การนำทาง

ภาษาไทย+มลายู


ภาษาไทย-มลายูมีรากเหง้าเดียวกัน? (2) ภาษาไท-กะได ออสโตร-ไท และตระกูลภาษาไท

 จากการศึกษาของนักภาษาศาสตร์เปรียบเทียบเชิงประวัติพบว่า มีความสัมพันธ์ระหว่าง “ภาษาไท” กับ “ภาษาออสโตรนีเซียน” อย่างลึกซึ้งชัดเจน ในขณะที่ภาษาเวียดนามซึ่งน่าจะใกล้ชิดกับภาษาไทมากกว่า เนื่องจากมีระบบเสียงวรรณยุกต์เช่นกัน แต่ภาษาเวียดนามกลับจัดว่าใกล้ชิดกับภาษามอญ-เขมรมากกว่า

          นักภาษาศาสตร์ เช่น โธมัสและเฮดลีย์ จัดภาษาเวียดนามอยู่ในสาขาเวียด-เหมื่องซึ่งจัดเป็นภาษาหนึ่งในตระกูลภาษา มอญ-เขมรมาตั้งแต่ พ.ศ.2513 โดยเขาใช้เกณฑ์วงศ์คำศัพท์ดั้งเดิม (basic vocabulary) ในการจัดแบ่ง

          ต่อมา พอล เค.เบเนดิกต์ (Paul K.Benedict: 1912-1997) ซึ่งศึกษาภาษาศาสตร์กับ เอ็ดเวิร์ด แซปเพอร์ (Edward Sapir) ก็ใช้วิธีเดียวกันนี้แต่ไม่ได้จำกัดจำนวนคำ ผลก็คือภาษาไทถูกจัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน (Austronesian) หรือที่เขาเรียกเสียใหม่ว่า "ตระกูลภาษาออสโตร-ไท" (Austro-Thai หมายถึง The Austro-Thai language family)

          ก่อนหน้านี้เบเนดิกต์ได้เขียนบทความเรื่อง Thai, Kadai and Indonesian: a new alignment in south east Asia ในปี ค.ศ.1942 (พ.ศ.2485) ซึ่งต่อมาเมื่อ ค.ศ.1975 (พ.ศ.2518) เขาได้ปรับปรุงเขียนเป็นหนังสือชื่อ Austro-Thai : Language and Culture with Glossary of Roots โดยเบเนดิกต์ได้แบ่งตระกูลภาษาในอุษาคเนย์เสียใหม่ ดังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

         

          การแบ่งตระกูลภาษาเช่นนี้ เป็นการเอาภาษาไทออกจากตระกูลภาษาจีน-ธิเบต (Sino-Tibetan) ที่จัดอยู่เดิมอย่างสิ้นเชิง ภาษาไทได้ถูกจัดเป็นภาษาใน "กลุ่ม ไท-กะได" (Tai-Kadai) หรือในประเทศจีนรู้จักในชื่อว่า "กลุ่ม ภาษาจ้วง-ตง" (Zhuang-Dong languages) ซึ่งเป็นกลุ่มภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ที่พบในอุษาคเนย์และตอนใต้ของประเทศ จีน

          ช่วงแรกภาษากลุ่มไท-กะไดเคยถูกกำหนดให้อยู่ในตระกูลจีน-ธิเบต แต่เนื่องจากต่อมาเชื่อว่าภาษากลุ่มไท-กะไดมีความสัมพันธ์กับตระกูลภาษาออ สโตรนีเซียนอย่างใกล้ชิด (ชเลเกล ชาวเยอรมันเป็นผู้เริ่มตั้งข้อสังเกตเป็นคนแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1901/พ.ศ.2444) เบเนดิกต์ซึ่งเป็นคนแรกที่เสนอ ตระกูลภาษาออสโตร-ไท ชี้ให้เห็นว่า ทั้งภาษาออสโตรนีเซียนและภาษากลุ่มไท-กะไดล้วนมีรากเหง้าเดียวกัน

          โดยก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ.1906 (พ.ศ.2449) วิลเฮล์ม ชมิดต์ (Wilhelm Schmidt) นักมานุษยวิทยาชาวเยอรมัน เคยจัดกลุ่มภาษาในอุษาคเนย์ทั้งตระกูลออสโตรเอเชียติค (มอญ-เขมรและอื่นๆ รวมราวๆ 150 ภาษา) และออสโตรนีเซียนไว้ในตระกูลภาษาใหญ่ออสตริก (Austric languages) เบเนดิกต์เองได้จัดทำผังแสดงความสัมพันธ์ทางภาษาในอุษาคเนย์ดังแสดงในแผน ภูมิข้างต้น โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มไท-กะได และอินโดนีเซียน และกลุ่มมอญ-เขมร อันนัม (เวียดนาม) และแม้ว-เย้า

          โรเจอร์ เบลนช์ (Roger Blench) นักภาษาศาสตร์อีกผู้หนึ่งกล่าวว่า ภาษากลุ่มกะไดอาจเป็นสาขาของภาษาตระกูลออสโตรนีเซียนที่อพยพจากฟิลิปปินส์ไป สู่เกาะไหหลำ แล้วแพร่สู่จีนแผ่นดินใหญ่ โดยเขากล่าวว่า ตระกูลภาษาไท-กะไดอาจเป็นสาขาของภาษากลุ่มบอร์เนียว-ฟิลิปปินส์ ในขณะที่สาขาไท (Daic) ของภาษากลุ่มกะไดมีการปรับโครงสร้างใหม่โดยได้รับอิทธิพลจากภาษากลุ่มม้ง เมี่ยนและภาษาจีน

          ส่วน โลรองต์ ซาการ์ต (Laurent Sagart) ได้กล่าวว่า ภาษาไท-กะไดดั้งเดิมได้เกิดขึ้นในยุคต้นของตระกูลภาษาออสโตรนีเซียนที่อาจจะ อพยพกลับจากทางตะวันตกเฉียงเหนือของไต้หวันไปยังชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของ จีน หรือจากจีนไปไต้หวันและเกิดการพัฒนาของภาษาตระกูลออสโตรนีเซียนบนเกาะนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างภาษาตระกูลออสโตรนีเซียนและไท-กะไดอาจจะอธิบายได้จากวง คำศัพท์ที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งคำยืมในยุคก่อนประวัติศาสตร์และอื่นๆ ที่ยังไม่รู้

          นอกจากนั้นภาษาตระกูลออสโตรนีเซียนอาจจะมีความสัมพันธ์กับตระกูลภาษาจีน-ธิ เบต ซึ่งมีจุดเริ่มต้นในบริเวณชายฝั่งของจีนภาคเหนือและภาคตะวันออก เชื่อกันว่าผู้พูดภาษาสาขาไทอพยพจากตอนใต้ของจีนลงทางใต้เข้าสู่อุษาคเนย์ แต่ครั้งโบราณ เข้าสู่ดินแดนที่เป็นประเทศไทยและลาว ซึ่งเป็นบริเวณที่พบผู้พูดภาษาในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก (มอญ-เขมร-เวียดนาม เป็นต้น) อยู่ก่อนแล้ว

          เบเนดิกต์ได้อธิบายการสัมผัสทางภาษาระหว่างภาษาไท-จีนอย่างหนักหน่วงในระยะ 1,000 ปีก่อน ค.ศ. (500 ปีก่อนพุทธกาล) หรือก่อนหน้านั้นอีก ซึ่งส่งผลให้เกิดระบบเสียงวรรณยุกต์รวมทั้งลักษณะคำพยางค์เดียวในภาษาไท แต่ไม่ค่อยมีคนรับฟังเบเนดิกต์สักเท่าไรนัก ระบบเสียงวรรณยุกต์นี้เป็นเหตุผลหนึ่งในสองข้อ (อีกข้อหนึ่งคือลักษณะคำโดด/คำพยางค์เดียวของภาษาไท) ที่ทำให้มาสเปโร (Maspéro) จัดภาษาไทอยู่ในตระกูลจีน-ทิเบต

