พระบรมราโชวาท พระเจ้าอยู่หัวฯ

พระราชดำรัสในหลวง   

 

 

พระราชดำรัสฯ 

“ทำในนามของพระมหากษัตริย์ ก็หมายความว่า ท่านได้ให้ความรับผิดชอบพระมหากษัตริย์ ถ้าท่านทำไม่ดี พระมหากษัตริย์ก็ทำไม่ดี ตอนนี้วุ่นวาย อย่าให้วุ่นวายต่อไป เพราะว่าการทำอะไร ถ้าไม่ทำตรงตามคำปฏิญาณ ก็จะยุ่ง และยุ่งมาแล้ว ขอให้ท่านทั้งหมดเข้มงวดเข้มแข็งยิ่งขึ้น ในการปฏิบัติคำนี้ แปลว่า พระเจ้าอยู่หัวทำอะไร ท่านทำอย่างนั้น ถ้าท่านไม่ทำ ก็ไม่รู้จะเกิดเรื่องอะไร เป็นอย่างไร ความจริงท่านก็ได้เห็นแล้ว จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นถ้าท่านไม่ทำ ไม่ช่วย ไม่ช่วยกันทำ ก็ขอให้ท่านช่วยทำตามความสามารถที่ท่านมี ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้ท่านทำ แต่ขอให้ท่านทำ เพราะว่าถ้าท่านไม่ทำ ไม่ใช่ท่าน 4-5 คนจะเดือดร้อน แต่จะเป็นทุกคนที่เดือดร้อน ถ้าเดือดร้อนแล้ว เราก็มีเหตุที่ไม่ดีเกิดขึ้นมา เหตุไม่ดี เป็นเพราะบ้านเมืองหรือเปล่า ซึ่งบ้านพังมาแล้ว จะพังอีก

      ถ้าท่านก็คือผู้ที่ทำหน้าที่ศาลปกครองไปปกครอง ไปช่วยกันปกครอง ไม่ทราบว่าท่านมีความลำบากอะไร ขอให้ท่านได้ทำ ได้ทำสำเร็จผ่านพ้นความลำบากของการปกครองที่ล่มจม ก็ขอให้การปกครองไม่ล่มจม ศาลปกครองไปโดยดีต่อไป ท่านได้มีความรู้ และมีความรู้ โดยได้ศึกษามาแล้วว่า ควรจะทำอะไร อย่างไร ขอให้ท่านทำสำเร็จ เพราะว่า 4-5 คนแสดงตัวออกมา จะทำให้จำนวนล้านคน เป็นล้านคนที่จะเดือดร้อนหากทำไม่สำเร็จ ก็ขอให้ท่านทำสำเร็จ หากท่านทำได้ดี ก็จะมีความสำเร็จ
 
        ถ้าท่านสำเร็จแล้ว ทุกคนก็จะดีใจ และท่านเองก็จะดีใจ ถ้าท่านเป็นงานที่สำคัญ มีความสำเร็จ ท่านได้มีการศึกษามาดีแล้ว ก็เชื่อว่า มีเครื่องมือที่จะปฏิบัติ แต่อาจต้องใช้ผู้อื่นที่มีความรู้ใช้ในทางที่ดี ดำเนินไปโดยดี ถ้าท่านปฏิบัติงานได้สำเร็จ ก็จะเป็นความภูมิใจในหน้าตา ไม่ใช่แค่นั้น พระมหากษัตริย์ก็ภูมิใจกับท่าน ถ้าท่านไม่สำเร็จก็ไม่รู้จะพูดว่าไง งานของพระมหากษัตริย์ ต้องล่มจม และก็ขอให้ท่านทำงานให้สำเร็จเรียบร้อย ซึ่งก็หลายครั้ง ขอให้ท่านมีความโชคดี ที่ได้ปฏิบัติสำเร็จได้ด้วยดี และขอให้ทุกคน ทั้ง 5 คนจงมีความภูมิใจที่มีเจ้าหน้าที่ชั้นสูงสุด และทำงานสำเร็จ และก็ขอขอบใจท่านที่ตั้งใจที่จะปฏิบัติงานอย่างดี และขอให้งานปฏิบัติได้ดีที่สุด ขอให้ท่านไม่เจ็บไม่ไข้ ได้ทำอะไรเพื่อคนที่ดี ทุกครั้งที่
     
