ความขัดแย้งระหว่างประเทศอิสราเอล-ปาเลสไตน์

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์นั้น ยืดเยื้อ ยาวนาน  หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อได้มีการจัดตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นในดินแดนซึ่งเคยเป็นดินแดนของชาวปาเลสไตน์ ตั้งแต่นั้นมา ได้มีการต่อสู้รบพุ่งกันมาตลอดเพื่อแย่งชิงดินแดน โดยทางชาติอาหรับได้ร่วมกับปาเลสไตน์ในการรบกับอิสราเอลมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะอิสราเอลได้ ขณะเดียวกัน อิสราเอลก็อยู่ในสถานะไม่มีเสถียรภาพ เพราะชาวปาเลสไตน์บางส่วนได้เข้าร่วมกับขบวนการก่อการร้าย ฮามาส และ ฮิสบุลลอฮฺ และปฏิบัติการก่อการร้ายต่ออิสราเอลมาโดยตลอด  และในสงคราม 22 วันก็เช่นเดียวกันอิสราเอลมีเป้าหมายในการทำหลายล้างฮามาสจริงหรือไม และอิสราเอลมีเป้าหมายในการทำสงครามเพี่ออะไรกันแน่

ดร.จอห์น เอ็ชเดวิส อดีตกรรมาธิการทั่วไปของ UNRWA ได้แสดงความคิดเห็นว่าเมื่อเวลามาถึง ทั่วโลกและแม้แต่ชาวอิสราเอลด้วยจะได้เห็นว่าไซออนนิสม์ คือสาเหตุแห่งความขัดแย้งและนายแมคโชเวอร์ ศาสตราจารย์วิชาปรัชญาชาวยิวได้พูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาว่า สันติภาพในดินแดนนั้น ขึ้นอยู่กับการปลดปล่อยตัวเองของอิสราเอล จากลัทธิไซออนิสม์ และเมื่อการปกครองของไซออนนิสม์ยุติลง

ประวัติความเป็นมาของปัญหาอาหรับกับยิว

ที่มา กระทู้โดยคุณ Sh, ในห้องราชดำเนิน เว็บไซต์พันทิพย์ดอทคอม (8 ส.ค. 45)

ปาเลสไตน์ มีเนื้อที่ 10,429 ตารางไมล์ ถูกแบ่งไปเป็นประเทศอิสราเอลเสีย 7,993 ตารางไมล์ ส่วนหนึ่งมาเป็นประเทศจอร์แดน และอีกส่วนหนึ่งซึ่งเรียกว่าฉนวนกาซา อยู่ใต้การครอบครองของอียิปต์ เมื่อ ค.ศ. 1949 (เวลานี้ เขตดังกล่าวอยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอลหลังจากสงครามในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1967)

เป็นเวลากว่าหนึ่งพันปีมาแล้ว ที่ปาเลสไตน์ได้กลายเป็นดินแดนส่วนหนึ่ง อยู่ร่วมกับประชาชนที่พูดภาษา อาหรับ ได้แก่จอร์แดน, ซีเรีย, เลบานอน, อิรัค, ซาอุดีอาระเบีย, เยเมน และอียิปต์ ซึ่งรวมเรียกว่าตะวันออกกลาง

ในยุคกลางของยุโรป เมื่อ ค.ศ. 1095 คริสตศาสนิกในทวีปยุโรปพยายามที่จะเข้าครองปาเลสไตน์ ได้ยกกองทัพมารุกราน และเกิดสงครามติดพันกันหลายครั้งประมาณ 150 ปี แต่ก็หาได้รับความสำเร็จไม่ จนต้องพ่ายแพ้กลับไป สงครามนี้เรียกว่า ครูเสด เป็นสงคราม ที่โป๊บได้มีบทบาทอย่างสำคัญ