          แต่การอธิบายการเกิดระบบเสียงวรรณยุกต์ในภาษาเวียดนามซึ่งจัดอยู่ในตระกูล มอญ-เขมรโดยโอดริกูร์ต (Haudricourt) เมื่อ พ.ศ.2497 ก็มีเหตุผลที่นักภาษาศาสตร์ส่วนมากยอมรับ ในกรณีระบบวรรณยุกต์ในภาษาไทก็คงทำนองเดียวกัน ปรากฏการณ์ที่เกิดกับภาษาเขมรบางถิ่นที่สัมผัสกับภาษาไทและภาษาจามบางถิ่น ที่สัมผัสกับภาษาเวียดนามจนเกิดการพัฒนาเสียงวรรณยุกต์ในขั้นเริ่มต้นในภาษา ทั้งสองนั้นก็เป็นเรื่องที่เห็นจริงในปัจจุบัน

         เมื่อเป็นเช่นนี้ความน่าเชื่อถือของเบเนดิกต์ก็ดีโดยลำดับ จนกระทั่ง สารานุกรมอเมริกานา (Encyclopedia Americana) ค.ศ.1994 ได้จัดภาษาไทอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาออสโตรนิเซียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ลักษณะคำพยางค์เดียวและเสียงวรรณยุกต์ในภาษาต่างๆ ที่อยู่ในบริเวณอุษาคเนย์กำลังถูกอธิบายว่า เป็นเพราะลักษณะสองประการดังกล่าวเป็น “แบบหลัก” ของภาษาในเบ้าหลอมของอุษาคเนย์ โดยมีภาษาไทเป็นแกนกลางในการกระจาย จึงเห็นว่าควรจัดภาษาไทแยกเป็นตระกูลต่างหาก คือ "ภาษาตระกูลไท" (ดังเช่นแนวคิดของศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงสุริยา รัตนกุล)

          ส่วนตัวของผู้เขียนมีความเห็นว่า เราควรต้องศึกษาภาษาต่างๆ ในเอเชียอาคเนย์โดยเฉพาะภาษาออสโตรนีเซียน ซึ่งมีความเป็นไปได้มากที่สุดว่ามีความสัมพันธ์กับภาษาไทอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยต้องศึกษาอย่างจริงจังในทางภาษาศาสตร์เปรียบเทียบเชิงประวัติให้มากกว่า นี้ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นงานที่ยากลำบาก แต่เชื่อว่าจะเปิดพรมแดนใหม่ๆ ของภาษาไท โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจทำให้เรารู้จัก “ลักษณะของภาษาไท” เพิ่มขึ้นในอีกหลายมิติ ก่อนที่จะอธิบายว่า ภาษาไทคืออะไร และแม้ว่าผู้เขียนโน้มเอียงที่จะยอมรับ "ภาษาตระกูลไท" ในระดับหนึ่งก็ตาม

          ในปี ค.ศ.1975 (พ.ศ.2518) พอล เค. เบเนดิกต์ ได้พิมพ์หนังสือเล่มสำคัญชื่อ Austro-Thai : Language and Culture with Glossary of Roots ในหนังสือเล่มนี้หน้า 135 เขาได้เอาภาษาแม้ว-เย้าเข้ามารวมอยู่ในตระกูลภาษา Austro-Thai (ต่อมาเปลี่ยนเป็น Austro-Tai) ด้วย และได้เขียนผังแสดงความสัมพันธ์ในภาษาตระกูลใหม่ ดังนี้

 

 

 

 

 

 

          ถ้าหากว่าภาษาโปรโต-ออสโตรนีเซียนเป็นภาษาที่มากับกลุ่มผู้อพยพเช่นที่กล่าว ก่อนหน้านี้ กลุ่มชนที่เป็นบรรพชนของพวกพม่าซึ่งพูดภาษามอญ-เขมร-ละว้า (หรือลาวโบราณ) ซึ่งพูดภาษามอญ-เขมรโบราณ (แน่ละว่าชนเผ่าต่างๆ เหล่านี้ส่วนหนึ่งได้ผสมกลมกลืนกับพวกเวดดอยด์ซึ่งเป็นเจ้าของขวานหินมีบ่า) กับส่วนหนึ่งที่แยกไปพูดภาษาเวียดนามโบราณ (ซึ่งได้รับอิทธิพลจากภาษาจีนโบราณอย่างหนัก) อาจถือว่าเป็น “เจ้า ของ” หรือผู้ครอบครองดินแดนแห่งอุษาคเนย์ดั้งเดิมได้หรือไม่ หรือว่าชนเผ่าเหล่านี้ร่วมกับพวกโปรโต-ออสโตรนีเซียน (เจ้าของขวานหินขัดด้านตัดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า) ซึ่งอพยพลงมาในระยะ 2,500 ปีก่อนพุทธกาลเป็นเจ้าของอารยธรรมแห่งอุษาคเนย์ร่วมกัน

          จากนั้นกลุ่มชนที่พูดภาษาพม่าและมอญ-เขมรโบราณก็กลืนกลุ่มชนรวมทั้งภาษาโป รโต-ออสโตรนีเซียนของพวกเขาไปด้วย (ในฐานะผู้ชนะ) ประจักษ์พยานเห็นได้จากภาษามอญ-เขมรในอุษาคเนย์ก็มีส่วนคล้ายคลึงกับภาษาโป รโต-ออสโตรนีเซียนอยู่มาก เป็นต้นว่าคุณสมบัติที่มีร่วมกันในเรื่องการประกอบคำขึ้นใช้ในภาษาด้วยระบบ หน่วยเติมหน้าคำ (prefix) และหน่วยเติมหลังคำ (suffix) จากหน่วยคำแกน (root) และที่สำคัญกลุ่มภาษาที่เกี่ยวข้องกันนี้พบว่ามีการใช้คำศัพท์จำนวนหนึ่งตรง กัน แต่ก็น้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับวงศ์คำศัพท์ร่วมระหว่างภาษาไทกับภาษาออสโตรนี เซียน ซึ่งดูราวกับจะเป็น “คำร่วมเชื้อสาย” (cognate) กันด้วยซ้ำ!

          ในที่นี้จึงอาจตั้งข้อสังเกตว่า ดูเหมือนว่าพวกที่พูดภาษาออสโตรนีเซียนไม่ใช่พวกนักรบหรือพวกเอาแต่รบ หากเป็นพวกพ่อค้า นักผจญภัย และเป็นพวกรักสงบมากทีเดียว เมื่อพวกนี้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิต หรือเสี่ยงต่อการเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตน ตลอดเวลาที่ตนอยู่บนบกหรือภาคพื้นทวีป แทนที่พวกเขาจะถอยร่นขึ้นไปหลบอยู่ตามหุบเขาหรือที่สูงบนภูเขา (แน่นอนมีส่วนหนึ่งได้หลบขึ้นเขาและกลายเป็นพวก “ข่า” ไป) พวกเขากลับไปตั้งหลักอยู่ตามชายหาด ด้วยความพร้อมเต็มที่ที่จะผละจากชายฝั่งข้ามไปยังเกาะแก่งต่างๆ ในน่านน้ำที่เปิดกว้างและอิสระเสรีด้วยเรือของพวกเขา

          หลักฐานทางโบราณคดีชี้ชัดว่าในราว 2-3 พันปีมานี้พวกออสโตรนีเซียนใช้เรือที่ทรงประสิทธิภาพของตนซึ่งเรียกว่า “ปราว” (prao) บุกเบิกสัญจรไปเรื่อยๆ ทั่วเจ็ดย่านน้ำ เข้าครอบครองหมู่เกาะใหญ่น้อยในทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิกเกือบทั้งหมด พวกเขาข้ามสาครใหญ่คือมหาสมุทรอินเดียไปคบค้ากับผู้คนถึงทวีปแอฟริกา เอาภาษาออสโตรนีเซียนไปเผยแพร่ถึงเกาะมาดากัสการ์ ซึ่งรู้จักในชื่อว่า “ภาษา มาลากาซี/Malagasy” (ภาษามาลาโย-โพลินีเซียนที่ใช้ในสาธารณรัฐนี้) โดยส่วนหนึ่งได้ฝังรกรากอยู่ที่นั่น (ซึ่งก็ตั้งหลักอยู่บนเกาะ “นอก” ชายฝั่งภาคพื้นทวีปอีก) งานของพวกเขาคือทำหน้าที่ขนถ่ายสินค้าสู่ตะวันออกกลางและยุโรปโดยเฉพาะอบเชย และกานพลู พร้อมกับแลกเอาเครื่องแก้ว สร้อยคอ เสื้อผ้า เครื่องสำริด กำไลที่สวมวงแขนสตรีกลับมาซึ่งโดยทั่วไปต้องใช้เวลากว่าจะเสร็จภารกิจถึง 5 ปี

          นักโบราณคดี-มานุษยวิทยาบางคนกล่าวว่า พวกออสโตรนีเซียนได้ไปเยือนดินแดนแห่งทวีปอเมริกาเมื่อราว 600 ปีก่อน ค.ศ. ก่อนหน้าโคลัมบัสนับพันปี!

