รายงานเรื่องมนุษย์ต่างดาว

คลิปวิดีโอเขากะลา ในเรื่องแสกนกรรม และ รักษาโรคโดยพลังจากมนุษย์ต่างดาว

มนุษย์ต่างดาว



วิดีโอ YouTube


คลิปบทสัมภาษณ์ของ ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมนในรายการทูไนท์โชว์


เอเลียน
มนุษย์ต่างดาวในจินตนาการของคนส่วนใหญ่

มนุษย์ต่างดาว (อังกฤษ: Alien) เป็นสิ่งที่เชื่อว่าอาจมีอยู่จริงแต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ ลักษณะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลก ซึ่งในความคิดของคนส่วนใหญ่ มักจะวาดภาพ มนุษย์ต่างดาว ลักษณะคล้ายคนแต่ ตัวเขียว หัวโต ตาโต เคยมาเยือนโลกโดยมากับ จานบิน


 มนุษย์ต่างดาวในจินตนาการ

มนุษย์ปัจจุบันยังไม่ได้ข้อพิสูจน์เรื่องมนุษย์ต่างดาว แต่ก็ยังมีจินตนาการภาพลักษณ์ของมนุษย์ต่างดาวที่ได้ในสื่อต่างๆ ทั้งภาพยนตร์ นิยาย การ์ตูน และ วีดีโอเกม

ประเภทของมนุษย์ต่างดาว

ได้มีการแบ่งประเภทตามลักษณะของผู้ที่อ้างว่าได้พบเจอมนุษย์ต่างดาวไว้ ดังนี้

  • เกรย์ (Grey) หมายถึง สีเทา โดยประเภทนี้พบบ่อยที่สุด (ดังในรูป) มีลักษณะหัวโต ตาโตสีดำ รูปร่างคล้ายมนุษย์ ไม่มีขน นิ้วทุกนิ้วเรียวยาว ผิวหนังสีเทา จึงเป็นที่มาของชื่อ สื่อสารกันด้วยการใช้โทรจิต
  • อเลสเฮนกา (Aleshenka) ตั้งตามชื่อหมู่บ้านแห่งหนึ่งในรัสเซีย ค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยหญิงสติไม่สมประกอบผู้หนึ่ง มีการบันทึกการพบเจอไว้ด้วยเทปของตำรวจ แต่ภายหลังพบว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงตัวอ่อนของมนุษย์เท่านั้น[1]
  • กึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์เลื้อยคลาน (Reptilian humanoid) ตัวสีเขียว รูปร่างคล้ายมนุษย์มี 2 ขา แต่มีผิวหนังและลักษณะคล้ายสัตว์เลื้อยคลาน
  • ดรอป้า (Dropa) ตัวเล็กมาก ก่อนหน้านี้มีหลักฐานว่าเคยพบบริเวณพรมแดนจีน-ธิเบต ราว 1 หมื่นปีก่อน แต่ต่อมาพบว่าเป็นหลักฐานเท็จ และเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องกุขึ้น[ต้องการอ้างอิง]
  • คล้ายหุ่นยนต์ (Robot) รูปร่างคล้ายหุ่นยนต์ในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ เนื้อตัวเป็นโลหะ ขนาดค่อนข้างใหญ่
  • คล้ายวิญญาณ (Soul) ไม่มีกายเนื้อ สีขาว คล้ายผีหรือวิญญาณ (ตามคำบอกเล่าของ ศ.ดร.น.พ.เทพพนม เมืองแมน)

การเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาว

ได้มีการแบ่งประเภทการเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวไว้ 5 ระดับ คือ

  • การเผชิญหน้าระดับที่หนึ่ง (Close Encounters of the First Kind) หมายถึง การได้พบปะหรือเจอะเจอกับจานบินหรือมนุษย์ต่างดาวในระยะที่ไกลห่างออกไป เช่น จานบินลอยอยู่บนท้องฟ้า หรืออยู่ห่างจากผู้ที่พบเจอในระยะ 50 หลา เป็นต้น
  • การเผชิญหน้าระดับที่สอง (Close Encounters of the Second Kind) หมายถึง การพบปะกับจานบินหรือมนุษย์ต่างดาวคล้ายกับการเผชิญหน้าระดับที่หนึ่ง แต่อยู่ในระยะที่ใกล้ขึ้น เช่น อาจพบจานบินที่จอดอยู่บนพื้น เป็นต้น
  • การเผชิญหน้าระดับที่สาม (Close Encounters of the Third Kind) หมายถึง การได้เข้าไปในจานบินจะด้วยสาเหตุใดก็ตามแต่สามารถจดจำประสบการณ์ได้และ สามารถออกมาได้
  • การเผชิญหน้าระดับที่สี่ (Close Encounters of the Fourth Kind) หมายถึง การที่ถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป อาจจะถูกทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา แต่สามารถจดจำประสบการณ์ได้และออกมาได้
  • การเผชิญหน้าระดับที่ห้า (Close Encounters of the Fifth Kind) หมายถึง การที่มีการติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวในระดับที่เป็นกิจจะลักษณะ สามารถสื่อสารกันได้ความระหว่างมนุษย์โลกกับมนุษย์ต่างดาว

มนุษย์ต่างดาวในประเทศไทย

สำหรับในประเทศไทย มีสถานที่แห่งหนึ่งที่มีผู้อาศัยอยู่ที่นั่นอ้างว่า พบเจอสิ่งประหลาดคล้ายจานบินบินไป บินมา อยู่บ่อยครั้ง คือที่ เขากะลา จ.นครสวรรค์ ถึงขนาดมีการจัดตั้งชมรมหรือสมาคมขึ้นมาในท้องถิ่นเพื่อศึกษาทางด้านนี้โดยเฉพาะเลยทีเดียว

**บทสัมภาษณ์ระหว่างนายแพทย์ไทยกับมนุษย์ต่างดาวจากดาวอังคาร ชื่อ พาราซิทัลและดาวศุกร์ ชื่อ เอ็ดดี้**

1.ถาม-(หมอเทพนมฯ) ทำไมท่านจึงมาติดต่อกับผม เพราะบังเอิญหรือเพราะอะไร?

ตอบ-การ มาติดต่อกับท่าน ไม่ใช่เพราะเหตุบังเอิญ พวกเราติดต่อกับสายพันธุ์เดียวกันเท่านั้นหรือจะเรียกตามภาษามนุษย์ว่า มีกรรมพัวพันกันก็ได้ มนุษย์ต่างดาวจะมาที่โลกนี้ใน 3 รูปแบบ คือ

1)มาในรูปมนุษย์ต่างดาว อย่างพวกเราขณะนี้

2)มาในแบบถูกส่งมาจุติให้เป็นมนุษย์ ท่านได้ถูกส่งลงมายังโลกนี้ห้าพันกว่าปีแล้ว มีหน้าที่ประสานงานระหว่างมนุษย์กับต่างดาว

3)วิญญาณของมนุษย์ต่างดาวเข้าสิงอยู่ในตัวมนุษย์

2.ถาม-วิญญาณหรือจิต มีจริงหรือไม่?

ตอบ- วิญญาณ หรือจิต หรือพลังงานชีวิต มีจริง ในสิ่งที่มีชีวิตทั่วจักรวาล พลังชีวิตนี้ ไม่มีใครทำลายได้ เมื่อมนุษย์ตาย ร่ายกายเน่าเปื่อยไป แต่วิญญาณยังคงอยู่ และจะต้องไปจุติตามการกระทำ หรือกรรมที่ตนทำไว้ อาจไปเกิดเป็นสัตว์ก็ได้ พวกที่เกิดเป็นมนุษย์อีก มักเกิดใกล้สถานที่ที่กำเนิดในชาติก่อน มีจำนวนน้อยที่ไปเกิดข้ามทวีป และมีจำนวนน้อยมากอย่างยิ่ง ที่ไปเกิดในอีกดาวหนึ่ง......



ภาพถ่าย แสงออร่าของหมอเทพนมฯขณะเข้าสมาธิจิตติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว โปรดสังเกตุแสงสีขาวด้านบนแผ่กว้างคลุมโดยรอบ แสดงว่าสภาวะจิตสงบลึกมาก นิ่ง สว่าง มีภูมิจิตภูมิธรรมสูงมาก อยู่ในขั้นบรรลุธรรมขั้นสูงในระดับหนึ่งแล้ว....Webmaster

3.ถาม-ท่านนับถือศาสนาอะไร? มีศาสนาแบบมนุษย์ไหม?

ตอบ-พวกเรา นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเหมือนกัน มีองค์เดียวที่สูงสุด และทุกชีวิตมาจากหนึ่งเดียวนี้ ตามความจริงซึ่งท่านจะได้เรียนรู้และทราบในศตวรรษใหม่ที่จะมาถึง ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ มีพระผู้สร้าง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดอยู่ 1 องค์ ที่สร้างทุกอย่างในจักรวาลขึ้นมาแต่เริ่มแรก แต่การบริหารจัดการกับสิ่งมีชีวิตต่างๆนั้น มีคณะกรรมการจัดการระหว่างดวงดาว ซึ่งบรรดาศาสดาต่างๆของโลกมนุษย์ก็เป็นกรรมการอยู่ ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนทำดี ไม่ควรมาเปรียบเทียบกันว่าศาสนาของฉันดีกว่าศาสนาของเธอ เพราะศาสดาทุกท่าน ก็มาจากที่เดียวกันหมด และถูกส่งลงมาช่วยพัฒนาจิตใจมนุษย์เป็นระยะๆไป.....

4.ถาม-ท่านอายุเท่าใด? และพวกท่านมีตายบ้างไหม?

ตอบ(ท่าน พาราซิทัล)-เราอายุหลายพันปี ตั้งแต่เราเกิดมาจนถึงปัจจุบัน เคยเห็นพวกเราตายแค่ 3 คน ตายจากอุบัติเหตุยานอวกาศตก ทางด้านโรคต่างๆ เราสามารถพิชิตได้หมดแล้ว ขอให้ถามท่านเอ็ดดี้ ผู้ตรวจจักรวาลบ้าง

ท่านเอ็ดดี้- ท่านพาราซิทัลพูดถูกต้องแล้ว พวกเราอายุยืนมาก......

5.ถาม-ขอให้ท่านให้ความกระจ่าง เกี่ยวกับมนุษย์คู่แรกบนโลกนี้ว่า มาจากไหนกันแน่? มาจากลิงใช่หรือไม่?

ตอบ-มนุษย์ไม่ได้พัฒนามาจากลิงอย่างที่เข้าใจกัน ตามความเป็นจริง มนุษย์เพศชายคนแรกที่พวกท่านเรียกว่า"อาดัม"นั้น ถูกสร้างขึ้น มาที่ดาวนพเคราะห์ดวงหนึ่งนอกระบบสุริยะของท่าน พระผู้สร้างได้ให้พวกเรา นำมนุษย์ผู้นั้นมาไว้ยังโลกนี้ และต่อมาได้สร้างมนุษย์เพศหญิง ที่พวกท่านเรียกว่า "อีฟ" ขึ้นมาอีกคนหนึ่ง และให้นำมาอยู่ด้วยกัน จนสืบเชื้อสายมีลูกหลานกันมากมายไปทั่วโลก พวกเราเปรียบเสมือนบรรพบุรุษของพวกท่านเหมือนกัน มีหน้าที่คอยดูแลช่วยเหลือพวกท่านอยู่เสมอมา ในระยะ 200 กว่าปีที่ผ่านมา มนุษย์เจริญทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมามาก แต่ทางด้านศีลธรรม และจริยธรรม กลับพัฒนาได้น้อยมาก เมื่อมนุษย์ค้นพบพลังงานใหม่ เช่นพลังปรมาณู ก็นำไปใช้สร้างอาวุธทำลายล้างกัน แทนที่จะนำไปใช้ในด้านพัฒนาสุขภาพและสันติภาพ......

6.ถาม-ถ้าพระผู้สร้างมีจริง และเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งสิ่งที่มีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิตขึ้นมาจริงอย่างที่ท่านบอก สิ่งนี้ขัดแย้งกับกฎแห่งกรรมของพุทธศาสนาหรือไม่?

ตอบ- พระผู้สร้าง ได้สร้างทุกอย่างในจักรวาลขึ้นมา แต่ท่านได้ให้อิสระเสรีภาพกับมนุษย์ทุกคน ที่จะทำดี หรือทำชั่วก็ได้ หากทำดี ก็ได้รับผบตอบแทนที่ดี ทำชั่ว ก็ได้รับผลตอบแทนที่ไม่ดี นับว่ายุติธรรมที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ? ฉะนั้น ไม่ขัดแย้งกับกฎแห่งกรรมของพุทธศาสนาเลย และนี่คือ ความจริงของกฎจักรวาล........

7.ถาม-สิ่งมีชีวิตในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ แบ่งเป็นระดับอย่างไรบ้าง? และพวกท่าน(มนุษย์ต่างดาว)เป็นผี หรือเทวดา หรืออะไรกันแน่?

