การอ่านออกเสียงทำนองเสนาะ



๑.  ความหมายของ “การอ่านทำนองเสนาะ”
       การอ่านทำนองเสนาะคือวิธีการอ่านออกเสียงอย่างไพเราะตามลีลาของบทร้อยกรองแต่ละ
ประเภทหรือหมายถึง การอ่านตามทำนอง (ทำนอง = ระบบเสียงสูงต่ำ ซึ่งมีจังหวะสั้นยาว) เพื่อให้
เกิดความเสนาะ (เสนาะ, น่าฟัง, เพราะ, วังเวงใจ)
๒.  วัตถุประสงค์ในการอ่านทำนองเสนาะ
       การอ่านทำนองเสนาะเป็นการอ่านให้คนอื่นฟัง ฉะนั้นทำนองเสนาะต้องอ่านออกเสียง เสียงทำ
ให้เกิดความรู้สึก-ทำให้เห็นความงาม-เห็นความไพเราะ-เห็นภาพพจน์ ผู้ฟังสัมผัสด้วยเสียงจึงจะเข้า
ถึงรสและความงามของบทร้อยกรองที่เรียกว่าอ่านแล้วฟังพริ้งเพราะเสนาะโสต การอ่านทำนอง
เสนาะจึงมุ่งให้ผู้ฟังเข้าถึงรสและเห็นความงามของบทร้อยกรอง

