คำนำ "กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม" จาก นายสิน แซ่จิ้ว

(ห้ามนำงานเขียนนี้ ไปทำการดัดแปลงแก้ไขใหม่และไม่อ้างอิงแหล่งที่มา แล้วนำไปเผยแพร่ หรือ Plagiarism)


เนื่องจากหนังสือ The King Never Smiles  เขียนโดย Paul M. Handley เป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทย ดังนั้นผู้แปลจึงทำการแปล เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ และเป็นการศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์และการเมืองไทยในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งผู้แปลหวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับชาวไทยทั่วไปที่ไม่มีโอกาสได้อ่านต้นฉบับภาคภาษาอังกฤษ 

หนังสือเล่มนี้ เปรียบเหมือนกระจกที่ใสสะอาด สะท้อนให้เห็นระบบการเมืองที่มีกษัตริย์อยู่เบื้องหลังการปกครองประเทศไทย หนังสือได้บ่งบอกถึงการสร้างภาพพจน์ให้กษัตริย์เป็นเหมือนพระเจ้า ย้อนหลังไปถึงสมัยอาณาจักร์สุโขทัย ที่ใช้ลัทธิความเชื่อทางด้านวัฒนธรรมและศาสนา มามอมเมาประชาชนไทย เพื่อเป็นการง่ายต่อการสถาปนาราชวงศ์ และสร้างพื้นฐานทางอำนาจให้กับสถาบันกษัตริย์มาเป็นเวลาหลายร้อยปีจนถึงปัจจุบันนี้ อีกทั้งหนังสือเล่มนี้เขียนโดยชาวต่างชาติที่มีประสพการณ์ในประเทศไทยหลายปี จึงถือได้ว่าเป็นงานเขียนที่มีมุมมองเป็นกลางและปราศจากการครอบงำทางความคิด ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว การเขียนหรือการกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทย เป็นการเขียนในทางบวกหรือโฆษณาชวนเชื่อแต่เพียงฝ่ายเดียว หากมีการเขียนที่ผิดแผกแตกต่างไปแล้วรวมทั้งในทางลบ หรือมีการวิพากษ์วิจารณ์ตามเหตุผลและความเป็นจริง จะถูกตอบรับด้วยกฎหมายหมิ่นฯ ซึ่งมีผลลงโทษที่น่ากลัว และสร้างความเสียหายต่อครอบครัวของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย

                การแปลเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการใช้คำราชาศัพท์ที่ไม่จำเป็น  และอยู่บนพื้นฐานภาษาไทยอย่างสามัญชนทั่วไป เพื่อเป็นการคงรูปภาษาอังกฤษต้นฉบับ ซึ่งไม่มีการใช้คำศัพท์ที่ยกย่องศักดินา    

 

                การที่ใช้ชื่อเรื่องเป็นภาษาไทยว่า กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม ก็เพราะสาเหตุดังต่อไปนี้คือ

1.เป็นการแปลภาษาไทยอย่างตรงตัว และสมเหตุสมผล ง่ายต่อความเข้าใจ

2.กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม เป็นคำอุปมาหรือ Metaphor โดยที่ผู้แต่งคือ Paul M. Handley ได้ให้เหตุผลเอาไว้ว่า การที่หนังสือมีชื่อเรื่องว่า The King Never Smiles หรือ กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม ก็เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า กษัตริย์ไทยพยายามหลีกเลี่ยงการยิ้ม ดังที่เห็นจากภาพถ่ายครึ่งตัวอย่างเป็นทางการส่วนมาก (portrait) เพื่อที่สร้างภาพพจน์ตนเองให้ดูสุขุมนิ่งคล้ายเช่น พระโพธิสัตว์ หรือพระพุทธเจ้าที่ชาวไทยต่างเชื่อถือเคารพและบูชาตามวิถีทางศาสนาพุทธ (ดูอ้างอิ ง)

 

หนังสือเล่มนี้ มีประเด็นในการเขียน(Thesis Statements)หลักอยู่ 2 ประเด็นคือ (ดูอ้างอิง)

1.เป็นเวลากว่าหกสิบปีที่ สถาบันกษัตริย์สนับสนุนให้ทหารทำการปฏิวัติล้มล้าง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

2.กษัตริย์ภูมิพล ได้ใช้กุศโลบายทางวัฒนธรรม ประเพณีไทย สร้างความนิยมแก่ประชาชนไทย เพื่อกอบกู้อำนาจของสถาบันกษัตริย์ของตนเองคืนมา (หรือที่เรียกกันอย่างไทยๆว่า ระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข)

 

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้อ่านที่จะไตร่ตรองจากเนื้อหาของหนังสือทั้งหมด รวมทั้งควรอ่าน NOTES/INDEX หน้าหลังๆของหนังสือที่มีข้อมูลอ้างอิงต่างๆ เพื่อพิจารณากันว่าเหตุผลและเนื้อหาที่ผู้เขียนคือ Paul Handley เขียนพิสูนจ์ประเด็นทั้งสองได้อย่างชัดเจนแค่ไหน

 

ด้วยความจริงใจ

นายสิน แซ่จิ้ว

C.A., U.S.A.

 

อ้างอิง  จาก Paul Handley  ได้ชี้แจงในจดหมายตอบงานเขียนวิจารณ์หนังสือนี้ถึง Grant Evans ด้วยหัวข้อว่า "Nuanced Views of the King" ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ Far Eastern Economic Review ฉบับเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2006 

 

ผู้แปล นายสิน แซ่จิ้ว เป็นนามปากกาของชาวอเมริกันที่เคยอาศัยอยู่ในประเทศไทย และได้เห็นเหตุการณ์การฆ่าหมู่นักศึกษาประชาชนอย่างป่าเถื่อนในวันที่ 14 ตุลาคม พ.. 2516 หลังจากนั้นก็ได้ทำงานหลายอย่างในประเทศไทย รวมทั้งเคยเป็นครูสอนหนังสือ(องค์การConsortium)ที่ศูนย์ผู้อพยพพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี