สิ่งสำคัญของโลก



สิ่งมหัศจรรย์ สำคัญของโลก
ชื่อสถานที่

 
เทวรูปเทพเจ้าซีอุส
: The Statue of Zeus at Olympia
สถานที่ตั้ง   เมืองโอลิมเปีย ประเทศกรีซ
ปัจจุบัน ไม่เหลือซาก

        อนุสาวรีย์นี้เป็นรูปสลักเทพเจ้าซีอูส นั่งบนบัลลังก์สีทองที่แกะสลักด้วยงาช้างจำนวนมากมาประกอบกันขึ้น ผู้ที่ปั้นเทวรูปซีอุสนี้ เป็นปฏิมากรเอกชาวกรีก ชื่อ ฟีดีอัส เป็นคนเดียวกับที่สร้างวิหารพาเธนอน ในกรุงเอเธนส์ และสนามกีฬาโอลิมปิค

        เทวรูปซีอุส เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคเก่าแก่สิ่งหนึ่งของโลก คือ สร้างขึ้นประมาณ 2,400 ปีก่อน ระหว่งปี ค.ศ. 53 - 111 ตามตำนานที่จารึกไว้ได้ระบุว่าเทวรูปทำจากงาช้างสูง 58 ฟุต มีขนาดใหญ่กว่าคนปรกติถึง 8 เท่า พระหัตถ์ซ้ายทรงคทา พระหัตถ์ขวารองรับ รูปปั้นแห่งชัยชนะ (A small figure of Victory ) มีเครื่องประดับ ประดาด้วยทองคำล้วน

        ชาวโรมันเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จูปีเตอร์ ชาวกรีกได้เรียกเทวรูปนี้ว่า ซุส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นผู้นำแห่งเทพเจ้า ชาวกรีกนับถื่อมากที่สุดในยุคนั้น ใครจะออกเดินทางไปเมืองใดต้องมาพรจากพระองค์เสียก่อน
        แต่บัดนี้ไม่มีหลักฐานให็เป็นที่ชมได้เพราะได้ถูกไฟเผาไหม้หมดทั้งองค์ในปี ค.ศ. 476 คงเห็นภาพในเหรียญ ตราโบราณ และจากจินตนาการที่ได้มาจากคำบอกเล่า หรือ นิยายปรัมปราเท่านั้น แต่ความงาม ความใหญ่โตศักดิสิทธิ์ ยังคงเป็นที่ยกย่องเล่าลือมาจนถึงปัจจุบันนี้


 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
สนามกีฬากรุงโรม
: Colosseum of Rome
สถานที่ตั้ง   กรุงโรม ประเทศอิตาลี
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        สนามกีฬากลางแจ้งแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงของโลกอย่างหนึ่ง เป็นอนุสรณ์ที่ ใหญ่โตของอาณาจักร โรมันสมัยโบราณสร้างขึ้นในระหว่างสิพ.ศ. 615 ถึง 623 (ค.ศ. ที่ 72 ถึง 80)

        ตัวสนามสร้างมีรูปเป็นตึกวงกลมก่อด้วยอิฐและหินขนาดใหญ่ วัดโดยรอบยาว 527 เมตร สูง 57 เมตร มี 4 ชั้น ภายในมีอัฒจรรย์สำหรับคนนั่งดู จุคนดูประมาณ 80,000 คน ใต้อัฒจรรย์ และใต้ดินมีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโต หลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษ ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิตไป หรือ ไว้ใช้เป็นที่ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกันมากปีๆธิหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน

        สนามกีฬาแห่งนี้จึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรโรมันโบราณ แต่เมื่ออาณาจักรโรมันเสื่อมลงชัก็ถูกข้าศึกทำลายหลายครั้งหลายหน

        ในปัจจุบันเหลือแต่ซากโครงสร้างอันใหญ่โตมโหฬารไว้ให้ชม


 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
หอเอนเมืองปิซา
: Leaning Tower of Pisa
สถานที่ตั้ง   เมืองปิซา ประเทศอิตาลี
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        หอเอนแห่งเมืองปิซา เป็นหอคอยหินอ่อนที่พิศดาร สูง 54 เมตร ( 181 ฟุต) มี 8 ชั้น แต่ละชั้นมีเสาหินอ่อนที่สลักลวดลายวิจิตรรองรับ ได้ลงมือสร้างเมื่อ พ.ศ. 1717 (ค.ศ. 1174) ไปเสร็จในปี พ.ศ. 1893 (ค.ศ. 1350) ใช้เวานานถึง 176 ปี ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลก ความน่ามหัศจรรย์อีกอย่าง คือ เมื่อเริ่มสร้างได้ 4-5 ชั้น หอนี้เริ่มเอียง แต่ไม่ถึงกับพังทลายลงมา เพราะแรงที่จุดศูนย์ถ่วง เมื่อลากดิ่งลงมาไม่ออกนอกฐานจึงไม่ล้มยังทรงตัวอยู่ได้ เมื่อสร้างเสร็จ ยอดของหอเอียงออกจากแนวดิ่งของฐานถึง 4 เมตร( 14 ฟุต) และหอเอนนี้ช่วยให้กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ ชาวอิตาเลียน ผู้มีชื่อเสียงของโลก ได้ทดลองเรื่องอัตราเร็วของเทห์วัตถุที่ตกลงมาจากที่สูง


 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์
: Stonehenge
สถานที่ตั้ง   เมืองซัลลิสเบอรี่ มณฑลวิลไซร์ ประเทศอังกฤษ
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        กองหินประหลาดนี้อยู่กลางทุ่งนาแห่งเมืองซัลลิสเบอรี ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 10 ไมล์ ประกอบด้วยแนวหินขนาดมหึมาหินเรียงรายราว ๆ 3 กิโลเมตร และ มีกลุ่มหินใหญ่ประมาณ 112 ก้อน ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางทุ่งนา เป็นรูปวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วง บางก้อนล้มนอน บางก้อนตั้งตรง บางก้อนวางซ้อนทับอยู่บนยอดก้อนหินที่ตั้งอยู่สองก้อน

      วงกลมรอบนอก มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 100 ฟุต มีหินทั้งหมด 30 ก้อน แต่ละก้อนสูง 13 ฟุต

      วงกลมรอบกลาง มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 76 ฟุต มีหินทั้งหมด 40 ก้อน มีสองก้อนตั้งสูงถึง 22 ฟุต

      วงในสุด มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 50 ฟุต มีหินทั้งหมด 42 ก้อน ล้มบ้างตั้งสูงบ้าง หินแต่ละก้อนหนักเป็นตันๆ เฉลี่ยแล้วสูง 4 เมตร หนัก 26 ตัน

        มีผู้สันนิษฐานว่าตั้งอยู่ในที่นั้นมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาลถึง 1,700 ปี เป็นสิ่งก่อสร้างที่โดยไม่มีร่องรอยของความเป็นมา ไม่มีใครทราบว่าใครเป็นผู้สร้าง, สร้างเพื่อวัตถุประสงค์อะไร? ที่น่าแปลกก็คือ ในริเวณนั้นเป็นทุ่งกว้าง ไม่มีภูเขาและสิ่งก่อสร้างด้วยก้อนหินอื่น ๆ อีกเลย จึงทำให้สงสัยว่าผู้ก่อสร้างนำหินเหล่านั้นมาจากไหน และไม่ปรากฏว่ามีการขน หรือสิ่งปรักหักพังในการก่อสร้าง บริเวณที่ดังกล่าว ใช้อะไรยกหินก้อน ที่หนัก ๆ หลาย ๆ ตันขึ้นวางซ้อนกันได้ ซึ่งอยู่สูงถึง 13 ฟุต นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่ท้าทายความอยากรู้ของมนุษย์ยุคปัจจุบันยิ่งนัก
 

ชื่อสถานที่

 
สุเหร่าเซนต์โซเฟีย
: Mosque of Hagia Sophia (Istanbul)
สถานที่ตั้ง   เมืองคอนสแตนดิโนเปิล ประเทศตุรกี
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        สุเหร่าเซนต์โซเฟีย(Saint Sophia) หรือ โบสถ์ฮาเจีย โซเฟีย ปัจจุบันเป็นที่ประชุมสวดมนต์ของชาวมุสลิม ในอดีตเป็นโบสถ์ทางศาสนาคริสต์ พระเจ้าจักรพรรดิ์คอนสแตนตินเป็นผู้สร้างเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่13 ใช้เวลาสร้าง 17 ปี เพื่อเป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์ แต่ถูกผู้ก่อการร้ายบุกทำลายเผาเสียวอดวายหลายครั้งเพราะเกิดการขัดแย้งระหว่าง พวกที่นับถือศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลาม

        จนถึงสมัยพระเจ้าจัสตินเนียน มีอำนาจเหนือตุรกี จึงได้สร้างโบสถ์เซนต์โซเฟียขึ้นใหม่ ใช้เวลาสร้างฐานโบสถ์ 20 ปี ตัวโบสถ์ 5 ปี เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1996 (ค.ศ 1435) พระองค์ต้องการให้เป็นสิ่งสวยงามที่สุดได้พยายามหา สิ่งของมีค่าต่างๆ มาประดับไว้มากมาย สร้างเสร็จได้มีการเฉลิมฉลองกันอย่าง มโหฬาร ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวอย่างใหญ่ทำให้แตกร้าวต้องให้ช่างซ่อมจนเรียบร้อยในสภาพเดิม
        เมื่อสิ้นสมัยของจักรพรรดิจัสตินเนียน ถึงสมัยพระเจ้าโมฮัมเม็ดที่ 2 มีอำนาจเหนือตุรกี และเป็นผู้นับถือศาสนา อิสลามได้ดัดแปลงโบสถ์หลังนี้ให้เป็นสุเหร่าอิสลาม แต่ยังคงความงามไว้เช่นเดิม

        สุเหร่าเซนต์โซเฟีย มีเนื้อที่ 700 ตารางเมตร ภายในมีเสางามค้ำที่สลักอย่างวิจิตร และ ประดับไว้งดงาม 108 ต้น (ชั้นบนขนาดเล็ก 68 ต้น ชั้นล่างขนาดใหญ่ 40 ต้น) มียอดเป็นโดม คล้ายซาลาเปา มีหอมินาเรสท์เป็นยอดแหลม ๆ มากมาย เนื่องจากศิลปะแบบคริสเตียน ผสมกับอิสลามนี้เองทำให้มีความสวยงามอันน่ามหัศจรรย์

 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
ปราสาทหินนครวัด
: Angkor
สถานที่ตั้ง   เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        ปราสาทหินนครวัด เป็นสถาปัตยกรรมที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก สร้างโดยพระราชาธิราชแห่งพวกขอมซึ่งปกครองดินแดนของกัมพูชา ประมาณสิพ.ศ. 1690 (ค.ศ. 1147)เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

        ตัวปราสาทสร้างด้วยหินศิลาแลง นี้กว้างด้านละ 5 เส้น หรือ 200 เมตร แบ่งเป็นเป็น 3 ตอน รอบ ๆ ปราสาทมีคู ทางเข้าปราสาท ด้านหน้าปูด้วยหินศิลาแลงขนาดใหญ่มีราวกำแพงสลักเป็นพญานาค ซุ้มประตูสร้างเป็น พระปรางค์ 3 ยอด ผ่านประตูเข้าไปข้างในถึงตอนกลางเป็นปราสาทก่อเป็นพระปรางค์มี 5 ยอด มีภาพแกะสลักวิจิตรงดงามลงในเนื้อหินประดับประดาอยู่แทบทั้งหมด เป็นภาพนูนแสดงถึงพุทธประวัติ ประวัติการทำสงคราม ตอนบนของยอดปราสาทมักสลักเป็นรูปพรหมสี่หน้า เป็นสถาปัตยกรรมก่อสร้างที่งดงามมั่นคงธิซึ่งแสดงว่าครั้งหนึ่ง ขอมเคยเจริญรุ่งเรืองมาแล้วในสมัยโบราณ

        ปราสาทนี้ปล่อยทิ้งร้างไว้เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง จนกลายเป็นป่าทึบชัมีต้นไม้ปกคลุมโดยทั่วไปทำให้ปรักหักพังลงมากเพิ่งได้รับการบำรุงซ่อมแซมบูรณะให้คืนสู่สภาพเดิมเมื่อต้นคริสตศตวรรษที่ 19


 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
บุโรพุทโธ
: Borobudur Temple
สถานที่ตั้ง   บนเนินสูงของเกาะชวาภาคกลาง ประเทศอินโดนีเซีย
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        บุโรพุทโธ ( Borobudur ) พุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8-9 โดยกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทร ตั้งอยู่บนเนินสูงของเกาะชวาภาคกลาง ห่างจากเมืองยอกยากาตาร์ ( Yogyakata ) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 40 กิโลเมตร ถือเป็นโบราณสถาานขนาดใหญ่ และเป็นศูนย์รวมแห่งความภาคภูมิใจของชาวอินโดนิเซีย และชาวพุทธทุกคน ซึ่งหวังจะไปแสวงบุญสักครั้งหนึ่งในชีวิต

        เจดีย์บุโรพุทโธรูปทรงดอกบัวนี้ก่อสร้างตามแบบศิลปะฮินดู-ชวา หรือศิลปะชวาภาคกลางที่ผสมผสาานระหว่างอินเดียและอินโดนีเซียได้อย่างกลมกลืนที่สุด บุโรพุทโธเปรียบเป็นศูนย์กลางของจักรวาลซึ่งแบ่งเป็น 3 ชั้น

        ส่วนฐานของเจดีย์ประกอบด้วยขั้นบันไดใหญ่ 4 ขั้น รอบ ๆ เป็นรูปสี่เหลี่ยม กำแพงรอบฐานมีภาพนูนตำไม่น้อยกว่า 160 ภาพส่วนนี้อยู่ในขั้นกามาธาตุ หรือขั้นตอนที่มนุษย์ยังผูกพันอย่างใกล้ชิดกับความสุขความร่ำรวยทางโลก

        ส่วนที่สอง คือส่วนบนของฐานที่มีบันไดรูปกลม ฐาน 6 ชั้นที่มีรูปสลักนูนต่ำเกือบ 1,400 ภาพที่แสดงพุทธประวัติ ถือเป็นขั้นรูป ธาตุ คือขั้นตอนที่มนุษย์หลุดพ้นจากกิเลสทางโลกมาได้บางส่วน

        ส่งวนที่สามคือส่วนของฐานกลมที่มีเจดีย์เล็ก ๆ 3 ขั้นล้อมรอบสถูปองค์ใหญ่ทึ่สุดที่หมายถึงจักรวาล คือขั้นอรูปธาตุ ที่มนุษย์ไม่ผูกพันกับทางโลกอีกต่อไป ปัจจุบันบุโรพุทโธจัดเป็นมรดกของยูเนสโกที่มีความลี้ลับมหัศจรรย์ทั้งทางด้านการก่อสร้างสถาปัตยกรรมรูปทรงภายนอก และมหัศจรรย์ในด้านสัญลักษณ์และความหมายที่รอให้มนุษย์ได้ศึกษาตีความกันต่อไป


 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
เจดีย์ชเวดากอง
: Shwedagon Pagoda
สถานที่ตั้ง   ประเทศพม่า
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        "ชเว" คือ ทอง ส่วน "ดากอง" คือชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง สมัยที่พระเจ้าอลองพญาสถาปนาเมืองเล็กริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2298 กล่าวกันว่า "ทอง" แห่งมหาเจดีย์มหาศาลกว่าทองในธนาคารแห่งอังกฤษ ซึ่งน้อยคนปฏิเสธความเป็นไปได้

        ประวัติความเป็นมาของมหาเจดีย์องค์สำคัญนี้ ที่มีผู้ค้นคว้าและบันทึกไว้อย่างน่าอ่านก็คือ ข้อมูลจากหนังสือ "พม่า" ในชุด "หน้าต่างสู่โลกกว้าง"

        ตามตำนานกว่า 2,500 ปี ของเจดีย์แห่งนี้กล่าวไว้ว่าเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุทั้งแปดเส้นของพระพุทธเจ้า และพระบริโภคเจดีย์ของพระอดีตพระพุทธเจ้าทั้งสามองค์ องค์สถูปหุ้มด้วยทองคำทั้งหมด 8,688 แท่ง แต่ละแท่งมีค่ามากกว่า 400 ยูเอสดอลลาร์ ปลายยอดสถูปประดับด้วยเพชร 5,448 เม็ด ทับทิม นิล และบุษราคัมอีก 2,317 เม็ด มีมรกตเม็ดเขื่องอยู่ตรงกลาง เพื่อรับลำแสงแรกและลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ ทั้งหมดนี้ประดับอยู่ด้านบนเหนือฉัตรขนาด 10 เมตร ซึ่งสร้างขึ้นบนไม้หุ้มทองเจ็ดเส้น ประดับด้วยกระดิ่งทองคำ 1,065 ลูก และกระดิ่งเงิน 420 ลูก รอบองค์สถูปรายล้อมไปด้วยสิ่งปลูกสร้างกว่า 100 หลัง มีทั้งสถูปบริวาร วิหารทิศ วิหารราย และศาลาอำนวยการ

        เจดีย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพวก บะกัน เรื่องอำนาจ พระเจ้าอโนรธา เคยเสด็จประพาสชเวดากองระหว่างการรบพุ่งทางใต้ในศตวรรษที่ 11 พระเจ้าบญาอู แห่งพะโค ก็ทรงบูรณะเจดีย์แห่งนี้ในปี พ.ศ.1925 และ 50 ปีต่อมา พระเจ้าเบียนยาเกียนก็โปรดให้ยกองค์สถูปให้สูงขึ้นไปถึง 90 เมตร

        ผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจาก พระเจ้าเบียนยาเกียน คือ พระนางฉิ่นซอปู้ หรือ นางพญาตะละเจ้าท้าว ได้ทรงสร้างลานและกำแพงล้อมรอบองค์สถูป และพระราชทานทองคำเท่าน้ำหนักพระองค์เอง 40 กิโลกรัม ให้นำไปตีเป็นแผ่นทองหุ้มสถูป เป็นแบบอย่างให้กษัตริย์รุ่นหลัง ๆ ทรงประพฤติปฏิบัติตาม ทั้งนี้เพราะพายุลมฝนในช่วงมรสุมนั้นโหมแรง จนทำให้แผ่นทองคำชำรุดหลุดร่วงลงมาอยู่บ่อย ๆ พระเจ้าธรรมเซดี ผู้สืบราชสมบัติต่อจากพระนางก็ได้ทรงบริจาคทองคำหนักเป็นสี่เท่าของน้ำหนักพระองค์เอง เพื่อบูรณะซ่อมแซมพระเจดีย์

        ในปี พ.ศ.2028 พระเจ้าธรรมเซดีทรงสร้างศิลาจารึกสามหลังเอาไว้บนบันไดด้านตะวันออกของเจดีย์ชเวดากอง บอกเล่าประวัติของเจดีย์เป็นภาษามอญ พม่า และบาลี จารึกนั้นยังคงมีให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้
        เจดีย์ชเวดากองตกอยู่ภายใต้การยึดครองของอังกฤษนานถึง 77 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2395-2472 แต่ชาวพม่าก็ยังสามารถเข้ามาสักการะเจดีย์ได้

        ในปี พ.ศ.2414 พระเจ้ามินดง แห่งมัณฑะเลย์ ทรงส่งฉัตรฝังเพชรอันใหม่มาถวายเป็นพุทธบูชา มีการจัดงานฉลองและมีชาวพม่ากว่าแสนคนมาเที่ยวชมงาน พระองค์จึงทรงถือโอกาสนี้ปรารถนาเรื่องเอกราชของพม่า สร้างความไม่พอใจให้กับอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้

        ช่วงศตวรรษที่ 20 มีภิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นกับพม่าหลายครั้ง โดยเริ่มจากปี พ.ศ.2473 เกิดแผ่นดินไหวขึ้น แต่ก็สร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในปี พ.ศ.2474 เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่จากฐานบันไดทางทิศตะวันตก ลุกลามต่อไปยังปีกด้านเหนือ ดชคดีที่ดับไฟได้เสียก่อน แต่ก็ได้เผาผลาญศาสนสถานสำคัญไปไม่น้อย ในปีพ.ศ.2513 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง นับเป็นภัยแผ่นดินไหวครั้งที่ 9 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ส่งผลให้ทางภาครัฐต้องจัดทำโครงพิเศษเพื่อเสริมยอดเจดีย์ให้แข็งแรงขึ้น

        เมื่อใดก็ตามที่เจดีย์แห่งนี้ชำรุดเสียหายก็จะได้รับการบูรณะให้งดงามรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าเดิม

        เจดีย์ชเวดากองสัญลักษณ์ของประเทศพม่าตั้งแยู่บนเนินเขาเชียงกุตตระ สามารถมองเห็นได้จากทุกมุมเมือง เพราะสูงเด่นเป็นสง่า ข้อสำคัญไม่มีตึกหรืออาคารสูงมาตั้งบดบังได้

        นอกจากสถูปทองที่ส่องอร่ามไปทั่วแล้ว ยังมีองค์ประกอบโดยรวมอีก ตั้งแต่ประตูทางขึ้นสู่บันไดทั้ง 4 ทิศที่ใหญ่โตมโหฬาร ตัวหลังคาระเบียงวัดที่ทอดขึ้นสู่ฐานขององค์เจดีย์ก็มีลวดลายสลักเสลาเหมือนปราสาทลดหลั่นกันเป็นชั้น ๆ

        เจดีย์ชเวดากองเปิดให้ชมทุกวันตั้งแต่เวลา 04.00-21.00 น. การเปิดให้เข้าชมเป็นช้าวงเวลายาวขนาดนี้ ก็เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาสามารถเข้าไปก่อนอรุณรุ่งและกลับออกมาหลังตะวันยอแสง จะได้มีเวลาชมเต็มที่

        บริเวณโดยรอบของทางเข้าทางทิศใต้ ซึ่งเป็นทางขึ้นสู่เจดีย์ชเวดากองที่ผู้คนนิยมใช้กัน มีบันไดทั้งหมด 104 ขั้น ทอดขึ้นสู่บริเวณลานของเจดีย์

        ตามสองข้างทางบันได เต็มไปด้วยร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจากทางวัดให้เข้ามาตั้งแผงขายของให้กับผู้คนที่มาสักการะบูชาด้วยความเลื่อมใส สินค้าส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการทำบุญและก็มีสินค้าที่ระลึกวางขายด้วย

        หน้าบริเวณทางเข้ามีรูปปั้นสัตว์ในตำนวนปรัมปราสองตัวทำหน้าที่เป็นทวารบาลคือ ชินเต้ หรือสัตว์ครึ่งสิงโตครึ่งนก เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สีหปักษีทวารบาล และ ยักษ์ทวารบาล

        รายรอบด้วยเจดีย์องค์เล็กองค์น้อย ผู้คนจำนวนมากยังเดินทางมาที่นี่เพื่อกราบไหว้ สักการะ สรงน้ำองค์ปฏิมา และทำทักษิณาวัตร ไม่ใช่เฉพาะคนแก่คนเฒ่า แต่ทั้งเด็กเล็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ทั้งชายและหญิง พากันมาน้อมใจสู่พระรัตนตรัยที่นี่

        นอกจากจะมีทวารบาลที่หน้าประตูแล้ว ยังมีเหล่าเด็ก ๆ ชาวพม่าวิ่งท้วงติงผู้ที่ใส่รองเท้าเข้ามาบริเวณวัด ให้ถอดรองเท้าถุงเท้า แล้วให้ซื้อถุงก๊อบแก๊บใส่รองเท้าถือเข้าวัดไปด้วย


 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
ตึกแฝดเปโตรนาส
: Petronas Towers
สถานที่ตั้ง   ประเทศมาเลเซีย
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

       เปโตรนาส (petronas twin tower) ตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก ที่สูงตระหง่านถึง 452 เมตร มีด้วยกัน 88 ชั้น ใช้งบประมาณการก่อสร้าง 20,000 ล้านบาท ซึ่งเจ้าของตึกนี้เป็นเจ้าของน้ำมันยี่ห้อเดียวตึกนั่นเอง

        ส่วนการออกแบบตึกได้รับแรงบันดาลใจจากเสาหินทั้ง 5 ของอิสลาม ผสมผสานกับโครงเหส็กที่ท่อหุ้มในแต่ละจุด ทำให้เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามแปลกตามากเลยทีเดียว

        ภายในตึกนี้จะเป็นแหล่งความรู้ ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี บันเทิง และแหล่งซ็อบปิ้งขนาดใหญ่นั่นคือ ห้างสรรพสินค้า ซูเลีย ห้างสรรพสินค้าที่มีสินค้าแบรนด์เนมนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง

        สิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่ชั้น 4 ของ KLCC นี้ เรียกว่า เปโตรซายน์ส (Petrosains) เป็นศูนย์วิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยมากที่สุด แห่งหนึ่ง ที่ศูนย์แห่งนี้เปิดทุกวันตั้งแต่ 14.30 - 19.00 น. ปิดทุกวันจันทร์

        ที่นี่มีศูนย์กลางคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถสอบถามได้ทุกอย่างโดยผ่านทางจอคอมพิวเตอร์ ส่วนมากจะ เป็นเด็กๆ ส่วนใหญ่ ทั้งมากับผู้ปกครอง และมาทั้งห้องเรียน แบบทัศนศึกษา ที่นี่จะเน้นความรู้เกี่ยวกับน้ำมัน เพราะประเทศมาเลเซีย ก็เป็นแหล่งผลิตน้ำมัน รายใหญ่เช่นกัน และมีการย้อนสู่อดีตเมือ 200 ล้านปีก่อน จำลองเป็นไดโนเสาร์ และการค้นพบแหล่งน้ำมัน

