ยาเสพติด

 หน้าแรก   ยาเสพติด1   

 

 

 ยาเสพติด

ยาเสพติดชนิดต่างๆ
 

    ยาเสพติดทั้งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและเกิดจากการสังเคราะห์ของมนุษย์นั้น มีมากมาย
หลายชนิดปัญหายาเสพติดได้พัฒนาจากปรากฎการณ์ทางสังคมที่เป็นอยู่จริงไปสู่สิ่งที่ต้องห้ามตามกฎหมาย กลไกของปัญหายาเสพติดอาจจะเกิดจากอุปทานของยาเสพติดเป็นมูลเหตุผลักดันปัญหา (Supply Create Demand Problem) และอุปสงค์ต่อยาเสพติดเป็นแรงดึงไปสู่วงจรของปัญหา (Demand Create Supply Problem) ก็ได้และปัญหายาเสพติดยังเป็นได้ทั้งตัวต้นเหตุของปัญหาและผลของปัญหาในเวลา
เดียวกัน กล่าวคือ   ตัวยาเสพติดผลักดันให้เกิดวงจรของปัญหาทั้งด้านการผลิต การค้า และการแพร่ระบาด ในทำนองกลับกันสภาพปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเราอยู่ก็ได้มีส่วนทำให้เกิดปัญหายาเสพติดตามมาด้วย

    จากปัญหาทางภูมิศาสตร์ที่ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์การผลิตยาเสพติด ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะการนำเข้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน และการเป็นเส้นทางการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ไปยังตลาดต่างประเทศ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง หากเรามีความรู้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมดังกล่าว จะทำให้เกิดความเข้าใจในปัญหายาเสพติดได้อย่างชัดเจน
 
   
อุบัติเหตุจากการใช้ยาเสพติด
   
 
  ตามกฎหมายได้ให้คำจำกัดความของคำว่า ยาเสพติด ไว้ในทำนองเดียวกับที่องค์การอนามัยโลกได้ให้ไว้ดังนี้ ยาเสพติดให้โทษ หมายถึง ยา หรือ สารเคมี หรือวัตถุชนิดใดๆ ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยวิธีใดก็ตามทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะสังเกตลักษณะสำคัญได้ 4 ประการคือ
 1.มีความต้องการเสพยานั้นตลอดเวลา แสดงออกทั้งทางร่างกายและจิตใจ
 2.ต้องเพิ่มขนาดของยาที่เสพมากขึ้น
 3.มีอาการอยากหรือหิวยาเมื่อขาดยา
 4.สุขภาพทั่วๆไป ทรุดโทรมลง
 
   
ผู้ป่วยจากการใช้ยาเสพติด
แบ่งยาเสพติดตามฤทธิ์ของยาที่มีผลต่อร่างกาย แบ่งเป็น 4 ประเภท
   
 
  ประเภท 1 กดประสาท เช่น เฮโรอีน ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน ยานอนหลับ ยาระงับประสาท ยากล่อมประสาท เครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิด รวมทั้งสารระเหย เช่น ทินเนอร์ กาว เป็นต้น มักพบว่าผู้เสพติดมีร่างกายซูปผอม ตัวเหลือง อ่อนเพลีย ฟุ้งซ่าน
  ประเภท 2 กระตุ้นประสาท เช่น แอมเฟตามีน กระท่อม โคเคน มักพบว่าผู้เสพจะมีอาการหงุดหงิด กระวนกระวาย จิตสับสน บางครั้งมีอาการคลุ้มคลั่ง หรือทำในสิ่งที่คนปกติไม่กล้าทำ เช่น ทำร้ายตนเอง หรือฆ่าผู้อื่น เป็นต้น
  ประเภท 3 หลอนประสาท เช่น แอลเอสดี เห็ดขี้ควาย เป็นต้น ผู้เสพจะมีอาการประสาทหลอน ได้ยินเสียงประหลาด
  ประเภท 4 ออกฤทธิ์หลายอย่าง ทั้งกดประสาท กระตุ้นประสาท และหลอนประสาท เช่น กัญชา ผู้เสพติดมักมีอาการหวาดระแวง ความคิดสับสน เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ควบคุมตนเองไม่ได้ และอาจป่วยเป็นโรคจิตได้
 
   
 
แบ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แบ่งเป็น 5 ประเภท
   
 
  ประเภท 1 ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง ไม่เป็นประโยชน์ทางการแพทย์ เช่น เฮโรอีน,อาเซทอร์ฟีน,เคโทเบมิโดน เป็นต้น
  ประเภท 2 ยาเสพติดให้โทษทั่วไป เช่น ฝิ่น,มอร์ฟีน เป็นต้น
  ประเภท 3 ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นต้นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษในประเภท2 ผสมอยู่ด้วย เช่น Cosome,Ilvico syrup,Codyl coughlinctus(ยาแก้ไอโคดิล)
  ประเภท 4 สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท1 หรือประเภท2 ได้แก่ อาเซติคแอนไฮไดรด์,อาเซติลคลอไรด์ และเอทิลิดีน ไดอาเซเตด
  ประเภท 5 ยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้ามาอยู่ในประเภท1 ถึง ประเภท4 ได้แก่ กัญชา พืชกระท่อม พืชฝิ่น(ซึ่งหมายความรวมถึงพันธุ์ฝิ่น เมล็ดฝิ่น กล้าฝิ่น ฟางฝิ่น)และพืชเห็ดขี้ควาย
  ต่อมามีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงในราชกิจจานุเษกษา ประกาศฉบับทั่วไป เล่มที่ 113 ตอนพิเศษที่ 23ง เมื่อ 16 ส.ค. 2539 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. 2539 สาระสำคัญคือ เพิกถอนสารในกลุ่มแอมเฟตามีน อนุพันธุ์ของแอมเฟตามีน วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท1 และประเภท2 รวม 16 ชนิด จากพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 และให้นำมาประกาศเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และประกาศควบคุมสารและเคมีภัณฑ์จำเป็นที่ใช้ในการลักลอบผลิตวัตถุเสพติด จำนวน 12 ชนิด เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท4
 