     ขอขอบใจท่านที่จะทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยความสามารถ และด้วยหลักวิชาที่ถูกต้อง เพื่อผ่านพ้นอุปสรรคที่มี และก็ขอให้ท่านได้ใช้ ที่จำเป็น ที่จะทำ ที่มีกำลังใจที่จะทำงาน ที่สำคัญถ้าท่านทำได้ ก็เป็นผลดีสำหรับชาวโลก แต่ท่านอาจจะมีเวลาต้องท้อใจ และท่านจะต้องทำ ก็ขอให้ท่านมีความสำเร็จในการงาน ด้วยความสามารถของตัวเอง งานมันหนักมันยากจริง ก็เห็นแล้วว่างานมันยากแค่ไหน งานของศาลพิเศษต่างๆ ทั้งหลายนี้ มีทุกอย่างจะต้องใช้กำลังใจ แต่ว่าทุกอย่างคือความสามารถที่ต้องใช้ ถ้าทำได้ บ้านเมืองจะไปได้ดี ตอนนี้บ้านเมืองถอยไปเรื่อยๆ ก็ขอขอบใจท่านให้มีความสำเร็จ”

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัส ในการเสด็จออก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นำตุลาการศาลปกครองสูงสุด 4 คน เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่
 
      สายพระเนตรอันยาวไกล ทรงกังวลต่อสถานการณ์บ้านเมือง เชื่อว่า ในฐานะ คนไทยกว่า 63 ล้านคน เป็นพสกนิกรในพระองค์ รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ มากยิ่งกว่าเป็นร้อยเท่าพันทวี จะทำอย่างไรให้องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความสบายพระทัยได้บ้าง ทำอย่างไรให้บ้านไม่พังลงมาอีก ทำอย่างไรให้การปกครองไม่ล่มจม ทำอย่างไรให้บ้านเมืองไม่ถอยไปเรื่อยๆ 

      เป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย ที่เป็นคนไทยทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะมีความเห็นแตกต่างอย่างไร ต้องน้อมนำและรับไปปฏิบัติไม่ให้ขาดไม่ให้เกิน

 

************************************************************************************** 

 พระบรมราโชวาท การปฏิบัติหน้าที่

เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 11 มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นำตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 8 คน เข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ โดยมีนายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายสนิท จรอนันต์ และนายนภดล ช.สรพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมเข้าเฝ้าฯ ด้วย

 

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาท ความว่า ข้าพเจ้ายินดีที่ได้ฟังเหล่า

ผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญต่างได้กล่าวปฏิญาณก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติอย่างดีที่สุด เพราะรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญมากในประเทศ ถ้ามีหลักที่ดีในการปกครอง ก็เชื่อว่าการปกครองจะเป็นไปได้ด้วยดี ที่ท่านปฏิญาณขอให้ท่านทำตามคำปฏิญาณให้เคร่งครัดที่สุด เพราะว่ารัฐธรรมนูญเป็นหลักการปกครองในประเทศ ถ้ามีหลักการปกครอง และมีบุคคลที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามหลักนี้ ก็เชื่อว่าประเทศจะดำเนินต่อไปได้ด้วยดี ก็ขอให้ปฏิบัติตามที่ปฏิญาณเพื่อความเจริญของประเทศ เพราะถ้าประเทศมีพวกท่าน เชื่อว่าคงทำที่ต้องการได้ ถ้ามีหลักที่ดี ประเทศก็จะไม่มีความเดือดร้อน ขอให้สามารถทำตามหลักปฏิญาณเพื่อให้ประเทศดำเนินไปโดยมีหลักมีเกณฑ์ ผู้ที่ปฏิบัติตามหลักรัฐธรรมนูญก็ทำให้ประเทศดำเนินไปได้ด้วยดี ขอให้สามารถทำตามคำปฏิญาณเพื่อความมั่นคงของประเทศ และประชาชนก็จะอยู่เย็นเป็นสุขได้ ขอให้สามารถปฏิบัติตามคำปฏิญาณโดยเคร่งครัด'

