมกันทุกเดือนเรียกว่าสภา ๕๙ เพื่อแก้ไขปัญหาในหมู่บ้านนำความสันติสุขสงบร่มเย็นและความอยู่ดีกินดีมาสู่ชุมชนจนเป็นที่รู้จักของวงการพัฒนาชุมชนทั่วไปในจังหวัดต่างๆ และระดับประเทศ นายวีระ จงไพศาล จึงได้นำเรื่องดีๆ เหล่านี้มาเล่าให้พี่น้องแกนนำบ้านหนองใหญ่ฟัง และชักชวนให้เปิดเวทีสภา ๕๕ เลียนแบบผู้ใหญ่โชคชัย ซึ่งคำว่าสภา ๕๕ หมายถึง การประชุมแกนนำที่เป็นตัวแทนกลุ่มต่างๆ ในหมู่บ้านมาร่วมประชุมปรึกษาหารือ และเปลี่ยนความคิดเห็นและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านทุกเรื่องในวันที่ ๕ เวลา ๕ โมงเย็น (๑๗.๐๐ น.) ของทุกๆ เดือน

ความจริง หมู่บ้านทุกหมู่ในตำบลห้วยแร้งจะมีวันประชุมลูกบ้านทุกเดือน โดยบ้านหนองใหญ่หมู่ ๘ จะมีวันประชุมหมู่บ้านวันที่ ๘ ของเดือน แต่ในวันนี้ชาวบ้านจะมาส่งเงินใช้หนี้เงินกู้สัจจะ ฯลฯ และบางส่วนก็จะนั่งฟังผู้ใหญ่บ้านอ่านคำสั่งหรือข้อประชาสัมพันธ์ของทางการให้ฟังจึงไม่ค่อยมีเวลาที่จะปรึกษาหารือในเชิงกว้างเชิงลึกของปัญหา แต่เมื่อมีสภา ๕๕ แล้ว ได้ข้อสรุปประการใดก็จะนำมาบอกแจ้งกล่าวแก่ชาวบ้านในวันประชุมที่ ๘ นี้อีกครั้งหนึ่งเพื่อหาฉันทามติ/ลงโหวตเสียง/หรือแจ้งให้ทราบ ทำให้ประหยัดเวลา และเข้าใจหลักการแก้ปัญหาได้ดี เกิดความสามัคคี ชุมชนเรียนรู้วิถีประชาธิปไตย เกิดการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังจากชุมชนอีกด้วย

จากการเริ่มต้นย่างก้าวแรกของวิถีประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมหรือการเมืองภาคพลเมืองของบ้านหนองใหญ่สภา ๕๕ เริ่มเปิดประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๐ โดยนายภานุวัช จงไพศาล ได้นำงบ ปปส. มาสนับสนุนอาหารเย็น ปัจจุบันนี้บ้านหนองใหญ่ หมู่ ๘ ต. ห้วยแร้ง เกิดกลุ่มต่างๆ ขึ้นหลายกลุ่มและเป็นชุมชนเข้มแข็ง อีกทั้งกำลังร้อยเรียงทุกกลุ่มเข้าด้วยกันกับกลุ่มที่อยู่หมู่อื่นๆ จนทำให้เกิดตำบลเข้มแข็ง มีสภาองค์กรชุมชนตำบลที่ดูแลแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนจนใกล้จะถึงบริบทที่ว่าชุมชนจัดการตนเอง

โครงสร้างการทำงาน

                                ๑ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

                                ๒ สมาชิกอบต.

                                ๓ แกนนำกลุ่มต่าง ๆ

                                ๔ ผู้นำหรือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งในแต่ละประเด็นการทำงาน

                                ๕ ปราชญ์ชาวบ้าน

๒.ร้านสวัสดิการชุมชนหมู่ ๘

ความเป็นมา

          พ.ศ. ๒๕๕๑   สำนักงานสนับสนุนและสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้พาไปเรียนรู้ดูงานที่ตำบลหนองสาหร่าย  จังหวัดกาญจนบุรี     ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงของอาจารย์แรม     ในการศึกษาดูงานครั้งนั้นจะมีเรื่องธนาคารชุมชน    ร้านค้าชุมชน   กลุ่มน้ำดื่มในชุมชน   กลุ่มทำนาข้าว  กลุ่มปุ๋ยเกษตรอินทรีย์อัดเม็ด   กลุ่มขนมทองพับทองม้วน  แล้วยังมีฐานเรียนรู้การทำน้ำหมัก   ,ฐานน้ำส้มควันไม้ซึ่งมีหมอดินมาสอน   ฐานสุดท้ายเป็นของใช้ครัวเรือน      ทางหมู่  ๘ บ้านหนองใหญ่ ต.ห้วยแร้ง ก็มีแนวคิดว่าน่าจะทำร้านค้าชุมชนจึงนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมประจำเดือนของหมู่บ้าน      ที่ประชุมเห็นชอบโดยใช้ชื่อว่า ร้านสวัสดิการชุมชน”   ไม่ใช้คำว่าร้านค้าเพราะไม่ได้ทำร้านเพื่อค้าขายเอากำไรมาก     ทำเพียงอยากช่วยเหลือชาวบ้านให้ซื้อของในราคาที่ไม่สูง   เงินก็หมุนเวียนอยู่ในชุมชน    ทั้งนี้ได้งบสนับสนุนมาจากโครงการชุมชนพอเพียง (SML)  เป็นเงิน  ๕๐,๐๐๐  บาท   กองทุนหมู่บ้านให้อีก  ๒๐,๐๐๐  บาท  จากดอกเบี้ยการทำน้ำกรดอีก ,๐๐๐  กว่าบาท  และกองทุนเงินล้านให้ยืมไปหมุนเวียนอีก  ๒๕,๐๐๐  บาท  เมื่อรวบรวมทุนได้ก็นำมาซื้อของเข้าร้าน   ส่วนใหญ่เป็นของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในประจำวัน  เช่น   ข้าวสาร  น้ำปลา   น้ำตาล   สบู่   ยาสีฟัน  ซอสปรุงรส   น้ำมันพืช   ยาสระผม  ไฟแช็ก  น้ำยาล้างจานของกลุ่มของใช้ครัวเรือน ฯลฯ    นอกจากนั้นทางร้านยังขายน้ำกรดให้กับเกษตรกรสวนยางและน้ำดื่มที่รับมาจากกลุ่มน้ำดื่ม หมู่ ๔   เป็นการช่วยเหลือคนในชุมชนกันเองให้มีการกระจายรายได้    สามารถซื้อได้ทั้งเงินสดและเงินผ่อนแต่ต้องเคารพกติการ่วมกัน    มีกำหนดเปิดร้านเดือนละ   หน คือ ทุกวันที่   และ  ๒๕  ของเดือน  ซื้อของเข้าร้านทุกวันที่   และ ๒๔  ของเดือนเช่นกัน   ในช่วงแรกจะทำถุงผ้าแจกทุกครัวเรือน (เฉพาะหมู่ ๘)  และมีสมุดรายการสินค้าเล่มสีเหลือง  ราคาเล่มละ  ๑๐  บาท ให้ในเวลาซื้อของจะต้องลงรายการ   แล้วสามารถนำมายืนยันได้ในการคิดเงินปันผลทุกสิ้นปี  

กฎ / กติการ่วม

๑ห้ามเซ็นสินค้าเกินจำนวน  ,๑๐๐  บาท/เดือน

๒ภายใน   เดือน  ถ้าผิดสัญญาจะต้องถูกปรับ  ๑๐ ของเงินเชื่อและห้ามเซ็นต่อจนกว่าจะจ่ายเงินหมด

๓ถ้ามีถุงผ้ามาจะลดให้   บาท  เพื่อลดปริมาณขยะถุงพลาสติก

กฎของคนขาย

๑ต้องเช็คสต็อกสินค้า   ครั้ง คือ  ก่อนและหลังการขายทุกครั้ง

๒ขายได้จะต้องมีการหักทุนไว้ทุกครั้ง

๓หักกำไรสุทธิเข้ากลุ่ม  ๑๕ %   เพื่อซื้ออุปกรณ์มาทำโต๊ะวางของ   อุปกรณ์เก็บสินค้า   ยาเบื่อหนูนอกนั้นก็หักเป็นส่วนแบ่งให้กับคนขาย , คนกรอกน้ำกรด

วัตถุประสงค์

๑.      เพื่อต้องการให้ชาวบ้านได้ซื้อของราคาถูก  

๒.    เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย

๓.     เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินทุนในชุมชน

๔.     เพื่อต้องการให้คนในชุมชนทำบัญชีครัวเรือน

ผลที่เกิด

๑ชาวบ้านลดรายจ่าย

๒คนมีรายได้น้อยไม่ต้องซื้อของแพง

๓เงินกระจายในชุมชน    คนมีความสุขเพราะเงินเหลือในกระเป๋า

๔รู้รับ  รู้จ่าย  สร้างวินัยในการซื้อการใช้

๕ลดขยะ   ได้สิ่งแวดล้อมที่ดี    มีความสามัคคี

ประโยชน์ที่ได้   -  ซื้อเยอะ   ได้เยอะ  สิ้นปีมีปันผลให้  คนนอกพื้นที่มาซื้อได้ มีเงินปันผลให้เหมือนกัน

ปัญหา / อุปสรรค

๑ทุนน้อย

๒ร้านมีบริเวณแคบ

๓ลูกค้าต้องการให้ลงสินค้าหลากหลาย

แนวทางแก้ไข

๑.     ต้องหาเงินทุนเพิ่ม

๒.     ขยายร้าน

เป้าหมายในอนาคต

          ฝึกให้คนรู้จักระเบียบวินัยในการใช้ถุงผ้าและนำสมุดพกมาด้วยทุกครั้ง

โครงสร้างกลุ่มร้านสวัสดิการชุมชน

๑นายวิริยะ                จงไพศาล              ที่ปรึกษา

๒นายปัญญา                อะโข                      ที่ปรึกษา

๓นายบันเทิง                ศักดิ์แพทย์             ที่ปรึกษา

๔นายนที                  หงส์กลาย              ที่ปรึกษา

             กรรมการ

๑นายมนัส                ไกรฉวี                   ประธาน

๒นางประณีต          เลี้ยงถนอม            รองประธาน        

๓นายสังคม             กูลนรา                  

๔นายชูรเกศ             จงไพศาล

๕นางประณีต          เลี้ยงถนอม           

๖นางสุบรรณ           จงไพศาล             

๗นางบุญเรือน        กูลนรา                  

๘นางน้อย                             สมาวงศ์                              

๙นางศิลาพร            ไกรฉวี                  

๑๐นางวรรณา          อะโข                     

๑๑นายสนิท          กั้งปู่                       

๑๒นายพิทักษ์         เลี้ยงถนอม           

๑๓นายพูนสิน         แพทย์ประทุม      

๑๔นายสมยศ           คงอยู่                     

๑๕นายภานุวัชร      จงไพศาล

 

 

๓.กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์หมู่    บ้านหนองใหญ่

 

บทนำ

                เนื่องจากส่วนใหญ่ประชาชนในพื้นที่หมู่   บ้านหนองใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม     จากการประกอบอาชีพที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีจำนวนมากเกินความจำเป็นเพราะต้องการให้ผลผลิตสวยตามที่ตลาดต้องการ     ทำให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ   ได้แก่  ดิน   น้ำ    ป่า    อากาศ  เปลี่ยนแปลงไป   อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ  คือ  เจ็บป่วยบ่อยครั้ง  หลายคนหาสาเหตุการเจ็บป่วยไม่พบ     นอกจากนี้ยังส่งผลต่อปัจจัยการลงทุนที่สูงขึ้น    มีเวลาให้กับครอบครัวน้อยลงทำให้เกิดช่องว่างขึ้น   หากเป็นเช่นนี้ต่อไปอาจเกิดความแตกแยกของครอบครัวในอนาคตได้