   
 
องค์ประกอบของปัญหายาเสพติด
   
 
  คน ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน จิตและอารมณ์ที่ปรวนแปรทำให้ต้องหันไปพึ่งยาเสพติด้
  ยา มีทั้งประโยชน์และโทษ ขึ้นอยู่กับฤทธิ์ ขนาดของยาและระยะเวลาของการใช้ ซึ่งผู้ใช้ต้องรู้จักการใช้ยาในทางที่ถูก เพราะยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ทำให้เกิดภาวะเสพติดได้
  สิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันสภาพสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มีผลกระทบต่อคนซึ่งมีสภาพวะทางกายและทางจิตที่ไม่มั่นคง ผลักดันหรือชักจูงให้ไปใช้ยาเสพติดได้ง่าย
 
   
 
สาเหตุของการติดยาเสพติด
   
 
1. ความอยากรู้ อยากลอง ด้วยความคึกคะนอง
2. เพื่อนชักชวน หรือต้องการให้เป็นที่ยอมรับจากกลุ่มเพื่อน
3. ถูกหลอกให้ใช้ยาเสพติด โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
4. เพื่อหนีปัญหา เมื่อมีปัญหาและไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับตนเองได
5. สภาพแวดล้อม ถิ่นที่อยู่อาศัย เป็นแหลองที่มีการค้ายาเสพติดหรือมีผู้ติดยาเสพติด
6. มีความเชื่อผิดๆ เช่น เชื่อว่ายาเสพติดบางชนิดอาจช่วยให้สบายใจลืมความทุกข์ หรือจะช่วยทำงาน ให้ได้มากขึ้น
7. ขาดความระมัดระวังในการใช้ยา เพราะคุณสมบัติของยาบางชนิด อาจทำให้ผู้ใช้ยาเกิดการเสพติดโดยไม่รู้ตัว หากใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานและไม่อยู่ในการควบคุม/แนะนำโดยแพทย์หรือเภสัชกร
 
   
 
ลักษณะของผู้ติดยา
   
 
   การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เห็นได้ชัดคือ สุขภาพทรุดโทรม ผอม ซูปซีด ริมฝีปากเขียวคล้ำ แห้ง แตก ผิวหนังหยาบกร้าน น้ำมูกน้ำตาไหล เหงื่อออกมาก มักใส่แว่นกรองแสงสีเข้ม เพื่อป้องกันแสงสว่าง เนื่องจากม่านตาขยาย มีร่องรอยการเสพยาโดยการฉีด อาจมีรอยแผลเป็นที่ท้องแขน เป็นรอยกรีดด้วยของมีคม เนื่องจากทำร้ายตัวเอง
   การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ความประพฤติและบุคลิกภาพเป็นคนเจ้าอารมณ์ หงุดหงิด ดื้อรั้น เอาแต่ใจตนเอง สีหน้าแสดงความวิตกกังวล สติปัญญาและความจำเสื่อม ไม่สนใจความเป็นอยู่ของตนเอง แต่งกายสกปรก ชอบแยกตัวเอง ขาดความรับผิดชอบ ไม่สนใจการเรียน หนีงาน มีพฤติกรรมทางด้านอาชญากรรม
   เมื่อขาดยาจะเกิดอาการอยากยาอย่างรุนแรง เช่น หงุดหงิด กระสับกระส่าย ขนลุก เหงื่อออก หาวนอน น้ำมูกน้ำตาไหล ปวดเมื่อยข้อและกล้ามเนื้อ เป็นตะคริว คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดินอย่างแรง ถ่ายเป็นโลหิต ที่เรียกว่า "ลงแดง"
 
   
 
ตารางรายชื่อยาเสพติดที่สำคัญ
เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการค้นหาว่าตัวยานั้นเป็นยาเสพติดชนิดใด เมื่อพบแล้วก็สามารถทราบว่าจะต้องใช้บทบัญญัติของกฎหมายใดกับตัวยานั้น
 
 

ชื่อ

ประเภท

กรดแอซิติกล้วน*

กัญชา

กาวอินทรีย์ธรรมชาติ

กาวอินทรีย์สังเคราะห์

คลอร์ไอดาซีพอกไซด์

คลอซูโคอีเฟดรีน

โคคาอีน

โคเคอีน

ซูโดอีเฟครีน เฉพาะเภสัชเคมีภัณฑ์

ซูโดอีเฟครีน เฉพาะวัตถุตำรับเดี่ยว

เซโคบาร์บิตาล

โซลพิเดม

ไซโลซีน

ไซโลไซบีน

ไดอาซีแพม

เตตราไฮโดรแคนนาบินอล

ทินเนอร์

โทลูอีน

น้ำยาเคมีคลอโรฟอร์ม

น้ำยาเคมีอีเทอร์

ใบโคคา

ฝิ่น (ฝิ่นดิบ ฝิ่นสุก มูลฝิ่น)

ฝิ่นยา (ปรุงแต่งเพื่อใช้ในทางยา)

พืชเห็ดขี้ควาย

พืชกระท่อม

โภคภัณฑ์ควบคุม

ยาเสพติดให้โทษประเภท 5

สารระเหย

สารระเหย

วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 4

ยาเสพติดให้โทษประเภท 4

ยาเสพติดให้โทษประเภท 2

ยาเสพติดให้โทษประเภท 2

วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2

วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 3

วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2

วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2

วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1

วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1

วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 4

วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1

สารระเหย

สารระเหย

โภคภัณฑ์ที่ถูกควบคุม

โภคภัณฑ์ที่ถูกควบคุม

ยาเสพติดให้โทษประเภท 2

ยาเสพติดให้โทษประเภท 2

ยาเสพติดให้โทษประเภท 2

ยาเสพติดให้โทษประเภท 5

ยาเสพติดให้โทษประเภท 5

พืชฝิ่น

เพโมลีน

เฟนโพรพอแรกซ์

เฟเนทิลลิน

มอร์ฟีน

เมททิล อาซีเตท

เมททิล เอททิล คีดทน

เมทแอมเฟตามีน

เมทาโดน

ไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (เอ็กซ์ตาซี)