 

จากนั้น พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นำตุลาการศาลปกครองสูงสุด จำนวน 4 คน เข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ โดยมี น.ส.พรทิพย์ ทองดี เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ร่วมเข้าเฝ้าฯ ด้วย

 

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาทถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลปกครองสูงสุด ว่ามีความสำคัญมากต่อความมั่นคงและการปกครองบ้านเมือง โดยทรงขอให้ทุกคนได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ปฏิญาณ เพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถตามที่ได้เล่าเรียนมา หน้าที่ที่จะปฏิบัติ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้พระปรมาภิไธย ด้วยความตั้งใจ ซื่อสัตย์ สุจริต จึงจะบังเกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นผลดีต่อบ้านเมือง ถ้าคนไม่ดีจะทำให้บ้านเมืองเสียหาย

นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า หลังจากเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้วสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทันทีในวันที่ 12 มิถุนายน โดยจะต้องรับโอนสำนวนคดีที่ค้างจากชุดเดิมมาพิจารณาทั้งหมด รวมทั้งสำนวนคำร้องที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)เข้าชื่อส่งเรื่องให้ตรวจสอบคุณสมบัติของนายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงคำร้องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะส่งเรื่องให้เช่นกัน

 

จากนั้นในช่วงค่ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพ พร้อมภริยา นำโดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางออกจากท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 เพื่อไปรอรับเสด็จที่พระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อย่างไรก็ตาม พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพ เนื่องจากติดภารกิจเดินทางไปรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ประเทศสิงคโปร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ตลอดทั้งวัน พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ข้าราชการและประชาชนชาว จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่างปลื้มปีติ พร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลืองเตรียมเฝ้ารับเสด็จกันอย่างคึกคักตลอดเส้นทาง ถ.เพชรเกษม ตั้งแต่ท่าอากาศยานหัวหิน จนถึงพระราชวังไกลกังวล โดยเทศบาลเมืองหัวหินประดับไฟ ธงชาติ ธงตราสัญลักษณ์ พร้อมปรับภูมิทัศน์ให้สวยงามในการติดตั้งซุ้มเฉลิมพระเกียรติ ขณะเดียวกัน ประชาชนชาวหัวหินต่างพร้อมใจกันทำความสะอาดบ้านเรือนและทางเท้าให้มีความสวยงาม และในค่ำวันนี้ ทุกคนจะพร้อมใจกันออกมาเฝ้ารับเสด็จตลอดเส้นทางที่ขบวนเสด็จผ่าน พร้อมจุดเทียนชัยถวายพระพรด้วย

************************************************************************************** 

พระบรมราโชวาท

กฎหมายนั้นไม่ใช่ตัวความยุติธรรมเป็นแต่เพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับใช้ในการรักษา และอำนวย ความยุติธรรมเท่านั้น การใช้กฎหมายจึงต้องมุ่งหมายใช้เพื่อรักษาความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อรักษาความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อรักษาตัวบทของกฎหมายเอง และการรักษาความยุติธรรมในแผ่นดิน ก็มิได้มีวงแคบอยู่เพียงแค่ขอบเขต ของกฎ หมาย หากต้องขยายออกไปให้ถึงศีลธรรมจรรยา ตลอดจนเหตุและผลตามเป็นจริงด้วย นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ แห่งราช อาณาจักรไทย มาตรา 3 วรรคสอง บัญญัติว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตาม รัฐธรรม นูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

 