ตอบ-พลังงานชีวิต หรือจิตวิญญาณในจักรวาลนี้ แบ่งเป็นระดับต่างๆมากมาย จะเรียกว่า "ภพภูมิ" หรือ"มิติ"ก็ได้ มนุษย์อยู่ในมิติที่ 3 มีความกว้าง ยาว ลึก แต่ไม่สามารถควบคุม"เวลา"ได้ พวกเราอยู่ในมิติสูงกว่าพวกท่านหลายมิติ เราอยู่สูงกว่ามิติ"ผี" แต่เราก็ยังไม่ใช่พวกเทพ หรือพรหม อย่างที่พวกท่านเชื่อว่ามี เราเป็น"มนุษย์"อีกชนิดหนึ่ง ที่อยู่ยังดาวดวงอื่น มีความเจริญทางวิทยาศาสตร์ และศีลธรรมสูงกว่าพวกท่านมาก ความโกรธ โลภ หลง ในพวกเรา แทบไม่มีเหลืออยู่เลย เรามีจิตวิญญาณที่เป็นอมตะแบบพวกท่าน แต่เราก็มี"ร่าง" ที่ไม่คล้ายกับพวกท่านนัก และมี"ยานบิน" ที่ทำให้เราเดินทางไปยังดาวต่างๆได้อย่างรวดเร็วกว่าแสง พวกเราเป็นสมาชิกของสมาคมระหว่างดวงดาว ซึ่งมนุษย์ยังไม่ได้เป็น แต่คาดว่า มนุษย์คงสามารถพัฒนาตัวเองให้เข้าเป็นสมาชิกได้ในศตวรรษที่ 21 นี้ หากมนุษย์สามารถลดกิเลส โกรธ โลภ หลง ลงได้ เทวดาและพรหมนั้นมีจริง เราสามารถติดต่อได้ทางจิต แต่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกัน พวกเขามักเรียกพวกเราว่า"มนุษย์พิเศษ" ส่วนผีนั้น ไม่มีร่างถาวร มีแต่จิต และส่วนมาก ไม่สามารถออกไปจากโลกนี้ได้เกิน 50 กม. เพราะมีสิ่งที่บังคับควบคุมไว้ แต่"มนุษย์ต่างดาว"ไม่มีข้อจำกัดนี้......

8.ถาม-มนุษย์ต่างดาว จะมายังโลกนี้ ต้องได้รับอนุญาตจากใครก่อนหรือเปล่า?

ตอบ- มนุษย์พิเศษจากดาวอื่นๆ จะมายังโลกนี้ ต้องขออนุญาตจากสมาคมระหว่างดวงดาวก่อนเสมอ หรือถูกส่งให้มาช่วยเหลือในบางเรื่อง แต่เมื่อมาถึงโลกนี้ ก็ยังต้องรายงานกับ"ผู้ตรวจโลก" ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยอยู่ มนุษย์ต่างดาวที่แอบมาก็มีเหมือนกัน คือ มาโดยไม่ขออนุญาตก่อน ส่วนมากพวกนี้เป็นพวก"ไม่ดี" ซึ่งมีอยู่เหมือนกัน แต่เป็นจำนวนน้อย ปีที่แล้ว มีพวกกลุ่มไม่ดี ได้แอบเข้ามาในโลกของท่าน ด้วยยานอวกาศลำใหญ่ขณะมิติเปิด ขณะนี้สำหรับประเทศไทย กลุ่มไม่ดีลอยอยู่ในบริเวณเขาผีปันน้ำ ในภาคเหนือของประเทศท่าน หากพบยานบินสีดำ อย่าไปยุ่งเกี่ยวด้วย อันตรายมาก......


9.ถาม-มนุษย์ต่างดาวเช่นพวกท่าน หน้าตาคล้ายพวกเราไหม? หายใจด้วยออกซิเจนหรือไม่? กินอาหารและขับถ่ายอย่างไร?

ตอบ-ผู้ที่มาจากดาวดวงอื่น ที่มีหน้าตาคล้ายมนุษย์มากที่สุด คือ พวกที่มาจากกลุ่มดาวลูกไก่ และดาวพระศุกร์ เราจากดาวอังคาร(ท่านพาราซิทัล) หน้าตาไม่เหมือนพวกท่าน ตาจะใหญ่ดำ คางแหลม แบบในรูปที่ท่านวาดไว้ สูงกว่ามนุษย์ มือมี 3 นิ้ว และไม่มีอวัยวะเพศทั้งชายและหญิง แต่รู้ว่าใครเป็นเพศชาย เพศหญิง มนุษย์ต่างดาวเพศชาย มักตัวโตกว่าผู้หญิง เราไม่หายใจด้วยออกซิเจน แต่หายใจด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว เรามีปากเล็กๆ จมูกเล็กๆ ไม่กินอาหารเหมือนพวกท่าน เรากินพลังงานชนิดหนึ่ง กินหนึ่งครั้งอยู่ได้หลายเดือน เราไม่มีกระเพาะอาหาร ลำไส้ ทวารหนัก ฉะนั้นพวกเราไม่ต้องขับถ่ายทั้งหนักและเบาระหว่างเดินทางในอวกาศ ความแตกต่างเหล่านี้ เป็นของธรรมดา "ท่านเอ็ดดี้" ก็หน้าตาเป็นสี่เหลี่ยม ตากลมใหญ่ แปลกไปจากเราอีก แต่เขาใจดีมากนะ หน้าตาแตกต่างกัน ไม่ได้หมายความว่าคุยกันไม่ได้.....


10.ถาม- ผมอยากถามว่า มาตรฐานของดาวอังคาร ดูเพศชายว่าหล่อ หรือเพศหญิงว่าสวย เหมือนมนุษย์ดูหน้าตาและรูปร่างหรือเปล่า?

ตอบ- ไม่ใช่เลย ความหล่อและความสวย ไม่มีความสำคัญในโลกของเราเลย เราดูความ"งาม"ของเพศตรงข้าม คือ 1)ดูว่ารัศมีออร่า ที่ออกมารอบตัวและศีรษะของเขา เป็นสีที่บริสุทธิ์ เช่น สีขาวมากน้อยแค่ไหน? 2)ดูที่ความคิดอ่านของเขา เวลาเขาคิด ก็ออกมาเป็นคลื่นไฟฟ้า ให้พิจารณาได้แล้วว่า คิดดี คิดบริสุทธิ์หรือไม่? ถ้าคิดดี คิดถูกต้อง วาจาและการกระทำที่ตามมาก็จะดีตาม พวกเราถือสัจจะสำคัญกว่าชีวิต ไม่มีการพูดปดกันหน้าตาเฉย อย่างในโลกมนุษย์เลย เพราะหากพูดปด อีกฝ่ายก็ทราบทันที และตัวเองก็ไม่กล้าทำเช่นนั้นเลย.......

11.ถาม-พวกมนุษย์สงสัยว่า ถ้าท่านไม่มีอวัยวะสืบพันธุ์ ท่านมีลูกกันได้อย่างไร? แต่งงานกันหรือไม่?

ตอบ- พวกเราเคยมีอวัยวะสืบพันธุ์ ตั้งนมนานมาแล้ว แต่หลังจากมีการพัฒนาทางด้านโคลนนิ่งมากเข้า เพศหญิงไม่ต้องอุ้มท้อง 9 เดือน แบบผู้หญิงของท่าน เพราะไม่ยุติธรรมต่อเพศหญิง เมื่อพัฒนาโน่นนี่กันมากขึ้น อวัยวะเพศก็หย่อนความสำคัญลงไป ไม่ค่อยได้ใช้กันบ่อย ขณะนี้ถ้าเราชอบพอกัน อยากไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เราก็มีพิธีแต่งงานง่ายๆ มีคล้ายพระ ทำพิธีให้ และไปอยู่ด้วยกัน มีบ้านที่รัฐบาลสร้างไว้ให้แล้ว เมื่ออยากมีลูกกัน ทั้ง 2 คนก็ยืนจ้องตากัน เอา 2 มือแตะกัน "ปิ๊ง"เดียว ลูกตัวเล็กๆก็ลอยลงมาในแคปซูลน้อยๆ และก็เลี้ยงให้โตขึ้นมา ต้องไปเข้าโรงเรียนด้วย คล้ายของมนุษย์ ทุกครอบครัวถูกกำหนดว่า มีลูกได้ไม่เกิน 2 คน หากมีเกิน 2 คน จะถูกลงโทษ คือ ตายไปแล้ว ไม่ได้เกิดอีกเลย ซึ่งทุกคนกลัวมาก บางดาวแค่จ้องตากัน ก็มีลูกได้แล้ว แปลกไหม? ต่อไปโลกของท่าน อาจเป็นแบบของเราก็ได้........


12.ถาม-โลกดาวอังคารของท่าน ทำไมสหรัฐอเมริกา ส่งจรวดไปแล้ว ไม่เจอผู้คนเลย และท่านมีระบบการปกครองอย่างไร?

ตอบ-โลก ของเรา เคยมีบรรยากาศ มีน้ำ เช่นโลกของท่าน แต่พวกเรากันเอง ก็ทำลายสิ่งแวดล้อมจนหมดสิ้น และทำสงครามกันด้วย คนต้องหนีลงไปอยู่ใต้ดินสำหรับผู้ที่รอดตาย เราอยู่ลึกลงไปหลายกิโลเมตร เรายังใช้ระบบบการปกครอง ที่มีหัวหน้า คล้ายพระเจ้าแผ่นดิน ทุกคนก่อนเกิด ถูกกำหนดไว้แล้วว่า ต้องเกิดมาเป็นเพศอะไร? และโตขึ้นทำอาชีพอะไร? เช่น เราถูกกำหนดให้เกิดเป็นทหาร จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ โลกของท่านดีกว่า ที่เกิดแล้วเลือกเรียนอะไรก็ได้ตามใจชอบ จะเป็นคนดีหรือคนชั่ว ก็ขึ้นอยู่กับตัวเอง โลกของเราต้องเป็นคนดีเท่านั้น เป็นคนเลวไม่ได้ คนเลวจะถูกกำจัดออกไปทันที และไม่ได้เกิดอีกเลย......

13.ถาม-โลกของท่านมีนรกและสวรรค์ไหม? และการกลับชาติมาเกิดมีจริงหรือไม่?

ตอบ-ใน ระบบสุริยะของพวกเรา ในทางช้างเผือก มนุษย์เป็นดาวนพเคราะห์ดวงเดียว ที่มีทั้งนรกและสวรรค์ ดาวนพเคราะห์อื่นๆไม่มี เพราะเขาทำดีกันหมด ไม่มีคนทำชั่ว ที่ต้องถูกไปลงโทษในนรก แต่โลกของท่าน ก็มีดี ที่ตายไปแล้วได้เกิดอีก ขึ้นอยู่กับการกระทำของท่าน ถ้าท่านทำดี ชาติต่อไป ก็ดีขึ้นกว่าเดิมม หากทำชั่ว ก็ตกนรก หรือเกิดเป็นสัตว์ หรือมนุษย์ที่แย่กว่าเดิม การกลับชาติมาเกิด มีจริง ส่วนมากจะเวียนว่ายตายเกิดในโลกของตัวเอง บางคนอาจจะเกิดข้ามดาว แต่มีน้อยมาก ที่จะทำได้เช่นนั้น ต้องพิเศษจริงๆ.....


14.ถาม-ผมมีรูปถ่าย จากแฟ้มลับของเคจีบี ที่เพิ่งเปิดเผย อ้างว่าเป็นภาพจานบินตกในรัสเซีย ราว 40 ปีมาแล้ว และมีมนุษย์ตัวเล็กๆสีเขียวตายอยู่ในนั้น และเขานำมาผ่าศพดู ท่านดูแล้วคิดว่าภาพเหล่านี้เป็นของจริงหรือภาพหลอกลวง?

ตอบ-จานบินตกทั่วโลก มาแยะแล้ว ในรัสเซีย ในจีนก็ตกหลายครั้ง ในประเทศไทยของท่าน ก็ตกที่ อ.สันกำแพง จ.เชีงใหม่ ในปี ค.ศ.1958 ท่านเอ็ดดี้รู้ดี เพราะรอดมาได้ รูปที่รัสเซียเปิดเผยนั้น เป็นรูปจริง มนุษย์ต่างดาวตัวเล็กๆเขียวๆ มี 4 นิ้ว ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าเขามาจากดาวดวงอื่น จะให้รูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ คงเป็นไปไม่ได้ น่าสงสารเขานะ.....

15.ถาม-เพื่อนของ ผม ถ่ายภาพมนุษย์มีแสงออกมาจากตัว ที่ อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เมื่อเดือนมีนาคม 2542 เวลากลางคืน ท่านบอกได้ไหมว่า เขาเป็นชาวบ้านหรือมนุษย์ต่างดาว หากเป็นมนุษย์ต่างดาว เขามาทำไมในป่าทึบ?

ตอบ- ผู้ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มีแสงออกมาจากตัว ไม่ใช่มนุษย์แน่นอน จ.กาญจนบุรี เป็นพื้นที่ที่มิติเปิด คล้ายสามเหลี่ยมเบอมิวดา และบรรดายานอวกาศต่างๆ สามารถผ่านเข้า-ออกได้ง่าย นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งสำคัญแห่งหนึ่งของโลก ที่มีแร่ธาตุหายาก ที่ใช้ในการเดินทางในอวกาศ เราเคยบอกท่านแล้ว เกี่ยวกับแร่ธาตุชนิดนี้ ว่าคล้ายแร่ธาตุที่ท่านเรียกว่า"เหล็กไหล"ไงล่ะ เราจะไม่บอกว่า เขามาจากที่ไหน บอกแต่เพียงว่า เขาไม่ใช่มนุษย์และไม่ใช่ผี!!!......


16.ถาม-เมื่อ 6 สิงหาคม 2542ผมได้รับเชิญจากองค์การนาซ่าและInternational Space University ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมาจัดประชุมอยู่เงียบๆอยู่ที่มหาวิทยาลัยสุรนารี ให้ไปพูดถึงเรื่อง"การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยูเอฟโอ และผู้ขับขี่ยานบินในประเทศไทย พ.ศ.2540-2542" และได้รับคำชมเชยจากฝรั่งนักวิชาการ 300 กว่าคนว่า ทำวิจัยได้ดีมาก ท่านคิดอย่างไรกับเรื่องที่นาซ่าคิดจะไปยึดดาวอังคารทำเหมืองแร่ และส่งคนไปอยู่ 50,000 คน ใน 20 ปีข้างหน้านี้ และทำไมจานบินของท่านมาแล้ว ไม่ยอมบินลงมาต่ำตามที่ขอร้องให้ฝรั่งเห็นทั่วกัน?

ตอบ-เราไปฟังอยู่ตลอด เวลา และไม่พอใจอย่างมาก ที่เขาคิดจะไปยึดดินแดนที่มีเจ้าของแล้ว เช่นที่เคยทำมาในโลกนี้ในอดีต ขอบอกสั้นๆว่า หากรบกัน ก็ไม่มีทางสู้พวกเราได้ ขอให้บอกแก่พวกเขา 3 ข้อ คือ

1)จานบินและมนุษย์ต่างดาวนั้น มีจริง และได้มาเยือนโลกนี้ เป็นเวลานานหลายพันปีแล้ว มนุษย์เปรียบเสมือนลูกหลานของเรา

2)มนุษย์ต่างดาว ไม่ต้องการมายึดครองโลกนี้ ในทำนองเดียวกัน มนุษย์ก็ไม่ควรคิด จะไปยึดครองดวงดาวของเรา เพราะมีเจ้าของแล้ว และไม่มีทางสู้เราได้

3)ขอให้มนุษย์ใช้ สติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาโลกนี้ดีกว่า รวมทั้งเตรียมรับภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้ใน ปีหน้า(ค.ศ.2000 หรือ พศ.2543)

    ยานอวกาศของเรา ได้บินไปให้ท่านและบางคนเห็นแล้ว เราไม่บินลงต่ำ เพราะคิดว่าจะไม่มีประโยชน์อะไรกับพวกที่คิดจะไปยึดดาวของเรา.....


17.ถาม- เมื่อ 19 มีนาคม 2539 มีผู้ถ่ายภาพประหลาดได้ ที่พระเมรุพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี แสงนั้นเป็นแสงอะไร?(จะนำลงภาพปาฏิหาริย์ในเว็บฯนี้ต่อไป-Webmaster)

ตอบ-ขอตอบสั้นๆว่า กลุ่มเทพชั้นสูงมาแสดงคารวะต่อพระบรมศพ ไม่ใช่จานบินมาอย่างที่เข้าใจกัน.....

18.ถาม-ผมได้รับเชิญให้ไปพูด ในสัปดาห์วิทยาศาสตร์ของ ม.สงขลานครินทร์ เมื่อ 19 สิงหาคม 2542 ซึ่งท่านได้สั่งให้ผมไปพูดเตือนชาวใต้เกี่ยวกับปี 2000 แต่ทำไม"จานบิน" ไปปรากฏที่อ่างเก็บน้ำของ ม.สงขลาฯ ทุกคืน เป็นเวลาถึง 10 วัน ก่อนผมไปถึง ผมไม่ได้ร้องขอมากเพียงนั้น........


ตอบ-เรา เป็นห่วงชาวใต้ของท่านมาก เกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ จึงไปหลายครั้ง ในปีหน้า เราจะพยายามช่วยให้หนักกลายเป็นเบา ได้ขอให้ท่านพูด อย่าให้เขาตกใจกลัว จนขาดสติ ที่บอกเขาว่า ให้ช่วยเหลือกัน มีความเมตตากรุณาต่อกันมากขึ้นนั้น ดีแล้ว ให้หมั่นสดับรับฟังข่าวสารต่างๆอยู่เสมอ รู้จักที่ๆปลอดภัย หากเกิดภัยพิบัติ อย่าประมาท เราหวังว่า ทุกท่านจะปลอดภัยในปีหน้า 2543 ส่วนคืนวีนที่ 19 สิงหาคม 2542 อากาศไม่ดี เราบินกันมา 3 ลำ ในระยะสูง แต่ให้ท่านถ่ายภาพได้ชัดๆ ตั้งแต่หัวค่ำแล้วไม่ใช่หรือ? ที่ดูคล้ายดวงอาทิตย์นั่นแหละ......

         สรุปว่า ตั้งแต่ต้นปี จนถึงเดือนกันยายน 2542 ขณะเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ผู้เขียนได้ติดต่อกับท่านพาราซิทัล และท่านเอ็ดดี้เป็นประจำ เดือนละ 1-2 ครั้ง เป็นอย่างน้อย ซึ่งครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2542 ยูเอฟโอ ได้มาปรากฏให้เห็น เวลา 20.15 น.ที่เหนือบ้านผู้เขียนใน กทม. มีผู้พบเห็น และถ่ายภาพได้จำนวนมาก ซึ่งจากการสื่อด้วยโทรจิต พวกเขาบอกว่า บินผ่านทางจึงแวะลงมาเยี่ยมเยียน......สิ่งที่นำมาเล่าให้ฟัง เป็นสิ่งที่ได้รับสื่อทางจิต จากผู้ที่อ้างว่าเขามากับยานบิน และยังมีรายละเอียดอีกมากมาย ที่ผู้เขียนได้จดบันทึกไว้

         อย่างที่บอกกับท่านผู้อ่านไว้แล้วว่า สิ่งที่เล่ามาให้ฟัง ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน เหมือนกับการถ่ายภาพยานบินได้ ก็ได้แต่บันทึกไว้ และรอเปรียบเทียบกับความจริงต่างๆ ที่จะค่อยเผยออกมาทีละน้อยๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ "ความจริงเท่านั้น ที่จะช่วยให้มนุษย์เราหลุดพ้นจากความโง่เขลาทั้งปวง".......(จบบริบูรณ์

 


ศ.ดร.นายแพทย์ เทพนม เมืองแมน



เกิดเมื่อ 18 กันยายน 2478
บิดามารดา หลวงพิณพากย์พิทยาเภท (พิณ เมืองแมน) และ คุณหญิงพิณพากย์พิทยาเภท (จำนงค์ เมืองแมน) 
ที่อยู่ปัจจุบัน 69/1 ซ.วิภาวดีรังสิต 8 ดินแดง กทม. 10400
โทร. (622) 276-2354 , 01- 488-1444 begin_of_the_skype_highlighting            01- 488-1444      end_of_the_skype_highlighting
สภาพการสมรส สมรสกับนางสาวชยะพร สุนทรพิพิธ บุตรีของพระยาสุนทรพิพิธ และ ม.ร.ว.พิไล สุนทรพิพิธ
บุตรและธิดา มีบุตร 2 คน คือ
1.) น.พ.สุพิชยะ เมืองแมน B.A.(hon.),M.D.
2.) น.ส.พิมพร เมืองแมน อ.บ.,M.A. 
ตำแหน่งปัจจุบัน 1.) ผู้อำนวยการโครงการแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิตและมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด
2.) ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงทพมหานคร (ดร.พิจิตร รัตตกุล)
ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
ประวัติการศึกษา พ.ศ. 2479 มัธยมศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล
พ.ศ. 2501 B.A. (Chem.-Zoo) จาก Grinnell
College,USA.
พ.ศ. 2505 แพทย์ศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (M.D.) จาก Jefferson Medical College,
USA.
พ.ศ. 2508 M.P.H. ด้านการบริหารงานสาธารณสุข HARVARD University,USA.
พ.ศ. 2511 สาธารณสุขศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต (DR.P.H.) จาก HARVARD University,USA.
พ.ศ. ได้รับประกาศนียบัตรด้าน การวางแผนพัฒนาสาธารณสุขระดับชาติ จาก United Nation Asian Developmental Institute
พ.ศ. 2528 จบวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 27
ประวัติการรับราชการ 1.) บรรจุเป็นอาจารย์ที่คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เนื่องจากเป็นนักเรียนทุน ก.พ. พ.ศ.2511
2.) ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง "หัวหน้าภาคบริหารงานสาธารณสุข" คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
3.) ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง "คณบดี คณะสาธารณสุขศาสตร์" มหาวิทยาลัยมหิดล ติดต่อกัน 4 สมัย (พ.ศ.2519-2535)
4.) ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง "คณบดี คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล" (พ.ศ.2535-2538 ซึ่งพอดีเกษียณอายุราชการ)



ประวัติความเป็นมาของ ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน
ที่เกี่ยวข้องกับยูเอฟโอ และผู้ขับขี่ยานบิน


 
เมื่ออายุ 10 กว่าขวบ ขณะที่อยู่กรุงเทพฯ พบปรากฎการณ์ ประหลาดกับตัวเอง ที่มีแสงส่องจากเมฆลงมาที่ตัวหลายครั้ง มีครั้งหนึ่งถึงกับเป็นลมล้มลง มีรอยแดงที่หน้าอกเป็นวงกลม แสงมักส่องลงมาจากเมฆ และคิดว่ามีสิ่งเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลังม่านเมฆนั้น

พ.ศ.2497 (อายุ19) เห็น ยูเอฟโอ 2 ลำ (รูปร่างกลม มีโคนสีเงิน มีหน้าต่างรอบ) ขณะไปตั้งแคมป์กับเพื่อนชาวอเมริกัน ที่รัฐเวอร์มอนต์ สหรัฐอเมริกา ในตอนเช้าราว 10 : 00 น. มีคนเห็นทั้งหมดมากกว่า 1,000 คน เป็นระยะเวลานานถึง 2 ชั่วโมง เมื่อเครื่องบินขับไล่ 2 ลำของสหรัฐขึ้นสกัด ยูเอฟโอ 2 ลำ ก็พุ่งตรงขึ้นในแนวตั้งอย่างรวดเร็วและหายไปในพริบตา ในท้องฟ้าที่ไม่มีเมฆเลยทำให้สนใจเรื่องยูเอฟโอมาตั้งแต่นั้นเป็นอย่างมาก ว่ามันคืออะไรกันแน่ จึงได้สมัครเป็นสมาชิกของสมาคมยูเอฟโอ และ ติดตามเรื่องนี้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนการทำสมาธิ ก็ได้ปฎิบัติมาราว 20 ปี เศษ

พ.ศ. 2535 เริ่มทำสมาธิอย่างจริงจัง เพื่อติดต่อกับผู้ขับขี่ยูเอฟโอจากคำแนะนำของ ดร. อาจอง ชุมสาย แต่ติดต่อไม่ได้ ยานบินไม่มาปรากฎให้เห็นหลังทำสมาธิ

พ.ศ. 2537 เริ่มรู้สึกว่าติดต่อได้กับผู้ขับขี่ยูเอฟโอ ถ่ายภาพยูเอฟโอได้ที่ใกล้สะพานข้ามแม่น้ำแคว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เมื่อ 5 มิถุนายน 2537 เวลาประมาณ 10 โมงเช้า มีความรู้สึกขนลุกไปทั้งตัวก่อนที่ยูเอฟโอจะมา และความรู้สึกนี้จะเกิดทุกครั้งก่อนยูเอฟโอจะมา หรือเมื่อเขามาคอยอยู่แล้ว


พ.ศ. 2538 ต้นเดือนมกราคม ได้ไปหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาว ที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสมุทรปราการ คนขายบอกว่าไม่มี ยังไม่ได้ขนมาจากร้านเก่า แต่มีผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่ง ที่กำลังยืนจ้องอยู่และเข้ามาบอกว่า เธอได้รับคำสั่งให้พาไปซื้อหนังสือ ยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาว รออยู่ตั้งนานแล้วไม่เห็นสนใจ ผู้หญิงคนนี้แต่งตัวทันสมัย ผมยาวเลยไหล่ นุ่งกางเกงบูยีนส์ ยืนยันว่า มีหนังสือพวกนี้แน่ในร้านนี้ และพาไปดูที่หลังร้าน ระหว่างเดินไปเธอถามว่า เชื่อไหมว่ามนุษย์ต่างดาว ที่หน้าตาเหมือนพวกคุณ เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งนานแล้ว? ก็ตอบไปว่าไม่ทราบ เธอยิ้มแล้วถามว่า ไม่ทราบจริง ๆ หรือแกล้งไม่ทราบ...เมื่อเข้าไปใกล้ชั้นหนังสือหลังร้าน เธอก็ชี้ให้ดูหนังสือจำนวนมาก ที่ ตั้งอยู่บนชั้นหนังสือ มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ และบอกว่า นี่ไงหนังสือที่คนขายบอกว่าไม่มี คุณเลือกซื้อเอาตามใจชอบ หมดหน้าที่ของฉันแล้ว...กล่าวจบก็เดินจากไป ผู้หญิงคนนี้ถือถุงช้อปปิ้งไว้ทั้งสองมือ ที่น่าประหลาดก็คือ ทำไมเธอจึงบอกว่าถูกสั่งให้มาพาไปชั้นหนังสือยูเอฟโอ และพาไปหาหนังสือได้ถูกต้อง

ต่อมาราวอีก 1 สัปดาห์ ผู้เขียนไปรับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อน ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ ใน กทม. ก็พบผู้หญิงคนนี้อีก เธอจ้องเขม็งยิ้มและโบกมือให้ แต่ไม่ได้พูดกัน ทำให้สงสัยว่า เธอติดตามดูเราหรือเปล่า แต่หลังจากนั้นก็ไม่พบอีกเลย

มีพระที่เก่งทางการทำสมาธิ และสามารถติดต่อกับผู้ขับขี่ยานบินได้เช่นกัน บอกว่า...ผู้หญิงที่เล่าให้ฟังนี้ ไม่ใช่มนุษย์นะ อย่าไปคบหาสมาคมด้วย.