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 1897 ได้มีการประชุมเป็นครั้งแรกที่เมืองบาล (Basle) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อก่อตั้งองค์การไซออนนิสม์ โดยมี ธิโอดอร์ เฮอร์เซิล เป็นหัวหน้าเพื่อเรียกร้องให้ผู้นับถือศาสนายูดาย และผู้มีเชื้อสายยิวอพยพเข้าไปอยู่ในปาเลสไตน์โดยตั้งรัฐยิว Der Judenstaat ขึ้น ธิโอดอร์ถึงแก่ชีวิตด้วยโรคหัวใจเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1904 มีอายุได้ 44 ปี คนอื่นในพรรคไซออนนิสม์ก็ทำหน้าที่รับช่วงต่อไป เพื่อดำเนินผลทางการเมืองและทางเศรษฐกิจให้บรรลุจุดหมาย

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รัฐบาลอังกฤษได้ออกแถลงการณ์บัลฟุร์ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1917 ถึงความประสงค์ที่จะตั้งถิ่นที่อยู่ของชาวยิวขึ้นในปาเลสไตน์ แถลงการณ์นี้แสดงความเห็นอกเห็นใจชาวยิว โดยไม่ได้รับการเห็นชอบจากชาวอาหรับผู้เป็นเจ้าของประเทศซึ่งเป็นมุสลิมและคริสศาสนิก 93% ส่วนอีก 7% นั้นเป็นชาวยิว

ใน ค.ศ.1922 สันนิบาตชาติ-Laegue of Nations- ซึ่งก็มิใช่ชาวอาหรับอีกนั้นแหละ-ได้ลงมติแบ่งแยกและยกดินแดนหลายประเทศในตะวันออกกลาง ให้อยู่ในอารักขาของอังกฤษและฝรั่งเศส

ใน ค.ศ.1947 สหประชาชาติได้ลงมติให้แบ่งแยกปาเลสไตน์ออกเป็นสองส่วน คือส่วนหนี่งของยิวและอีกส่วนหนึ่งของอาหรับ โดยมิได้รับความยินยอมเห็นชอบจากเจ้าของประเทศ อันเป็นชนวนทำให้เกิดสงครามและวิกฤติกาลเรื้อรังจนบัดนี้

แม้จะเป็นที่ยอมรับกันว่า พวกอาหรับจะต้องต่อต้านการอพยพของคนต่างด้าวแม้จะเป็นยิวหรือชนชาติใดก็ตามที่เข้ามาในปาเลสไตน์โดยมิได้รับอนุญาต ก็ยังมีบุคคลเป็นจำนวนมากที่ไม่เข้าใจว่าสถานภาพของชาวอาหรับ ถึง กับกล่าวว่า ชาวอาหรับน่าจะยินดีต่อการตั้งรัฐอิสราเอล บางคนว่า เวลาเท่านั้นจะชี้ขาดและชาวอาหรับจะอ่อนข้อไปเอง และจะได้รับประโยชน์จากวิชาการและความมั่งคั่งของชาวยิว

ประธานาธิบดีแฮรี เอ็ส. ทรูแมน ถึงกับได้เขียนไว้ว่า ต่อไปอิสราเอลจะเป็นศูนย์อุตสาหกรรม และอาหรับจะเป็นผู้ป้อนวัตถุดิบ เพื่อซื้อผลิตภัณฑ์จากอิสราเอล

บัดนี้ 53 ปีได้ผ่านไปแล้ว คำพูดและความหวังเช่นนั้นก็มิได้เป็นจริง ทุก ๆ ปีจะมีรายงานแห่งกองบันเทาทุกข์ของสหประชาชาติ (United Nations Relief and Wor Agency-UNRWA) ว่าชาวอาหรับผู้ลี้ภัยเหล่านั้นต้องการกลับไปยังภูมิลำเนาเดิมของตนในปาเลสไตน์

ชาวอาหรับปาเลสไตน์เหล่านี้ได้ตั้งองค์การกู้ประเทศขึ้นทำสงครามแบบกองโจรกับพวกอิสราเอล ความหวังที่ว่า ตะวันออกกลางจะเป็นสวนหย่อนใจนั้นยังห่างไกลอยู่

ข้อหนึ่งซึ่งจะเว้นกล่าวเสียมิได้คือ ถ้ามิใช่เพราะลัทธิแอนตี้-เสมิติคในยุโรป จำนวนอพยพของพวกยิวสู่ปาเลสไตน์ก็จะมิได้รับการสนใจ และทรัพย์สินทั้งหลายก็คงมิถูกโยกย้ายมาลงทุนในปาเลสไตน์ดังที่เป็นอยู่ขณะนี้