ยางสกัดเข้มข้นของต้นฝิ่นแห้ง

แลคเคอร์

อาซีโทน

อาเซติด แอนไฮโดรด์

อาเซติด คลอไรด์

อีเฟดรีน

เอทิล อาซีเตท

เอทิลิดีน ไดอาเซเตต

แอมเฟตามีน

แอลเอศดี

เฮโรอีน

ยาเสพติดให้โทษประเภท 5

วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1

วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1

วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1

ยาเสพติดให้โทษประเภท 2

สารระเหย

สารระเหย

ยาเสพติดให้โทษประเภท 1

ยาเสพติดให้โทษประเภท 2

ยาเสพติดให้โทษประเภท 1

ยาเสพติดให้โทษประเภท 2

สารระเหย

สารระเหย

ยาเสพติดให้โทษประเภท 4

ยาเสพติดให้โทษประเภท 4

วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2

สารระเหย

ยาเสพติดให้โทษประเภท 4

ยาเสพติดให้โทษประเภท 1

ยาเสพติดให้โทษประเภท 1

ยาเสพติดให้โทษประเภท 1

*กรดอาเซติก(มีความบริสุทธิ์ตั้งแต่ร้อย 90 และมีปริมาณตั้งแต่ 10 กก.ขึ้นไป)
 
 

************************************************************************************** 

เฮโรอีนบรรจุหลอด
   
 
  หลังจากที่การเสพฝิ่นและจำหน่ายฝิ่นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย พ.ศ.2502 เริ่มปรากฎการณ์แพร่ระบาดของเฮโรอีน เบอร์ 3 เข้ามาแทนที่ และจากการที่ผลผลิตฝิ่นในประเทศตรุกีลดลงอย่างมาก นักค้ายาเสพติดระหว่างประเทศได้แสวงหาแหล่งผลิตฝิ่นแห่งใหม่เพื่อนำไปผลิตเฮโรอีน โดยเฉพาะบริเวณสามเหลี่ยนทองคำ เริ่มมีการผลิตเฮโรอีนเบอร์ 3 บริเวณดังกล่าวโดยอาศัยน้ำยาเคมีจากฮ่องกง ประกอบกับความขัดแย้งผลประโยชน์จากการค้าฝิ่นของจีน ทำให้มีการลำเลียงฝิ่นจากรัฐฉานเข้ามายังประเทศไทย มีการตั้งโรงงานผลิตเฮโรอีนบริเวณชายแดนไทย-พม่า และรับซื้อผลผลิตฝิ่นจากชาวเขาและชนกลุ่มน้อย จากนั้นอีก 4-5 ปี เฮโรอีนเบอร์ 4 หรือที่เรียกกันว่า ผงขาวก็แพร่ระบาดตามมา ซึ่งประเทศไทยได้ประกาศให้เฮโรอีนเป็นยาเสพติดให้โทษ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 4 พ.ศ.2505
  สกัดได้มาจากมอร์ฟีน โดยกรรมวิธีทางเคมี ซึ่งเกิดปฏิกริยาระหว่างมอร์ฟีน และน้ำยาอะซีติคแอนไฮไดรส์ เฮโรอีนมีความร้ายแรงมากกว่ามอร์ฟีนประมาณ 4-8 เท่า และร้ายแรงกว่าฝิ่นประมาณ 30-95 เท่า เฮโรอีนที่จำหน่ายในประเทศไทยมีอยู่ 2 ชนิดคือ
 เฮโรอีนบริสุทธิ์หรือเรียกว่าเฮโรอีนเบอร์4 ลักษณะเป็นผงละเอียด สีขาว ไม่มีกลิ่น รสขมจัด มักบรรจุในซองกระดาษหรือพลาสติก หรือขวดพลาสติกเล็กๆ ขนาดขวดยานัตถุ์ นำเข้าสู่ร่างกายโดยวิธีผสมในบุหรี่สูบหรือผสมน้ำฉีดเข้าสู่ร่างกาย
 เฮโรอีนผสม หรือเรียกว่าเฮโรอีนเบอร์3 หรือไอระเหย เป็นเฮโรอีนไม่บริสุทธิ์ เพราะได้ผสมสารอื่นลงไปด้วยเช่น สารหนู สตริ๊กนิน ยานอนหลับ กรดประสานทอง น้ำกัญชาต้ม และสีต่างๆจึงทำให้เฮโรอีนเป็นสีต่างๆ เช่น สีม่วงอ่อน สีชมพูอ่อน สีชมพูเข้ม สีดินลูกรัง เฮโรอีนชนิดนี้มีลักษณะเป็นเกล็ด ไม่มีกลิ่น มักบรรจุในแคปซูล ซองพลาสติกหรือห่อกระดาษ นำเข้าสู่ร่างกายโดยวิธีปนผสมในบุหรี่แล้วสูบ หรือจุดไฟลนในกระดาษตะกั่ว
 
   
เฮโรอีนบรรจุถุง
อาการผู้เสพ
   
 

 เฮโรอีนมีฤทธิกดประสาทส่วนกลาง เป็นผลทำให้ระงับอาการปวดที่รุนแรงได้ ผู้เสพจะหายปวด รู้สึกสบาย มีอาการเคลิบเคลิ้ม เซื่องซึม ง่วงนอน ไม่สนใจสิ่งต่างๆ รอบข้าง ขอบตาคล้ำ ดวงตาเหม่อลอย น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว

 

 
   
ผู้ป่วยจากเฮโรอีน
โทษต่อร่างกาย
   
 

  ทำให้ร่างกายทรุดโทรม สมองและประสาทเสื่อม ปัญญาอ่อน หากใช้ยาเกินขนาด ฤทธิ์ของเฮโรอีนจะทำให้หัวใจหยุดทำงาน เกิดอาการช็อค ถึงแก่ความตายได้ทันที

