กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม

บทที่22: ไปสู่ความสันโดษ

สถาบันกษัตริย์ภูมิพลจะอยู่รอดต่อไปหรือไม่?

ถอดความภาษาไทยโดย นายสิน แซ่จิ้ว


จากหนังสือ The King Never Smiles เขียนโดย Paul M. Handley (สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเยล)

22. Going into Seclusion: Can the Monarchy Survive Bhumibol? (หน้าที่: 427-450)

ถอดความภาษาไทยโดย นายสิน แซ่จิ้ว (Copyright © 2007) 

ห้ามนำงานเขียนนี้ ไปทำการดัดแปลงแก้ไขใหม่และไม่อ้างอิงแหล่งที่มา แล้วนำไปเผยแพร่ หรือ Plagiarism

บทแปลจากหนังสือเพื่อการศึกษา ไม่มีเ่จตนาลบหลู่ดูหมิ่นฯผู้ใด

               ในปี พ.ศ.2543 ภูมิพลได้ย้ายตัวเองออกจากเมืองหลวง โดยทำตัวกึ่งกบดานอยู่ที่วังชายทะเลที่หัวหิน เช่นเดียวกับกษัตริย์มหาชนก ที่แยกตัวเองออกจากสังคมเพื่อทำตนไปสู่ขั้นสุดท้ายในการบรรลุโสดาบัน โดยทำตัวเหมือนกับว่าปล่อยให้ราชอาณาจักรเปลี่ยนแปลงไปตามบุญตามกรรม

เช่นเดียวกับตำนานของกษัตริย์แห่งเมืองมิถิลา(Mithila) ภูมิพลไม่ได้ปล่อยมือออกจากราชกรณียกิจไปโดยสิ้นเชิง ราวกับว่าผลงานที่ทำไว้ยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อถึงเวลาก็เปิดโฉมออกมาให้คณะรัฐมนตรีได้ยืนถวายตัวสาบานตน รับแขกบ้านแขกเมือง รับการบริจาคเพื่อการกุศล หรือการเลื่อนขั้นข้าราชการพลเรือนและเหล่าทหารประจำปี1 อีกทั้งยังเดินทางกลับมากรุงเทพเพื่อเสวนาในงานวันเกิด ด้วยเรื่องราวศีลธรรมท้ายบ้าน เรื่องชวนหัว และหนทางของนักการเมือง แต่โดยส่วนมากมักจะเก็บตัวอยู่อย่างสันโดษ ตั้งใจมุ่งมั่นเพื่อที่จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวของทองแดง (The Story of Tongdaeng) อันเป็นเรื่องราวที่ท่านได้อุปการะสุนัขจรจัดมาเลี้ยงดูเมื่อสี่ปีก่อน2 ทองแดงเป็นสุนัขที่ภูมิพลชื่นชมยิ่งนัก และหนังสือได้ทำการพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2545 มีรูปของนายหลวงอุ้มเล่นกับสุนัขเพศเมียตัวนี้อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส

เมื่อเปิดอ่านดู84หน้าทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เรื่องราวของสุนัขพันธุ์ทางอาจเป็นเพียงเรื่องผ่อนคลายของกษัตริย์ เพื่อเตือนชาวบ้านว่าสุนัขข้างถนนนั้นไม่เท่าเทียมดีเด่นเท่ากับสุนัขพันธุ์แท้ แต่หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาความนัยมากกว่านั้น มันเป็นตัวอย่างเรื่องราวที่มีจุดประสงค์ในตัวของท่านเอง ท่านได้เขียนอธิบายทองแดงไว้ว่าเป็น สุนัขธรรมดาที่ไม่ใช่ธรรมดามันเป็นสัตว์ที่แสนรู้และเคารพรักกษัตริย์ เพียงแค่ไม่กี่วันก่อนที่จะได้ทำการรับมาอุปการะ ทองแดงร้องครางหงิงๆตลอดทั้งวัน แต่ น่าแปลกยิ่งนัก เมื่อทำการมอบให้กษัตริย์ มันก็หยุดร้องครางและคลานไปนั่งซบอิงแอบอยู่ที่ตัก ราวกับว่ามอบกายถวายชีวิตให้แก่ท่าน แล้วมันก็หลับผล็อยหมดสิ้นไร้ ความกังวล โดดเดี่ยว และความหวาดกลัวไปในทันที

อีทองแดงคล่องแคล่วว่องไว ฉลาด และเอาใจใส่ตามคำสั่งกษัตริย์ผู้เป็นเจ้านายของมันอย่างไม่บิดเบือน มันคอยปกป้องเจ้านายของมันจากบรรดาสุนัขต่างๆโดยไม่ต้องฟังคำสั่งหรือหวังผลตอบแทนเป็นรางวัล เป็นสิ่งที่น่าทึ่งว่าสุนัขพันธุ์ทางข้างถนนอย่างอีทองแดง มีการเดินที่สง่างาม ภูมิฐาน ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า ไม่เห่าหอน และเป็นที่น่าชื่นชมสำหรับกษัตริย์ก็คือเป็นสุนัขที่ถ่อมตัว ที่สำคัญที่สุดคือมันรู้จักการประพฤติตนต่อหน้าพระราชา มันคลานเข้าหาท่านเมื่อถูกเรียกให้เข้าไปหา ด้วยกิริยามารยาทที่เหมาะสม และอย่างพิธีการในวังคือ ไม่ทำตนให้อยู่เหนือกว่ากษัตริย์ สุนัขตัวอื่นๆ แม้นกระทั่งลูกๆของอีทองแดงเอง มักจะแสดงอาการดีใจด้วยการกระโดดเข้านั่งตักและเลี้ยหน้าเลี้ยตานายของมัน ซึ่งอีทองแดงไม่เคยแสดงอาการเช่นนั้น แม้นว่าท่านจะดึงมันมาอุ้มเอาไว้ อีทองแดงจะมีอาการหมอบราบคาบแก้วอยู่กับพื้น หูตกลงอันเป็นอาการแสดงความเคารพเชื่อฟัง.......บริพารผู้รับใช้คนหนึ่งถึงกับกล่าวว่า หากมีใครอยากจะรู้วิธีนั่งเมื่อเข้าเฝ้านายหลวงแล้วละก็ ให้ดูได้จากอีทองแดงเป็นตัวอย่าง

คนไทยบางคนมีความไม่พอใจที่นำเอาสุนัขมาเป็นตัวอย่างของความประพฤติในการเคารพกษัตริย์ แต่คนไทยส่วนมากชอบหนังสือเล่มนี้ โดยซื้อขายหนังสือเรื่องราวของอีทองแดงมากกว่าห้าแสนเล่ม อันเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย มีการขายเสื้อยืดรูปอีทองแดงกันมากมายเพื่อโครงการพระราชกุศลต่างๆ หนังสือเรื่องราวของอีทองแดงคือภาพสะท้อนของสถาบันกษัตริย์ภูมิพล แม้นจะมีปัญหาในการแทรกซอน การปิดปากในการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ และเรื่องราวอื้อฉาวต่างๆของครอบครัว ภูมิพลยังเป็นที่เคารพบูชา ชื่นชอบอยู่ร่ำไป ด้วยลักษณะที่ไม่เหมือนใคร ท่านได้ประสพความสำเร็จในการปกป้องสัมปทานของราชวงศ์จักรีเอาไว้ให้อยู่รอดต่อไป โดยไม่ให้บรรดาพวกนักประชาธิปไตยหัวสมัยใหม่เดินเหยียบย่ำผ่านไปได้

ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ของการฆ่าหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Benedict Anderson ได้เขียนบรรยายถึงความสำเร็จอันเป็นจุดสำคัญในการหน่วงเหนี่ยวการเปลี่ยนแปลงของราชอาณาจักร ไปสู่การพัฒนาประเทศให้ทันสมัยว่า ไม่เหมือนกับสถาบันกษัตริย์ของลิเบีย หรืออีธิโอเปีย สถาบันกษัตริย์ของไทยยังอยู่รอดต่อไป แต่ก็ไม่ได้พัฒนาให้ก้าวหน้าไปอย่างเต็มที่เช่นญี่ปุ่น หรือสถาบันกษัตริย์ในยุโรปในศตวรรษที่ยี่สิบ พวกนิยมกษัตริย์มีความกระเหี้ยนกระหือรือให้ได้มาในอำนาจที่แท้จริงทางการเมืองมาครอง โดยบรรดาราชวงศ์ ที่ยึดมั่นอยู่กับรูปแบบโบราณร่วมสมัยของสยามประเทศ ......... ซึ่งก็ดูชอบกลอยู่ที่ผู้ปกครองในปัจจุบันได้เข้ามาเสวยราชบัลลังก์ โดยเป็นผลผลิตที่สืบเนืองมาจากเทือกเถาเหล่ากอและอุบัติเหตุ และด้วยผลพวงเช่นนี้จึงทำให้ท่านกลายเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองไป3

เป็นเวลากว่ายี่สิบห้าปีที่ Anderson ได้เขียนเอาไว้ว่า สถาบันกษัตริย์ภูมิพลได้ดำเนินการหน่วงเหนี่ยวต่อต้านรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งและประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ  เป็นการประสพความสำเร็จอย่างแท้จริงในการต้านทานกับการพัฒนาประชาธิปไตย ในหลายๆประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์อย่างเช่นบรูไน เนปาล และตะวันออกกลาง ที่ได้ทำการชะลอการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ความแตกต่างสำหรับประเทศไทยก็คือ แทนที่จะทำการทำนุบำรุงสถาบันให้อยู่รอดด้วยการบังคับขู่เข็ญและระงับปราบปราม ภูมิพลใช้ถ้อยคำภาษาสร้างมโนภาพในการชวนเชื่อว่า ตามขนบธรรมเนียมของวัฒนธรรมไทยนั้นจะต้องมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะว่ามันเป็นการปกครองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนไทย ความสำเร็จในการชวนเชื่อนี้ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการหว่านพืชเพื่อหวังผลด้วยฝีมือที่หลักแหลม เพื่อที่จะสร้างกษัตริย์ให้ยิ่งใหญ่มากกว่าสถาบันกฎหมายรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย นักรัฐศาสตร์อย่างนาย Michael Connors ได้เขียนไว้ว่า รูปแบบดังพระผู้เป็นเจ้าของภูมิพลไม่ใช่คุณสมบัติที่สืบทอดกันมาจากครอบครัว แต่เป็นสิ่งที่เขาและข้าราชบริพารหลายร้อยคนทั้งในวังและนอกวัง ต่างสร้างเสริมและปรุงแต่งเป็นเพทุบายขึ้นมา4

ปัจจัยสองประการที่ทำให้เพทุบายประสพความสำเร็จก็คือ ประการแรก ภูมิพลเป็นผู้เหมาะสมในการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ให้อยู่รอดสืบต่อไป หลังจากที่อานันทได้เสียชีวิตไปอย่างน่าเศร้าโศก ภูมิพลเข้ารับตำแหน่งต่ออย่างปราศจากเงื่อนไข โดยมีความสามารถในการเรียนรู้ ไม่มีปากเสียงกับบรรดาอาจารย์ ซึ่งเป็นพวกที่มีความรู้ ความสามารถและเฉลียวฉลาดในทางการเมือง ภูมิพลถูกเสี้ยมสอนไม่ให้มีความโลภ มีความเป็นกลาง ไม่ลุ่มหลงเพลิดเพลินต่อความสะดวกสบาย ประการที่สองคือสังคมไทยมีความติดยึดอย่างลึกซึ้งอยู่ในศาสนาพุทธ ในหลายทศวรรษที่ผ่านมาหลังจากการปฏิวัติปี พ.ศ. 2475 คนไทยยังคงมองดูตนเองว่า เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ที่มีรากฐานยืนอยู่กับลัทธิประเพณีทางศาสนาพุทธและมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” Charles Keyes ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือชื่อว่า Thailand: Buddhist Kingdom as Modern Nation-State.5

ในการปฏิวัติปี พ.ศ. 2475 นั้น จอมพล ป. ได้พยายามอย่างยิ่งที่จะตัดศาสนาพุทธและสถาบันกษัตริย์ให้ขาดออกจากกัน เพื่อที่จะให้สถาบันกษัตริย์อย่างธรรมราชานี้ สูญหายสิ้นไปอย่างสวยสดงดงาม ในช่วงหลังจากสงคราม พวกนิยมเจ้าต่างมองเห็นรอยต่อที่สำคัญทั้งสองนี้ เพื่อใช้ในการสถาปานาให้กษัตริย์มีความสำคัญศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น พระองค์เจ้าธานีนิวัติ และพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ซึ่งต่างเป็นครูของภูมิพลได้เน้นถึงพิธีการทางศาสนาอันเป็นสัญลักษณ์ของการปฎิบัติธรรมที่บริสุทธิ์ โดยการนำพิธีการที่สำคัญต่างๆเช่นกฐิน ด้วยการเข้าประกอบพิธีที่วัดประจำราชวังอันมีพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ พร้อมกับมีพระสงฆ์องค์เจ้าที่สำคัญชาวบ้านคารวะอยู่เคียงข้าง ซึ่งอาจจะทำให้ภูมิพลมีความสำคัญเทียบเท่าและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกันที่บรรดาครูบาอาจารย์ของภูมิพลปกป้องไม่ให้สาธารณชนเห็นว่า กษัตริย์ถ่อมตัวลงมาเล่นการเมือง จากระยะเริ่มแรกที่เข้ารับตำแหน่งจนกระทั่งปี พ.ศ.2533 เรื่อยมา การเข้าแทรกแซงทางการเมืองของท่านได้กระทำอยู่เบื้องหลังฉากที่มีบรรดาขุนนาง องคมนตรี ข้าราชการในวัง ต่างพากันกระซิบกระซาบถึงความประสงค์ของกษัตริย์ไปยังผู้ที่ได้รับความไว้วางใจเท่านั้น และเขียนหนังสือสนองพระราชองค์การ ราวกับว่ามีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้น จนทำให้ท่านต้องเข้ายุ่งเกี่ยวแก้ไข แทนที่จะเป็นการกระทำโดยตามอำเภอใจส่วนพระองค์เอง

ด้วยวิธีการนี้ทำให้ท่านมีความแตกต่างไปจากนักการเมืองไทยทั่วไป ที่ต่างแสดงความทะเยอทะยานในการเข้ามากอบโกยผลประโยชน์มากกว่าการสร้างผลงาน และเป็นพวกที่ไร้พิธีการประเพณีที่จะโยงใยถึงความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ มันเป็นช่องว่างที่ไม่สามารถข้ามผ่านไปได้ ระหว่างความบริสุทธิ์ปราศจากมลทินของสถาบันกษัตริย์ กับนักการเมืองที่มีกิเลส ภูมิพลอาจเข้าได้กับบรรดขุนนาง ข้าราชการ และทหาร แต่พยายามหลีกเลี่ยงที่จะให้เห็นภาพพจน์ของตนคู่กับบรรดานักการเมือง แม้นว่าจะเป็นนักการเมืองที่นั่งเก้าอี้ที่สำคัญก็ตาม นอกจากเสียแต่ว่าคนผู้นั้นแต่งชุดเครื่องแบบระดับชั้นนายพลอย่างเช่น สฤษดิ์ หรือ เปรม เป็นต้น

ผลลัพธ์จากการคำนวณความแตกต่างนี้ก็คือ มันเป็นการพยายามของกษัตริย์เพื่อประชาชน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่เห็นแก่ตัวด้วยการ บริจาค และความอดทน อันเป็นปัจจัยในกฎทศพิธราชธรรม หากเป็นการกระทำเช่นเดียวกันนี้ โดยนักธุรกิจหรือนักการเมืองแล้ว ก็จะเห็นว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์เข้าข้างตัวเอง สำนักราชวังย้ำอย่างแน่วแน่ให้เห็นความแตกต่างนี้เสมอมา หลักฐานอีกอย่างที่แสดงให้เห็นว่าภูมิพลประพฤติตนได้อย่างบริสุทธิ์ในพระธรรมก็คือ ราวปี พ.ศ.2533 เรื่อยมานั้น ทางสำนักราชวังได้รับเงินบริจาคจำนวนมหาศาลโดยตรงมาจากวัดที่มีความมั่งคั่ง ด้วยโซ่ตรวนของผลบุญที่วิ่งตรงขึ้นไปจากชาวบ้านบริจาคให้วัด จากวัดสู่ราชวัง และไม่ใช่จากราชวังไปสู่วัด ทำให้เห็นความหมายเป็นนัยว่า เทวดาที่อยู่ในวังนั้นยิ่งใหญ่กว่าพระในวัด (มีการวิจารณ์นายหลวงว่า ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของวงเวียนของการทำบุญแตกขาดไป - เงินที่ได้รับมาควรย้อนกลับไปช่วยเหลือประชาชนไทย ไม่ใช่เข้ากระเป๋าตนเอง ผู้แปล)

เมื่อได้แสดงความยิ่งใหญ่เหนือมนุษย์คู่แข่งทั่วไป ภูมิพลต้องกระทำเช่นเดียวกันกับระบบประชาธิปไตย อำนาจเอกราชไม่ได้ควบคุมโดย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะว่าการเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบบประชาธิปไตยอาจจะทำการแก้ไขและเยียวยาได้ด้วยฝีมือคู่แข่งซึ่งเป็นใครก็ได้ รวมทั้งคู่แข่งของสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นกษัตริย์จะต้องสมมุติเอาความคิดว่า ประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นธรรมราชา

ในเบื้องต้นนั้น ประชาธิปไตยที่เข้าใจกันทั่วไปก็คือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีความหมายถึงเสรีภาพของมวลชน โดยมีโครงสร้างที่ปราศจากกษัตริย์ แต่มันยังไม่เพียงพอที่จะตีความประกาศออกมาว่า สถาบันกษัตริย์ได้สมรสร่วมกันกับประชาธิปไตย อย่างเช่นได้บัญญัติเอาไว้ในปี พ.ศ. 2520 เมื่อรัฐบาลได้กำหนดเป็นนิยามของประเทศไทยออกมาว่า ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภูมิพลต้องแสดงให้เห็นว่าระบบสถาบันกษัตริย์โบราณนั้น มีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ในตัวของมันเอง และยิ่งใหญ่กว้างขว้างมากกว่าพวกที่คับแคบ ตามแบบอย่างประชาธิปไตยที่นำเข้ามาจากโลกตะวันตกที่ชาวบ้านได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่วไป

โดยฉะนั้นคือ การจารึกรากฐานที่สำคัญของยุคสมัยสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหงว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน อันเป็นการยืนยันว่ากษัตริย์ของราชวงศ์จักรีคือคนของประชาชน และยังเน้นให้เห็นว่ากษัตริย์ประชาธิปกคือบิดาของประชาธิปไตยสมัยใหม่ของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2475 แน่นอนทีเดียวว่าพวกบรรดานิยมกษัตริย์ในสมัยรัชกาลที่ 9 นี้ ต่างเชื่อถือในความคิดนี้ ในปี พ.ศ. 2535 ภูมิพลได้กล่าวกับนักเขียนชาวต่างชาติสองคนว่า กษัตริย์มงกุฎคือบุคคลแรกที่แนะนำความคิดในระบอบประชาธิปไตยมาสู่ราชอาณาจักร และหลังจากนั้น กษัตริย์ประชาธิปกเป็นผู้สำเร็จผลงานโดยนำระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมาใช้ได้อย่างแท้จริงุ6

ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่มีงานเขียนของผู้มีความรู้อย่างใน ตำราเรียน และละครทางทีวี ความคิดเห็นนี้ได้รับความเชื่อถือเพราะว่ามันเป็นความเข้าใจในเชิงพุทธศาสนา ที่เป็นการเรียนรู้ของผู้บริสุทธ์ อย่างเช่นธรรมราชาที่ทำงานเพื่อผู้อื่น ความไม่เห็นแก่ตัวและการเสียสละของนายหลวง คือการเป็นประชาธิปไตยโดยธรรมชาติของท่านเอง ด้วยการรับใช้ปวงชนแทนที่จะเพื่อตนเองหรือกฎหมายที่จำกัด (และเพราะว่าท่านคือกษัตริย์ ท่านย่อมมีความรู้ หรือตรัสรู้ได้ในทุกสิ่งทุกอย่าง โดยรู้เองว่าประชาชนต้องการสิ่งใด) ปัจจัยสำคัญอีกอย่างของธรรมราชาคือ ผู้มีความสำคัญของระบบนักรบขุนนางเก่าแก่ คือการสถาปนาตนเองว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ในทางตรงข้ามกันนั้น สมาชิกรัฐสภาไม่ได้ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้าง ในช่วงปลายสมัย พ.ศ. 2503 เรื่อยมานั้น ภูมิพลได้กล่าวดูหมิ่นบรรดานักการเมืองว่าต่างเล่นการเมืองกันเพื่อตนเองและผลประโยชน์ของพวกพ้อง ท่านไม่ได้ออกตัวอย่างโจ่งแจ้งว่าท่านดีกว่า แต่แสดงความโดดเด่นออกมาด้วยผลงานของท่าน โดยให้การกระทำของท่านเป็นการบ่งบอกความหมายในตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าระบบกษัตริย์คือรากฐานเนื้อหาของประชาธิปไตย ย่อมได้รับการท้าทายเพราะว่า คนไทยเชื่อว่าระบบประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งตัวแทน ที่มีคุณสมบัติที่ทำให้กษัตริย์เสื่อมไป ทางสำนักราชวังจึงตอบกลับออกมาว่า กษัตริย์ของราชวงศ์จักรีต่างเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน หรือกระทำการที่มิชอบแล้วก็คงไม่ได้นั่งราชบัลลักก์มาจนถึงทุกวันนี้ ตามเหตุผลแล้ว ภูมิพลและกษัตริย์องค์ก่อนๆที่นั่งบัลลักก์กันมาต่างได้รับการเลือกตั้งกันมาทั้งสิ้น ท่านได้ดำรัสตอบกล่าวกับนักข่าวที่สัมภาษณ์ว่า ข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ที่มาจากการเลือกตั้ง หากประชาชนไม่ต้องการข้าพเจ้าแล้ว พวกเขาก็สามารถปลดข้าพเจ้าออกจากตำแหน่งไปได้

หากนั่นคือความจริง การเลือกตั้งในความเข้าใจโดยทั่วไป อาจจะไม่มีประโยชน์นักในการเลือกตัวผู้แทนต่างๆ และประวัติการไม่สนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของภูมิพลสะท้อนให้เห็นออกมา ดังที่ได้เห็นกันมาจากยุคสมัยสฤษดิ์ และถนอม โดยท่านได้สนับสนุนการแต่งตั้งบรรดาวุฒิสมาชิกต่างๆ ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าสมาชิกสภา ยิ่งกว่านั้นยังได้สนับสนุนนายกรัฐมนตรีอย่างเช่น เปรม ซึ่งมีอำนาจในทั้งสองสภา กษัตริย์ได้เสี้ยมสอนให้ชาวไทยเห็นและยอมรับว่า มันเป็นเช่นเดียวกันกับระบบการเลือกตั้งในประเทศตะวันตก เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งล้มเหลวลง

การสรุปอย่างคราวๆว่าประชาธิปไตยเป็นหลักการอันบริสุทธิ์ของธรรมราชา เป็นเพียงการก้าวหน้าเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น ทั้งประชาธิปไตยและการประพฤติปฎิบัติทางธรรมราชาเป็นลักษณะของปัจเจกบุคคล ทำให้ปวงชนไขว้เขวจากระบบการมีพระมหากษัตริย์เป็นจุดศูนย์กลางของประเทศชาติ หากราชอาณาจักรมีความสูงส่งทางด้านจิตใจ ทุกคนมีความบริสุทธิ์ใจแล้ว ภูมิพลก็คือผู้ที่มีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมในการสร้างความเชื่อทั้งสองให้เข้ากันได้

ปัจจัยขั้นพื้นฐานในการเปลี่ยนแปลงของท่านก็คือ การสร้างความสมานฉันท์ทั้งด้านพลเรือนและศาสนา ทำให้มันเป็นเสาหลักทั้งด้านประชาธิปไตยและทางธรรมะ ท่านอ้างว่าประชาธิปไตยคือระบบการปกครองที่มีโครงสร้างเพื่อผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวม ดังนั้นมันจึงเป็นระบบที่ไม่สามารถบรรลุผลได้ด้วยบรรดาปัจเจกบุคคลต่างๆ ยิ่งกว่านั้นมันเป็นระบบที่ต้องการให้คนทุกๆคนทำงานร่วมกันเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน ดังนั้นความสมานฉันท์ คือหนทางที่แท้จริงของระบบประชาธิปไตย (ซึ่งอาจจะไม่มีความหมายในโลกตะวันตก ที่ทำให้เกิดการแก่งแย่งในพรรคการเมืองและระบบการเลือกตั้ง ) ในทางธรรมะแล้ว ปัญหาของภูมิพลก็คือประเด็นความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมที่เป็นไปตามยถากรรมของแต่ละบุคคล โดยภูมิพลได้ตีความหมายว่า หนทางของชาวไทยแต่ละคนนั้นขึ้นอยู่กับสังคมส่วนรวมที่อาศัยอยู่ และผลของการกระทำของแต่ละคนย่อมมีผลกระทบต่อบุคคลอื่นด้วย ภูมิพลต้องการให้ประชาชนไทยเห็นว่า ชีวิตคือพรหมลิขิตอันขึ้นอยู่กับประเทศชาติ และพรหมลิขิตของประเทศชาตินั้นขึ้นอยู่กับสถาบันกษัตริย์

ความสมานฉันท์และความจงรักษ์ภักดีนั้นยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาของชาติได้ กษัตริย์ภูมิพลสรุปเอาว่าสิ่งที่ทำให้การพัฒนาประเทศชาติเชื่องช้า ก็เพราะว่าความเกียจคร้านของชาวไร่ชาวนาในชนบท อันอาจจะเป็นผลมาจากหลักการสอนในธรรมะให้คนตัดความอยากออกไป (ภูมิพลไม่ได้อ้างถึงปัญหาที่มาจากการไร้โอกาสต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา และข้อมูลข่าวสารที่ชาวบ้านเข้าไม่ถึง) แต่ด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ชาวไร่ชาวนาไม่ทำงานขยันขันแข็งเพียงพอสำหรับประเทศ ดังนั้นภูมิพลจึงเพิ่มเอาการอุตสาหกรรมเข้าร่วมกับหลักธรรมด้วย โดยเน้นถึงการทำงานร่วมกันมากกว่าการทำงานเพียงลำพังด้วยตัวเอง ท่านได้กล่าวอย่างไม่พอใจว่าประชาชนขึ้เกียจ ไม่เข้าถึงธรรมเพียงพอ เป็นการทำลายชาติ เด็กๆต้องรู้ว่าความสุขต่างๆในชีวิตนั้นไม่ได้รออยู่ข้างหน้า แต่มันเกิดจากการกระทำที่มีผลงานที่ต่อเนื่อง และมีความประพฤติที่ดี คนที่มีความประพฤติไม่ดีและไม่สนใจไยดีต่อการทำงาน จะไม่มีโอกาสได้พบกับความสุขในชีวิต7

ในอีกด้านหนึ่ง ท่านยังได้ย้ำอีกว่าความอยากความโลภคือลักษณะของโลกทุนนิยม อันเป็นอุปสรรคต่อความสมานฉันท์และความก้าวหน้า ทุนนิยมคือความเห็นแก่ตัว แบ่งแยก และหาผลประโยชน์ส่วนตัว พวกที่มุ่งแสวงหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวไม่ควรได้รับการสรรเสริญท่านกล่าวไว้ในปี พ.ศ.2523 ว่า เราควรมุ่งหน้าอุตสาหะทำงานร่วมกัน เพื่อผลประโยชน์ของทุกคนที่ตั้งใจไว้ อันทำให้เกิดผลดีต่อประเทศชาติจนหลังจากปี2523เรื่อยไป หลังจากสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจล้มลง ท่านได้สรุปเอาไว้ว่า ระบบทุนนิยมย้ำเอาแต่ได้อย่างเดียว อันเป็นแกนสำคัญที่ทำให้ระบบในประเทศไทยล้มเหลว ดังนั้นท่านจึงนำทฤษฎีใหม่มาใช้ชื่อว่า เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นหนทางที่พระพุทธเจ้าได้ใช้ในการกำจัด ความอยาก ความโลภ ความพอเพียงภูมิพลกล่าวว่า หากผู้ใดรู้จักความพอเพียง ผู้นั้นก็จะมีความอยากน้อยลงไป และผู้มีความอยากน้อยลงไป ก็จะไม่แสวงหาผลประโยชน์จากผู้อื่น หากประเทศชาติเข้าใจความคิดนี้แล้ว........หากปราศจากความอยากความโลภแล้ว โลกนี้ก็จะเป็นโลกที่มีความสุข8

อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ของการพัฒนาในทัศนวิสัยของธรรมราชาแบบประชาธิปไตย หรืออีกนัยหนึ่งที่นักรัฐศาสตร์เรียกกันว่า ธรรมาธิปไตย(dhammocracy) ก็คือรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายพื้นฐานของประเทศ รัฐธรรมนูญเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไปว่าเป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตย โดยมีหลักการที่ได้รับการนำมาใช้ หรือใช้อย่างแดกดันว่าราชวงศ์แสดงการเฉลิมฉลองผลงานที่โกหกมดเท็จของกษัตริย์ประชาธิปก ที่ได้แอบอ้างว่าเป็นผู้สร้างประชาธิปไตยให้แก่ประเทศ แม้นจะแอบอ้างอย่างไร ทางในวังเองก็ไม่เคยได้เป็นเจ้าของหรือควบคุมรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง เมื่อจอมพล ป. ได้สร้างเส้าหลักของประเทศชาติด้วยคำว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญโดยสร้างความโปร่งใสในกฎหมายที่ควบคุมคุ้มครอง อันเป็นสถาบันที่แข่งขันกับอำนาจของกษัตริย์ คนไทยทุกคนสามารถอ้างสิทธิอิสรภาพต่างๆจากรัฐธรรมนูญ และสถาบันกษัตริย์ไม่สามารถขัดแย้งกฎหมายได้(ในบางโอกาส กษัตริย์ก็อ้างถึงรัฐธรรมนูญเพื่อตีความพระราชอำนาจพิเศษต่างๆ)

ระหว่างปี พ.ศ.2488-2500 พวกนิยมเจ้าพยายามที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญให้เข้าข้างตัวเอง ตั้งแต่นั้นมา หากกำจัดออกไปไม่ได้ ภูมิพลชอบที่จะทำให้มันหมดเสื่อมสภาพไปเสียเองมากกว่า ในช่วงปี พ.ศ.2513 เรื่อยมาท่านมองเห็นว่าความอิสรภาพในทางโลก คือต้นตอของความแตกต่างและไร้ระเบียบ อันเป็นการเปิดประตูให้พวกคอมมิวนิสต์เข้ามายึดอำนาจ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อถือต่อปวงประชา ภูมิพลได้มอบรัฐธรรมนูญแบบธรรมะ อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ คือ อนิจจังหรือความไม่เที่ยงแท้ การบันทึกพระราชบัญญัติ การแก้ไข การเพิกถอน ของแต่ละบทของรัฐธรรมนูญในสมัยของรัชกาลที่เก้านี้ คือการพิสูจน์ให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเกินไป ไม่เหมาะสมที่จะเป็นแกนหลักของการปกครองประเทศ ประเทศไทยผ่านการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ไม่สำคัญแท้จริงเท่า กฎแห่งธรรมะที่สมบูรณ์บริสุทธิ์ของภูมิพล ซึ่งเป็นธรรมที่แน่นอนเที่ยงแท้ อันเป็นหลักการพื้นฐานของประเทศชาติ เมื่อรัฐธรรมนูญและรัฐสภาล้มเลิกกันไป ...... อำนาจนั้นก็ตกกลับมาอยู่ที่ข้าพเจ้าภูมิพลกล่าวโดยควบคุมเอาไว้ทั้งกฎหมายแพ่งและอาญา ท่านมักจะชี้แน่ะไว้ว่ากฎหมายมักใช้กันอย่างไม่ยุติธรรม เพื่อผลประโยชน์ของพวกที่มีอิทธิพลและทำร้ายคนส่วนน้อย ขณะที่การตัดสินของท่านนั้นคือความถูกต้องและความยุติธรรม การพิจารณาการทางด้านกฎหมายแพ่งไม่ได้เข้าข้างให้คนกระทำดี ไม่พิจารณาจากผลของการกระทำ ยกตัวอย่างเช่น หากมีคนทำผิดกฎหมายเพื่อช่วยเหลือสังคมส่วนรวมแล้ว กฎหมายโดยทั่วไปในทางโลก(Secular Laws)ก็กลายเป็นเครื่องมือที่ไม่บริสุทธิ์ อาจทำลายสังคมส่วนรวมและทำให้เกิดความขัดแย้งแก่บุคคลต่างๆได้

ด้วยความเชื่อนี้ทำให้ภูมิพลช่วยร่างรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ.2520 ให้สั้นและกะทัดรัดขึ้น อย่างที่ ม.ร.ว.ทองน้อย ทองใหญ่ ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ เขียนเอาไว้ในปี พ.ศ. 2523 ว่า สิ่งที่รัฐธรรมนูญต้องการก็คือการเสริมสร้างความสมานฉันท์ภายใต้ร่มฉัตรของพระมหากษัตริย์

ความสำเร็จของภูมิพลในการสนับสนุนให้สถาบันกษัตริย์เป็นจุดศูนย์การของประเทศ มีรากหยั่งลึกอยู่ในศาสนาพุทธแบบไทยๆในนิกายเถรวาท(Theravada Buddhism) และทางในวังเองก็มีความสามารถอย่างลึกซึ้งในการนำมาใช้เป็นเพทุบายได้อย่างสำเร็จผล ในระยะปี พ.ศ.2473 เรื่อยๆมา และราวปี พ.ศ.2533 เมื่อเสียงของโลกวัตถุนิยมได้ดังขึ้นและดึงเอาราชอาณาจักรให้หันเหไปอีกทิศทางหนึ่ง แต่หลังจากเหตุการณ์เศรษฐกิจล้มละลายในปี พ.ศ.2540 ทำให้วิถีทางของภูมิพลได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนมากขึ้น เพราะว่าท่านเป็นผู้นำที่ปฏิบัติตัวตามวิสัยทัศน์ของพุทธศาสนา เช่นเดียวกับกษัตริย์มงกุฎที่ได้บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการว่า ท่านเป็นผู้ที่รวมเอาความรู้ของธรรมราชามาผสมกับความรู้สมัยได้อย่างไม่มีใครเหมือน

                 เป็นที่ถกเถียงกันได้ว่า ยังมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว้างขว้างในความพยายามของภูมิพล มากกว่าการเข้าควบคุมแนวทางด้านการเมืองเอามาไว้ในมือ ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาของท่านได้แสดงให้เห็นทั้งทางด้านการพูด และการแสดงออกทางประเพณีต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ.2533 ไม่ว่าจะเป็นพระราชดำรัส หรือ สิ่งตีพิมพ์ที่เผยแพร่สู่มวลชนก็ตาม คือวิสัยทัศน์ของพุทธศาสนาในรูปแบบใหม่ของสังคมและประเทศ ที่สรุปได้ว่ากษัตริย์คือผู้มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ความประพฤติของประชาชน ด้วยวิถีทางของธรรมะและกฎแห่งกรรมที่ท่านเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันไป วิสัยทัศน์ของภูมิพลนั้นนำมาจากเรื่องราวของไตรภูมิพระร่วงแห่งอาณาจักรสุโขทัย อันมีผู้นำที่ศักดิ์สิทธิ์ปกครองประเทศด้วยกฎทางศาสนา คือปฏิบัติตามหลักแห่งธรรม และให้ผู้นั้นเข้าถึงธรรมะอย่างสูงส่ง ท่านจึงครองราชย์ได้ด้วยทั้งทางด้านการเมืองและเป็นผู้นำศาสนาไปพร้อมกัน นี่คือการปกครองตามแบบอย่างที่ภูมิพลเข้าใจและตีความเอามาจากพื้นฐานทางศาสนา ภูมิพลรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควรสำหรับประชาชนนั้นไม่ได้นำมาจากระบบการบริหารสมัยใหม่ แต่เป็นการนำมาจากการปฏิบัติตามจริยวัตร 10 ประการ หรือทศพิธราชธรรม