                จากสภาพปัญหาดังกล่าว  ทำให้แกนนำคณะกรรมการหมู่บ้านภายใต้แกนนำของ  นายวิริยะ  จงไพศาล   ผู้ใหญ่บ้านหมู่   ได้เห็นสภาพปัญหาและเกรงถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายในชุมชน   จึงมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาสภาพเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม    สังคมชุมชน   หนี้สิน    โดยใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์และเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนบ้านหนองใหญ่อย่างจริงจัง

 

ตอนที่ 

ความเป็นมาของกลุ่ม

                สืบเนื่องมาจากปี พ.ศ.๒๕๔๙  ราคาปุ๋ยเคมีในท้องตลาดเริ่มมีราคาสูงขึ้นและมีปุ๋ยอินทรีย์เคมีเข้ามามีบทบาทในท้องตลาด    โดยใช้วิธีขายแบบซื้อ   แถม     , ซื้อปุ๋ย  ๑/๒   ตัน  แถมหม้อหุงข้าว ซื้อ    ตัน ได้จักรยาน   คัน     ถ้าบ้านหนึ่งใช้ปุ๋ย  ๑๐   ตัน  ก็มีจักรยานใช้  ๑๐  คัน เป็นต้น     วิธีการขายแบบซื้อ /แลก/ แจก/แถมนี้สามารถทำให้ชาวสวนหมดเงินจำนวนมากแต่ไม่ได้ประโยชน์จากปุ๋ยเท่าที่ควรเพราะบริษัทปุ๋ยเหล่านี้ต่างก็ฉกฉวยโอกาสเอาเปรียบพี่น้องชาวสวน       จากปัญหาหานี้ทำให้คณะกรรมการหมู่บ้านหนองใหญ่  ตำบลห้วยแร้ง    โดยมีนายวิริยะ   จงไพศาล   ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๘    มีความต้องการแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วนเพราะไม่อยากให้พี่น้องชาวสวนตกเป็นเหยื่อของบริษัทที่ขาดจิตสำนึกเหล่านี้      จึงได้แจ้งในที่ประชุมเมื่อวันที่    พฤศจิกายน  ๒๕๔๙  ว่าหากมีท่านใดสนใจจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้มาลงชื่อไว้กับกรรมการ     ทั้งนี้เพื่อดูจำนวนแล้วจะสั่งซื้อให้จาก           สันติอโศก (จำลอง)   ยี่ห้อเท่าทุน      ปรากฏว่ามีพี่น้องมาลงชื่อแจ้งความจำนงสั่งซื้อปุ๋ยเป็นจำนวนถึง  ๓๘  ตัน ก็นำปุ๋ยเข้ามาในปลายปี   ๒๕๔๙   นั้นเอง

                จากที่ใช้วิธีนี้ก็ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นการช่วยพี่น้องเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง   ไม่ให้ถูกหลอก   ไม่ต้องซื้อปุ๋ยปลอม   แต่เราต้องเสียค่าขนส่งเพื่อนำปุ๋ยเข้ามา    เมื่อนำมาคำนวณแล้วก็ทำให้ต้นทุนปุ๋ยค่อนข้างสูงอยู่ดี

                วันที่    กุมภาพันธ์   ๒๕๕๑   นายชูรเกศ    จงไพศาล   นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมของสภาห้าห้า (เป็นเวทีประชุมแกนนำของชาวบ้านหมู่   ตำบลห้วยแร้ง  ซึ่งนัดประชุมทุกวันที่ ๕  ของเดือน เวลา   โมงเย็น)   โดยได้เสนอแนวความคิดว่า  ได้ไปเห็นหมู่บ้านหนึ่งที่ตำบลเขาสมิง   อำเภอเขาสมิง   ทำปุ๋ยไว้ใช้เอง    ต้นทุนต่ำและยังมีการสร้างงาน   ทำให้เกิดรายได้เสริมในชุมชน”      จากการนำเสนอดังกล่าว   ทำให้เป็นที่สนใจของที่ประชุม    จึงจะนำเรื่องนี้เสนอที่ประชุมประจำเดือนของหมู่บ้านเพื่อดำเนินการขั้นต่อไป   

                วันที่     กุมภาพันธ์   ๒๕๕๑   นายวิริยะ   จงไพศาล   ผู้ใหญ่บ้าน   นำเรื่องการทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองเสนอต่อที่ประชุม   เพื่อหาบุคคลที่สนใจเข้ามาเป็นสมาชิก    ปรากฏว่ามีผู้สนใจระดับหนึ่ง   จึงนัดวันประชุมและหาผู้รู้มาให้ความรู้    สร้างความเข้าใจร่วมกัน

                วันที่    กุมภาพันธ์  ๒๕๕๑  ไปดูงานที่กลุ่มเขาสมิง ประณีต ตกณรงค์     โดยมีสมาชิกร่วมเดินทางไปทั้งหมด  ๒๓  คน  (ทั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์จาก ก.ศ.น.ตราด   เป็นผู้ให้การสนับสนุน)

 

 

ตอนที่ ๒

การจัดตั้งกลุ่ม

                วันที่  ๑๓  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๑   ประชุมสมาชิกผู้สนใจการใช้ปุ๋ยหมัก   ศาลาหมู่ ๘  บ้านหนองใหญ่  โดยอาจารย์วีระพันธ์   วงษ์นาป่า   ก.ศ.น.ตราด  มาช่วยแนะนำการใช้ปุ๋ยหมักและคำนวณต้นทุนการใช้วัตถุดิบที่ต้องใช้ ซึ่งมีอยู่   ชนิด  คือ 

๑.      ขี้ไก่                                       ๕. โดโลไมท์

๒.    ขี้วัว                                         ๖. ฟอสเฟต

๓.     ขี้เถ้าแกลบ                            ๗. กากน้ำตาล

๔.     รำ                                            ๘. น้ำหมัก

เฉลี่ยต้นทุนอยู่ที่ประมาณ  ๓.๖๐  บาท/ กิโลกรัม   ค่าแรงในการผลิตกิโลกรัมละ       บาท   หากทำเองจะลดต้นทุนไป    บาท/ กิโลกรัม    เหลือ  ๒.๖๐  บาท / กิโลกรัม

นายปัญญา   อะโข   ผู้อาวุโสในหมู่บ้านเสนอว่า  ให้รวมกันเป็นกลุ่มทำทีละมาก ๆ โดยการหมุนเวียนมาช่วยกันทำ   แต่ไม่มีทุนดำเนินการและสถานที่ผลิต

นายมานัส   ไกรฉวี    เป็นผู้รับอาสาจัดหาสถานที่โดยติดต่อทางโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม   ขอใช้สถานที่ตรงอาคารจอดรถเก่าเพื่อทำการผลิตปุ๋ยในครั้งนี้    ทั้งนี้ก็ได้รับความร่วมมือจากนายประธาน    ทวีผล  ผู้อำนวยการโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคมให้ใช้สถานที่    แล้วนัดทำปุ๋ยครั้งแรกในวันที่  ๒๓  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๑   อาคารจอดรถ  โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม   โดยอาจารย์วีระพันธ์    วงษ์นาป่า   ก.ศ.น.เมืองตราด ช่วยเป็นพี่เลี้ยงดูแลขั้นตอนการลงวัตถุดิบ

นายชูรเกศ  จงไพศาล  ได้เสนอให้มีการระดมหุ้นจากผู้ที่จะเอาปุ๋ยโดยแบ่งเป็น  ๑๕  หุ้นๆ ละ ,๒๐๐  บาท    เพื่อจัดซื้อวัตถุดิบทั้งหมดทำปุ๋ย   ได้เท่าไหร่ก็หารแบ่งกันคนละเท่า ๆ กัน   แต่ยังขาดสถานที่ผลิต   (หมายเหตุ  รวมหุ้นได้  ๑๕,๔๐๐  บาท  เท่ากับ   หุ้น  นำมาจัดซื้อวัตถุดิบการทำปุ๋ย   ได้ปุ๋ย   ตันเศษ   นำมาหารจำนวน   หุ้น)

กรรมการที่ปรึกษา

วันที่   มีนาคม  ๒๕๕๑  ประชุมกรรมการกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์หมู่   แต่งตั้งคณะกรรมการชุดแรกเพื่อบริหารจัดการ  โดยมี            ๑.  นายวิริยะ       จงไพศาล

                          ๒. นายปัญญา     อะโข

กรรมการฝ่ายบริหาร

๑นายชูรเกศ         จงไพศาล              ประธาน

๒นางประณีต      เลี้ยงถนอม            รองประธาน

๓นายสนิท            กั้งปู่                        เลขานุการ

๔นายมนัส            ไกรฉวี                   ผู้ช่วยเลขานุการ

๕นายไพโรจน์     พันธ์พิริยะ            เหรัญญิก

๖นายพูนสิน         แพทย์ประทุม       กรรมการ

๗นางราศรี            เชื้อฉลาด             กรรมการ

เปิดรับสมาชิกอย่างเป็นทางการ   รับเฉพาะในหมู่    เท่านั้น  และให้สมาชิกที่สนใจจะเอาปุ๋ยให้สั่งจองได้ที่คณะกรรมการทุกคนในราคาตันละ  ,๗๐๐   บาท    หากเป็นคนนอกไม่ได้เป็นสมาชิก ราคาตันละ ,๘๐๐  บาท (* หมายเหตุ   รับสมาชิกได้จำนวน  ๔๙  ราย  ซึ่งจะทำการจัดหาทีมผลิตเพิ่มจำนวน  ๑๐   ราย ในสมาชิกต่อไป ) และเริ่มลงมือทำในวันที่    มีนาคม  ๒๕๕๒     อาคารจอดรถโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม

วันที่     พฤษภาคม  ๒๕๕๑    ประชุมคณะกรรมการกลุ่มปุ๋ย    ในหัวข้อเรื่องการหาสถานที่ผลิตปุ๋ยใหม่   โดยนายวิริยะ   จงไพศาล  ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๘   แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า   สถานที่ที่ผลิตปุ๋ยหมักที่ใช้อาคารจอดรถของโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคมอยู่ในขณะนั้น    ได้ส่งผลกระทบต่อเด็กนักเรียน  ดังนี้

๑.      มีกลิ่นแรง   ทำให้เด็กเสียสมาธิในการเรียน

๒.    มีแมลงวันเกิดขึ้นมากอย่างรวดเร็ว

๓.     อาคารมีขนาดเล็ก    สถานที่คับแคบ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว   จึงจำเป็นต้องจัดหาสถานที่ใหม่ทำแทนเพราะมีสมาชิกสั่งปุ๋ยเอาไว้เป็นจำนวนมากแต่กลุ่มผลิตไม่ทันความต้องการ     ในที่ประชุมได้มีผู้เสนอสถานที่ทำปุ๋ย   ท่าน คือ

นายสมยศ     คงอยู่    ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่    เสนอว่า   ควรทำที่บ้านนายทวี   รอดวิภาค    เหตุผลเพราะไกลจากชุมชน  เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนที่โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคมอีก     แต่มีปัญหาว่าเป็นที่ส่วนบุคคล   ต้องทำสัญญาเช่า    ต้องสร้างขึ้นใหม่ทั้งหลัง   ต้นทุนสูงเนื่องจากงบประมาณมีจำกัด

