คำนำ ของ The King Never Smiles (กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม)

ผู้ถอดความ นายสิน แซ่จิ้ว เป็นชาวอเมริกัน เคยอาศัยอยู่ในประเทศไทยหลายสิบปีรวมทั้งได้เห็นเหตุการณ์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เนื้อหาทั้งหมดอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ The King Never Smiles : A Biography of Thailand’s Bhumibol Adulyadej เขียนโดย Paul M. Handley สงวนลิกขสิทธิ์โดย Yale University, ISBN 0-300-106824 ราคาเล่มละ $38 U.S.

ข้อมูลของหนังสือต้องห้ามในประเทศไทย เพื่อการศึกษาค้นคว้าเท่านั้น

This translation is for Thai educational purposes only.  All rights reserved by the author. For inquiries mail TKNSThai@gmail.com or call 206-323-8919

  คำนำ (Preface):

 ภาพที่ดูฝ้ามัว เสียงที่ฟังไม่ชัดเจน ดูแล้วทำให้นึกถึงโทรทัศน์เมื่อสี่สิบปีก่อน เป็นภาพชายสองคนหมอบกราบบนพื้นพรมหนา คนหนึ่งใส่เสื้อผ้าหยาบๆไม่สวยหรู่สีครามแบบชุดชาวนา อีกคนหนึ่งใส่ชุดสูทเสื้อนอกอย่างนักธุรกิจ ทั้งสองคนนั่งพับเพียบเหมือนอย่างกับคนว่านอนสอนง่าย ทั้งสองคนหงายหน้าจ้องมองดูบุคคลที่นั่งตระหง่านอยู่บนเก้าอี้นวมปิดทอง

ด้วยบริพารหมอบราบขนาบข้าง บุคคลที่นั่งอยู่กล่าวกับชายทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่อยู่ในลำคอ เสียงนั้นดังฟังชัด สุขุมเหมือนดังผู้ที่เป็นพ่อ เป็นน้ำเสียงที่หนักแน่นดังคำบัญชา ตำหนิลูกๆที่ เอาแต่ทะเลาะกัน จนต้องออกมาว่ากล่าวตักเตือนกันต่อหน้าสาธารณชน

ชายทั้งสองนั้น หาใช่พี่น้องหรือลูกหลานไม่ ความผิดนั้นก็คงจะไม่น้อยนัก คนที่ใส่สูทชุดเสื้อนอกนั้นคือนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศไทย นายพลสี่ดาวจอมโกงกินทุจริตที่ชื่อว่า พลเอก สุจินดา คราประยูร อีกคนหนึ่งเป็นนักการเมืองที่ทำตัวเป็นฤษีสมถะชื่อว่า นายจำลอง ศรีเมือง ผู้นำฝูงชนเดินขบวนประท้วง สุจินดา มาหลายอาทิตย์แล้ว เมื่อสองวันที่ผ่านมา คือวันที่ 18 พฤษภาคม 2535 สุจินดาได้สั่งการให้ทหารระดมยิงปืนกราดใส่ผู้เดินขบวน จนมีผู้คนบาดเจ็บและล้มตายไปเป็นจำนวนมากหลายร้อยคน ในขณะเดียวกันนั้น กองกำลังทหารของสุจินดาได้เคลื่อนกำลังเข้าไปล้อมมหาวิทยาลัย ที่มีนักศึกษาจำนวนหลายพันคนรวมตัวกันลุกขึ้นประจันหน้า ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะไม่มีสัญญาณที่จะยอมลดลาวาศอกกัน

ชายสองคนนั้นนั่งพับเพียบเคียงข้างกัน ก้มลงกราบผู้ที่มีลักษณะคล้ายกับผู้เป็นพ่อที่นั่งอยู่ตรงกลาง ผู้ซึ่งไม่มีตำแหน่งหน้าที่ในด้านการเมือง และไม่มีอำนาจบัญชาการทหาร บุคคลผู้นั้นคือภูมิพล อดุลยเดช กษัตริย์องค์ที่เก้าของราชวงศ์จักรี บุคคลที่ไม่มีใครรู้จักนักนอกประเทศไทย ผู้นั่งฉลองราชบัลลังก์มาแล้วถึง 46 ปี และในไม่ช้านี้ก็จะได้รับตำแหน่งเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ได้ยาวนานที่สุดในโลก

ขณะที่โทรทัศน์บันทึกภาพเหตุการณ์เหล่านี้ กษัตริย์ภูมิพล กล่าวตักเตือนสุจินดา และจำลอง ที่ปล่อยให้โทสะและความเห็นแก่ตัวออกมาแก้แค้นกัน มันเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบและความรักชาติที่จะต้องยุติเลิกรากันไป ก่อนที่ประเทศชาติจะถูกทำลายให้ล่มจม

เสียงที่ตะกุกตะกักฟังไม่เหมือนคำสั่งหรือเรียกร้องอะไร แต่ว่าภายในไม่กี่ชั่วโมงความรุนแรงก็สงบลง บรรดาทหารและผู้เดินขบวนต่างเดินทางกลับบ้าน อีกทั้งสุจินดา และจำลอง ต่างถอนตัวออกจากวงการเมือง หนังสือพิมพ์ Washington Post ได้พาดหัวข่าวในวันรุ่งขึ้นอย่างน่าชื่นชมว่า "ใครจะลืมภาพพจน์นี้ไปได้ เมื่อทรราชกับนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามนั่งสยบเข่าต่อหน้านายหลวงของประเทศไทย"

หากเป็นสิบกว่าปีก่อนหน้านี้ กษัตริย์ภูมิพลอาจถูกปัดปฏิเสธอย่างน่าอัปยศอดสูจากนายพลอย่างสุจินดา จริงๆแล้วเมื่อเกือบถึงเวลาเดินทางกลับมารับราชบัลลังก์ในเดือนธันวาคม 2494 เหล่านายพลที่ทุจริตพากันยึดอำนาจจากรัฐบาล ตัดทอนอำนาจสิทธิพิเศษของกษัตริย์ และข่มขู่ว่าจะล้มล้างราชบัลลังก์หากไม่ร่วมมือด้วย เหตุการณ์รัฐประหารในครั้งนั้น เหมือนดังเมฆดำครอบงำกษัตริย์หนุ่มมานานหลายปี