หวังว่า ข้อเขียนต่อไปนี้จะช่วยให้ผู้อ่านกรองข่าวและความเป็นมาต่างๆ เพื่อหาแนววินิจฉัยที่ถูกต้องได้ด้วยความเป็นธรรม

1. ที่มาของปัญหา

ปัญหาอาหรับกับยิวเกิดขึ้นเนื่องจากชาวยิวซึ่งส่วนมากเป็นชาวยุโรปที่นับถือศาสนายูดายได้อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในปาเลสไตน์ อันเป็นที่อยู่ของพวกอาหรับมาประมาณ 1400 ปี ด้วยความเห็นชอบและสนับสนุนของอังกฤษ, สหรัฐอเมริกา, และมหาอำนาจบางประเทศ โดยที่พวกอาหรับไม่เคยยินยอมด้วย เราจะต้องจำแนกความเข้าใจขั้นมูลฐานก่อนว่า ปัญหาที่เกิดนี้มิใช่ระหว่างอาหรับกับชาวยิว แต่กับชาวยิวสมาชิกองค์การไซออนนิสม์ โดยมีการตั้งข้อเรียกร้องว่า :-

  1. พวกยิวได้เคยอยู่ในปาเลส ไตน์มา เมื่อก่อนสองพันปีโน้น ถึงแม้จะต้องเร่ร่อนอยู่ตามประเทศต่างๆ หลังจากนั้นตลอดมา ก็ย่อมมีสิทธิที่จะกลับเข้าไปอยู่บ้านเดิมของตนได้
  2. ตามพระคัมภีร์ไบเบิล พระเจ้าได้ทรงสัญญาแผ่นดินปาเลสไตน์ไว้แก่พวกยิวเพราะฉะนั้น การที่พวกยิวจะอพยพกลับยังดินแดนนี้ จึงเป็นการปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า
  3. พวกยิวถูกกดขี่ข่มเหงในทวีปยุโรปเพราะฉะนั้นพวกนี้ต้องมีที่อยู่ของตนเอง ที่เหมาะที่สุดคือปาเลสไตน์
  4. พวกยิวมีความเจริญทางเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมดีกว่าพวกอาหรับ การได้อพยพมาอยู่จึงเท่ากับช่วยพวกอาหรับผู้ล้าหลัง
  5. เนื่องจากรัฐบาลของกลุ่มประเทศอาหรับอ่อนแอ ไม่สามัคคีกัน, เนื่องจากองค์การสหประชาชาติยอมรับรัฐอิสราเอลเป็นสมาชิก, เนื่องด้วยพวกอาหรับได้โจมตีพวกยิวเมื่อ ค.ศ.1948, เนื่องด้วยพวกอาหรับอพยพออกจากปาเลสไตน์เอง, เนื่องด้วยกลุ่มประเทศอาหรับต้องการใช้พวกลี้ภัยชาวปาเลส ไตน์เป็นเครื่องมือ จึงมิได้ช่วยเหลือหาที่อยู่ให้พวกเหล่านี้, และเนื่องด้วยอิสราเอลเป็นอู่ของประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น พวกยิวจึงมีสิทธิตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นซ้อนประเทศปาเลสไตน์