 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
พระราชวังโปทาลา
: Potala Palace in Lhasa
สถานที่ตั้ง   เมืองลาสซา ประเทศธิเบต
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        ในเมืองลาสซา เมืองหลวงของประเทศธิเบต ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน มีพระราชวังซึ่งเป็นที่ประทับของ ดาไลลามะ องค์ประมุขทางศาสนาพุทธ ฝ่ายมหายานของธิเบต เรียกว่าพระราชวังโปทาลา ตั้งอยู่บนเขาหินลูกหนึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 11,830 ฟุต มีความยาวด้านละ 900 ฟุต สร้างในราวคริสตวรรษที่ 17 แบบอย่างการสร้างเป็นประดุจป้อม มหึมา มีกำแพงหนาก่อเป็นชั้น ๆแต่ทว่าเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับคนต่างเมือง ผู้ที่มีโอกาสได้เข้าไปพบเห็นแล้วกล่าวว่าเป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นอย่างสวยงามที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
เปตรา
: Petra
สถานที่ตั้ง   ประเทศจอร์แดน
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        นครเปตราในจอร์แดนเป็นเมืองที่เจาะสลักเข้าไปในหินเกือบทั้งหมด รอบบริเวณ ไม่ว่าจะเป็น วิหาร หลุมศพ บันได โรงละคร ซึ่งขุดสลัก มาแต่ยอดเขาลงมาเป็นหลืบลดหลั่นเป็นช่อชั้นงดงาม แสดงถึงฝีมือและ ศิลปะในการสลักหินได้อย่างยอดเยี่ยม สีของหินก็กลมกลืนกันดี ตัวตึกสี เลือดนก สีกุหลาบและสีม่วงเป็นลำดับ ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม เบื้องต้นของเขตตะวันออกกลางที่เรียกว่านาบาทีนส์ คนแถบนี้เป็นพวกเร่รอน อาชีพเลี้ยงแกะอยู่ไม่เป็นที่ เป็นพวกชอบทำธุรกิจค้าขายเครื่องเทศจากตะวันออก ไปยังเขตเมดิเตอร์เรเนียน จากนั้นก็ขนส่งลงเรือไปสู่ยุโรป ในช่วงเวลาที่มีการ ค้าขายอย่างกว้างขวางกับอาณาจักรต่าง ๆ สืบมาจนถึงปัจจุบันได้ใช้เส้นทาง ในเขตซีเรียสู่ซาอุดีอารเบียโดยอาศัยกองคาราวานขนส่ง ได้สร้างความร่ำรวย และอำนาจราชศักดิ์ จนได้กลายมาเป็นนครเปตราขึ้นจากพวกอีโดไมท์ ซึ่งถือ เป็นเมืองหลวงในราว 300 ปี ก่อนคริสต์กาล

     ในคริสต์ศตวรรษที่2 พวกนาบาทีนส์ต้องพ่ายแก่เผ่าพวกโรมัน จำเป็นต้องเข้ารวมกับอาณาจักรโรมันแต่ความสำคัญด้านการค้าของนครเปตรา ยังอยู่ต่อไปโดยมีชาวโรมันคอยหนุนหลัง ถนนโรมันถูกสร้างขึ้นจากซีเรียไปยังทะเลแดง โดยฝีมือของชาวเมืองทรอยตามอย่างถนนโรมัน ศิลปะนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป พวกศริสเตียนได้นำมาดัดแปลงสร้างเป็นสถานนมัสการพระเจ้า

     สิ่งก่อสร้างสำคัญชิ้นหนึ่งในนครเปตราคือมหาวิหารกวาซร์ ฟีราโอน ซึ่งสร้างสมัยพระเจ้าอาเรตัสที่4 มหาราชของชาวนาบาทีนส์ ซึ่งครองราชย์ระหว่าง 9 ปีก่อน ค.ศ. จนถึง ค.ศ. 40

     การบูรณปฏิสังขรณ์นครเปตรากำลังดำเนินอยู่อย่างมาก ในปัจจุบัน นครแห่งนี้ถูกค้นพบในรูปปรักหักพังมาตั้งแต่ ค.ศ. 1812 นับเป็นนครที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้ไปชมปีละมากมาย ความนิยมดังกล่าวช่วยยกฐานะให้นครเปตรากลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ โปราณสิ่งหนึ่งในโลก


 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
นครต้องห้าม
: Forbidden city
สถานที่ตั้ง  ประเทศจีน
ปัจจุบันสามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        ถัดจากกำแพงยักษ์ของเมืองจีนไปทางใต้ประมาณ 80 กิโลเมตร (50 ไมล์) เป็นที่ตั้งของนครต้องห้ามที่สร้างขึ้นด้วยพระบรมราชโองการของกุบไลข่านจอมจักรพรรดิ ผู้พิชิตจักรวาลเพื่อใช้เป็นที่ทรงพักผ่อนราชอิริยาบถส่วนพระองค์ การก่อสร้างอยู่ในความอำนวย การของหยุงลู้อำมาตย์คนสนิท สร้างในศริสต์วรรษที่ 15 สองร้อยปีหลังจากจักรพรรดิราชวงศ์ มงโกลขึ้นครองอำนาจในเมืองจีน ส่วนที่เป็นนครต้องห้ามมีพื้นที่ 64.75 ตารางกิโลเมตร (25 ตารางไมล์) อาณาจักรเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีสิ่งก่อสร้างล้อมรอบประกอบกับพระอุทยาน มีกำแพงกั้นส่วนในกับส่วนนอกอย่างแข็งแรง

        นครต้องห้ามอย่างแท้จริงอยู่ด้านในเริ่มจากทางเข้าที่สำคัญอันที่รู้จักกันดีในนามที่เรียกว่า พระทวารสรวงสวรรค์สันติ ก่อนถึงพระทวารเป็นลานจตุรัสกว้างใหญ่สำหรับให้ทหารสวนสนามตรวจพล มีคูเมืองเป็นชั้น ๆ ตามลำดับ มีสะพานหินอ่อน 5 แห่ง สมัยจักรพรรดิรุ่งเรือง องค์จักรพรรดิเสด็จเข้าทางสะพานกลาง ติดตามด้วยขบวนแห่ขนาดใหญ่ตามเสด็จอีกข้างละสองขบวนเข้าทางสะพานที่เหลืออีก 4 สะพาน รวมเป็น ห้าขบวนตามเข้าสู่พระราชวังในนครต้องห้ามผ่านสนามชัยเข้าสู่ประตูที่สองขนาดมหึมาเช่นเดียวกัน เรียกว่าพระทวารมัชฌิมา(ประตูกลาง) ถัดเข้าไปเป็นสนามหน้าพระลานผ่านเข้าไปยังสุวรรณวารี(แม่น้ำทองคำ) เพื่อไปยังทางเข้าศาลาลูกขุนใน แล้วจึงถึงพระที่นั่งอันมีท้องพระโรงสำหรับองค์จักรพรรดิเสด็จออกว่าราชการ ซึ่งนับเป็นตอนสำคัญที่สุด ผู้ใกล้ชิดพระยุคลบาทเท่านั้นจึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้

        บริเวณสามช่วงที่ท้องพระโรงตั้งอยู่มีกระถางธูปทองบรอนซ์ 18 ใบหัวมังกรขนาดมหึมา เต่า และนาฬิกาแดดทำด้วยหิน แต่ละด้านของท้องพระโรงมีที่ให้เข้าเฝ้า องค์จักรพรรดิเสด็จประทับตรงกลาง ในฐานะเทพเจ้าผู้ดูแลปกครองโลก

        ความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดินครแห่งนี้จะมองเห็นได้ชัดเจนถ้ามองดูทางเนินเขาแห่งความคาดหวัง (เนินเขามองตลอด) ซึ่งอยู่ทางด้านเหนือจากสถานที่แห่งนี้ จะแลเห็นหลังคากระเบื้องสีเหลืองลาดลดหลั่นกัน ลงไปของตัวตึก หอคอย วัง วัด และอื่น ๆ

        ทางส่วนนอกของนครต้องห้ามอยู่ทางทิศใต้ มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีหอบูชาสวรรค์ที่มีจริงบนพื้นโลก บริเวณที่บูชากั้นเขตด้วยกำแพงมีบริเวณกว้างขวาง ประกอบด้วยวัดใหญ่ ๆ ที่มีความสำคัญหลายวัด ที่สำคัญที่สุด คือวัดสวรรค์คาวาส มีหอกลมมหึมาหลังคาสามชั้น สูง 27-43 เมตร (90 ฟุต) แห่งนี้ใช้เป็นที่ทำพิธีทางศาสนา ติดต่อกับสวรรค์นาน ๆ ครั้งขององค์จักรพรรดิ ตามโอกาสอันควรที่องค์จักรพรรดิเสด็จมาประทับ


 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
พระราชวังแวร์ซายส์
: Palace of Versailles
สถานที่ตั้ง  กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ปัจจุบันสามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        เป็นพระราชวังที่สวยงามมากสร้างขึ้นโดย พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส มีนายช่างสถาปนิก อัลเดรด เลอ นอสเตอร์ เป็นผู้ออกแบบ ลงมือสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2204 (ค.ศ. 1661) สร้างอยู่นาน เวลา 30 ปี สิ้นเงินค่าสร้าง 500,000,000 ฟรังก์ ใช้คนงาน 30,000 คน ทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว เป็นแบบอย่างและศิลปกรรมก่อสร้างที่งดงามมาก

        ภายในพระราชวังแบ่งออกเป็นห้องต่างๆ เช่น มีห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องสำราญ ห้องทรงพระอักษร ห้องโถง ห้องออกว่าราชการ ฯลฯ แต่ละห้องมีเครื่องประดับมีค่ามากมาย ทั้งวัตถุ และ ภาพเขียนศิลปะที่มีชื่อเสียง ห้องที่มีชื่อที่สุด คือ ห้องกระจกที่เคยใช้ลงนาม เซ็นสัญญาสงบศึกระหว่างสัมพันธมิตร กับเยอรมัน ในคราวมสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นที่ใช้ลงนามในเมื่อเยอรมันบุกตีชนะฝรั่งเศส ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย ในการทำสงครามใหญ่ทุกครั้งฝรั่งเศส จึงต้องประกาศให้ปารีสเป็นเมืองปลอดทหารคือ ไม่มีทหารตั้งอยู่ ไม่มีการต่อสู้ใด ๆทั้งสิ้น ทั้งนี้เพื่อรักษาไม่ให้พระราชวังแห่งนี้ ต้องได้รับความเสียหายจากการโจมตี ของข้าศึกไม่ว่าโดยทางใด ทุก ๆ ปีจะมีนัก ปจจุบันเป็นสถาปัตยกรรมมีค่าที่สุดของฝรั่งเศส และโลก ที่มีนักท่องเที่ยวไปชมความงามไม่น้อยกว่า 1,000,000 คน ต่อปี


 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
วิหารพาร์เธนอน
: Parthenon
สถานที่ตั้ง   ประเทศกรีซ
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        วิหารพาร์เธนอน เป็นวิหารที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงในด้านความงดงามและความมีสัดส่วนเหมาะเจาะสมบูรณ์ มีขนาดกว้าง 100 ฟุต ยาว 230 ฟุต และสูง 65 ฟุต เป็นศิลปะแบบดอริก ออกบบโดยสถาปนิกชื่อ อิคตินุส (Ictinus) และ คาลลิคราเตส (Callicrates) ซึ่งดำเนินการก่อสร้างภายใต้การควบคุมของประติมากรชื่อ พิดิอัส (Phidias)

        ซากที่ยังเหลือให้เห็น ก็คือ โครงสร้างที่ค้ำด้วยเสาหินอ่อน สีอมชมพู และหน้าบันบางส่วน ส่วนภายในเคยมี ประติมากรรม เทพีอาธีนา ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ วิหารนี้ใช้เป็นที่บวงสรวง เทพีอาธีนา ต่อมาใช้เป็นโบสถ์ของชาว คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น โบสถ์คาทอลิก จนกระทั่งในยุคที่ ชาวเติร์ก ครองเมืองถูกดัดแปลงมาเป็น มัสยิด และในที่สุดก็ถูกใช้เป็นที่เก็บดินปืน ในสงครามระหว่างเติร์ก กับ เวเนเชี่ยน (Venetian) ทำให้ถูกระเบิดเสียหายไปบางส่วน และ วิหารพาร์เธนอน มาทรุดโทรมอย่างหนัก เมื่อคราวสงครามกอบกู้อิสรภาพของกรีก จาก เติร์ก
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
ม่อนผานักบุญมิแชล
: Mont Saint Michel in France
สถานที่ตั้ง   แคว้นบริตตานี ประเทศฝรั่งเศส
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        พระอารามอันตั้งอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดตื่นตาน่าดูที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เกิดขึ้นเมื่ออัครเทวทูตไมเกิลหรือมิแชลได้มาปรากฎองค์ต่อโอแบร์ต พระราชาคณะ(บิชอบ) แห่งอาวรางช์และมีบัญชาให้สร้างสถานที่เผยแพร่คำสั่งสอนของพระเจ้า บนเกาะที่มีภูเขา เรียกกันในเวลานั้นว่าตองเบ ลักษณะของภูเขาลูกนี้เป็นรูปกรวยคว่ำ สูงเด่นงดงามขึ้นไปจาก หาดทรายชายทะเลของแคว้นบริตตานีในฝรั่งเศส

        การก่อสร้างเริ่มแรกทำในระหว่างคริสต์ศักราช 1017-1144 ณ สถานที่อันเป็นที่ตั้งของ โบสถ์เก่าชื่อโนเตรอะดาม-ซู-แตร์ (คุณผู้หญิงใต้ดินของเรา) สร้างกันไปถึงยอดระหว่างสามศตวรรษถัดมา มีการสร้างเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ รวมทั้งสถานที่ซึ่งสร้างระหว่าง ค.ศ.1211-1218 เพื่อให้ความสะดวก แก่นักแสวงบุญที่ไปพักแรมคราวละเป็นจำนวนนับพัน

        ตึกสร้างแบบศิลปะโกธิคที่เด่นมากคือ ตึกลาแมร์เวย หรือ ยอดมหัศจรรย์ ประกอบด้วย หมู่กุฏิโรงทาน กุฏิโรงรับรอง และเป็นที่เลี้ยงอาหาร มีระเบียงซึ่งตกแต่งไว้อย่างงดงามสวยสดใส ช่วยให้ความงามอันแท้จริงของศิลปะโกธิคเด่นชัดขึ้น

        ในสมัยสงครามร้อยปีระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส อังกฤษซึ่งยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของฝรั่งเศส ไว้ได้ ก็มิได้กักกันรังแกผู้ที่จะไปแสวงบุญที่นี้ ซึ้ายังช่วยให้ความสะดวกปลอดภัยอีกด้วย ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 มีการสร้างกำแพงป้อมปราการป้องกันศัตรูอย่างแข็งแรง แทนบางส่วนที่พังทะลายไป ที่สร้างใหม่ล้วนใช้ศิลปะแบบโกธิคทั้งสิ้น ยอดแหลมของโบสถ์ ใหญ่สร้างต่อเติมในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้เอง แต่ยังรักษาศิลปะสมัยกลางไว้อย่างครบถ้วน ดูเหมือนมงกุฎของม่อนผานักบุญมิแชล

        รอบ ๆ พระอารามมีหมู่บ้านติดต่อกันไปตามแนวกำแพง ป้องกันข้าศึกที่จะมาจากทางบกและทางทะเล นอกจากกันน้ำขึ้นน้ำลงซึ่งเป็นไปได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ผู้แสวงบุญที่จาริกไปเยี่ยมเยียนพระอารามนี้ส่วนใหญ่ จะมาทางบก ผ่านกำแพงค่ายคูประตูป้อมเข้ามา แล้วก็จะเดินเวียนไปตามทางจากล่างไปบนจนถึงยอดระหว่างทางมีร้านค้า บ้านพักเรือนรับรองที่อยู่ประจำของผู้ดูแลรักษาตั้งแต่เป็นคนธรรมดา บาทหลวงผู้น้อยผู้ใหญ่ จนถึงระดับพระราชาคณะ ปัจจุบันอาคารสถานที่ร้ารรวงได้จัดไว้เป็นสัดส่วน มีที่พัก ภัตตาคาร ร้านขายของที่ระลึกอันทันสมัยสำหรับผู้ไปเยี่ยม ประมาณกันว่าม่อนผานักบุญมิแชล นี้ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 400 ฟุต (130 เมตร)

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
หอไอเฟล
: Eiffel Tower
สถานที่ตั้ง   กรุงปารีส ประเทศ ฝรั่งเศส
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

       หอไอเฟล (Eiffel) สัญลักษณ์ของนครปารีส สร้างขึ้นใน ค.ศ.1887-9 ออกแบบโดยวิศวกรที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศสชื่อ กุสตาฟ ไอเฟล (Gustave Eiffel) เพื่อเป็นสัญลักษณ์การจัดงานแสดงสินค้าโลกในปี 1889 (พ.ศ. 2413) ฉลองครบรอบ 100 ปีแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม

        ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบว่า ทำลายความงดงามของกรุงปารีสด้วยโครงเหล็กน่าเกลียด อยู่ ๆ มีโครงเหล็กสูงโด่งขวางตาพวกเขา เพราะมันทำขึ้นจากโลหะ 15,000 ชิ้น หนักถึง 7,000 ตัน ยึดต่อด้วยน๊อต 3,500,000 ตัว สีทาทั้งหมด 35 ตัน สูง 1,050 ฟุต สิ้นเงินค่าก่อสร้าง 7,799,401 ฟรังก์ เสียเวลาสร้าง 1 ปี มีลิฟต์พาชมวิวได้สูงถึงยอดหอซึ่งมีร้านอาหารที่สามารถนั่งชมวิวได้ทั่วทั้งกรุงปารีส และชมความงามของแม่น้ำเซนด้วย สุดท้ายหอไอเฟลกลับเป็นสถานที่ยอดนิยม ใครต่อใครที่มาปารีสต้องถ่ายรูปด้วยตามธรรมเนียม หอนี้เคยเป็นอาคารสูงที่สุดในโลกสมัยแรก จนกระทั่งตึกเอ็มไพร์เสตท สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1931

        ในวันที่อากาศดีอาจขึ้นไปชมวิวได้ถึงชั้นสูงสุดที่ 899 ฟุต ยามค่ำคืน หอไอเฟลจะเปิดไฟสวยงามมาก และมุมที่ดีที่สุดที่จะถ่ายภาพหอไอเฟล คือ บริเวณ Trocadero มีทั้งร้านขายของที่ระลึก และภัตตาคาร เปิดทุกวันเวลา 9.30-23.00 น. ค่าขึ้นลิฟต์ชม ชั้นแรก 20 ฟรังค์ ชั้นแรกและชั้นสอง 42 ฟรังค์ ชั้นแรก/ชั้นสอง/ชั้นสาม 59 ฟรังค์
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
แชลแนลเทิลแนว
: Channel Tunnel
สถานที่ตั้ง   ติดต่อคมนาคมระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส
ปัจจุบัน สามารถใช้บริการได้

        เป็นอุโมงค์ที่ให้ลอดใต้ช่องแคบอังกฤษ Channel Tunnel เป็นอุโมงค์ลอดใต้ทะเล ที่ยาวที่สุดในโลก คือมีความยาวถึง 49.94 กิโลเมตร อุโมงค์นี้มีทั้งทางวิ่งของรถไฟและรถยนต์ ทำให้การติดต่อคมนาคมระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสเป็นไปอย่างสะดวกมาก

       รถไฟที่ใช้วิ่งในอุโมค์นี้ ก็เป็นรถไฟด่วนแบบเดียวกับ รถไฟด่วน TGV (รถไฟที่เร็วที่สุดในโลก ของฝรั่งเศส) มีชื่อว่า ยูโรสตาร์ วิ่งที่ความเร็วเกือบ 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่ออยู่บนแผ่นดินฝรั่งเศส แต่เมื่อช่วงลอดอุโมงค์และวิ่ง ในอังกฤษจะลดความเร็วลงไปอีกมากด้วยเหตุผลทางด้านกฎเกณฑ์ของอังกฤษ

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
หอนาฬิกาบิกเบน
: Big Ben Clock Tower
สถานที่ตั้ง  กรุงลอนดอน ประเทศ อังกฤษ
ปัจจุบันสามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        นาฬิกาบิกเบนในกรุงลอนดอนเป็นนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญมากที่สุดของโลกเพราะหอดูดาวที่เมืองกรีนิช ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมเวลามาตรฐานของโลกใช้เป็นเครื่องบอกเวลามาตรฐานผ่านทางสถานีวิทยุ บีบีซี ถ่ายทอดเสียงการตีบอกเวลาของนาฬิกาเรือนนี้ ให้ได้ยันไปทั่วโลกสิไม่มีนาฬิกาใดอีกแล้วที่จะตีดังได้ยินทั่วโลกดังนาฬิกาเรือนนี้

        นาฬิกาบิกเบน ตั้งอยู่บนหอสูง 180 ฟุต มีบันไดขึ้นไป 293 ขั้น หน้าปัดกว้าง 23 ฟุต ตัวเลขบอกเวลายาว 24 นิ้ว ระฆังตีหนัก 14 ตัน เดินด้วยกำลังเครื่องจักรไฟฟ้า ผู้สร้างคือ เอ็ดมัน เมคเกตต์ เดนิสัน เป็นนักกฎหมายที่มีชื่อแต่เวลาตั้งชื่อกลับไปได้นามเป็นชื่อ "Big Ben" ตามสมญานามเรียกล้อเล่นของนาย เบนจามิน ฮอลล์ ผู้แทนราษฎรที่มีร่างอ้วนเหมือนหมู จนเพื่อนให้ชื่อว่า "บิกเบน" โดยที่เขายืนขึ้นอภิปรายการตั้งชื่อเสียยืดยาว พอจบลงเพื่อน ๆ ก็ตะโกนกันว่า "บิกเบน,บิกเบน....." ที่ประชุมเลยเกิดอารมณ์ร่วมพอใจในคำนี้ ธินาฬิกาเรือนใหญ่และสำคัญที่สุดในโลกจึงได้ชื่อว่าชับิกเบนไปด้วยเหตุนี้

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
วิหารนักบุญปีเตอร์
: Saint Peters Basilica
สถานที่ตั้ง   ประเทศนครวาติกัน
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        วิหารนักบุญปีเตอร์อันโอฬาร เป็นจุดสำคัญของนครวาติกัน แม้วิหารนี้จะก่อสร้างด้วยฝีมือ เลอเลิศเป็นพิเศษเท่าที่จะทำได้ แต่การเริ่มต้นเต็มไปด้วยสิ่งที่เป็นสามัญธรรมดา ใน ค.ศ. 90 สันตะปาปาอนาคลีตุส ได้สร้างหอพระขนาดย่อมตรงตรงที่ฝังศพของนักบุญปีเตอร์ หลังจาก ทนทุกข์ทรมานเพื่อพระเจ้าจนสิ้นชีวิต

        ต่อมาสมัยจักรพรรดิคอนสแตนติน ซึ่งยอมรับศาสนาคริสเตียนมาเป็นของชาวโรมันได้สร้าง เป็นตึกเหลี่ยมขนาดใหญ่ ณ ที่นี้เองพระเจ้าชาร์ลมาญผู้ช่วยยุโรปให้พ้นภัยจากการรุกรานของคนเถื่อนและสร้าง ความเจริญก้าวหน้าให้หลังจากชะงักงันชั่วระยะหนึ่ง ได้สวมมงกุฎสถาปนาจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์

        ตัวตึกอันเป็นวิหารปัจจุบันสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 15 สมัยสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 ผู้อุปถัมภ์ ศิลปินลือนามจำนวนมากมาย สันตะปาปาองค์นี้ทรงเห็นว่าอาณาจักรคริสเตียนจะต้องมีสำนักงานใหญ่ ไว้เก็บรวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ ไว้เป็นหลักฐาน การก่อสร้างจึงได้เริ่มขึ้น ณ บัดนั้นและสร้างต่อ ๆ กันมาถึง 300 ปี จึงสำเร็จบริบูรณ์

        รูปแบบการก่อสร้างเป็นแบบกรีกสมัยยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ผู้ที่เน้นแบบกรีกให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้แก่ ไมเคิล แอนเจโล มาในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้เพิ่มเติมศิลปะแบบละติน(โรมัน) รวมเข้าไปดังที่เห็นในปัจจุบัน การตกแต่งภายในอาศัยอัจฉริยะยอดเยี่ยมของศิลปินเอกหลายท่าน เช่น ราฟาเอล และเบอนินี เป็นต้น การจัดระเบียบที่นั่งที่ประชุมภายในงทำได้สัดส่วนสวยงาม มีรูปปั้นของนักบุญถึง 96 องค์ ตรงกลางจัตุรัส มีเสาเหลี่ยมแหลมสูงใหญ่ซึ่งจักรพรรดิคาลิคูลาโปรดให้นำมาจากเฮลิโอโปลิส

        หองามมหัศจรรย์คู่แข่งเคียงกับวิหาร คือ หอซิสไตน์ ที่ประทับส่วนพระองค์ของสันตะปาปา สร้างใน ค.ศ.1481 ภาพประดับภายในห้องและที่กำแพงเป็นฝีมือของไมเคิล แอนเจโล ชิ้นเอกและมหัศจรรย์ ในโลก ในห้องใช้เวลาเขียน 4 ปี ส่วนที่กำแพงผนังใช้เวลา 6 ปี ภาพที่ประทับใจชาวโลก ได้แก่ภาพ "การตัดสินครั้งสุดท้าย"

        พิพิธภัณฑ์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับขององค์สันตะปาปาล้วนเป็นสิ่งมีค่ามีชื่อเสียง เกียรติประวัติอันมหัศจรรย์ของวาติกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นสมบัติโลก เช่น หนังสือ รูปปั้น ปฏิมากร เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เครื่องเรือน เครื่องประดับ แผนที่ซึ่งได้มาจากนักสำรวจ มิชชันนารี(หมอสอนศาสนา) พระราชา จักรพรรดิ และจากบุคคลทั่วไปที่มาเยี่ยมเยียน

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
พระราชวังอัลฮามบรา
: Alhambra Palace
สถานที่ตั้ง   เมืองกรานาดา ประเทศสเปน
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        ในประเทศสเปนตอนใต้มีพระราชวังที่พวกอาหรับมาสร้างไว้อย่างวิจิตรพิสดารงดงาม เป็นที่เลื่องลืออยู่แห่งหนึ่งคือพระราชวังอัลฮามบรา ที่เมืองกรานาดา ตัวพระราชวังอยู่ บนเนินเขาเซียราเนวาดา มองลงไปรอบ ๆ แล้วจะได้พบทิวทัศน์ที่งดงามมาก

        พระราชวังแห่งนี้มีลักษณะเป็นป้อมด้วย ภายในประดับประดาหรูหราแบบ สถาปัตยกรรมของพวกแขกมัวร์ สร้างในระหว่างคริสเตียนที่ 14 หลังจากคริสเตียนได้ยึด คอร์โดบาและตีสเปนกลับคืน พวกอาหรับถอยไปยึดเมืองกรานาดาเป็นเมืองหลวงและสร้าง ปราสาทราชวังแบบอาหรับที่คิดว่าควรจะสร้างขึ้น ภายในเวลาไม่ถึงร้อยปีก็หมดอำนาจพ่ายแพ้ แก่กองทัพของพระเจ้าเฟอร์ดินันด์ และพระราชินีอิซาเบลลา ผู้โด่งดังของสเปน การรบขั้นแตกหัก กระทำในปี ค.ศ. 14921 อาหรับพ่ายแพ้เด็ดขาด