สี่สิบปีต่อมา แม้นว่าจะมีอำนาจเพียงน้อยนิดในพระราชบัญญัติ กษัตริย์ภูมิพลได้เพิ่มพูนบารมี จนผู้ที่มีอำนาจที่สุดในประเทศยังต้องสยบอยู่ใต้เบื้องพระบาท ด้วยวาจาที่สุขุมเพียงไม่กี่คำ ท่านก็สามารถบอกให้คนหายไปจากวงการเมือง และยุติการนองเลือดกันบนท้องถนนบนราชอาณาจักรของท่าน ท่ามกลางสถาบันกฎหมาย รัฐสภา ศาลสถิตยุติธรรม ศาสนา สังคม ผู้นำธุรกิจ มีเพียงกษัตริย์ภูมิพลเท่านั้นที่มีบารมีที่สูงส่ง ลอยเหนือความปั่นป่วนวุ่นวายทั้งปวง และทำให้ประเทศชาติมีความสงบลมเย็นมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เย็นวันนั้น เดือนพฤษภาคม ปี 2535 คือผลงานที่โดดเด่นสูงสุดในชีวิตของกษัตริย์ภูมิพล เมื่อท่านเข้ารับตำแหน่งกษัตริย์ในปี 2489 หลังจากเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ของกษัตริย์อานันท มหิดล ผู้เป็นพี่ชาย สถาบันกษัตริย์ไทยอยู่บนเงื้อมผาเกือบถึงขั้นอวสานไปแล้ว เพราะการปกครองที่อ่อนแอของสองกษัตริย์ที่ผ่านมา และสิบสี่ปีที่ตำแหน่งกษัตริย์ว่างเปล่า ราชวงศ์จักรีควรที่จะถูกลบให้สูญหายไปอย่างง่ายๆจากแวดวงการเมืองภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพียงอายุได้สิบแปดปี กษัตริย์ภูมิพลต้องแบกภาระรับผิดชอบ ไม่เพียงแค่กอบกู้สถาบันกษัตริย์คืนมา แต่ยังต้องพัฒนาปรับปรุงให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกอีกด้วย

เหตุการณ์การเดินขบวนประท้วงในปี 2535 นั้น ท่านได้ก้าวเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากยิ่งขึ้น ในช่วงที่ห้าสิบปีของการขึ้นครองราชย์ กษัตริย์ภูมิพลของชาวไทยได้กลายเป็นกษัตริย์ที่มีความศักดิ์สิทธ์ และมีไหวพริบปฏิภาณปราดเปรื่องจนหาที่เปรียบไม่ได้ ท่านได้เจือจางปัญหาต่างๆที่ยากต่อการแก้ไข ในต่างประเทศ ท่านคือตัวแทนของกษัตริย์ที่ครองราชย์มาได้อย่างคงทนและยาวนาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของลัทธิก้าวหน้าระบอบประชาธิปไตย และทุนนิยม สำหรับประชาชนไทยแล้ว กษัตริย์ภูมิพลเป็นเหมือนดัง พระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด หรือเป็นดังเช่นเทวดา

เรื่องราวการสร้างอำนาจ บารมี และปฏิสังขรณ์ระบอบราชาธิปไตยของกษัตริย์ภูมิพลเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ไม่เคยมีใครเล่ามาก่อนในศตวรรษที่ยี่สิบ ภูมิพลไม่คิดมาก่อนว่าตนจะได้เป็นผู้สืบราชวงศ์เป็นกษัตริย์แห่งประเทศไทย ท่านเกิดในประเทศอเมริกา บิดาถึงแก่กรรมเมื่อท่านอายุได้หนึ่งขวบ ท่านเติบโตในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ด้วยการเลี้ยงดูของมารดาที่เป็นคนสามัญ ที่อึกอักไม่มั่นใจเตรียมตัวให้อานันทผู้เป็นพี่ชายเพิ่งอายุได้สองขวบ สวมมงกุฎกษัตริย์ที่ไม่มีโอกาสจะได้สวม

หลังจากรัชกาลที่ 5 ผู้เป็นปู่ได้ถึงแก่กรรมในปี 2453 สถาบันกษัตริย์จึงเริ่มมีการสึกกร่อนลงทัน เนื่องจากความละโมบ ความไม่เหมาะสม และไร้ความสามารถ ทั้งด้านสุขภาพร่างกาย และด้านการเมือง ในช่วงที่ภูมิพลเกิดที่เมือง Boston รัฐ Massachusett นั้น บรรดาราชวงศ์กษัตริย์ไทยก็เกือบจะสูญพันธ์กันไปแล้ว เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า เวียดนาม และอินเดีย และสยามประเทศได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทั้งด้านประเพณี การเมืองและเศรษฐกิจ จนเกินกว่าเจ้าชายหนุ่มทั้งสองจะรับได้

ในปี 2475 กลุ่มข้าราชการผู้มีการศึกษาจากประเทศฝรั่งเศส ได้ทำการโค้นล้มระบบราชาธิปไตยของประเทศไทยในรัชกาลที่ 7อันเป็นลุงของกษัตริย์ภูมิพล และได้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้อย่างหละหลวมตามรูปแบบการปกครองประเทศของอังกฤษ โดยมีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญหรือเป็นหุ่นเชิด อยู่นอกวัง พวกราชวงศ์ทั้งหลายต่างหมดอำนาจและฐานันดร หลังจากความล้มเหลวในการกู้อำนาจของราชวงศ์คืนมา บรรดาราชวงศ์ทั้งหลาย จึงต้องหนีภัยไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ตำแหน่งกษัตริย์จึงตกอยู่ในตำแหน่งที่ว่างเปล่าและมีเพียงชื่อที่หลงเหลืออยู่กับบัลลังก์เท่านั้น  เพื่อเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงประเทศ คณะปฎิวัติจึงได้เปลี่ยนชื่อประเทศตามที่ทางราชวงศ์ชื่นชอบจากสยาม มาเป็นประเทศไทย เพื่อให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