          กลับมาดู ณ ถิ่นฐานเดิมของพวกออสโตรนีเซียนบนภาคพื้นทวีปของอุษาคเนย์บ้าง การณ์กลับปรากฏว่า พวกที่พูดภาษาออสโตรนีเซียนซึ่งเคยเป็นเจ้าของอาณาจักรจามปาโบราณอันยิ่งยง เคยเป็นผู้สร้างนครจัมปาศักดิ์ในลาว และเคยเป็นชนชั้นปกครองอาณาจักรหริภุญชัย (ลำพูนโบราณ) ผลัดเปลี่ยนกันกับชนเผ่าไทและขอม ฯลฯ พวกเขาสูญหายไปเกือบหมดราวกับถูกล้างเผ่าพันธุ์ ที่ยังคงมีเหลือตกค้างอยู่บ้างก็ในเวียดนามภาคกลางและภาคใต้กับในเขมรภาคใต้ อีกเล็กน้อย เชื้อสายของพวกเขาคือพวกจามนั่นเอง และมีอีกจำนวนหยิบมือเดียวที่กลายเป็นคนป่า แต่ก็ถูกเรียกอย่างเหยียดหยามว่าพวก “ข่า” (ทาส) อาศัยอยู่ตามป่าดงและภูดอยในลาว เขมร และเวียดนาม ได้แก่ พวกจราย ระแด ชรู (จารู) ร็องเล เซดัง เป็นต้น

          แต่เมื่อหันไปมองข้ามผืนน้ำสีครามออกไป ก็พลันเห็นเชื้อสายของพวกเขาได้เข้าครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ของอาณาจักรแห่ง หมู่เกาะทะเลใต้ และตลอดบริเวณปลายแหลมมลายู ซึ่งปัจจุบันนี้คือประเทศต่างๆ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน ในขณะที่ประชาชนพื้นฐานบนภาคพื้นทวีปในอุษาคเนย์เกือบทั้งหมด ล้วนสืบเชื้อสายหรือร่วมเผ่าพงศ์วงศ์วานกับพวกที่พูดภาษาออสโตรนีเซียนเหล่า นั้นทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวสยาม (ก่อนสมัยสุโขทัยที่มีหลายชนเผ่า) และต่อมาชาวไทสยาม (ตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงสมัยอยุธยาซึ่งผสมผสานกันกับพวกจีนใต้ ลาวและเขมร) ก่อนที่จะมาร่วมสายเลือดเดียวกันกับชาวจีนใต้อย่างหนักหน่วงตั้งแต่สมัยต้น รัตนโกสินทร์เป็นต้นมา และกลายเป็น “คนไทย” ในสมัยปัจจุบัน

          อาจกล่าวสรุปอีกครั้งหนึ่ง ณ ที่นี้ว่า พวกไป่เยว่ในจีนภาคใต้ซึ่งลงมายังอุษาคเนย์ทั้งหมดยังมีความเป็นเอกภาพอยู่ มาก แต่ต่อมารออีกพักใหญ่ๆ ก็กลายเป็นความหลากหลาย เมื่อเนิ่นนานเข้าแม้จะ “แยก ตัว” ออกเป็นชนชาติต่างๆ ซึ่งสามารถครอบครองพื้นที่ทางอธิปไตยของตนได้แล้ว และสามารถสร้างมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันเป็นแกนกลางของตนเองได้ สำเร็จ ความเป็น “เอกภาพ” ซึ่งแสดงออกผ่านคำว่า “ราก ร่วม” จึงแสดงถึงพื้นเพที่มาอันหลากหลายของบรรดาชนเผ่าต่างๆ ที่เคย “ร่วมอดีต” และเกือบทั้งหมดเคย “ร่วม พื้นที่” กันมาก่อน

          ในขณะที่ “รากร่วม” ย่อมหมายถึงการมีส่วนร่วมของหลายชนเผ่าที่มีส่วนในการสร้างสรรค์ “วัฒนธรรม-อารยธรรม” ของสังคมแห่งอุษาคเนย์นับตั้งแต่โบราณจวบจนปัจจุบัน ซึ่งใช้เวลานานนับสหัสวรรษทีเดียว เราอาจกลับไปศึกษารากเหง้าร่วมกันดังกล่าวได้จากหลักฐานที่ถูกเก็บรักษาใน รูปของ “ฟอสซิส” (fossil) ทางภาษา หน่วยทางวัฒนธรรม รวมทั้งชิ้นส่วนอื่นๆ จากอดีต ซากตกค้างทั้งหลายเหล่านี้กำลังรอเวลาที่จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจากชั้นใต้ดิน ทางวัฒนธรรมซึ่งอาจฝังลึกอยู่หลายๆ ช่วงชั้น แต่เมื่อมันได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ เราในฐานะอนุชนรุ่นหลังก็จะพบกับความพิศวงและความลิงโลดใจอย่างมากมายที เดียว

          ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชลธิรา สัตยาวัฒนา ผู้เป็นนักวรรณคดี นักภาษาศาสตร์และนักมานุษยวิทยา ได้กล่าวถึงรากร่วมวัฒนธรรมไป่เย่วว่า ประกอบด้วย “3 ตระกูล 3 ภาษา 3 สายวัฒนธรรม” คือ ไต-ไท มอญ-เขมร และจาม-มลายู/อินโดนีเซียน ในที่นี้จะเห็นว่า รากร่วมชนชาติไทได้ถือกำเนิดขึ้นมาช้านานแล้วในกลุ่มพวกไป่เยว่ แต่ในระยะนั้นยังไม่ใช่ชนชาติไทยในผืนแผ่นดินไทยปัจจุบันนี้แต่อย่างใด

          หากแต่คนไทยในประเทศไทยปัจจุบันคงมีบรรพชนร่วมกับชนชาติไทในกลุ่มไป่เยว่อ ย่างไม่ต้องสงสัย แต่คนไทยในประเทศไทยปัจจุบันยังมีบรรพชนร่วมกับประชาชนพื้นฐานแห่งอุษาคเน ย์อื่นๆ อีกดังกล่าวแล้ว ทั้งที่เป็นพวกโปรโต-มาเลย์ เมลานีเซียน ออสโตรลอยด์ เวดดอยด์ เนกริโต ดอยเตอโร-มาเลย์ ลาว มอญ-เขมร-อันนัม (เวียดนาม) ม้ง-เย้า พม่า จีน จาม เวียดนาม ฯลฯ ซึ่งมาจากสายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ มอญ-เขมรโบราณ ออสโตรนีเซียนโบราณ อินเดียน และจีนตั้งแต่โบราณกระทั่งปัจจุบัน ต่อไปเราคงจะต้องพิจารณา “ราก ร่วม” ของชนชาติเหล่านี้ไว้เป็นประการสำคัญด้วย