        แม้ว่าความงามอันเป็นเอกบางส่วนถูกทอดทิ้งและบางอย่างถูกทำลาย โดยพระราชโองการ ของจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 5 เพื่อเอาศิลปะแบบอิตาลีเข้าไปเสริมแทรกไว้ก็ตาม แต่ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ ยังสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ชาวโลกอย่างมาก

        เขตพระราชวังประกอบขึ้นด้วยส่วนที่เป็นป้อมปราการ มีกำแพงและหอรบสร้างด้วยหินสีแดง ทำให้ได้ชื่อในภาษาอาหรับว่า "กาลัตอัลฮามบรา" ซึ่งแปลว่าป้อมแดง ภายในกำแพงเป็นเชิงเทิน และตัว พระราชวังอัลคาซาร์ ซึ่งประกอบด้วยหน้าพระลาน ท้องพระโรง เมื่อผ่านประตูแห่งความยุติธรรมจะถึงลานมาลี และลานสิงห์อันมีชื่อเสียง บริเวณรอบ ๆ เป็นสนามกว้างใหญ่มีหินอ่อนแกะสลักประดับไว้อย่างสวยงาม ถึง 124 แผ่น มีน้ำพุตรงกลางที่ฐานน้ำพุมีสิงโตหินอ่อนหมอบอยู่ 12 ตัว แต่ละด้านของพระราชวังประดับประดา ไว้อย่างวิจิตรพิสดาร มีห้องมุข ห้องชุด สนามหญ้า พระแกล พระทวาร ผนังกำแพง ภายในได้มีการแกะสลักลวดลายไว้ด้วย ความปราณีตงดงาม ภายในพระอุทยานมีดอกไม้หอมกลิ่นต่าง ๆ ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืนถึงกับมีนักแต่งเพลงคนสำคัญที่เคยเยี่ยมเยียนได้แต่งเพลง "ราตรีที่กรานาดา" ไว้เป็นทีระลึก และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก


 


ชื่อสถานที่

 
หอประภาคารโรส
: The Lighthouse of Alexandria (Pharos)
สถานที่ตั้ง   เกาะฟาโรส เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์
ปัจจุบัน ไม่เหลือซาก

       ประภาคารนี้ทำด้วยหินอ่อนสีขาวสลีกลวดลาย วิจิตรงดงาม ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน ท่าเรือของเกาะฟาโรส สร้างในสมัยพระเจ้าปโตเลมีที่สองของอียิปต์ช่วงปี 270 ปีก่อนคริสตกาลสิออกแบบโดยสถาปนิกชาวกรีกชื่อโซสตราโตส

        ตามหลักฐานคาดว่าประภาคารนี้สูงถึง 440 ฟุต หรือ 134 เมตร ช่วงล่างเป็นรูปสี่เหลี่ยม ช่วงกลางเป็นรูปแปดเหลี่ยม และช่วงบนเป็นทรงกลม ยอดบนสุดกของประภาคารนี้ มีภาชนะสำหรับใส่ถ่าน ซึ่งลุกโชติช่วงทั้งวันทั้งคืนเพื่อเป็นไฟสัญญาณไฟบนยอดประภาคารนี้เห็นได้ไกลในทะเลเมดิเตอเรเนียนถึง 25 ไมล์ หรือ 40 กิโลเมตร และช่วงบนมีกระจกขนาดใหญ่ ตามตำนานเล่าขานกันมา กระจกนี้สะท้อน เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล ข้ามไปจนถึงภาคตะวันออกของทะเลเมดิเตอเรเนียนและเอเชียไมเนอร์

       ยังมีการเล่าต่อกันมาอีกว่ากระจกนี้ยังมอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชสำคัญสะท้อนแสงอาทิตย์ไปเผา เรือศรัตรูในทะเล เพราะเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาเหล่านี้ ทำให้ประภาคารแห่งเมืองอเล็กซานเดรียนี้มีชื่อเสียง เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก แม้ว่าไม่ใช่ประภารแห่งแรกในทะเลเมดิเตอเรเนียนแต่ก็เป็นอันที่ใหญ่ที่สุด ประภาคารนี้ได้ชื่อมาจากชื่อเกาะที่มันตั้งอยู่ คือธิฟาโรสชัและกลายมาเป็นชื่อเรียกประภาคารในภาษาต่าง ๆ

        ประภาคารฟาโรสตั้งตระหง่านนำทางสัญจรของเรือเข้าสู่เมืองอเล็กซานเดรียมาเป็นเวลา 9000 ปี จนกระทั่งพวกอาหรับเข้ายึดครองเมือง ประภาคารก็ถูกรื้อทิ้งไป เล่ากันมาว่พวกอาหรับถูกสายลับซึ่งจักรพรรดิ แห่งคอนสแตนติโนเปิ้ลส่งมาหลอกลวงให้ทำลายประภาคารเสีย เพื่อไม่ให้ใช้มันเป็นประโยชน์ในการเดินเรือของพวกมุสลิม สายลับอ้างว่าข้างใต้ประภาคารมีขุมทรัพย์ฝังอยู่ แต่หลังจากประภาคารถูกทำลายไปแล้วพวกอาหรับถึงตระหนักว่าเสียรู้ ในช่วงนั้นกระจกขนาดใหญ่ก็หล่นร่วงลงมาและแตกละเอียดเป็นผุยผง มีบางส่วนของประภาคารหลงเหลือ และส่วนนี้ก็ยังคงมีอยู่ให้เห็นจนปี ค.ศ. 1375จนแผ่นดินไหวในเมืองอเล็กซานเดรียพังประภาคารชื่อดังก็ทลายลงมาจนสิ้นซาก

 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
ปิรามิดแห่งกิซ่า
: The Great Pyramid of Egypt
สถานที่ตั้ง   เมืองกิซา ประเทศอียิปต์
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        ปิรามิดเป็นสิ่งก่อสร้างรูปกรวยเหลี่ยมสำหรับเป็นที่เก็บศพกษัตริย์อียิปต์โบราณ ในอียิปต์มีอยู่ 70 ด้วยกัน แต่ปิรามิด 3 แห่งที่อยู่เมืองกีซ่า คือ หลุมฝังศพของพระเจ้าฟาโรห์คีออพส์(พระเจ้าคูฟู) คีเฟรน และไมซีรีนัส เป็นปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดสันนิษฐานว่าปิรามิดนี้ สร้างขึ้นมาตั้งแต่ 4600 ปีมาแล้ว นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคเก่า ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและยังคงตั้งตระหง่านอยู่เพียงแห่งเดียวในโลก ใช้เวลาสร้าง 10 ปี

        ปิรามิดที่ยิ่งใหญ่ทั้งสามอันแห่งเมืองกีซ่านี้ ที่ใหญ่ที่สุดคือปิรามิดของพระเจ้าฟาโรห์คีออพส์ เรียกว่ามหาปิรามิด

        - ฐานของปิรามิดแห่งนี้มีความกว้างถึง 570,000 ตาราง768 ฟุต บริเวณฐานปิรามิด 4 ด้านนั้น มีความกว้างยาวเท่ากัน คือ 755 ฟุต หรือ 230.12 เมตร จะแตกต่างกันมากน้อยแค่ 8 นิ้ว

        - ตัวมหาปิรามิดนี้สูงประมาณ 432 ฟุตประมาณได้ว่ามีหินก้อนมหึมาถึง 2,300,000 ก้อน หนักกว่า 6,000,000 ตัน แต่ละก้อนหนักถึง 2.5 ตัน บางก้อนหนักถึง 16 ตัน กว้างยาวประมาณ 3 ฟุต หรือ 1 เมตร

        สันนิษฐานว่าผู้สร้างปิรามิดนี้อาศัยดวงดาวเป็นหลัก นอกจากความใหญ่โตอันน่ามหัศจรรย์ของปิรามิดแล้ว การก่อสร้างให้สำเร็จยัง น่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่าหลายเท่าถ้าทราบว่าหินเหล่านี้ต้องสกัดมาจากภูเขาที่อยูไกล แล้วลากมาสู่ฝั่งแม่น้ำไนล์ ล่องลงมาเป็นระยะทางนับร้อยไมล์ จึงมาถึงจุดใกล้ที่ก่อสร้าง แล้วชักลากผ่านทะเลทรายไปถึงที่ก่อส้างต้องแต่งสลักเป็นแท่งสี่เหลี่ยม แล้วยก วางซ้อนขึ้นไปจนถึง 432 ฟุต

        ใจกลางปิรามิดมีห้องเก็บพระศพของพระเจ้าคีออพส์ข้างในทำจากหินแกรนิต กว้าง 34 ฟุต ยาว 17 ฟุต และสูง 19 ฟุต หีบพระศพของพระเจ้าคีออพส์ทำด้วยหินแกรนิตตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของห้องปิรามิดของพระเจ้าคีออพส์ ล้อมรอบด้วยหลุมศพ และปิรามิดเล็ก ๆ อีก 3 แห่ง ซึ่งเป็นของสมาชิกในราชวงศ์และในราชสำนักชั้นสูง

        ปิรามิดแห่งที่สองของกีซ่าเป็นปิรามิดคีเฟรน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมหาปิรามิด เล็กกว่ามหาปิรามิดเล็กน้อย คือสูง 460 ฟุต ช่วงบนของปิรามิดนี้มีลักษณะเด่นเพราะเป็นหินปูนขาว

        ปิรามิดไมซีรีนัส เป็นปิรามิดที่เล็กที่สุดในบรรดาทั้งสามแห่ง สูงแค่ 230 ฟุต นอกเหนือจากปิรามิดทั้งสามแล้วยังมี ตัวสฟิงซ์ซึ่งมีชื่อเสียงมากเช่นกัน โดยแกะสลักหินก้อนใหญ่เป็นรูปสิงโตหมอบอยู่แต่หน้าเป็นมนุษย์ใบหน้านี้เป็นใบหน้าของพระเจ้าคีเฟรน ซึ่งมีคนนับถือเป็นพระเจ้าแห่งพระอาทิตย์ รูปสฟิงซ์นี้สูงถึง 66 ฟุต ยาว 240 ฟุต หมอบเฝ้าปากทางที่พามุ่งตรงไปยังปิรามิดแห่งคีเฟรน


 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย ( คาตาโคมป์ )
: Catacombs of Alexandria Egypt
สถานที่ตั้ง   เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย เป็นอุโมงค์ที่เก็บศพ และทรัพย์สมบัติของกษัตริย์อียิปต์โบราณ อุโมงค์ฝังศพนี้ มีชื่อเรียกว่า คาตาโคมบ์ (Catacombs) เป็นอุโมงค์ที่สร้างด้วย หินก้อนใหญ่ ๆ และ ขุดลึกลงไปเป็นชั้นๆ บางตอนลึกถึง 21 ถึง 24 เมตร (70-80 ฟุต) มีทางเดินกว้างถึง 1.2 เมตร (3-4 ฟุต) วกไปเวียนมา เป็นระยะทางหลาย ๆ กิโลเมตร ตามริมผนังของอุโมงค์เป็นช่อง ๆ ไว้ สำหรับเป็นที่ บรรจุศพ มีแท่นบูชาอยู่หน้าช่องบรรจุศพเหล่านั้น พร้อมตะเกียงดวงเล็กๆ แขวนไว้ บางส่วนของอุโมงค์ตกแต่งทั่ว ๆ ไปไว้อย่างวิจิตรงดงาม ปัจจุบันยังคงมีสภาพสมบูรณ์
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน
: The Hanging Gardens of Babylon
สถานที่ตั้ง   กลางทะเลทราย เมืองแบกแดด ประเทศอิรัก
ปัจจุบัน ทั้งสวนและผนังดังกล่าวทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือซากแล้ว

        ระหว่างในรัชสมัยของพระเจ้านาโบโปลัซซาร์และพระโอรส คือ พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ที่สอง ปกครองบาบิโลนซึ่งได้ขยายแสนยานุภาพออกไปมากมายจนรุ่งเรือง พระเจ้านาโบโปลัซซาร์ทรงโปรดให้ สร้างกำแพงมหึมาล้อมรอบมือง และโอรสก็ทรงดำเนินโครงการต่อ สร้างป้อมปราการและจุดป้องกันต่าง ๆ รอบกำแพง มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำยูเฟรตีส

        พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ โปรดให้สร้างสวนลอยซึ่งมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วจนกลายเป็น สิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลกสวนลอยนี้ เป็นสวนที่สร้างอยู่เหนือพื้นดินบนพื้นที่กึ่งทะเลทราย พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ ทรงสร้างให้พระมเหสีซึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งมีดส์ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดี ร่วมกันขับไล่พวกอัสซีเรียออกไปได้ ตามตำนาน พระราชินีเซมีรามิส องค์นี้ทรงอาลัยอาวรณ์ ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาเปอร์เซีย อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนและไม่โปรดความราบเรียบของนครบาบิโลน ดังนั้นจึงมีการสร้างสวนลอยขึ้นเป็นภูเขาซึ่งสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์

        สวนลอยแห่งนี้สร้างเมื่อประมาณ 600 ปี ก่อนคริสตกาล โดยก่อเป็นเนินสูงซ้อนกันเป็นชั้นสูง ๆ สูงถึง 328 ฟุต หรือ 100 เมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงแข็งแกร่งหนาถึง 23 ฟุต หรือ 7 เมตร แต่ละชั้น สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก และ ปลูกดอกไม้ พืชพันธุ์ต่าง ๆ ไว้จำนวนมาก พันธ์พฤกษ์สารพัดชนิดจากทุกมุมโลก รวมทั้งไม้ดอกและไม้เลื้อย บันไดที่พาขึ้นไปสู่สวน กว้างขวางทำด้วยหินอ่อนข้างใต้บันไดมีซุ่มคอยรับน้ำหนัก ข้างบนเฉลียงของสวนลอยมีถังน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงน้ำพุ น้ำตก และสายน้ำต่าง ๆ บนสวนลอย น้ำจำนวนมากมายนี้ สูบมาจากแม่น้ำยูเฟรติสโดยทาส โดยชักน้ำจากเบื้องล่างขึ้นไปสู้ชั้นสูงสุดแล้วปล่อยให้ ไหลลงมาสู่ชั้นต่าง ๆ เบื้องล่าง

        พ่อค้าวาณิชที่เดินทางในทะเลทรายมาสู่เมืองนี้ จะได้เห็นสวนลอยแห่งนี้อยู่สูงเด่นเห็นแต่ไกล จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทิศ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฎว่ากรุงบาบิโลน อยู่ในเมืองแบกแดก ของประเทศอิรักปัจจุบัน นับว่าคนสมัยนั้นมัความสามารถทางด้านสถาปัตย์และวิศวกรรมศาสตร์อย่างน่ายกย่อง จึงสามารถรักษาสวนลอยนี้ให้สวยงามเขียวชอุ่มได้ตลอดเวลา หลังจากพระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์สิ้นพระชนม์ลงได้ 22 ปี อาณาจักรนี้ก็ตกเป็นของจักรพรรดิไซรัสมหาราช แห่งเปอร์เชีย สันนิษฐานกันว่า สวนลอยแห่งบาบิโลนนี้ ยังคงอยู่คู่เมืองจนถึงวศรรตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล

        ปัจจุบันนี้ส่วนที่หลงเหลืออยู่ให้เราได้ชมก็คือบ่อน้ำและโค้งซุ้มประตูหนึ่งหรือสองอัน และนิยาย คำร่ำลือสืบต่อ ๆ กันมา

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
ตึกเอ็มไพร์สเตต
: Empire State Building
สถานที่ตั้ง   บนเกาะแมนฮัตตัน เมืองนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        ตึกเอ็มไพร์สเตต ใช้อิฐในการสร้าง 10 ล้านก้อน สูง 375 เมตร และลึกลงไปใต้ดิน จากระดับถนนอีก 10 เมตร แบ่งเป็น 102 ชั้น บนยอดสุดมีโดมสูงขึ้นไปอีก 60 เมตร จากชั้นล่างถึงชั้นที่ 86 มีโครงเหล็กเสริมอย่างดี ชนิดไม่ขึ้นสนิม คิดเป็นน้ำหนัก 730 ตัน มีหน้าต่างทั้งหมด 6,500 บาน จุคนได้ 80,000 กว่าคน รับประกัน 6,000 ปี มีบริษัทใช้เป็น ที่เปิดทำการ 600 กว่าบริษัท ใช้ลิฟท์ขึ้นลง 65 เครื่อง เริ่มสร้างเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2472 (ค.ศ.1929) สร้างเสร็จเมื่อ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937)

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
สะพานโกลเดนเกต
: Golden Gate Bridge
สถานที่ตั้ง   เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        สะพานโกลเดนเกต เป็นสะพานแขวนที่มีความยาวมากที่สุดในโลก ทอดข้ามอ่าวทางตอนเหนือ ของเมืองซานฟรานซิสโก สร้างเป็นแบบโครงแขวน ตัวสะพานแขวนประกอบด้วยหอคอยเหล็กสองข้างข้างละ 215 เมตร ( 746 ฟุต) ใช้ ลวดเคเบิลที่โยงทอดเป็นตัวดึงน้ำหนักสะพานมีขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 36 นิ้ว ข้างละ 2 เส้น รวม 4 เส้น ยาว 107,000 ไมล์ และยังมีเส้นลวดเล็ก ยึดสายโยงอีกรวม 27,572 เส้น มีช่วงกลางระหว่างตอม่อยาว 1.26 กิโลเมตร ส่วนริม 2 ฟาก ยาวข้างละ 34 เมตร รวมยาวทั้งหมดประมาณ 7 กิโลเมตร มีส่วนกว้าง 27 เมตร เป็นสะพานแบบสะพานแขวนขนาดใหญ่และยาวมากที่สุดสะพานแรกในยุคนั้น จนเป็นที่น่ามหัศจรรย์ของผู้ผ่านไปมาและพบเห็นยิ่งนัก และเป็นแบบอย่างในการออกแบบสร้างสะพานแขวนแบบใหญ่และยาวมากขึ้นไปอีกในโอกาสต่อๆมา

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
เขื่อนยักษ์ฮูเวอร์
: Hoover Dam
สถานที่ตั้ง   ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        เขื่อนฮูเวอร์ หรือ ทำนบโบลเดอร์ เป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นเพื่อกั้นแม่น้ำโคโลราโดไว้ตลอดปี เพื่อป้องกันอุทกภัยในฤดูหนาว เพื่อการชลประทานในเขตนั้น สงวนพันธ์ปลา และเพื่อผลิตพลังไฟฟ้าอีกด้วย

        ตัวเขื่อนฮูเวอร์ เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กยาว ตัวทำนบสูง 218 เมตร ฐานข้างล่างกว้าง 198 เมตร สันทำนบข้างบนกว้าง 13.5 เมตร ยาว 385 เมตร ใช้คอนกรีต เฉพาะสร้างตัวทำนบ 3,250,000 ลูกบาศก์หลา และส่วนอื่น ๆ อีก 4,400,000 ลูกบาศก์หลา มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จากน้ำตก 17 เครื่อง ให้กำลังไฟฟ้า 1,835,000 กิโลวัตต์ เมื่อจะก่อสร้าง ใช้เวลาสำรวจถึง 20 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2447-2467 (ค.ศ. 1904-1924) เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2472 (ค.ศ.1929) เสร็จเมื่อ 1 มีนาคม พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) เมื่อปิดกั้นเขื่อนเต็มที่แล้ว เหนือเขื่อนขึ้นไปเกิดเป็นทะเลสาบยาวตามตามลำแม่น้ำถึง 115 ไมล์ มีบริเวณทั้งหมด 225 ตารางไมล์ เรียกชื่อทะเลสาบนี้ว่า ทะเลสาบมี๊ด ตามชื่อของมิสเตอร์มี๊ด อธิบดีกรมการฟื้นฟูที่ดินของ สหรัฐอเมริกาสมัยนั้น และเขื่อนฮูเวอร์ ก็ตั้งชื่อตามนามของ ประธานาธิบดีฮูเวอร์ ผู้ลงนามใน พ.ร.บ. โบลเดอร์ แคนยอน ให้สร้างเขื่อนนี้ได้

        ความจริงเขื่อนที่มีขนาดใหญ่โตกว่าเขื่อนฮูเวอร์ก็มีอยู่แต่โดยทั่วไปยกย่องให้เขื่อนฮูเวอร์เป็นสิ่งก่อสร้าง อันน่ามหัศจรรย์ชิ้นแรกที่เอาชนะธรรมชาติอันร้ายแรงของน้ำท่วม และการกักเก็บน้ำให้เกิดเป็นทะเลสาบขึ้นมาได้ ซึ่งไม่เคยมีใครสร้างสำเร็จใหญ่โตมหึมาเช่นนี้มาก่อน

 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
เรือควีนแมรี่
: Queen Mary
สถานที่ตั้ง   เมืองลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        เรือเดินสมุทร "ควีนแมรี่"ของอังกฤษลำนี้เป็นเรือสมุทรขนาดมหึมาใหญ่โตที่สุดของโลกเท่าที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เพื่อรับส่งผู้โดยสารข้ามมหาสมุทร เรือลำนี้ต่อที่อู่ริมฝั่งแม่น้ำไคลต์ในประเทศสก็อตแลนด์ เมื่อ ค.ศ. 1939 มีราคา 25,000,000 เหรียญสหรัฐ มีน้ำหนักทั้งสิ้น 80,773 ตัน มีความยาว 300 เมตร (1,004 ฟุต) สูง 54 เมตร (180 ฟุต) เครื่องยนต์ขับเคลื่อน มีกำลังทั้งหมด 200,000 แรงม้า อัตราความเร็วชั่วโมงละ 30 น็อตต่อชั่วโมง มีหม้อน้ำขนาดใหญ่ต้มน้ำมีน้ำหนักถึง 400 ตัน ให้เดือดกลายเป็นไอไปใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนใบจักร และเครื่องกลต่างๆของลำเรืออยู่ทุก ๆ ชั่วโมง

        เรือลำนี้บรรจุคนได้ประมาณ 2,075 คน บนดาดฟ้ามีที่ว่างทำสนามเล่นกีฬาได้ถึง 3 เอเคอร์ ภายในเรือมีร้านขายอาหาร สนามเด็กเล่น สำนักพิมพ์ สระว่ายน้ำ โรงพยาบาล และอุปกรณ์บริการความสุขอื่นๆ เครื่องอำนวยความสะดวก แก่ผู้โดยสารอย่างครบครัน เหมือนกับเมืองขนาดย่อมที่ล่องลอยไปในท้องมหาสมุทร

        แม้ว่าเรืควีนแมรี่จะมีขนาดใหญ่โต แต่ก็สามารถเดินทางจากเมืองท่าลิเวอร์พูล อังกฤษ ถึงเมืองท่านิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ข้ามมหาสมุทรอันลันติค ในเวลาเพียง 9 วัน ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เรือลำนี้หยุดเดินทางรับส่งผู้โดยสารเพราะเกรงจะถูกข้าศึกยิงจม แต่เมื่อสงครามผ่านพ้นไปแล้วก็ปรับปรุง ออกบริการผู้โดยสารอยู่อีกหลายปี เพิ่งมายุติการเดินทางเพื่อรับส่งผู้โดยสารในปี ค.ศ. 1967 โดยบริษัทเจ้าของขายให้แก่เศรษฐีอเมริกันคนหนึ่งเอาไปปรับปรุงใหม่ทำเป็นโรงแรม ภัตตาคาร และพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ที่ ลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งจะยังปรากฎให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตต่อไปอีกนาน

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ
: Statue of Liberty
สถานที่ตั้ง   นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ หรือ รูปสแตทิวออฟลิเบอร์ตี้ เป็นอนุสาวรีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ "เสรีภาพ" ของคนอเมริกัน เป็นรูปสตรียืนสูงเด่นอยู่บนแท่นทรงสี่เหลี่ยมสูงที่ตั้งอยู่บนฐานกว้าง 3 ชั้นรองรับกลมกลืนอย่างดี ลดหลั่นกันลงไปอยู่เบื้องล่าง ตัวเทพีสูง 152 ฟุต แขนแต่ละข้างยาว 42 ฟุต นิ้วชี้ยาว 8 ฟุต เล็บนิ้วยาว 10-13 นิ้ว ยืนอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมสูง 150 ฟุต ส่วนที่เป็นลำตัวทำด้วยทองแดงสีเขียวเทอร์คอยส์ ห่มผ้าครุยกรอมเท้า ที่ศรีษะสวมมงกุฏเป็นรัศมีเจ็ดแฉก มือขวาถือโคมไฟชูสูงขึ้นสุดแขน มือซ้ายประคองหนังสือที่ปกเขียนว่า "4 กรกฏาคม 1776" อันเป็นวันประกาศอิสรภาพของอเมริกา ไม่ขึ้นต่ออังกฤษอีกต่อไปและถือเป็นวันชาติอเมริกันมาจนทุกวันนี้

        ด้านในตัวเทพีโปร่งเป็นโครงเหล็กที่ออกแบบและคำนวณโดยนายกุสตาฟไอเฟล วิศวกรชื่อดัง (ผู้สร้างหอไอเฟล) โดยแยกเป็นชิ้นส่วนบรรจุในลังทั้งหมดถึง 214 ลัง เมื่อนำมาต่อเป็นรูปร่างแล้วสูงถึง 302 ฟุต (วัดจากปลายคบไฟถึงปลายเท้า) ใช้แผ่นโลหะทองแดงในการหล่อ 32 ตัน รมสีเขียวทั้งตัวเทพี ด้านบนส่วนคบไฟติดตั้งระบบแสงไฟฟ้าสีเขียว 13,250 วัตต์ มีบันไดเวียนให้ผู้เข้าชมขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์บนส่วนที่เป็นมงกุฎของเทพี สิ้นค่าใช้จ่าย 700,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 14,000,000 บาท

        ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ขนาดเนื้อที่แค่ 12 เอเคอร์ (ราว ๆ 30 ไร่) ทำทางเดินขนาดใหญ่เข้าสู่ทางด้านหลังของอนุสาวรีย์ แล้วมีทางเดินรอบเลาะริมน้ำให้ชมได้ทุกมุมนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ถึงมงกุฏ หรือ ขึ้นถึงแค่ฐานสี่เหลี่ยมต่ำกว่าเท้าขององค์อนุสาวรีย์


ความเป็นมาของเทพีเสรีภาพ
        สัญลักษณ์แห่งความอิสระแก่ชนอเมริกันและชาวโลก ของขวัญอันยิ่งใหญ่จากชาวฝรั่งเศส