ในปี 2478 สมเด็จประชาธิปกคือรัชการที่ 7 ผู้สูญเสียอำนาจ ได้สละตำแหน่งในราชวงศ์จักรีให้กับอานันท ผู้ซึ่งอายุได้เพียง 10 ปี และทำให้ภูมิพลอยู่ในตำแหน่งถัดต่อมา  แต่ดูเหมือนว่าอานันทไม่มีวาสนาที่จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์ทองแปดด้านในกรุงเทพ อำนาจได้หลุดไปอยู่ในมือของ จอมพล ป พิบูลสงคราม ผู้นับถือ นโปเลียน และมีรูปถ่ายลายเซ็นของมูซโซลินี่แขวนอยู่เหนือโต๊ะที่ทำงาน จอมพล ป ไม่ชอบระบบกษัตริย์และเจ้าขุนมูลนายทั้งหลาย จึงหันไปใช้แนวทางที่ทันสมัยอย่างประเทศเยอร์มัน และญี่ปุ่น ซึ่งสะสมกองกำลังทหารที่มีเลือดรักชาติ

เด็กทั้งสองไม่เหมาะที่จะเป็นกษัตริย์ อานันทเกิดในประเทศเยอรมันนี เมื่อเจ้าฟ้ามหิดลผู้เป็นพ่อตายตอนเป็นหนุ่ม เด็กทั้งสองเติบโตที่เมืองลูซาน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จากแม่ซึ่งเป็นสามัญชนคนธรรมดาชื่อว่าสังวาลย์ โดยกฎหมายขอบประเทศสยาม สังวาลย์ซึ่งเป็นคนสามัญเชื้อสายจีน จึงทำให้เกิดข้อกังขาว่าเด็กทั้งสองคน มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นผู้สืบสันตติวงศ์หรือไม่

ในเมืองลูซาน อานันท และภูมิพลเล่าเรียนภาษาฝรั่งเศส ลาติน และเยอร์มัน ไม่ได้ใช้ภาษาในเชิงพุทธศาสนาอย่างไทย หรือบาลี ทั้งสองชอบเดินป่า ขึ้นเขาที่มีหิมะปกคลุมบนยอด ขณะที่เด็กไทยส่วนมากวิ่งเล่นกันกับควายในทุ่งนา เมื่อตอนเป็นเด็กวัยรุ่น ต่างมีจิตใจฝักใฝ่กับสงครามโลกครั้งที่สอง รถยนต์ และเพลงจากอเมริกา เมื่อสงครามยุติลง เด็กทั้งสองย่อมมีความเหมาะสมกับสังคมชั้นสูงในยุโรป ไม่ใช่สังคมที่เป็นพุทธศาสนาใส่ผ้าเหลือง ที่มีบ้านเรือนที่ยากจน และชื่อภูมิพลคงไม่มีโอกาสบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ประเทศเลยก็ได้

หลังจาก จอมพล ป ล้มเลิกการปกครองประเทศจากระบบเจ้าขุนมูลนาย และหมดอำนาจลงไปในปี 2487 บรรดาผู้ที่มีเชื้อสายราชวงศ์ที่จะสืบทอดกันต่อไปเหลือน้อยนิด อำนาจและทรัพย์สมบัติของกษัตริย์ถูกยึดไปจนหมดแล้ว ตำแหน่งผู้ที่จะสืบสันตติวงศ์นั้นร่อยหรอ อย่างไรก็ตามบรรยากาศหลังสงครามโลกต้องการความสมานฉันท์ อานันทได้ถูกรับเชิญให้กลับมารับตำแหน่งกษัตริย์ไทย ครอบครัวตระกูล มหิดล จึงเดินทางกลับมาอย่างชั่วคราวในปลายปี 2488 เด็กทั้งสองคนหวังที่จะกลับไปเรียนหนังสือต่อให้จบในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสิวสเซอร์แลนด์ ก่อนที่จะรับหน้าที่สืบสันตติวงศ์

ก่อนการเดินทางกลับยุโรปในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 อานันทถูกลอบปลงพระชนน์ที่เตียงนอนด้วยกระสุนปืนนัดเดียวเจาะเข้าที่ศีรษะ เมืองหลวงเต็มไปด้วยข่าวลือว่าใครเป็นผู้ฆ่า มันเป็นการฆ่าตัวตาย หรือพวกหัวก้าวหน้าฆ่า หรือแม้นกระทั่งน้องชายตัวเองเป็นผู้ฆ่า คดีนี้ยังเป็นคดีที่มีลับลมคมนัยมาจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ผลลัพธ์เป็นสิ่งที่แน่นอนว่า เพียงแค่ข้ามคืน ผู้ที่โชคดีที่สุดคือผู้ที่ใส่แว่นตาหนานั้นคือ ภูมิพล ผู้มีอายุได้ 18ปี กลายเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 9 ผู้มีความศักดิ์สิทธิ์บนแผ่นดินที่ท่านเองพูดภาษาไทยได้ไม่ชัด มีวัฒนธรรมที่แตกต่างผิดเพี้ยนไปจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ อีกทั้งยังป่าเถื่อนและล้าหลัง

หลังจากวันที่พี่ชายเสียชีวิต เรื่องราวของภูมิพลขึ้นครองราชย์เหมือนกับตำนานจากเทพนิยาย 4 ปีที่ไปศึกษาต่อในยุโรป แล้วเดินทางกลับมาในปี 2493 ได้ทำพิธีราชาภิเษก และอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสิริกิต์ ผู้ที่มีเสน่ห์ความงามเป็นที่ชื่นชมของชาวโลก มีลูกด้วยกันสี่คน เป็นชายรูปหล่อหนึ่งคนซึ่งหวังว่าจะเป็นผู้สืบราชวงศ์ และหญิงสาม