แกะรอยพจนานุกรมเก่าแก่มลายูถิ่นปัตตานี-ไทย...ความภาคภูมิใจที่ยังไม่เคย ถูกจารึก

ณ จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ดินแดนที่วัฒนธรรมมลายูปัตตานีปกคลุมแทบทุกมิติชีวิตของผู้คนแถบนี้ มักจะมีเรื่องเก่าให้เล่าขาน และมีเรื่องราวที่น่าค้นหาอยู่เสมอ เรื่องบางเรื่องเคยถูกค้นพบและจารึกเอาไว้เป็นประวัติศาสตร์ แต่บางเรื่องก็ยังเป็นความลับหรือรับรู้กันอยู่ในวงจำกัด รอคอยให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา เหมือนดั่งเรื่องราวของพจนานานุกรมภาษามลายูถิ่นปัตตานี-ไทยฉบับเก่าแก่ที่ น้อยคนนักจะทราบว่าเคยปรากฏในบรรณพิภพมานานหลายสิบปีแล้ว

     

     เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2551 คณะนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) นำโดย ผศ.ดร.วรวิทย์ บารู เปิดตัวพจนานุกรมภาษามลายูถิ่นปัตตานี-ไทย ฉบับที่ว่ากันว่าสมบูรณ์และได้มาตรฐานที่สุด และต่อมายังจัดทำเป็นซีดีแจกจ่ายเพื่อให้ผู้สนใจเข้าถึงได้ง่ายขึ้นด้วย

          อย่างไรก็ดี หลายคนเข้าใจว่าพจนานุกรมภาษามลายูถิ่นปัตตานี-ไทยฉบับดังกล่าว เป็นฉบับแรกของประเทศไทยและอาจจะเป็นฉบับแรกของโลก แต่แท้ที่จริงแล้วในอดีตมีความพยายามจัดทำพจนานุกรมภาษามลายูถิ่น ปัตตานี-ไทยมาแล้วหลายครั้ง ทั้งที่ได้รับการจัดพิมพ์อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ

          พจนานุกรมภาษามลายูถิ่นปัตตานี-ไทยฉบับเก่าแก่หลายๆ ฉบับที่ยังพอสืบค้นได้ คือเครื่องยืนยันความจริงข้อนี้

          ที่น่าสนใจก็คือ อาจารย์แวยูโซะ สามะอาลี หนึ่ง ในคณะทำงานจัดทำพจนุกรมภาษามลายูถิ่นปัตตานี-ไทย ที่มีอาจารย์วรวิทย์เป็นหัวหน้าคณะ เป็นผู้มีส่วนร่วมริเริ่มจัดทำพจนานุกรมภาษามลายูถิ่น-ปัตตานีฉบับเก่าแก่ใน อดีตด้วย

          "ผมเป็นคนพื้นเพที่นี่ เป็นคนปัตตานีโดยกำเนิด เพิ่งเกษียณอายุราชการในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานศาสนาและวัฒนธรรม ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) เมื่อปี 2544 ที่ผ่านมานี้เอง ผมเป็นหนึ่งในคณะ 4 คนที่คิดริเริ่มทำพจนานุกรมภาษามลายูถิ่นปัตตานี-ไทย โดยมี ดร.มูฮัมหมัด อับดุลกอเดร์ เป็นแกนหลัก แต่ขณะนี้ผมเป็นเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่"

          อาจารย์แวยูโซะ เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของพจนานุกรมฉบับเก่าแก่ที่ได้มีส่วนร่วมจัดทำนั้น มาจากความคิดที่ว่าอยากให้คนบ้านเกิดของเราสามารถเข้าใจภาษาไทย เขียน อ่าน และสื่อสารกับหน่วยงานราชการได้ แต่ด้วยความที่เราเป็นคนพูดภาษามลายูถิ่น จึงมีปัญหาว่าถ้าจะเขียนเป็นภาษาไทยเราจะเขียนอย่างไร เพราะอักษรไทยที่เขียนเป็นภาษามลายูถิ่นปัตตานีนั้นมีไม่ครบ จึงทำให้เรารวมตัวกันเพื่อค้นคว้าศึกษาเรื่องนี้

          "ตอนนั้นเราใช้ภาษามลายูถิ่นปัตตานีจัดทำเป็นหลักสูตรการศึกษาผู้ใหญ่ของการ ศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เราทำงานอยู่ เราเน้นหลักการใช้ตัวอักษรง่ายๆ ไม่มีความยุ่งยากมากนัก ซึ่งสุดท้ายแล้วผมก็คิดว่ามันยังไม่ใช่ เพราะตอนอ่านก็แตกต่างไปจากเสียงภาษาถิ่นจริงๆ"

          "พอทำไประดับหนึ่ง ผมก็พบพจนานุกรมฉบับของ ม.อ.ปัตตานี ตอนปี พ.ศ.2518 ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่าเป็นฉบับที่ใกล้เคียงกับเสียงจริงมากที่สุด แต่ยากที่จะทำเป็นอักษรเขียน และตอนนั้นพจนานุกรมฉบับนั้นก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์สักเท่าไหร่”

          อาจารย์แวยูโซะ เล่าต่อว่า จากการค้นคว้าพบว่าก่อนหน้านั้นก็มีเอกสารรวบรวมคำศัพท์ในลักษณะพจนานุกรม อยู่หลายเล่มที่จัดทำเอาไว้เดิม และมีความเก่าแก่พอสมควร แต่ไม่มีการระบุปีที่พิมพ์ และรูปแบบก็ไม่เหมือนกัน ดูแล้วยังไม่ถูกต้องตามหลักภาษา

          "จริงๆ เอกสารลักษณะนี้มีอยู่เยอะ แต่ก็ไม่มีเล่มที่เป็นข้อสรุปได้ เพราะยังไม่ได้รับการรับรองจากราชบัณฑิตยสถาน เล่มที่ผมทำกับ ดร.มูฮัมหมัด นั้นเก่าแก่มาก เก่ากว่าฉบับของ ม.อ.ปัตตานี อีก แต่จำไม่ได้แล้วว่าปีอะไร ซึ่งไม่เชิงว่าเป็นพจนานุกรม แต่เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อสอนชาวบ้านเป็นหลัก มีคำศัพท์ประมาณ 5,000 คำ คณะทำงานขณะนั้นมี 4 คน ตอนนี้เสียชีวิตไปหมดแล้ว เหลือผมคนเดียว"

          "ความตั้งใจในตอนนั้น เราทำเพื่อเน้นสอนชาวบ้านให้รู้จักภาษาไทย ซึ่งในยุคนั้นสถานการณ์ยังไม่รุนแรง และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่อยากให้ชาวบ้านพูดภาษาไทยได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ากระแสของชาวบ้านตอนนั้นไม่ค่อยมีใครสนใจพจนานุกรมของเรา สักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่มีการต่อต้าน ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าอยู่ที่ไหน น่าจะยังมีอยู่ที่ กศน." 

          อาจารย์แวยูโซะ บอกอีกว่า พจนานุกรมฉบับเก่าแก่แม้จะหาดูได้ยากแล้ว แต่วันนี้ได้ส่งต่อความคิดเรื่อยมากระทั่งเป็นพจนานุกรมฉบับสมบูรณ์ที่จัดทำ โดยโครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา

          “ผมเป็นหนึ่งในคณะทำงานที่จัดทำพจนานุกรมในโครงการของสถาบันสมุทรรัฐฯด้วย จากประสบการณ์เรื่องพจนานุกรมที่ผมเคยทำและเคยศึกษามา สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างพจนานุกรมฉบับเก่าแก่อื่นๆ กับฉบับนี้ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือตัวเขียน ซึ่งฉบับล่าสุดเป็นตัวเขียนที่ใกล้เคียงกับเสียงภาษาจริงมากที่สุด มีการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ให้อ่านง่ายยิ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้รับการรับรองจากราชบัณฑิตยสถาน ที่ผ่านมามีคณะทำงานไปซักไปถามจนตอนนี้นำมาปรับกันบ้างเล็กน้อย เชื่อว่าไม่นานก็จะผ่านและประกาศใช้ต่อไป ใครจะเอาไปเขียนก็สามารถอ้างจากพจนานุกรมเล่มนี้ได้เลย"