                                                                            ๓.  รสที่ใช้ในการอ่านทำนองเสนาะ

      ๓.๑ รสถ้อย (คำพูด) แต่ละคำมีรสในคำของตัวเอง ผู้อ่านจะต้องอ่านให้เกิดรสถ้อย
ตัวอย่าง
                           สักวาหวานอื่นมีหมื่นแสน                   ไม่เหมือนแม้นพจมานที่หวานหอม
             กลิ่นประเทียบเปรียบดวงพวงพะยอม                  อาจจะน้อมจิตโน้มด้วยโลมลม
             แม้นล้อลามหยามหยาบไม่ปลาบปลื้ม                 ดังดูดดื่มบอระเพ็ดต้องเข็ดขม
             ผู้ดีไพร่ไม่ประกอบชอบอารมณ์                          ใครฟังลมเมินหน้าระอาเอย
(พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงบดินทร์ไพศาลโสภณ)
       ๓.๒  รสความ (เรื่องราวที่อ่าน) ข้อความที่อ่านมีเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร เช่น โศกเศร้า
สนุกสนาน 
ตื่นเต้น โกรธ รัก เวลาอ่านต้องอ่านให้มีลีลาไปตามลักษณะของเนื้อเรื่องนั้นๆ
     ตัวอย่าง : บทโศกตอนที่นางวันทองไปส่งพลายงามให้ไปหาย่าทองประศรีที่สุพรรณบุรี
                           ลูกก็แลดูแม่แม่ดูลูก                      ต่างพันผูกเพียงว่าเลือดตาไหล
             สะอื้นร่ำอำลาด้วยอาลัย                              แล้วแข็งใจจากนางตามทางมา
             เหลียวหลังยังเห็นแม่แลเขม้น                     แม่ก็เห็นลูกน้อยละห้อยหา
             แต่เหลียวเหลียวเลี้ยวลับวับวิญญาณ์         โอ้เปล่าตาต่างสะอื้นยืนตะลึง
(เสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม : สุนทรภู่)
       ๓.๓ รสทำนอง (ระบบเสียงสูงต่ำซึ่งมีจังหวะสั้นยาว) ในบทร้อยกรองไทยจะประกอบด้วย
ทำนองต่างๆ เช่น ทำนองโคลง ทำนองฉันท์ ทำนองกาพย์ ทำนองกลอนและทำนองร่าย เป็นต้น
                                            สัตว์ พวกหนึ่งนี้ชื่อ               พหุบา ทาแฮ
                                   มี      อเนกสมญา                          ยอกย้อน
                                   เท้า   เกิดยิ่งจัตวา                         ควรนับ เขานอ
                                   มาก จวบหมิ่นแสนซ้อน                สุดพ้นประมาณฯ
(สัตวาภิธาน : พระยาศรีสนทรโวหาร (น้อย อาจารยากูร)
       ๓.๔ รสคล้องจอง ในบทร้อยกรองต้องมีคำคล้องจอง ในคำคล้องจองนั้นต้องให้ออกเสียง
ต่อเนื่องกันโดยเน้นสัมผัสนอกเป็นสำคัญ เช่น
                               ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง           มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
                      โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา                   ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
                      ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ                      พระสรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
                      ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย                           ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
                      ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก                   สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
                      ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป                       แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน
(นิราศภูเขาทอง : สุนทรภู่)
       ๓.๕ รสภาพ เสียงทำให้เกิดภาพ ในแต่ละคำจะแฝงไปด้วยภาพในการอ่านให้เห็นภาพต้องใช้
เสียงสูง-ต่ำ ดัง - ค่อย แล้วแต่จะให้เกิดภาพอย่างไร เช่น
                                   “มดเอ๋ยมดแดง                            เล็กเล็กเรี่ยวแรงแข็งขยัน”
                                   “สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย               งามชดช้อยลอยหลังสินธ์ุ”
                                   “อยุธยายศล่มแล้ว                       ลอยสวรรค์ ลงฤๅ”
๔.    หลักการอ่านทำนองเสนาะ มีดังนี้
       ๑. ก่อนอ่านทำนองเสนาะให้แบ่งคำแบ่งวรรคให้ถูกต้องตามหลักคำประพันธ์เสียก่อนโดย
ต้องระวังในเรื่องความหมายของคำด้วย เพราะคำบางคำอ่านแยกคำกันไม่ได้ เช่น
                          “สร้อยคอขนมยุระ                     ยูงงาม”
                                                                               (ขน-มยุระ, ขนม-ยุระ)
                          “หวนห่วงม่วงหมอนทอง          อีกอกร่องรสโอชา”
                                                                               (อีก-อก-ร่อง, อี-กอ-กร่อง)
                          “ดุเหว่าจับเต่าร้างร้อง                          เหมือนจากห้องมาหยารัศมี”     
                                                                               (จับ-เต่า-ร้าง, จับ-เต่า)
                          “แรงเหมือนมดอดเหมือนกา              กล้าเหมือนหญิง”
                                                                               (เหมือน-มด, เหมือน-มด-อด)
       ๒.    อ่านออกเสียงธรรมดาให้คล่องก่อน
       ๓.     อ่านให้ชัดเจน โดยเฉพาะออกเสียง ร ล และคำควบกล้ำให้ถูกต้อง เช่น
                  “เกิดเป็นชายชาตรีอย่าขี้ขลาด                        บรรยากาศปลอดโปร่งโล่งสมอง
หยิบน้ำปลาตราสับปะรดให้ทดลอง                ไหนเล่าน้องครีมนวดหน้าทาให้้ที
เนื้อนั้นมีโปรตีนกินเข้าไว้                          คนเคราะห์ร้ายคลุ้มคลั่งเรื่องหนังผี
ใช้น้ำคลองกรองเสียก่อนจึงจะดี                     เห็นมาลีคลี่บานหน้าบ้านเอย”
       ๔.     อ่านให้เอื้อสัมผัส เรียกว่า คำแปรเสียง เพื่อให้เกิดเสียงสัมผัสที่ไพเราะ เช่น
                          พระสมุทรสุดลึกล้น                  คณนา
                (อ่านว่า     พฺระ-สะ-หมุด-สุด-ลึก-ล้น                  คน-นะ-นา)
                          ข้าขอเคารพอภิวาท                    ในพระบาทบพิตรอดิสร
                (อ่านว่า     ข้า-ขอ-เคา-รบ-อบ-พิ-วาด          ใน-พฺระ-บาด-บอ-พิด-อะ-ดิด-สอน
                           ขอสมหวังตั้งประโยชน์โพธิญาณ
                (อ่านว่า     ขอ-สม-หฺวัง-ตั้ง-ปฺระ-โหฺยด-โพด-ทิ-ยาน)
       ๕.     ระวัง ๓ ต อย่าให้ตกหล่น อย่าต่อเติม และอย่าตู่ตัว
       ๖.     อ่านให้ถูกจังหวะ คำประพันธ์แต่ละประเภทมีจังหวะแตกต่างกัน ต้องอ่านให้ถูกวรรคตอนตามแบบแผนของคำประพันธ์นั้นๆ เช่น มุทิงคนาฉันท์ (๒-๒-๓)
                  “ป๊ะโท่น / ป๊ะโทน /ป๊ะโท่นโท่น      บุรุษ / สิโอน / สะเอวไหว
                  อนงค์ / นำเคลื่อน / เขยื้อนไป   สะบัด / สไบ / วิไลตา”
       ๗.     อ่านให้ถูกทำนองของคำประพันธ์นั้นๆ (รสทำนอง)
       ๘.     ผู้อ่านต้องใส่อารมณ์ตามรสความของบทประพันธ์นั้นๆ รสรัก โศก ตื่นเต้น ขบขัน โกรธ แล้วใส่น้ำเสียงให้สอดคล้องกับรสหรืออารมณ์ต่างๆ เหล่านั้น
       ๙.     อ่านให้เสียงดัง (พอที่จะได้ยินกันทั่วถึง)ไม่ใช่ตะโกน
       ๑๐.   เวลาอ่านอย่าให้เสียงขาดเป็นช่วงๆ ต้องให้เสียงติดต่อกันตลอด เช่น
                  “วันจันทร มีดารากร เป็นบริวาร เห็นสิ้นดินฟ้า ในป่าท่าธาร มาลีคลี่บาน ใบก้านอรชร”
       ๑๑.  เวลาจบให้ทอดเสียงช้าๆ
๕.   ประโยชน์ที่ได้รับจากการอ่านทำนองเสนาะ
       ๑.     ช่วยให้ผู้ฟังเข้าถึงรสและเห็นความงามของบทร้อยกรองที่อ่าน
       ๒.    ช่วยให้ผู้ฟังได้รับความไพเราะและเกิดความซาบซึ้ง (อาการรู้สึกจับใจอย่างลึกซึ้ง)
       ๓.     ช่วยให้เกิดความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน
       ๔.     ช่วยให้จดจำบทร้อยกรองได้รวดเร็วและแม่นยำ
       ๕.     ช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้เป็นคนอ่อนโยนและเยือกเย็น (ประโยชน์โดยอ้อม)
       ๖.     ช่วยสืบทอดวัฒนธรรม ในการอ่านทำนองเสนาะไว้เป็นมรดกต่อไป
Comments