รูปแบบสังคมสมัยใหม่ในแบบเจ้าขุนมูลนายหวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อกษัตริย์หนุ่มชอบแล่นเรือใบ เล่นดนตรีแจ็ซ มีสถานีวิทยุของตัวเอง เขียนรูปภาพสีน้ำมัน และชอบออกงานสังคมชั้นสูง เมื่อมีวาระโอกาสก็สวมใส่ชุดลายทอง สวมมงกุฎปลายแหลม อย่างเช่นในฉากละครเรื่อง The King and I ซึ่งเรียนแบบปู่ทวด เพื่อให้เหมาะสมกับวิถีทางประเพณีทางศาสนาพุทธ กษัตริย์หนุ่มลาออกบวช บำเพ็ญเจ ศึกษาภาษาโบราณ โดยการโกนหัว ใส่ชุดผ้าเหลือง ใส่แว่นกันแดด ดูแล้วเด่นยิ่งกว่าตัวละครในหนังสือของแจ็ค ครัวแวค เสียอีก (นักเขียนอเมริกัน ค.ศ.1922-1969)

ตำนานเรื่องราวของกษัตริย์มีเพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2503 กษัตริย์ภูมิพลกับราชินีสิริกิต์ เดินทางออกเยี่ยมประเทศต่างๆอย่างประสพผลสำเร็จ เป็นอาคันตุกะของผู้นำประเทศในยุโรปและได้รับการต้อนรับด้วยขบวนพาเรดใน
นิวยอรค์ ส่วนในประเทศไทย ผู้ที่เลื่อมใสในระบบของราชวงศ์ต่างพากันฟื้นฟูประเพณีของกษัตริย์กันอีกครั้งหนึ่ง คนไทยดูเหมือนจะนิยมยึดถือติดอยู่กับค่านิยมเก่าๆจากอดีต ในขณะที่ค่านิยมของตะวันตกและลัทธิคอมมิวนิสต์ได้แผ่กระจายเข้ามาในเขตอินโดจีนแล้ว

ภูมิพลละทิ้งค่านิยมในยุโรป หันมาปกครองประเทศในระบบโบราณพันล้านปีอย่างธรรมราชา กษัตริย์ที่ปกครองประเทศด้วยความเป็นธรรม ตามหลักศีลธรรมทางพุทธศาสนา ท่านได้ทำการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ ขจัดรัฐบาลโกงกิน และนักการเมืองให้เดินถูกทาง ในกรณีที่ฉุกเฉิน อย่างในปี 2535 ท่านได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเข้าไปช่วยให้สถานการณ์ของประเทศ ให้พ้นจากความสับสนอลหม่าน

ในทุกหัวเลี้ยวหัวต่อ ยิ่งเพิ่มอำนาจบารมีให้กับท่านมากขึ้น ซึ่งมีรากฐานมาจากคุณลักษณะที่นิ่งสงบและมีสง่าราศี ชาวไทยที่เชื่อถือในโชคลาภและกฎแห่งกรรม ต่างพากันคิดว่าเป็นบุญหล่นทับที่มีกษัตริย์ที่มีศุภนิมิตรเช่นนี้ ท่านทำงานอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดหน่อยเพื่อประชาชนโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ การเสียสละของท่านเป็นที่เห็นกันดี ขณะที่คนไทยเป็นคนช่างยิ้มและชอบเรื่องตลกโปกฮา และปล่อยชีวิตให้เป็นเรื่องของโชคชะตา แต่ตัวกษัตริย์ภูมิพลเองต้องเอาจริงเอาจัง ทนทรมานแบกภาระต่างๆของชาติเพิ่มมากขึ้น นับตั้งแต่วันที่พี่ชายตายไปอย่างน่าสงสัย ดูเหมือนท่านไม่เคยยิ้มอีกต่อไป ลักษณะของท่านเหมือนติดอยู่ในกับดักภารกิจการกอบกู้ราชบัลลังก์

สำหรับชาวไทยทั่วไป นี่คือสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณที่สูงส่ง ในประเพณีทางพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นการยิ้ม และการแสดงออกทางสีหน้าต่างๆคือการแสดงออกของความโลภและกิเลส กษัตริย์ภูมิพลจึงตีสีหน้าได้อย่างแน่นิงสนิท เพื่อสร้างความเชื่อถือยึดมั่นออกสู่สายตาประชาชน ดังเช่นกษัตริย์องค์ก่อนๆที่แสดงกันมา อย่างเช่นในสมัยธรรมราชาในศตวรรษที่สิบสามของอาณาจักรสุโขทัย ที่ชาวบ้านต่างเรียกกษัตริย์ว่า เจ้าแผ่นดิน หรือ เจ้าชีวิต จนแม้นกระทั่งชาวไทยที่ส่วนมากเปรียบเทียบกษัตริย์ของเขาเหมือนดังเช่น พระพุทธเจ้า กลับชาติมาเกิด

นี่คือวิสัยทัศน์หนึ่งของรัชกาลที่ 9 แต่ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยมีใครพูดถึงมาก่อน ในการที่กษัตริย์ภูมิพลสร้างอำนาจาและบารมีของราชวงศ์ขึ้นมาได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายและบังเอิญ มันเป็นการหว่านพืชเพื่อหวังผล และความตั้งใจแน่วแน่มานมนาน จนในบางครั้งก็มีความอำมหิตรวมอยู่ด้วย ที่ต้องต่อสู้เพื่อเอาสิทธิของสายเลือดโดยกำเนิดของราชวงศ์กลับคืนมา อันเป็นการแก้เผ็ดต่อการปฏิวัติรัฐประหารในปี 2475 นี่คือผลพวงที่กษัตริย์ภูมิพลสร้างสะสมเอาไว้

เริ่มต้นจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง บรรดาเจ้าฟ้าที่หลงเหลืออยู่น้อยนิด ต่างพากันหว่านโรยรากฐานวัฒนธรรมของระบบราชาธิปไตยทิ้งไว้ โดยใช้ภูมิพลเป็นเครื่องมือในการสืบทอดและสถาปนาราชวงศ์ให้มั่นคงกลับขึ้นมาใหม่ โดยได้กำจัดพวกหัวก้าวหน้าประชาธิปไตย และบรรดาพวกนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับใครก็ตามที่จะช่วยให้ภายในวังมีอำนาจมากขึ้น ดังเช่น พวกบรรดานายพลที่โหดเหี้ยมเห็นแก่ได้ พวกพ่อค้ายาเสพติด นายธนาคาร นายทุนหน้าเลือด ที่มีสายใยใกล้ชิดกับรัฐบาลอเมริกันและ C.I.A.