          แต่ อาจารย์แวยูโซะ ก็บอกว่า พจนานุกรมมลายูถิ่นปัตตานี-ไทยที่จัดพิมพ์ออกมาอย่างได้มาตรฐาน ก็ใช่ว่าจะถึงขั้นนำมาเป็นกีตาบ (หนังสือเกี่ยวกับคำบัญญัติทางศาสนา) เพื่อสอนศาสนาได้ 

          "เป้าหมายคงอยู่แค่ความต้องการสอนภาษามลายูถิ่นปัตตานีด้วยภาษาไทย เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจภาษามลายูถิ่นปัตตานีที่ง่ายยิ่งขึ้น แต่บางคนไม่เข้าใจ กล่าวหาว่าผมทำลายภาษามลายู และก็พยายามต่อต้าน ที่จริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพราะภาษาของเรามันไม่มีภาษาเขียนก็เลยต้องสร้างขึ้นมา ส่วนที่เขียนกันอยู่มันคือภาษามาเลย์ ซึ่งนำมาเขียนแทนได้แต่อ่านไม่ได้”

          “ภาษามลายูถิ่นปัตตานีเป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของชาติพันธุ์มลายู ซึ่งความเป็นมลายูของเราจะซ่อนไว้ที่ไหนมันก็ยังเป็นชาติพันธุ์ของเรา ภาษาในประเทศไทยมีภาษาถิ่นกว่า 70 ภาษา และภาษาแต่ละภาษาก็เป็นอัตลักษณ์ที่แสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ที่ต้องให้ เกียรติซึ่งกันและกัน คนที่นี่ก็เช่นกัน ถึงแม้จะไปอยู่ที่ไหนก็หนีไม่พ้นความเป็นมลายู ผมจึงคิดว่าแต่ละท้องถิ่นควรอนุรักษ์วัฒนธรรมทางภาษาไว้อย่าให้สูญหาย เพราะทุกวันนี้ภาษาถิ่นหลายแห่งในประเทศไทยเริ่มจะสูญหายไปแล้ว"

          "เรื่องความหลากหลายของภาษามันมีความสวยงามอยู่ ต่างคนต่างภาษาแต่ก็สามารถสื่อสารกันได้ ผมจึงอยากให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ไว้แด่คนรุ่นหลัง เพราะถ้าหายไปก็น่าเสียดาย” อาจารย์แวยูโซะ ผู้อุทิศทั้งชีวิตให้กับการฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมบ้านเกิด กล่าว และทิ้งท้ายไว้อย่างคมคายว่า

          “มนุษย์แม้แค่คนเดียวที่พูดภาษาของตนเอง ก็ถือว่าเป็นเจ้าของภาษานั้นแล้ว ซึ่งเขาสามารถรักษาความเป็นมนุษย์ของเขาเอาไว้ได้ ดังนั้นควรจะให้เกียรติในภาษาของเพื่อนมนุษย์ อย่าไปดูถูกหรือคิดจะครอบงำให้มีเพียงภาษาเดียว เพราะทำให้ภาษาดีๆ ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันสูญหายไป”

          เส้นทางของพจนานุกรมภาษามลายู ถิ่นปัตตานี-ไทยฉบับเก่าแก่ยังไม่จบแค่นั้น เพราะยังมีพจนานุกรมภาษามลายูถิ่นปัตตานี-ไทย อีกเล่มหนึ่งที่เก่าแก่น้อยกว่า เพราะตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2527 จัดทำโดยคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี จากโครงการที่ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินและผู้เชี่ยวชาญทางภาษาศาสตร์ จากสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ภายใต้แผนการโคลัมโบ นอกจากนั้นยังเป็นหนึ่งในขอบเขตงานของโครงการจัดตั้งปัตตานีศึกษาปี พ.ศ.2525 ในชื่อชุดหนังสือว่า “เอกสารโครงการปัตตานีศึกษา อันดับที่ 1” 

          กรอบคิดของโครงการดังกล่าวก็คือ ภาษามลายูถิ่นปัตตานีเป็นภาษาที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชนในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ซึ่งมีความแตกต่างจากภาษามลายูกลางที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุนี้จึงน่านำมารวบรวมเป็นพจนานุกรมเพื่อธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมทางภาษา ของจังหวัดภาคใต้ และยังเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงประชาชนที่พูดภาษามลายูถิ่นด้วย

          อย่างไรก็ดี เส้นทางความเป็นมาของพจนานุกรมภาษามลายูถิ่นปัตตานี-ไทย ฉบับปี พ.ศ.2527 หากจะกล่าวให้ถึงที่สุดจริงๆ ก็คงต้องย้อนไปถึงปี พ.ศ.2518 ซึ่งมี ผศ.มะเนาะ ยูเด็น เป็นผู้ริเริ่ม โดยขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี

          การศึกษาและจัดทำพจนานุกรมฉบับนั้น ยังมีคณะทำงานอีกหลายท่าน อาทิ อาจารย์ไพฑูรย์ มาศมินทร์ไชยนรา ผู้ประสานกับ Mr.Christopher  A.F. Court ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์จากรัฐบาลออสเตรเลีย กระทั่งถึงปี พ.ศ.2522 พจนานุกรมจึงเริ่มเป็นฉบับร่าง จากนั้นจึงถูกส่งต่อให้คณะผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามลายูถิ่นในสมัยนั้น คือ นายเจ๊ะมะ เบ็ญนา ผศ.สมปราชญ์ อัมมะพันธุ์ และ อาจารย์สา เหะอับดุลเลาะห์ อัลยูฟรี โดยได้ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของภาษาไทยและภาษามลายูถิ่นก่อนจะจัดพิมพ์ เป็นเล่มโดยความช่วยเหลือของ ดร.บุญพฤกษ์ จาฎามระ และได้รับการปรับปรุงอีกครั้งในปี พ.ศ.2526 โดยสำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ กรุงเทพมหานคร กระทั่งได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2527  

          พจนานุกรมภาษามลายูถิ่นปัตตานี-ไทยฉบับนี้ ไม่ทราบแน่ชัดว่าได้แจกจ่ายให้หน่วยงานหรือองค์กรใดบ้าง ทำให้ค่อนข้างหาอ่านยากในปัจจุบัน แต่เท่าที่ค้นพบทราบว่ามีอยู่ 3 แห่งด้วยกัน คือที่สำนักวิทยบริการ หอสมุด จอห์น เอฟ เคนเนดี  ม.อ.ปัตตานี  หอสมุดของมหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา และโครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.อ.ปัตตานี

          จากวันนั้นจนถึงวันนี้ แม้จะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว และไม่เคยมีใครบันทึกประวัติความเป็นมาของพจนานุกรมภาษามลายูถิ่น ปัตตานี-ไทยฉบับต่างๆ เอาไว้อย่างเป็นทางการ แต่ผลงานสร้างสรรค์ในแต่ละยุคแต่ละสมัยได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่ชน รุ่นหลัง และเป็นที่มาของพจนานุกรมภาษามลายูถิ่นปัตตานี-ไทย...