เป็นที่เข้าใจทั่วไปกันอย่างแน่นอนว่า รัฐบาลที่มีศาสนาเป็นกฎบัญญัติพื้นฐานนั้น มีทฤษฎีในการปกครองที่มีมูลฐานที่เข้มงวดกวดขัน อย่างเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศอิหร่านในระหว่างปี พ.ศ.2523 ที่ปกครองอยู่ใต้ศาสนาอิสลาม การปกครองด้วยศาสนา (theocratic) ของอิหร่านนั้น ใช้ระเบียบแบบแผนทางศาสนาเข้ามาควบคุมความประพฤติของประชาชน รวมทั้งการเอาผู้พิพากษาตุลาการแต่งตั้งมาจากภาคศาสนา อันมีขั้นตอนที่ผูกพันของการปฏิบัติทางศาสนาทั้งสิ้น

               ในตามแบบอย่างของศาสนาพุทธนั้น ผู้นำประเทศไม่ใช้กฎหมายที่รุนแรงหรือการลงโทษในการบังคับประชาชน แต่มักใช้การโฆษณาชวนเชื่ออย่างเช่น อำนาจจากความบริสุทธิ์ของท่าน และมีกฎแห่งกรรมครอบจักรวาล ไม่ใช่มาจากรัฐธรรมนูญและตุลาการที่มาจากโลกของวัตถุนิยม หากประชาชนผู้ใดทำผิด เขาผู้นั้นก็จะได้รับเคราะห์จากผลกรรมนั้น มันเป็นขั้นตอนของผลบุญและผลกรรมที่ปฏิบัติกันในพุทธศาสนา ตัวอย่างก็คือสาเหตุที่สถาบันกษัตริย์ยังคงอยู่สามารถพิสูจน์ให้เห็นกันอยู่ได้ทุกวันนี้ (as living proof) เพราะการปฎิบัติในศีลในธรรมอันเป็นหนทางของความสันโดษมักน้อยและการบรรลุเห็นแจ้งแห่งโสดาบัน

กุญแจที่ทำให้เข้าใจในเล่ห์เพทุบายกลลวงของระบบการเมืองอ้างอิงพื้นฐานทางศาสนา และไม่ใช่เป็นไปตามความคิดฝันของผู้ปฏิบัติตนในทางโลก ก็คือการคิดคำนวณแผนเพทุบายของราชวงศ์จักรี โดยเฉพาะตัวภูมิพลเองที่เป็นได้ทั้งธรรมราชาและเทวราชา(dhammaraja and devaraja) ซึ่งอาศัยอยู่ระหว่างข้อต่อของสวรรค์กับพื้นโลก แผนการในการหลอกลวงสร้างภาพพจน์เหล่านี้ มีมาตลอดสมัยของรัชกาลที่เก้า ถึงแม้นว่าโดยทางการแล้วท่านเป็นกษัตริย์สมัยใหม่ที่อยู่ในขอบเขต และเป็นพลเมืองที่มีตำแหน่งสูงสุดของประเทศ มีการตีพิมพ์เผยแพร่ต่างๆมากมายรวมทั้งในตำราเรียนต่างๆด้วย อีกทั้งการเฉลิมฉลองและประเพณีพิธีการต่างๆ การชื่นชมจากผู้ที่น่าเคารพเลื่อมใส โดยเฉพาะบรรดาพระสงฆ์องค์เจ้าต่างๆ ได้พรรณนาภูมิพลว่าเป็นผู้นำทางศาสนา มีอำนาจวิเศษโดยกำเนิด มีวิสัยทัศน์ที่เหนือธรรมชาติ ยิ่งกว่านั้นท่านเป็นกษัตริย์ที่มีความล่ำเลิศประเสริฐยิ่ง ในการมองเห็นการต่างๆเหนือธรรมชาติในทางโลก พจน์ไวยากรณ์ของท่าน การบำเพ็ญเพียรในทางฮินดูและพราหมณ์ด้วยพิธีการต่างๆ การอุปถัมภ์พระสงฆ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ การปลิดทิ้งจากผู้คนและเครื่องมือกลไกลของรัฐบาลสมัยใหม่ และความเชื่อมั่นอย่างเดียวต่อคณะสงฆ์และชาวพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสศัรทธา เพื่อเป็นการสนับสนุนวิสัยทัศนของตัวท่านเอง

เป็นที่เข้าใจกันว่า ทัศนวิสัยของท่านอาจจะมองเห็นได้ยาก ในทางวัฒนธรรมไทยโดยทั่วไปแล้ว กษัตริย์ไม่สามารถที่จะระบุออกไปได้ว่าเป็นพระเจ้า หรือพูดอย่างชัดแจ้งว่าท่านได้บรรลุโสดาบันถึงขึ้นนิพพาน (ซึ่งพระเจ้าตากสินถูกตัดสินประหารชีวิตเพราะอ้างว่าได้บรรลุโสดาบัน) ไม่มีใครที่มีคุณสมบัติประเสริฐ มีจิตวิญญาณในตัว มองเห็นบรรลุได้อย่างชัดแจ้งเท่าระดับของกษัตริย์ผู้มีความศักดิ์สิทธิ์นี้ คนเราอาจมองเห็นคนอื่นมีบุญมากกว่าตนเอง แต่ไม่รู้ว่ามากกว่าเพียงแค่ไหน อย่างที่ Christine Gray ได้เขียนเอาไว้ว่า “Mere mortals cannot ‘know for sure’ about the karmic heritage of kings of deities, and their ‘proper duties’ or code for conduct do not include guessing about the same.”9 ในทางภาษาศาสตร์หมายถึงกษัตริย์คือ สมมุติเทพ (supposed angel) สำหรับคนภายนอกที่ไม่รู้วัฒนธรรมไทยแล้ว อาจจะมองเห็นว่าเป็นคุณลักษณะที่เท่ห์และเก๋อย่างหนึ่ง แต่มันมีความหมายที่เป็นจริงเป็นจังคือเทียบเท่ากับ พระพุทธเจ้า เพราะสมมุติเทพสถิตอยู่ในระหว่างระดับที่สูงที่สุดในโลก และพรมชั้นที่ล่างสุดของสวรรค์ เป็นทางสายกลางระหว่างทั้งสอง ซึ่งเป็นความกล่ำกึ่งที่ท่านอาศัยอยู่ในระดับเดียวกับพระโพธิสัตว์ หรือพระพุทธเจ้าในชาติก่อน

สถานะของกษัตริย์สมมุติเทพกำหนดด้วยสัญลักษณ์แบบดัชนี ไม่มีใครมองออกได้ว่าเป็นพระเจ้าโดยตรง แต่สามารถมองออกมาได้ว่าเป็นการกระทำแบบพระเจ้า เช่นเดียวกับภาพทิวทัศน์ที่เกลื่อนไปด้วยภาพโฆษณาต่างๆ รัชการที่ 9 ของประเทศไทยก็มีลักษณะบ่งบอกเช่นนี้ พระสงฆ์องค์เจ้าต่างๆ พากันก้มหัวกราบไหว้นายหลวง ท่านเป็นผู้กระทำพิธีการต่างๆที่สำคัญทางศาสนา ท่านสามารถสร้างฝนโปรยปรายแก้ปัญหาให้กับประชาชนผู้ยากไร้ ท่านสามารถทำให้คนชั่วกลายเป็นคนดีได้ ท่านสามารถทำให้ผู้มีอำนาจอิทธิพลก้มหัวลงกราบเท้าท่าน ท่านมีสมบัติทรัพย์สินครอบครองมากมายมหาศาล ผู้คนทั่วโลกต่างพากันแสวงหาและศรัทธาในความฉลาดของท่าน อย่างที่ได้เห็นกันทางโทรทัศน์ทุกวันเสมอมา และชาวพุทธศาสนิกชนต่างชาติต่างเลื่อมใสศรัทธาในวาจาสัตย์ของท่าน10