        เมื่อ ค.ศ. 1865 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้มีนักวิชาการหัวก้าวหน้า และกลุ่มหนุ่มไฟแรงไปพบปะสนทนาด้วยเรื่องการบ้านการเมืองที่บ้านนายเอดู อาร์ต เดอลา บูลาเยอ ถึงการปกครองที่ไม่ได้รับความเป็นเสรีภาพเสมอภาค จากองค์จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และพวกเขากลับไปชื่นชมชาวอเมริกันที่มีความหาญกล้า ลุกฮือกันต่อสู้กับอังกฤษจนสามารถปลดแอกออกจากอังกฤษได้สำเร็จ จากสถานการณ์และความรู้สึกนี้เองทำให้พวกเขาเกิดจุดประกายความคิดที่จะสร้างงานศิลป์ชิ้นหนึ่ง ให้เป็นของขวัญแก่ชาวอเมริกันซึ่งจะมีงานเฉลิมฉลองวันชาติอเมริกาครบ 100 ปี ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1876 ที่จะมาถึง โดยร่วมกันรณรงค์หาเงินทุน ในการสร้างจากประชาชนฝรั่งเศสทั่วประเทศ

        ในที่สุดเขาเหล่านั้นก็มอบให้ เฟรเดริก ออกุสต์บาร์โธลดีศิลปินมีชื่อในการปั้นเป็นผู้ออกแบบ โดยลงมติว่าของขวัญจะเป็นรูปปั้นขนาดใหญ่ คือรูปผู้หญิงแต่งกายชุดเสื้อคลุม เหมือนชาวโรมันสวมมงกุฎมีลักษณะเป็นรูปเดือยแหลมพุ่งออกมา 7 แฉก สื่อความหมายถึง 7 ทวีป และ 7 คาบมหาสมุทรในท่ายืนชูคบไฟ ด้วยมือขวาคือเป็นผู้ให้แสงสว่างแก่เสรีภาพมือซ้ายถือแผ่นจารึกประกาศอิสรภาพ จารึกอักษร 4 JULY 1876 เท้าข้างหนึ่งมีโซ่ตรวนที่ขาดสะบั้นแทนความหลุดพ้นจากการเป็นทาส ตัวเทพีหล่อด้วยโลหะทองแดง การดำเนินสร้างส่วนฐานติดตั้งตัวเทพี เป็นภารกิจของชนชาวมะกันที่ร่วมกันระดมทุนสร้างเป็นตึกสูง 87 ฟุต ด้วยการออกแบบของสถาปนิกชาวมะกัน ริชาร์ด มอร์ริส ฮันท์ ภายในตัวตึกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติการสร้างอนุสาวรีย์ และการสร้างชาติสหรัฐอเมริกา พิธีเปิดเป็นทางการโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โกรฟเวอร์ คลีฟ-แลนด์ ในวันที่ 28 ตุลาคม 1886 ท่ามกลางความปีติ ของชาวอเมริกันและชาวฝรั่งเศสในยุคนั้นเป็นอย่างยิ่ง

        มีเรื่องเป็นทางการว่า “อนุสาวรีย์แด่อิสรภาพของอเมริกัน : เสรีภาพส่องแสงสว่างแก่ชาวโลก” (MONUMENT TO AMERICAN INDEPENDENT : LIBERTY ENLIGHTENING THE WORLD) ในวันที่ 4 กรกฎาคมของทุก ๆ ปี ชาวอเมริกันจะจัดเฉลิมฉลองวันชาติของตน ณ บริเวณอนุสาวรีย์เทพีสันติภาพแห่งนี้ด้วยความภูมิใจในความเป็นชาติมหาอำนาจ และประเทศผู้นำระบอบการปกครองประชาธิปไตยของโลกอย่างเต็มความภาคภูมิ
 
:: อ้างอิง

ชื่อสถานที่

 
เมาน์ท รัชมอร์
: Mount Rushmore
สถานที่ตั้ง   หุบเขาแบล็คฮิลส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        เมาน์ท รัชมอร์ ( Mount Rushmore ) คือภูเขาส่วนที่เป็นหน้าผาหินใช้เกาะสลักเป็นรูปใบหน้าขนาดใหญ่ของอดีตประธานาธิบดี 4 คนของอเมริกา ผู้ริเริ่มความคิดที่จะสร้างอนุสาวรีย์ให้กับวีรบุรุษของคนอเริกัน อีกทั้งยังเป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาดูผู้นั้นคือ โดนส์ โรบินสัน ( Doans Robinson )

        โรบินสันได้เชิญปฏิมากรชื่อดังคือ จอห์น กัตซัน บอร์ลัม ( John Gutzon Borglum )มาเป็นผู้ดำเนินการและควบคุมการแกะสลัก งานเริ่มในปี ค.ศ.11924 และเสร็จในปี ค.ศ.1941

        ใบหน้าที่แกะสลักไว้เป็นท่านแรกคือ จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกา ท่านนี้เกิดเมื่อปีค.ศ.1732 ที่รัฐเวอร์จิเนีย และได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมื่อปีค.ศ.1779

        ท่านที่สองคือ โธมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีคนที่สาม เกิดเมื่อปีค.ศ.1743 เจฟเฟอร์สันได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีถึง 2 สมัยติดกัน

        ส่วนท่านที่สามคือ ธีโอดอร์ รูสเวลท์ ประธานาธิบดีคนที่ 26 ผู้ที่ทำให้โครงการขุดคลองปานามาสำเร็จลงได้ในปีค.ศ.1903
        และท่านสุดท้ายคือ อับราฮัม ลินคอล์น ท่านผู้นี้ได้รับเลือกให้เป็นประธานาบดีของอเมริกา เมื่อปีค.ศ.1860 และคนที่16 ของประเทศ

        งานแกะสลักใบหน้าทั้งสี่เสร็จสิ้นเรียงลำดับตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น คือ ปีค.ศ.1930-1936-1939 และ 1937 โดยโครงการนี้เสร็จสิ้นจริง ๆ ในปีค.ศ.1941 วึ่งปัจจุบัน เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการทำงานครั้งนั้น ก็ยังคงเก็บรักษาและวางแสดงอยู่บริเวณเชิงเขา ให้ประชาชนได้เข้าชมทุกวัน ปกติฤดูร้อนจึงจะมีนักท่องเที่ยวมากันเยอะ เพราะอากาศจะเย็นสบาย
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
วอลท์ ดิสนีย์ เวิลด์
: Walt Disney World
สถานที่ตั้ง  รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบันสามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        วอลท์ ดิสนีย์ เวิลด์ ที่ ออร์ลันโด รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็น สวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ถึง 30,000 เอเคอร์ ใช้งบประมาณพัฒนาถึง 400 ล้านดอลลาร์ ได้ต้อนรับคนรักสนุกครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1971

        เวลาเปิดปิดสวนสนุก ชึ้นกับฤดูกาล เมื่อเข้าไปข้างในจะพบ ปราสาทเทพนิยายที่ตั้ง เด่นเป็นสัญลักษณ์ ดินแดนต่างๆ ตั้งแต่แอดเวนเจอร์แลนด์ ผจญภัยกับโจรสลัดแคริบเบียน ล่องเรือท่องป่าซาฟารี เครื่องเล่นสแปสชเมาเท่น รถไฟด่วนบิ๊กธันเดอร์ที่ฟรอนต์เทียร์แลนด์ สมอลล์เวิลด์อลิซในดินแดนมหัศจรรย์ ดัมโบ้ช้างบิน เงือกน้อยแจกลายเซ็นที่แฟนตาซีแลนด์ และ ดินแดนแห่งอนาคตที่ทูมอโรว์แลนด์

        แต่สวนสนุกที่ที่มีคนไปมากที่สุดในโลก คือ โตเกียวดิสนีย์แลนด์ ด้วยสถิตินักท่องเที่ยวมากถึง 17.80 ล้าน คนต่อปี มีพื้นที่เพียง 114.2 เอเคอร์เท่านั้น
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
ถนนลอมบาร์ด
: Lombard Street
สถานที่ตั้ง   ซาฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        ถนนลอมบาร์ด (Lombard Street) เป็นถนนที่คดเคี้ยวที่สุดในโลก สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1922 เพื่อเชื่อมถนนไฮด์(Hyde) กับถนนลีเวนเวิร์ท(Leavenworth0 โดยไต่ลงมา) ตามเนินชัน 40 องศา ซิกแซก 8 โค้งหักศอกแบบวันเวย์ขาลง ระหว่างโค้งตกแต่งต้นไม้ดอกไม้สวยงาม และมีบันไดคนเดิน 2 ข้างทาง

        ถนนลอมบาร์ดนี้ เขาว่าเป็นการณืที่ยากจะลืมเลือนสำหรับนักขับรถ รถจำนวนมากจะไหลๆ ตามกันลงมา เมื่อใครเบรกหยุดสักคน รถที่ตามหลังมาก็จะชะงักกันไปหมด จนกลัวจะได้ยินเสียงวตูม หรือ โครม และกลิ่นเหม็นของผ้าเบรค ยางไหม้ และไอเสีย ที่ฟุ้งตลบ ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นเดือดร้อน ถึงขั้นเรียกร้องให้ปิดถนน นี้เสียไม่ให้รถวิ่งอีกต่อไป เพราะนักท่องเที่ยวที่มาลองขับรถสร้างความรำคาญให้ไม่เว้นแต่ละวัน ยิ้งหน้าท่องเที่ยว ฤดูร้อน รถจะติดยาวเป็นกิโลเมตร

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
ชิเชน อิตสา
: Chichen Itza
สถานที่ตั้ง   ประเทศเม็กซิโก
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

 

        ชิเชน อิตสา เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิหารจำนวนมากมายซึ่งพวกมายาได้สร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้าผู้ทรงกระหายพระโลหิต ตัววิหารก่อสร้างซ้อนกันเป็นชั้น ๆ บนเนื้อที่ราว 6.4 ตารางกิโลเมตร วิหารที่ใหญ่สุดมีชื่อว่า มหาวิหารแห่งนักรบ สร้างคริสต์ศตวรรษที่ 12 สร้างทีหลัง วิหารเก่าแห่งชัคมูล ตรงกลางสร้างเป็นปราสาทเหลี่ยมทึบสูงขึ้นไปใช้เป็นที่ทำพิธีสังเวยเทพเจ้าโดย ใช้เด็กสาวโยนลงไปถวายเทพเจ้า ณ ที่นั้น

        ลักษณะโดยทั่วไปของชิเชน อิตสา ทำเป็นรูปเหลี่ยมลดขั้นเป็นชั้น ๆ มีบันไดกลาง รอบ ๆ ทำเป็นบริเวณตลาดทำนองเดียวกับสถานสถิตยุติธรรมของพวกโรมัน ซึ้งอยู่กลางเมือง ที่สาธารณะ เป็นที่รวมของฝูงประชาชน

        ชนเผ่ามายาแห่งเม็กซิโก สืบสายมาจากคนพวกแรกที่เดินทางจากเอเชีย เข้ามายัง อเมริกา ทางช่องแคบเบริ่ง ได้มีการพัฒนาทางวัฒนธรรมทั้งในด้านเหี้ยมโหดอันป่าเถื่อน และความมี สติปัญญาอันสูงส่งในขณะเดียวกัน

        พวกมายาฝึกความเสียสละด้านมนุษยชาติ ควักหัวใจผู้ที่รับการบูชาออกสังเวยพระเจ้า ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาความรู้ด้านดาราศาสตร์ ศิลปะของสถาปัตยกรรม ทางอักษรศาสตร์ ด้านการเขียนบันทึกด้วยตัวอักษรพิเศษ และการค้นพบค่าของเลข 0 ทางคณิตศาสตร์ แต่ก็น่าแปลก ที่พวกนี้มิได้ค้นพบประโยชน์อันเกิดจากล้อเลื่อน

        ศูนย์กลางของอารยธรรมของคนพวกนี้อยู่ที่ชิเชน อิตสา ในคาบสมุทรยุกาตัน ผู้ค้นพบ ขุมอารยธรรมเหล่านี้แล้วนำออกมาเผยแพร่ให้ชาวโลกได้ทราบคือ นายธอมป์สัน ชาวอเมริกา ผู้ใช้ ชีวิตซอกซอนท่องเที่ยวไปในหมู่พวกมายาด้วยความสนใจจะศึกษาสิ่งลึกลับต่าง ๆ

        บางทีอาจกล่าวได้ว่าพวกมายาจะเป็นต้นตำรับของพวกบูชาความสงบที่ต้องการศาสนารุนแรง นองเลือด หลังจากที่เคยพ่ายแพ้พวกชนเผ่าโตลเต็ค ซึ่งอยู่ตอนกลางของเม็กซิโก ในท้ายที่สุด พวกมายาก็ตกอยู่ใต้อำนาจของผู้ที่นิยมความรุนแรงที่เหนือกว่า ในเมื่อผู้ชนะที่กระหายเลือด โลภที่ จะได้ทอง และทรัพย์สมบัติของพวกมายาอย่างเต็มที่

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
หอคอยซีเอ็นทาวเวอร์
: CN Tower
สถานที่ตั้ง   เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกขณะนี้ คือ หอคอยซีเอ็นทาวเวอร์ ที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา มีความสูง 1,821 ฟุต สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1975 รูปทรงสัณฐาน เหมือนเข็ม เย็บกระสอบเสียบแห้วตรงปลาย ตรงที่เหมือนแห้วนี้เป็นชั้นชมวิวชั้นล่าง มีภัตตาคาร ร้านอาหาร (อยู่คฃตรงความสูง 1,136 ฟุต) หากขึ้นไปถึงความสูง 1,465 ฟุต ตรงนี้จะมีอีก กระเปาะเล็กๆ เรียกว่า สกายพอด (Sky Pod) ตรงนี้ชมวิวได้ไกลโพ้นถึง 100 กิโลเมตร ในวันที่อากาศดีๆ สามารถมองเห็นน้ำตกไนแอการาได้ใกล้ๆ ส่วนลิฟต์ที่พาขึ้นไปชมนั้นวิ่ง ด้วยความเร็วจากพื้นถึงชั้นชมวิว(กรเปาะะเห้ว)แค่ 58 วินาทีเท่านั้น

        แต่จุดที่น่าเสียว คือตรงความสูงแค่ 1,122 ฟุต ตรงชั้นชั้นล่างของชั้นชมวิว (กรเปาะะเห้ว) ตรงนี้ทำพื้นเป็นกระจกใสหนาให้มองเห็นพื้นดินที่อยู่ไกลออกไป สามารถขึ้นไปยืน นั่ง เดินได้

 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
คลองปานามา
: Panama Canal
สถานที่ตั้ง   คอคอดระหว่างทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ประเทศปานามา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

       คลองปานามาเป็นคลองขุดตัดคอคอดระหว่างทวีปอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ในประเทศปานามาให้มีทางเดินเรือทางลัดจากมหาสมุทรอัตลันติค ไปสู่มหาสมุทรแปซิฟิกได้สะดวกและรวดเร็ว ผู้เริ่มขุดคลองนี้คือ เฟอร์ดินัน เดอ ลสเซปส์ วิศกรผู้ขุดคลองสุเอซนั่นเองแต่เขาทำไปได้ไม่สำเร็จต้องล้มเลิกไป รัฐบาลอเมริกันจึงเข้าดำเนินการรับช่วงต่อและขุดสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2457 เป็นคลองยาว 50 3/4 ไมล์ มีส่วนกว้าง 300-400 ฟุต ลึก 35-40 ฟุต สิ้นเงินค่าสร้าง 700,000,000 ปอนด์ ช่วยย่นระยะทางในการต้องอ้อมแหลมสุดของอเมริกาถึง 6,700 ไมล์ แต่ที่แปลกไปกว่าคลองสุเอซก็คือ คลองนี้ขุดขึ้นไปบนที่สูง ผ่านทะเลสาบหลายแห่ง จึงต้องทำประตูระบายน้ำไว้เป็นตอน ๆ เพื่อยกระดับเรือให้สูงขึ้นจนเสมอระดับน้ำในทะเลสาบ แล้วไปลงทางอีกด้านหนึ่ง ด้วยการลดระดับน้ำให้ต่ำลงไปจนเทียบเท่ากับระดับน้ำทะเล จัดเป็นคลองเดินเรือนานาชนิดที่สำคัญมากคลองหนึ่ง


ความเป็นมาของคลองปานามา

        ก่อนปี ค.ศ. 1914 ถ้าใครอยาก เดินทางจากนครนิวยอร์กไปยังนครซานฟรานซิสโก เขาผู้นั้นต้องเดินทางรอนแรมทางเรือเดินสมุทรอ้อมทวีปอเมริกาใต้ เป็นระยะทางถึง 20,900 กิโลเมตร เชื่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรแอตแลนติกในบริเวณอเมริกากลาง ซึ่งมีลักษณะเหมือนเอวกิ่วขอดระหว่างทวีปอเมริกาเหนือและทวีปอเมริกาใต้ได้สำเร็จแล้ว ก็จะสามารถย่นระยะทางและเวลาเดินทางไปอย่างมากมาย

        ในปี ค.ศ. 1878 ฝรั่งเศสเป็นชาติแรก ที่ตั้งใจจะลงมือปฏิบัติการให้ความฝันที่กล่าวถึงเป็นจริง นักผจญภัยชาวฝรั่งเศสชื่อ ลูเซียน นะโปเลียน โบนาปาร์ต ไวส์ ได้รับสัมปทานจากรับบาลโคลัมเบีย (ขณะนั้นปานามาเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศดคลัมเบีย) ให้ขุดคลองซึ่งจะเชื่อมระหว่างสองมหาสมุทรในบริเวณปานามาเขาได้ขายสัมปทาน ต่อให้กับบริษัทฝรั่งเศสที่บริหารดดยนายเฟอร์ดินาน เดอเลซเซป ซึ้งดำเนินการขุดคลองปานามาในทันที แต่ความพยายามก ่อสร้างคลองของบริษัทฝรั่งเศสไม่สำเร็จ ด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกันคือ

        ประการแรก เพื่อนร่วมงานและนักการเมือง ที่สนับสนุนเขามีใจไม่ซื่อขโมยเอาเงินจำนวนมากไปจากบริษัท

        ประการที่สอง บริษัทวางแผนจะสร้างคลอง ที่จะมีระดับน้ำในคลองอยู่ในระดับเดียวกับน้ำในมหาสมุทร กล่าวคือไม่สร้างประตูกั้นน้ำ ซึ่งเป็นเรื่งยาก และฝรั่งเศสก็ไม่มีเทคโนโลยี และเครื่องจักรที่ทันสมันพอที่จะดำเนินการดังกล่าว

        ประการสุดท้ายที่ดูจะเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดคือ โรคภัยไข้เจ็บในภูมิภาคเขตร้อนที่คนงานก่อสร้างคลองต้องเผชิญทั้งโรคไข้เหลืองและมาลาเรีย คร่าชีวิตคนงานเป็นจำนวนมากและทำให้การก่อสร้างไม่คืบหน้าเท่าไหร่

        ในที่สุด บริษัทของนายเดอเลซเซปก็ล้มละลายต้องขายโครงการขุดคลองทอดตลาดไป ประเทศที่เล็งเห็นความสำคัญของการขุดคลองนี้คือประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เพราะระหว่างสงครามที่สหรัฐฯ ทำกับสเปนในปี ค.ศ. 1898 การเดินทางระหว่างฝั่งตะวันตกกับตะวันออกของสหรัฐฯ กลายเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ขึ้นมา ถ้ามีคลองลัดย่นระยะทางการเดินทางของเรือรบและเรือขนส่งยุทธสัมภาระได้ ก็จะเป็นผลดีอย่างยิ่งในการป้องกันประเทศ รับบาลสหรัฐจึงได้หันมาให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง

        แต่ก่อนจะซื้อสัมปทานสหรัฐฯ ก็ได้ไปเจรจากับรัฐบาลโคลัมเบียก่อนว่าหากสหรัฐฯลงทุนขุดคลองแล้วก็ขอให้ฝ่ายหลังยินยอมให้สหรัฐฯ เช่าพื้นที่บริเวณนั้นเพื่อดำเนินการควบคุมการเข้าออกของเรือที่จะผ่านคลอง แต่รัฐบาลโคลัมเบียก็มัวเกี่ยงงอนเรื่องราคาค่าเช่าที่ ไม่ยอมตกลงกับรัฐบาลสหรัฐฯง่าย ๆ พอดีขณะนั้น ชาวปานามาซึ่งกลัวว่าโคลัมเบียจะไม่แบ่งผลประโยช์ให้เท่าที่ พวกตนควรจะได้ก็ได้ก่อการปฏิวัติขึ้นและประกาศตัวเป็นประเทศเอกราช สหรัฐฯได้รับรองเอกราชของปานามาและยังได้ช่วยไม่ให้โคลัมเบียยกกองทหารเข้ามาปราบปรามชาวปานามาได้ ในที่สุดสหรัฐฯก็ได้ทำสัญญากันในปี ค.ศ.1903 โดยปานามายกกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นระยะทางกว้าง 10 กิโลเมตร ตลอดแนวทางที่สหรัฐฯ จะขุดคลองให้รัฐบาลสหรัฐฯเป็นผู้ดำเนินการ บริหารเป็นสิทธิขาดตลอดไปโดยสหรัฐฯจะจ่ายเงินตอบแนให้ปานามาเป็นจำนวนเงิน 10 ล้านดอลลาร์และจะให้เป็นประจำทุกปี อีกปีละ 250,000 ดอลลาร์

        เมื่อจบเรื่องทางการเมืองแล้ว สหรัฐฯจึงได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างคลองปานามาในปี ค.ศ.1904 ก่อนอื่นหสรัฐฯได้ศึกษาความล้มเหลวของบริษัทฝรั่งเศสเสียก่อนและ ได้เริ่มลงมือปราบปรามโรคร้ายที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการก่อสร้างคลอง พันเอก วิลเลียม ซี กอร์กัสได้รับมอบหมายให้ดำเนินการดังกล่าว เขาเป็นหมอทหารที่มีชื่อเสียงมาจากการปราบปรามโรคร้ายในประเทศคิวบา

        กอร์กัสได้เริ่มรณรงค์ขจัดยุงชนิดหนึ่งซึ่งเป็นพาหะในการนำโรคไข้เหลืองและมาลาเรีย โดยการขจัดหนองน้ำที่เป็นแหล่งเพาะพัมธุ์และขจัดพงหญ้าที่เป็นแหล่งหลบซ่อนตัวของยุงเหล่านั้น ตลอดจนกำจัดหนูซึ่งเป็นพาหะกาฬโรค เขาใช้เวลาในการกำจัดอยู่ 10 ปี รัฐบาลสหรัฐฯได้ใช้เงินไปประมาณ 20 ล้านดอลลาร์เฉพาะในการปราบปรามโรคเหล่านี้

        ใน ค.ศ.1914 การดำเนินการก่อสร้างคลองนี้ก็ได้เริ่มขึ้น โดยสหรัฐฯตัดสินใจที่จะก่อสร้างคลองที่มีประตูกั้นน้ำเป็นระยะ ๆ แทนที่จะเป็นคลองที่มีระดับน้ำเท่ากับระดับน้ำทะเล

        การขุดคลองปานามาเป็นเรื่องยากสหรัฐใช้คนงานถึง 43,400 คน เงินประมาณกว่า 380 ล้านดอลลาร์ ต้องสร้างประตูน้ำหลายประตู และยังต้องขุดเข้าไปในภูเขา และสร้างเขื่อนกันน้ำด้วย

        ในเดือนสองหาคม ค.ศ.1914 การก่อสร้างคลองปานามาจึงได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ คลองซึ่งมีความยาว 80 กว่า กิโลเมตร สามารถย่นระยะการเดินทาง ระหว่างฝั่งทะเลด้านตะวันตกและตะวันออกของสหรัฐฯไปถึง 15,700 กิโลเมตร

        ภายหลังจากคลองได้มีการเปิดใช้งานเป็นเวลาหลายปี รัฐบาลปานามาก็เริ่มแสดงความไม่พอใจว่าสนธิสัญญาที่ทำกับสหรัฐฯ โดยมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินและการบริหารงานบริเวณคลองให้สหรัฐฯ เป็นสัญญาที่อยุติธรรมชาวปานามาได้ก่อการจราจลขึ่นในปี ค.ศ. 1964 มีชาวปานามาเสียชีวิต 20 คน และชาวอเมริกัน 4 คน รัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งอยากจะรับความสะมพันธ์อันดีของตนกับประเทศในละตินอเมริกาเอาไว้ จึงได้ยอมทำสัญญาใหม่กับปานามาโดยยอมคืนกรรมสิทธิที่ดินบริเวณคลอง ให้กับปานามาในปี ค.ศ.1979 นอกจากนั้นยังได้สัญญาว่าจะยอมมอบสิทธิ ในหารบริหารคลองปานามาให้กับรัฐบาลปานามาในปี ค.ศ.1999

        คลองปานามาเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญยิ่งยวดทั้งทางด้านการทหารและการค้า เรือกว่า 13,500 ลำ ใช้เส้นทางนี้เป็นประจำทุกปี 55% ของเรือดังกล่าววิ่งระหว่างฝั่งทะเลตะวันออกและฝั่งทะเลตะวันตกของสหรัฐฯ สินค้าหนักกว่า 148 ล้านเมตริกตันผ่านเข้า-ออกคลองปานามาในทุก ๆ ปี
 
ชื่อสถานที่

 
รูปปั้นของพระเยซู เมือง ริโอ เดอ จาเนโร
: Statue Cristo Redentor
สถานที่ตั้ง   เมือง Rio de Janeiro ประเทศบราซิล
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้



        รูปปั้นของพระเยซูที่โปรดให้พ้นบาป ยืนสูง 30 เมตร (98ฟุต) และกำลังมองข้ามเมือง Rio de Janeiro หนึ่งในรูปปั้นสูงที่สุด ในโลก. รูปปั้นแสดง พระเยซูเยืนยื่นแขนออกมาต้อนรับ และเป็นหนึ่งของสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงมากของเมืองนี้ พัฒนาดดยวิศวกร Heitor da Silva Costa และองค์กร สร้างขึ้นในปี 1921 ดครงการทำเกือบ 5 ปีจึงเสร็จสิ้น รูปปั้นอยู่บนภูเขา Corcovado (ภูเขา Hunchback ) และตั้งใน อุทยานแห่งชาติ Tijuca เป็นสถานที่ปิคนิกที่รื่นเริง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปฐานของรูปปั้น ซึ่งสูง 709 m (2326ฟุต) สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูเขา Sugar Loaf กลางเมือง Rio de Janeiro และชายหาดของ Rio de Janeiro นักท่องเที่ยวสามารถ ขึ้นรถไฟ ไปบนยอดของภูเขาเพื่อมองรูปปั้นอย่างใกล้ชิด และสร้างวิวที่สวยงามมากมาย
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
อาณาจักรอินคา
: Inca city , Machu Picchu
สถานที่ตั้ง   เมืองบคุสโซ ประเทศเปรู
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้