          ความภาคภูมิใจของคนไทยเชื้อสายมลายู



ภาษาไทย-มลายูมีรากเหง้าเดียวกัน? (1)...ย้อนอดีตภาษาและชนชาติต่างๆ ในอุษาคเนย์

ย้อนอดึตศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาษาไทยกับภาษามลายูในยุคกว่าสองพันปี ก่อน เชื่อกันว่าทั้งสองภาษานี้เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดถึงขนาดถูกระบุว่าเป็น ภาษาที่ร่วมพ่อแม่เดียวกัน พอล เค.เบเนดิกต์ (Paul K. Benedict) นายแพทย์ชาวอเมริกัน คือผู้ศึกษาแนวคิดนี้อย่างเอาจริงเอาจังเป็นคนแรก

          เมื่อ พ.ศ.2485 พอล เค.เบเนดิกต์ ได้เสนอ "ทฤษฎีออสโต ร-ไท" (Austro-Tai) ซึ่งพยายามพิสูจน์ว่า ทั้งสองภาษา (และอีกหลายภาษา) เกี่ยวข้องกันอย่างไร และทำไมเขาถึงจัดภาษาไทให้อยู่ในตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน (ภาษามาลาโย-โพลีนีเซียนเดิม) ซึ่งเป็นภาษาในตระกูลใหญ่ของภาษามลายู จาม อินโดนีเซียน ฟิลิปปินส์ ชวา อีบาน อาเจ๊ะ ฯลฯ โดยเขาเรียกเสียใหม่ว่า "ตระกูล ภาษาออสโตร-ไท"

          ผลการค้นคว้าอันลือลั่นของเขาแม้ว่าในระยะ แรกๆ จะถูกปฏิเสธโดยนักภาษาศาสตร์ส่วนใหญ่และเผยแพร่อยู่ในวงจำกัด แต่ต่อมาก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด สารานุกรม อเมริกานา (Encyclopedia Americana) ก็ยอมถอนภาษาไทออกจากตระกูลภาษาจีน-ทิเบต ไปจัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรนีเซียนตั้งแต่ฉบับที่ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ.1994 (พ.ศ.2537) เป็นต้นมา

          บทความนี้จะเท้าความถึงความสัมพันธ์ของชนชาติต่างๆ ในสุวรรณภูมิ หรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อุษาคเนย์) เพื่อให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไรที่แต่ละภาษาในสุวรรณภูมิ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จะมีรากเหง้าเดียวกัน คือ “รากร่วม แห่งอุษาคเนย์” และในจำนวนนี้ภาษาโดยเฉพาะภาษาไท (ภาษาไทแขนงต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศไทย ซึ่งรวมทั้งภาษาไทยกลางและภาษาไทยถิ่นที่ใช้ในประเทศไทยปัจจุบัน) กับภาษามลายู (ภาษาหนึ่งในตระกูลภาษามาลาโย-โพลีนีเซียนเดิม ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ‘ออสโตรนีเซียน’) อาจมี “พ่อแม่เดียวกัน” โดยพิจารณาจากวงศ์คำศัพท์ในทั้งสองภาษาจำนวนมากซึ่งคล้ายคลึงกัน หรืออาจเป็น “คำร่วมเชื้อสาย” (cognate) แม้ว่ามีความแตกต่างจนดูคล้ายเป็นภาษาคนละตระกูล

          ทั้งนี้และทั้งนั้นสืบเนื่องจากว่า ทั้งสองภาษานี้ค่อยๆ แยกตัวออกจากกันมาตลอดในระยะราวๆ 1-3 พันปีก่อน (สันนิษฐานโดยผู้เขียน) โดยนักภาษาศาสตร์คนสำคัญคนหนึ่งสันนิษฐานว่า ภาษาไทเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 พันปีที่แล้วมานี่เอง แต่ โลร็องต์ ซาการ์ (Laurent Sagart) นักภาษาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสเชื่อว่า ภาษาไทซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มภาษาออสโตร-ไท (Austro-Tai) เกิดขึ้นในยุคหินใหม่ในบริเวณชายฝั่งทางเหนือหรือตะวันออกของจีน

ภาพรวมสมัยบุพกาลของสังคมอุษา คเนย์

          บัด นี้ขอสรุปในขั้นหนึ่งก่อนเพื่อให้เห็นภาพโดยรวมๆ ของชาวอุษาคเนย์ในสมัยบรรพกาลดังนี้ คนในยุคหินกลาง (ประมาณ 10,000-3,000 ปีก่อนค.ศ.) อยู่ในสมัยหัวบินเนียนและบัคโซเนียน พอเข้าสู่ยุคหินใหม่ (ประมาณ 2,500-2,000 ปีก่อน) งานประดิษฐ์ต่างๆ ก็ประณีตขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นพวกล่าสัตว์และหาอาหารจากธรรมชาติ ทว่าบัดนี้ต่างก็ได้ออกจากถ้ำมาปลูกเรือนอาศัย มีการเลี้ยงสัตว์ จับปลา เพาะปลูก และแลกเปลี่ยนสินค้า สภาพเช่นนี้ทำให้คนในยุคนี้เป็นพวกบูชาเทพเจ้าสัตว์ (Lord of Beasts) พวกเขาได้พัฒนาการผลิตของตนเรื่อยๆ เช่น เครื่องปั้นดินเผาทำเป็นภาชนะและเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งประดับด้วยสัญลักษณ์ของสัตว์ รวมทั้งได้นำไปฝังไว้กับศพในถ้ำซึ่งเคยเป็นที่ฝังร่างบรรพบุรุษของตนตาม ประเพณีที่ติดมากับยุคก่อนด้วย

          เมื่อเข้าสู่ยุคโลหะ วัฒนธรรมเครื่องปั้นดินเผาสีดำซึ่งใช้เวลา “ฟักตัว” ในยุคก่อนหน้านี้ก็เบ่งบานเต็มที่ มีการถลุงแร่ทองแดงและดีบุกหลอมหล่อเป็นเครื่องใช้ประเภททองสำริดขึ้นมา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “วัฒนธรรมดองซอน” คนในยุคโลหะในอุษาคเนย์กล่าวได้ว่าเจริญ (civilized) อย่างเต็มที่ ภูมิปัญญาในการถลุงโลหะทำให้เกิดการปฏิวัติครั้งสำคัญในอารยธรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการพบเหล็ก ดีบุก ทองแดง และตะกั่ว ซึ่งกลายเป็นวัตถุดิบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มนุษย์ได้ค้นพบอะไรต่อมิ อะไรมา

          ในสมัยต่อมาพบว่าโลหะคือตัวนำไฟฟ้าซึ่งทำให้สิ่งที่ไม่เคยปรากฏในความฝันของ มนุษย์กลายเป็นจริง รวมทั้งการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกหลายพันปีถัดจากนี้ไป

          กล่าวในที่นี้ได้ว่า ตั้งแต่เริ่มยุคโลหะแล้ว คนอุษาคเนย์ก็รู้จักการเพาะปลูก คัดเลือกพันธุ์ ทำไร่ ทำนา (ดำ) เลี้ยงปศุสัตว์ ทำผ้าจากเปลือกไม้ จนกระทั่งรู้จักการทอผ้า รวมทั้งทำผ้าย้อมสีหรือผ้าพิมพ์ลาย (batik) ใช้กันทั่วไป เชื่อว่ามีการละเล่น เช่น หนังตะลุง ร้องรำทำเพลง เล่านิทานประกอบดนตรี และแสดงนาฏลีลาที่เลียนแบบการต่อสู้เป็นเครื่องบันเทิงใจด้วย

          นอกจากข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน พวกเขาได้หล่อกลองสำริดขึ้นเรียกว่า “กลองมโหระทึก” พร้อมสลักลวดลายสวยงาม เพื่อใช้ในพิธีศาสนา สงคราม และในโอกาสอื่นๆ ภาชนะสำริดหลากหลายรูปแบบที่พบแสดงฝีมือและการสร้างสรรค์ในขั้นยอดเยี่ยม เนื่องจากชาวอุษาคเนย์ในยุคโลหะนี้ยังชีพทางกสิกรรม จึงมีชีวิตที่ผูกพันแนบแน่นกับดินฟ้าอากาศ พวกเขาสร้างสัญลักษณ์ทางธรรมชาติและกลายเป็นพวกบูชาเทพเจ้าแห่งฟากฟ้า (Father Sky) เจ้าแม่ธรณี (Mother Earth) และวิญญาณบรรพบุรุษ (Ancestor Worship) ซึ่งจะเป็นเครื่องกำหนดพิธีกรรมต่างๆ ตั้งแต่ยัญพิธีไปจนถึงมงคลพิธี