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์
              ประเทศอิสราเอลเป็นของชาวยิวชาติเดียวที่ จัดตั้งประเทศขึ้นท่ามกลางกลุ่มประเทศอาหรับใน
ตะวันออกกลางโดยจัดตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นเมื่อหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ด้วยการยึดครองดินแดนของชาว
ปาเลสไตน์ ทำให้ชาวปาเลสไตน์ไม่มีที่อยู่อาศัยต้องลี้ภัยไปอาศัยในดินแดนประเทศอาหรับเพื่อนบ้าน จนเป็น
ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในเวลาต่อมาผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่ในประเทศอาหรับหลายประเทศที่มาก
ที่สุด คือ เลบานอน พวกเขาได้ก่อตั้งกองกำลังต่อต้านยิวขึ้นหลายกลุ่ม  เช่น  กลุ่มกันยายนทมิฬ  กลุ่มฮาร์มาซที่
ปฏิบัติการรุนแรง แต่กลุ่มใหญ่ที่สุดคือ   กลุ่มองค์การปลดแอกปาเลสไตน์  (Palestine Liberal Organization  : PLO) ที่มีนายยัตเซอร์  อาราฟัต เป็นผู้นำ ส่วนกลุ่มประเทศ อาหรับ เช่น เลบานอน  อิรัก  ซีเรีย ที่มีอียิปต์เป็น
ผู้นำได้จัดตั้งสันนิบาตอาหรับ (The  Arab League) รวม  22  ประเทศรวมกำลังทำสงครามกับอิสราเอลหลาย
ครั้งแต่ไม่เคยเอาชนะได้กลับต้องเสียดินแดนให้กับอิสราเอลมากขึ้น ที่สำคัญคือ   ฉนวนกาซา  และฝั่งตะวันตก
ของแม่น้ำจอร์แดน (West Bank)

แนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับชาวปาเลสไตน์
              
ได้มีความพยายามแก้ปัญหาระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มประเทศอาหรับและชาวปาเลสไตน์ตั้งแต่หลัง
สงครามโลกครั้งที่  2  หลายครั้ง  แต่ไม่เป็นผลเพราะกลุ่มประเทศอาหรับไม่ยอมรับรองรัฐอิสราเอลและอิสรา-
เอลเองก็ไม่ยอมถอนกำลังออกจากเขตยึดครอง ใน ค.ศ. 1988  นายยัตเซอร์  อาราฟัต  ได้ประกาศตั้งประเทศ
ปาเลสไตน์โดยถือเอาฉนวนกาซา และฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน  เป็นที่ตั้งประเทศ  แต่ในทางปฏิบัติยัง
ไม่เป็นผลเพราะดินแดนดังกล่าวยังถูกยึดครองโดยกองกำลังทหารอิสราเอล
ด้วยความพยายามของทุกฝ่าย  ทั้งองค์การสหประชาชาติ  สหรัฐอเมริกาและ
ประเทศต่างๆ จึงทำให้สันติภาพเริ่มปรากฏขึ้น โดยนายกรัฐมนตรียิตซัค  ราบิน
ของอิสราเอล  และนายยัตเซอร์  อาราฟัต ผู้นำชาวปาเลสไตน์  ได้ทำสัญญาสันติ
ภาพใน ค.ศ.1994โดยอิสราเอลยอมรับการเกิดรัฐปาเลสไตน์และสัญญาว่าจะถอน
กำลังทหารจากเขตยึดครอง เป็นผลให้ทั้งสองคนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติ
ภาพแต่สันติภาพก็เริ่มเกิดปัญหาอีกเมื่อนายยิตซัค  ราบิน ถูกสังหาร โดยนักศึกษา
หัวรุนแรงชาวยิวที่ไม่พอใจสัญญาสันติภาพและเปิดโอกาสให้ผู้นำคนใหม่ที่ไม่
เห็นด้วยกับสัญญาสันติภาพคือ   นายเบนจามิน เนทันยาฮู  ขึ้นบริหารประเทศ 
สัญญาสันติภาพจึงไม่ได้รับการสนองตอบจากอิสราเอล จนเกิดความขัดแย้งขึ้น
อีก ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในระยะการเจรจา  โดยสหรัฐอเมริกาเป็นผู้จัดการ

 

จัดทำโดย

 1. น.ส.ฐาปนี      เช็งสุทธา            ม. 5/6        เลขที่ 18

 2. น.ส.เกศกนก พาชี                 ม. 5/6        เลขที่ 26

 3. น.ส.ณัฏฐา      มาประสพ          ม. 5/6        เลขที่ 27

 4. น.ส.พัชรินทร์ ดิษฐ์เทศ            ม. 5/6        เลขที่ 19

 5. น.ส.กันยา      ศรีสุข                ม. 5/6        เลขที่ 21

 6. น.ส.ปาริตา     น้อยนาค            ม. 5/6        เลขที่ 10

 7. นายณัฐดนัย    กุลวงศ์             ม. 5/6        เลขที่ 17



Comments