       ใกล้ๆ เมืองคุสโซ ภูมิประเทศแสนกันดารยากจะเข้าถึง เป็นยอดสูงมีบริเวณรอบ ๆ รวมแล้วความสูงของหน้าผาประมาณ 304.8 เมตร (1,000 ฟุต) ฮิแรม บิงแฮม นักสำรวจชาวอเมริกัน ไปพบมาจุ ปิคชุ ในปี ค.ศ. 1911 บริเวณนั้นเป็นป่าใหญ่คลุมพื้นที่อยู่ นอกจากสิ่งก่อสร้าง ปรักหักพังบางส่วนที่โผล่อยู่ให้เห็นสิ่งก่อสร้างดังกล่าวบ่งบอกให้เห็นความสามารถยอดเยี่ยม เชิงสถาปัตยกรรมของชาวอินคาในอดีตที่ปรากฎก็มีโบสถ์วิหาร อ่างหินสำหรับเก็บน้ำ บันไดหินเป็นพัน ๆ ขั้น เพือเป็นทางทอดระเบียงลงไปในที่ต่าง ๆ แห่งนครผู้เขานี้

        เรื่องราวการพิชิตอาณาจักรอินคาเริ่มจากปี ค.ศ. 1532 เกิดการต่อสู้วิวาทของชาวพื้นเมือง เปิดโอกาสให้ ฟรานโก ปิซาโร นักผจญภัยชาวสเปน จับหัวหน้าเผ่าอินคาชื่อ อตา ฮวลปา ไว้บังคับให้บอกที่ซ่อนทองพอรู้เรื่องก็ปล้นยึดเอาไปจากอาณาจักรอินคาแต่เป็นชัยชนะระยะสั้น ได้เกิดการสู้รบระหว่างนักผจญภัยชาวสเปนคนอื่น ๆ และปิซาโร ลงท้ายด้วยปิราโซกับพวก จำนวนมากได้ถูกสังหาร พวกชาวพื้นเมืองพยายามตีโต้ขับไล่พวกสเปนจากภูเขาที่มั่นคงแข็งแกร่งแห่งมาจุ ปิคชุ

       หลังจากพวกอินคาได้ลุกฮือขึ้นต่อสู้ได้มีการตั้งผู้ปกครองคือ มานโค คาแปค ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก สมัยมานโคที่ 2 ชาวพื้นเมืองได้รวมตัวกันก่อสงครามเบ็ดเสร็จขับไล่พวกสาเปนจากภูเขาอันเป็นที่มั่น รบกันไม่นาน ฝ่ายสเปนกลับได้เปรียบ พวกชาวพื้นเมืองเผ่าอินคาถูกสังหารล้มตายลงราวกลับใบไม้ร่วง จนในที่สุดแม้ตัวมานโค ผู้เป็นหัวหน้าก็ตายในที่รบ

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
วิหาร อาบู ซิมเบล
: Abu Simbel
สถานที่ตั้ง   เมืองอัสวาน ประเทศอียิปต์
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

       วิหาร อาบู ซิมเบล ( Abu Simbel )สร้างโดยฟาโรห์ Rames The Great ( Ramses II ) เป็นวิหารที่สร้างจากจินตนาการที่แปลก และสวยงามที่สุดในประวัติศาสตร์ของอียิปต์ห่างจากสนามบินอัสวานไปอาบู ซิมเบล ซึ่งห่างไปทางใต้ประมาณ 200 ไมล์ ใกล้เขตแดนประเทศซูดาน มีขนาดใหญ่มากสร้างขึ้นเมื่อปี 1270 BC หรือประมาณ 3260 ปีมาแล้ว โดยสกัดเจาะภูเขาย่อม ๆ ทั้งลูก ด้านหน้าหันไปทางตะวันออก ประกอบด้วย 2 วิหารด้วยกันคือ วิหารใหญ่ และวิหารเล็กวิหารใหญ่สร้างขึ้นสำหรับพระองค์เอง มีรูปหินแกะสลักของฟาโรห์ Ramses II นั่งบนบัลลังก์ 4 องค์ เรียงกันข้างละ 2 องค์ หันหน้าไปทางแม่น้ำ เพื่อแสดงถึงพลังและอำนาจของฟาโรห์ที่คอยดูแลปกป้องเหล่าเรือใบที่แล่นในแม่น้ำไนล์ ตรงกลางเจาะเป็นประตูทางเข้า ที่เท้าแกะสลักเป็นรูปพระมารดา พระราชินีและโอรสธิดาอีก 8 องค์ ยืนตรงเรียงสลับระหว่างเท้าง 8 เป็นแนวตลอด รูปพระเจ้าฟาโรห์ สูงถึง 20 เมตร สร้างไว้ขู่พวก Nubia ซึ่งเป็นพวกอาฟริกันผิวดำ ซึ่งเป็นเมืองขึ้นมิให้กระด้างกระเดื่อง ส่วนวิหารเล็ก สร้างอุทิศเพื่อมเหสี เนเฟอร์ทารี เพื่อทำการบวงสรวง เทพีฮาธอร์ อันเป็นเทพีแห่งดนตรีและความรักเปรียบเสมือนความรักระหว่างทั้ง 2 พระองค์

       ตรงเหนือประตูทางเข้า The Great Hypostyle Hall มีรูปสลักของ เทพเหยี่ยว แต่ก็ไม่สมบูรณ์ นักเพราะส่วนเท้าขาดหายไป ด้านในเป็น หอศักดิ์สิทธิ์ สองข้างทางจะมีหินแกะสลัก เป็นรูปของ Ramses II ยืนตรงข้างละ 4 องค์ตั้งอยู่ ตามผนังเขียนประวัติด้วยภาษา Hieroglyphics ถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ มีเสาขนาดใหญ่หลายต้นสลักเป็นรูปของฟาโรห์รามเสส แขนทั้งสองประสานกันอยู่ ที่หน้าอกถือแส้และคทา สูงถึง 10 เมตร เรียงรายอยู่สองฝั่งเพื่อค้ำจุนหลังคา บนเพดานหินมีการสลักรูปเทพโอริซิส ฝาผนังทุกด้าน ถูกแกะสลักเป็นรูปฟาโรห์รามเสสที่สอง ในอิริยาบทต่างๆในการรบ เช่น กำลังจะแทงหอก คร่อมอยู่เหนือศัตรู ฯลฯ

       ห้องชั้นในสุดลึกจากประตูทางเข้ามา 65 เมตร มีรูปหินแกะสลัก 4 องค์ประดิษฐานอยู่ คือ เทพเจ้า Amon,Ramses II,Hamakis และ Ptah ในแต่ละปีจะมีอยู่ 2 วันคือวันที่ 21 มีนาคม และ 21กันยายน เวลา 5.58 น.แสงอาทิตย์จะส่องผ่านประตูทางเข้าเข้ามาส่องแสงไปที่ Amon และ Ramses II ก่อน แล้วจะค่อยๆเลื่อนไปที่ Hamakis จะส่องสว่างอยู่ประมาณ 20 นาที โดยจไม่มีแสงส่องไปที่ เทพเจ้า Ptah เลย เพราะเทพเจ้า Ptah คือเทพเจ้าแห่งความมืดในสมัยโบราณพระเจ้าฟาโรห์จะเสด็จมาอยู่ที่นี่พร้อมด้วยข้าราชบริพาร เพื่อประกอบพิธีกรรม เป็นงานใหญ่โตในสองวันนี้ ที่น่าทึ่ง คื่อ คนโบราณสมัยนั้นสามารถเจาะหินเป็นช่องจากประตุทางเข้าเป็นแนวตรงไปสู่ห้องที่ลึกที่สุดได้องศากับ ดวงอาทิตย์ส่องแสงใน 2 วันนั้นพอดีโดยไม่ผิดเลย

      ออกมาข้างนอกเดินไปทางซ้ายจะมีวิหารที่สร้างไว้ติดๆ กันคือ วิหารที่ Ramses II สร้างเอาไว้เป็นอนุสรณ์แด่พระนาง Nefertari พระราชินีที่พระองค์รักและโปรดมากที่สุด เป็นรูปสลักของ ฟาโรห์รามเสสที่สองในท่ายืนสี่รูป สลับกับ รูปสลักของ ราชินีเนเฟอร์ทารี่ในท่ายืน อีกสองรูป ตรงตำแหน่งเท้า มีรูปสลักของโอรสและธิดาของทั้งสอง อันนี้ค่อนข้างแปลก การก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นวิหาร หรืออนุสรณ์สถานต่างๆ ในสมัยโบราณมักจะเป็นของพระเจ้าแผ่นดินสร้างให้ตนเอง หรือสร้างให้เทพเจ้าเท่านั้น การสร้างให้ราชินีครั้งนี้ จึงเป็นกรณีพิเศษจริงๆ

      แม้วิหารมีขนาดใหญ่ แต่ก็ถูกทรายจากทะเลทรายพัดมา กลบทีละเล็กละน้อยตลอดระยะเวลาพันๆ ปี จนมิด จนกระทั่งฝรั่ง นักท่องเที่ยวชาวสวิสมาค้นพบเข้าเมื่อปี ค.ศ. 1813 คือประมาณร่วม 189 ปี มาแล้ว และเมื่อราว ค.ศ. 1964 ก็หวิดจะสาบสูญอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้จะจมลงไปใต้น้ำ เพราะหลังจากอียิปต์สร้างเขื่อนกั้นน้ำอัสวานแล้ว น้ำในทะเลสาบนัสเซอร์สูงขึ้น ต้องหาสทางช่วยยกขึ้นหนีน้ำ องค์การยูเนสโกของสหประชาชาติ ได้ยื่นมือเข้ามาช่วย โดยใช้เงินถึง 40 ล้านดอลลาร์ จ้างคณะวิศวกร และคนงานออกแบบตัดวิหารออกเป็น 1,050 ส่วน แต่ละส่วนหนักเป็นสิบๆ ตัน แล้วยกขึ้นไปประกอบกันใหม่สูงจากระดับเดิมถึง 215 ฟุต โดยสร้างภูเขาเทียมรูปโดม (เป็นโพรงด้านใน) ด้วยคอนกรรีตเสริมใยเหล็กให้เมือนเดิมทุกประการ แล้วเอาชิ้นส่วนที่ตัดมาประกอบเข้าทั้งภายนอกและภายใน เหมือนจริงมาก แม้รอยต่อระหว่างชิ้นก็มองไม่เห็น
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
เขื่อนกั้นน้ำอัสวาน
: Aswan High Dam
สถานที่ตั้ง   ประเทศอียิปต์
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        เขื่อนกั้นน้ำ Aswan High Dam ซึ่งสร้างโดยรัสเซียเมื่อปี ค.ศ.1960 และมาเสร็จตอนกลางปี ค.ศ.1968 ใช้เงินไปร่วมพันล้านเหรียญ เป็นเขื่อนขนาดยักษ์สูงถึง 365 ฟุต และยาว 3,280 ฟุต ขวางกั้นแม่น้ำไนล์ทั้งสาย ทำให้เกิดทะเลสาบ Lake Nasser ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกรียรติแก่ประธานาธิบดีของอียิปต์ Gamal Abdel Nasser เป็นทะเลสาบใหญ่มาก คือยาวถึง 200 ไมล์ และกว้าง 10 ไมล์ เรียกว่าในกระบวนทะเลสาบที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้ว มันใหญ่เป็นที่สองของโลก(ที่หนึ่งคือทะเลสาบที่เกิดจากเขื่อน Kariba Dam กั้นแม่น้ำ Zambesi ในประเทศ Zambia)

        เขื่อนอัสวานสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มผลผลิตทางเกษตร และเมื่อติดกตั้งเครื่อง Turbines 12 เครื่องเสร็จในปี ค.ศ. 1970 แล้วสามานรถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึงหมื่นล้านกิโลวัตต์ต่อปี ทำให้หมู่บ้านถึง 100 แห่งมีกระแสไฟฟ้าใช้เป็นครั้งแรก จึงพอเรียกได้ว่าดครงการเขื่อนกั้นน้ำแห่งนี้เป็นดครงการ "ลดความหิวโหย" ของชาวอียิปต์อย่างแท้จริง
 
:: อ้างอิง

ชื่อสถานที่

 
คลองสุเอซ
: Suez Canal
สถานที่ตั้ง   ประเทศอียิปต์
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        คลองสุเอซเป็นคลองเดินเรือสินค้าติดต่อทางลัดระหว่างยุโรปกับเอเชีย ขุดตัดคอคอดจากเมืองปอร์ดซาอิดด้านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังเมืองสุเอซ ด้านทะเลแดง มีความยาว 101.04 ไมล์ กว้าง 200 ถึง 300 ฟุต ลึก 25 ถึง 30 ฟุต เริ่มขุดเมื่อ พ.ศ. 2402 เสร็จเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. 2412 สิ้นเงิน 17,000,000 ปอนด์ ช่วยย่นระยะทางที่เคยอ้อมทวีปแอฟริกาใต้ได้ 8,320 กิโลเมตร นายช่างวิศวกรผู้อำนวยการขุดคลองนี้คือ เฟอร์ดินัน เดอ เลสเซปส์ ชาวฝรั่งเศส นับเป็นคลองที่มีความสำคัญในทางการค้าและในทางยุทธศาสตร์ของโลกแห่งหนึ่ง
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
โอเปรา เฮาส์
: Sydney Opera House
สถานที่ตั้ง   เมืองซิดนีย์ ประเทศ ออสเตรเลีย
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        โอเปรา เฮาส์สัญลักษณ์อีกอย่างของเมืองซิดนีย์เป็นอาคารแห่งหนึ่งที่จัดว่ามีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรม นับเป็นที่สุดในโลกเช่นกัน โอเปรา เฮาส์สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1959 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเดนมาร์กชื่อ จอนห์ อัทซัน หลังคาสีขาวรูปทรงเปลือกหอยของอาคารหลังนี้ใช้กระเบื้องเซรามิกหลายล้านแผ่นจากประเทศสวีเดน และกว่าจะสร้างเสร็จก็ต้องใช้เวลานานกว่า 9 ปี ในความพยายามสร้างหลังคาโค้งดังกล่าว การสร้างอาคารโอเปรา เฮาส์นี้ต้องใช้เงินมากถึง 102 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เกินงบประมาณที่ตั้งไว้ไปมากมาย และในที่สุดก็เสร็งลงในปี ค.ศ. 1973 ซึ่งการเปิดใช้อย่างเป็นทางการในครั้งแรก สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษได้เสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิดเมื่อปี 1973

        ปัจจุบันโอเปรา เฮาส์ไม่เพียงแต่ใช้เป็นสถานที่จัดแสดงดนตรี คอนเสิร์ต หรืองานแสดงต่าง ๆ เท่านั้น ยังมีภัตตาคาร ร้านขายสินค้าที่ระลึก รวมถึงตลาดนัดสุดสัปดาห์ที่บริเวณอาคารอีกด้วย

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
รูปสลักโมอาอิ
: Moai Statues
สถานที่ตั้ง   เกาะอีสเตอร์
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

       เกาะอีสเตอร์ ตั้งอยู่ไกลจากฝั่งภาคเหนือของประเทศชิลี (Chile) 2,000 ไมล์ และห่างจาก เกาะปีทเชียน (Pitcain Island) ประมาณ 1,100 ไมล์ อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ เป็นสถานที่อันโดดเดี่ยวที่สุดแห่งหนึ่งของโลกยาวเพียง 25 กม. มีเนื้อที่ประมาณ 50 ตารางไมล์ มีคนอาศัยราว 150 คน เกาะนี้เป็นเกาะที่มีภูเขาไฟแต่ปัจจุบันสงบอยู่ ชาวยุโรปพวกแรกที่มาเยือนเกาะนี้คือ นักเดินเรือพวกดัตช์ และต่อมาก็คือกัปตันเจมส์ คุก แต่ที่กลายเป็นเกาะที่น่าสนใจเพราะมีโบราณวัตถุประหลาดรูปยักษ์ครึ่งตัวไม่ต่ำกว่า 200 ชิ้น สร้างด้วยหินแกะสลักด้วยฝีมือหยาบๆ แต่มีขนาดใหญ่ แหงนมองทท้องฟ้าโดยไม่มีใครทราบสาเหตุและที่มา

        แม้จะมีความเห็นขัดแย้งกันมาก แต่นิยายปรัมปราที่ว่าเกาะนี้เป็นส่วนหนึ่งของทวีปซึ่งจมหายไปในมหาสมุทรนั้นยังมีคนเชื่ออยู่มาก และยังเหลืออยู่ คนรุ่นหลังคิดกันง่ายๆ ว่า คนสมัยนั้นซึ่งกำลังตกอยู่ในภาวะมืดมนคงได้คิดสร้างรูปเทพเจ้า(คนสมัยหลังเห็นเป็นยักษ์) ไว้คอยดูแล คุ้มครองพืชผลเกรงว่าจะสูญหายตามไปอีก

        นักมนุษย์วิทยาสมัยใหม่เชื่อว่าชาวเกาะตะวันออกสืบเชื้อสายมาจากเผ่าโพลีนีเซียนที่เพิ่งสูญพันธ์ไป เกาะนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ราปานุย เมื่อนายพลเรือยาคอบรอกเจวีนได้ไปพบเข้าในวันเทศกาลอีสเตอร์ ปี ค.ศ. 1722 (อีสเตอร์คือวันฉลองการคืนชีพของพระเยซู) ใน ค.ศ. 1881 รัฐบาลชิลีได้ผนวกเกาะไว้ในอาณาเขต ชื่อเดิมถูกแปลเป็นภาษาสเปนว่า อิซา เดอ ปาสกูอา พวกชาวเกาะซึ่งเป็นชาวชิลีได้สงวนบางส่วนของเกาะ ไว้เป็นสถานที่พักวัวควาย และแกะก่อนส่งออกนอกประเทศ

        รูปสลักคนนั่งคุกเข่าจากยุคแรกซึ่งเริ่มประมาณปี ค.ศ. 380 สลักขึ้นจากหิน และกากแร่ภูเขาไฟหรือหินบะซอลต์ รูปสลักหินในยุคถัดมาหรือยุคกลางเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1100 เป็นรูปสลักที่เรียกว่า "โมอาอิ"(Moai) ที่เห็นโดดเด่นทั่วไปบนเกาะนี้ รูปสลักนี้มีลำตัวส่วนบนเหมือนผู้ชาย ส่วนศีรษะหน้าตาเป็นแบบเดียวกัน ดวงตา เป็นวัสดุอื่นฝังอยู่ในเนื้อหิน และติ่งหูยาว สูงตั้งแต่ 6 ฟุตถึง 30 ฟุต บางรูปมีน้ำหนักถึง 50 ตัน รูปสลักโมอาอิจะตั้งอยู่บนฐานหินที่เรียกว่า "อาฮู"(Ahu) แต่ละก้อนซึ่งรองรับรูปสลักได้ถึง 12 รูป ในช่วงหลายร้อยปีของยุคกลางนี้ มีการสร้างรูปสลักขนาดใหญ่โตมโหฬารขึ้นเรื่อย ๆ และต่อมามีการเพิ่มเติมส่วนจุกสีแดง หรือ "พูคาโอ"(Pukao) บนยอดศีรษะด้วย เชื่อกันว่ารูปสลักแปลกเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์แทน หัวหน้าเผ่าผู้ล่วงลับที่กลายเป็นเทพเจ้าไปแล้ว นอกจากรูปแกะสลักเหล่านี้ บริเวณรอบๆ ปรากฎว่าไม่มีอะไรเลยที่เป็นพวกโลหะ หรือวัตถุปั้นหล่อใดๆ

        ยุคที่สามหรือยุคหลังเริ่มในราวปีค.ศ. 1680 ตรงกับช่วงเวลาที่ชนพื้นเมืองสองเชื้อชาติ ซึ่งเคยอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบเกิดทะเลาะ และทำสงครามกัน การวิวาทอาจเกิดเพราะป่าไม้เริ่มหมด พวกเขาไม่สามารถหาอาหารหาไม้มาต่อเรือได้ สภาพดินก็เริ่มเสื่อมโทรม เมื่อข้าวปลาอาหารลดน้อยลง ชนพื้นเมืองสองเผ่าคือ พวกหูยาว จากอเมริกาใต้ ที่มีอิทธิพลในสังคมมากกว่า และพวกหูสั้น จากเกาะ แถบโพลีนีเซียก็เริ่มต่อสู้กัน แต่พวกหูสั้นกลับได้ชัยชนะ (เล่าสืบกันมาว่าพวกผู้หญิงและเด็กถูกจับกิน) ในระหว่างการต่อสู้ พวกหูสั้นบุกยึดฐานหินได้และโค่นรูปสลักลงมากมาย
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
ภูเขาไฟฟูจิยามา
: Mount Fuji
สถานที่ตั้ง   ห่างจากกรุงโตเกียว 70 ไมล์ ประเทศญี่่ปุ่น
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        ภูเขาไฟฟูจิยามาเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว ที่มีความงามจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก และกลายเป็นสัญลักษณ์ ประจำชาติของญี่ปุ่นอีกอย่างหนึ่ง ภูเขานี้อยู่ห่างจากกรุงโตเกียว 70 ไมล์ ยอดสูง 12,385 ฟุต มีปล่องภูเขาไฟ ที่ดับแล้ว วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 2,000 ฟุต มีลักษณะเป็นรูปฝาชีครอบ ฐานข้างล่างแผ่กว้างออก วัดโดยรอบได้ประมาณ 100 กิโลเมตร มีหิมะขาวโพลนปกคลุมอยู่ตลอดปี บริเวณโดยรอบภูเขาไฟฟูจิยามา มีสวนสาธารณะ มีสถานที่ว่ายน้ำ อาบน้ำ มีทะเลสาบกว้างใหญ่ และทัศนียภาพที่งดงาม ชาวญี่ปุ่นทุกคนต้องดินทางมาเที่ยวที่ ภุเขาไฟนี้อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บนยอดเขา

        การที่ปีนภูเขาไฟฟูจิในตอนกลางคืน เพราะ เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาแล้วเราก็จะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นพอดี ซึ่งสวยงามมาก ส่วนมากแล้วชาวญี่ปุ่นจะใช้เวลา ประมาณ 2 วันในการปีนภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งระหว่างทางก็จะมีที่พัก ให้สำหรับนักปีนเขาอยู่ตลอดทาง ข้างบนยอดเขาฟูจินั้นยังมีโทรศัพท์และตู้ไปรษณีย์สำหรับผู้ที่สนใจจะปีนก็ สามารถซื้อไม้ที่เชิงเบา เพื่อที่จะเอาไว้ทำเครื่องหมายในแต่ละจุดที่เดินผ่าน

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
ยอดเขาเอเวอร์เรสต์
: Mount Everest
สถานที่ตั้ง   เทือกเขาหิมาลัย ประเทศ เนปาล
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก คือ ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (Everest) สูง 8848 เมตร (29,028 ฟุต) จุดสูงสุดของโลกตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างเนปาลและทิเบต ชาวเนปาลเรียกยอดเขานี้ว่า สการ์มาถา (Sagarmatha-ยอดเขาพระสมุทร) ส่วนชาวทิเบตเรียก โชโมลุงกะมา (Chomolungma-พระแม่เจ้า) ส่วนชื่อภาษาอังกฤษมาจากนายพลนักสำรวจชาวอังกฤษ จอร์จ เอเวอร์เรสต์ (George Everest) ซึ่งมาปฏิบัติงานในอินเดียราวช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แต่นักปีนเขาคณะแรกที่สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ได้สำเร็จก็คือ เซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลลารี (Sir Edmund Hillary) ชาวนิวซีแลนด์ และเตนจิง นอร์เก (Tenzing Norgay) ชาวเชอร์ปา เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1953

 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
ยอดเขาเมืองกุ้ยหลิน
: Guilin
สถานที่ตั้ง   ประเทศจีน
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        ทิวทัศน์โดยรอบเมืองกุ้ยหลิน ในประเทศจีน เป็นดงของยอดดอยสูงที่พุ่งขึ้นมาจากทุ่งราบร่วม 305 เมตร เกิดจาการกัดกร่อนของน้ำฝนมาช้านานนับเป็นพันเป็นหมื่นปี ฤดูร้อนอุณหภูมิสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส เร่งให้ผุกร่อนเร็วขึ้น ก่อนเดิมเป็นทุ่งกว้างและหินปูนชั้นล่างหนา 9,000 เมตร ระยะทาง 83 กิโลเมตร ( 51 ไมล์) เป็นแนวของแม่น้ำลิ (Li River ) ระหว่าง กุ้ยหลิน(Guilin) และ แยงโสว(Yangshuo ) เป็นที่ประทับใจนักเขียน และศิลปินหลายต่อหลายคน การเดินทางทุกวันนี้เดินทางใช้เวลาเป็นวัน เป็นการเดินทางที่ยาวนานบนเรือที่เคลื่อนอย่างเงียบ ๆ บนแม่น้ำลิที่สงบ

        ภาพทิวทัศน์ในความทรงจำที่คลี่ออกมา เป็นสายน้ำเรียบ ๆ งามราวกระจกในเทพนิยาย ภูมิปรเทศของยอดเขารูปกรวยยื่นสู่ท้องฟ้า(มองภาพ) ทิวทัศน์อันมหัศจรรย์ไม่เหมือนที่ไหน เมื่อสายน้ำไหลเป็นคลื่นต่อ ๆ กัน บนแม่น้ำรอบยอดเขาหลายยอดทิวทัศน์ที่ซ่อนไว้ ได้แสดงออกมาในช่วงเวลาชั่วอึดใจหนึ่ง อีกชื่อหนึ่งคือเขางวงช้าง (Elephant Trunk Hill ) ดูคล้ายช้างยักษ์โกะไลแอ็ธ (ยักษ์ใหญ่ในคัมภร์คริสต์ศาสนา) ดูดน้ำจิบ ๆ ไม่รู้จักอิ่มจากแม่น้ำด้วยงวงของมัน