เรื่องราวของคุณลักษณะอภินิหารของภูมิพลในการเป็นทั้งธรรมราชาและเทวราชาก็คือ การมีฝูงช้างเผือกและรถประจำตำแหน่งส่วนตัวสีทองอย่าง Rolls-Royce อีกทั้งเหรียญตราต่างๆที่เป็นเครื่องลางปกป้องทหารหารในสมรภูมิรบ ความประจวบเหมาะครบรอบ 10,000 วันฉลองวันเกิดของรัชกาลที่ 5 กับรัชกาลที่ 8 ในปี พ.ศ.2520 ซึ่งมีพระญาณสังวร เทศนาถึงกฎทศพิธราชธรรม มีผู้คนหลายพันคนเข้าร่วมบวชบรรพชาในงานครบรอบวันเกิดของกษัตริย์นี้ การถวายอุทิศให้มารดาของตนเองเทียบเท่ากับนักบุญใจพระหรือ virtual saint และการเลือกหมายเลข 999 ให้ถูกรางวัลเลขท้ายสามตัวถึงสองครั้งในปี ค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2542) เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบวันเกิดของรัชกาลที่ 9 เป็นการแสดงเพื่อเน้นและย้ำให้เห็นถึงความปาฏิหาริย์ ของเหตุการณ์ที่เป็นเรื่องราวที่ทำให้ท่านเปรียบเสมือนพระพุทธเจ้า และความมั่งคั่งของกงล้อของบุญกุศลที่อัศจรรย์นี้

ภูมิพลได้แสดงให้เห็นว่าตนเป็นเช่นสมมุติเทพด้วยการกล่าวตรัสในวันครบรอบวันเกิด ถึงเรื่องราวที่ตนเองทำตัวเป็นพระเข้าทางในกายสิทธิ์ มองเห็นเหตุการณ์อภินิหารต่างๆรอบๆตนเองและในช่วงที่ผ่านมา อันเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าพระสังฆราชเทศนา เรื่องราวเช่นนี้คือผลบุญที่หาที่เปรียบไม่ได้ของผู้มีความปราญเปรื่องกึ่งเทวดา

คุณลักษณะเช่นนี้ยังได้สอดแทรกเข้าไปอีกโดยพวกบริวารต่างๆ อย่างเช่นการบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวของกษัตริย์ไทยให้ชาวต่างชาติฟังโดยทางสยามสมาคมในปี พ.ศ.2542 เลขาผู้ใกล้ชิดส่วนพระองค์คือ ม.ร.ว.บุตรี วีระไวทยะ ได้อธิบายอย่างพื้นๆว่าภูมิพลเป็นสมมุติเทพดังนี้ “The king is not a divine being.(กษัตริย์ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าที่มีชีวิตอยู่) He is only an imaginary divine being,(ท่านเป็นเพียงภาพจินตนาการของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น)เธออธิบายอย่างไม่ชัดเจน และหวาดระแวงว่าคนธรรมดาสามัญชนไม่พูดจาเช่นนั้น11 อย่างไรก็ตาม เธอยังได้บรรยายต่อไปว่าระบบราชาธิปไตยเป็นการแสดงให้เห็นถึงการปกครองโดยพระผู้เป็นเจ้า เธอได้เน้นให้เห็นกุญแจที่ความสำคัญอันเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ และเครื่องราชกกุธภัณฑ์คือการแสดงให้เห็นถึงพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาฮินดู คือ พระศิวะ พระวิษณุ และ พรหม เธอกล่าวอีกว่า สำนักราชวังต้องการให้ภูมิพลเดินอยู่บนพื้นพรมเสมอ เพื่อไม่ให้พระบาทยุคลทั้งสองต้องแตะพื้นดินเช่นเดียวกับพระศิวะเวลาเดินทางท่องเที่ยว และระเบียบของสำนักราชวังก็คือต้องเดินทางโดยทางรถและเฮลิคอบเตอร์ อันเป็นสัญลักษณ์ของพระวิษณุ

บุตรี ยังได้เล่าเรื่องที่ดูเป็นจริงเป็นจังถึงความเป็นกษัตริย์ที่ใกล้เคียงกับพระพรหม โดยการเสด็จด้วยการนั่งหงส์ เมื่อนายหลวงเดินทางไปทอดกฐินด้วยเรือพระที่นั่งไปยังวัดอรุณ ท่านต้องเสด็จด้วยเรือที่มีรูปลักษณ์ของสุพรรณหงส์ ในปี พ.ศ.2539 กองทัพเรือได้ถวายเรือพระที่นั่งใหม่ ที่มีรูปสัญลักษณ์หัวเรือเป็นรูปครุฑอันมีที่มาจากเรื่องราวของพระพรหม บุตรีได้กล่าวว่า มีเหตุการณ์ฝนตกหนักระหว่างการเสด็จพระราชดำเนิน แต่เมื่อเรือล่องมาถึงวัดอรุณ ฝนที่ตกลงมาก็หยุดสนิท บุตรีได้บอกกับผู้เข้าฟังว่า เพราะว่ากษัตริย์ก็คือพระศิวะเช่นกัน ดังนั้นฝนจึงตกลงมาใส่ไม่ได้ “So we always say that there is something up there (เรามักจะกล่าวกันว่ามีสิ่งหนึ่งอยู่เบื้องบน)เธอกล่าว ถึงแม้นว่า ท่านจะเป็นเพียงเทพสมมุติ/Even though he is an imaginary god.”

เป็นการง่ายที่จะให้เครดิตในการสร้างภาพพจน์นี้แก่ ประเพณี การเล่นสนุก และผู้ที่สนับสนุนจนเกินกว่าเหตุ แต่ในช่วงปี พ.ศ. 2533 นั้น ท่านได้พิมพ์หนังสือแปลออกมา หนังสือสองเล่มแรกคือ A Man Called Intrepid และ Tito อันเป็นเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมของผู้นำที่ไม่เห็นแก่ตัว ส่วนเรื่องที่สามคือพระมหาชนก (Mahajanaka) ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่าภูมิพลคือพระมหาชนก ผู้เป็นดังสะพานเชื่อมต่อระหว่างโลกกับเทพเจ้า อย่างเช่นสมมุติเทพ

ส่วนหนังสือเล่มที่สี่คือ หนังสือภาษาอังกฤษอันเป็นชีวประวัติของภูมิพลเองชื่อว่า The Revolutionary King ด้วยการจ้างเขียนโดยพระองค์เองและจัดพิมพ์จำหน่ายในเมือง London ในปี พ.ศ. 2542 สิบปีก่อนหน้านั้น ภูมิพลได้เชิญ William Stevenson ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Intrepid ให้เขียนหนังสือประวัติของตน นาย Stevenson ได้เข้าพักอาศัยอยู่ที่วังสระประทุม และได้รับการช่วยเหลือในการทำวิจัย และสัมภาษณ์คนในวังรวมทั้งตัวพระองค์เอง ถึงแม้นว่าจะไม่มีโอกาสได้เข้าถึงเอกสารภายในต่างๆ