เพื่อเป็นการรื้อฟื้นและสถาปนาระบบกษัตริย์ให้เข้มแข็ง จึงมีระเบียบการบริหารที่ทำการควบคุมการศึกษา ศาสนา การตีความและการบันทึกประวัติศาสตร์ และปลูกฝังค่านิยมด้วยคำว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้ชาวบ้านท่องจำกันทุกๆวัน กษัตริย์คือสิ่งสำคัญที่สุดขององค์ประกอบทั้งสาม อย่างไรก็ตามในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนในประวัติศาสตร์ หนังสือ รวมทั้งสื่อมวลชนต่างถูกคุกคามและควบคุม ไม่มีนักการเมือง นายกรัฐมนตรี ผู้นำสังคม คนใดที่จะได้รับการจารึกเอาไว้ในความสำเร็จต่างๆ นอกจากกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีและบรรดาราชวงศ์ทั้งหลาย เพื่อเป็นการปกป้องราชวงศ์ วันหยุดต่างๆคือวันหยุดที่ให้เกียรติ์ต่อราชวงศ์ ชื่อสถาบันต่างๆ โรงเรียน โรงพยาบาล ต่างพากันตั้งชื่อเพื่อให้เป็นเกียรติคุณต่อราชวงศ์จักรีเท่านั้น

สิ่งที่ยอมรับกันดีในสังคมไทยก็คือ ในช่วงที่ภูมิพลขึ้นครองราชย์นั้น ประเทศไทยได้หันเหไปสู่เส้นทางประชาธิปไตยแล้ว แต่คนจำนวนสี่ส่วนห้าของพลเมือง 18 ล้านคนยังอยู่ในชนบทและป่าเขา มีวัดเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน การทำไร่ไถ่นาตามฤดูกาลต่างขึ้นอยู่กับความเชื่อทางพุทธศาสนา เมื่อชาวบ้านมีการศึกษาน้อยและมีความเชื่อถืออยู่กับวัดวาอารามและศาสนา ดังนั้นคุณงามความดีต่างๆที่เกิดขึ้นได้นั้นก็เพราะกษัตริย์ เริ่มจากฤดูฝน ไปจนถึงการช่วยเหลือผู้ประสพภัยต่างๆ การค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์ ชาวบ้านต่างคิดว่ามาจากนายหลวง หาใช่มาจากภาครัฐบาล หรือตัวแทนของประชาชน หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งอันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง

ด้วยความตั้งใจมั่น ฝึกฝน ในเชิงประเพณีและวัฒนธรรมไทย ทำให้ผู้คนในประเทศมองเห็นกษัตริย์ภูมิพลว่ามีความชอบธรรม ฉลาด และเมตตาปราณี อย่างที่ชาวบ้านเห็นกันกับตากันอยู่เรื่อยๆว่า แม้นแต่นายพลผู้มีอำนาจ บรรดานายธนาคาร ข้าราชการ รวมทั้งพระก็ยังต้องก้มลงกราบเบื้องพระบาทของพระองค์ท่าน ซึ่งตามกฎหมายได้ยกเลิกกันไปนานหลายร้อยปีแล้ว แม้นกระทั่งได้เปรียบเทียบกษัตริย์ที่มีรูปลักษณะที่สงบนิ่งคล้ายกับได้บรรลุโสดาบันถึงขั้น อุเบกขา บรรดาพวกข้าทาสในวังต่างปกป้องไม่ยอมอนุญาตให้ตีพิมพ์รูปภาพ รูปเขียน ของกษัตริย์ที่มีรอยยิ้ม เพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อต่อชาวบ้านให้เคารพบูชากษัตริย์และราชวงศ์ให้สูงส่งอยู่เหนืออำนาจใดๆทั้งมวล รวมทั้ง ประชาธิปไตย รัฐสภา รัฐธรรมนูญ และกฎหมายต่างๆของประเทศ

เป็นเรื่องที่น่าทึ่งว่าตามเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา กษัตริย์ภูมิพล เกิดในอเมริกา ได้รับการศึกษาที่มีเหตุมีผลจากสวิสเซอร์แลนด์ ได้กลับกลายเป็นผู้มีความเลื่อมใสเชื่อถือในการปรกครองระบอบธรรมราชา โดยได้ทำการศึกษาจากความสำเร็จของบรรพบุรุษเช่นกษัตริย์องค์ก่อนๆ เรียนรู้พิธีราชกรณียกิจ ศึกษาค้นคว้าพุทธปรัชญา และบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ภายใต้การแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เรียนรู้วิธีการทำธุรกิจที่เฉียบขาด โดยได้เรียนรู้ทุกอย่างครอบจักรวาล เพื่อเป็นผู้คงแก่เรียนและตัดความเห็นแก่ตัวออกไป ผลลัพธ์คือเป็นกษัตริย์ผู้เพียบพร้อมแข็งแกร่งสามารถนำประเทศชาติและประชาชนให้พ้นภัยได้

ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง กษัตริย์ภูมิพลได้ก้าวเดินไปไกลเกินกว่าที่ปรึกษาองคมนตรีและบรรพบุรุษได้ตั้งใจเอาไว้มาก ในปี 2503 อันเป็นช่วงวิกฤตการสูงสุดของสงครามอินโดจีน ท่านได้เอาตัวเอง เข้าไปพัวพันกับการเมือง การพัฒนาประเทศ การยุททศาสตร์ โดยทำตัวอยู่ในหลังม่าน กษัตริย์ภูมิพลวางแผนชาติ แนวทางประชาชน จนแม้นกระทั่งทำการเลือกตัวผู้นำประเทศ ท่านได้ร่วมเป็นผู้นำการวางแผนการยุทธศาสตร์ในการต่อต้านการแทรกแซง ซึ่งได้นำไปใช้แทนกลยุทธ์อเมริกันในสงครามเวียดนาม จนช่วงสามสิบปีของการครองราชย์ ในปี 2519 ท่านเป็นผู้ที่มีอำนาจการเมืองอย่างสูงสุดในประเทศไทย ท่ามกลางระบบประชาธิปไตยที่มีพระกษัตริย์เป็นประมุขที่มีอยู่ในโลก กษัตริย์ภูมิพลอาจเป็นกษัตริย์ผู้เดียวที่เอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากที่สุด