        ตลอดสายแม่น้ำจะเห็นความงดงามของป่าไผ่มากมาย ชาวนากำลังวเฝ้าดูข้าว และชาวปะมง เลื้อยไหลไปตามน้ำบนแพไม้ไผ่แคบ ๆ เล็ก ๆ ถ้ำรีดฟลูท (Reed Flute Cave) เป็นอีกส่วนหนึ่งของพื้นที่กุ้ยหลิน ที่มีความสวยงามมันเป็นแสงที่มีสีหลายแสงและมีห้องถ้ำที่สามารถบรรจุคนได้เป็นพันคน
 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
เดดซี
: Dead Sea
สถานที่ตั้ง   ในหุบระหว่างประเทศอิสราเอลและจอร์แดน
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        คำล่ำว่าลือโคลนที่นี่มีสรรพคุณเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม เนื่องจากเป็นทะเลสาบปิด ที่แร่ธาตุนานาชนิดพากันหลั่งไหลมาทับถมมากมายขนาดสามารถพยุงน้ำหนักให้คนลอยคอ อยู่เหนือน้ำได้ "ไม่มีวันจม" และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอาศัยอยู่ได้ ที่มาของชื่อทะเลตาย- Dead Sea นอกจากความน่าตื่นเต้นจากแร่ธาตุมหาศาลก่า 30 % ของน้ำในทะเลสาบ เสน่ห์ของเเซีอีกอย่างก็คือ หมู่บ้าน Ein Bokek ที่ตั้งของซีนาก็อก หรือ โบสถ์ยิว ริมทะเลสาบซึ่งว่ากันว่าเป้นจุดต่ำสุดของโลก ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 393.5 เมตร

        นักท่องเที่ยวนิยมมาใช้บริการศูนย์บริการริมทะเลสาบเพื่อเปลี่ยนชุดให้เหมาะสมที่จะพอกโคลน และลอยคอ บริเวณชายหาดจะมีถังโคลนใบใหญ่เพื่อให้นักท่องเที่ยวนำโคนสีดำจากทะเลสาบมาป้สยตามร่างกาย นักท่องเที่ยวบางคนเชื่อว่าการป้ายโคลนจากทะเลสาบนี้แร่ธาตุจะสามารถซึมผ่านผิวหนังไปแปรสภาพผิวให้งดงามได้ กิจกรรมสำคัญของทะเลสาบเดดซีคือการนอนลอยคอกลางทะเลสาบ

        เนื่องจากเดดซีเป็นทะเลสาบปิดต่ำกว่าน้ำทะเลมากจึงไม่มีทางไหลออก และตั้งอยู่ในหุบระหว่าง ประเทศอิสราเอลและจอร์แดน ดังนั้นการเกิดคลื่นลมจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก
 
:: อ้างอิง



ชื่อสถานที่

 
ปอมเปอี
: Pompeii
สถานที่ตั้ง   ประเทศอิตาล
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        ปอมเปอี เป็นเมืองโบราณสมัย 2,000 ปีมาแล้ว อยู่ที่เชิงภูเขาไฟวิสุเวียส ประเทศอิตาลี ซึ่งถูกภูเขาไฟลูกนี้ระเบิดเอาดินโคลน เถ้าถ่าน และหินละลายทับถมจมลงไปในดินในชั่วเวลาไม่กี่นาทีเมื่อ พ.ศ.662 ประชาชนนับหมื่นต้องถูกฝังทั้งเป็นตายด้วยความทุกข์ทรมานโดยที่ไม่มีใครมีโอกาสหนีรอดออกมาได้เลย และหลังจากนั้นปอมเปอีก็ถูกลืมไปจากความทรงจำของชาวโลก

        ต่อเมื่อได้มีการฟื้นฟูศึกษาประวัติศาสตร์โบราณขึ้นชื่อปอมเปอีจึงถูกค้นพบ แต่ก็ไม่มีใครทราบได้ว่าเมืองนี้อยู่ที่ไหน จนกระทั่ง พ.ศ. 2291 จึงได้พบร่องรอยของซากเมือง และมีการขุดค้นกันเมื่อก่อนหน้ามหายุทธสงครามโลกครั้งที่ 2 เล็กน้อย เมื่อรื้อดินที่ทับถมออกมาหมดแล้ว ก็พบซากเมืองที่ใหญ่โต และสร้างด้วยหินอย่างแข็งแรง บางแห่งพบซากชาวปอมเปเอียนและสัตว์เลี้ยงของเขาที่ตายและกลายเป็นหิน ซึ่งคงอยู่ในสภาพเกือบเหมือนเดิมทุกประการ แต่ทว่าจากภาพนั้น จะเห็นลักษณะของความหวาดกลัวต่อความตายได้เป็นอย่างดี บางคนนั่งเอามือปิดหน้าตาย และบางคนซบหน้ากับกำแพงบ้านตายก็มี ปอมเปอีจึงได้ชื่อว่า ซากเมืองแห่งความตาย
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
แมตเตอร์ฮอร์น
: Matterhorn
สถานที่ตั้ง   ประเทศสวิตเซอร์แลนด์-อิตาลี
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        แมตเตอร์ฮอร์น (Matterhorn) เป็นภูเขาที่มีชื่อเสียงมากในเทือกเขาแอลป์ (Alps) ตั้งอยู่ระหว่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี รูปทรงปิรามิดที่งดงามตั้งอยู่บนพื้นที่ Zermatt ในส่วนเมืองของสวิตเซอร์แลนด์ และ Breuil-Cervinia ใน Val Tournanche ในส่วนเมืองของอิตาลี

        รูปทรงพีระมิด ตั้งตระหง่านเหมือนยื่นไปสู่ท้องฟ้ามากกว่าบยอดเขา ของเทือกเขาแอลป์ยอดอื่นๆ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การพยามเข้าสู่ภูเขา ทั้ง Mattertal จากทิศเหนือ ,Valtournanche จากทิศใต้ คนโบราณบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องเล่าแห่งความมืดอันความน่ากลัว ของหายนะว่าจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่เข้าใกล้มันอย่างแน่นอน มีเรื่องเกี่ยวกับเมืองที่ถูกทำลายและถูกฝังภายใต้ก้อนหิมะ ความเห็นเพิ่มเติมของไกค์ผู้ผ่านประสบการณ์ใน Zermatt ฝั่งของสวิตเซอร์แลนด์ ว่าภูเขาสูงชัน จากแนวหน้าผาที่ราบเรียบตั้งแต่ฐานถึงจุดยอดทำให้ไม่สามารถปีนได้ ภูเขามีสี่ด้านพื้นหน้าของสูงชันอันตรายมีเพียงแผ่นหิมะและแผ่นน้ำแข็งเล็กๆ เกาะยึด ส่วนใหญ่แมตเตอร์ฮอร์นเป็นภูเขาของเทือกเขาแอลป์สุดท้ายที่จะถูกปีน เพราะต้องใช้เทคนิคยุ่งยากแต่ความน่าเกรงขามจะเป็นดลใจสำหรับนักปีนเขาได้เช่นกัน เริ่มต้นครั้งแรกประมาณปี 1858 จากชาวอิตาเลียนจำนวนมากแม้จะติดขัดจะเกิดขึ้นมากมาย ที่พวกเขาพบบ่อยๆ คือความลำบากกับหินที่ลื่น

        แชร์มัตต์ (Zermatt) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 เมื่อมองจากฝั่งนี้จะมองเห็นรูปทรงปิรามิดของแมตเตอร์ฮอร์นที่ตั้งอยู่โดดๆ เชื้อเชิญให้มาเยือน และนั่งรถกระเช้าขึ้นไปถึงสถานี Trockener Steg ที่ความสูง 2,939 เมตร เป็นจุดที่เห็นแมตเตอร์ฮอร์นได้ชัดเจนที่สุด มองจากด้านทิศตะวันออกของแมตเตอร์ฮอร์นเป็นภาพสะท้อนผิวน้ำทะเลสาป Riffelsee

        ปัจจุบันทั้งสันเขาและพื้นหน้าทุกด้านของแมตเตอร์ฮอร์น ถูกปีนขึ้นในทุกฤดู และการแนะนำการการปีน โดยมาตราฐานสมัยใหม่,เทคนิคการปีนที่ง่าย ,การใช้เคเบิ้ลคาร์

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
แกรนด์แคนยอน
: Grand Canyon
สถานที่ตั้ง   มลรัฐอะริโซนา ประเทศ สหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

       แกรนด์แคนยอนถือเป็นความมหัศจรรย์ ทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลกถูกจัดให้เป็นหนึ่งในอนุรักษ์สถาน ของโลกโดยตามสภาพภูมิศาสตร์และการลงมติของสหประชาชาติ สำรวจพบสถานที่แห่งนี้ เมื่อปี ค.ศ.1776 ปีเดียวกับที่อเมริกาประกาศเอกราชจากอังกฤษ แต่เพิ่งมารู้ว่ามีแม่น้ำโคโรลาโดไหลผ่านในปี ค.ศ1857 แม่น้ำโคโลราโด ไหลจากทิศเหนือไปใต้สู่ทะเลสาบมี๊ด ระยะทางประมาณ 200 ไมล์ Grand Canyon ถูกจัด ให้เป็นวนอุทยานแห่งชาติของสหรัฐ

       แกรนอ์แคนยอนเกิดขึ้นโดยอิทธิพลของแม่น้ำโคโลราโด ไหลผ่านที่ราบสูงทำให้เกิดการสึกกร่อน พังทะลายของหินเป็นเวลา 225 ล้านปีมาแล้ว เดิมทีแม่น้ำโคโลราโดมีสภาพเป็นลำธารเล็กๆที่ไหลคดเคี้ยวไป ตามที่ราบกว้างใหญ่ที่อยู่ ระดับเดียวกับน้ำทะเล ต่อมาพื้นโลกเริ่มยกตัวสูงขึ้น อันเนื่องมาจากแรงดันและ ความร้อนอันมหาศาลภายใต้พื้น โลกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนรูป และกลายเป็นแนวเทือกเขากว้างใหญ่ การยกตัว ของแผ่นดินทำให้ทางที่ลำธาร ไหลผ่านลาดชันขึ้นและทำให้น้ำไหลแรงมากขึ้น พัดเอาทรายและตะกอนไปตาม น้ำเกิดการกัดเซาะลึกลงไปทีละน้อยในเปลือกโลก วัดจากขอบลงไปก้นหุบเหวกว่า 1 ไมล์ ( ประมาณ 1,600 เมตร ) และอาจลึกว่าสองเท่า ของความหนาของเปลือกโลก ก่อให้เกิดหินแกรนิต หินชั้นแบบต่าง ๆ พื้นดินที่เป็น หินทรายถูกน้ำ และลมกัดเซาะ จนเป็นร่องลึกสลับซับซ้อนนานนับล้านปี เป็นแคนยอนงดงามน่าพิศวงเนื่อง จากผลของดินฟ้าอากาศ ความร้อนเย็นซึ่งมีอิทธิพลรอบด้าน

       ทางตะวันตกของแม่น้ำโคโลราโด มีลักษณะคดเคี้ยวไปมาน่าสับสนและเป็นที่ตั้งส่วนหนึ่ง ของแกรนด์แคนยอนด้วย โดยยาวถึง 150-200 ไมล์ บริเวณนี้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจ มากที่สุดจุดหนึ่ง ซึ่งก็คงเป็นเพราะทัศนียภาพที่แปลกตาของความลึกของหุบเขาและลักษณะของ แม่น้ำที่มีรูปร่างทรงกรวยและไหลเป็นหลั่น ๆ ชั้นลงไปโดยเกิดจากลาวาที่ทับถมจากภูเขาไฟเมื่อหลาย ล้านปีก่อนนั่นเอง

       บริเวณหน้าผาของแกรนด์ แคนยอน แม่น้ำโคโลราโดได้เดินทางมาบรรจบ กับแม่น้ำ"เวอร์จิน" ซึ่งเป็นที่ตั้งของทะเลสาบ "มี๊ด" ด้วยจุดนี้ ไม่เพียงแต่เป็นจุดสิ้นสุดของแกรนด์ แคนยอนเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดสำคัญทางธรณีวิทยาแห่งหนึ่ง อย่างดีทั้งนี้เพราะสภาพบรรยากาศที่แปลกแตกต่างจากที่อื่นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบ กับที่ราบสูงโคโลราโดทางตะวันออก 2 จุดนี้เป็นจุดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นในด้านของโครงสร้าง ภูมิศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์

        ในทางใต้ของแม่น้ำสายนี้ จะเป็นทางลาดลงไปกว่า 3,000 ฟุต โดยเกิดจากดินทรายที่พัดพ ามาจากที่สูงแถบนี้เป็นที่ตั้งของที่ราบสูง "ตอนใต้" และห่างออกไป 70 ไมล์ก็เป็นที่ตั้งของช่องแคบ "อินเนอร์ กอร์จ"ที่เป็นรูปตัว "วี" แคบ ๆ และกว้าง 300 ฟุตนอกจากนี้สีสรรของสายน้ำก็ยังเปลี่ยนแปลงไปด้วย บางวันก็เป็นสีน้ำตาล บางวันก็เป็นสีเขียว ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนของตะกอนที่พัดพามาแต่ละวัน

       นอกจากนั้น ในบริเวณซอกหลืบของหุบเขาน้อยใหญ่ยังมีการค้นพบร่องรอยอารยธรรม ของชาวอินเดียน แดงโบราณ ซึ่งยังมีลูกหลานดำรงชีวิตแบบดั้งเดิม และบางส่วนก็ยังคงอยู่ที่ แกรนด์แคนยอน จนถึงทุกวันนี้ เช่น อินเดียนแดงเผ่า Hopis, Havasupais, Navajos, Hualapais, Paiutes, Pueblos เป็นต้น

       ทุก ๆ ปีจะมีคนไปชมความมหัศจรรย์ของแกรนด์แคนยอนไม่ต่ำกว่าสองล้านคน
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
น้ำตกไนแองการ่า
: Niagara Falls
สถานที่ตั้ง   บริเวณทะเลสาบทั้ง 5 ระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา และ ประเทศแคนาดา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

       น้ำตกไนแองการ่าแหล่งท่องเที่ยวที่ลือลั่นสนั่นโลก และเป็นแหล่งที่ทำเงินให้กับแคนาดาและสหรัฐอเมริกาปีหนึ่ง ๆ นับจำนวนมหาศาล เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่เคยที่จะร้างห่างลาผู้คน ไม่ว่าจะเป็นฤดูหนึ่งฤดูใดก็ตาม

        ภาพของน้ำตกไนแองการ่าที่ไหลลงสู่ทะเลสาบออนตาริโอ เป็นผืนน้ำขนาดใหญ่ที่ดูเป็นแอ่งนิ่งและสงบอยู่ในแผ่นดินทางสหรัฐอเมริกา แต่ถัดมาที่มีลักษณะเป็นรูปเกือกม้าขนาดใหญ่กลับเป็นภาพของ กระแสน้ำที่หลั่งทะลักลงจากหน้าผาสูงเป็นแนวกว้าง กระโจนลงสู่พื้นเบื้องล่าง และเพราะแรงกระทบที่ตกลงไป ส่งผลให้เกิดละอองกระเซ็นสาดไปทั่วบริเวณ เมื่อกระทบกับแสงแดดที่สาดเข้าใส่ละอองเหล่านั้นจะปรากฏเป็นภาพของรุ้งกินน้ำ ประดับบริเวณน้ำตกอยู่ตลอดเวลา ส่วนความมหึมาของน้ำตกตรงจุดนี้เขาเรียกกันว่า "แคนาเดี่ยนฟอลส์" ส่วนบริเวณชั้นของน้ำตกส่วนล่างลงมา ซึ่งก็เป็นบริเวณที่เป็นชั้นน้ำตก ตกลงไปกระทบพื้นล่าง เป็นระดับแนวยาวขนานกันกับชั้นบนมามีชื่อเรียกว่า "อเมริกัน ฟอลส์"
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
อุทยานแห่งชาติเยลโลว์ สโตน
: Yellowstone National Park
สถานที่ตั้ง   ที่ราบสูงบนเทือกเขาร็อคกี้ ประเทศ สหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        เยลโลว์ สโตน เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของอเมริกาและแห่งแรกของโลกด้วย มีพื้นที่ทั้งหมดอยู่บนที่ราบสูงบนเทือกเขาร็อคกี้ มีเนื้อที่มากกว่า 2 ล้านเอเคอร์ คือประมาณ 43,750 ตารางไมล์ เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีบ่อน้ำร้อน น้ำพุร้อนมากกว่า 10,000 แห่ง และ 250 แห่งเป็นบ่อน้ำพุร้อน นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าที่น่าสนใจมากมายเช่น หมีกริซซี่ (Grizzy Bear) หมีดำ (Black Bear) ควายป่าไบซัน กวางมูส (Moose) กวางเอลค์ (Rocky Mountain Elk) แพะภูเขา บิ๊กฮอร์น (Bighorn sheep) แมวปา (Lynx) รวมถึงนกชนิดต่าง ๆ อีกมากกว่า 250 ชนิด

 

 

หมีดำ


 

กวางมูส


        ดินแดนแห่งนี้มีอายุมากกว่า 600,000 ปี เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ทิ้งร่องรอยของหินละลายที่พุ่งผ่านผิวโลกขึ้นมาเย็นตัว เกิดเป็นภูเขาสูง ที่ราบและหุบเหวที่สวยงาม ที่ราบที่เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยาน มีความกว้างกว่า 50 ไมล์ หรือ 80 กิโลเมตร มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 7,000 ฟุต หรือ 1 ไมล์ครึ่ง จุดที่ต่ำที่สุด คือ 5,300 ฟุต จะอยู่ทางด้านเหนือของอุทยาน และจุดที่สูงที่สุดจะอยู่ที่ยอดเขาอีเกิ้ล สูงถึง 11,300 ฟุต บนที่ราบสูงจะมีแม่น้ำเยลโลว์ สโตนไหลผ่านลงสู่ทะเลสานเยลโลว์ สโตน ที่อยู่เกือบกึ่งกลางเขตอุทยาน

        หลังยุคน้ำแข็งละลายคือ กว่า 8,500 ปีที่ผ่านมา ป่าในอุทยานแห่งชาติ เยลโลว์ สโตนได้เริ่มเกิดขึ้น ผู้ที่เคยพบเคยผ่านมาในอดีตก็คือ พวกอินเดียนแดง ต่อมาก็มีคนผิวขาวได้เคยเดินทางผ่านบ้าง ต่างก็เล่าขานบอกกล่าวถึงป่าใหญ่ที่อุดมไปด้วยบ่อน้ำร้อนและบ่อน้ำพุร้อน รวมถึงบ่อโคลนเดือด

        เยลโลว์ สโตนเริ่มมาเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นเมื่อนักสำรวจชาวอเมริกันชื่อ จอห์น โคลเทอร์ (John Colter) ได้เดินทางมาถึงในปี ค.ศ.1807 โคลเทอร์ได้พยายามผลักดันให้ชาวอเมริกันและชาวโลกได้รู้จักกับดินแดนภูเขาสูงแห่งนี้ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1872 ดินแดนแถบนี้ในชื่อของ Colter's Hill จึงได้รับการยอมรับจากรัฐบาลอเมริกัน ให้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของชาวอเมริกา และถือได้ว่าเป็นอุทยานแห่งแรกของโลกด้วย


 


 

ควายป่าไบซัน


 

กวางเอลค์


 

บิ๊กฮอร์น


       อุทยานแห่งชาติเยลโลว์ สโตนมีเนื้อที่ทั้งหมดอยู่ในด้านตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐไวโอมิ่ง อาณาเขตด้านเหนือติดเขตแดนรัฐมอนทาน่า และด้านตะวันตกติดขอบแดนรัฐไอดาโฮ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสู่อุทยานได้ถึง 4 ทาง คือ ด้านตะวันตกจากไอดาโฮ ด้านเหนือจากมอนทาน่า ส่วนทางด้านใต้และด้านตะวันออกก็อยู่ในไวโอมิ่ง ในบริเวณอุทยานมีถนนหนทางยาวรวมแล้วกว่า 500 กิโลเมตร ถนนส่วนใหญ่จะเปิดให้รถใช้ราว ๆ เดือนพฤษภาคม ถึงต้นเดือนพฤศจิกายน หลังจากนั้นจะห้ามรถผ่าน อนุญาตให้เฉพาะพาหนะที่ใช้สำหรับฟื้นหิมะและน้ำแข็ง เช่น รถสโนว์โค้ช สโนวโมบิล สกี และเลื่อนน้ำแข็ง เป็นต้น

       นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องขับขี่สโนว์โมบิลเข้า อุทยานด้วยตัวเอง การใช้สโนว์โมบิล เป็นวิธีหนึ่งที่จะท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติได้อย่างใกล้ชิดและน่าสนใจที่สุด ผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวดดังนี้
        1. ผู้ขับขี่ต้องมีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป และสโนว์โมบิลที่ใช้ในการขับขี่จะต้องจดทะเบียนเป็นของบุคคลผู้ขับขี่หรือเป็นของนิติบุคคลผู้ให้เช่าอย่างถูกต้อง
        2. ในการขับขี่ในอุทยาน รัฐกำหนดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 45 ไมล์ต่อชั่วโมง
        3. ผู้ขับขี่ต้องขับขี่ในเส้นทางที่อุทยานกำหนดให้เท่านั้น หากฝ่าฝืนจะต้องถูกจับและปรับเป็นเงิน 500 เหรียญดอลลาร์
        4. ผู้ขับขี่ไม่ควรดื่มของมึนเมา เพราะอาจเป็นอันตรายในการขับขี่
        5. ในระหว่างขับขี่ไป เมื่อพบเจอสัตว์ที่ขวางทางอยู่ ผู้ขับขี่ต้องเป็นฝ่ายหลีกเลี่ยงไป การชนหรือเข้าใกล้จนสัตว์ตื่นตกใจ หรือให้อาหารสัตว์เป็นสิ่งที่ผิดกฏ


 


 

สโนว์โมบิล,สกี

 

 

น้ำตก



       โดยทั่วไปแล้วหน่วยงานที่ดูแลอุทยาน จะแจกเอกสาร แผนที่ รวมถึงคำเตือนต่าง ๆ ในการท่องเที่ยวในอุทยานช่วงฤดูหนาว เนื่องจากมีพื้นที่หลายแห่งที่เต็มไปด้วยหลุม หุบเหว และพื้นที่ที่ยังไม่ได้สำรวจ อากาศที่หนาวจัดและหิมะที่ตกหนักอาจเป็นอันตรายต่อการท่องเที่ยว อีกทั้งอากาศที่แปรปรวนบ่อย ๆ ในป่าเขาอาจทำให้นักท่องเที่ยวหลงทาง ติดหิมะเป็นอันตรายถึงชีวิต นักท่องเที่ยวต้องระวังตัวและเตรียมพร้อม ต้องเช็คข่าวจากหน่วยงานพยากรณ์อากาศ ใช้ทักษะและความระมัดระวังในการเอาตัวรอด ไม่ประมาท เมื่ออยู่ใกล้หุบเหว น้ำตก บ่อน้ำร้อน บ่อน้ำพุร้อน บ่อโคลนเดือด จุดชมวิว และอันตรายจากสัตว์ป่า รวมถึงต้องคอยระวังดูแลเด็ก ๆ ในปกครองอย่างเข้มงวดด้วย

        โดยทั่วไปอากาศในฤดูร้อนบนอุทยานจะเย็นสบายกำลังดี คือจะร้อนที่สุดในเดือนกรกฏาคม ประมาณ 13 c แต่ในฤดูหนาว อากาศจะหนาวมาก อุณหภูมิในเดือนมกราคมจะประมาณ -13 c และสถิติที่หนาวเย็นที่สุดที่เคยวัดได้คือ - 40 c อุทยานจะปิดห้ามนักท่องเที่ยวเข้าโดยเด็ดขาดทุก ๆ ปี ตั้งแต่ราว ๆ เดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคม เพราะเป็นช่วงที่หิมะกำลังละลาย การเดินทางอาจไม่สะดวกและเป็นอันตรายได้

        แกรนด์ แคนยอน (Grand Canyon) แห่งเยลโลว์ สโตน เป็นหุบเหวที่เกิดจากการแยกตัวของพื้นโลก อันมีสาเหตุมาจากการระเบิดของภูเขาไฟ และน้ำแข็งไหลเลื่อน ในยุคที่น้ำแข็งละลาย ปัจจุบันมีแม่น้ำเยลโลว์ สโตนไหลผ่านเป็นระยะทางยาวกว่า 38 กิโลเมตร

        ห่างจากจุดชมวิวบริเวณแกรนด์ แคนยอน ไปอีกไม่เกิน 1 กิโลเมตร ก็เป็นจุดชมวิวหนึ่งที่สามารถมองเห็นน้ำตกที่กลายเป็นน้ำแข็งเคลือบบริเวณผิวหน้าของน้ำตก และแม่น้ำก็กลายเป็นน้ำแข็งบริเวณหน้าผาหินสีแดงแกมน้ำตาลก็เต็มไปด้วยหิมะที่ตกลงมาค้างอยู่ตามซอกชั้นหลืบผา ทำให้ป่าทั้งป่ามีสีสันสลับกันระหว่างสีขาว น้ำตาล แดง และเขียวเข้มเกือบดำของป่าสน แทรกตัวด้วยละอองไอของไอร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแตกของดินบ้าง จากบ่อน้ำร้อนบ้าง เป็นบรรยากาศที่พบเห็นได้ที่อุทยานแห่งชาติเยลโลว์ สโตน


 


 



        ฟาวน์เทน เพนท์ พ็อท (Fountain Paint Pot) เป็นบริเวณที่อุดมไปด้วยบ่อโคลนเดือด บ่อน้ำร้อน บ่อน้ำพุร้อน และรอยแตกที่มีไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมา นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้อย่างใกล้ชิด บนเส้นทางที่ทางอุทยานกำหนดไว้ให้

        จากสภาพทางภูมิศาสตร์และทางธรณีวิทยา การเกิดบ่อน้ำร้อน บ่อน้ำพุร้อน บ่อโคลนเดือด ไอน้ำร้อน เกิดจากน้ำใต้ดินที่ได้รับความร้อนจากชั้นของหินละลายใต้พื้นโลก หินเหล่านี้อยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิวโลกกว่า 2 ไมล์ และมีอุณหภูมิสูงกว่า 500 F หรือ 260 c น้ำใต้ดินที่ได้รับความร้อนจะถูกดันขึ้นมาตามรอยแตกของพื้นโลก กลายเป็นบ่อน้ำร้อนบ้าง น้ำพุร้อนบ้าง หรือถ้าจุดใดที่น้ำขึ้นมาได้น้อยก็จะมาผสมกับดินโคลนบนพื้นโลก กลายเป็นบ่อโคลนเดือดหรือในบางจุดอาจจะเล็ดลอดขึ้นมาบนผิวโลกได้เพียงแต่ไอร้อนเท่านั้น

