สุดยอดหมาบุรุษโลก

ถิ่นเหนือนิวส์ออนไลน์

หน้าแรก

 

“จงอย่าได้ถามว่า ประเทศชาติจะทำอะไรให้แก่ท่าน แต่จงถามตัวท่านเองว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติได้บ้าง” นี้ คือสุนทรพจน์ตอนหนึ่งของ จอห์น เอฟ เคนเนดี้ กล่าวในวันเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ในสภาซีเนต เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2504 เป็นสุนทรพจน์ที่ปลุกให้คนอเมริกันมีจิตสำนึกในความรักชาติและทำเพื่อประเทศ ชาติ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสหรัฐอเมริกาจึงเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ผู้นำสหรัฐอเมริกาหลายท่านก็ได้สร้างตำนานจนประชาชนยกย่องว่าเป็นบิดาหรือ มหาบุรุษ

คำ ว่ามหาบุรุษ หรือผู้ที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดา ของชาติหนึ่งชาติใดนั้น เขาผู้นั้นจะต้องมีระบบคิด และทัศนะคติที่สูงส่ง ในการทำเพื่อประเทศชาติและมวลมนุษยชาติ

ตัวอย่างของมหาบุรุษ

มหาตมะ คานที ท่านมีชื่อเต็มว่า โมฮันดาส ครามจันทร์ คานที ท่านเป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดีย ท่านเอาชีวิตทั้งหมดเข้าแลกกับการได้เอกราชของประเทศอินเดีย จนอินเดียได้รับเอกราชในปี 2490 ท่านเป็นต้นแบบอหิงสาของนักต่อสู้ทั้งโลก มาติน ลูเธอร์คิงส์ กล่าวถึงคานทีว่า พระเยซูมอบคำสอนแก่ข้าพเจ้า คานที มอบวิธีการ ส่วนไอน์สไตน์ ได้กล่าวถึงคานทีว่า คนรุ่นอนาคตจะไม่มีทางเชื่อเลยว่ามีคนแบบนี้อยู่จริงบนโลกมนุษย์นี้ ท่านได้ทิ้งข้อคิดปรัชญาที่มีคุณค่ามหาศาลแก่มนุษยชาติ ท่านเปรียบได้ว่าเป็นบิดาของชาวอินเดีย

มหาตมะ คานที..ท่านได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับชาวอินเดียถึงเพียงนี้ ท่านยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ , กฎหมายอาญา , และกฎหมายแพ่งและพานิชย์ที่ว่าด้วยการเสียภาษีของอินเดีย ไม่มีมาตราหนึ่งมาตราใด ที่จะระบุในการให้สิทธิประโยชน์แก่ตระกูลคานที เลยแม้แต่มาตราเดียว

อับราฮัม ลินคอน ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ท่านประกาศปลดปล่อยทาส ในปี คศ.1863 ท่านเอาชีวิตเข้าขับเคลื่อนแนวคิด มนุษย์ทุกคนมีความเป็นคนเท่ากัน ท่านต่อสู้เพื่อการเลิกทาสในอเมริกาจนสำเร็จ “มนุษย์ต้องเลิกทำกับมนุษย์เหมือนสัตว์ ” ท่านได้สร้างมรดกปรัชญาทิ้งไว้ให้มนุษยชาติ เป็นหลักการประชาธิปไตยของโลกคือ “การปกครอง ของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน”

อับ ราฮัม ลินคอน..ท่านได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับสหรัฐอเมริกาถึงเพียงนี้ ท่านยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ , กฎหมายอาญา , และกฎหมายแพ่งและพานิชย์ที่ว่าด้วยการเสียภาษีของอเมริกา ไม่มีมาตราหนึ่งมาตราใด ที่จะระบุในการให้สิทธิประโยชน์แก่ตระกูล ลินคอร์น เลยแม้แต่มาตราเดียว

ลีกวนยู ท่านนำสิงค์โปรแยกออกจากมาเลเซียทั้งน้ำตาเพราะปัญหาทางเชื้อชาติ โดยที่สิงค์โปรไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเลย ต้องอาศัยน้ำของมาเลเซียและข้าวจากไทย แต่ลีกวนยูใช้เวลาเพียง สี่สิบกว่าปี นำพาสิงค์โปรสู่ความมั่งคั่งเป็นผู้นำเศรษฐกิจในภูมิภาค ในปัจจุบันเฉพาะกองทุนเทมาเส็กแห่งเดียวมีถึงสองล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณของไทยทั้งประเทศ ถ้าสมมุติว่าในปัจจุบันผืนแผ่นดินสิงค์โปรจมหายไปในมหาสมุทร , ท่านเชื่อหรือไม่ว่าประชาชนของประเทศสิงค์โปรจะมีอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน อยู่ทั่วโลก มากกว่าที่จมหายไปในมหาสมุทร เพราะประชาชนสิงค์โปรเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และมีหุ้นอยู่ในบริษัท Land and Houses ทั่วโลก