 
   
 

เฮโรอีน เป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 สรุปข้อหาและบทลงโทษดังนี้
ข้อหา
บทลงโทษ
ผลิต นำเข้า หรือส่งออก -ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต
-หากเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายต้องระวางโทษประหารชีวิต
(กรณีคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย)
จำหน่ายหรือครอบครองเพื่อจำหน่าย

-ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปี ถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท หากมีสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม (หากเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่หนึ่งร้อยกรัมขึ้นไปต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต)

ครอบครอง -ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท (หากเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ยี่กรัมขึ้นไป ถือว่าเป็นการครอบครอง เพื่อจำหน่าย)
เสพ -ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปีและปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท
ใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายให้ผู้อื่นเสพ -ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หากกระทำโดยมีอาวุธหรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสามสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสามแสนบาท หากกระทำต่อหญิงหรือผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องระวางโทษประหารชีวิต
ยุยง ส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพ -ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาท

 

เม็ดยาบ้า
   
 
  พ.ศ.2514 ยาบ้าเริ่มแพร่ระบาดรุนแรงขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ขับรถบรรทุก รถแท็กซี่ และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และตัวยาที่ได้เปลี่ยนจากแอมเฟตามีน เป็นเมทแอมเฟตามีน พ.ศ.2515 เริ่มมีผู้ติดแอมเฟตามีนเข้ารับการบำบัดรักษาที่ รพ.ธัญญารักษ์ จน พ.ศ.2518 จึงได้มีการตรา พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท
  พ.ศ.2524  การแพร่ระบาดยาบ้าได้เปลี่ยนตัวยาผสม ซึ่งมีทั้งแอมเฟตามีน กาเฟอีน และอีเฟรดีน จนพ.ศ.2530 ได้มีการจับกุมทำลายแหล่งผลิตแอมเฟตามีน ได้ถึง 11 แห่ง โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขต กทม. และปริมณฑล รวมทั้งจำกัดอยู่ในกลุ่มที่มีเชื้อสายจีน หลังจากนั้นแอมเฟตามีนได้แพร่ระบาดไปทั่วประเทศ
  ยาบ้า ที่รู้จักกันทั่วไป มีสาสำคัญคือเมทแอมเฟตามีน (Methamphetamine) เป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง ประเภทที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ตื่นตัวตื่นตัวอยู่เสมอ สำหรับผู้ที่ใช้ต่อเนื่อง จะทำให้มีอาการทางจิต เช่น กระวนกระวาย หงุดหงิด อยู่ไม่สุข ตื่นเต้น ตกใจง่าย จิตสับสน หวาดระแวง ประสาทแข็ง การตัดสินใจผิดพลาด มองเห็นภาพรบกวน กรณีที่เป็นมากจะมีอาการประสาทหลอน คลุ้มคลั่ง อาจทำร้ายผู้อื่นและตนเอง อาการเช่นนี้ หากพบในผู้ใช้แรงงาน และคนขับรถบรรทุกจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุจนสูญเสียชีวิตได้ เนื่องจากการทำงานมากเกินกำลัง และเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ
  ลักษณะ มีลักษณะเป็นผงสีขาว ไม่มีกลิ่น มีรสขม มักจะผลิตเป็นเม็ดกลมแบน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7 มิลลิเมตร น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 0.11 กรัม ต่อเม็ด มีสีส้ม เหลือง เขียว น้ำตาล หรือสีอื่นๆ
  คุณสมบัติ ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทโดยกระตุ้นระบบอวัยวะต่างๆ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว การทรงตัวและการถ่ายทอดความรู้สึก จะออกฤทธิ์มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปริมาณและระยะเวลาของการใช้
 
   
ผงแอมเฟตามีน
อาการผู้เสพ
   
 
  อาการทางด้านร่างกาย ที่พบเห็นบ่อยๆ คือเบื่ออาหาร ตื่นเต้นง่าย คลื่นไส้ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก กลิ่นตัวแรง ท้องเสียหรือจมูกแห้ง ริมฝีปากแตก ทำงานเกินปกติ ทะเลาะวิวาท รูม่านตาเบิกกว้าง
  อาการทางด้านจิตใจ มีอาการทางจิต หวาดระแวง ประสาทหลอน ประสาทสัมผัสด้านการเห็น การได้ยิน การรับกลิ่นเสียไป ทำให้เห็นภาพหลอน หูแว่ว จมูกได้กลิ่นผิดปกติ บ้าคลั่ง ความจำเสื่อม มีอาการทางประสาท
 
   
เครื่องอัดเม็ดยาบ้า
โทษต่อร่างกาย
   
 
  โทษเฉียบพลัน มีอาการทางสมอง ได้แก่ ปวดศรีษะ นอนไม่หลับ ตัวสั่น ประสาทตึงเครียด อ่อนเพลีย ความคิดสับสน ประสาทหลอน เกิดโรคจิตอยากฆ่าตัวตาย หรือฆ่าผู้อื่น หัวใจเต้นแรง จังหวะการเต้นผิดปกติ ความดันโลหิตอาจสูงหรือต่ำ ปวดท้องรุนแรง อาจชักหรือหลอดโลหิตในสมองแตก หมดสติตายได้
  โทษจากการใช้ยาเป็นระยะเวลานาน ทำให้สุขภาพทรุดโทรมทั้งทางกายและทางจิต เกิดอาการได้เช่นเดียวกับเฉียบพลัน ปอดอักเสบ ไตไม่ทำงาน ใช้นานๆ เกิดอาการทางจิตประสาท มีผลต่อการก่ออาชญากรรมหรือเกิดอุบัติเหตุ ถึงแก่ชีวิตได้
 
   
ตัวอย่างการจับกุมยาบ้า
สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุเมื่อใช้ยาบ้า
   