          มนุษย์ในปัจจุบันใช้หน้ากระดาษเพื่อบันทึกข้อมูลและความรู้ต่างๆ รวมทั้งเพื่อศึกษาหาความรู้นานาชนิด แต่ในยุคนั้นท้องฟ้าดูเหมือนจะเป็นหนังสือเล่มใหญ่ที่พวกเขาพยายามอ่านและ เรียนรู้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทั้งในยามว่างและยามทำงาน นอกจากนี้ยังมีผืนดิน ป่าเขา ทะเล และมหาสมุทร เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ศึกษาและไขความเร้นลับจากรหัสทางธรรมชาติเหล่านั้นนำ ไปสู่ข้อสรุปซึ่งกลายเป็นองค์ความรู้เป็นต้นว่า ดาราศาสตร์ อุทกศาสตร์ เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม รวมทั้งพาณิชยกรรม แม้ว่าจะยังอยู่ในระดับพื้นฐาน

          พวกเขาอาศัยความรู้ที่สะสมเพื่อใช้ในการพยากรณ์ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ผันแปร อยู่รายรอบเพื่อให้ก่อเกิดประโยชน์ต่อตนเองและเผ่าพันธุ์มากที่สุด รวมทั้งได้ถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลังต่อๆ กันมาหลายชั่วอายุคน ทั้งด้วยภาคปฏิบัติและปากเปล่า (oral) เนื่องจากพวกเขายังไม่มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการสะสมองค์ ความรู้คือภาษาเขียน

          จนกระทั่งวันเวลาได้ล่วงเลยผ่านอีกนับพันๆ ปี ปรากฏว่าท้ายที่สุดพวกเขาจำต้องพึ่งพาชนเผ่าอื่นซึ่งคิดค้นภาษาเขียนได้ก่อน เพื่อใช้ในการจดบันทึก คนอุษาคเนย์เริ่มสะสมองค์ความรู้มากขึ้น สามารถมองและรู้จักตัวเองดียิ่งขึ้นจากภาษาเขียน และเช่นเดียวกันทำให้เราได้รู้จักพวกเขายิ่งขึ้น นอกเหนือจากหลักฐานต่างๆ ที่พวกเขาทิ้งไว้เพื่อให้เราได้ศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทางด้านโบราณคดี รวมทั้งจากชิ้นส่วนกระดูกและร่างกายของเขาเองซึ่งเป็นดังตัวอักษรที่ขีด เขียนเรื่องราวต่างๆ ไว้ให้เราได้ศึกษาเรียนรู้ และทำความเข้าใจ

          จากนี้คงต้องให้รายละเอียดของสังคมบุพกาลในอุษาคเนย์มากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นพื้นฐานในการเข้าใจและรู้จักบรรพชนชาวอุษาคเนย์ของเราต่อไป

เผ่าพันธุ์และภาษาในอุษาคเนย์

          จากหลักฐานต่างๆ ที่กล่าวถึงทำให้เราทราบว่า เผ่าพันธุ์หลักๆ ของผู้คนยุคหินกลาง (Mesolithic) ได้แก่ พวกเมลานีเซียนรุ่นเก่า (Proto-Melanesian) ออสเตรเลียนรุ่นเก่า (Proto-Australian) เวดดอยด์ (Veddoid) และเนกริโต (Negritos) พอมาถึงในยุคหินใหม่ (Neolithic Age) ศาสตราจารย์ฟริทซ์ สารสิน (Fritz Sarasin) นักโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ชาวสวิสระบุว่าเป็นพวก “มาเลย์รุ่นเก่า” (Proto-Malays) ซึ่งบางคนเรียกว่า “พวก เนซิออต” (Nesiots) พวกนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกคอเคซอยด์ (Caucasoid) แถบเมดิเตอเรเนียน ซึ่งอพยพไปยังภาคตะวันตกของจีน และลงมาสู่อาคเนย์โดยผ่านแดนระหว่างพม่าและอัสสัม กลายเป็น “ชนเผ่า มาเลย์พื้นเมือง” (Aboriginal Malays) ซึ่งได้แก่ พวกจราย (Jarai) ระแด (Rhade) จาม ม้อย ฯลฯ ในแหลมอินโดจีน พวกยากุน (Jakun) บซีซิก (Basisik) ฯลฯ ในแหลมมลายู พวกว้า-ปะหล่อง-คลา ฯลฯ ในพม่า พวกนี้มีกะโหลกศีรษะยาว ผมหยิก สูงประมาณ 155-165 เซ็นติเมตร ใช้พาหนะคือเรือ เรียกว่า “โปรอา” (proa), “ปราว โอ” (prao) หรือ “ปราฮู” (perahu) ทำบ้าน ยุ้งข้าวและโลงศพรูปเรือ คนพวกนี้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมหัวบินเนียนในอุษาคเนย์

          ตกถึงยุคโลหะ (Metal Age) พวกเนซีออต (มาเลย์เก่า) ได้ผสมกลมกลืนกับพวกมาเลย์ใหม่หรือ “มาเลย์รุ่นสอง” (Deutero-Malays) ซึ่งบางท่านเรียกว่า “พวกพารีเยิน” (Pareoean) ซึ่งเป็นพวกไป่เย่วสายมองโกลอยด์พวกหนึ่งที่พูดภาษาออสโตรนีเซียน (Austronesian) กลายเป็นประชาชนพื้นฐานรุ่นใหม่ของอุษาคเนย์ ในขณะที่พวกสาขาที่แยกไปทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนได้ผสมกับพวกมาเลย์ ใหม่สายมองโกลอยด์ที่พูดภาษาออสโตรนีเซียนกลายเป็นประชาชนพื้นฐานทางภาค ตะวันออกเฉียงใต้ของจีนและตอนเหนือของเวียดนาม รวมกับชนเผ่าไทและชนเผ่าอื่นๆ ซึ่งจีนโบราณเรียกรวมๆ ว่า “พวกไป่เย่ว”

          พวกที่พูดภาษาออสโตรนีเซียนที่กล่าวถึงนี้ ได้เคลื่อนลงมาทางใต้เข้าสู่อินโดจีนและแหลมมลายู อีกส่วนก็ข้ามไปยังเกาะใต้หวันและญี่ปุ่น ในขณะที่อีกสายหนึ่งจากใต้หวันใช้เรือข้ามไปยังหมู่เกาะ ฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย และกระจายตัวไปยังหมู่เกาะใหญ่น้อยในมหาสมุทรแปซิฟิกจนถึงฮาวายในห้วงเวลา ราว 3,000-2,000 ปีมานี้ พวกที่เข้าสู่หมู่เกาะทะเลจีนใต้กลายเป็นประชาชนพื้นฐานในหมู่เกาะ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ทั้งหมด มีบางกลุ่มของพวกนี้ใช้เรือ (prao) ของตนโลดแล่นข้ามมหาสมุทรอินเดียไปจนถึงเกาะมาดากัสการ์ทางฝั่งตะวันออก เฉียงใต้ของทวีปอาฟริกา น่าอัศจรรย์ที่คำว่า “กยีนามอม” (quinamom ไม้หวาน/อบเชย) ซึ่งปัจจุบันมีปลูกเฉพาะในเอเชียอาคเนย์เท่านั้นไปปรากฏในพระคัมภีร์เก่า (Old Testament) บท Exodus ซึ่งในคัมภีร์ทางศาสนาของพวกยิวเมื่อกว่า 700 ปีก่อน ค.ศ. (ก่อนพุทธกาล 200 ปี) ในฐานะเป็นส่วนประกอบในน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่ต้องห้ามของศาสดาโมเสส

          เมื่อศึกษาที่มาของคำ quinamom (ภาษากรีกเรียก cinnamon/กินนามน) ก็พบว่า คำนี้มาจากคำภาษาออสโตรนีเซียนโบราณ (Proto-Austronasian) เทียบได้กับคำว่า “กายูมานิส” (kayu manis ไม้หวาน/อบเชย) ในภาษามาเลย์ปัจจุบัน ชื่อนี้ยังพบในบันทึกอักษรเฮียโรกลีฟิค (hieroglyphic) สมัยพระราชินีฮัตเชปสุต (Queen Hatshepsut: 1503-1482 ก่อน ค.ศ หรือประมาณ 1,000 ปีก่อนพุทธกาล) ของอียิปต์โบราณด้วย นักโบราณคดีจึงสันนิษฐานว่า "อบเชย"“ไม้หวาน” อาจถูกนำมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออุษาคเนย์ พร้อมกับกานพลู (พบในเมือง Terqu/เตอร์กอ ประเทศซาม (Syam) หรือชาม (ซีเรียโบราณ) ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันคือเมื่อราว 1,700-1,600 ปีก่อน ค.ศ. (1,200-1,100 ปีก่อนพุทธกาล) หรือ