ลี กวนยู..ท่านได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับสิงค์โปรถึงเพียงนี้ ท่านยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ และในปัจจุบันท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ , กฎหมายอาญา , และกฎหมายแพ่งและพานิชย์ที่ว่าด้วยการเสียภาษีของสิงค์โปร ไม่มีมาตราหนึ่งมาตราใด ที่จะระบุในการให้สิทธิประโยชน์แก่ตระกูลลี เลยแม้แต่มาตราเดียว

โฮจิมินห์ ท่านทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อปลดแอกชาติและประชาชน ท่านต่อสู้ตั้งแต่หนุ่มจนแก่เพื่อเอกราชของเวียดนาม และขับไล่จักรวัตินิยมอเมริกาผู้รุกราน ท่านต้องหนีเจียงไคเช็ค มาบวชเป็นพระที่ จ.นครพนม และกลับเวียดนามในปี พศ.2484 ท่านรวบรวมชาวเวียดนามตั้งเป็นฝ่ายเวียดมินห์ พอจักรพรรดิ์ บ๋าวได๋ สละราชสมบัติใน วันที่ 2 กันยายน 2488 ท่านได้นำชาวเวียดนามผู้รักชาติเข้าต่อสู้จนชนะมหาอำนาจฝรั่งเศส ในสมรภูมิศึกเดียนเบียนฟู เมื่อปีพศ. 2497 และท่านได้ประกาศอิสระภาพในปีเดียวกัน คำประกาศอิสระภาพของท่านที่เฉลียงตึกโรงละครในกรุงฮานอย มีใจความว่า.. “ ทุกคนถือกำเนิดเท่าเทียมกัน มีสิทธิเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง สิทธิเหล่านี้ได้แก่สิทธิแห่งการดำรงชีวิต มีเสรีภาพ และแสวงหาความสุข ” หลังจากได้เอกราชแล้วโฮจิมินห์ก็มอบประเทศคืนให้แก่ชาวเวียดนาม ให้ประชาชนชาวเวียดนามไปตัดสินกันเองว่าจะให้ประเทศปกครองในระบอบใด ท่านมิได้หวงในอำนาจและหวังผลประโยชน์ใด ๆ และที่สำคัญท่านไม่เคยทวงบุญคุณแผ่นดิน เหมือนกับผู้ที่ชอบโปรโมทตัวเองว่ามีบุญญาธิการในบางประเทศ แต่แล้วสงครามเวียดนามก็ได้อุบัติขึ้นอีก ในปี พศ. 2502 โดยการรุกรานของอเมริกา ท่านก็นำการต่อสู้จนสามารถขับไล่ จักรวัตินิยมอเมริกาได้สำเร็จ ในปีพศ. 2518 แต่เสียดายท่านถึงแก่อสัญกรรมเสียก่อน ในวันที่ 2 กันยายน 2512 ที่บ้านพักในกรุงฮานอย ถึงแม้ว่าท่านไม่ทันได้เห็นชัยชนะด้วยตาตนเอง แต่วีรกรรมของท่านได้ฝังลึกอยู่ในจิตใจของชาวเวียดนามทุกคน เพราะท่านคือผู้รักชาติที่ยิ่งใหญ่ ความรักชาติและพลเมืองของโฮจิมินห์ลึกซึ้งสุดที่จะประมาณได้ ชาวเวียดนามทั้งชาติต่างให้เกียรติและยกย่องว่าท่านคือบิดาของชาติอย่างแท้ จริง

โฮ จิมินห์.. ท่านได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับชาวเวียดนามถึงเพียงนี้ ท่านยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ , กฎหมายอาญา , และกฎหมายแพ่งและพานิชย์ที่ว่าด้วยการเสียภาษีของเวียดนาม ไม่มีมาตราหนึ่งมาตราใด ที่จะระบุในการให้สิทธิประโยชน์แก่ตระกูลโฮจิมินห์ เลยแม้แต่มาตราเดียว