 
- เพราะร่างกายถูกกระตุ้นให้ต้องทำงานหนักเกินกำลัง ประสาทไม่สั่งการจึงควบคุมตนเองไม่ได้
- เกิดหลับในขณะทำงานหรือขับรถ เนื่องจากหมดฤทธิ์ยา
- คลุ้มคลั่งประสาทหลอน
       จากเหตุผลดังกล่าว จึงพบว่าผู้ใช้ยาบ้า มักก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น รถชน รถคว่ำ เครื่องจักรตัดอวัยวะ เช่น แขนขา หรือทำผิดกฎหมาย ปล้นจี้ ทำร้ายตนเอง และผู้อื่น
 
   

ยาบ้าเม็ดนิด พิษมากหนักหนา สูญสิ้นชีวา ยาบ้าพาไป
ยาบ้า เป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 สรุปข้อหาและบทลงโทษดังนี้
ข้อหา
บทลงโทษ
ผลิต นำเข้า หรือส่งออก -ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต
-หากเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายต้องระวางโทษประหารชีวิต
(กรณีคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย)
จำหน่ายหรือครอบครองเพื่อจำหน่าย

-ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปี ถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท หากมีสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม (หากเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่หนึ่งร้อยกรัมขึ้นไปต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต)

ครอบครอง -ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท (หากเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ยี่กรัมขึ้นไป ถือว่าเป็นการครอบครอง เพื่อจำหน่าย)
เสพ -ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปีและปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท
ใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายให้ผู้อื่นเสพ -ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หากกระทำโดยมีอาวุธหรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสามสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสามแสนบาท หากกระทำต่อหญิงหรือผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องระวางโทษประหารชีวิต
ยุยง ส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพ -ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาท

 

 

กัญชาแห้ง
   
 

  เริ่มแพร่ระบาดมากขึ้นเมื่อ พ.ศ.2509 โดยมีการลักลอบปลูกกัญชาในหลายจังหวัด ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร แต่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศเอื้ออำนวย จากการปลูกเพื่อการบริโภค ไปสู่การปลูกเพื่อการค้าและการส่งออกต่างประเทศ ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงแต่จะมีการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านทดแทน การแพร่ระบาดจะอยู่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวในเขตสถานที่ท่องเที่ยว คนทำงานในสถานบันเทิง การปลูกกัญชานั้นแต่เดิมจะปลูกไว้ตามหัวไร่ปลายนาสำหรับใช้เสพหรือบริโภค

  กัญชา เป็นพืชล้มลุกส่วนที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ได้แก่ ยาง ซึ่งมีอยู่ในช่อดอกและใบ กัญชา ออกฤทธิ์ทั้งกระตุ้นแล้วกดและหลอนประสาท

 
   
ต้นกัญชา
อาการผู้เสพ
   
 
ฤทธิ์ของกัญชาในระยะแรกจะกระตุ้นประสาททำให้ช่างพูดกว่าปกติ หัวเราะตลอดเวลา ต่อมาจะกดประสาททำให้มีอาการคล้ายคนเมาเหล้า ง่วงนอน เซื่องซึม ถ้าเสพมากจะเกิดอาการประสาทหลอน เห็นภาพลวงตา ความคิดสับสน ควบคุมตนเองไม่ได้ มีความรู้สึกทางเพศลดลงหรือหมดไป
 
   
 
โทษต่อร่างกาย
   
 
  ทำลายระบบการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย สมองมึนชาและเสื่อม เป็นโรคจิต อาจถึงขั้นเป็นบ้าได้
 
   
 
กัญชา เป็นยาเสพติดประเภทที่ 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 สรุปข้อหาและบทลงโทษดังนี้
ข้อหา
บทลงโทษ
ผลิต นำเข้า หรือส่งออกจำหน่ายหรือครอบครองเพื่อจำหน่าย -จำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท
-หากเป็นพืชกระท่อมต้องจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
ครอบครอง

-จำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
-หากเป็นพืชกรท่อมต้องจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ(กรณีมียาเสพติดให้โทษในประเภท5 ตั้งแต่สิบกิโลกรัมขึ้นไป ถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อจำหน่าย)

เสพ -จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีและปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
-หากเป็นพืชกระท่อม ต้องจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
ใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายให้ผู้อื่นเสพ -จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท
ยุยง ส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพ -ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
-หากกระทำโดยมีอาวุธหรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท
-หากกระทำต่อหญิงหรือผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องจำคุกตั้งแต่สามปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท

 

ยาอีในรูปแบบต่างๆ
 
  พ.ศ.2535 ยาอีเริ่มแพร่ระบาดในประเทศ ในกล่มนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก ตามแหล่งท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เกาะสมุย ต่อมามีกลุ่มนักเรียนนอกหรือผู้ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ ได้นำเอายาอีเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ยาอีเริ่มแพร่ระบาดไปสู่กลุ่มนักเที่ยวกลางคืนและวัยรุ่นที่มีฐานะดี จน พ.ศ.2538 ยาอีได้แพร่ระบาดในลักษณะการจัดงานปาร์ตี้ในพื้นที่ต่างๆ เช่น ย่านถนนรัชดาภิเษก สีลม ทองหล่อ รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ หาดใหญ่ พัทยา กลุ่มผู้ใช้ยาอี ได้แก่ ผู้มีฐานะ ดารา นักแสดง วัยรุ่น ยาอีส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยผ่านนักค้ายาเสพติดชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน ในระยะหลังปรากฎว่าได้มีการสั่งซื้อยาอีผ่านทางอินเตอร์เน็ต
  ยาอหรือที่เรียกกันในวงการค้ายาเสพติดว่า เอ็คซ์ตาซี่ (Ecstasy) แปลว่า ความสุข สุดยอมแห่งความเบิกบานใจ เป็นสารสังเคราะห์ซึ่งมีโครงสร้างทางเคมีคล้ายยาบ้า แต่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทมากกว่า 10 เท่าของยาบ้า
 ผู้เสพยานี้เข้าสู่ร่างกาย จะมีอาการเริ่มต้น คือรู้สึกสนุกสนาน ประสาทหลอน เห็นภาพผิดปกติ ได้ยินเสียงผิดธรรมชาติ ความคิดสับสน หวาดวิตก อาการทางกายที่ปรากฎคือ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น หายใจเร็ว นอนไม่หลับ กล้ามเนื้อกระตุก จะออกฤทธิ์หลังเสพเข้าไปแล้วประมาณ 30-45 นาที และมีฤทธิ์อยู่ได้ประมาณ 6-8 ชั่วโมง
 ลักษณะของยาอ มักพบในลักษณะที่เป็นแคปซูลหรือเป็นเม็ดกลมแบน ด้านหนึ่งนูนหรือเรียบอาจมีขีดแบ่งครึ่ง อีกด้านหนึ่งพิมพ์รูปภาพหรืออักษรต่างๆ ในช่วงแรกๆ ของการแพร่ระบาดในต่างประเทศ มีอักษร Adam หรือ Love อันเป็นที่มาของ Nickname ว่า Adam และ Love Pill สำหรับยาอีที่ลักลอบนำเข้ามาสู่ประเทศไทยและยึดได้จะมีสัญญลักษณ์เป็นรูปดอกไม้, ผีเสื้อ, ค้างคาว, ดวงอาทิตย์, นก, SUPERMAN ฯลฯ
 