          ศาสตราจารย์วิลเฮล์ม โซลไฮม์ (Wilhelm Solheim) สันนิษฐานว่า อบเชยคงมากับเรือของพวกออสโตรนีเซียนซึ่งแล่นใบมายังเกาะมาดากัสการ์ แล้วจึงขึ้นฝั่งที่ไหนสักแห่งทางภาคตะวันออกของอาฟริกา จากนั้นจึงถูกนำไปยังรัปตา (Rhapta) หรือโซมาเลียปัจจุบัน ที่นี่อบเชยได้ตกสู่มือของพ่อค้าอาหรับแห่งมูซาในเยเมน แล้วจึงถูกลำเลียงลัดเลาะขึ้นไปตามชายฝั่งทะเลแดงเข้าสู่อียิปต์และตอนเหนือ ของคาบสมุทรอาราเบีย

          เราไปไกลถึงชายฝั่งอาฟริกาและตะวันออกกลาง ฉะนั้นจึงควรกลับมายังจุดตั้งต้นใหม่อีกครั้ง ดังที่ได้วาดภาพไว้แล้วว่า ประชาชนพื้นฐานของอุษาคเนย์และภาคใต้ของจีนในช่วง 5,000-1,000 ปีที่แล้วมีทั้งพวกเนซีออตและพวกพารีเยินซึ่งประกอบไปด้วยหลายชนเผ่าได้แก่ ไท จีนใต้ พม่า มอญ-เขมร ลาว เวียดนาม จาม-มลายู (อินโดนีเซียน) ฯลฯ ประชาชนพื้นฐานเหล่านี้รวมเรียกว่าพวก ไป่เย่ว แต่ใครเป็นใครในพวกไป่เย่วยังแยกแยะไม่ได้ชัดเจน แต่บางทีเมื่อหลายพันปีก่อนหน้านี้ พวกเขาอาจเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันหรือเกี่ยวข้องกันโดยสายเลือดก็ได้

          การกระทำและการโต้ตอบของกลุ่มชนภายใต้การกดดันของพลังทางประวัติศาสตร์อัน ซับซ้อนและหนักหน่วง ทำให้เกิดการแยกตัวออกเป็นชนเผ่าต่างๆ กัน ซึ่งจะค่อยๆ พัฒนาภาษาและองค์รวมอื่นๆ เป็นของตนเอง อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางความเป็นไป บางชนเผ่าอาจถึงกาลสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ของตนเอง ในขณะที่อีกหลายชนเผ่าถูกกลืนไปเป็นพี่น้อง “ร่วมสายเลือด (ใหม่)” กับเผ่าชนของผู้ชนะหรือผู้ปกครอง รวมทั้งกลายเป็นผู้ใช้ภาษาของเผ่าชนผู้ชนะหรือผู้ที่ครอบครองตนเป็นหลัก ในกรณีนี้จึงมีการละทิ้งภาษาและแม้แต่ความเชื่อเดิมของตนไป แต่ก็ไม่ทั้งหมด ถ้อยคำ สำนวน วลีหรือแม้กระทั่งโครงสร้างของภาษา ตลอดจนมโนภาพและความเชื่อดั้งเดิมของตนยังอาจถูกเก็บรักษาไว้อย่างเข้มแข็ง ภายในเปลือกหุ้มของภาษาใหม่หรือความคิดความเชื่อใหม่

          ตามปกติภาษาของผู้ชนะส่วนใหญ่จะยิ่งงอกงามขึ้นเรื่อยๆ แต่การยืมกันไปยืมกันมา (Borrowing) ในเรื่องภาษาและวัฒนธรรมก็ยังดำเนินต่อไป เพราะการไปมาหาสู่กันระหว่างชนเผ่ายังคงดำรงอยู่ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา และนี่ก็คงเป็นสภาพไม่ปกติที่เป็นปกติของพวกไป่เย่วในห้วงเวลานั้น

          นักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยาสันนิษฐานว่า พวกไปเย่วที่พูดภาษาออสโตรนีเซียนคงเป็นเผ่าพันธุ์โบราณและเคยอยู่ในภาค ตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ของจีน รวมทั้งในอุษาคเนย์มาก่อนชาติใด และน่าเชื่อว่ามีพวกมอญ-เขมรโบราณร่วมอยู่ด้วย อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าผู้พูดภาษาออสโตรนีเซียนอพยพไปจากจีนตอนใต้ไปสู่ ไต้หวัน (เกาะฟอร์โมซา) เมื่อราว 8,000 ปีมาแล้ว จากนั้นจึงอพยพออกทางเรือไปยังหมู่เกาะต่างๆ เมื่อราว 6,000 ปีมาแล้ว แต่นักธรณีวิทยาชาวออสเตรเลียผู้หนึ่งกล่าวว่า หมู่เกาะต่างๆ ในแปซิฟิคมีอายุในราว 3 พันปีมานี้เอง ดังนั้นจึงยังมีช่องว่างในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่อีก รวมทั้งนักภาษาศาสตร์บางคนก็พูดว่า ข้อมูลเกี่ยวกับภาษาออสโตรนีเซียนดั้งเดิมยุติแค่ชายฝั่งตะวันตกของไต้หวัน โดยไม่มีความเชื่อมโยงกับภาษาบนแผ่นดินใหญ่ใดๆ ยกเว้นภาษากลุ่มจาม แต่ก็มีหลักฐานว่าเป็นภาษาของผู้อพยพเข้าไปใหม่

          ดังกล่าวแล้วว่าพวกที่พูดภาษานี้ประกอบด้วยชนหลายเผ่า สิ่งที่เป็นไปได้อย่างยิ่งก็คือว่า ภาษาโปรโต-ออสโตรนีเซียนอาจจะเป็น "ภาษา รากหญ้า""ภาษารากแก้ว" ภาษาหนึ่งในภาคใต้ของจีนเช่นเดียวกับในอุษาคเนย์ตั้งแต่เมื่อ 5,000 ปีที่ล่วงมา และพวกที่พูดภาษานี้อาจจะเป็นบรรพบุรุษของชนเผ่าไทและพวกออสโตรนีเซียนใน ชั้นหลัง เหตุการณ์อาจเป็นไปตามทำนองนี้ คือในขณะที่พวกออสโตรนีเซียน (มาเลย์รุ่นเก่าหรือพวกนีซีออต) พากันอพยพลงมาทางใต้สู่ทางเหนือของเวียดนาม (เวลานั้นยังไม่เป็นประเทศอย่างเดี๋ยวนี้) ไปสมทบกับพวกโปรโต-ออสโตรนีเซียนที่อาศัยอยู่ก่อนหน้าแล้วตั้งแต่สมัยหิน กลางในอุษาคเนย์ โดยส่วนหนึ่งไปอยู่ตามริมฝั่งทะและข้ามไปยังเกาะแก่งต่างๆ ภาษาโปรโต-ออสโตรนีเซียนที่ตกค้างอยู่ในแผ่นดินใหญ่จีนก็ถูกระบบเสียง วรรณยุกต์ของจีนกลืนหายไปทั้งหมด หรืออาจเป็นว่าภาษาโปรโต-ออสโตรนีเซียนและจีนโบราณจำนวนมากถูกกลืนกลายเป็น “ภาษา ไท” ที่ใช้พูดกันอยู่ในจีนตอนใต้ ตะวันออกเฉียงใต้ สิบสองปันนา ฉาน อัสสัม ภาคเหนือของเวียดนาม สิบสองจุไท ล้านนา ล้านช้าง และประเทศไทยในปัจจุบัน


Comments