กษัตริย์ภูมิพลได้รับความนับถือ ถึงขั้นเอาขึ้นแท่นบูชาจากประชาชนไทย ทุกคนต่างทราบกันดีว่า ท่านมีความปรีชาสามารถ และช่วยเหลือประชาชน แต่ก็คงไม่มีใครกล้าพูดถึงท่านในทางไม่ดีเป็นแน่ เพราะมีกฎหมายหมิ่นประมาทพระบรมเดชานุภาพที่ปกป้องทุกคนในราชวงศ์ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน หากมีความผิดมีสิทธิ์ติดคุกถึง 10 ปี อันเป็นสาเหตุที่ไม่ให้มีใครกล้าพูดถึงกษัตริย์ไทยและครอบครัว รวมทั้งบรรดาราชวงศ์ทั้งหลาย หลังจากที่ได้เสวยราชย์มาได้ร่วมหกสิบปี ประวัติและเรื่องราวของกษัตริย์ภูมิพลที่มีส่วนพลั่กดันประเทศชาติ ยังไม่มีใครกล้าที่จะแตะต้อง

ในเรื่องราวต่างๆที่บันทึกไว้อย่างเป็นทางการ กษัตริย์ภูมิพลได้สร้างกรณียกิจเอาไว้มาก เมื่อมีเหตุการณ์ไม่สงบหรือขัดแย้งกันเกิดขึ้น อย่างในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ท่านได้แสดงตัวออกมาเพื่อสร้างความสมานฉันท์เป็นน้ำหนึ่งเดียวกันให้กับประเทศไทยอีกครั้ง

แต่ผลลัพธ์ของกษัตริย์ภูมิพลที่นำเอาระบบธรรมราชากลับมาใช้อาจจะไม่แจ่มแจ้งเท่าตัวท่านเอง หลังจากรัฐธรรมนูญปี 2475 กษัตริย์มีหน้าที่เพียงเป็นหุ่นเชิดเท่านั้น อย่างไรก็ตามการที่ท่านเอาตัวเข้าไปพัวพันมีบทบาทการเมือง ย่อมมีผลที่แตกร้าวระหว่างผู้คนในภายหลัง แทนทีจะสนับสนุนความก้าวหน้าทางด้านประชาธิปไตยต่างๆ ในวังกลับจำกัดขอบเขต วิถีทางการเมือง เศรษฐกิจ จะเป็นอย่างไรก็ได้แต่ต้องไม่ละเมิดขอบค่ายและผลประโยชน์ของราชวงศ์ ซึ่งกษัตริย์ได้ปลูกฝังความคิดไว้ว่าให้ชาวบ้าน เคารพ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

กษัตริย์ภูมิพลได้รับการอบรมสั่งสอนจากบรรดาที่ปรึกษาองคมนตรีผู้อาวุโสต่างๆในราชวงศ์ ให้มีหน้าที่ปกป้องรักษาสถาบันกษัตริย์อย่างสุดความสามารถ และจากพื้นฐานนี้ ท่านจึงสรุปเอาไว้ว่า บรรดาสมาชิกสภาต่างทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองไม่ได้ทำเพื่อประชาชน ท่านตัดสินใจเอาเองว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อผู้ที่ไม่ประสงค์ดีต่อราชวงศ์ และไม่ปกป้องในเนื้อหาจุดประสงค์ของท่าน ยิ่งกว่านั้นท่านยังมีความเชื่อว่าระบบประชาธิปไตยแบบยุโรป รัฐธรรมนูญ และทุนนิยม ต่างแบ่งแยกประชาชน ซึ่งขัดต่อการปกครองแบบระบอบธรรมราชา หรืออีกทัศนหนึ่งก็คือประเทศไทยสมัยใหม่ ควรที่จะอยู่ใต้คำบ่งการของกษัตริย์และกฎทางศีลธรรม มีความจงรักษ์ภักดี ดังเช่นบรรดาข้าราชบริพาร ขุนพล ขุนนาง ผู้สืบเชื้อสายตระกูลของราชวงศ์ ดังที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้

จนถึงที่สุด กษัตริย์ภูมิพลได้รวบรวมขุนพลนายทหารหน้าข้าวตังไว้ในวังมากมาย และพวกมันได้ทำการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า ความโหดเหี้ยมและการโกงกินนั้นเป็นปัญหาใหญ่เกินกว่าที่สังคมจะแก้ไขได้ อย่างเช่นในปี 2513 ที่พวกลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามามีอิทธิพลในประเทศ เพียงแต่การผงกหัวส่งสัญญาณจากในวัง ภายใต้ความเชื่อถือใน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตราบใดที่บรรดาทรราชขุนพลแสดงความจงรักษ์ภักดีต่อราชวงศ์มากกว่า การยึดถือในกฎหมายรัฐธรรมนูญ และตราบใดที่ราชอาณาจักรไทยมีความสงบเรียบร้อย กษัตริย์ภูมิพลก็คงจะปล่อยให้ขุนพลเหล่านั้นกุมอำนาจกันต่อไปในมือ

ในจำนวนเก้าครั้งที่มีทหารทำการปฏิวัติได้สำเร็จ และหลายครั้งที่ล้มเหลว ย่อมมีผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ รวมทั้งเหตุการณ์ที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยคือ การฆ่าหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2519 ที่ทหารอ้างว่ากระทำไปเพื่อเป็นการปกป้องสถาบันกษัตริย์ของชาติ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ พฤษภาทมิฬ ปี 2535 พลเอก สุจินดา ผู้โกงกินประเทศได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำทหารสูงสุด พลเอก สุจินดา ได้ทำการปฏิวัติในปี 2534 และได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ภูมิพล และต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ได้ประจันหน้ากันกับกลุ่มชุมนุมผู้ประท้วงที่สงบเสงี่ยม สุจินดาสั่งการให้ทหารยิงปืนกราดไปยังเหล่าผู้เดินขบวน โดยอ้างว่าพวกผู้เดินขบวนมีความเป็นภัยต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สามวันต่อมากษัตริย์ได้เข้าไปยุติเรื่องราวเหล่านี้ และอย่างที่เห็นกันว่า สุจินดาได้รับการปกป้องจาก กษัตริย์ โดยที่กษัตริย์ได้ทำการตำหนิว่าคู่ปรปักษ์ ด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง และโยนความผิดไปที่นายจำลอง มากกว่าสุจินดา