   
 
อาการผู้เสพ
   
 
  ระยะหยุดยาทันที ผู้เสพจะรู้สึก เหนื่อเพลีย อ่อนแรง กระสับกระส่าย บุคลิกภาพเปลี่ยนไป หงุดหงิด อารมณ์เปลี่ยน ซึมเศร้า อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้นานหลายชั่วโมง หรือหลายวัน
  ระยะถอนพิษยา ระยะนี้จะเกิดขึ้นนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เกิดอาการต่างๆ เช่น อ่อนเพลีย อ่อนแรง นอนไม่หลับ อาการซึมเศร้ามาก อาจคิดฆ่าตัวตาย มีแนวโน้มในการก่อเหตุวิวาท มีปัญหาทางจิต และสูญเสียการควบคุมตัวเอง
  ระยะสงบ อารมณและอุปนิสัยทั่วไปจะดีขึ้น แต่อาจมีอาการอยากใช้ยาเป็นครั้งคราวโดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม
 
   
 
โทษต่อร่างกาย
   
 
  ผลต่อร่างกาย ที่พบคือ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น หายใจเร็ว กัดฟัน ขากรรไกรสั่น ปากแห้ง ตัวสั่น มือสั่น ปวดศรีษะ และวิงเวียนศรีษะ ตาค้าง เหงื่อออกมาก หน้าแดง รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร อยู่ไม่สุข
  ผลต่อจิตใจ ที่พบคือ เกิดอาการประสาทหลอน เห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงหลอน ความคิดสับสน หวาดวิตก การรับรู้เปลี่ยนไป ตื่นเต้น กระวนกระวาย ขาดสมาธิ
 
   
 
ยาอีกับการควบคุมโดยกฎหมาย
   
 
- ประเทศไทยกำหนดให้สารนี้เป็นยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉับที่ 135/2539้
- การควบคุมโดยองค์การสหประชาชาติ เนื่องจากยานี้ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์ สหประชาชาติจึงกำหนดให้ ยานี้เป็นสารต้องห้ามภายใต้อนุสัญญา ว่าด้วยวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ค.ศ. 1971 (convention on psychotropic substances 1971) พบว่ามีการใช้ยาอี (ecstacy) ในประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ.1989 (พ.ศ.2530) มีคนตายจากการใช้ยานี้ ในปี ค.ศ.1989 (พ.ศ.2532) มีการใช้ยานี้ในประเทศอังกฤษ และพบว่ามีคนตายจากการใช้ยานี้เช่นกัน ปัจจุบันมีการแพร่ระบาดในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศในทวีปยุโรป ในประเทศไทยมีการแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่น และผู้ที่เคยใช้ชีวิตหรือศึกษาอยู่ในต่างประเทศมาก่อน
 
   
 
ยาอี เป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 สรุปข้อหาและบทลงโทษดังนี้
ข้อหา
บทลงโทษ
ผลิต นำเข้า หรือส่งออก -ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต
-หากเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายต้องระวางโทษประหารชีวิต
(กรณีคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไป ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย)
จำหน่ายหรือครอบครองเพื่อจำหน่าย

-ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปี ถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท หากมีสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม (หากเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่หนึ่งร้อยกรัมขึ้นไปต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต)

ครอบครอง -ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท (หากเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ยี่กรัมขึ้นไป ถือว่าเป็นการครอบครอง เพื่อจำหน่าย)
เสพ -ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปีและปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท
ใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายให้ผู้อื่นเสพ -ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หากกระทำโดยมีอาวุธหรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสามสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสามแสนบาท หากกระทำต่อหญิงหรือผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องระวางโทษประหารชีวิต
ยุยง ส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพ -ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาท

 