ความแตกต่างระหว่างมหาบุรุษที่แท้จริงกับมหาบุรุษจอมลวงโลก

  1. มหา บุรุษ..คือผู้ที่เสียสละตนเอง มีระบบคิดที่สูงส่ง มหาบุรุษจะทำภารกิจเพื่อเพื่อนมนุษย์เป็นภารกิจที่ 1 (มหาบุรุษที่สร้างมายาภาพจะไม่ยอมเสียสละตนเอง จะสร้างอำนาจและความร่ำรวยเพื่อตัวเองและครอบครัวเป็นภารกิจที่ 1)
  2. มหาบุรุษ..คือผู้มีอุดมการณ์ที่ชัดเจน เพื่อการปลดปล่อยมนุษยชาติ (มหาบุรุษจอมลวงโลก มือจะถือดาบ แต่ปากคาบคัมภีร์ )
  3. มหา บุรุษ..จะต้องเป็นนักอภิวัฒน์สังคม หรือปฏิวัติสังคม ด้วยการเอาชีวิตทั้งหมด ไปผลักดันสังคมทั้งระบบจนสำเร็จ หรือวางรากฐานไว้ให้ทำต่อจนสำเร็จ (มหาบุรุษจอมลวงโลก จะวางรากฐานและผลักดันสังคมไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อสายตระกูล สายโลหิตตนเอง)
  4. มหา บุรุษ..คือผู้ที่ขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด เป็นการยกระดับสังคมให้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน (มหาบุรุษจอมลวงโลก จะเสนอวิธีคิดแบบโบราณ เพื่อผลักดันให้สังคมถอยหลัง ในขณะเดียวกันเขาก็จะใช้วิธีคิดแทนประชาชน โดยตัวเขาเองและบรรดาเครือข่ายของเขา เช่นเหล่าอำมาตย์,นักวิชาการ,พรรคการเมืองที่เขาเลี้ยงไว้ออกมาเสนอแนวคิด และนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเดินตามไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ เพราะถ้าประชาชนฉลาดก้าวหน้าและคิดเอง ได้เมื่อไร ประชาชนก็จะรู้ว่าเงินภาษีอากรที่ควรจะนำมาพัฒนาประเทศชาติ มันกลับใหลไปรวมอยู่ที่ครอบครัวของใคร)
  5. มหา บุรุษ..คือผู้ที่เป็นต้นแบบของปรัชญาที่ก้าวหน้ากว่าแบบเก่า และมีวิธีการปฏิบัติการให้สังคมอื่นนำไปศึกษา (มหาบุรุษจอมลวงโลกจะใช้ปรัชญาที่เป็นนามธรรมโบราณในลัทธิพราห์มคือ ไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมในทางวิทยาศาสตร์ มาครอบงำวิธีคิดของประชาชนให้งมงาย)
  6. มหา บุรุษ..หรือบิดาของชาติหนึ่งชาติใดนั้นคือผู้ที่ได้รับความรักและเทิดทูนจาก ประชาชนอย่างแท้จริง ตรงไปตรงมา ( มหาบุรุษจอมลวงโลกจะพยายามยัดเยียด , บังคับ โหมกระหน่ำโฆษณาชวนเชื่อตนเอง ต่อสื่อสาธารณะ ให้เกินมนุษย์ธรรมดาให้เป็นเรื่องบุญญาธิการ สร้างมายาภาพ ขึ้นในสมองของประชาชน เป็นมายากลทางการเมืองสร้างภาพลวงตา หลอกลวงเพื่อการสืบสายมรดกอำนาจ แก่สายโลหิตของตน)
  7. มหาบุรุษ..คือผู้สร้างคุณประโยชน์ให้แผ่นดิน (มหาบุรุษจอมลวงโลกจะทวงบุญคุณแผ่นดิน)
  8. มหา บุรุษ..คือผู้ที่มีจิตใจที่เป็นสากล และได้รับการยกย่องจากสังคมโลก (มหาบุรุษจอมปลอมจะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมโลก เขามีจิตใจที่ดูกถูกเหยียดหยามประชาชนว่าเป็นเพียงธุลีดิน อยู่ใต้เท้าพวกเขาไปชั่วลูกชั่วหลาน)
  9. นับ ตั้งแต่มีโลกใบนี้มา ไม่เคยมีมหาบุรุษคนใดในโลกที่ห้ามมิให้ผู้คนวิจารณ์ตนเอง แม้แต่ศาสดาต่าง ๆ ในทุกๆ ศาสนาของโลกก็ไม่มีบทบัญญัติข้อบังคับหรือเอาผิดใด ๆ ต่อผู้วิพากษ์วิจารณ์

ย้อน กลับมาดูประเทศไทยกับคำพังเพยที่ได้ยินมาหลายสิบปีว่า “ทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย” และนี่คือวาทะกรรมที่สกัดกั้นไม่ให้ประเทศไทยมีมหาบุรุษที่แท้จริง มีแต่มหาบุรุษที่เก่งในการสร้างมายาภาพใช้วาทะกรรมหลอกลวงผู้คน ในประเทศไทยจึงไม่ค่อยมีใครกล้าทำความดี พอมีใครจะทำความดีและสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติก็ต้องถูกสกัดกั้นและ ทำลาย เช่น.ท่านปรีดี พนมยงค์ , ดร.ป๋วย อึ้งภากร , และดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้น

ก็อยากจะถามว่า..การที่เขาเหล่านั้นได้สร้างความดีและคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ มันไปบดบังบารมีของใครหรือ..?