นายชูรเกศ    จงไพศาล   ประธานกลุ่มปุ๋ย  เสนอเป็นที่โรงยางที่ทิ้งร้างมาแล้วหลายปี    เหตุผลเพราะสะดวกในการเก็บสต็อกของ    การต่อเติมด้านใดด้านหนึ่งก็มีต้นทุนต่ำ    ปัญหาคือ  ใกล้ชุมชนและใกล้โรงเรียนวัดบางปรือ  อาจมีกลิ่นเหม็นหรือแมลงวันได้    แนวทางแก้ไข นายปัญญา   อะโข  ซึ่งเป็นหมอดินตำบลห้วยแร้งยืนยันว่าจะไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องแมลงวันเพราะมีสูตรกำจัดแมลงวันเป็นน้ำหมักจากพืชชนิดต่าง ๆ   พวก   พด.๗

ความคิดเห็นทั้งสองไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในที่ประชุมว่าจะเอาที่ไหนดีเพราะต่างก็มีเหตุผล    จึงตกลงนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมหมู่บ้านในวันที่   พฤษภาคม  ๒๕๕๑  ต่อไป      หลังจากได้เข้าที่ประชุมประจำเดือนหมู่บ้านแล้ว   นายวิริยะ  จงไพศาล   ผู้ใหญ่บ้านหมู่   เป็นผู้ตัดสินให้ทำที่โรงยางร้างหมู่    โดยในเบื้องต้นอนุมัติงบประมาณให้  ๕๐,๐๐๐  บาทและให้นายชูรเกศ  จงไพศาล    ประธานกลุ่มปุ๋ย  เป็นผู้ดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด   แล้วได้ใช้ดำเนินการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

ตอนที่ 

การบริหารจัดการกลุ่ม

ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์   ประกอบไปด้วย

·       คน     ต้องมีคนเป็นทีม   เมื่อมีทีมบริหารจัดการทีมสมาชิกที่สนใจใช้ปุ๋ย   อีก   ทีม ก็คือ   ทีมผลิตหรือฝ่ายผลิต   ใช้คนในชุมชนที่ว่างงานหรือต้องการหารายได้พิเศษ   โดยการผลิตปุ๋ยแต่ละงวดจะคิดค่าแรงให้กิโลกรัมละ  ๘๐  สตางค์ หรือ  ๘๐๐  บาท/ ตัน    โดยการหารแบ่งตามจำนวนแรง     การผลิตปุ๋ยในแต่ละงวดประมาณ  ๒๐  ตัน   ใช้แรงงานประมาณ  ๔๕  แรง   

·       วัตถุดิบ     เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์เป็นที่ต้องการของสมาชิกจำนวนมากในแต่ละปี   จึงไม่สามารถหาวัตถุดิบในชุมชน  จำเป็นต้องนำเข้าจากภายนอกโดยใช้พ่อค้าคนกลาง       ต่อมาทราบว่าการสั่งซื้อวัตถุดิบจากพ่อค้าคนกลาง    ราคาสินค้าเข้ามาบางครั้งไม่เท่ากัน   ถูกพ่อค้าเอาเปรียบจึงแก้ไขโดยมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายระดับจังหวัด  มี    กลุ่ม คือ   กลุ่มเขาสมิง, ทุ่งนนทรี,เทพนิมิต ประณีตและห้วยแร้ง    โดยเชื่อมโยงในการสั่งซื้อวัตถุดิบเพราะการรวมตัวกันทำให้สามารถต่อรองราคากันได้   ราคาที่ซื้อจึงลดลงเป็นการประหยัดต้นทุนการผลิต

·       การติดตามหลังการขาย        มีการสอบถาม  พูดคุยถึงคุณภาพปุ๋ยที่นำไปใช้  เช่น   ใช้กับสวนอะไร ?    ดินและต้นไม้มีอาการเป็นอย่างไร แล้วยังมีการปรับปรุงสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดของพืช    มีการทำปุ๋ยน้ำใช้ควบคู่กับปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ย          

ตอนที่ 

พัฒนาการของสมาชิกที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์

                หากจะย้อนไปเมื่อปี  ๒๕๕๑  ซึ่งเป็นปีแรกของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์หมู่ ๘   ตำบลห้วยแร้ง  ในช่วงนั้นปุ๋ยเคมีมีราคาแพงมากและประกอบกับมีการโฆษณาสรรพคุณของปุ๋ยอินทรีย์กันอย่างมากมาย ( เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของชาวสวนแทนการใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพง )  ทำให้กระแสของปุ๋ยอินทรีย์ในช่วยนั้นแรงมาก     เกษตรกรแห่กันซื้อปุ๋ยอินทรีย์ตามกระแส    ด้วยหวังว่าจะดีเหมือนที่หลายบริษัทโฆษณา    ส่งผลให้ยอดผลิตของกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์หมู่   บ้านหนองใหญ่  ตำบลห้วยแร้ง ในปี  ๒๕๕๑   รวมเกือบ  ๕๐๐  ตัน

                ต่อมาปี  ๒๕๕๒   สมาชิกมาสั่งปุ๋ยอินทรีย์ลดลง   ยอดผลิตคงเหลือที่  ๑๘๐  ตัน และปี  ๒๕๕๓   ผ่านไป   เดือน  กลุ่มผลิตปุ๋ยแล้วประมาณ  ๙๐   ตัน

ข้อสังเกต

                ปี ๒๕๕๑  เกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องปุ๋ยอินทรีย์    ซื้อปุ๋ยอินทรีย์ของบริษัทที่ใช้เคมีผสมใส่ลงไป    เห็นผลทันใจในเดือนแรก  พอเดือนถัดไปเคมีหมดฤทธิ์    ต้นไม้เหลืองแสดงอาการขาดปุ๋ย    ก็คิดว่าปุ๋ยปลอม  เอาของกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์หมู่   ไปใช้ซึ่งไม่ได้ผสมเคมี     พอใส่ไป ๑   เดือนแรกไม่เห็นผลทันใจ   ก็สรุปกันว่าปุ๋ยไม่ดี      ๖๐ %   หันกลับไปหาเคมีเต็มตัว   อีก  ๓๐ ใช้อินทรีย์ผสมเคมี   และ  ๑๐ ใช้อินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์

                ในปัจจุบัน  ๒๕๕๓  แปลงที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างต่อเนื่อง   ปี   ในสวนยางพาราเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น   คือ  เปลือกหนา   ใบดก    ต้นยางแสดงอาการสมบูรณ์    ดินร่วนซุย    มีไส้เดือน   มีเห็ด    ทำให้ชาวสวนเริ่มเข้าใจปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น     มีการบอกกันเองแบบปากต่อปาก    ทั้งยังกล้าพูดถึงสรรพคุณของปุ๋ยและผลผลิตที่ไม่ลดลงอีกด้วย

ตอนที่ 

องค์ความรู้ที่สามารถถ่ายทอดได้

                จากการดำเนินงานที่ผ่านมา    ส่วนใหญ่ใช้แรงงานจากคน  ๙๐ %   ทีมผลิตทุกคนสามารถกลับไปทำปุ๋ยใช้เองได้ทุกคน   จะด้วยเจตนาที่เป็นหรือไม่เจตนาที่จะเป็นก็ตาม    ทุกคนต้องเป็นเพราะด้วยระบบที่ทำซ้ำ ๆ ด้วยมือของทุกคนจำนวน  ๑๔ ๑๗  คน

                ทุกคนที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตขึ้นเอง  รู้จักคุณภาพปุ๋ย  รู้ว่าลดรายจ่ายระดับครอบครัว  ชุมชน   ส่งผลทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นและขณะนี้ทางกลุ่มมีเป้าหมายรณรงค์ปลูกผักกินเองทุกครัวเรือน    ปลูกผักปลอดสารพิษโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์   ทางกลุ่มให้ปุ๋ยฟรี    กลุ่มปฏิบัติ คือ  หมอดินในหมู่บ้าน   กลุ่ม อ.ส.ม.และสมาชิก   สำหรับรายที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาต่อเนื่อง ๒   ปี  สามารถทำเป็นแปลงสาธิตได้

การจัดการภายในกลุ่ม

กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์หมู่   ตำบลห้วยแร้ง มีคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ดังนี้  

กรรมการฝ่ายบริหาร

๑.     นายชูรเกศ             จงไพศาล              ประธาน

๒.    นางประณีต          เลี้ยงถนอม            รองประธาน

๓.    นายสนิท               กั้งปู่                        เลขานุการ

๔.    นายมนัส               ไกรฉวี                   ผู้ช่วยเลขานุการ

๕.    นายไพโรจน์         พันธ์พิริยะ            เหรัญญิก

๖.     นายพูนสิน            แพทย์ประทุม       กรรมการ

๗.    นางราศรี               เชื้อฉลาด             กรรมการ

ฝ่ายตรวจสอบ

๑.      นายสังคม             กูลนรา

๒.    นายบำรุง               เลี้ยงถนอม

การจัดการรายได้ของแต่ละปี

เมื่อสรุปบัญชีของแต่ละปีแล้วมีผลกำไร   นำกำไรมาจัดสรร  ดังนี้

๑.      เฉลี่ยคืนให้สมาชิกที่ซื้อปุ๋ย                                ๔๐ %

๒.    จัดทำสวัสดิการในชุมชน                                  ๒๐ %

๓.     สมทบเป็นเงินทุนกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์                    ๔๐ %

วิธีการเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกกลุ่ม

เช่น        ผลิตปุ๋ย   จำนวน                                 ๑๐๐      ตัน

                กำไร                                              ๑๐,๐๐๐     บาท

                นำมา    ๔๐%    =                     ,๐๐๐    บาท

                หาร    ๑๐๐      ตัน ได้                       ๔๐   บาท/ ตัน

* หมายเหตุ     การเฉลี่ยคืน  คิดให้เฉพาะสมาชิกที่อยู่ภายในหมู่   ตำบลห้วยแร้ง  เท่านั้น  ส่วนสมาชิกที่อยู่ต่างหมู่   ผลประโยชน์จะตกเป็นของผู้ที่ขาย  (ปี ๒๕๕๓ กลุ่ม ฯ มีกำไร ๔๐,๐๐๐  บาท)

กิจกรรมของกลุ่ม

มีการแลกเปลี่ยนความรู้กับกลุ่มทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ตำบลต่าง ๆ ทุกวันที่  ๓๐  ของเดือนซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

   มีการเช็คราคาวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง   รวมกันซื้อ    ต่อยอดโดยการให้ความรู้เรื่องของการทำอาชีพเสริม   หาผู้รู้มาร่วมเวทีให้ความรู้เรื่องการเพาะถั่วงอก   ทำสบู่ การทำยากันยุง  เป็นต้น

ข้อเสีย

   ทุกครั้งที่ประชุม   ผู้ไปประชุมจะเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ และค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพราะไม่มีหน่วยงานร่วมสนับสนุน

ทิศทางในอนาคต

   มีโรงเรือนที่ได้มาตรฐาน  และเทคโนโลยีที่ทันสมัย

   เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน

   กลุ่มมีจุดแข็งคือไม่ใช้เคมี

ปัญหาที่คาดว่าจะมีในข้างหน้า

   กลุ่มอื่นมีการรับทำตามสูตรที่ผู้ซื้อต้องการ     ลูกค้าจึงมากแต่กลุ่มเราเน้นอินทรีย์อย่างเดียวไม่ผสมเคมี   คนสั่งซื้อจึงมีน้อย

   ผลที่ได้ต้องใช้เวลานานเป็นปี   ลูกค้ารอไม่ไหว  หันไปใช้เคมีหรืออินทรีย์ผสมเคมีแทน

   หน่วยงานหนุนเสริมยังน้อย    งบประมาณมีไม่มาก

แนวทางการเตรียมตัวสู่เป้าหมาย

   มีการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงโดยผู้ใช้เป็นกระบอกเสียงให้อีกทางหนึ่ง