**************************************************************************************

 นำพระบรมราโชวาท ประกอบการวินิจฉัย
 
  ความเห็นของ นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้งนปัญหาการยุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ตามมาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการ ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550


กรณีสืบเนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยที่ 65/2551 และที่ 78/2551 ว่ามีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่า นายสุนทร วิลาวัลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยผู้ถูกกล่าวหาได้ก่อสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอำนวย จันทร์แบกหล้า ตัวแทนหรือหัวคะแนนของผู้ถูกกล่าวหาให้เงินแก่นางชวนพิศ นันมา เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา และนายมณเฑียร สงฆ์ประชา ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท เขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งเป็นรองเลขาธิการพรรคชาติไทย ผู้ถูกกล่าวหาได้ก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้กลุ่มบุคคล ประกอบด้วย นางศรีประไพ หรือ อุ๋ย โตเพ็ง นางศิริรัตน์ หรือแจ๋ว เปี่ยมเพ็ชร และนางธิดารัตน์ หรือโอ๊ต เหล็กทะเล ตัวแทนหรือหัวคะแนนของผู้ถูกกล่าวหาจัดเตรียมเงินเพื่อจะให้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53(1) และมาตรา 58 ส่งผลให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าวมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองรายเป็นเวลาหนึ่งปี ตามมาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มีปัญหาต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่า มีเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 เพื่อให้ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตยแ และพรรคชาติไทย หรือไม่

...เห็นว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงใคร่อัญเชิญพระบรมราโชวาท ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานแก่นักศึกษาในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้วิชาความรู้ชั้นเนติบัญฑิต สมัยที่ 33 ปีการศึกษา 2523ว่า...กฎหมายนั้นไม่ใช่ตัวความยุติธรรมเป็นแต่เพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับใช้ในการรักษา และอำนวย ความยุติธรรมเท่านั้น การใช้กฎหมายจึงต้องมุ่งหมายใช้เพื่อรักษาความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อรักษาความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อรักษาตัวบทของกฎหมายเอง และการรักษาความยุติธรรมในแผ่นดิน ก็มิได้มีวงแคบอยู่เพียงแค่ขอบเขต ของกฎ หมาย หากต้องขยายออกไปให้ถึงศีลธรรมจรรยา ตลอดจนเหตุและผลตามเป็นจริงด้วย นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ แห่งราช อาณาจักรไทย มาตรา 3 วรรคสอง บัญญัติว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตาม รัฐธรรม นูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ซึ่งสอดคล้องกับพระบรมราโชวาทดังกล่าว คณะกรรมการการ เลือกตั้ง เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามพระบรมราโชวาทและหลักนิติธรรมดังกล่าว เพื่อรักษาความยุติธรรมยิ่งกว่ารักษาตัวบทกฎหมายเอง

เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิ
สภา พ.ศ.2550 มาตรา 103 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งสืบสวนสอบสวนแล้ว เห็นว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครผู้ใดกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือระเบียบ หรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าว หรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วไม่ดำเนินการเพื่อระงับการกระทำนั้น

ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าการกระทำนั้นน่าจะมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครที่กระทำการเช่นนั้นทุกรายเป็นเวลาหนึ่งปี โดยให้มีผลนับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่ง และวรรคสองที่บัญญัติว่า ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่
บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น

ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นมีกำหนด
เวลาห้าปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคกาเรมืองแล้ว เห็นว่า บทบัญญัติทั้งสองวรรคดังกล่าวเป็นบทตัดสิทธิบุคคลจำต้องตีความโดยเคร่งครัดและโดยคำนึงถึงหลักนิติธรรมที่ว่า เมื่อไม่ได้กระทำผิดก็ไม่ควรต้องรับโทษ ข้อความในวรรคหนึ่งกล่าวถึงกรณีที่ผู้สมัครเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่น กระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งฯ นั้น กฎหมายต้องการเพียงพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่า ผู้สมัครเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำผิดกฎหมายน่าจะมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้น มิได้ต้องการพยานหลักฐานถึงขั้นต้องมีหรือปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามาพิสูจน์แต่ประการใด

ส่วนบทบัญญัติในวรรคสองกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า ต้องปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้มาพิสูจน์ว่า หัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้วมิได้ยับยั้ง หรือแก้ไขให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้น กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มิได้ต้องการแต่เพียงมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้เท่านั้น ทั้งนี้เพราะพรรคการเมืองเป็นเรื่องของมหาชน การที่จะยุบพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมือง ใดย่อมส่งผลกระทบไปถึงบรรดาสมาชิกทั้งหลาย ซึ่งมิได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดนั้นด้วย จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่กฎหมายต้องการพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน

แต่การสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนฯ ไม่ปรากฏหลักฐานว่า หัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแต่ประการใด คงได้ความว่าผู้สมัครของพรรคการเมืองทั้งสองรายที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต่างก็เป็นกรรมการบริหารของพรรคการเมือง
ทั้งสองเท่านั้น ซึ่งการที่ผู้สมัครทั้งสองรายถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนั้นต่างเป็นเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้งสืบสวนสอบสวนแล้ว มีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ แต่มิได้มีหลักฐานอันควรเชื่อได้มาพิสูจน์ว่าผู้สมัครทั้งสองรายเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำ อันเป็นระดับในการรับฟังข้อเท็จจริงจากหลักการรับฟังพยานหลักฐานที่กฎหมายกำหนดไว้แตกต่างกัน ซึ่งสามารถแยกแยะได้ว่า เป็นเรื่องเฉพาะตัวผู้สมัครหรือเป็นเรื่องของพรรคการเมือง

ส่วนกาารที่จะรับฟังให้เกี่ยวโยงไปถึงพรรคการเมืองได้หรือไม่ต้องแล้วแต่พยานหลักฐานซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไป สำหรับกรณีของสองพรรคการเมืองดังกล่าว คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนตรวจสอบแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไข เพื่อให้เลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงเห็นพ้องด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ว่ากรณีของพรรคการเมืองทั้งสองรายดังกล่าว ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่ง
สมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 103 วรรคสองที่จะให้ถือว่า พรรคการเมืองนั้น กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้นเห็นควรให้ยุติเรื่อง

***************************************
+++++++++++++++++ชอบสุดสุด ก็ตรงนี้ละครับ++++++++++++++++++++

เห็นว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงใคร่อัญเชิญพระบรมราโชวาท ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานแก่นักศึกษาในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้วิชาความรู้ชั้นเนติบัญฑิต สมัยที่ 33 ปีการศึกษา 2523 ว่า...กฎหมายนั้นไม่ใช่ตัวความยุติธรรมเป็นแต่เพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับใช้ในการรักษาและอำนวยความยุติธรรมเท่า
นั้น การใช้กฎหมายจึงต้องมุ่งหมายใช้เพื่อรักษาความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อรักษาความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อรักษาตัวบทของกฎหมายเอง และการรักษาความยุติธรรมในแผ่นดิน ก็มิได้มีวงแคบอยู่เพียงแค่ขอบเขตของกฎหมาย หากต้องขยายออกไปให้ถึงศีลธรรมจรรยา ตลอดจนเหตุและผลตามเป็นจริงด้วย นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 3 วรรคสอง บัญญัติว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ซึ่งสอดคล้องกับพระบรมราโชวาทดังกล่าว คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามพระบรมราโชวาทและหลักนิติธรรมดังกล่าว เพื่อรักษาความยุติธรรมยิ่งกว่ารักษาตัวบทกฎหมายเอง

****** บ้านเมืองกำลังเดินไปได้ดี ฤาจะถอยหลังหลงคลองอีกครั้งแล้วหรือ คิดแล้วเบื่อชีวิต ครับ พี่น้อง สงสารประเทศไทย สงสารตัวเองด้วย ถุย ชีวิต *******