การที่กษัตริย์ภูมิพลเข้าไปไกล่เกลี่ยกรณีขัดแย้งนี้เป็นเวลาราวสิบเอ็ดชั่วโมงในพฤษภาทมิฬ เป็นการกระทำที่ปราศจากประหม่า และสร้างผลงานให้กับตนเองอีกครั้ง หลายปีผ่านไปภาพของเหตุการณ์นั้นที่กษัตริย์ออกมาตักเตือนคู่ปรปักษ์ทั้งสองคือ สุจินดา และ จำลอง ได้นำออกมาเปิดเผยทางโทรทัศน์และโรงภาพยนตร์ซ้ำแล้วซ้ำเหล่า รวมทั้งทำเป็นหนังสือเพื่อเตือนความทรงจำของคนไทย 60 ล้านกว่าคนว่า สาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยที่ดำรงคงอยู่รอดมาได้นั้น ก็เพราะบารมีของราชวงศ์จักรีที่คุ้มครองชาติไทย

กษัตริย์ภูมิพลเป็นกษัตริย์ที่ไม่เหมือนใครในศตวรรษที่ยี่สิบ ที่ต้องการแข่งขันมีอำนาจกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในสมัยใหม่ แทนที่จะยอมรับตำแหน่งของตนเองอย่างในประเทศอังกฤษหรือญี่ปุ่น กษัตริย์ภูมิพลทำตัวเป็นตัวเอกในด้านการเมือง การสร้างความสำเร็จเหล่านี้เป็นการเสี่ยงตนเองอย่างยิ่ง ระบบราชาธิปไตยนั้นเหมือนดาบสองคม ถ้าทำสำเร็จก็คือยกย่องสถาบันกษัตริย์ ถ้าล้มเหลวก็คือทำลายทั้งระบบและบารมี เพราะบารมีคืออำนาจที่แท้จริงในระบบราชาธิปไตยสมัยใหม่ และยากต่อการสร้างสม บรรดากษัตริย์และราชินีส่วนมากต่างหลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงกับการเมืองชั้นต่ำสวะ

กษัตริย์ภูมิพลไม่ไยดีต่อกฎเกณฑ์เหล่านี้ ครั้งแล้วครั้งเหล่าที่นำตัวเข้าไปมีบทบาททางด้านการเมือง แต่ดูเหมือนจะเป็นการเพิ่มชัยชนะและสร้างภาพพจน์ให้ดีและยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น จะเห็นได้จากอย่างในกรณีวิกฤตกาลต่างๆ ยกเว้นเหตุการณ์ฆ่าหมู่ในปี 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กษัตริย์ทำการพลิกแพลงวิกฤตกาลต่างๆจนกลายเป็นวีรบุรุษ โดยการกำจัดคนชั่ว ปกป้องรัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตย นี่คือการแสดงที่แนบเนียมน่าเชื่อถือของกษัตริย์ภูมิพล

สำหรับพวกผู้ดีชั้นสูงที่สนับสนุนและหาผลประโยชน์กับราชบัลลังก์ มันคือการปกป้องพวกเจ้าขุนมูลนาย ชนชั้นสูง นายทหาร และนักธุรกิจใหญ่ๆ แต่กษัตริย์ภูมิพลเห็นว่าควรทำตัวให้สูงส่งกว่าการทำตัวอวดดีและเห็นแก่ตัวนั้น เพราะกษัตริย์ภูมิพลเป็นผู้เชื่อถือในการปกครองด้วยระบบธรรมราชา ที่มีนโยบายในการปกครองประเทศตามหลักธรรมในพุทธศาสนา ท่านคิดว่าพวกที่ทำตัวเป็นบริวารล้อมรอบท่านนั้นไม่มีความจริงใจในการใช้หลักแห่งธรรม ท่านรู้ว่ามีแต่ชาวบ้านหรือชนชั้นชาวนาเท่านั้นที่มีความเชื่อถือในตัวท่าน

เป็นเวลาร่วมห้าสิบปีที่กษัตริย์ภูมิพลได้ทุ่มเทสร้างสมความดี ท่านพยายามที่จะเข้าถึงคนยากคนจนผู้ต่ำต้อย ท่านเข้าไปไกล่เกลี่ยอย่างเงียบๆในกรณีที่ชาวบ้านถูกรังแกจากเจ้าหน้าที่ ท่านตักเตือนให้หลีกเลี่ยงความโลบและการลุ่มหลง และตลอดเวลาท่านไม่เคยหลงใหลไปกับความสุขสบายอย่างกษัตริย์ ยกเว้นสมาชิกในครอบครัว แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เจือจางความสำเร็จในการครองราชย์ครบรอบห้าสิบปี ในปี 2543 ประชาชนชาวไทยต่างได้รับการสนับสนุนให้ยกย่องเฉลิมฉลองเชิดชูกษัตริย์ของตนจนเท่าเทียมกับเทวดา ไม่ต่างจากศตวรรษที่ผ่านมา ที่ภายในวังเคยพยายามสร้างความประทับใจเช่นนี้เอาไว้แล้ว

การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยหลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น คือเรื่องราวของกษัตริย์ภูมิพลกับราชวงศ์ที่ประสพความสำเร็จ เป็นผู้นำที่คงทนหลังจากสงครามโลกและผ่านภาระช่วงสงครามเย็นที่ผ่านมา ซึ่งเรื่องราวต่างๆไม่เคยบันทึกเอาไว้ นักคิดนักเขียนต่างไร้ข้อมูลและหลีกเลี่ยงการเขียนถึง ตั้งแต่ปี 2475 ประเทศไทยได้เน้นถึงความก้าวหน้า และเลิกให้ภายในวังมีส่วนเกี่ยวข้องในด้านการเมือง บางคนก็ยังหน้ามืดตามัวหลงอยู่กับระบบกษัตริย์ บางคนก็เกรงกลัวกับขอห้าหมิ่นประมาทราชวงศ์ ผลลัพธ์ที่แน่ชัดก็คือการสร้างความเชื่อถือที่ว่า กษัตริย์คือผู้ที่อุทิศตนเพื่อมวลชน มีความยุติธรรม และไม่มีการยุ่งเกี่ยวกับการขัดแย้งทางการเมือง

ผลงานการค้นความของหนังสือเล่มนี้ต้องการบรรยายให้เห็นว่า กษัตริย์ภูมิพลได้ทำอย่างไร ในการสร้างสถาปนาราชบัลลังก์จักรีให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง กุญแจแห่งความสำเร็จเหล่านี้คือ รากฐานวัฒนธรรม ประเพณี การสร้างสงครามเย็น การพัฒนาการด้านความคิด โลกทัศน์ส่วนตัวของกษัตริย์ และลัทธิทุนนิยมจากในวังที่น้อยคนจะรู้นัก และเนื้อหาสาระที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องอื้อฉาวต่างๆภายในครอบครัวและราชินีสิริกิต์ รวมทั้งลูกหลานและเหลน เพราะบรรดาบุคคลในราชวงศ์เหล่านี้ มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวในการเสริมสร้าง และสถาปนาราชวงศ์จักรีของกษัตริย์ภูมิพล ให้อยู่รอดได้อีกครั้งหนึ่ง

ระบบราชาธิปไตยในความหมายแล้วคือการสืบสันตติวงศ์ อำนาจที่ผ่านมอบให้ต่อผู้ที่มีความสามารถอันเป็นที่ยอมรับกันตามอันดับฐานันดร โดยเฉพาะโอรสองค์แรก การสืบสันตติวงศ์โดยโอรสตามลำดับนี้อาจจะล้มเหลวได้ ไม่มีการรับประกันได้ว่าจะมีการสืบทอดราชวงศ์ หรืออาจจะลงเอยด้วยการได้กษัตริย์ที่ปราศจากคุณวุฒิและมีความชั่วร้าย

เมื่อภูมิพลได้มงกุฎกษัตริย์มาสวมใส เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงการสืบต่อของระบบราชาธิปไตยนั้นน่าทึ่ง แต่ผู้ที่หวังจะขึ้นครองราชย์คนต่อไปคือโอรสของกษัตริย์ภูมิพลกับราชินีสิริกิต์ คือเจ้าฟ้าวชิราลงกรณนั้นไม่มีความสามารถเทียบเท่ากับผู้เป็นพ่อ เช่นเดียวกับเจ้าชายชาร์ลแห่งอังกฤษที่รอแล้วรอเล่าที่จะรับตำแหน่งกษัตริย์ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณก็เช่นเดียวกันที่เฝ้ารอรับตำแหน่งอย่างน่าระเหี่ยใจ แม้นเรื่องราวที่มีมลทินต่างๆจะถูกเก็บปกปิดเอาไว้ก็ตาม แต่ตามท้องถนนในกรุงไปจนถึงทุ่งนาป่าเขาจะได้ยินเสียซุบซิบนินทาด่าว่าเกี่ยวกับเจ้าฟ้าคนนี้

ยิ่งกว่านั้น ประเทศไทยที่เจ้าฟ้าวชิราลงกรณหวังรอที่จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์นั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ต่างจากสมัยที่กษัตริย์ผู้พ่อเข้ารับตำแหน่ง ปัจจุบันน้อยกว่าครึ่งของคนไทยที่เป็นชาวนาตาสีตาสา และคนส่วนมากต่างมีการศึกษาขั้นพื้นฐาน และบางคนอาจมีชีวิตอาศัยทำงานอยู่ในต่างประเทศที่เจริญแล้วเช่นเอเชียหรือในโลกตะวันตก ปัญหาของประเทศนั้นยุ่งยากซับซ้อนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งต้องอาศัยผู้เชียวชาญช่วยในการแก้ไข ขณะเดียวกันภายในวังก็ไม่สามารถจำกัดการเผยแพร่ทางด้านสื่อมวลชนต่างๆ รวมทั้งภาพพจน์ที่ไม่ดีของตนเองได้

โอกาสที่เจ้าฟ้าวชิราลงกรณจะเข้ามาทำหน้าที่กษัตริย์ได้สมกับผู้เป็นพ่อค่อนข้างจะยากมาก และคนไทยส่วนมากต่างก็หวาดระแวงกลัวว่ามันจะเกิดขึ้นจริง เมื่อถึงจุดที่สูงสุดของการปกครองในระบบราชาธิปไตยนี้ สถาบันกษัตริย์ไทย ต้องเผชิญกับอนาคตที่น่าเขย่าขวัญกันต่อไป คือการสืบสันตติวงศ์อันเป็นสิ่งที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างราชวงศ์กับรัฐบาล ซึ่งต่างยังหาทางออกกันไม่ได้ นอกจากช่วยกันสนับสนุนและสร้างค่านิยมให้กับราชวงศ์จักรีกันต่อไป ด้วยประเด็นนี้จึงทำให้เกิดคำถามอย่างกว้างๆเกี่ยวกับรัชกาลที่เก้าที่จะต้องการซ่อมแซมสถาบันของตนเอง จริงหรือที่กษัตริย์ภูมิพลได้สร้างรูปแบบการปกครองในระบบราชาธิปไตยให้คงอยู่ได้อีกครั้ง ในยุคสมัยของระบอบที่ก้าวหน้าอย่าง ระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ หรือว่ามันเป็นการกระทำที่ผิดพลาดที่นำเอาระบบกษัตริย์กลับมาใช้อย่างไม่ถูกต้องกับกาลสมัยนี้ มันเป็นการรื้อฟื้นระบบที่ตายไปแล้วกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่สมควรจะกระทำเลยก็ได้