   จัดทำแปลงสาธิตทุกหมู่บ้านและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ของกลุ่มแล้วพาลูกค้า/ บุคคลที่สนใจไปดูผลการใช้ปุ๋ยอินทรีย์

   ปรับปรุง/ พัฒนาปุ๋ย

   หาหน่วยงานหนุนเสริมเพื่อนำงบมาพัฒนากลุ่มให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

๔.กลุ่มปลูกป่า หมู่    บ้านหนองใหญ่

                เกิดจากการไปดูงานที่ตำบลไม้เรียง  ซึ่งมีปราชญ์ชาวบ้านนายประยงค์ รณรงค์ ดูการทำพื้นที่ให้เป็นสีเขียว   ที่สาธารณะหมู่   มีอยู่   แห่ง คือ  ที่สาธารณะหมู่   บ้านคลองละเว้    และที่คันคลองตาโหน  ทุนสนับสนุนโครงการปลูกป่ากระถิ่นเทพา  มีดังนี้

๑.      สัจจะวัดไผ่ล้อม                   จำนวน                   ๑๖,๐๐๐                  บาท

๒.    ดอกเบี้ยเงินล้านหมู่ ๘       จำนวน                     ,๐๐๐                 บาท

๓.     กีฬาบางปรือ                         จำนวน                     ,๐๐๐                 บาท

๔.     สัจจะหมู่บ้านหมู่           จำนวน                   ๑๕,๔๐๐                 บาท                     * หมายเหตุ ใช้คืนไปแล้ว

๕.     งบอยู่ดีมีสุข (๒๕ มี.ค.๕๑)    จำนวน        ๑๒๐,๐๐๐               บาท

รวมทุนสนับสนุน                                          ๑๔๗,๐๐๐                บาท

ใช้จ่ายดำเนินการไปแล้ว                                  ๘๑,๖๔๖               บาท

คงเหลือ                                                              ๖๕,๓๕๔               บาท

พื้นที่สาธารณะหมู่บ้านหนองใหญ่  แบ่งการปลูกป่าเป็น   แห่ง

๑.       ที่สาธารณะหมู่   บ้านคลองละเว้    มีพื้นที่  ๑๔ ไร่  ๒ งาน  ๓๓  ๙/๑๐  ตารางวา (ทุ่งสายติ่ง)                             วันที่  ๑๐  พฤษภาคม  ๒๕๕๐            ได้ปรับปรุงพื้นที่คลองละเว้เป็นเงิน๑๒,๐๐๐             บาท                 วันที่  ๑๗  พฤษภาคม  ๑๕๕๐                ปลูกต้นตะเคียน, ยางนา, กระท้อน, ชมพู่                 ๒๐๐                 ต้น                    วันที่  ๑๙  สิงหาคม   ๒๕๕๑     

ปลูกกระถินเทพาอีก                            ,๐๐๐                   ต้น

๒.    ที่คันคลองตาโหน     เป็นวันเดียวกับที่ปลูกต้นไม้ที่บ้านคลองละเว้  คือ                                                    วันที่  ๑๐  พฤษภาคม  ๒๕๕๐            ได้ปรับปรุงพื้นที่คันคลองตาโหนเป็นเงิน       ๑๕,๔๐๐            บาท        วันที่  ๑๗  พฤษภาคม  ๒๕๕๐  ปลูกกระถินเทพา                                                    ,๐๐๐            บาท

การดำเนินงานของกลุ่มปลูกป่า

๑.      หาพื้นที่ที่เป็นสาธารณะของหมู่   ให้ชัดเจนเพื่อทำการปลูกป่า

๒.    จัดตั้งคณะกรรมการดูแลรับผิดชอบเรื่องป่า

มีการปลูกอย่างไร

·       แต่ละกลุ่มในหมู่ ๘  มาช่วยกันปลูก   ช่วยกันทำหญ้า  ใส่ปุ๋ย     วันที่นัดทำส่วนใหญ่จะเป็นวันสำคัญทางศาสนา และวันหยุดราชการ

อนาคตอยากเห็นอะไรในการปลูกป่า

๑.      ทำให้อากาศบริสุทธิ์

๒.    ช่วยลดภาวะโลกร้อน

๓.     ช่วยสร้างวงจรชีวิตแก่สัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าได้

๔.     ป่าสร้างงาน   สร้างรายได้ให้ชุมชน

๕.     สามารถสร้างจิตสำนึกให้ชุมชนในการอนุรักษ์ป่าได้

การบริหารการจัดการประโยชน์ป่าชุมชน

·       จัดสวัสดิการชุมชน                                             ๕๐ %

·       ทุนการศึกษา                                                        ๑๐ %

·       เข้าวัด                                                                     ๒๐ %

·       การบริหารจัดการ                                                ๑๐ %

·       เข้ากองทุนกลุ่มและขยายพันธุ์ปลูกต่อ           ๑๐ %

โครงสร้างกลุ่มปลูกป่า

๑นายพูนสิน           แพทย์ประทุม                    ประธาน

๒นางประณีต        เลี้ยงถนอม                         รองประธาน

๓นายมนัส           ไกรฉวี                                  เหรัญญิก

๔นายสมยศ            คงอยู่                                    กรรมการ

๕นางจิรชยา           เลี้ยงถนอม                         กรรมการ

๖นายอุดร                ใหญ่ยอด                             กรรมการ

๗นางสุณี                กูลนรา                                 กรรมการ

๘นายชูรเกศ           จงไพศาล                            เลขานุการ

 

๕.กลุ่มทำเห็ดหมู่             

ความเป็นมา

          พ.ศ. ๒๕๕๑  ปลายปี  ได้งบจากเงินที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายการไปดูงานที่อำเภอเขาสมิงของการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.)  ในจำนวน ,๐๐๐  บาท  เหลือมา ,๐๐๐  บาท  ก็นำมาทำเป็นทุนของกลุ่มเห็ด  แล้ว อาจารย์วีรพันธุ์   วงศ์นาป่า (กศน.) ก็มาสอนการเพาะเห็ด  บวกกับการไปดูงานที่อำเภอเขาสมิงซึ่งดูแล้วไม่ยากเกินความสามารถและมีความสนใจอยากจะทำเป็นทุนเดิม  จึงได้ตัดสินใจทำกันโดยมีสมาชิกเริ่มแรก  ๒๔  คน

          ๒๕๕๒ กลางปี  ได้รับทุนดำเนินการจากสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ จำนวน  ๓๐,๐๐๐   บาท  นำมาปรับปรุงโรงเรือนเพาะเห็ด  โดยสั่งซื้อวัตถุดิบจากอาจารย์วีรพันธุ์   วงศ์นาป่า (กศน.) ทีละน้อย ๆ  ก็ทำกันไปขยายกันไปเรื่อย ๆ    ตอนหลังก็สั่งซื้อวัตถุดิบเอง   สถานที่ทำตั้งอยู่ในเขตโรงเรียนวัดบางปรือ  

๒๕๕๓    สมาชิกกลุ่ม ต่างก็ทำงานหลัก คือ การกรีดยางจึงไม่ค่อยมีเวลามาทำกิจกรรมกลุ่ม  จึงได้หยุดชะงักไปสักพัก   ก็มาตั้งต้นกันใหม่ก็เริ่มทำก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า   พอมีเห็ดงอกก็นำเห็ดไปขาย  ช่วงแรกที่ทำนั้นนำก้อนเห็ดไปนึ่งในถังก็ใช้ไฟแรงมาก  ทำให้ก้อนเห็ดไหม้  ใช้ไม่ได้   ก็มีการปรับการใช้ไฟให้อ่อนลงคือ  ใช้ปานกลาง   ก็มีบางส่วนที่ก้อนเชื้อเห็ดพอหยอดเชื้อเห็ดเข้าไป  ต่อมาเกิดเป็นราขึ้นในถุง   ทางกลุ่มก็ทำไป  ปรับไป    มีกลุ่มต้นกล้าอาชีพศูนย์การเรียนรู้ ต.ห้วยแร้ง  มาศึกษาดูงานและสั่งซื้อก้อนเห็ดไปเพาะเชื้อเอง   จากนั้นก็นำไปออกบู๊ทในงานสมัชชาสุขภาพที่วัดหนองเสม็ด    แล้วก็ทำขายกันในชุมชนแถวหมู่   พอไปเห็นคนท้ายวัง  เขตอำเภอเขาสมิง  นำมาขายที่วัดบางปรือซึ่งก็ไกลพอสมควร   ยังนำมาขายแล้วก็ขายได้หมด  เห็นดังนั้นจึงนำมาขายที่ตลาดนัดกิโลศูนย์และที่ประชุมหมู่บ้าน  รายได้เฉลี่ยวันละ  ๑๕๐  บาท  ลูกค้าส่วนใหญ่จะสั่งดอกเห็ดมากกว่าแบบก้อนเชื้อเพราะสามารถนำไปทำรับประทานได้เลย     เห็ดนางฟ้าขายกิโลกรัมละ  ๑๕ บาท  ส่วนก้อนเชื้อเห็ดขายก้อนละ    บาท   ๑๕  ก้อน ขาย  ๑๐๐ บาท

กิจกรรมของกลุ่ม

ทำเห็ดนางฟ้า                ขายก้อนเชื้อเห็ด และดอกเห็ด

ลูกค้า                 ทั้งตำบลห้วยแร้ง และกลุ่มต้นกล้าอาชีพ

การประชาสัมพันธ์              มีอาจารย์จากการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ช่วยประชาสัมพันธ์และการบอกปากต่อปากของผู้ที่มาซื้อเอง, ทางกลุ่มช่วยประชาสัมพันธ์ด้วย

กติกา    -  กำไรหักเข้ากลุ่มไว้  ๑๕%    ที่เหลือเป็นค่าแรงแบ่งให้คนทำเชื้อเห็ด    ๘๕%

วัตถุประสงค์

๑.      เพื่อต้องการใช้กินในครัวเรือน

๒.     เพื่อให้เกิดการสร้างอาชีพ   เสริมรายได้

๓.      เพื่อต้องการให้เป็นเครื่องมือมารวมกลุ่ม  เกิดความสามัคคี

ผลที่ได้

๑.      คนในชุมชนมีเห็ดไว้รับประทาน   ปลอดสารพิษ   คนกินก็มีสุขภาพดี

๒.     สร้างอาชีพให้กับผู้ที่สนใจ

ปัญหา / อุปสรรค

๑.      ก้อนเห็ดเป็นเชื้อรา      สาเหตุอาจเกิดจากโรงเรือนยังไม่ได้มาตรฐานและปัจจัยอื่น ๆ เช่น  การจาม  ไอ

๒.     จำนวนดอกเห็ดในแต่ละครั้งกำหนดจำนวนไม่ได้

๓.      สมาชิกกลุ่มไม่ค่อยมีเวลามาทำ

๔.     ขาดการประชาสัมพันธ์   ไม่สามารถเชื่อมกลุ่มได้

แนวทางแก้ไข

๑.      ใช้น้ำด่างทับทิมล้างโรงเรือนเพื่อฆ่าเชื้อ

๒.     ใช้จุลินทรีย์  EM  ฉีดพ่นสร้างการเจริญเติบโตของเชื้อเห็ด   เห็ดออกดอกดี

๓.      เอาเฉพาะสมาชิกที่มีใจอาสา   เสียสละจริง ๆ มาทำ   ไม่เน้นจำนวนคน

เป้าหมายในอนาคต

          ทำกลุ่มเห็ดให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นโดยพยายามศึกษาดูงานที่ต่าง ๆ เพื่อนำมาพัฒนาการทำ  

วัตถุดิบของก้อนเชื้อเห็ด

๑.      ขี้เลื่อยยางพารา                                  ๑๐๐              กิโลกรัม