        ส่วนสีสันที่เกิดขึ้นตามขอบบ่อน้ำร้อนหรือบ่อน้ำพุร้อน คือสีที่เกิดจากแบคทีเรียและพืชเซลล์เดียวประเภทแอลจี บางชนิดซึ่งสามารถอาศัยอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 45 c ขึ้นไปจนถึง 92 c
        จุดที่น่าสนใจที่สุดอีกแห่งหนึ่งในอุทยานคือ น้ำพุร้อนที่เรียกว่า โอลด์ เฟธฟูล เกย์เซอร์ (Old Faithful Geyser) ที่ตั้งอยู่ห่างลงไปทางใต้อีกราว 13 กิโลเมตร โอลด์ เฟธฟูล เกย์เซอร์ จะพุ่งสูงกว่า 100 ฟุต บางครั้งถึง 200 ฟุต ในแต่ละครั้งที่ระเบิดออกมาระยะเวลาห่างของการระเบิดพวยพุ่งของน้ำพุจะห่างกันตั้งแต่ 40 ถึง 120 นาที แต่โดยเฉลี่ยแล้ว คือประมาณ 70 นาที

 


        ตั้งแต่มีการค้นพบน้ำพุร้อนแห่งนี้ได้มีการสังเกตและคาดเดาเวลาในการระเบิดดันน้ำพุให้พุ่งสูงขึ้น และได้มีการพยากรณ์เวลาในครั้งต่อ ๆ ไปว่าจะเป็นเวลาใดมาเรื่อย ๆ และมันก็เป็นไปตามการคาดหมายไว้ จึงเป็นที่มาของชื่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ อาจจะมีบางครั้งที่แรงดันมาเร็วหรือมาล่าช้ากว่าเวลาที่ทำนายไว้บ้าง

       จุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่ง คือ บริเวณ เวสต์ ธัมบ์ เกย์ เซอร์ เบซิน (West Thumb Geyser Basin) ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับทะเลสาบเยลโลว์ สโตน ที่นี่จะมีน้ำพุร้อน บ่อโคลนเดือดมากมาย มีทางเดินให้ชมความงดงามของธรรมชาติ และทัศนียภาพริมทะเลสาบด้วย


 

ทะเลสาบ


 

นกกระทุง


 

หงส์


 

แม่น้ำ


       ทะเลสาบเยลโลว์ สโตน (Yellow Stone Lake) มีเนื้อที่ราว 136 ตารางไมล์ เป็นทะเลสาบที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลถึง 7000 ฟุต อุดมไปด้วยปลานานาชนิด ในหน้าร้อนจะมีผู้มาเล่นเรือ ตกปลา และล่องเรือดูนกด้วย ส่วนในหน้าหนาวทะเลสาบจะกลายเป็นน้ำแข็ง ทำให้เปลี่ยนทัศนียภาพรอบๆ ทะเลสาบวสยงามต่างออกไปอีกแบบ
 

:: อ้างอิง

 

ชื่อสถานที่

 
หอคอยปีศาจ
: Devils Tower
สถานที่ตั้ง   มลรัฐไวโอมิง ประเทศ สหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        หอคอยปีศาจในมลรัฐไวโอมิง เป็นชื่อเรียกหินที่โผล่ขึ้นมาเหมือผิวดินเป็นรูปหน้าตัดตอนบนคล้าย ๆ กับตอของต้นไม้ใหญ่มหึมา ตอหีนนี้เกิดขึ้นเพราะอำนาจหินละลายของภูเขาไฟ เมื่อมันจับตัวเย็นลง และถูกอำนาจความร้อนและแสงแดดลมและฝนพัดซะกร่อนอยู่เสมอ ทำให้เห็นชั้นของหินในด้านตั้งได้ชัดเจน และมีลักษณะแปลกประหลาดมาก ชั้นของหินเหล่านี้แตกหักแล้วทำให้คงรูปเป็นเหลี่ยมขึ้นโดยรอบ จนเกือบไม่น่าเชื่อเลยว่าธรรมชาติจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมาได้เช่นนี้
 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
การฺเด้้น ออฟ เดอะ ก๊อดส์
: Garden of The Gods
สถานที่ตั้ง   ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

       ตั้งอยู่ใน Colorado and Manitou Springs ชื่อ Garden Of The Gods เป็นชื่อที่ได้จากผู้ค้นพบ เนื่องจากสถานที่นี้มองดูเหมือนเป็นสถานที่พระเจ้าหลายองค์ สามารถสร้างขึ้นมาได้ สถานที่นี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวอินเดียนแดงในอมริกาใต้ และรอบ ๆ บริเวณนี้เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาพันธุ์นับร้อย

        นักธรณีวิทยาอ้างว่าเรื่องราวของ Garden of the Gods เริ่มที่ประมาณ 300 ล้านปีที่ผ่านมา เมื่อตะกอนจากแม่น้ำ Ancestral ถูกนำพาไปทางตะวันออก และกระจายออกไปสู่การพัดพาของดินทรายจำนวนมาก ตะกอนนี้ถูกเป็นสีแดงโดยธาตุเหล็ก และปกคลุมด้วยน้ำตื้นไกลทะเล ใน 60 ล้านปี ต่อมาเมื่อภูเขาหินรุ่นใหม่เริ่มดันสูงขึ้นตะกอนเริ่มตกตะกอนหินตามแนวพื้นราบ ถูกยกและเอียงสู่ท้องฟ้า แรงลมและฝนเป็นผลให้แบ่งเป็นชั้น ๆ เป็นทางออกไปชั้นที่อ่อนนุ่มกว่าจนกลายเป็นปฎิมากรรม หินหลายแบบที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

        สองประตูหิน(Gateway Rocks) จากทางเข้าแบบธรรมชาติสู่ Garden of the Gods หินทั้งสองสูงหลายร้อยฟุตเหนือพื้นหุบเขาถูกแต่งด้วยลายสีแดงของหินทราย ส่วนของ Lyons Formation นั้นเกิดจากการกระจายของทะเลทรายสมัยโบราณ สีเหล่านี้ทำให้ดูเป็นสีแดงลึก โดยทันทีหลังจากผ่านพายุฝน ท่ามกลางแสงของดวงอาทิตย์ที่สาดส่องทำให้มองดูเป็นสีที่อ่อนละมุนและ งดงามอย่างมาก

        โขนหินลักษณะคล้ายอูฐนั่งจูบกัน(The Kissing Camels) ที่ยอดของประตูหิน ด้านเหนือ (North Gateway Rock) ท่าแสดงความรักของอูฐนี้มักจะกล่าวกันว่าเป็นจูบที่ยาวนานที่สุดที่มีการบันทึก ไว้ไม่มีใครมาทำลายได้ ที่จริงแล้ว พันธะหินนี้ได้ถูกเล่าเป็นตำนานอูฐจูบกันต่อกันมา ถูกเผยแพรเป็นครั้งแรกโดย Laura Mecum ในปี 1926 Laura อ้างถึงตำนานว่าเธอแปลงจากภาษา hieroglyphics ที่พบในถ้ำที่ซ่อนอยู่ในหิน เนื้อความสำคัญของเรื่องเกียวกับสองคู่รัก หนุ่มสาวชื่ออัลฟา(Alpha) และ โอเมก้า(Omega) ซึ่งแต่ละคนอยู่คนละเผ่าที่ ทำสงครามกันวันหนึ่งทั้งคู่ถูกจับกุมโดยทหารฝ่ายอื่น พวกเขาถูกนำตัวไปที่ยอดประตูหินทางตอนเหนือ สถานที่นี้เป็นสถานที่พวกเขาถูก ับแยกเผาคนละกองเพลิงจนตาย ตามที่เล่าต่อกันมาว่า ในตอนเช้าเมื่อพระอาทิตย์ส่องแสงไปยังควันหน้าผาที่เป็นเถ้าถ่านสีดำ ปรากฎเห็นเป็นรูปอูฐสองตัวคุกเข่าทีรริมฝีปากประกบทับกัน เป็นจูบแห่งความรักที่ไม่มีวันสลาย

        แฝดสยาม (The Siamese Twins) หินรูปคู่นี้ที่เป็นที่รู้จักกันดีตามชื่อที่ต่าง กันสองชื่อขึ้นอยู่กับจุดมองทิวทัศน์ เมื่อมองจากด้านตะวันออกจะเรียก แฝดสยาม ( Siamese Twins) เมื่อมอง ทิวทัศน์จากทางใต้หินสองก้อนจะเรียงเป็นแถวเดียวกัน และรวมกับหินที่ใกล้กันกลายเป็น Punch(ตัวตลกของหุ่นกระบอกฝรั่งเล่นคู่ กับผู้หญิงชื่อ Judy) กับ Judy หลุมที่ตรงกลาง ของรูปหินมองดูเป้นช่องที่งดงามหลายปีมาต่อจุดนี้กลายเป็นจุดที่ชื่นชอบสำหรับนักถ่ายภาพสมัครเล่นทั้งหลาย

        หินสมดุล (Balanced Rock) มักจะถูกเรียกว่าสิ่งมหัศจรรย์ลำดับที่แปดของโลก ไม่แน่อาจจะเป็นเพราะ ภาพถ่ายหินนี้ยังคงเป็นภาพถ่ายที่มีชื่อเสียงภาพหนึ่งจากหลาย ๆ ภาพถ่ายรูปหินที่มีชื่อของโลก ภาพที่มักจะถ่ายกันจะเป้นภาพที่คนพยายามผลักหิน หรือ โพสท่าทางต่างๆ ขี่ม้าหรือลา ข้างหน้าหิน

        ถ้ำซึ่ง Spaulding ค้นพบกลายเป็นที่รู้จักกันดีในหลายปีผ่านไป ในฤดูร้อนของปี 1858 Lawrence Party ของผู้ค้นหาทองใช้ถ้ำนี้เป้นที่ลี้ภัยจากฝนฟ้าคะนองในตอนบ่าย ร่องรอยของเถ้าถ่านสีดำจากการพักแรมของพวกเขาบนผนังหินทรายถูกพบโดย นักท่องเที่ยวหลังจากนั้นมาหลายปี ในปี 1859 นักค้นหาทองวัยรุ่นจาก Illinois คลานเลื้อยขึ้นไปทางผ่านที่แคบเข้าไปยังถ้ำใหญ่ เขาเขียนว่าเสียงกระซิบของ เขาสะท้อนก้องออกมาจากผนังถ้ำเหมือนเสียงฟ้าผ่า ต่อมาอีก 50 ปี นักท่องเที่ยวมาเยือนสวนแห่งนี้สำรวจไปเรื่อยจนพบทางผ่านที่มืดของ ถ้ำและการสลักของพวกเขาชื่อบนผนังหินทรายเวลาร้อยปี อย่างไรก็ตามทางเข้าที่แคบกลายเป็นทางแคบที่ถูกปกคลุมไปด้วยวัชพืชและพุ่มไม้ และสภาพที่เป็นอยู่ของถ้ำในตอนนั้นก็ถูกลืมไป จนกระทั่งในปี 1935 ทางเข้าถูกค้นพบอีกครั้ง วิธีการถูกนำมาใช้อีกครั้งอนุญาตให้ นักท่องเที่ยวเข้าไปข้างใน แต่อันตรายของการตกของหิน รอบ ๆ สวน เจ้าหน้าที่จึงทำการปิดประตูทางเข้าอย่างถาวร ในต้นปี 1963 การปิดประตูทางเข้าถ้ำของ Spaulding ถูกเซาะออกอีกครั้ง แต่ทางเดียวที่จะสำรวจถ้ำของ Spaulding ในปัจจุบันนี้ได้โดยเขียนชื่อบัญชี ของนักท่องเที่ยวในลำดับต้นๆ

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
น้ำตกแองเจล
: Angel Falls
สถานที่ตั้ง   มลรัฐอะริโซนา ประเทศ สหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

       น้ำตกที่สูงที่สุด คือ น้ำตกแองเจล (Angel Fall) อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ บริเวณประเทศเวเนซูเอลา มีความสูงประมาณ 3,212 ฟุต ชาวพื้นเมืองในVenezuela เริ่มรู้จัก Salto Angel ตั้งแต่ Jimmie Angel นักบินสหรัฐบินผ่านเหนือพื้นที่นี้ในปี 1935 เมื่อเขาลงสู่พื้นดินบนยอดของภูเขาเดี่ยวที่ค้นหาทองคำ เครื่องบินของเขาติดในป่ารกที่เป็นหนองน้ำบนยอดเขา และ เขาประกาศน้ำตกที่สวยงามตระการตาอันน่าประทับใจที่โถมดิ่งลงมาสู่พื้นหลายพันฟุต เขาต้องทรมานกับการเดินทางหลายวันด้วยเท้าประมาณ 11 ไมล์ เพื่อกลับตัวเมืองเครื่องบินของเขายังคงติดอยู่บนเขาเป็นอนุสาวรีย์การค้นพบของเขา ในไม่ช้าทั่วโลกที่ต้องการรู้เกี่ยวกับน้ำตก ก็มารู้จัก Angel Falls หลังจากการค้นพบของนักบิน

        Angel Falls ตกจากยอดที่ราบสูงที่ทางขึ้นลาดชัน หรือที่ชาวพื้นเมืองเรียกกันว่า Tepuyi ชื่อ "Auyantepui" ที่ราบสูงน้ำตกแองเจิล เป็นหนึ่งจากหลายร้อยที่ราบสูงที่กระจัดกระจายตาม Guiana Highlands ทาง ตะวันออกเฉียงใต้ของ Venezuela เหมือนยักษ์ขี้เซา ลักษณะของที่ราบสูง (Tepuys) เป็นที่ราบขนาใหญ่ สูงทะยานไปสู่ท้องฟ้า ประกอบด้วยที่ราบบนยอด และด้านข้างตั้งตรงมักถูกเรียกว่า "table mountains" (อธิบายโดยละเอียดด้วยรูปร่าง) Tepuys มีรูปแบบเป็นหินทรายที่มีอายุพันล้านปี ด้านข้างที่ตั้งตรงยังคงถูกกัดเซาะโดยการกระทำของน้ำจากฝนตกอย่างหนัก ที่ Guiana Highlands ได้รับ
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
น้ำตกอีกวาซู
: Iguassu Falls
สถานที่ตั้ง   ริมแม่น้ำอีกวาซู ระหว่างประเทศอาร์เจนตินาร์กับบราซิล
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

       น้ำตกอีกวาซูอยู่ตามหน้าผา ริมแม่น้ำอีกวาซู ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างประเทศอาร์เจนตินาร์กับบราซิล ประกอบด้วยน้ำตก 275 แห่ง สูงระหว่าง 60-82 เมตร แต่ละน้ำตกมีชื่อของมันโดยเฉพาะ ทั้งหมดกว้าง 2 ไมล์ครึ่ง นับเป็นน้ำตกที่กว้างที่สุดในโลก (กว้างกว่าน้ำตกไนแองการ่า ถึง 4 เท่า) อยู่ในอาร์เจนติน่า ราว 90%

        น้ำตกทั้ง 275 แห่งไม่ได้มีน้ำติดต่อ กันเป็นผืนเดียว บางตอนเป็นซอกหิน บางตอนเป็นหน้าผา น้ำตกบางแห่งไหลเอื่อย ๆ ในแม่น้ำมีเกาะแก่ง น้ำค่อนข้างเชี่ยวกระทบกับโขดหิน ทำให้ละอองน้ำกระจายเป็นวงกว้าง ช่วงที่สวยที่สุดอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม เพราะมีน้ำมาก น้ำตกไหลแรง ส่วนเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เป็นช่วงที่แห้งแล้งที่สุด

        สุดปลายทางอีกด้านหนึ่งเป็นน้ำตกรูปเกือกม้า เป็นน้ำตกที่สิ้นสุดของ Iguacu falls ขาข้างหนึ่งของเกือกม้าอยู่ฝั่งบราซิล อีกข้างหนึ่งอยู่ฝั่งอาร์เจนติน่า ทำให้แผ่นดินของ 2 ประเทศเชื่อมต่อกันอีกครั้ง เป็นน้ำตกที่สวยที่สุด มีปริมาณน้ำมากที่สุดและไหลแรงที่สุดในจำนวน 275 แห่ง มีชื่อว่า GARGANTA DO DIABLO ในช่วงหน้าร้อนจะมีปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำ
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
แม่น้ำอะเมซอน
: Amazon River
สถานที่ตั้ง  ประเทศ โบลิเวีย บราซิล โคลัมเบีย เอกวาดอร์ กวานา เปรู ซูรินามี และ เวเนซุเอรา
ปัจจุบันสามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        ต้นกำเนิดของแม่น้ำอะเมซอน มาจาก ANDES MOUNTAINS ในประเทศเปรู ไหลจากตะวันตกไปยังตะวันออก ผ่านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติกทางตอนเหนือของบราซิล

        แม่น้ำอะเมซอนมีความยาวเกือบ ๆ 4,000 ไมล์ จะเป็นรองก็แค่แม่น้ำไนล์ในทวีปแอฟริกา ส่วนความกว้างนั้นนับว่ากว้างที่สุดในโลก ขณะล่องในแม่น้ำจะมองไม่เห็นสองฝั่ง เพราะแม้ส่วนที่แคบที่สุด ก็ยังมีความกว้างกว่า 1 ไมล์ ที่สำคัญไปกว่านั้น ปริมาณน้ำจืด 1 ใน 5 ของโลกก็มาจากแม่น้ำอะเมซอนซึ่งมีสาขาประมาณ 1,100 สาย และในจำนวนนี้มี 17 สายที่ยาวกว่า 1,000 ไมล์

        The Amazon river Basin ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 7 ล้านตารางก.ม. อันได้แก่ประเทศ โบลิเวีย บราซิล โคลัมเบีย เอกวาดอร์ กวานา เปรู ซูรินามี และ เวเนซุเอรา ประมาณ 40% อยู่ในดินแดนของบราซิล ซึ่งเป็นพื้นที่ทางภาคเหนือหรือเรียกว่า The Amazon Region ประกอบด้วยรัฐ ACRE , AMAPA , AMAZONAS , PARA , RONDONIA , AND TOCATINS สรุปแล้วกิน พื้นที่เกือบ ๆ ครึ่งหนึ่งของบราซิลเลยทีเดียว

        สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาในภาคนี้คือจุดนัดพบของแม่น้ำนิโกร (สีดำ) กับแม่น้ำโซลิมอยส์ (สีเหลือง) ซึ่งไหลไปพร้อม ๆ กันโดยที่สีของแม่น้ำทั้งสองต่างกันอย่างชัดเจน ในระยะหลายไมล์แรก และป่าแอมมาซอนซึ่งเป็น Tropical rain forest ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เฉพาะส่วนที่อยู่ใน 7 รัฐของบราซิลนี้มีสัตว์หนาแน่นที่สุด มีต้นไม้กว่า 40,000 ชนิดและนกกว่า 1,500 ชนิด
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
หมู่เกาะกาลาปาโกส
: Galapagos Islands
สถานที่ตั้ง   ในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณศูนย์สูตร ห่างไปทางทิศ
ตะวันตกของประเทศเอกวาดอร์ราว 600 ไมล์
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

       หมู่เกาะกาลาปาโกสถูกค้นพบใน ค.ศ. 1535 มีผู้คนไปตั้งหลักแหล่งใน ค.ศ. 1832 สูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 2,133.6 ถึง 3,048 เมตร (7,000-10,000 ฟุต) มีจำนวนเกาะต่าง ๆ ราว 14 เกาะ มีภูเขาไฟที่ดับแล้วอยู่จำนวนมาก เช่น ภูเขาไฟซีร่าเนกรา ปากหลุมกว้าง 6.4-9.65 กิโลเมตร ที่นับว่าใหญ่ที่สุดในเกาะ         สภาพความเป็นไปที่ออกจะแปลกประหลาด อธิบายลำบากของหมู่เกาะกาลาปาโกส ที่โดดเดี่ยว ได้กลายเป็นเรื่องที่แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนของทฤษฎีการวิวัฒนาการชีวิต ซึ่งชาร์ลส์ดาวิน ได้ตั้งขึ้นหมู่เกาะแห่งนี้มีลักษณะของเขตภูเขาไฟในอดีต ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณศูนย์สูตร ห่างไปทางทิศ ตะวันตกของประเทศเอกวาดอร์ราว 600 ไมล์(965.6 กิโลเมตร) นักธรรมชาติวิทยาเชื่อว่าสัตว์ต่างๆ ที่มีอยู่ในถิ่นนี้แต่เดิมถูกสภาพแวดล้อมของดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงให้เกิดพัฒนาจนผิดไปจากเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ในแดนนี้

        ทฤษฎีวิวัฒนาการชีวิตของชาร์ลส์ดาวิน ที่มีว่าสรรพสิ่งมีชีวิตบนพื้นพิภพได้วิวัฒนาการ มาเป็นลำดับ โดยไม่หยุดนิ่งคงเดิมเหมือนตอนสร้างโลกหลักทฤษฎีนี้มาหาข้อพิสูจน์ได้ที่หม่เกาะกาลาปาโกส นี้เอง ดาวินไปเยี่ยมเกาะนี้เมื่อ ค.ศ. 1835 เขาได้สังเกตเห็นการที่นกและสัตว์อื่น ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ ธรรมชาติของท้องถิ่น มีนกที่ดาวินเรียกว่าฟินช์เป็นตัวอย่างของเรื่องนี้ดี มันเปลี่ยนสภาพตั้งแต่ลักษณะนิสัยความเป็นอยู่ผิดไป จากที่อื่นเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ สัตว์อื่น ๆ ก็เช่นกันได้ทำตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม เช่น จิ้งเหลน เต่ายักษ์ ซึ่งผิดกับที่อื่นตลอดจนนกทะเลที่ชอบกินปลาในทะเลแต่บินไม่ได้

        ชาวเกาะที่อาศัยอยู่มีอาชีพเลี้ยงแพะและวัวควาย บางกลุ่มมีความดุร้าย แม้ว่าหมู่เกาะนี้ยัง อยู่ห่างไกลจากผู้คนชาวโลก แต่ความสนใจทฤษฎีวิวัฒนาการของมนุษย์ในศตวรรษที่ 20 ได้ช่วยให้ชาวเกาะ มีรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ไม่ใช่น้อย
 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
น้ำตกวิคตอเรีย
: Victoria Falls
สถานที่ตั้ง   ครอบคลุมถึงสองประเทศ คือ ซิมบับเว และแซมเบีย
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        น้ำตกวิคตอเรีย (Victoria Falls) น้ำตกที่ใหญ่และสวยงามติดอันดับโลก

        ผู้ค้นพบและนำมาเผยแพร่ให้ชาวโลกได้รับรู้ ก็คือ เดวิด ลิฟวิ่งสโตน ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1855จุดประสงค์ในการสำรวจนั้นเพื่อต้องการที่จะทราบว่าลำน้ำสายหนึ่งซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เหตุใดจีงหายเข้าไปในซอกรอยแยกของแผ่นดิน ลิฟวิ่งสโตนเริ่มเดินทางไปตามเส้นทางของแม่น้ำแซมเบซีเพื่อหาต้นกำเนิดของแม่น้ำสายนี้ หลังจากผ่านความยากลำบากมามากมาย ลิฟวิ่งสโตนก็เดินทางมาถึงเขตแองโกลา ซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลด้านแอตแลนติก ในช่วงเดินทางกลับนั้น ลิฟวิ่งสโตนเดินทางลงมาตามลำน้ำเพื่อไปยังบริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก เขาก็ได้พบกับน้ำตกวิคตอเรีย ภายหลังอยู่ในแอฟริกาได้ 16 ปี หลังจากนั้นลิฟวิ่งสโตนจึงเดินทางกลับอังกฤษ แล้วเขาก็ได้แถลงความจริงออกมาว่า บริเวณภายในส่วนใหญ่ของทวีปแอฟริกานี้มิได้เป็นเพียงทะเลทรายเท่านั้น แต่ยังมีดินแดนที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่เป็นป่าและน้ำมากพอสมควร หลังจากที่ได้ค้นพบแล้ว เดวิด ลิฟวิ่งสโตน จึงได้ทราบว่า น้ำตกแห่งนี้เกิดจากภูเขาไฟระเบิดเมื่อ 150 ล้านปีที่ผ่านมา จนทำให้แผ่นดินบริเวณนี้แยกออกเป็นสองส่วน กลายเป็นน้ำตกอันยิ่งใหญ่ และเขาก็ได้ตั้งชื่อน้ำตกแห่งนี้ว่า "น้ำตกวิคตอเรีย"

        น้ำตกวิคตอเรียมีความยาวถึงเกือบ 2 กิโลเมตร และมีเนื้อที่ครอบคลุมถึงสองประเทศ คือ ซิมบับเว และแซมเบีย น้ำตกแห่งนี้ไหลลงสู่แม่น้ำแซมเบซีที่เชี่ยวกราก ในช่วงที่มีปริมาณน้ำมาก น้ำตกนี้จะแย่งกันทะลักพวยพุ่งลงไปยังเบื้องล่างกระทบกับหินทำให้เกิดเสียงดังและมีฟองฝอยฟุ้งเป็นละอองน้ำ ดุจมีหมอกครื้มครอบคลุมไปทั่วบริเวณ และขณะเดียวกันจำนวนน้ำที่มาก ก็ทำให้เกิดเสียงดังกึกก้องสะท้านดุจเสียงคำรามของสัตว์ป่า ในบางจุดเกิดละอองน้ำที่พวยพุ่งขี้นสู่ท้องฟ้าได้ถึง 500 เมตร สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล ๆ ละอองน้ำแห่งนี้จึงได้รับสมญานามว่า "ควันซึ่งส่งเสียงร้องคำราม" ความลึกของน้ำตกแห่งนี้เริ่มตั้งแต่ 90-108 เมตร โดยเริ่มจากจุดแรก ที่เรียกว่า เดวิด คาทาแรคท์ (Devil's Cataract) ซึ่งบริเวณนี้จะมีแก่งในแม่น้ำหรือคาทาแรคท์อยู่ถัดออกไป และช่วงนี้จะเป็นช่วงสำคัญของน้ำตก