พ.ศ. 2539 ผู้เขียนเป็นประธานจัดการประชุมมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตครั้งที่ 1 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรฯ ระหว่างวันที่ 15 - 16 มิถุนายน 2539 และจัดให้มี นิทรรศการ ภาพยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาว เป็นครั้งแรกในประเทศไทย มีประชาชนเข้าชมงานนี้ทั้งหมดหมื่นคนเศษ เกิดปรากฏการณ์พิเศษ 2 อย่างที่ทำให้คิดว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับยูเอฟโอ คือ

1. หลังจากนิทรรศการยูเอฟโอผ่านไปไม่ถึง 1 สัปดาห์ สุนัขดัลเมเชียน เพศเมียตัวใหญ่ที่บ้านเกิดตายอย่างลึกลับ ทั้งที่มีสุขภาพดี คือ การนอนตายอยู่ในสระบัวที่น้ำลึกไม่ถึงคืบ สัตวแพทย์ไม่รู้ว่าเป็นอะไรตาย ตามตัวไม่มีบาดแผลอย่างใดทั้งสิ้น และไม่ได้จมน้ำตายอย่างแน่นอน

ภาพถ่าย วัวที่ถูกชำแหละโดยเครื่องมือที่ไม่สามารถอธิบายได้

2. อีกสัปดาห์ต่อมา หลังจากสุนัชตายอย่างลึกลับแล้ว มีโทรศัพท์เข้ามาราวตี 2 เสียงประหลาดพูดเป็นเสียงผู้ชาย เมื่อรับสายและนึกด่าในใจ ว่าใครหนอช่างไม่มีมารยาทโทร.เข้ามาดึกดื่น ก็ได้ยินเสียงพูดรัวเป็นภาษาแขก และพูดต่อมาเป็นภาษาไทยว่า...เราคือมนุษย์ต่างดาวจริง ๆ ขณะนี้ยานบินของเรากำลังลอยอยู่เหนือบ้านท่าน เรารู้นะว่าท่านกำลังด่าเรา แต่เวลาหลังเที่ยงคืน เป็นเวลาที่การติดต่อทางจิตทำได้ดีที่สุด

เราทราบว่าท่านสนใจยานบินของพวกเรามาก พวกเราได้ไปดูนิทรรศการที่ท่านได้จัดแล้ว ขอบใจที่ช่วยเผยแพร่ว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง พวกเราอยากขอเชิญท่านไปพบในวันพฤหัสฯ หน้า ที่เกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่แก่งกระจาน ชาวบ้านเรียกกันว่า "เกาะโสมพันปี" เราและยานบินจะลงมาพบกับท่าน เวลา 1 ทุ่มตรง ขอให้ไปคนเดียว...ผู้เขียนขณะนั้นนึกในใจว่า สงสัยคนบ้าโทร.มามากกว่า

ในวันรุ่งขึ้นมีลูกศิษย์ที่สนใจด้านยูเอฟโอมาหา และเล่าให้ฟังว่าเขาและครอบครัวเพิ่งเห็นยูเอฟโอที่ลาดพร้าว เมื่อไม่นานก่อนหน้านั้น เวลาประมาณ 3 ทุ่ม พอเล่าให้ฟังถึงเรื่องการติดต่อ เขาก็กระตือรือร้นมาก ขอไปพบแทน ผู้เขียนก็ไม่ได้นึกถึงอันตรายอันอาจเกิดขึ้นได้ หากเข้าไปใกล้ยูเอฟโอ ก็บอกเขาว่า... "อาจารย์ไม่ว่างไปไม่ได้ ถ้าเธออยากไปก็ไปได้ แต่เอาเพื่อนไปด้วย และระวังตัว" เพราะถ้ามันมาจริง ๆ ก็คงยงุ่เหมือนกัน ลูกศิษย์คนนี้อยู่มหาวิทยาลัยปี 4 เรียนดี สุขภาพดี เขาไปกับเพื่อนอีก 3 คน ต่อมาอีก 3 วัน เพื่อนของเขาติดต่อมาบอกว่า ลูกศิษย์คนดังกล่าวตายเสียแล้วอย่างลึกลับ คืนแรกพวกเขาไปด้วยกัน 4 คน รอแต่หัวค่ำจนเช้าบนเกาะที่ชาวบ้านบอกว่า เห็นจานบินขึ้นลงบ่อย ๆ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่อมาในวันรุ่งขึ้น ลูกศิษย์เขาบอกว่า เราไปกันหลายคนเขาคงไม่มา ขออยู่อีกคืน ขอไปอยู่คนเดียว เพราะเกาะเตียนโล่ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่อยู่เลย ตอนเย็น เพื่อนก็เอาเรือหางยาวไปส่งไว้ และจะมารับกลับตอนเช้า เขาก็เตรียมกล้องถ่ายวีดีโอ กล้องถ่ายรูป เครื่องวัดเสียงไว้ครบ ตอนเช้าเพื่อนมารับ ก็พบนอนตายอยู่บนตลิ่ง น้ำตื้น เช่นเดียวกับสุนัข ดัลเมเชียน ตำรวจได้มาชันสูตรศพ ไม่พบร่องรอยถูกทำร้ายหรือถูกงูกัด ไม่รู้สาเหตุของการตาย ของผู้ชายอายุราว 20 กว่า สุขภาพดีเยี่ยม ทั้งยังเป็นนักกีฬาอีกด้วย ตำรวจลงในบันทึกประจำวันว่า สาเหตุการตายคือหัวใจวาย

เหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกัน ทำให้ต้องสงสัยว่า มันอาจเกี่ยวข้องกับยูเอฟโอก็ได้ เขาอาจไม่ต้องการให้เราเปิดเผยมากในเรื่องยูเอฟโอ และมนุษย์ต่างดาว ผู้เขียนรู้สึกเสียใจอย่างมากที่ลูกศิษย์คนนี้ต้องตายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่อาจเกี่ยวข้องกับยูเอฟโอด้วย

พ.ศ. 2540 ในแต่ละปีี ผู้เขียนได้รับเชิญไปประชุม หรือบรรยายในต่างประเทศด้วยหัวข้อ การสาธารณสุข หรือสิ่งแวดล้อมปีละ 7 - 8 ครั้งทั่วโลก สังเกตว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2539 - 2540 begin_of_the_skype_highlighting            2539 - 2540      end_of_the_skype_highlighting เป็นต้นมา ขณะอยู่ในเครื่องบิน หากทำสมาธินึกถึงผู้ขับขี่ ยูเอฟโอ ภายใน 5 -10 นาที ยูเอฟโอจะปรากฎให้เห็น 1-8 ลำ แต่มักบินอยู่ในระยะไกลกว่าเครื่องบินโดยสาร และบินสูงกว่า 40,000 ฟุต เห็นกันหลายครั้ง ถ่ายภาพนิ่งและภาพวีดีโอได้หลายครั้ง รู้สึกว่าพอทำจิตให้นิ่ง นึกถึงเขาและบอกในใจว่าหากท่านอยู่ใกล้ ๆ ขอให้นำยานมาปรากฎให้เห็น...ยานบินก็ปรากฎทุกครั้ง ฝรั่งที่นั่งข้าง ๆ ก็เห็นเช่นกัน มีทั้งยานรูปร่างกลมและยาว

และในปีนี้เองที่การติดต่อทางจิตเป้นไปอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น กล่าวคือ เมื่อการติดต่อทางจิตจะมาถึง จะรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว เริ่มต้นจากลำคอ ท้ายทอย แผ่ซ่านไปยังศรีษะและใบหน้า และลงมาที่แขนทั้ง 2 ข้าง ลำตัวและ ขาทั้ง 2 ข้าง ตามลำดับ หลังจากได้รับความรู้สึกนี้แล้ว อาจมีบางอย่างปรากฎขึ้น คือ

1. หากตั้งคำถาม ก็จะทราบคำตอบทันทีชัดเจน ฝรั่งเรียกว่า"intution" คือรู้คำตอบทันที และอธิบายไม่ได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

2. บางครั้งได้ยินเสียงพูดในศรีษะ แต่ไม่ได้ยินทางหู การได้ยินอีกลักษณะคือ ทางโทรศัพท์ เช่น เคยได้ยินคราวแรก ดังได้เล่าให้ฟังมาแล้ว คือ เขาจะพูดภาษาแขกรัวเร็ว เรียกชื่อเราว่า "พีระติ"และถ้าไม่ขอให้เขาพูดเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ เขาก็จะพูดเป็นภาษาเขาตลอดไป


ในเดือนพฤศจิกายน 2540 ผู้ติดต่อมาเป็นเสียงผู้หญิง ถามว่า..."พีระติ เจ้าลืมเผ่าพันธุ์ของเจ้าหมดแล้วหรือ ลืมดาวอังคารแล้วหรือ แต่เจ้าก็ลงมาอยู่ในโลกนี้ 5 พันกว่าปีแล้ว ยังไม่อยากกลับบ้านของเราอีกหรือ..." สิ่งที่เล่าให้ฟังนี้ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ นอกจากบางครั้งอัดเสียงได้ทางโทรศัพท์ แต่ถ้าไม่ขออนุญาตก่อนก็อัดเสียงไม่ติด จะได้ยินแต่เสียงผู้เขียนพูดอยู่คนเดียว ผู้ขับขี่ยูเอฟโอ ที่ติดต่อมาเป้นคนแรก เป็นผู้หญิงนี้บอกว่า ชื่อ "พาราซิทัล" เขาบอกให้เรียกเขาว่า "มนุษย์ดาวอังคารก็แล้วกัน" เขาบอกว่า เขาได้รับมอบหมายให้มาช่วยโลกนี้ เมื่อเกิดภัยพิบัติ และตำแหน่งของเขาในดาวอังคารเป็น รองพระเจ้าแผ่นดิน เขาอธิบายสั้น ๆ ถึงเหตุผลที่มาติดต่อ...เพราะสายพันธุ์ เดียวกันจึงติดต่อด้วย และบอกว่าผู้เขียนเป็น เพื่อนสนิทของเขา เมื่ออยู่ดาวอังคารด้วยกัน เขาบอกว่ามนุษย์ต่างดาว มีทั้งกลุ่มที่ดี และกลุ่มไม่ดี แต่กลุ่มเขาเป็นกลุ่มดี หวังช่วยเหลือมนุษย์ทุกอย่างที่ทำได้ ไม่ได้มายึดครองโลกนี้เลย เขาได้เคยพาผู้เขียนขึ้นไปดูบนยานบินใหญ่ของเขา 2 ครั้ง และพาไปดูที่ดาวอังคาร 1 ครั้ง ไปทางจิต เห็นบ้านเป็นแก้วผลึก ยอดแหลม ๆ ทุกหลังอยู่ใต้ดิน ลึกลงไปหลายกิโลเมตร เขาชี้ให้ดูบ้านหลังหนึ่งที่ปิดตายอยู่ เขาบอกว่า นี่คือบ้านของท่าน ปิดตายมานานแล้ว เพราะเจ้าของบ้าน ภรรยาและลูกอีก 2 คน ได้ลงมาปฏิบัติภารกิจในโลกมนุษย์นานแล้ว ไม่มีใครอยู่เลย

เขาอธิบายถึงการมาด้วยยานหรือจุติมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นการเวียนว่ายตายเกิดข้ามดาว ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ส่วนมากการเวียนว่ายตายเกิด จะเกิดเฉพาะในแต่ละดาวเท่านั้น ไม่ไปเกิดข้ามดาว สิ่งที่เล่ามานี้ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จะพิสูจน์ได้ แต่ในอนาคตอาจมีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ที่พิสูจน์เรื่องที่ได้รับการบอกเล่านี้ได้

ท่านพาราซิทัล เป็นผู้นำยานบินมาปรากฏมากที่สุด คำว่า "พาราซิทัล" เพิ่งทราบจากเพื่อนชาวอินเดีย ที่เชี่ยวชาญ ทางภาษาอินดีสโบราณบอกว่า แปลสั้น ๆ ว่า "เหนือมนุษย์" แต่ท่านพาราซิทัล ท่านก็บอกว่า ท่านไม่ใช่เทวดา พรหมหรือผี แต่เป็นมนุษย์ต่างดาว ซึ่งเป็นมนุษย์ชนิดหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในชั้นใต้ดินของดาวอังคาร มีความเจริญทางวิทยาศาสตร์และศีลธรรม จริยธรรมสูงกว่ามนุษย์มาก มีอายุยืนหลายพันปี สามารถพิชิตโรคทุกชนิดได้หมดแล้ว

จานบินได้มาปรากฏให้ลูกชายผู้เขียนเห็นในเดือนมกราคม 2542 เมื่อเขากลับมาเยี่ยมบ้านจากสหรัฐอเมริกา ส่วนก่อนหน้านั้นในปี 2540 จานบินได้ไปปรากฏที่เมือง ฟิลาเดลเฟีย ที่ซึ่งลูกชายของผู้เขียนเรียนอยู่ จานบินนี้ถ่ายภาพได้ใกล้ ๆ ที่พักของเขา คือ Independence Hall ที่แสดง Liberty Bell ของสหรัฐ ท่าน "พาราซิทัล" บอกว่า จะช่วยดูแลให้ ไม่ต้องวิตก เขาอ้างว่า เขาบินด้วยวิธีเจาะมิติ ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ปรากฏที่เมืองฟิลาเดลเฟียได้แล้ว บินจากเชียงใหม่มากรุงเทพฯ ใช้เวลามนุษย์ 1 นาที แต่ถ้าเป็นเครื่องบินโดยสารธรรมดาใช้เวลา 55 นาที