๒.     รำละเอียด                                                                           

๓.      ยิปซัม                                                                        

๔.     โดโลไมต์                                               

๕.     ยูเรีย                                                                            ขีด

๖.      ดีเกลือ (แมกนีเซี่ยม)                                             

๗.     น้ำ

วิธีทำ

๑.      นำขี้เลื่อยมาร่อน   ใส่รำละเอียด    ยิปซัม   ดีเกลือ   โดโลไมต์    ยูเรีย    คลุกเคล้าให้เข้ากัน  

๒.     เอาน้ำรดสัก    กระบวยรดผัก   แล้วก็คลุกเคล้าให้เข้ากันอีก

๓.      จากนั้นนำน้ำมารดอีก   กระบวยรดผัก  แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน  ลองกำดูว่าไม่แตกพอติดเป็นก้อนและไม่แฉะจนเกินไปก็เป็นอันใช้ได้

๔.     หมักทิ้งไว้  ๑ คืน

๕.     วันรุ่งขึ้นก็กรอกใส่ถุงให้เต็มพอที่จะใส่คอขวดได้   อัดให้พอแน่น

๖.      ใส่คอขวด   ปิดฝาขวด

๗.     นำไปใส่นึ่งในถัง

๘.     ถังขนาด  ๒๐๐  ลิตร  ต้องใส่น้ำในถังไว้   ข้อของถัง  

๙.     ต้องตีแผงวางกั้นไม่ให้ก้อนเชื้อถึงน้ำ    แล้วใส่ก้อนเชื้อเห็ดบรรจุในถังให้เต็มแล้วปิดฝา

๑๐. ก่อไฟนึ่งช่วงแรกใช้ไฟแรงสักพักจะต้องเบาไฟให้อยู่ปานกลางและใช้ไฟอ่อน ๆ ในช่วงท้ายจนครบ ๔ ชม.

๑๑. เปิดเอาก้อนเชื้อออกจากถังมาวางไว้     พอเอาหลังมือแตะถุงว่ามีความอุ่นก็หยอดเชื้อถุงละ  ๑๕ ๒๐ เม็ด  แล้วใช้กระดาษปิดเอาหนังยางรัด

๑๒. ตั้งทิ้งไว้    เดือน ให้เชื้อเห็ดเจริญเต็มถุง  จากนั้นจะเกิดเห็ดงอกออกมา

๖.กลุ่มขนมทองพับทองม้วน

ประวัติความเป็นมา

จากการไปศึกษาดูงานที่ตำบลหนองสาหร่าย จังหวัดกาญจนบุรี   แล้วเกิดแรงบันดาลใจที่อยากเอามาทำบ้านเราบ้าง  ในเดือนกุมภาพันธ์  ๒๕๕๒   ได้รับทุนสนับสนุนจาก  สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการที่  ๑๕  ชลบุรี   จำนวน  ๒๐,๐๐๐   บาท  โดยได้รับจาก  นายกประพัฒน์   ฤทธิเดช  มอบผ่าน อบต. มาให้ผู้ใหญ่บ้าน   ทางนายวิริยะ   จงไพศาล   ผู้ใหญ่บ้านหมู่   ได้รับงบก็นำมาเข้าที่ประชุมหมู่บ้าน    ถามความสนใจว่าจะนำงบนี้ไปทำสิ่งใดดี      มติที่ประชุมจึงเห็นควรทำขนมทองพับทองม้วน   เงินที่ได้นำไปซื้ออุปกรณ์สำหรับทำขนม  ดังนี้

๑.      เตาไฟฟ้าสำหรับทำขนมทองม้วนทองพลับ                    หัวเตา

๒.    เครื่องรีดปากถุงไล่อากาศ                                                      เครื่อง

๓.     ถุงบรรจุ

๔.     เครื่องปั่น

๕.     วัตถุดิบ

เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อวันที่  ๑๐  พฤษภาคม  ๒๕๕๒    ตอนแรกทำให้ชิมก่อนแล้วก็ลองทำกันมาเรื่อย ๆ ปรับปรุงสูตรให้มีความอร่อย   จากนั้นก็ทำไปขายส่งตามร้านค้าในชุมชนและออกงานที่วัดบางปรือ ต.ห้วยแร้ง วัดหนองเสม็ด อ.เมือง, สวนปูรีสอร์ท   

สถานที่ทำ คือ  ศาลาอเนกประสงค์หมู่ ๘   ลูกค้าของกลุ่มจะเป็นคนในชุมชน ร้านค้าในชุมชนและในตำบลบางหมู่บ้าน   แล้วมีการทำไปจำหน่ายในงานต่าง ๆ    สิ่งที่ชุมชนได้ก็คือ  ชุมชนมีขนมรับประทานที่อร่อย  ไม่ต้องไปซื้อขนมกรุบกรอบรับประทานซึ่งมีผงชูรสมาก   แล้วยังเกิดเป็นอาชีพเสริมของคนในชุมชนและผู้ที่สนใจ      กิจกรรมในการทำขนมส่งผลให้สมาชิกมีความสามัคคี  รักใคร่กลมเกลียวกัน    ที่สำคัญเกิดเป็นรายได้ที่ดีเพราะลงทุนครั้งเดียวทำได้นาน    ต้นทุนวัตถุดิบไม่สูง

วัตถุประสงค์

๑.      เพื่อต้องการหารายได้เสริม

๒.    เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

ผลที่ได้

๑.      มีรายได้

๒.    สืบทอดสู่รุ่นต่อไปในด้านขนมทองม้วนสมุนไพร

๓.     เผยแพร่สู่ชุมชนอื่น

๔.     ได้มาพบปะพูดคุยกัน

ปัญหา / อุปสรรค

๑.      ช่วงกรีดยาง   สมาชิกไม่ค่อยว่าง   ทำให้ขาดแคลนแรงงาน

๒.    วัตถุดิบบางอย่างราคาสูง

๓.     เส้นลวดคาดเตาพอร้อนจัดมักขาด

๔.     พอเสียบปลั๊กทั้งวัน   เต้าเสียบจะร้อนจนละลาย

๕.     ค่าตอบแทนน้อย

แนวทางแก้ไข

๑.      ต้องใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน

ความคาดหวัง    -   ผู้ทำได้ค่าตอบแทนสูงกว่าเดิม

การเผยแพร่     - สอนนักเรียนโรงเรียนวัดบางปรือ , กลุ่มต้นกล้าอาชีพศูนย์เรียนรู้ตำบลห้วยแร้ง และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง    เกษตรอำเภอเขาสมิง ของอ.บัณฑิต   กูลพฤกษี

การบริหารจัดการกลุ่ม

                กำไรที่ได้จะหักเข้ากลุ่ม  ๑๕%     กำไรที่เหลือจะนำมาหารเป็นค่าแรงของสมาชิกในกลุ่ม

สูตรขนมทองพลับทองม้วน

อุปกรณ์ + วัตถุดิบ

๑.      แป้งข้าวเจ้า                                       กิโลกรัม

๒.    แป้งมัน                                  ๑/๒       กิโลกรัม

๓.     แป้งสาลี (ตราว่าว)                         ขีด

๔.     ผงฟู                                        ๑/๒        ซอง

๕.     ไข่ไก่                                                 ฟอง

๖.      น้ำตาลทราย                                      ขีด

๗.     น้ำตาลปี๊บ                                        ขีด

๘.     น้ำกะทิ                                    กิโลกรัม

๙.      เกลือ                                                  ช้อนชา

๑๐.  ฟักทองนึ่ง  ปั่นหรือ  กล้วยหอมสุกปั่น  อย่างใดอย่างหนึ่ง

๑๑. งาดำ

อุปกรณ์

-                   เตาไฟฟ้าสำหรับทำขนมทองพลับทองม้วน

-                   เครื่องรีดถุง

วิธีทำ

๑.      นำส่วนผสมในข้อ ๑   มาคลุกเคล้ากันในหม้อ หรืออ่างให้เข้ากันดี

๒.    นำฟักทองปั่น  หรือกล้วยหอมปั่นเทใส่ในอ่าง (ข้อหนึ่ง) กวนให้เข้ากัน

๓.     ตักใส่แท่นพิมพ์   พอดูว่าเหลือง  ก็ม้วนกลมหรือพับก็ใช้ได้

๔.     นำขนมทองพลับทองม้วนใส่ถุง และนำถุงขนมไปใส่เครื่องรีดถุงเพื่อไล่อากาศและกันความชื้น นำไปขายได้

เพิ่มมูลค่าโดยผสมสมุนไพรเข้าไป  เช่น  ฟักทอง,งาดำ, กล้วยหอม, อัญชัน

๗.กลุ่มของใช้ครัวเรือน

ประวัติกลุ่มของใช้ครัวเรือน

                ในเดือนมิถุนายน สิงหาคม  ๒๕๔๙   กลุ่มพลิกฟื้นวิถีชุมชนได้ลงพื้นที่ในหมู่บ้าน  เช่น  เรื่องเพลงรำพา     ว่าวดุ๊ยดุ่ย    สะบ้าล้อ    โดยนายชวลิต   จงไพศาล และคุณอาคม  ภูติภัทร์ ได้นำน้ำยาล้างจาน , น้ำยาซักผ้าเข้ามาสอนทุกหมู่ในตำบลห้วยแร้ง  แล้วมีคุณวีระ   จงไพศาล เข้าไปร่วมด้วยทุกครั้ง   นอกจากนั้นคุณอาคม  ภูติภัทร์  ได้เอาหัวเชื้อน้ำยาล้างจาน , น้ำยาซักผ้ามาฝากไว้ที่บ้านคุณวีระ   จงไพศาล      คุณอาคมและคุณวีระได้สอนเรื่อง  ทฤษฎีโอ่งรั่ว    สอนเรื่องการอุดรูรั่วโดยการทำเองใช้เอง   ทางแม่บ้านของคุณวิริยะ  จงไพศาล  ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๘  ได้ชักชวนเพื่อน ๆ มาตั้งกลุ่มเล็ก ๆ ขึ้น     ผู้ร่วมจัดตั้งกลุ่มมีรายชื่อดังต่อไปนี้

                ๑.นางสุบรรณ    จงไพศาล                               ๒.นางสายพิณ      จงไพศาล

                ๓.นางยุพา     ไกรฉวี                                         ๔.นางกาญจนา     ห่วนกิ่ม

                ๕.นางสวิน    ไกรฉวี                                         ๖.นางศิรินภา       อุ้มไกล่