ชาวเขากับการปลูกฝิ่น
ดอกฝิ่น

ฝิ่น
 
   ราวศตวรรษที่ 7 ชาวอาหรับได้นำฝิ่นเข้าไปยังประเทศจีน ต่อมาในศตวรรษที่ 17 ชาวเขาซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจึนได้รับเอาวิธีการเสพและปลูกฝิ่นไว้ ภายหลังจากที่ประเทศไทยได้เริ่มมีการติดต่อค้าขายทางเรือกับประเทศจียเมื่อครั้งสมัยสุโขทัยเป็นต้นมา การค้าฝิ่นเริ่มแพร่หลายเข้ามา สังคมไทย สมัยกรุงศรีอยุธยาเริ่มปรากฎปัญหาการเสพฝิ่นอันเนื่องมาจากผู้เสพฝิ่นไม่เป็นอันทำมาหากิน ทหารไม่มีกำลังรบ ซึ่งถึงแม้จะมีการห้ามปรามการซื้อขายและปลูกฝิ่นในเวลาต่อมา แต่ก็ยังไม่สามารถยุติการลักลอบค้าฝิ่นได้ ความซับซ้อนของการค้าฝิ่นได้เป็นภาระหนักของการปราบปรามตลอดมา สมัย ร.5 มีพระราชประสงค์ให้มีการเลิกสูบฝิ่นภายในประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ภาษีฝิ่นเป็นรายได้ประมาณหนึ่งในห้าของรายได้ทั้งหมดของประเทศ ต่อมาได้มี พ.ร.บ.ภาษีฝิ่น พ.ศ.2414 และ เมื่อ พ.ศ.2449 ได้มีการจัดตั้งกรมฝิ่นหลวงขึ้นเพื่อควบคุมการจำหน่าย รวมทั้งการเสพฝิ่น มีการออกใบอนุญาตให้แก่ห้างร้านที่จำหน่ายฝิ่นให้แก่ผู้เสพ
   ระหว่าง ธ.ค.2508- มี.ค. 2509  ได้มีการสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่นในประเทศไทย พบว่าชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้ปลูกฝิ่นจำนวน 112,000 ไร่ ผลผลิตฝิ่นประมาณ 145.5 ตัน
   ลักษณะทั่วไป ฝิ่นเป็นพืชล้มลุก ปลูกมากในเขตพื้นที่ที่เป็นภูเขาระหวางพรมแดนประเทศไทย-ลาว-พม่า ที่เรียกว่า สามเหลี่ยมทองคำ เมื่ออผลฝิ่นสุก จะเก็บเกี่ยวยางฝิ่นโดยใช้มีดกรีดที่ผล ยางฝิ่นสุก จะเป็นสีขาวขุ่น ทิ้งไว้ในอากาศจะเป็นสีน้ำตาล มีกลิ่นเหม็นเขียว รสขมยางที่ได้เรียกฝิ่นดิบ และหากนำฝิ่นดิบมาต้ม เคี่ยวหรือหมักจะได้ฝิ่นสุก มีสีน้ำตาลไหม้ปนดำ
   อาการของผู้เสพ ผู้ที่เสพฝิ่นขณะที่เสพฝิ่นเข้าสู่ร่างกายจะมีอาการจิตใจเลื่อนลอย ซึมง่วง พูดจากวกไปวนมา อารมณ์ดี ความคิดและการตัดสินใจเชื่องช้า    ผู้ที่เสพติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน สุขภาพร่างกายจะทรุดโทรม ตัวซีดเหลือง ซูปผอม ดวงตาเหม่อลอย ริมฝีปากเขียวคล้ำ อ่อนเพลียง่าย ซึมเศร้า ง่วงเหงาหาวนอน เกียจคร้าน ไม่รู้สึกตัว ชีพจรเต้นช้า อารมณ์แปรปรวนง่วย พูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอย ความจำเสื่อม และหากไม่ได้เสพฝิ่น เมื่อถึงเวลาจะมีอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีแรง น้ำมูกน้ำตาไหล ม่านตาขยายผิดปกติ ปวดตามกล้ามเนื้อตามกระดูก ปวดบิดในช่องท้องรุนแรง อาเจียน หายใจลำบาก อาจชักและหมดสติได้
 
   
มอร์ฟีน

มอร์ฟีน
   
 
   จากการลักลอบจำหน่ายฝิ่นได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบจากเดิม โดยการผ่านทางยารักษาโรคซึ่งเรียกกันว่า ยาอี๋ รวมทั้งปรากฎการใช้มอร์ฟิน ซึ่งนำเข้ามาในประะเทศโดยวงการแพทย์สำหรับเป็นยาแผนปัจจุบัน จึงได้ถูกนำไปเสพแทนฝิ่น มีการลักลอบค้ามอร์ฟีนผ่านร้านขายยาของชาวต่างประเทศ จน พ.ศ.2451 รัฐบาลได้ประกาศห้ามนำยามอร์ฟีนเข้าประเทศ
  ลักษณะทั่วไป เป็นสารอัลคาลอยด์ที่สกัดได้จากฝิ่น มีลักษณะเป็นผงสีขาวนวล สีครีม สีเทา ไม่มีกลิ่น รสขม ละลายน้ำง่าย (มอร์ฟีนจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522) มีฤทธิ์ในการกดประสาทและสมองรุนแรงว่าฝิ่น ประมาณ 8-10 เท่า เสพติดได้ง่าย มีลักษณะต่างกัน เช่น อัดเป็นเม็ด เป็นผง เป็นแท่งสี่เหลี่ยมมีตรา 999 หรือ OK และชนิดน้ำบรรจุหลอด สำหรับใช้เป็นยาฉีดระงับอาการปวดในโรงพยาบาล
  อาการของผู้เสพ ผู้ที่เสพระยะแรกฤทธิ์ของมอร์ฟินจะช่วยลดความวิตกกังวล คลายความเจ็บปวดต่างๆ ตามร่างกาย ทำให้มีอาการง่วงนอนและหลับง่าย แต่หากเสพจนเกิดติดฤทธิ์ของมอร์ฟินจะทำให้ผู้เสพมีอาการเหม่อลอย เซื่องซึมจิตใจเลื่อนลอย เกียจคร้าน ไม่สนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบกาย สุขภาพทรุดโทรม ร่างกายผ่ายผอมและเมื่อไม่ได้เสพจะเกิดอาการกระวนกระวาย ความคิดสับสนพฤติกรรมก้าวร้าว หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล หวาดระแวง หูอื้อ นอนไม่หลับ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน บางคน อาจชักและหมดสติในที่สุด
 