เมื่อ 15 มกราคม พ.ศ. 2541 ผู้อ้างว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวอีกคน ได้โทร.เข้ามาหาผู้เขียน
ณ ที่ทำงาน ราว 9 โมงเช้า พร้อมกับบอกกับเลขาฯ ว่าเขาเป็นมนุษย์ต่างดาว ต้องการพูดกับหมอเทพนม ซึ่งเลขาฯ เล่าว่าพูดเป็นภาษาแขกก่อน แล้วจึงพูดเป็นภาษาไทย เลขาฯคิดว่าคงเป็นคนสติไม่ดีโทร.เข้ามา จึงวางหู แต่ก็โทร.เข้ามาอีก พูดเช่นเดียวกันและบอกว่า คุณคงคิดว่าผมบ้า แต่ผมจะบอกว่าคุณชื่ออะไร คุณมีลูก 2 คน ชื่ออย่างนั้น ๆ ปรากฏว่าถูกต้องหมด เลขาฯ จึงยอมให้พูดกับผู้เขียน พอผู้เขียนรับสาย เขาก็พูดภาษาแขกด้วยทันทีอีก จนต้องบอกว่าผมฟังไม่รู้เรื่อง ขอให้พูดภาษาไทยหรืออังกฤษดีกว่า เขาจึงพูดภาษาไทย เสียงแปล่ง ๆ ช้า ๆ เป็นเสียงผู้ชาย เขาบอกว่า

พวกนาซ่า ตั้งชื่อเขาว่า "เอ็ดดี้" เขาเคยถูกพวกนาซ่าจับไปขังอยู่นาน และบอกว่า เขามาจากสุดขอบจักรวาล ห่างออกไป 50 ล้านปีแสง จานบินของเขามาตกที่ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ในปี ค.ศ. 1958 ตกริมภูเขา เขาเคยมาประเทศนี้ราว 800 ปีมาแล้ว ในสมัยสุโขทัย ท่าน "เอ็ดดี้" เป็นอีกท่านหนึ่ง ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับจานบิน และมนุษย์ต่างดาวมาก ท่านบอกว่า ที่มาติดต่อด้วย เพราะสายพันธุ์เดียวกัน และแนะนำให้รู้จักกับ เจ้าอาวาสวัดสันโป่ง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน บอกว่าติดต่อกันอยู่เสมอ ให้เบอร์โทรศัพท์ด้วย ผู้เขียนจึงได้รู้จักกับพระองค์นี้ เพราะผู้ขับขี่ยูเอฟโอแนะนำ ได้ไปค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ความจริงพบว่า

1. ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง สมัยพระญาลิไท มีการพรรณนา ถึงจักรแก้วที่มายังเมืองนั้น และเอ็ดดี้ยืนยันภายหลังอีกว่า ถูกต้อง นั่นคือเมืองที่เขามาจริง

2. องค์การนาซ่า ได้เผยแพร่ภาพ
ที่ถ่ายได้ ด้วยกล้องดูดาวจาก HUBBLE SPACE STATION ที่สุดขอบจักรวาลด้านหนึ่งนอกโลก เป็นรูปคล้ายตึกหลายชั้น ลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งเอ็ดดี้ ก็ยืนยันว่า นั่นแหล่ะบ้านของเขา ใช้เวลาบินด้วยแสงราว 9 ชั่วโมงเวลามนุษย์จึงถึง เขาบอกว่ามีลูก 1 คน ตัวเขาภรรยาและลูก ไม่มีอวัยวะเพศ แต่แบ่งเป็นชายหญิง เมื่ออยากมีลูกกัน ชายหญิงก็ยืนจ้องหน้ากัน เอามือ 2 ข้างแตะกัน ลูกก็จะเกิดทันที ลอยลงมาในแคปซูลและต้องเอาไปเลี้ยงให้ตัวโต

3. จากหนังสือ Top Secret เขียนโดย Timothy Good ได้กล่าวถึงจานบินลำหนึ่งว่ามาตก ที่ใกล้ภูเขา ในอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1958 ซึ่งทางกงศุลอเมริกัน ได้ส่งคนพร้อมตำรวจไทย ไปค้นหายูเอฟโอที่ตก แต่ไม่พบ และได้เขียนจดหมายลับ รายงานทำเนียบขาว มีหลักฐานแน่ชัด

4.มีเพื่อนของผู้เขียน อยากเห็นมนุษย์ต่างดาวมาก จึงบอกให้ไปหาพระทีลำพูน พอแจ้งความประสงค์ให้พระทราบพร้อมกับนามบัตรของผู้เขียน พระท่านก็บอกว่า คืนนี้ให้ไปนอนในโบสถ์ ห้ามส่งเสียงดัง ราว 2 ยามกว่า จะได้เห็นอะไรดี ๆ เพื่อนของผู้เขียนเล่าว่า เข้าไปนอนในโบสถ์ใหญ่ที่อำเภอลี้คนเดียว ในโบสถ์พระท่านให้เปิดไฟไว้บางดวง เพื่อไม่ให้กลัว และแล้วราว 2 ยามกว่า เพื่อนผู้เขียนบอกว่า เห็นพระเดินเข้ามาในโบสถ์กับมนุษย์คนหนึ่ง ตัวสูงกว่าพระราว 1 คืบ แต่งชุดแนบเนื้อสีฟ้า ใส่บูตดำยาวถึงหัวเข่า มีแขนขาเป็นมนุษย์ แต่มือรู้สึกยาวผิดปกติ คือถึงเข่า มีนิ้วยาว 3 นิ้ว มนุษย์ตนนี้เดินเข้ามาอย่างเงียบมาก และมาหยุดก้มดูเพื่อนของผู้เขียนด้วย ทำให้เขาเห็นว่า มนุษย์ผู้นี้หน้าเป็นสี่เหลี่ยม ตาใหญ่ จมูกและปากเล็ก หน้าและมือใสเหมือนแก้ว เพื่อนผู้เขียนบอกว่ารู้สึกตกใจกลัวมาก ตัวสั่นไปหมด แต่แล้วมนุษย์ประหลาดก็เดินตามพระไปหลังโบสถ์ พอรุ่งขึ้นได้พบกับพระคุณเจ้า ท่านก็ถามว่า...เห็นของจริงแล้วชอบไหม คืนนี้คุยกับเขาไหมล่ะ เพื่อนผู้เขียนรีบกราบลาบอกท่านว่า ลูกได้เห็นครั้งหนึ่งก็เป็นบุญตา แต่ถ้าต้องคุยด้วยไม่เอาแล้วครับ พระท่านก็ยิ้ม ๆ ไม่พูดว่ากระไร

สิ่งมีชีวิตสองรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับยูเอฟโอ นี้เป็นผู้ที่ติดต่อกับผู้เขียนตลอดมา ทั้ง 2 ท่าน กล่าวเหมือนกันว่า ต้องการมาเตือนมนุษย์เกี่ยวกับ ภัยพิบัติใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกรายละเอียดเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว 2 คนนี้มากมายที่จะเล่าสู่กันฟังได้ แต่จะเป็นความจริงแค่ไหนผู้เขียนไม่ทราบ ต้องรอให้อนาคตเป็นตัวพิสูจน์ความถูกต้องและความจริง...

 ..................................
การประสานงานฯ กับ ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน


จ.ส.อ.เชิด  ชื่นสำนวน  และ ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน  ที่เขากะลา
วันที่  11  เมษายน  2541






ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน  และ  สมาชิกกลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา) 
วันที่  16 ธันวาคม  2547




ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน  ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน ufo เป็นอย่างยิ่ง  และท่านพบเห็นจานบินหลายครั้ง  ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  มานานหลายสิบปี

จนในระยะหลัง  ท่านสามารถสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวจากดาวอังคารได้  และมีการบันทึกภาพจานบินในประเทศไทยได้เป็นจำนวนมาก

ซึ่งกลุ่มเขากะลาในขณะนั้น  ได้มีการสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2540 
โดย จ.ส.อ.เชิด  ชื่นสำนวน  เป็นผู้ได้รับคลื่นสื่อสารจากต่างดาวโดยทางโทรจิต

และได้เดินทางมาที่งานวิทยาศาสตร์ทางจิต นานาชาติครั้งที่ 2  ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง 
เพื่อให้ผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องของ ufo และมนุษย์ต่างดาว   ได้รับทราบ   ทำการพิสูจน์ว่าการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวผ่าน จ.ส.อ.เชิด  ชื่นสำนวน  มีความชัดเจน   มากน้อยเพียงใด?

และได้พบกับ ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน  เป็นครั้งแรก  เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2540 
ณ งานวิทยาศาสตร์ทางจิตนานานาชาติครั้งที่ 2  ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง  กรุงเทพฯ

ได้นำเทปบันทึกเสียงของมนุษย์ต่างดาว  และข้อมูลการติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว  มอบให้กับท่าน



จ.ส.อ.เชิด  ชื่นสำนวน  เยี่ยมชมบูธนิทรรศการมนุษย์ต่างดาว 
ของ ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน






ในคืนวันที่ 14 ธันวาคม 2540 

จ.ส.อ.เชิด  ชื่นสำนวน  และ ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน  ได้ร่วมกันสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว 
เพื่อเชิญให้นำยานอวกาศมาปรากฏให้มนุษย์โลกได้รับชมในคืนนี้





ซึ่งการส่งโทรจิตสื่อสารไปยังมนุษย์ต่างดาวนั้น  ได้รับคำตอบจากมนุษย์ต่างดาวผ่านมาทาง จ.ส.อ.เชิด  ชื่นสำนวน ว่า
  จะนำยานอวกาศมาปรากฏให้ชม  ในวันที่ 3  มกราคม 2541  ที่จังหวัดสิงห์บุรี

จ.ส.อ.เชิด ชื่นสำนวน  จึงได้แจ้งข้อมูลที่ได้รับการสื่อสารมาให้ ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน 
และประชาชนที่มารอรับชมในคืนนั้น ได้รับทราบด้วย





วันที่  11  เมษายน  2541

ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน  ผู้ติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวจากดาวอังคาร แจ้งว่า  จะเดินทางมาเยี่ยมชม "กองบัญชาการมนุษย์ต่างดาว" ที่เขากะลา นครสวรรค์

กลุ่มเขากะลา  ได้เดินทางไปรับท่าน  ณ โรงแรมพิมาน  จังหวัดนครสวรรค์  ในวันที่ 11 เมษายน 2541




ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน  เดินทางมาถึงเขากะลา 
โดยมี  จ.ส.อ.เชิด ชื่นสำนวน  ให้การต้อนรับ 
ในวันนั้น  ได้มีคณะบุคคลต่าง ๆ เดินทางมาสมทบที่เขากะลาอีกเป็นจำนวนมาก




















ในวันนี้  ได้มียานอวกาศ บินมาปรากฏ 7 ลำ  ซึ่ง ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน 
และ มิสเตอร์จอห์น  ฮอร์เน็ต  รวมถึงช่างภาพอิสระ  ก็สามารถบันทึกภาพไว้ได้



ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน  ได้นำไปจัดแสดงในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติครั้งที่ 3  ด้วย
วันที่  11  เมษายน  2541

ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน  เดินทางมาถึงเขากะลา 
โดยมี  จ.ส.อ.เชิด ชื่นสำนวน  ให้การต้อนรับ

มีวัตถุบิน  จำนวน 3 ลำ  บินตามกันมา    ขณะที่ ดร.เทพนม  ขึ้นมาบนเขากะลา

ลำแรก.....มีไฟหลายสีหมุนรอบ และเปลี่ยนไฟไปเรื่อย ๆ หลายสี  แต่ละจุดเปลี่ยนสีหมุนไปหมุนมา  ไม่มีเสียง 

ลำที่ 2  เป็นดวงสีขาวคล้ายดาวแต่ใหญ่กว่ามาก  ลอยตามลำแรกมา  พอมาถึงกลางเขากะลา  ก็หยุดอยู่กลางศรีษะผู้ชมที่กำลังแหงนดูอยู่  จึงส่งเสียงเฮฮากันอย่างมาก

และลำที่ 3  เป็นไฟกระพริบ  บินตามลำที่ 2  แล้วบินผ่านลำที่ 2  ที่จอดนิ่งอยู่  แล้วตามลำที่ 1 ไปทางทิศใต้


วัตถุบินไฟดิสโก้หลายสี  หมุนไปมาโดยรอบ




ช่างภาพสมัครเล่น บันทึกภาพไว้ได้  มีผู้อยู่ในเหตุการณ์ประมาณ 50 - 60 ท่าน



วันที่  17 พฤษภาคม  2541

มีการจัดทำบุญบนเขากะลา   ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน และคณะ   ได้เดินทางมาร่วมในพิธีทำบุญ ณ เขากะลา จ.นครสวรรค์

ซึ่งในวันนั้น มีคณะบุคคลจำนวนหลายร้อยท่าน  เดินทางมาร่วมในพิธีด้วย

ดร.เทพนม เมืองแมน ได้สนทนากับ จ.ส.อ.เชิด ชื่นสำนวน (ขออภัยค่ะ ไม่ได้บันทึกภาพขณะสนทนากันไว้) ถึงเรื่องความคืบหน้าในการสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว

ในคืนนั้น ได้มีการปรากฏของยานอวกาศจากต่างดาวหลายลำ  และมีการนำยานอวกาศลงจอดบนเนินเขา  พร้อมทั้งมีมนุษย์ต่างดาว  3  ร่าง  ลงเดินสำรวจพื้นที่รอบเขากะลา 

อาจารย์จากเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา  ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ อาจารย์เทพนม  จำนวน 2 ท่าน  และหน่วยกู้ภัย  รวม  6 ท่าน  ติดตามร่างเรืองแสงนั้นไปอย่างใกล้ชิด  แต่พอเข้าไปใกล้  ปรากฏว่าร่างนั้นลอยหนีขึ้นไปบนยอดเขา  ซึ่งห่างไปประมาณ 3 กม.