                ทั้ง   คน กวนน้ำยาล้านจานขายโดยออกเงินกันเอง   พอขายหมด  ๑ ชุด ก็ปิดบัญชีแล้วนำทุนไปซื้อใหม่อีก   ชุดมากวน   ทำกันมาจนครบสิ้นปี  ๒๕๔๙  ก็นำกำไรมาแบ่งกัน  แล้วก็เริ่มทำกันต่อมาเรื่อย ๆ ในชื่อกลุ่ม  แม่บ้านหมู่    ในเดือนมิถุนายน  ๒๕๕๐  คุณอาคม  ภูติภัทร์  ชวนไปศึกษาดูงานที่ศูนย์วนเกษตร   จังหวัดฉะเชิงเทราของผู้ใหญ่วิบูลย์   เข็มเฉลิม    ปราชญ์ชาวบ้านในเรื่องป่าชุมชน     สมุนไพร   ของใช้ครัวเรือน    ไปดูงานทั้งหมด  ๑๓  คน   ในเดือนเดียวกันได้เชิญอาจารย์ดุสิต  รักษ์ทอง  มาสอนที่ห้องประชุม อบต.ห้วยแร้ง  อ.เมืองตราด  เรื่อง แผนแม่บทชุมชน  ความเป็นมาตั้งแต่อดีต ปัจจุบันของชุมชน   เรียนรู้ภายในชุมชนโดยเน้นในเรื่อง คนไทยจนเพราะอยากรวย”    นี่เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดที่จะมองสังคม    เศรษฐกิจ   สิ่งแวดล้อม  และภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งก็คือรากเหง้าของตนเอง    ทำให้ชุมชนเข้มแข็งเน้นการพึ่งตนเองจากสิ่งที่มีอยู่รอบด้าน    สอนในเรื่องการทำน้ำยาล้างจาน   การทำน้ำมันจากว่านสมุนไพร       และยังได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานรับการอบรมความรู้เพิ่มเติมจากอาจารย์ประยงค์   รณรงค์    ที่ตำบลไม้เรียง   จังหวัดนครศรีธรรมราช  ,วิทยาลัยชุมชนตราดและ กศน.ตราด    ทั้งหมดนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณอาคม   ภูติภัทร์  และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ  (สสส.)      จนในที่สุด   วันที่  ๑ สิงหาคม  ๒๕๕๐   ทางคณะกรรมการหมู่บ้านเห็นความสำคัญของกลุ่ม  ได้ให้งบประมาณโครงการ  อยู่ดีมีสุข   ของกระทรวงมหาดไทยมาทำ  จำนวน  ๑๓,๓๙๐   บาท  แล้วก็รับสมาชิกเพิ่มรวมกันได้  ๑๕   คน

ในวันที่  ๑๑   สิงหาคม  ๒๕๕๐   ได้สั่งวัตถุดิบทำน้ำยาล้างจานจากคุณอาคม  ภูติภัทร์ มาทำ  แล้วในวันที่  ๒๒  สิงหาคม  ๒๕๕๐  กลุ่มได้มีการประชุมใหญ่และช่วยกันกวนน้ำยาและบรรจุใส่ขวด  ๖๐๐   มิลลิลิตร ลงทุนด้านวัตถุดิบครั้งแรก   ๑๐,๘๕๕  บาท  ออกจำหน่ายครั้งแรกในนามของกลุ่ม อยู่ดีมีสุข”    สินค้ามี   ชนิด คือ

๑.น้ำยาล้างจาน

๒.น้ำยาซักผ้า

๓.น้ำยาปรับผ้านุ่ม

๔.สบู่เหลวอาบน้ำ

๕.น้ำยาอเนกประสงค์

ต่อมาวันที่  ๑๒  มีนาคม  ๒๕๕๑  ผู้ใหญ่วิริยะ  จงไพศาล  ได้นำหัวเชื้อน้ำยาล้างจาน   น้ำยาปรับผ้านุ่ม  มาให้กลุ่มบริหารต่อในงบของ อยู่เย็นเป็นสุข”   ประมาณ ,๐๐๐   บาท      ปัจจุบัน  กลุ่มได้มีทุนทำงานทั้งหมดเป็นเงิน  ๑๘,๒๙๐   บาท

ประโยชน์ที่ได้รับ

๑.      เกิดความสามัคคี

๒.    ชุมชนได้ใช้ของมีประโยชน์

๓.     ประหยัด  ลดรายจ่ายในครัวเรือน

๔.     เห็นคุณค่า  ประโยชน์ของขี้เถ้าและสับปะรด

 

เหตุผลที่ก่อตั้งกลุ่ม

                คุณวีระ    จงไพศาล  ไปสอนทำน้ำยาล้างจานทุกหมู่แต่หมู่   ก็ไม่บรรลุวัตถุประสงค์เพราะคนสอนอยู่หมู่ ๘  เอง  นางสุบรรณ   จงไพศาล   จึงมีความคิดสนับสนุนและส่งเสริมตั้งกลุ่มของใช้ในครัวเรือนขึ้นมา

แรงบันดาลใจ

   อยากประหยัด

   พึ่งพาตนเอง

   ลดรายจ่าย    เพิ่มรายได้

   สมาชิกที่ใช้กระตุ้นเตือน

ปัญหา/ อุปสรรค

·       คนที่ซื้อไปใช้ติดยี่ห้อในตลาด   เกิดการเปรียบเทียบว่าไม่ดี

·       มีฟองน้อย   ล้างไม่สะอาด

·       ไม่มี อย.รับประกัน

·       กรรมการหลายคนมีหน้าที่หลายด้านทำให้การดำเนินงานดูแลยังไม่ดีพอ

·       การประชาสัมพันธ์ยังไม่ทั่วถึง

·       มีกลุ่มเกิดขึ้นเยอะ   จากนักเรียนต้นกล้าอาชีพ  ทำให้สินค้าขายไม่ออก

·       ตลาดนัดมีทุกวัน   ผลิตภัณฑ์ของคนอื่นสวยกว่า

 

แนวทางแก้ไข/ แนวคิด

·       คนที่ติว่าฟองน้อย  ทางกลุ่มก็เพิ่มฟอง   เพิ่มขจัดคราบ

·       เน้น    ป. คือ   ประสิทธิภาพ    ประหยัด    ประโยชน์    ปริมาณ

·       เราต้องมั่นใจในสินค้าของเราว่าดี   และมีกำลังใจในการสนับสนุนกลุ่ม

·       ให้กรรมการทุกคนช่วยกันประชาสัมพันธ์สินค้าในทางดี

 

ข้อดีของการทำน้ำยาล้างจานเมื่อเปรียบเทียบกับยี่ห้อในตลาด

Ø ปริมาณมากกว่า

Ø ราคาถูกกว่า

Ø เปรียบเทียบคุณภาพแล้ว   มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับท้องตลาด

เหตุที่คนซื้อเพราะ              ๑. ประหยัดต้นทุน              ๒.สนับสนุนกลุ่ม

การพัฒนาของสมาชิกในกลุ่ม เท่าเดิม   แต่พัฒนาการของผู้ซื้อ เพิ่มมากขึ้น

วันประชุมกลุ่ม/กิจกรรมกลุ่ม

v ต้นเดือนก่อนวันที่  ๗ ของทุกสองเดือน

การบริหารจัดการกลุ่ม

v แบ่งหน้าที่ให้ชัดเจนว่าแต่ละคนมีบทบาทอะไรบ้าง     

v ฝ่ายขายของใช้ครัวเรือน  คือ  เลขานุการกลุ่ม  และทุกคนช่วยกันกวนน้ำยาล้างจาน

การจัดการภายในกลุ่ม

๑.โครงสร้างคณะทำงานหาได้โดยในวันประชุมหมู่บ้าน วันที่   ของทุกเดือน  โดยการถูกชักชวนจากประธานกลุ่ม

๒.ระเบียบ  กฎ   กติกา   -   ทุกคนช่วยกันทำด้วยใจ    คนที่ทำงานจะได้น้ำยาล้างจานไปใช้และทุกสิ้นปีจะมีการแบ่งผลกำไรหลังจากหักต้นทุนแล้ว

๓.หลักการบริหารเงินทุน

                เป็นเงินหมุน   ขายได้ก็จะนำไปซื้อของมาตุนไว้    ส่วนการซื้อขายก็จะเป็นเงินสด   ถ้าเป็นเงินเชื่อ  จะจ่ายทุกวันที่  ๘ ของทุกเดือน  หากถึงสิ้นปีจะต้องเคลียร์หนี้สินให้หมด

                การออม    -    มีการหักเงินออมไปจากกำไรปีละครั้ง     เงินหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วให้เป็นน้ำยาล้างจานและถ้ามีกำไรมากก็ให้คนละ  ๒๐๐  บาท แต่ถ้ามีน้อยก็ให้น้อยลง

การจัดการกิจกรรมของกลุ่มมีภาคีเครือข่าย    คือ  วิทยาลัยชุมชนตราด  มาสอนเพียงครั้งเดียว และหน่วยงาน สสส.

ด้านการประชาสัมพันธ์

                วางจำหน่ายในร้านค้าหมู่บ้าน   ราคาส่งขวดละ  ๑๒  บาท   ขายปลีก  ๑๕  บาท  ความจุ  ๖๐๐ มล.  ถ้าซื้อครึ่งโหลขึ้นไปขายราคาขวดละ   ๑๒  บาท

ชุมชนได้อะไรบ้าง

   ชุมชนเก็บขี้เถ้ามาแลกน้ำยาล้างจานในวันที่   ของทุกเดือน

   ชุมชนได้เงินในกระเป๋าเพิ่ม   ประหยัดรายจ่าย

   ชุมชนรู้ว่าสับปะรด / มะกรูด  มีประสิทธิภาพในการขจัดคราบ ทำน้ำยาอเนกประสงค์หมักใช้เอง 

วิธีทำ      มะกรูดสับละเอียด     กิโลกรัม     น้ำตาลทรายแดง   กิโลกรัม  นำทั้งหมดมาหมักรวมกัน  ๑๐  วัน   พอครบ  ๑๐  วัน เติมน้ำ  ๑๐  ลิตร  หมักต่อจนครบ   เดือน  นำมาใช้ได้

มีการเผยแพร่ความรู้อะไรบ้างสู่ชุมชน

w     สอนเด็กเข้าค่ายยุวคุณธรรม  นักเรียน  ๗ โรงเรียน  จำนวน  ๒๐๐  คน ที่วัดวิเวกวราราม (วัดหนองโพรง) 

w     โครงการฝึกอบรมอาชีพ ศพส.๑๕  ได้เปิดการอบรมแก่เยาวชนจำนวน  ๖๐  คน

w     สอนนักเรียนโรงเรียนบ้านฉางเกลือ ในวิชา    วิชาอาชีพ

w     กลุ่มต้นกล้าอาชีพ

ด้านการช่วยเหลือสังคม

   กลุ่มเยาวชนเข้าค่ายธรรมะที่วัดบางปรือ

   ช่วยครอบครัวอบอุ่น  พ่อ แม่ ลูก เรื่องค่าน้ำมันสมทบกับ กศน.  ๕๐๐  บาท  เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน

   ทำไวนีลให้กับกลุ่มต่าง ๆ ไว้ในศาลาหมู่    จำนวน  ๓๐๐  บาท

   บริจาคกองทุนแม่จังหวัดตราด                     จำนวน     ๑๐๐   บาท

   บริจาคค่าอาหารให้สภาห้าห้า                       จำนวน ,๐๐๐   บาท 

ทิศทางในอนาคต

§  จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เน้นแนวสมุนไพร

§  ปรับปรุงรูปแบบผลิตภัณฑ์

§  เพิ่มผลิตภัณฑ์ตัวใหม่เป็นน้ำยาล้างรถ

§  ขยายตลาดให้กว้างขึ้น

ปัญหาในอนาคต

§  คู่แข่งทางการค้าเพิ่มมากขึ้น

การเตรียมความพร้อมรับมือ

§  การประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม –  สมาชิกต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์สินค้าด้วย

§  การสาธิตผลิตภัณฑ์สินค้า

§  แบ่งหน้าที่กันทำ

§  ทดลองให้ใช้ฟรีก่อน

๘.กลุ่มออกกำลังกาย

         ประวัติของกลุ่มออกกำลังกายหมู่ 

                เริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่   กันยายน  ๒๕๕๒  โดยได้รับเงินทุนจากหลายภาคส่วน  ดังนี้

๑.      คณะกรรมการหมู่บ้าน                               ,๐๐๐                       บาท