   
ฝิ่นสุก

ยาระงับประสาท
   
 
  ลักษณะทั่วไป ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์กดประสาท ซึ่งจะก่อให้เกิดอาการตั้งแต่ สงบ ง่วง ไปจนถึงหลับ ตามความแรงของยาทางการแพทย์ใช้ยานี้เพื่อลดความเครียด ตื่นเต้นกังวล ทำให้หลับ ตลอดจนใช้ระงับอาการชักจากสาเหตุต่างๆ และใช้รักษาโรคจิตบางประเภทด้วย ชนิดของยาระงับประสาทและยานอนหลับที่เสพติดกันมีหลายชนิด แต่ชนิดที่ก่อให้เกิดปัญหาการเสพติดได้มาก คือเซโคบาร์บิทาล หรือเซโคบาล หรือที่เรียกกันทั่วไป ไปว่า ไก่แดง ปีศาจแดง เป็ดแดง เหล้าแห้ง เป็นต้น การเสพยานี้มักใช้วิธีกิน แต่อาจใช้วิธีฉีดก็ได้
  อาการของผู้เสพ ผู้เสพติดจะมีอาการมึนงง ใจคอหงุดหงิด ความรู้สึกเลื่อนลอย มีความกล้าอย่างบ้าบิ่น สามารถทำร้ายตนเองได้ ก้าวร้าวผู้อื่นบางครั้งมีอาการคลุ้มคลั่ง หรือทำในสิ่งที่คนปกติไม่กล้าทำ เช่น ทำร้ายตนเองโดยการกรีดท้องแขน กล้าเปลื้องเสื้อผ้า เพื่อเต้นโชว์ เป็นต้น
  โทษที่ได้รับ อาจทำให้เสพติด มีโรคหรืออาการบางอย่างได้ เช่น ความดันโลหิตต่ำ ท้องผูก ฯลฯ และถ้าเสพยามากเกินขนาดอาจทำให้ตายได้ เมื่อร่างกายขาดยา ผู้เสพติดจะมีอาการหงุดหงิด วิตกกังวล อ่อนเพลีย ถ้าอาการรุนแรงมากอาชชักได้ ดังนั้น ผู้เสพติดยาระงับประสาท และยานอนหลับอื่นๆ หากขาดยาอาจชักและถึงตายได
 
   
ยาระงับประสาท/กล่อมประสาท

ยากล่อมประสาท
   
 
  ยาที่นิยมใช้ในการรักษาอาการวิตกกังวลได้แก่ ยาในกลุ่มเบนโซไดอะซีฟีน ซึ่งได้แก่ ยาพวกไดอะซีแพม ยาเหล่านี้ออกฤทธิ์โดยไปกดสมองส่วนกลาง ทำให้ลดความตรึงเครียดวิตกกังวลได้ ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น ยากลุ่มนี้นับได้ว่าเป็นยาที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดมากที่สุดตัวหนึ่ง
   การใช้ยาประเภทนี้ต้องระวังผลในการกดประสาทจึงไม่ควรรับประทานพร้อมกับเหล้า หรือยากดประสาทชนิดอื่นๆ เพราะจะทำให้สมองถูกกดมากเกินไป อาจทำให้เป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ เพราะจะกดศูนย์การหายใจ นอกจากนี้ขณะใช้ยาไม่ควรขับรถ หรือทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักรกลเพราะอาจเกิดอันตรายได้เนื่องจากร่างกายไม่อยู่ในภาพตื่นตัวเต็มที่
   อาการที่ผู้เสพ ยานี้โดยทั่วไปมีพิษค่อนข้างต่ำ แต่อาจมีอาการข้างเคียงที่ไม่ต้องการเกิดขึ้นได้ เช่น เกิดผื่นแดงที่ผิวหนัง วิงเวียนศรีษะ สมรรถภาพทางเพศลดลง ประจำเดือนมาไม่ปกติ เป็นต้น
   โทษที่ได้รับ ยาพวกนี้หลายตัวที่ออกฤทธิ์อยู่นาน การใช้ยานี้บ่อยๆ หรือทุกวัน อาจทำให้เกิดการสะสมของยาภายในร่างกาย อาจทำให้เกิดอาการเมาค้าง การใช้ยานี้ติดต่อกันหลายๆ สัปดาห์ เมื่อหยุดยาอาจมีอาการเหมือนกันติดยาเกิดขึ้น เช่น มือสั่น กระวนกระวาย นอนไม่หลับ และอาจมีอาการซึมเศร้า
 
   
 

ยาหลอนประสาท
   
 
  สารกลุ่มนี้อาจได้จากการสังเคราะห์ทางเคมีหรือพืชบางชนิด สารและพืชพวกนี้ เช่น แอล เอส ดี เห็ดขึ้ควาย ลำโพง เป็นต้น สารพวกนี้มีผลต่อประสานการรับรู้และความคิดโดยตรง สามารถทำให้ประสาทการรับรู้ทำงานผิดปกติ กฎหมายจัดไว้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท ห้ามนำเข้า ส่งออก ซื้อขายอย่างเด็ดขาด
   อาการที่ผู้เสพ มีอาการประสาทหลอนทางตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง หรือประสาทหลอนทางใจได้ จึงมีผลให้ผู้เสพติดเกิดความรู้สึกเพ้อฝัน มีความเคลิบเคลิ้ม ตื่นเต้น หรือหวาดเสียว หูแว่ว
   โทษที่ได้รับ ผู้เสพติดมักพบมีอาการฝันเฟื่อง เห็นแสงสีวิจิตพิสดาร หูแว่ว ได้ยินเสียงประหลาด หรืออาจมีอาการหวาดกลัว เกิดความสับสนหวาดระแวงและกังวล บางรายอาจเห็นภาพหลอนที่น่าเกลียดน่ากลัวร่วมด้วย บางรายอาจมีความคิดว่าตนเองมีอำนาจพิเศษ มีกำลังมหาศาลเช่น กระโดดตึกเพราะคิดว่าเหาะได้ ถูกรถชนเพราะคิดว่ารถกำลังหยุด เป็นต้น ท้ายที่สุดผู้เสพติดเหล่านี้ มักป่วยเป็นโรคจิต สำหรับผลกระทบอื่นทางร่างกาย เช่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง อุณหภูมิร่างกายสูง ม่านตาขยาย น้ำตาลในเลือกสูง หายใจไม่สม่ำเสมอ ฯลฯ