ขณะลอยเหิรขึ้นไปบนยอดเขา  มีผู้เห็นเหตุการณ์นับร้อยคน  ที่กำลังเฝ้าดูการติดตามมนุษย์ต่างดาวของทีมพิสูจน์

จะนำรายละเอียดมาลงให้ทราบอีกครั้งหนึ่งค่ะ


ในคืนนั้น  ดร.เทพนม  อยู่ในเหตุการณ์ด้วย  และได้บันทึกภาพ จานบินที่เขากะลาไว้ได้ส่วนหนึ่ง











วันที่ 1  กันยายน  2541

กลุ่มเขากะลา  เดินทางเข้าเยี่ยม  ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน   ณ บ้านพักของท่านที่กรุงเทพฯ   

ซึ่งท่านเข้ารับการผ่าตัดหลังที่โรงพยาบาล  และมาพักฟื้นที่บ้านพัก

ท่านให้การต้อนรับอย่างดียิ่ง  และท่านได้สนทนาข้อมูลล่าสุดที่ได้รับการติดต่อจากดาวอังคาร








กลุ่มเขากะลา  ได้มอบภาพยานอวกาศ   ที่บันทึกได้ที่เขากะลา   
ให้กับ ดร.เทพนม  เมืองแมน  เพื่อให้ท่านรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน
ถึงการปรากฏของ ufo ในประเทศไทย 
และเป็นข้อมูลเพื่อศึกษา  วิเคราะห์  และใช้ข้อมูลอ้างอิงในการบรรยายด้วย


วันที่ 7  กุมภาพันธุ์  2542

จ.ส.อ.เชิด  ชื่นสำนวน  นำคณะฯ กลุ่มเขากะลา  เดินทางไปพบ ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน 
ณ บ้านพักของท่านที่กรุงเทพฯ   ร่วมสนทนา และนำข้อมูลล่าสุดไปให้ท่าน 
ซึ่ง ดร.เทพนม  ท่านได้ให้การต้อนรับกลุ่มเขากะลาอย่างอบอุ่น






พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณ  ที่กลุ่มเขากะลามอบภาพยานอวกาศให้ท่านได้นำไปเผยแพร่ 

และท่านได้นำภาพดังกล่าวไปวิเคราะห์แล้ว   เห็นว่าเป็นภาพบันทึกวัตถุลึกลับจริง  ไม่ได้ตกแต่งใด ๆ
ท่านจึงนำไปจัดแสดงในบูธ  นิทรรศการมนุษย์ต่างดาว  ภายในงานวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติครั้งที่ 3 ด้วย

กลุ่มเขากะลา  ได้เดินทางไปเยี่ยมชมบูธ  นิทรรศการมนุษย์ต่างดาว  ของ ดร.เทพนม  เมืองแมน  ซึ่งมีภาพยานลงจอดที่เขากะลา 










และภาพที่  ดร.เทพนม  บันทึกจานบินได้ที่เขากะลา  มาจัดแสดงไว้ในบูธของท่าน  จำนวนหลายภาพ






มนุษย์ต่างดาวบอกอะไร?

--------------------------------------------------------------------------------

สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ต่างดาวเคยบอกไว้ก็คือ

ในช่วงวิกฤต ยานพาหนะของมนุษย์ไม่สามารถใช้การได้ ก็ต้องใช้จานบินในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และผู้ที่มากับจานบิน ถ้าเป็นมนุษย์ต่างดาวเดินลงมา ก็ย่อมเป็นที่ตื่นตระหนก ตกใจของมนุษย์โลก แต่ถ้าผู้ที่เดินลงมาจากจานบิน เป็นมนุษย์โลกเหมือนกัน ก็จะมีความไว้วางใจกันในระดับหนึ่ง และถ้ายิ่งมนุษย์คนนั้น เป็นคนที่กลุ่มผู้ต้องได้รับการช่วยเหลือรู้จัก ก็ย่อมไว้วางใจได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นมนุษย์บนโลกนี้ ไปกับยานอวกาศลำนั้น หรือเป็นการ copy ร่างมนุษย์คนนั้น ลงไปปรากฏก็ตาม ดังที่เขาเคยทำตัวอย่างไว้ให้เห็นแล้วนั้น ทุกอย่างทำเพื่อความเหมาะสม และเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ทั้งสิ้น

ดังนั้น การเตรียมการจึงต้องใช้เวลา ต้องเตรียมหลายด้าน ทั้งบุคคลที่ต้องจัดวางไว้ ทั้งสภาพยานอวกาศที่ต้องจัดทำ และสำรองอากาศของมนุษย์เข้าไปไว้ด้วย เพราะในต่างประเทศก็เคยมีตัวอย่างลงหนังสือมากมาย เขาจับมนุษย์ขึ้นไปในยาน และสภาพในยานจะเป็นห้องโล่ง ๆ จากนั้นก็นำมนุษย์ลงมาส่ง โดยไม่ได้ทำอันตรายใด ๆ อาจจะเป็นไปได้ว่า ทดลองนำมนุษย์เหล่านั้น ไปทดลองหายใจในอากาศที่จัดทำไว้ก็ได้ ซึ่งในวันที่ 5 มกราคม 2550 กลุ่มพลังจิตพิชิตภัยพิบัติ 4 ท่านที่ได้เดินทางไปเขากะลา และมีเหตุการณ์เรื่องมิติยานลำใหญ่ ซ้อนทับมิติปกติบนหน้าลานพระ ซึ่งทุกคนสัมผัสได้ ในเหตุการณ์วันนั้น คุณคณานันท์ ได้นั่งสมาธิส่งจิตขึ้นไปสัมผัสบนยานลำนั้น ก็ได้เห็นว่า บนยานลำนั้น มีแต่ห้องกว้าง ๆ สีขาว เท่านั้น และเห็นเพียงนิดเดียวภาพก็ถูกตัดหายไป เพราะทุกคนที่อยู่บนลานพระหลับพร้อมกันหลังจากนั้น

คุณ mead ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย อาจจะเล่าเสริมให้เพื่อน ๆ ได้รับฟังบ้าง เพราะคุณคณานันท์ ได้เล่าให้ทุกคนฟังเรื่องเห็นภายในยานฯ ลำนั้น ซึ่งทุกคนก็ได้รับฟังพร้อมกับพี่สุดใจด้วย

ก็น่าแปลก ที่เห็นเป็นห้องโล่ง ๆ เหมือนกันกับผู้ที่เคยมีประสบการณ์ในต่างประเทศหลายท่าน แต่มุมมองของคนไทย จะไม่ตื่นตระหนก หรือตกใจใด ๆ ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ได้ไปเห็น

สิ่งที่จะบอกก็คือ ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม มนุษย์ต่างดาวที่มาทำโครงการนี้ ก็ยังต้องช่วยเหลือมนุษย์อยู่ดี และสิ่งที่เขามุ่งเน้น ไม่ใช่ทุกคนจะต้องเชื่อ จะต้องเข้าใจ เพราะจุดมุ่งหมายของการเตรียมการ คือบุคคลที่ต้องร่วมงานในโครงการเพื่อช่วยเหลือภัยพิบัติที่เขาวางไว้เท่านั้น ในขั้นต้น ดังนั้น บุคคลต่าง ๆ นี้ ก็จะได้สัมผัส ได้เห็น และได้รับรู้ด้วยตนเอง ใช้การพิจารณาในสิ่งที่ตนเห็นมาด้วยตนเอง ไม่ได้เชื่อ ๆ ตามกันไป

ดังนั้น ท่านที่ยังไม่เคยสัมผัส ไม่เคยเห็น ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องไม่เชื่อ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เหมือนคนที่เคยเห็นวิญญาณ กับคนที่ไม่เคยเห็น ก็มีความคิดที่ต่างกัน ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก

ดร.เทพนม เมืองแมน ท่านเคยเห็น ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า เคยสัมผัสได้ ติดต่อได้ ถ่ายภาพได้ แม้ท่านจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นแพทย์ มียศฐาบรรดาศักดิ์มากมาย การที่จะออกมาทำเรื่องหลุดโลกเช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่ท่านกล้าหาญมาก เพราะจะมีสักกี่คนที่กล้าอย่างท่าน แม้จะไม่มีตำแหน่งใหญ่โตเท่าท่านก็ตาม

ดังนั้น การที่ท่านได้พบ ได้เห็น ได้สัมผัส และรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในความปราถนาที่จะมาช่วยโลกของมนุษย์ต่างดาวแล้ว ท่านย่อมต้องใช้การพิจารณาอย่างมาก ต้องมีการพิสูจน์ ทดสอบ ทดลอง จนท่านแน่ใจ ท่านจึงยอมกล้าเสียสละในหน้าที่การงาน ชื่อเสียง และการถูกมองในลักษณะของความไม่น่าเชื่อถือเช่นนี้ นับว่าเป็นการเสียสละอย่างมากของท่าน

แต่ถึงใครจะมองอย่างไร ท่านก็ต้องทำอย่างนั้นอยู่ดี เพราะความมีคุณธรรม ความปราถนาจะช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ท่านจึงพร้อมที่จะทำ ไม่ว่าวิถีทางใดก็ตาม ถ้าไม่เช่นนั้น ในวันนี้ เราจะไม่มีผู้ที่เปิดตำนานของ UFO ในประเทศไทย หากท่านไม่เสียสละเช่นนี้


จ.ส.อ.เชิด ชื่นสำนวน ก็เช่นกัน แม้ท่านจะเป็นเพียงทหารจากต่างจังหวัด ชอบทำสมาธิ ปฏิบัติธรรม เป็นคนสมถะ ไม่ชอบวุ่นวายกับเรื่องต่าง ๆ มากนัก แต่เมื่อท่านได้รับรู้ ได้เห็นถึงความปราถนาดีของผู้ที่มาจากต่างจักรวาล หรือจากดวงดาวต่าง ๆ เพื่อมาช่วยมนุษย์บนโลกนี้ และเห็นวัตถุบินที่นำมาปรากฏให้เห็นพร้อมครอบครัว ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า และต้องใช้ความมีสมาธิของท่าน เป็นตัวสื่อผ่านถึงมนุษย์โลก ท่านจึงกล้าที่จะออกมาทำเรื่องนี้ แม้มันจะขัดกับความสมถะ ความสงบของท่านก็ตาม ซึ่งจะเห็นได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เมื่อหลังจากวันที่ 3 มกราคม 2541 ที่นัดหมายจานบินที่สิงห์บุรี จะพาดหัวข่าวว่า จ่าจอมลวงโลก จ่าจอมโทรจิต จ่าจอมโกหก อะไรอีกมากมายในเนื้อข่าว แม้ท่านจะท้อในตอนนั้น แต่สิ่งที่ได้รับรู้ถึงภัยพิบัติที่จะเกิดกับโลกใบนี้แล้ว ท่านก็กล้าที่จะกลับมาเพื่อรับข้อมูลการสื่อสาร ดำเนินโครงการร่วมกับมนุษย์ต่างดาวที่เขากะลาอีกครั้ง จนได้เกิด "กลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา)" ในวันนี้

ทั้งสองท่าน แม้จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในแทบทุกด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ ความเสียสละ ความปราถนาดี ความมีคุณธรรมในจิตใจ และพร้อมที่จะเป็นผู้ให้เสมอมา


วันนี้ เราจึงมีตำนานของ 2 ผู้สื่อสารกับ UFO เกิดขึ้นที่นี่
ที่....ประเทศไทย 



   
วันที่ 9 - 11  ธันวาคม  2543

งานวิทยาศาสตร์ทางจิต  นานาชาติครั้งที่ 5

ในวันที่  9  ธันวาคม  2543

กลุ่มเขากะลา  ได้เดินทางไปร่วมงาน
วิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติครั้งที่ 5 
ที่จัดขึ้น ณ วิทยาลัยรัชภาคย์  กรุงเทพฯ

และเดินทางไปพบกับ  ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน   
ณ บูธ  นิทรรศการ ufo และมนุษย์ต่างดาว 
ที่จัดแสดงภายในงานวิทยาศาสตร์ทางจิตฯ ครั้งที่ 5  นี้

ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน  ท่านยินดีที่เขากะลาเดินทางไปร่วมงานด้วย 
และท่านได้บรรยายภาพต่าง ๆ ให้กับผู้สนใจได้รับทราบ 
เรื่องของ ufo  ในประเทศไทย
และมีหลายท่านให้ความสนใจเรื่องของ เขากะลา นครสวรรค์ 

ซึ่งท่านได้นำภาพ ufo  ที่บันทึกได้ ณ เขากะลา  บางส่วน 
มาแสดงภายในบูธด้วย






และได้มีการนำภาพวีดีโอ   
ยานลงจอดที่เขากะลา  มนุษย์ต่างดาวออกจากยานฯ   
และภาพการเปิดมิติที่เขากะลา
มาฉายให้ผู้สนใจได้รับชมภายในบูธด้วย

มิสเตอร์จอห์น  ฮอร์เน็ต  ผู้บันทึกภาพเปิดมิติกองบัญชาการที่เขากะลา 
ก็มาร่วมงานด้วย และให้ข้อมูลภาพที่บันทึกได้แก่ผู้สนใจ






ได้มีผู้สนใจข้อมูลของกลุ่มเขากะลา  เป็นจำนวนมาก  ได้มาสอบถามข้อมูล 
ซึ่งคุณวาสนา  และคุณสุดใจ  ได้ให้ข้อมูลในรายละเอียดของ 
การติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวที่เขากะลา
แก่ผู้ที่สนใจด้วย



วันที่  9  ธันวาคม  2547

ทีมงานบันทึกเทป  V.I.P. นำโดยคุณยศสันต์  เสริญไธสง (คุณกราฟ) นำคณะเดินทางมาบันทึกภาพและพักบนเขากะลา  เพื่อดูว่า  วัตถุบินที่มาปรากฏนั้น  เป็นจานบินจริงหรือไม่ ?