๒.    สภาองค์กรชุมชนตำบลห้วยแร้ง                ,๐๐๐                    บาท

๓.     เงินบริจาคค่าน้ำ  ค่าไฟ จากสมาชิก

๔.     เงินทุน  หมู่บ้านลดความเสี่ยงโรค”       ๑๗,๐๐๐                    บาท

เน้นการปลูกผักสวนครัวกินเอง   ไม่ใช้สารเคมี แล้วได้จัดกิจกรรม  เวทีการกินอาหารลดความเสี่ยงโรค   ส่วนเงินสภาองค์กรชุมชนและเงินที่สมาชิกบริจาคได้จ่ายค่าไฟและค่าน้ำมันรถครูประกอบ   จงไพศาล  ที่มาช่วยนำเต้นแอโรบิก   เดือนแรก    ปัจจุบันไม่ได้จ่ายค่าน้ำมันให้ครูนำเต้นแล้วเพราะคุณบุญพบ   พวงเกษ   ประธานกลุ่มเป็นผู้นำเต้นแอโรบิกเอง    ทางคณะกรรมการหมู่บ้านมีงบให้ซื้อพันธุ์ผัก  ๑๗,๖๐๐   บาท โดยทางกลุ่มออกกำลังกายสามารถนำมาใช้จ่ายค่าไฟฟ้าได้    แต่ปัจจุบันเงินจำนวนนี้ยังอยู่เท่าเดิมเพราะยังไม่ได้ใช้จ่ายอะไร    เงินที่จ่ายค่าไฟเป็นเงินที่สมาชิกและผู้ออกกำลังกายร่วมบริจาค

ค่าใช้จ่ายของกลุ่ม

๑.ค่าของขวัญผู้สูงอายุ    วัดบางปรือ                         ๑๐๐        บาท

๒.ค่าป้ายไวนีลกลุ่มติดที่ศาลาหมู่                              ๓๐๐       บาท

๓.ค่าไฟฟ้า

ผลที่ได้รับจากการออกกำลังกาย

·       สุขภาพกายและใจดีขึ้นเพราะได้ออกกำลังกายและได้พบปะพูดคุยกับผู้อื่น

·       เกิดความสามัคคี, ความพร้อมเพรียงกัน

·       ร่างกายแข็งแรง

ปัญหา/ อุปสรรค

·       ภัยทางธรรมชาติ  เช่น   ฝนตกฟ้าร้อง  ทำให้ไฟฟ้าดับ  เต้นไม่ได้

·       แผ่น  CD เพลงมีอยู่แผ่นเดียว    ถ้าผู้นำออกกำลังกายไม่มาก็เต้นไม่ได้

·       วันออกกำลังกายหยุดติดต่อกัน

แนวทางแก้ไข

·       ไรท์แผ่น CD  เพลงไว้สำรอง

·       ถ้าวันออกกำลังกายหยุดติดต่อกันก็จะตกลงกันว่าจะเต้นในวันถัดไป

วัน  เวลา   สถานที่ที่ออกกำลังกาย

ออกกำลังกายทุกวัน  ยกเว้นพฤหัสบดี วันที่ ๕  และ   ของเดือน  เวลา  ๑๗.๐๐ ๑๘.๐๐  น.     ศาลาหมู่   บ้านหนองใหญ่   พอออกกำลังกายเสร็จจะมีน้ำเถาวัลย์เขียวให้ดื่ม

๙.กลุ่มน้ำเถาวัลย์เขียว

ความเป็นมา

          ประมาณเดือนกันยายน  ๒๕๕๑  นายอาคม  ภูติภัทร์  และนายวีระ  จงไพศาล  ได้พาแกนนำชุมชนตำบลห้วยแร้งไปอบรมเกษตรอินทรีย์ที่ศูนย์เกษตรกรรมธรรมชาติของปราชญ์ชาวบ้าน  (อาจารย์อนุศิษฏ์   ธำรงรัตนศิลป์)  อำเภอวังสมบูรณ์  จังหวัดสระแก้ว  จึงได้ไปเรียนรู้ถึงสรรพคุณของเถาวัลย์เขียว  (ใบย่านาง) ที่ทางศูนย์ฯ  ได้นำมาตำเป็นสมุนไพรให้ผู้ได้รับการอบรมดื่มต่างน้ำ     ผู้ที่เข้าร่วมรับการอบรม  นายสมชาย  เวชสิทธิ์     มีปัญหาสุขภาพในการเป็นไมเกรนและโรคกระเพาะอาหาร   จึงมีความสนใจในน้ำเถาวัลย์เขียวเป็นอย่างมาก   เมื่อกลับมาที่บ้านตำบลห้วยแร้ง   จึงได้นำมาทำเป็นน้ำสมุนไพรกินเองติดต่อกันเป็นเวลา ๑ เดือน  ก็หายขาดจากโรคประจำตัวทั้งสองนั้น    อีกทั้งภรรยา คือ  นางอนุ   เวชสิทธิ์   เป็นโรคปวดข้อเข่า  เมื่อได้ดื่มน้ำเถาวัลย์เขียวก็หายจากโรคเช่นกัน       ทำให้สองสามี ภรรยา   มีแรงบันดาลใจที่จะเผยแพร่สรรพคุณของน้ำเถาวัลย์เขียวซึ่งเป็นพืชประจำถิ่น  มีอยู่ทั่วไปในตำบลห้วยแร้ง    เพื่อเป็นวิทยาทานและอนุเคราะห์คนที่มีโรคต่าง ๆ      โดยได้ไปเป็นวิทยากรทำน้ำเถาวัลย์เขียวให้กับหมู่ต่าง ๆ ในตำบลห้วยแร้งและตำบลอื่น ๆ    ทำให้คนตราดรู้จักน้ำเถาวัลย์เขียวตั้งแต่นั้นมา

          ต่อมาวันที่ ๒๙  มกราคม  - ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓  นางสุบรรณ   จงไพศาล และนางบุญพบ  พวงเกตุ ได้ไปเข้าอบรมหลักสูตรครู   จากหมอเขียว   เมื่อกลับมาแล้วได้นำความรู้ที่ได้ศึกษามาทำน้ำเถาวัลย์เขียวให้กับกลุ่มต่าง ๆ ดื่ม   จนมีผู้นิยมดื่มกันอย่างแพร่หลายขยายไปในจังหวัดตราด    จากหลังสูตรครู    ที่ทั้งสองได้รับการอบรมจาก  หมอเขียว โดยตรงนั้นก็ได้รับความรู้เรื่อง  ยา   เม็ด”   ดังนี้

หลักยา     เม็ดของหมอเขียว

ยาเม็ดที่    ดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือคลอโรฟิลด์สดจากธรรมชาติ   เป็นน้ำสมุนไพรจากพืชผักพื้นบ้านหาง่ายใช้ดื่มเพื่อปรับสมดุลร้อนเย็นของร่างกาย

ยาเม็ดที่ ๒  กัวซาหรือการขูดพิษ     เป็นการบำบัดอาการป่วยด้วยการขูดเอาพิษออกจากร่างกาย    เป็นการระบายพลังงานที่เป็นพิษออกจากเลือด

ยาเม็ดที่    ทำดีท็อกซ์      การสวนล้างสำไส้ใหญ่เพื่อขับล้างของเสียออกจากร่างกาย

ยาเม็ดที่     แช่มือเท้าในน้ำสมุนไพร   ใช้สมุนไพรพื้นบ้านต้มในน้ำเดือด  ๑๐  นาที  ผสมน้ำพอให้อุ่นสบาย   แช่มือเท้าพอท่วมข้อมือข้อเท้า  แช่    นาที  ยกขึ้น    นาที  ทำซ้ำ    รอบ

ยาเม็ดที่    พอกสมุนไพร   ใช้กากสมุนไพรฤทธิ์เย็นกับผงถ่านที่ใช้หุงข้าวบดละเอียด   ผสมดินสอพอง   ทาทิ้งไว้ ๔   ชั่วโมง  แล้วจึงล้างออก

ยาเม็ดที่     ออกกำลังกาย   ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่ถูกต้อง

ยาเม็ดที่     กินอาหารปรับสมดุล    มีหลักการสำคัญ คือ   เลือกผักสดและผลไม้ฤทธิ์เย็นรับประทาน ปรุงอาหารด้วยการต้ม  นึ่ง  ไม่ปรุงรสจัด     งดผักและผลไม้ฤทธิ์ร้อน    งดหรือลดของหวานจัด  เค็มจัด  งดอาหารผัดทอด   เนื้อสัตว์ไขมันสูง     ที่สำคัญฝึกเคี้ยวช้า ๆ ให้ละเอียดก่อนกลืน

ยาเม็ดที่    ใช้หลักธรรมะในการผ่อนคลายความเครียด   หลีกเลี่ยงอารมณ์เป็นพิษที่ทำลายสุขภาพ

ยาเม็ดที่     รู้เพียรรู้พักให้พอดี

๒๘ ๓๐ มีนาคม  ๒๕๕๓  นายวีระ   จงไพศาล   ได้พากลุ่มแกนนำของตำบลห้วยแร้ง    อาทิเช่น   นางสุบรรณ   จงไพศาล   นางบุญพบ   พวงเกตุ    นางฉลาด   ชินวุฒิ  และน.ส.จิดาภา   ศาสนกิจ  ไปรับการอบรมด้านสุขภาพที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ  จ.สระแก้ว  ของอาจารย์อนุศิษฏ์   ธำรงรัตนศิลป์  เป็นครั้งที่    โดยมี หมอเขียว”     เป็นวิทยากร   ทางกลุ่มได้ไปเรียนรู้อบรมที่ศูนย์กับท่าน    จึงได้ความรู้เพิ่มมากขึ้นเรื่องน้ำใบย่านางหรือเถาวัลย์เขียว    ที่ใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นหลายชนิดมาตำโดยมีใบย่านางเป็นส่วนผสมหลัก   มาคั้นน้ำกินสด ๆ    เรียนการกินอาหารประเภทผักที่มีฤทธิ์เย็น   ไม่ใช้น้ำมันพืช  เครื่องปรุงรส   ใช้แค่น้ำเป็นส่วนประกอบหลักและเกลือแกงเท่านั้น    สอนการออกกำลังกายด้วยโยคะ   พอกลับมาก็เอาความรู้ที่ได้รับนำมาทำให้คนในครอบครัวกินก่อน   ทดลองกินเองจนได้ผล    จึงมาเผยแพร่ให้กับคนในชุมชนที่สนใจสุขภาพ   คนที่ป่วยเรื้อรัง  เช่น  เบาหวาน  มะเร็ง   ความดันโลหิต  ปวดเข่า  น้ำหนักมาก  ฯลฯ  ส่วนคนที่ไม่เจ็บป่วยก็บอกให้กินเพื่อสุขภาพ   ป้องกันการเกิดโรค   ทำน้ำเถาวัลย์เขียวกินกันมาเรื่อย    ทำให้กินฟรีในกลุ่มออกกำลังกายหมู่   คือ  พอออกกำลังกายเสร็จ   ก็ดื่มน้ำเถาวัลย์เขียวกันทุกวัน      จนกระทั่งชักชวนกันจัดตั้งกลุ่มน้ำเถาวัลย์เขียวเมื่อวันที่   กันยายน  ๒๕๕๓  ซึ่งได้งบสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (สพภ.)     เป็นเงิน  ๑๕,๐๐๐  บาท  โดยมีคุณกาญจนา   ทิพย์มาก  ผู้ประสานงานของ สพภ.  มาช่วยจัดตั้งเพื่อต้องการเผยแพร่ความรู้ให้กับคนที่ต้องการมีสุขภาพดี    ลดการกินยาปฏิชีวนะและสามารถทำกินเองได้    และนำเงินทุนซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับทำน้ำเถาวัลย์เขียว    ส่วนวัตถุดิบหาได้จากท้องถิ่น  สมุนไพรชนิดไหนหายาก   ก็หามาปลูกขยายไว้มาก ๆ    น้ำเถาวัลย์เขียวนี้ได้ผ่านการตรวจจากบริษัท  ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย)  จำกัด  หรือเรียกว่า  CENTRAL   LAP   ว่าไม่มีสารพิษตกค้างในสมุนไพร    ไม่มีเชื้อแบคทีเรีย  

วัตถุประสงค์

๑.      เพื่อต้องการเผยแพร่เป็นวิทยาทาน

๒.     เพื่อต้องการสร้างภูมิต้านทานโรค    ป้องกันการเกิดโรค

๓.      เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะ  

ผลที่ได้

๑.      ลดอาการเจ็บป่วย   สุขภาพแข็งแรง   หันมารับประทานผักกันมากขึ้น

๒.     ลดอาการเสี่ยงโรค

๓.      ชาวบ้านได้รู้จักสรรพคุณของสมุนไพร   เห็นคุณค่า

ปัญหา / อุปสรรค

๑.      เก็บน้ำเถาวัลย์เขียวไว้ไม่ได้นาน

๒.     สมุนไพรหายากถ้าไม่ช่วยกันปลูก

แนวทางแก้ไข

๑.      ต้องทำผงบดบรรจุในรูปแคปซูล หรือซองชา   ชงกินกับน้ำร้อน

๒.     ปลูกสมุนไพรเพิ่ม

ความรู้จากการมีกลุ่ม  

          ชุมชนได้รู้ว่าสมุนไพรในการทำน้ำเถาวัลย์เขียวมีประโยชน์อย่างไร    แก้โรคอะไรได้บ้าง   แล้วเผยแพร่ให้ความรู้กับผู้อื่นที่สนใจ  เช่น

-                    งานสมัชชาคุณธรรม   เมืองทองธานี

-                    งานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (สพภ.)