        ถ้ามองไปทางด้านตะวันออกเมื่อยามพระอาทิตย์ปรากฏจะสามารถเห็นรุ้งกินน้ำได้อย่างชัดเจน และนับเป็นจุดที่สวยที่สุด โดยเรียกจุดนี้ว่า คาทาแรคท์ตะวันออก ใกล้ ๆ บริเวณนี้มีรูปปั้นของลิฟวิ่งสโตนตั้งอยู่ สายน้ำเหล่านี้จะไหลเรื่อยกลายเป็นแม่น้ำแซมเบซีซึ่งจะขยายใหญ่ขึ้นทุกที ๆ ผ่านช่องเขาบาโตกัวในลักษณะเชี่ยวกรากและรุนแรงจนมีผู้ตั้งชื่อเขตนี้ว่า "หม้อน้ำเดือด" (Bolling Pot) จากนั้นก็จะไหลผ่านที่ราบ ผ่านทางรถไฟ เชื่อมต่อระหว่างซิมบับเวกับแซมเบีย และบริเวณสะพานแห่งนี้เองก็จะเป็นที่ที่ใช้สำหรับโดดบันจี้จัมพ์ของผู้ที่รักความสะใจ เพราะที่นี่นับเป็นจุดโดดที่สูงที่สุดในโลก น้ำตกวิคตอเรียแห่งนี้ไม่เคยเหือดแห้ง สามารถผลิตน้ำได้ถึงห้าล้านคิวบิคเมตรต่อนาที ในช่วงหน้าฝน ช่วงที่คนมาเที่ยวมากที่สุดก็คือระหว่างเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายนเพราะทิวทัศน์จะสวยงาม มีละอองน้ำไม่มาก
 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
ยอดเขาคิลิมานจาโร
: Mount Kilimanjaro
สถานที่ตั้ง   ระหว่างประเทศแทนซาเนีย กับ เค็นย่า
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        บนเส้นรุ้ง3 องศา 4 ลิปดา ยอดเขาคิลิมานจาโร มีเสน่ห์ดึงดูดนักสำรวจ และนักท่องเขียนมาตั้งแต่ถูกค้นพบครั้งแรกโดย โยฮาน เรบมัน และลุดวิก คราปฟ์ หมอสอนศาสนา ชาวเยอรมนี ในปี ค.ศ. 1848

        ภูเขาลูกนี้มีสองยอด ทั้งสองเป็นภูเขาไฟที่เงียบสงบ ที่ชื่อว่า คิโบยอดสูงกว่า เป็นยอดที่สูงที่สุดในแอฟริกา มีโพรงลึกเป็นรูปกรวยลึกถึง 113 เมตร (370 ฟุต) แนวลึกด้านตรง 122 เมตร (400 ฟุต) ตัวภูเขาไฟคิโบยังมีร่องรอยของการคุกกร่น ไม่หมดเชื้อ คือยังควันปรากฎกลิ่นกำมะถันอยู่ มาเวนสีอีกยอดหนึ่งปรากฎอย่างเด่นชัดความลึกรูปกรวย ได้ถูกตบแต่งให้เป็นขั้นเป็นหลืบชั้น สำหรับให้นักไต่เขาได้ฝึกความชำนาญ

        ภูเขาคิโบไต่ขึ้นไปได้ไม่สู้ยากนัก การเดินทางสูงขึ้นสร้างความแตกต่างของอากาศ ให้แก่ผู้ไต่เขาเป็นอย่างมาก บริเวณเชิงเขามีการกรรมเขตร้อน เช่น มีการปลูกกล้วย กาแฟ ส่วนตอนขึ้นถึงระดับเมฆจะมีป่าเขตอบอุ่น ตอนยอดเขาเป็นที่ว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยหิมะ


        ตอนลาดล่างลงมาที่เป็นยอดคิลิมานจาโร มีสัตว์ป่าท่องเที่ยวหากินอยู่อย่างเสรีในธรรมชาติ ที่สงวนเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีพวก ช้าง แรด ควาย และละมั่ง มากมายช่วยให้ธรรมชาติเขตนั้น มีชีวิตชีวาและเป็นโลกทีเปลี่ยนแปลงไปแต่เพียงเล็กน้อยตั้งแต่มนุษย์เป็นนักล่าสัตว

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
แสงออโรรา หรือ
แสงเหนือแสงใต้ที่พุงขึ้นจากขอบฟ้าในเวลากลางคืน
: Aurora Borealis

 
สถานที่ตั้ง   ขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้
ปัจจุบัน สามารถชมได้

        แสงเหนือ....แสงที่ปรากฏให้เห็นตามธรรมชาติ ที่ทำให้คนทั่วไปเต็มไปด้วยความประหลาดใจและหวาดกลัวนานเป็นศตวรรษ มันไม่เป็นแบบเดิมจนกระทั่งเราสามารถวัดอนุภาคและอะตอมได้อย่างแน่นอน โดยผ่านทางดาวเทียมเราสามารถรู้ได้ว่าความจริงที่มันเป็น

        ผลผลิตพลังงานของดวงอาทิตย์อยู่ไกลจากเวลาเย็นและขึ้นลงเป็นรอบระยะเวลา 11 ปี ผลผลิตสูงสุดประจวบกับ จุดที่ปรากฎในดวงอาทิตย์เป็นครั้งคราวทำให้ เกิดอากาศวิปริตสูงเมื่อกระบวนการเกิดบนพื้นผิวดวงอาทิตย์พัดพาอนุภาคไกลออกไปในอวกาศ อนุภาคทั้งหลายนี้ถูกเรียกว่า ลมสุริยะ(solar wind) อนุภาคสุริยะเหล่านี้ถูกตรึงยึดไว้โดยสนามแม่เหล็กโลก เร่งให้พลังงานระดับสูงและเกิดความกดอากษศสูงขึ้น แสงพุ่งขึ้นจากท้องฟ้า ในเวลากลางคืน(aurora)ลักษณะรูปวงรีขนาดใหญ่รอบทั้งสองขั้วแม่เหล็ก แสงที่พุงขึ้นจากท้องฟ้าในเวลากลางคืน(aurora)ทิศใต้เรียกว่า aurora australis ส่วนทิศเหนือเรียกว่า aurora borealis

        ในยุคกลางของยุโรป แสงเหนือถูกคิดนำไปเป็นสื่อของนักรบสวรรค์ ระลึกถึงผู้ที่ตายไปแล้วเป็นการตอบแทน ทหารนั้นมีขีวิตของเขาเพื่อพระราชาและประเทศชาติ ได้อนุญาตให้ต่อสู้ตลอดไปในskies แสงเหนือเป็นลมหายใจของ ทหารผู้กล้าหาญเหล่านี้พวกเขาสรุปการต่อสู้ของพวกเขาไๆว้ในskies แสงเหนือเป็นสัญญาณของลางร้าย พวกเขาเตือน ถึงของความโชคร้าย โรคระบาด และความตาย เมื่อเป็นสีแดงทั่ว ๆ ไปมากที่สุดที่ละติจูดต่ำพวกเขาจะเป็น สัญญาณของสงครามที่จะเกิดขึ้น

        ปีนี้ นักวิทยาศาสตร์กำลังทำนายว่า พายุแสงที่พุ่งขึ้นจากท้องฟ้าเวลากลางคืน(auroric storms) จะเกิดขึ้นที่ 11 ปีสูงสุด พายุนี้สามารถสร้างความเสียหาย ในการติดต่อสื่อสารและทำให้พลังงานไฟฟ้าหมดไป เหตุการณ์ใหญ่ล่าสุดพลังงานทำให้หมดไปน้อยกว่าศูนย์ ในฤดูหนาวของชาวแคนาดา ช่วงเวลาที่เกิดจะเริ่มในเดือนกรกฏาคม ปี 1999 และขยายไปถึงในปี 2001 วัฎจักรดวงอาทิตย์นี้สร้างขึ้นมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
ทวีปแอนตาร์กติกา
: Antarctica
สถานที่ตั้ง   ทวีปแอนตาร์กติกา (Antarctica)
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        พื้นที่ส่วนใหญ่ของ Antarctica มีลักษณะเป็นที่ราบสูงมองดูแล้วน่าเบื่อแม้มองวิวนั้นเป็นครั้งแรก คุณจะไม่เห็นทั้งพืชและสัตว์ เกิดจากการทำลายแผ่นน้ำแข็งสีขาว อย่างไรก็ตามทิวเขาที่ขรุขระของพื้นทวีปและชายฝั่งทะเลที่มีเกล็ดน้ำแข็งหนา ของหินใต้น้ำที่ยื่นออกมาเป็นชั้น เป็นแผ่นพิเศษสำหรับกั้นน้ำทะเลไม่เป็นรอยขรุขระแก่สายตาของนักท่องเที่ยวที่มาเยือน Antarctica ตกเย็นน่าตื่นตากับภาพของนกเพนกวินเป็นล้าน ๆ ตัว อาศัยอยู่ใน rookeries (ที่อาศัยของแมวน้ำและนก ในแถบขั้วโลก) ใกล้ชายฝั่งทะเล พวกนักท่องเที่ยวให้สัมภาษณ์ว่า ในความอัศจรรย์ทั้งหมดของพวกเขาที่เดินทางมาที่ Antarctica นี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุด

        Antarctica เป็นที่ใหญ่กว่า USA และมีเส้นฝั่งทะเล 10000 mile-plus แผ่นน้ำแข็งปกคลุม 98 % ของ Antarctica ที่เหลือ 2 % เป็นหินแห้งแล้ง

        การไปเยี่ยมชม Antarctica ปัจจุบันยังเป็นทวีปที่ตั้งอยู่ไกล และค่าเดินทางไปจุดหมายปลายทางยังมีราคาแพง องค์การมากมายดำเนินการท่องเที่ยวโดยเรือระหว่างซีกโลกเหนือตลอดฤดูร้อน เดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ จุดหมายปลายทางที่นิยมรวมถึงช่องแคบ Lamaire (Lamaire Channel )และ หาดท่าเรือ (Paradise Harbor) มีโอกาสบินในบางวันจากออสเตรเรีย ถึงแม้ว่าอุณหภูมิใน Antarctica จะเป็น -89C (-128F) อุณหภูมิเฉลี่ยเป็น -4C (25F) สำหรับการเยี่ยมชมหน้าร้อนตลอดชายฝั่ง
 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
บอรา บอรา
: Bora Bora
สถานที่ตั้ง   ประเทศ French Polynesia
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        หมู่เกาะชาวพอลินีเชียในมหาสมุทรแปซิฟิค Bora Bora ในแปซิฟิคตอนใต้เป็นสถานที่รื่นเริงที่กว้างขวางสวยงามที่สุดในโลก เกาะถูกล้อมรอบด้วยเขตร้อน Bora Bora ที่มีชื่อเสียง ทะเลสาบสีน้ำเงินล้อมรอบด้วยหินปะการังเป็นรูปวงแหวน และสวมมงกุฎที่สง่างามอย่างธรรมชาติด้วยภูเขาไฟผิวขรุขระสูง 727( 2385 ฟิต) แกนภูเขาไฟที่อุดมและตกแต่งไปด้วยใบไม้เขตร้อน

        Bora Bora เป็นที่โปรดปรานของนักประดาน้ำที่สวมท่อหายใจ และที่ไม่สวมเครื่องดำน้ำ พวกเขาตลึงกับการปะปนกันของจำนวนและสีสันของพันธุ์ปลาเขตร้อนในน้ำใสสีฟ้า(อย่างพลอยเทอ-คอยส) น้ำอุ่นและหาดทรายขาวจำนวนหนึ่งยังคงอยู่ให้นักว่ายน้ำและผู้ที่อาบแดด ชื่นชม อย่างสำราญใจ

        ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเยี่ยมชม เนื่องจากลมที่พัดเข้าหาเส้นศูนย์สูตรจะเก็บรักษาอากาศสดชื่น Bora Bora ตลอดปี ถึงแม้นักท่องเที่ยวที่คิดจะมาเยี่ยมชมในช่วงเวลาเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกันยายน เวลานั้นก็จะเต็มไปด้วยแสงแดด

 
:: อ้างอิง


ชื่อสถานที่

 
เกรท โอเชี่ยน โรด
: Great Ocean Road
สถานที่ตั้ง   ด้านตะวันตกเฉียงใต้ เมือง เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        ถนนสายนี้เป็นถนนที่ตัดเลียบชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเมลเบิร์น ซึ่งเป็นชายฝั่งที่คลื่นลมพัดแรง ชายฝั่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นหน้าผาเว้าๆ แห่วง ๆ และกระแสลมและคลื่นที่ซัดซ่าอย่างรุนแรงบ่อย ๆ นี้เองเป็นตัวกัดเซาะหน้าผาให้แตกและบางครั้งก็ถล่มคลื่นลมกัดเซาะเป็นเวลานับล้าน ๆ ปี จนปัจจุบันแผ่นดินบางส่วนกลายเป็นเกาะหินโด่เด่นอยู่กลางทะเล มีรูปทรงแปลก ๆ ดูสวยงามและบางครั้งก็ดูน่ากลัว

       แต่ละจุดชมวิวจะมีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป อีกทั้งมีชื่อเรียกต่าง ๆ ออกไปอีก ชื่อแต่ละชื่อล้วนแต่มีที่มาหรือบ่งบอกลักษณะคล้ายคลึง เช่น Twelve Apostles, Loch Ard Gorge, London Bridge, New Field Bay

        Twelve Apostles หรือ 12 สาวกของพระเจ้าเป็นแท่งหินปูนที่ถูกธรรมชาติสลักให้มีรุปทรงแปลกๆ แตจกต่างกันไป เรียงรายกระจายอยู่บริเวณชายหาด แต่ความจริงมีไม่ครบ 12 แท่งดังชื่อ เพราะแท่งหินมีการผุกร่อนพังไปแล้ว 2 อัน ในอนาคตอาจจะไม่เหลือให้ชื่นชมอีกแล้ว

        Loch Ard Gorge เป็นท่งหินรูปโค้งขนาดใหญ่ เกิดจากการที่ส่วนตรงกลาง ถุกน้ำทะเลกัดเซาะจนทะลุ ก่อให้เกิดรูปร่าง คล้ายสะพานโค้ง

        LONDON BRIDGE หรือ สะพานลอนดอนก็จะมีลักษณะคล้ายสะพานที่ข้ามแม่น้ำเทมส์ในกรุงลอนดอน ปัจจุบัน เกาะหินแห่งนี้ได้ถูกคลื่นลมซัดจนขาดออกจากแผ่นดินใหญ่ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว (ปัจจุบันปี พ.ศ. 2545) เหลือเป็นเพียงเกาะหินขนาดใหญ่กลางทะเลเท่านั้น น่าจะเกิดจากการยุบตัวของส่วนเชื่อม

        New Field Bay ก็ได้มาจากชื่อของเรือที่มาอับปางลงในบริเวณนั้น เป็นต้น

        ชายฝั่งทะเลด้านใต้ เป็นชายฝั่งที่เคยมีเรือมาอับปางมากที่สุด เนื่องจากเป็นชายฝั่งที่มีกระแสลมแรงและหินโสโครกมากมาก อีกทั้งความเว้า ๆ แหว่ง ๆ ของหน้าผาก็ยิ่งทำให้ยาก ที่จะเดินเรือ

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
เกรท แบริเออร์ รีฟ (แนวปะการังใหญ่)
: Great Barrier Reef
สถานที่ตั้ง   แหลมเคปยอร์ค รัฐควีนแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        เป็น "สิ่งก่อสร้างที่มีชีวิต" ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเลที่สดใส รวมทั้งปะการังชนิดอ่อน และชนิดแข็ง สีสวยกว่า 350 ชนิด ตลอดจนปลา และสิ่งมีชีวิตในทะเลที่น่าพิศวงต่าง ๆ อีก 1500 ชนิด

        แนวปะการังนี้เริ่มตั้งแต่แหลมเคปยอร์ค (Cape York) ซึ่งอยู่ไกลขึ้นไปทางเหนือของรัฐควีนแลนด์ ลงมาถึงบันดะเบอร์ก (Bundaberk) ทางตอนใต้ แนวปะการังอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ อยู่ในความดูแลขององค์การสวนทางทะเล เกรท แบริเออร์ รีฟ (The Great Barrier Reef Marine Park Authority) และครอบคลุมดูแลพื้นที่ 215,000 ตารางไมล์ หรือ 345,000 ตารางกิโลเมตร ของน่านน้ำรอบ ๆ แนวปะการัง เป็นสวนทางทะเลที่ใหญ่ทีสุดในโลกสิที่ได้รับการดูแลและปกป้องอย่างดี

        แนวปะการังซึ่งดูเหมือนกับป่าใต้น้ำนี้ เจริญเติบโตในเขตทะเลร้อน กระแสน้ำอุ่น และเป็นที่อยู่อาศัยอย่างหนาแน่นของชีวิตสัตว์ทะเลที่ต่าง ๆ กันได้แก่ ฟองน้ำ 10,000 ชนิด ปะการัง 350 ชนิด หอย 4,000 ชนิด ปลาดาวและซี เออร์ชิน (Sea Urchin)ซึ่งเป็นสัตว์ประเภทคล้ายหอย 350 ชนิด และปลามากกว่า 1,500 ชนิด นักดำน้ำประมาณว่าจะต้องดำน้ำถึงพันครั้งจึงจะได้เห็นจุดเด่นของปะการังแห่งนี้ทั้งหมด

        สำหรับนักเดินทางที่ไม่ถนัดเรื่องกีฬาดำน้ำ ก็ไม่ต้องตระหนกตกใจจนไม่กล้าไปเยือน เพราะเขามีวิถีทางชื่นชมความงามของสวนใต้น้ำต่าง ๆ กันไป เช่น มีเรือท้องกระจก หรือเรือกึ่งเรือดำน้ำ โดยไม่ต้องกระโดดลงไปในทะเลตัวเปียกปอนเปล่า ๆ หรือถ้าไม่เชี่ยวชาญการดำน้ำแบบใช้ท่อออกซิเจน แค่ดำน้ำใช้ท่อหายใจทางปากอย่างที่หลายคน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ใช้กันธิคุณก็จะมีโอกาสได้เพลิดเพลินกับความประหลาดมหัศจรรย์ของแนวปะการัง

       บริเวณพื้นที่แนวปะการังและเกาะควีนแลนด์ ซึ่งมีพื้นที่กว้างไกลกว่า 1,562 ไมล์ หรือ 2,500 ก.ม. มีแนวปะการังมากกว่า 2,900 แนว รวมทั้งมีเกาะขนาดต่าง ๆ กันและเกาะที่เกิดจากการรวมตัวของแนวปะการังอีกหลายร้อยเกาะ แนวปะการังใหญ่นี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนชัดังนี้

       แนวปะการังเหนือ (Northern Reef)
       หมู่เกาะวิทซันเดย์ (Whitsunday Island)
       แนวปะการังใต้ (Southern Reef)

        ด้วยความเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติขนาดมหึมา จึงได้รับการพิจารณาจากองค์การ UNESCO ให้อนุรักษ์เป็นมรดกโลก (World Heritage List) และอาจเป็นเพราะความสัมพันธ์ทางระบบนิเวศซึ่งมรดกโลกมหึมานี้ยังเป็นที่อยู่ให้กับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ อีกทั้งปลา หอย งู ปลาวาฬ เต่า รวมแล้วมากกว่า 6,000ชนิดนอกจากนี้ยังพบว่าเป็นบริเวณที่มีพยูนอาศัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย
 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
เอเยอร์สร็อค
: Ayers Rock
สถานที่ตั้ง   ประเทศ ออสเตรเลีย
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        เอเยอร์สร็อค (Ayers Rock) หรือ อูลูรู (Uluru) เป็นหินศักดิ์สิทธิ์ของชาวอะบอริจินิส หรือ อะนานู มากว่า 40,000 ปี เป็นเขาเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีลักษระกลมมนขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางที่ราบ โดยวัดจากทางทิศตะวันออกไปตะวันตกได้ 3.1 กิโลเมตร วัดจากเหนือมาใต้ได้ 1.9 กิดลเมตร ส่วนสูง 348 เมตร และรอบฐานยาว 9.4 กิโลเมตร มีคนมาเที่ยวปีหนึ่งประมาณ 300,000 คน ค้นพบเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 1873 โดย วิลเลียม คริสตี้ กอสส์ ชื่อเอเยอร์สร็อค ตั้งให้เป็นเกียรติกับ เซอร์เฮนรี เอเยอร์ส หัวหน้า เลขานุการแห่งออสเตรเลียใต้

        เอเยอร์สร็อค มีลักษณะส่วนประกอบเป็นหินเชิงเดี่ยวหรือเป็นหินชนิดเดียว (เนื้อเดียว)ตลอดทั้งแท่ง(ก้อน) สีแดงเข้ม ที่น่า ประทับใจผู้ไปชมคือ ในตอนกลางวันอากาศปลอดโปร่งแจ่มใสจะปรากฎ เป็นแสงสะท้อนออกมาเป็นสีเหลืองทองให้เห้นบริเวณเดียว ถ้า มองที่ไกลๆ ออกมา

        เอเยอร์สร็อคเกิดจากเม็ดหินที่เรียบและเล็กเป็นเม็ดแร่ที่ใส โดยวิธีการมารวมกันของหินต่างๆ หลายชนิดมารวมกัน ไม่ว่า จะเป็นหินสีเทา หินสีเขียว หินบะซอลต์ หินแกรนิต ฯลฯ ส่วนที่เกิดเป็นสีแดงนั้นเพราะอากาศ ฝุ่น น้ำ หรืออาจเรียกว่าหินเป็นสนิมก็ได้ และนั่นเป็นทำให้ เอเยอร์สร็อคกลายเป็นกระจกเงาที่สะท้อนแสงสีของอาทิตย์ เมื่อฝนตกน้ำฝนได้หลากจากหน้าผาสูงชัน กัดเซาะมา กองรวมกันเป็นชั้นโดยมีโคลนเป็นตัวร่วมเป็นตัวรวมกันหนากว่า 2-6 กิโลเมตร เป็นเวลากว่าร้อยล้านปี จนเมื่อ 400 ล้านปีก่อนเมื่อ เกิกการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกครั้งใหญ่ ชั้นหินที่รวมตัวกัน อยู่ในแนวนอนเกิดการดันตัวจากที่เป็นแนวนอน แรงดันทำให้ชั้นหินเกิด การวางตัวในแนวตั้ง ต่อมาอีก 300 ล้านปี เมื่อฝนและลมชะเอาดินทรายออกไป ส่วนปลายของชั้นหินจึงปรากฎขึ้นมา ดังนั้นเอเยอร์สร็อค ที่เห็นอยู่จึงเป็นเพียงส่วนปลายของ ชั้นหินที่วางตัวยาวไปทางตะวันตกเฉียงใต้ถึง 5-6 กิโลเมตร

        ในถ้ำใต้หินมีภาพวาดเก่า แก่มีมาแต่เดิม จากการศึกษาค้นคว้าด้านชีวิตและวัฒนธรรมประจำถิ่นของ ซี.พี.เมาท์ฟอร์ด ยืนยันว่า ภาพเขียนดังกล่าวไม่เกี่ยวกับความเชื่อ ทางศาสนาแต่แสดงถึงสัญลักษณ์ของชีวิตพวกเขาที่อาศัยอยู่แถบนี้มีความเชื่อว่าโลกแบน นอกจากนี้ ยังแสดงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษไว้เป้นอันมาก

        ทางด้านใต้ ของหินเป็นเขตของพวกปิตชานด์จารา ซึ่งมีตำนานนิยายการรบระหว่างงูพรมกับศัตรูมีพิษอื่น ๆ สู้กันถึงเลือดนองแผ่นดิน

        ทางด้านเหนือ มีตำนานเกี่ยวกับกระต่ายวัลลาบีหรือจิงโจ้หนู ซึ่งเป็นรูปแกะสลักที่คนเคารพนับถือ มีเรื่องรบราฆ่าฟันล้างแค้นกันระหว่างคนกับยักษ์

        การปีนขึ้นไปบนหินจนถึงยอดทำได้โดยอาศัยโซ่เป็นเครื่องมือ ภูมิภาพมองจากยอดหินจะเป็นที่ราบโล่งเบื้องล่าง เอเยอร์สร็อคนั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวอะบอริจินิส ซึ่งเป็นชาวพื้นเมือง พวกเขาเชื่อว่าเอเยอร์สร็อคเป็นการรังสรรค์ ของพระเจ้าที่ประทานให้กับชาวอะบอริจินิส การปีนป่ายจึงถือว่า เป็นการละเมิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้แต่เนื่องจากเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้นจึงมี ผู้คนจากทุกสารทิศเป็นจำนวนมากที่ต้องการปีนไปถึงยอดเขา มีทั้งที่ปีนสำเร็จและไม่สำเร็จ ทั้งนี้ ชาวอะบอริจินิสได้ติดป้ายปรกาศเตือน สำหรับผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงก็ไม่ควรฝึกปีนเพราะมีหลายครั้งที่เกิดอุบัติเหตุหรือการสูญเสียชีวิต การตั้งป้ายประกาศนี้อาจเป็นเพราะ ว่าชาวอะบอริจินิสเห็นว่าเมื่อไม่สามารถทัดทานการปีนเขาได้จึงป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสีย

 
:: อ้างอิง
ชื่อสถานที่

 
พินนาเคิลส์
: Pinnacles
สถานที่ตั้ง   ห่างจากเพิร์ธมาทางตอนเหนือ 245 กิโลเมตร ประเทศออสเตรเลีย
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

        สวนแท่งหินปูนที่สูงถึง 4 เมตร โผล่ขึ้นมากลางทะเลทรายสีน้ำตาลเหลืองนับหมื่นต้น(หินพินนาเคลส์) มีรูบร่างต่าง ๆกัน บางแท่งหยัก บางแท่งแหลม อาณาเขตแห่งแท่งหินปูนนับหมื่นต้นที่อยู่กลางทะเลทราย ซึ่งถูกสร้างสรรค์โดยธรรมชาติ โดยมีวัตถุดิบเป็นเปลือกหอย หินปูน ควอตซ์ จากนั้นก็ใช้ฝน ลม พืช เป็นเครื่องมือ ในการทำให้เกิดหินประหลาดเต็มทะเลทรายสีเหลือง เป็นกระบวนการทางธรรมชาติ ที่ซากหอยทะเลถูกลมพัดพามารวมตัวกันบนชายหาด และฝนชะล้างหินปูนให้ละลายมารวมตัวกับทรายเกาะเป็นเนื้อเดียวกัน กลายเป็นเนินสูงบ้าง ต่ำบ้าง เวลาผ่านไปนานเข้าจะมีพืชขึ้นตามบริเวณเนินหินเหล่านั้น รากของพืชจะชอนไซให้หินเป็นโพรงและแตก ประกอบกับกระแสลม ที่พัดผ่านจะกัดกร่อนผิวหน้าที่เป็นหินทรายให้สึกกร่อนเหลือแต่เพียงเนื้อหินปูนเท่านั้น ทำให้มีรูปร่างต่าง ๆ แปลกตา บางแห่งเป็นแท่งหินรูปฮืปโปอ้าปาก (Hippo 's Yawn) บางแท่งเป็นเป็นจิงโจ้ หมียืนสง่าบนยอดเขาสูง ช้างนจ้อย หรือบางแท่งเหมือนปีศาจหรือมนุษย์ถูกสาปให้เป็นหิน ฯลฯ เป็นไปได้ตามแต่จินตนาการของผู้มอง

        พิ้นนาเคิลส์ไม่มีเส้นทางเดินเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากเส้นทางเดินรถที่วนรอบพินนาเคิลส์และด้วยความกว้างขวางบวกกับหน้าตา ที่เหมือนๆกันไปหมดของบแท่งหินทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนหลงทาง


Comments