ซึ่งปรากฏว่า  มีวัตถุบินลึกลับหลายลำที่ไม่สามารถอธิบายได้  เพราะแตกต่างจากเครื่องบินตามปกติ  ทีมงานจึงบันทึกภาพไว้

ตอนเช้า  ประมาณ  07.00  นาฬิกา  คุณยศสันต์ เสริญไธสง  หัวหน้าทีม  ได้เห็นยานอวกาศด้วยตัวเอง  เป็นสีเงินเงาวับ  บินเหนือไร่อ้อยในระดับต่ำ  บริเวณด้านล่างเขากะลา  จึงเรียกให้ทีมงาน  และคนอื่น ๆ มาดู  แต่ไม่ทัน  เนื่องจากวัตถุบินลำดังกล่าวได้บินหายไปแล้ว

ในวันที่  13 ธันวาคม  2547  คณะผู้ถ่ายทำรายการ V.I.P. ทางช่อง 9  โดยมีคุณยศสันต์  เป็นหัวหน้าทีม  นำคณะช่างภาพและทีมงาน  มาบันทึกภาพบนเขากะลาอีกครั้ง  เพื่อออกอากาศทางรายการ V.I.P. ทางช่อง 9

ในหัวข้อเรื่อง   " การติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวในประเทศไทย "





วันที่  16  ธันวาคม  2547 

ทางรายการ V.I.P. ได้เชิญกลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา)  ไปบันทึกเทปรายการ วี.ไอ.พี.
ที่สตูดิโอ ในกรุงเทพฯ 

และได้เรียนเชิญ  ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน  ซึ่งท่านเป็นผู้ที่ศึกษา  และเชี่ยวชาญเรื่องของ ufo
ซึ่งท่านได้ติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว  จากดาวอังคาร  มาบันทึกเทปร่วมกันในครั้งนี้ด้วย







กลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา)  ได้สนทนาร่วมกับ  ศ.ดร.นพ.เทพนม  เมืองแมน  ในการทำงานร่วมกับมนุษย์ต่างดาว  ในระบบการประสานงานเพื่อการเตือนภัย   ซึ่งมนุษย์ต่างดาวมาเตือนเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติ  ซึ่งจะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้  และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ






หลังจากนั้นก็เข้าสู่การบันทึกรายการ V.I.P.  ซึ่งพิธีกรก็คือ  คุณญาณี  จงวิสุทธิ์  และคุณพอล   ภัทรพล
การสัมภาษณ์ถึงเรื่องการติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว  และเหตุที่มนุษย์ต่างดาวเดินทางมาโลกมนุษย์  และการเตือนเรื่องของภัยพิบัติทางธรรมชาติจากมนุษย์ต่างดาว

และได้เรียนเชิญ  ดร.เทพนม  เมืองแมน  ผู้เชี่ยวชาญด้าน ufo ในประเทศไทย  มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ufo ในประเทศไทย  และการเตือนเรื่องภัยพิบัติจากมนุษย์ต่างดาว  จากดาวอังคาร ที่ท่านติดต่อสื่อสารด้วย

บันทึกรายการเมื่อวันที่ 16  ธันวาคม  2547  ผ่านไปเพียง 10  วัน  เกิดคลื่นยักษ์ สึนามิ  ถล่มภาคใต้  (26 ธันวาคม 2547)  มีผู้เสียชีวิตกว่า 5,000  คน  ในประเทศไทย  และกว่า  230,000 คน ในเหตุการณ์ครั้งนี้

เทปรายการอัดไปเกือบ 3  ชั่วโมง  และข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติหลายตอนได้ถูกตัดออก เนื่องจากเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับสึนามิ   
 
เทปรายการนี้จึงต้องเลื่อนการออกอากาศออกไป  เพราะอยู่ในช่วงไว้อาลัยต่อการสูญเสียในเหตุการณ์ครั้งนี้
และรายการวีไอพี  ได้ออกอากาศทางช่อง  9  ในวันที่  17 มกราคม  2548  เวลา  20.30  นาฬิกา.





วันที่  17  มกราคม  2548

รายการ  V.I.P. 

เรื่อง

"การติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวในประเทศไทย"

ออกอากาศทางช่อง 9  อ.ส.ม.ท.








ดร.เทพนมย้ำอีกครั้ง “มนุษย์ต่างดาวมีจริง!” ติดต่อได้ผ่านสมาธิ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 ธันวาคม 2547 09:09 น.
ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน ประธานอำนวยการฝ่ายสถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิต ผู้บรรยายบรรยายเรื่อง “โทรจิตติดต่อมนุษย์ต่างดาว”
       ดร.เทพนมออกย้ำอีกครั้งว่า “มนุษย์ต่างดาวมีจริง” ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติครั้งที่ 9 ทำได้โดยติดต่อผ่านโทรจิตหรือการทำสมาธิ พร้อมกับเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้พบเจอกับมนุษย์ต่างดาว ไม่ว่าจะเป็นกับตัวเองและคนรอบข้าง
       

       มหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติ ครั้งที่ 9 ในหัวข้อ “วิทยาศาสตร์ทางจิตเพื่อสุขภาพ และการแพทย์ทางเลือก” ณ ดีทรอยต์ มอเตอร์เวิลด์ ได้เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่วานนี้ (3 ธ.ค.) โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการฝึกจิต เพื่อสุขภาพ คุณภาพชีวิตและคุณธรรม อีกทั้งเป็นการรวบรวม วิเคราะห์ วิจัยความรู้ ปรากฏการณ์ทางจิตให้ปรากฏชัดว่าเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต
       
       ในวันแรกของการเปิดงาน ช่วงบ่าย ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน ประธานอำนวยการฝ่ายสถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิต ผู้ที่ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับ “มนุษย์ต่างดาว” และ “ยูเอฟโอ” มากว่า 10 ปีได้ขึ้นบรรยายเรื่อง “โทรจิตติดต่อมนุษย์ต่างดาว” โดยเปิดเผยว่า มีการศึกษามนุษย์ต่างดาวกันอย่างกว้างขวางในต่างประเทศ โดยมีภาพถ่ายเป็นหลักฐานการพบเห็น ซึ่งการติดต่อมนุษย์ต่างดาวนั้น ต้องกระทำด้วยการทำสมาธิทางจิต ต้องทำจิตให้สงบแล้วจะสามารถเห็นได้
       
       
แจงลักษณะมนุษย์ต่างดาว พร้อมเผยประสบการณ์ส่วนตัว
       

       ”นึกถึงเขาให้มาปรากฏ แต่ทุกครั้งที่ทำต้องเตรียมกล้องไว้ข้างกายเสมอเพราะต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันเป็นข้อมูล เหมือนกับว่าหากเราเห็นแล้วคนอื่นก็ต้องเห็นด้วย” ดร.เทพนมเผย พร้อมทั้งแจกแจงว่า ในต่างประเทศได้แบ่งมนุษย์ต่างดาวไว้เป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.หน้าตาเหมือนมนุษย์ 2. มีลักษณะคล้ายมนุษย์แต่มีผิวหนังเป็นสีเทา 3.มีลักษณะคล้ายสัตว์ 4. มีลักษณะคล้ายหุ่นยนต์ 5. รูปร่างประหลาด 6. มีลักษณะคล้ายผี
       
       ทั้งนี้ ดร.เทพนม ยังเล่าถึงประสบการณ์การพบมนุษย์ต่างดาวที่เกี่ยวกับครอบครัวของเขาว่า ลูกชายตัวเองแต่งงานมา 9 ปี แต่ไม่มีลูก ดร.เทพนมจึงขอกับมนุษย์ต่างดาว ซึ่งในการข้อครั้งนั้นมีข้อแม้ว่าต้องพาลูกชายและลูกสะใภ้ไปบอสตัน และเมื่อไปถึง เย็นนั้นเองจานบินก็มาหาที่ริมทะเล ถัดจากนั้นอีก 2-3 อาทิตย์ต่อมาลูกสะใภ้ของ ดร.เทพนมก็ตั้งครรภ์

บรรยากาศในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติ ครั้งที่ 9 มีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

       ”หลังจากคลอดแล้วหลานคนนี้ก็สามารถเข้าใจในสิ่งที่พูดทางจิตด้วยการส่งสัญญาณมือ และเมื่อหลานอายุได้ 3 เดือนก็นั่งสมาธิได้หลังจากได้บอกทางจิตให้ลองนั่ง ครั้งหนึ่งมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นระหว่างที่คุยกับหลานทางอินเทอร์เน็ต ก็มีมือที่มี 3 นิ้วโผล่ขึ้นมาด้านหลังโบกไปมา ต่อมาจึงปรากฏหน้าให้เห็นมีลักษณะคล้ายหญิงชราเอามือตบหัวหลานเหมือนกับว่าคอยดูแลคุ้มครอง” ดร.เทพนมเล่า ประสบการณ์ตรงจากการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว
       
       
โทรจิตติดต่อมนุษย์ต่างโลก จากดาว "เวก้า"
       

       อีกทั้ง เขายังเล่าถึงประสบการณ์จากผู้อื่นว่า มีการติดต่อมนุษย์ต่างดาวทางสมาธิเมื่อปี 2546 โดยเป็นผู้หญิงเจ้าของบริษัทไฟฟ้ามาเล่าให้ฟังว่ามีประสบการณ์ประหลาด ตอนกลางคืนมีผู้ชายหน้าตาดี แต่งกายเหมือนท่านเคาท์แดรกคิวลามาหา ซึ่งผู้ชายคนนั้นบอกว่าตามหาหญิงเจ้าของบริษัทผู้นี้มานาน เนื่องจากเป็นภรรยาที่เสียชีวิตไปและต้องการให้กลับไปอยู่กินด้วยกันเหมือนเดิม
       
       ”ผมจึงติดต่อด้วยสมาธิ และมนุษย์ต่างดาวผู้นี้บอกว่าชื่อ “บีอี” มาจากดาวชื่อเหมือนมิสยูนิเวิร์สปี 46 ที่ชื่อ“เวก้า” และจะมาปรากฏให้เห็นในตอนเย็นเป็นยานทรงกระบอกสีแดงในวันที่ 25 ธ.ค. อีกทั้งยังฝากบอกไปถึงภรรยาเก่าด้วยว่าหากมีปัญหาเดือดร้อนให้นึกถึงเขาจะมาหาทันที และปีที่แล้วในขณะที่ธุรกิจเกี่ยวกับไฟฟ้าของหญิงผู้นี้ประสบปัญหาจะล้มละลาย บ้านจะโดนยึดและมีปัญหาเรื่องลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ หญิงผู้นี้ก็นึกถึงมนุษย์ต่างดาวบีอีขอให้ช่วย หลังจากนั้นไม่กี่วันเงินที่ถูกเพื่อนโกงก็ได้คืน กองบังคับคดีที่มีหน้าที่ยึดบ้านก็ไม่ยึด บุตรก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้” ดร.เทพนมเล่า
       
       
5,000 ปีที่แล้วมนุษย์ต่างดาวเคยเยือนไทย
       
       ”เมื่อคราวที่ต้องผ่าตัดหลังที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธปีที่แล้ว มนุษย์ต่างดาวบอกให้เอากล้องถ่ายที่หน้าต่างจานบินก็มา
อีกทั้งมนุษย์ต่างดาวก็บอกว่าไม่ต้องกลัวจะมาอยู่ในห้องด้วย และในการผ่าตัดครั้งนั้นหมอบอกว่าต้องใช้เวลาประมาณ 6-7 ช.ม. รวมทั้งต้องใช้เลือดอีก 6-7 ขวด เพราะในการผ่าตัดใหญ่ที่หลังนั้นผู้ป่วยจะเสียเลือดมาก แต่ปรากฏว่าไม่ต้องใช้เลือดเลยและใช้เวลาไปไม่เกิน 3 ช.ม.”
       
       นอกจากนี้ ดร.เทพนมยังเล่าถึงเหตุการณ์ “จานบินตก” โดยมีข้อมูลมาจากทำเนียบขาวว่ามีจานบินตกที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 1998 และสหรัฐอเมริกาส่งทีมค้นหาเข้ามาหาแต่ไม่พบ แต่ ดร.เทพนมและพระรูปหนึ่งไปตามหาจนเจอว่าตกอยู่บริเวณป่าสงวน แต่ทั้ง 2 ไม่กล้าเข้าไปเพราะกลัวโดนจับ และเมื่อคราวที่องค์การบริการการบินสหรัฐ (นาซา) มาประชุมที่มหาวิทยาลัยสุรนารี โดยได้เชิญคนไทย 3 คนไปพูด และเขาคือหนึ่งในนั้น ขณะนั้นก็มีจานบินมาให้เห็น
       
       อย่างไรก็ดี ดร.เทพนม ก็ได้ยืนยันเช่นเดิมว่า เมื่อ 5,000 ปีก่อนมนุษย์ต่างดาวเยือนไทย ซึ่งเขาเองก็เคยได้รับการติดต่อจากมนุษย์ต่างดาวว่าเคยมาประเทศไทยเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว โดยพบหลักฐานปรากฏอยู่ในถ้ำบนยอดเขาที่กาญจนบุรีเป็นภาพที่วาดโดยมนุษย์ถ้ำ ประมาณ 100 กว่าภาพเป็นภาพมนุษย์ต่างดาวตากลมโต เมื่อให้เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรเอาหินในถ้ำไปตรวจก็พบว่ามีอายุประมาณ 5,000 ปีตามที่กล่าวจริง
       
       งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติครั้งที่ 9 ครั้งนี้ ยังมีหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจอีกหลายเรื่องเช่น ญาณรู้พลังจิตจักรวาล โดย ดร. วนิดา ทิวกลาง สมาธิกับแสงออร่า โดย อ.ฉาดฉาน บุญนาค พิณแก้ว-ดนตรีพลิกชีวิต โดย อ.วีระพงศ์ ทวีศักดิ์ และวิทยาศาสตร์การหายใจกับพลังชีวิต โดย อ.กัญจีรา กาญจนเกตุ เป็นต้น ซึ่งงานนี้มีตั้งแต่วันที่ 3-6 ธ.ค.เวลา 10.00 – 19.00 น. บริเวณชั้น 3-4 ณ ดีทรอยต์ มอเตอร์เวิลด์ (ปากซอยรามคำแหง 30) สอบถามรายละเอียดได้ที่ นิตยสารโลกทิพย์ โทร 0-2248-3291-3 นิตยสารบูรพา โทร 0-9189-9052

ลุยมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิต ค้นหาศาสตร์ลี้ลับที่คุณไม่เคยรู้
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤศจิกายน 2547 09:02 น.
       พลังจิต-มนุษย์ต่างดาว-ยูเอฟโอ-ศาสตร์ฮวงจุ้ย-พลังจักรวาล ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ยังเป็นข้อสงสัยและชวนให้ติดตามค้นหาอยู่ไม่น้อย ทั้งนี้ เพราะในปัจจุบัน สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นและถูกยอมรับบนโลกใบนี้ ล้วนแต่ต้องอาศัยกรอบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในการอธิบายถึงความเป็นไปได้แทบทั้งสิ้น
       
       และด้วยการยอมรับในความเป็น “พระเจ้า” ของวิทยาศาสตร์นี่เอง ที่ทำให้ศาสตร์ทางเลือกรวมถึงปรากฏการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ต้องพยายามทำตัวให้เป็น “วิทยาศาสตร์” เพื่อยืนยันถึงการดำรงอยู่บนโลกใบนี้ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องราวที่บ่อยครั้งยังชวนให้เกิดข้อฉงนอยู่ไม่น้อยว่า “สิ่งเหล่านี้เป็นวิทยาศาสตร์ด้วยหรือ?”

       จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่า คำตอบเหล่านี้ล้วนถูกตั้งคำถามและถูกตอบมาแล้วถึง 8 ครั้ง ในงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติ” ซึ่งมีการจัดขึ้นทุกปี และปีนี้ก็ได้วนเวียนมาถึงครั้งที่ 9 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-6 ธ.ค.นี้ ที่ดีทรอยท์ มอเตอร์เวิลด์ (รามสแควร์ ไฮ-เอ็ด เซ็นเตอร์)
       
       ศ.ดร.น.พ.เทพนม เมืองแมน ประธานอำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิต ให้ข้อมูลว่า งานครั้งนี้ได้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “วิทยาศาสตร์ทางจิตเพื่อสุขภาพกับการแพทย์ทางเลือก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษา 77 พรรษา ด้วยการเชิญชวนประชาชนทำบุญพระกรรมฐาน 49 รูปจากวัดทั่วประเทศ พร้อมตักบาตรถวายพระพร ในช่วงเช้าวันที่ 4 ธ.ค.
       
       นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอีกกว่า 30 แห่ง ซึ่งถือว่ามากที่สุดในการจัดงาน 8 ครั้งที่ผ่านมา และส่วนใหญ่เป็นสถาบันที่ให้การสนับสนุนในเรื่องจิตเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพ โดยมี “สถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิตและนิตยสารโลกลี้ลับ” เป็นแกนนำในการจัดงาน รวมถึงมีการเน้นให้ความรู้สมัยใหม่เกี่ยวกับสมอง จิต วิญญาณ และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ที่ใช้ในการศึกษา
       
       “เราจะมีงานในหลายรูปแบบ ที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องของจิต ทำอย่างไรให้ผู้คนมีจิตที่สงบและเป็นสุขมากขึ้น เช่น การรู้จักใช้พลังจักรวาลง่ายๆ ในการช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งในการให้ความรู้ในเรื่องเหล่านี้ ก็จะเป็นไปอย่างมีเหตุมีผลทางวิทยาศาสตร์ และในประเทศที่เขาพัฒนาแล้วหลายแห่ง ก็ให้ความสนใจค่อนข้างมาก เรื่องเหล่านี้เขาไม่ได้หัวเราะเยาะกัน” ศ.ดร.น.พ.เทพนมอธิบาย
       
       ด้านจันทน์ทิพย์ ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการโครงการผู้จัดการสุขภาพ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่เข้าร่วมในครั้งนี้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตามปกติแล้วโครงการผู้จัดการสุขภาพได้มีการเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพทางเลือก โดยผ่านทางวิทยุและหนังสือพิมพ์เป็นประจำอยู่แล้ว ทั้งนี้ กิจกรรมหลักๆ ที่ทำอยู่ก็คือ โครงการขยับกาย สบายชีวี วิถีพุทธ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการฝึกจิตขั้นพื้นฐานและการออกกำลังไปในตัว ซึ่งคนที่ฝึกแล้วก็จะพูดต่อๆ กันว่า มีสมาธิและสติดีขึ้น

       อย่างไรก็ตาม ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติครั้งนี้ ก็จะได้มีการยก “อุทยานอนุรักษ์สุขภาพ”ซึ่งจากเดิมเคยจัดกันแต่ที่บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ ย้ายไปจัดที่งานมหกรรมฯ เป็นครั้งแรกด้วยรวมทั้งการนำศาสตร์การดูแลสุขภาพแขนงต่างๆ เช่น ตีลัญจกร , ดนตรีบำบัด , อัญมณีบำบัด , ฮวงจุ้ยเพื่อสุขภาพ , ชี่กง , การดูแลสุขภาพด้วยพลังคอสมิก นำไปแสดงและให้ความรู้กับประชาชนที่เข้าร่วมงาน
       
       ขณะที่ดร.คะนอง เนินอุไร เลขาธิการและประธานฝ่ายทำบุญพระกรรมฐาน สถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิต กล่าวว่า เป็นเวลาถึง 8 ครั้งแล้ว ที่กลุ่มบุคคลและองค์กรต่างๆ ได้ร่วมจัดงานที่เกี่ยวกับจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พลังจิต” เริ่มตั้งแต่การให้ความรู้ทางจิต การฝึกจิต และการใช้ประโยชน์จากจิตที่ฝึกแล้ว รวมถึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อสุขภาพของตนเองและผู้อื่นได้
       
       ...เอาเป็นว่า ใครที่อยากรู้ว่า ศาสตร์ทางเลือกต่างๆ มากมายเหล่านี้ ไม่ว่าจะหมดดู ไพ่ยิปซี พลังจักรวาลรักษาโรค หินบำบัด การทำสมาธิ หรือแม้แต่เรื่องยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาว จะสามารถให้คำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร คงต้องไปค้นหาคำตอบเอาในงาน เพราะแค่เพียงขณะนี้ก็ได้มีบูทต่างๆ สมัครเข้าร่วมงานแล้วกว่า 100 บูธ ยังไม่นับการบรรยายในเรื่องพลังจิตต่างๆ อีกกว่า 60 หัวข้อ
       
       แต่ที่แน่ๆ ได้รับการยืนยันจากผู้จัดงานมาว่า ในงานครั้งที่แล้ว ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่ของผู้เข้าชมงานก็เรียนจบปริญญาตรีเสียเป็นส่วนใหญ่เสียด้วย งานนี้ใครอยากรู้ ต้องลองไปพิสูจน์เอาเอง

  

อเมริกันชนเชื่อ “มนุษย์ต่างดาว” มีจริง
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 มิถุนายน 2548 04:34 น.
หน้าตาของ "เอเลียน" ที่คนส่วนใหญ่นึกถึง
       สเปซดอทคอม - แม้ว่าการถ่ายทอดเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตนอกโลกหรือมนุษย์ต่างดาว ทั้งเชิงน่ารักและน่ากลัวส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่แค่ในนวนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ชาวอเมริกันถึง 2 ใน 3 ต่างก็เชื่อว่าในห้วงจักรวาลอันกว้างไกลน่าจะมี (มะนาวต่างดุ๊ด) “มนุษย์ต่างดาว” หรือสิ่งมีชีวิตทำนองนี้อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ที่ไหนสักแห่ง
       
       
ศูนย์การสำรวจและวิเคราะห์วิจัย (Center for Survey and Research Analysis) ของมหาวิทยาลัยแห่งคอนเนกติกัต (University of Connecticut) สหรัฐอเมริกา ได้รับมอบหมายจากเนชันแนล จีโอกราฟิก แชนแนล (National Geographic Channel) ให้สำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันทางโทรศัพท์ทั้งหมด 1,000 คน ถึงความเป็นไปได้ว่า “มนุษย์ต่างดาว” มีจริงหรือไม่ โดยกลุ่มเป็นหญิง 523 คนและชาย 477 คน ทั้งหมดมีอายุมากกว่า 18 ปี ซึ่งผลการสำรวจระบุว่า 60% ของกลุ่มตัวอย่างเชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตหรือมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่บนดาวดวงอื่นๆ
       

       ในกลุ่มที่เชื่อว่ามีมนุษย์ต่างดาวอยู่นี้ ส่วนใหญ่รู้สึกตื่นเต้นและคาดหวังว่าจะมีการค้นพบมนุษย์ต่างดาวจริงๆ ขณะที่ 90% ของกลุ่มนี้เชื่อว่าโลกของเราสามารถโต้ตอบข้อความหรือสารที่ได้รับจากดาวดวงอื่นๆ ได้ แม้แต่ 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่ไม่เชื่อว่าจะมีชีวิตอยู่นอกโลกนั้นก็ยังกล่าวว่า ถ้ามีการส่งสัญญาณมาจากมนุษย์ต่างดาวจริง โลกของเราก็ควรจะตอบกลับไป
       
       อีกทั้ง จากโพลที่สำรวจความคิดเห็น 77% ในกลุ่มผู้ที่เชื่อว่าน่าจะมีมนุษย์ต่างดาวอยู่จริงนั้น คิดว่ามนุษย์ต่างดาวน่าจะมีรูปร่างเหมือนเอเลียน หรือมีลักษณะที่แปลกประหลาดต่างจากมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นน่าจะพัฒนาขึ้น ณ ดาวเคราะห์ที่มีลักษณะแตกต่างจากดาวโลก และกลุ่มตัวอย่าง 8 ใน 10 คนเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวที่ว่าจะต้องมีเชาวน์ปัญญาที่พัฒนาก้าวหน้าไปกว่ามนุษย์อย่างพวกเรา

SETI เชื่อว่าจะต้องมีมนุษย์ต่างดาวอยู่สักแห่งบนฟากฟ้า
       นอกจากนี้ การสำรวจความคิดเห็นยังได้วิเคราะห์ถึงความเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อพื้นฐานทางการเมือง แต่เกี่ยวข้องกับกิจปฏิบัติทางศาสนามากกว่า โดยในการสำรวจทั้งชาวเดโมแครตและรีพับลิกันต่างเชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตในดวงดาวใบอื่นพอๆ กัน ขณะที่คริสตศาสนิกชนที่หมั่นไปโบสถ์เพียง 46% เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง และกลุ่มผู้ที่ไม่ไปโบสถ์เป็นประจำเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงถึง 70%
       

       ทั้งนี้ เซธ โชสตาก (Seth Shostak) นักดาราศาสตร์อาวุโสประจำ
สถาบันค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่มีเชาวน์ปัญญา(Search for Extraterrestrial Intelligence Institute : SETI) เปิดเผยว่า สาธารณชนให้ความสนใจถึงความเป็นไปได้ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นอกเขตโลก ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายๆ ตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการประกาศของนักวิจัยในปี 2539 ที่อ้างว่าพบหลักฐานแห่งชีวิตของจุลชีพโบราณในก้อนหินจากดาวอังคาร ณ เวลานั้นเกิดกระแสแตกตื่นในวงการสื่อและสมาคมวิทยาศาสตร์มากมาย อีกทั้งการค้นพบครั้งนี้ก็ยังกลายเป็นข้อถกเถียงกระทั่งปัจจุบัน
       
       "แต่ก็แสดงให้เห็นว่าการค้นพบสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นอกโลกนั้นมีความสำคัญอย่างไร แม้ว่าสิ่งที่ค้นพบจะเป็นจุลชีพเล็กๆ ที่ตายแล้วก็ตาม” โชสตากอธิบายถึงการโต้เถียงอันเนื่องมาจากหินจากดาวอังคารก้อนนั้น ซึ่งมีหลายๆ คนและ SETI เองก็เชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ร่วมใช้ชีวิตอยู่ในกาแล็กซีของพวกเรา โดยนักดาราศาสตร์อาวุโสของสถาบันตามหามนุษย์ต่างดาวผู้นี้
เชื่อว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า (2568) พวกเราอาจจะค้นพบหลักฐานที่ชี้ว่ามีสิ่งมีชีวิตที่มีเชาวน์ปัญญาอยู่นอกโลกจริง
       

       ”ไม่มีใครรู้ว่าพวกเราจะค้นพบอะไร แต่พวกเรามีรายชื่อดาวเคราะห์มากมายที่ต้องสงสัยว่าน่าจะมีร่องรอยทางชีววิทยา และการสังเกตการณ์อวกาศในอนาคตก็อาจจะเป็นการมองหาชีวิต” โชสตากแจกแจง ซึ่งส่วนใหญ่โครงการของสถาบัน SETI จะเน้นการค้นหาเชาวน์ปัญญาของสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวตามชื่อของสถาบัน โดยมุ่งตรงไปที่การวิเคราะห์การส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่คลื่นวิทยุระหว่างดวงดาว ในฐานะที่เป็นสัญญาณจากอารยธรรมอันไกลโพ้น สถาบันไม่แสวงผลกำไรซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซิลิคอน แวลเลย์ ถือเป็นองค์กรเอกชนที่อุทิศตนเพื่อค้นคว้าเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้บุกเบิกการค้นคว้าหลายชิ้นที่กำลังเดินหน้าอยู่ในปัจจุบัน