ช. สกลนครสมัยทวาราวดี

 
 
 
   สกลนครสมัยทวาราวดี
 
 
วัฒนธรรมทวารวดี      เป็นวัฒนธรรมที่ได้รับจากการติดต่อกับอินเดีย    แล้วพัฒนาการ
ขึ้นเป็นบ้านเมือง ในดินแดนประเทศไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12   เป็นต้นมาโดยที่บ้านเมืองเหล่านี้
เคยเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมดั้งเดิม   ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์   มาแล้วเป็นส่วนใหญ่
          จากหลักฐานโบราณคดี   สามารถยืนยันได้ว่า    ระหว่างพุทธศตวรรษที่   12 - 16
บ้านเมืองในภาคอีสานได้เจริญขึ้นเต็มที่แล้ว      โดยได้รับอารายธรรมด้านศาสนาการปกครอง
ตลอดจนระเพณีบางอย่างจากอินเดีย  แพร่หลายผ่านญวนและเขมรขึ้นไปตามลำน้ำโขงทางหนึ่ง
และอีกทางหนึ่งผ่านภาคกลางที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามายังภาคอีสานอีก   2    เส้นทาง  คือ
ผ่านช่องเขาในเขตเทือกเขาเพชรบูรณ์   ละแวกลำนารายณ์ชัยบาดาลเข้าสู่ลำน้ำมูล    ลำน้ำชีทำให้
อิทธิพลทวารวดีแพร่ไปยังเขตชัยภูมิ   ขอนแก่น  มหาสารคาม   กาฬสินธุ์  และสกลนคร  อีกเส้น
ทางหนึ่งผ่านไปทางช่องเขาพนมดงรักด้านตาพระยาอรัญประเทศเข้าสู่ลำน้ำมูลด้านจังหวัดบุรีรัมย์

        เนื่องจากในช่วงที่อิทธิพลทวารวดีเผยแพร่เข้ามาในประเทศไทยนั้น    ในช่วงตั้งแต่พุทธ-
ศตวรรษที่    15-16    อิทธิพลขอมศิลปะแบบลพบุรีก็เผยแพร่เข้ามาด้วยจึงทำให้ศิลปกรรมแบบ
ทวารวดีได้รับอิทธิพลขอมไปด้วย โดยแสดงในอิทธิพลการนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน

        ในด้านประวัติศาสตร์ศิลปะมีความเห็นจากหลักฐานโบราณวัตถุที่พบโดยแข่งออกเป็น
3 แบบ   คืออย่างแรก   ราวพุทธศตวรรษที่   11-13   ศิลปะทวารวดี   ได้รับอิทธิพบศิลปะแบบ
คุปตะและหลังคุปตะในอินเดีย   รูปแบบที่สอง   ระหว่างพุทธศตวรรษที่  13-16   พุทธศาสนาม-
 หายานได้เผยแพร่เข้าไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประติมากรรมรุปเคารพจึงเป็นคติมาหายาน
มีการขุดพบรูปพระโพธิสัตว์ได้จำนวนมาก        ในข้อสุดท้ายระหว่างพุทธศตวรรษที่   15-18  
ศิลปะทวารวดีได้รับอิทธิพลเขมรโบราณแบบปาปวน    อย่างไรก็ดีรูปแบบศิลปะดังกล่าวยังผสมผสาน
กับศิลปะท้องถิ่นเช่น  รูปแบบเสมาหินในภาคอีสาน   ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไป

        หลักฐานทางโบราณคดี      สมัยทวารวดีในเขตสกลนคร     มีหลายแห่งตามบริเวณเทือก
เขาภูพาน  ที่ถูถ้ำพระบ้านหนองสะไนอำเภอกุดบาก        พระพุทธรูปดินดิบพิจารณาพุทธลักษณะ
เป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี     มีพระพุทธไสยาสน์     สมัยทวารวดี แกะสลักที่หน้าผาหินทราย
ส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน       ในบริเวณวัดเชิงดอยเทพรัตน์บ้านม่วง  และในเขตรอบ  
หนองหารหลวงพบพระพุทธรูปทวารวดี      ปางสมาธิมารวิชัย     ที่วัดมหาพรหมเทโวโพธิราช
ริมหนองหาร   บริเวณนี้นับเป็นชุมชนเก่าที่มีผู้อยุ่อาศัยต่อเนื่องกันมาโดยตลอดนับจากสมัยทวารวดี
สมัยลพบุรีและสมัยล้านช้าง        นับเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญนอกจากมีหลักฐานพระพุทธรูป
แล้วยังปรากฏเสมาหิน    8    ทิศ   ปักที่เนินดินแสดงเขตพิธีกรรม

        แหล่งที่พบเสมาหินในสกลนคร   มีจำนวนหลายแห่ง   เช่น   บริเวณวัดพระธาตุเชิงชุม  
บริเวณโพนดอนหินบ้านผักขะย่า ตำบลขมิ้น ในเขตลำน้ำอูน และในเขตวัดดอนกรรม    บ้านพันนา  
อำเภอสว่างแดนดินเป็นที่น่าสังเกตว่า   ในบริเวณรอบ ๆ   หนองหารพบเสมาหินจำนวนมาก   เสมาหิน

บางหลักบ่งบอกว่าเป็นเสมาหินสมัยทวารวดี   ตอนปลาย   ทั้งนี้โดยสังเกตลวดลายใบไม้ประดับ
หม้อน้ำแกนกลางองค์สถูป   มีลวดลายวิจิตรพิศดารมากขึ้นกว่าเดิม
        รศ. ศรีศักร  วัลลิโภดม   นักโบราณคดีผู้ศึกษาเรื่องเสมาหิน   มีความเห็นว่าเสมาหินวัฒนธรรม
สมัยทวารวดี  ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำหน้าที่   อย่างคือ   กำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์โดยล้อมรอบเขต
พิธีกรรมในพุทธศาสนา   สร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาแล้ว   นำไปปักไว้ในเขตตศักดิ์สิทธิ์ โดยล้อมรอบเขต
พิธีกรรมของพุทธศาสนาและสร้างเสมาหินขนาดใหญ่   ทำหน้าที่แทนพระสถูปเจดีย์

      อย่างไรก็ดี  การสร้างเสมาหินล้อมรอบเขตศักดิ์ในพุทธศาสนา   ได้ขยายหน้าที่เป็นการปักล้อมรอบ
เขตโบราณสถานแม้ในสมัยลพบุรี   รูปแบบเสมาหินในแถบสกลนครมีขนาดไม่สูงนัก แกนกลางสลักเป็น
รูปพระสถูปมีหน้าน้ำแสดงความอุดมสมบูรณ์นอกจากจะพบเสมาหินแบบดังกล่าวในเขตสกลนครแล้วยัง
พบในเขตธาตุพนม
       การพบเสมาหินจำนวนมากในชุมชนขนาดใหญ่แสดงให้เห็นว่า   การตั้งเป็นบ้านเมืองได้เริ่มแล้วใน
สกลนคร   ในยุคทวารวดีประมาณ     1000   ปีก่อนพุทธศักราช ก่อนที่จะเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่  

Comments