-                    งานสมัชชาสภาพัฒนาการเมือง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ

-                    งานสมัชชาสุขภาพ    วัดหนองเสม็ด จัดโดยสาธารณสุขตราด

-                    สอนนักเรียนโรงเรียนบ้านฉางเกลือ

-                    สอนกลุ่มต้นกล้าอาชีพในโครงการของรัฐบาล

-                    ให้ความรู้ กศน.จังหวัดสมุทรปราการ    ศาลาอเนกประสงค์หมู่ ๘

-                    สอนเยาวชนต้นกล้าประชาธิปไตยในโครงการฝึกอาชีพเยาวชน

กติกา

          รายรับหลังจากหักค่าใช้จ่าย  จะนำเข้ากลุ่ม  ๑๕%    หากใครหาออเดอร์จากลูกค้ามาได้มากจะหักให้  ๑๐ ส่วนที่เหลือหารให้กับสมาชิกกลุ่มที่ทำ   ส่วนการเงินจะให้เหรัญญิกโดยมีบัญชีรับ จ่าย  คุมไว้   เล่ม

ลูกค้าที่สั่งซื้อ

          รสชาติของน้ำเถาวัลย์เขียวจะออกเฝื่อนคอ   จะใช้น้ำมะพร้าวเป็นส่วนผสมทำให้รับประทานได้ง่าย  ซึ่งคิดราคาต่างกัน   ถ้าเป็นส่วนผสมน้ำเถาวัลย์เขียวธรรมดาไม่ใส่มะพร้าว  ขวดขนาด  ๑.๒๕  ลิตร ขายขวดละ  ๒๕  บาท  ถ้าใส่น้ำมะพร้าว คิดราคาขวดละ  ๔๐  บาท

เป้าหมายในอนาคต

          อยากเผยแพร่ให้ได้รู้โดยทั่วกัน   ทำกินเองได้ง่าย  ให้รู้จักพึ่งตนเอง   ปลอดจากโรค   ร่างกายแข็งแรง ไม่ต้องเสียเงินไปหาหมอซึ่งในแต่ละปีบางคนหมดเงินไปกับค่ายา  ค่ารักษาพยาบาลไปมาก    น้ำเถาวัลย์เขียวจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถช่วยท่านได้

หน่วยงานสนับสนุน

-                   สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (สพภ.)       ให้งบสนับสนุน

-                   สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)    จัดทำป้ายไวนีล

-                   สภาองค์กรชุมชนตำบลห้วยแร้ง  อำเภอเมือง จังหวัดตราด     ให้โอกาสในการเรียนรู้

ความรู้จากน้ำเถาวัลย์เขียว

ย่านาง  :   พืชมหัศจรรย์

ย่านาง   เป็นพืชที่ชุมชนใช้ประโยชน์เป็นอาหาร   เป็นยา   และเป็นประโยชน์ใช้สอย

 ประโยชน์ทางยา

ใบย่านางมีฤทธิ์เย็น   จึงมีคุณสมบัติที่สามารถนำมาใช้ปรับสมดุล   บำบัดหรือบรรเทาอาการอันเกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกินไป   ย่านางจึงบำบัดหรือบรรเทาอาการที่เกิดกับร่างกายได้ตามลักษณะของกลุ่มอาการ   ดังต่อไปนี้

๑มีอาการตาแดง   ตาแห้ง   ปวดตา    ตามัว

๒มีสิว   มีการการเป็นฝ้า

๓มีตุ่มเป็นแผล    อาการร้อนในช่องปาก   เหงือกอักเสบ  เจ็บปลายลิ้นหรือเจ็บคอเสียงแหบแห้ง

๔ผมหงอกก่อนวัย

     ๕มีอาการไข้ขึ้น  ปวดหัว  ตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัว

๖มีอาการท้องผูก   อุจจาระแห้งหรือเป็นก้อน

๗มีการกล้ามเนื้อเกร็งค้าง   กดเจ็บ   หรือเป็นตะคริวบ่อย ๆ    เกร็งชัก

     ๘มีอาการหน้ามืดตาลาย   ลมออกหู  หูตึงเพราะอาการของลม  คลื่นไส้

     ๙มีอาการส้นเท้าแตก   รองช้ำเจ็บส้นเท้า

     ๑๐มีเลือดกำเดาออกบ่อย ๆ

    ๑๑โรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกินภาวะปกติของร่างกาย   ได้แก่   โรคหัวใจ    เป็นหวัดร้อน   ไซนัสอักเสบ   หลอดลมอักเสบ   กล่องเสียงอักเสบ   ตับอักเสบ   ริดสีดวงทวาร  มดลูกโต   ตกขาว   หอบหืด   ไตอักเสบ   ไตวาย   โรคเกาต์   ความดันโลหิตสูง  เบาหวาน   กระเพาะลำไส้อักเสบ   ต่อมต่อมลูกหมากโต  ไส้เลื่อน   นิ่วในไตและนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ   ตกเลือดปวดมดลูก    ไทรอยด์เป็นพิษ   เนื้องอก  มะเร็งต่าง ๆ และพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย

ขนาดและวิธีปรุงนำมาใช้

การนำใบย่านางมาใช้กับร่างกายเป็นการเพิ่มคลอโรฟิลเพื่อคุ้มครองเซลล์   ฟื้นฟูเซลล์   ปรับสมดุล    บำบัดหรือบรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลหรือแบบร้อนเกิน  มีวิธีการใช้ดังนี้

การใช้สำหรับวัยและขนาดของร่างกาย

         เด็ก   ใช้ใบย่านางสด  3-5 ใบ ต่อน้ำ  1 3 แก้ว หรือประมาณ  200 600  ซี.ซี.

    ผู้ใหญ่  ที่มีน้ำหนักไม่เกิน  50  กิโลกรัม  ใช้ใบย่านางสด  10  ใบ  น้ำประมาณ  1-3 แก้ว

    ผู้ใหญ่  ที่มีน้ำหนักไม่เกิน  60  กิโลกรัม  ใช้ใบย่านางสด  15  ใบ  น้ำประมาณ  1-3 แก้ว

    ผู้ใหญ่  ที่มีน้ำหนักเกิน  70  กิโลกรัม  ใช้ใบย่านางสด  15 20   ใบ  น้ำประมาณ  1-3 แก้ว

วิธีการปรุงใช้

         นำใบย่านางสดตามจำนวนที่ต้องการมาโขลกให้ละเอียด   แล้วเติมน้ำกรองผ่านกระชอนเอากากออก  หรือใช้เครื่องปั่นแต่การปั่นด้วยเครื่องไฟฟ้าจะทำให้คุณค่าของย่านางลดลง   ใช้ดื่มครั้งละ  1 3 แก้ว  และควรดื่มก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงหรือช่วงที่ท้องว่าง  หรือผสมน้ำเจือจางดื่มแทนน้ำเปล่า   โดยเก็บในอุณหภูมิห้องที่มีอากาศปกติ  และต้องดื่มหมดต่อการทำกินหรือเพื่อดื่มภายใน  4  ชั่วโมง  และหากใส่ตู้เย็นหรือแช่ในถังน้ำแข็งควรใช้ให้หมดภายใน  5  วัน   โดยสังเกตที่กลิ่นเหม็นเปรี้ยวเป็นหลัก    หากไม่ชินกับการดื่มสดให้ต้มน้ำอุ่นหรือน้ำเดือดไม่เกิน  5  นาที   สามารถทำได้    ควรดื่มวันละ  3  ครั้ง   ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง    การทำน้ำจากใบย่านางดื่มอาจจะผสมน้ำมะพร้าวเล็กน้อย   เพื่อผลทางยาและช่วยให้การดื่มได้ง่ายขึ้น    บางครั้งอาจสามารถผสมพืชชนิดอื่นลงไปด้วยก็ได้   เพื่อช่วยทุเลาโรคชนิดอื่นด้วย   เช่น   ใบบัวบก   ใบตำลึงแก่    หญ้าปักกิ่ง   ว่านกาบหอย   หรือใบเตยหอม   เป็นต้น    ควรเพิ่มแต่ละอย่างขนาดเท่ากันกับใบย่านาง   แต่ไม่ควรนำพืชที่ตนเองมีอาการแพ้อย่างใดอย่างหนึ่ง

              สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ    ให้ดื่มน้ำจากใบย่านางควบคู่กับขมิ้นชันและกล้วยดิบ    โดยอาจทำเป็นบดผงอย่างละ   3  แคปซูล  พร้อมดื่มน้ำจากใบย่างนางตามวันละ  3  ครั้ง   สำหรับคนที่มีอาการท้องเสีย   ให้ใช้ใบฝรั่งแก่  3 5  ใบ   ขยี้ผสมลงในน้ำใบย่านางดื่มตามความเหมาะสม

        ประโยชน์ที่ได้จากสมุนไพรแต่ละชนิด

1.             ใบย่านาง หรือ เถาวัลย์เขียว  แก้ปวดข้อปวดเข่า   แก้กรดยูริค

2.             ใบเตย  ช่วยบำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

3.             ใบตำลึง ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง  หัวใจขาดเลือด  บำรุงกระดูก

4.             ผักบุ้ง     มีวิตามิน A    ช่วยบำรุงสายตา    ถอนพิษ    ช่วยระบบขับถ่าย

5.             ฮว่านง็อก ลดความดัน รักษาเบาหวาน

6.             แป๊ะกำปึง ช่วยลดเบาหวาน ปวดท้องประจำเดือน    ลดความดันสูง ต่ำ

7.             เสลดพังพอน แก้ร้อนใน ถอนพิษ  ลมพิษ   

8.             วอเตอร์เครสช่วยเพิ่มพลังล้างพิษจากตับและไต ฟอกเลือด ล้างของเสียออกจากร่างกาย

9.             ว่านกาบหอย  บำรุงเลือด  แก้อาเจียน

              10.      กาบหอยหญ้าปักกิ่ง   ช่วยต้านมะเร็ง

11.      ใบบัวบก    ช่วยบำรุงหัวใจ  แก้ปวดศีรษะข้างเดียว    ร้อนใน  แก้ความดัน

 

Comments