ผลลัพธ์ก็คือเป็นหนังสือที่เขียนถึงภูมิพลในทางดี วิเศษ และดุจดังพระเจ้า หนังสือ The Revolutionary King บ่งบอกเรื่องราวอย่างยอดเยี่ยม แต่ไม่ซาบซึ้งที่กษัตริย์ได้สร้างประเทศชาติด้วยตนเองหลังจากสงคราม และนำทางให้พ้นภัยจากความชั่วร้ายต่างๆ ท่านพยายามที่จะให้ประชาชนของท่านสละจากความโลภ ซึ่งเป็นหนทางของพุทธศาสนาไปสู่ความสงบสุข พวกชาวบ้านในชนบทต่างเข้าใจในความพยายามและเจตนารมณ์ของท่าน แต่ที่เป็นอุปสรรคก็คือ พวกนักการเมือง พวกพ่อค้าชาวจีน พวกข้าราชการที่ไม่รู้จักคิด พวกนายพลที่มีความทะเยอทะยาน และพวกข้าราชสำนัก เป็นที่น่าทึ่งว่าหนังสือ The Revolutionary King นั้น ไม่ต่างจากหนังสือยกยอปอปั้นตระกูลมหิดลและรัชกาลที่ 9 ที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย ที่สานต่อตำนานเรื่องราวของกษัตริย์และราชวงศ์ที่วิเศษอัศจรรย์ อันเป็นภาพพจน์ที่สำนักราชวังต้องการชักชวนโฆษณา ตีพิมพ์ และออกอากาศ ให้สาธารณชนได้รับรู้12

งานค้นคว้าด้านภาคภาษาไทย ในหนังสือของ Stevenson มีหลายตอนที่สำคัญของชีวิตภูมิพลที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่อัศจรรย์ เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของเด็กกำพร้าชื่อว่า สังวาล ซึ่งเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อว่ากลายเป็นมารดาของกษัตริย์ทั้งสอง เมื่อคราวที่เป็นเด็ก ภูมิพลได้แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยะที่ไม่มีใครเหมือนทางด้าน ธาราศาสตร์ การป่าไม้ และวิศวกรรมศาสตร์ และความสามารถในการแปลบทกวีนิพนธ์ได้ถึงห้าภาษา(five European languages) การเสียชีวิตอย่างลึกลับของอานันทและการขึ้นครองราชย์ของภูมิพล เป็นเหตุการณ์ที่เหมือนกับตนได้ขึ้นสวรรค์ ครอบงำด้วยเงาของลางร้ายที่เห็นกันในวัง ภูมิพลเกรงกลัวว่าวิญญาณของอานันทจะเลื่อนลอยไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงเข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับดวงวิญญาณของอานันท เพื่อนำเอาความฝันของอานันทในเรื่องของความเป็นพุทธประชาธิปไตย(Buddhist democracy) ให้ดำเนินต่อไป ในหนังสือได้บอกว่า ภูมิพลได้พบเห็นกับอานันทในวังหลายอาทิตย์ หลังจากที่เสียชีวิตไป ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเดินเท้าเมื่อข้าพเจ้าเสร็จจากการไหว้โกศ ทุกครั้งที่มีพิธีการต่างๆ ข้าพเจ้าจะเดินตามหลังพี่ชายเสมอ ในคราวนี้ข้าพเจ้าลืมไปว่าท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงกล่าวไปว่า ผมควรเดินตามหลังพี่แต่พี่ชายกลับกล่าวตอบว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป ฉันจะเดินตามหลังเธอไป’ “

เมื่อท่านเข้ารับตำแหน่งราชบัลลังก์ในช่วงปี พ.ศ.2453 เรื่อยมานั้น ภูมิพลได้แสดงความสามารถเข้าถึงจิตวิญญาณ และค้นพบอภิปรัชญาของประเทศสยามอย่างรวดเร็ว หนังสือเปิดเผยว่า ท่านจะพูดด้วยภาษาที่ชัดเจนและชวนให้คิด คนสูงอายุส่วนมาก มักจะจำกันได้ว่า พระพุทธเจ้าเทศนาด้วยภาษาง่ายชวนให้คิดเช่นนี้นาย Stevenson ได้เขียนเอาไว้ คนในวังอย่างนายธงทอง จันทรางศุ ได้บอกกับ Stevenson ว่า ภูมิพลได้รับการยอมรับว่า เข้าถึงขั้นการกลับชาติมาเกิดดั่งพระพุทธเจ้า ด้วยการต่อสู้กับพวกมารปีศาจ และตัดขาดจากตัณหาในราวปี พ.ศ.2503 ความฉลาดรอบรู้ของภูมิพลได้ขยายกว้างทั้งทางศาสนา และทางโลก ในปัจจุบันท่านได้แสดงความเห็นอย่างเป็นนัยที่ชาวโลกตะวันตกหยั่งไม่ถึง ท่านได้สอนทางในแก่ผู้มีความฉลาดเช่น วสิทธิ์ เดชกุญชร และช่วยแก้ไขดัดแปลงความผิดพลาดของปืน M-16 ต่อมาในราวปี พ.ศ. 2513 พระองค์ท่านยังได้รู้สึกถึงความปาฏิหาริย์ โดยได้สัมผัสกับวิญญาณของพี่ชายอยู่เสมอ เมื่อพระองค์เจ้าวิภาวดี รังสิต ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.2520 โดยเครื่องเฮลิคอบเตอร์ที่ประทับถูกพวกพรรคคอมมิวนิสต์(CPT)ยิงตก ท่านได้อ้างว่าได้เห็นวิญญาณของเธอปรากฏขึ้นต่อหน้า เพื่อเตือนถึงความเดือดร้อนที่จะเกิดขึ้นตามมา

ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายทศวรรษ ภูมิพลได้ให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันกับวิถีทางศาสนาพุทธให้มีอิทธิพลเหนือวัฒนธรรมจากตะวันตก โดยอาศัยการปลีกถอนตัว การเพ็งเล็ง และการทำตัวให้บริสุทธิ์ จากการกล่าวถึงของ Stevenson ภูมิพลได้อธิบายไว้ว่า พุทธศาสนานั้นลึกซึ้งมีอยู่หลายระดับ ระดับที่สูงสุดคือ การทำตัวเองให้บริสุทธิ์............. เพื่อให้เข้าถึงขั้นนี้ได้นั้น จะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ให้เป็นการเห็นแก่ตัว คือการสละทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดว่าเป็นของตนเองเพื่อไม่เป็นการแอบอ้างความบริสุทธิ์ของตนเอง ภูมิพลจึงต้องเปิดโอกาสให้มันเข้าใจได้ ดังตัวอย่างเช่นในปี พ.ศ. 2535 ท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า การรู้ว่า คนใดทำร้ายผู้ใดที่มีความบริสุทธิ์อันสูงสุด มันเป็นการทำร้ายตัวของเขาผู้นั้นเอง

หลายคนต่างพากันอ้างเป็นประจักษ์พยานในความสามารถอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ท่าน Stevensonได้อ้างคำพูดของพระสังฆราชว่า พระเจ้าอยู่หัว มีชีวิตที่พิเศษเหนือกว่าคนธรรมดาตามความเชื่อในศาสนาพุทธ ท่านมีความสามารถพิเศษที่จะหยั่งรู้ชีวิตของคนในชาตินี้ได้ และในชาติที่แล้วด้วย ท่านคือพระโพธิสัตว์ที่มีความเมตตา ท่านสามารถมองเพ่งเจาะลงไปในชีวิตของคนได้” Stevenson ยังได้รับการบอกเล่าว่าภูมิพล ได้ทำนายสถานการณ์ในปี พ.ศ. 2520 ก่อนที่จะเกิดความเลวร้ายเกิดขึ้น เมื่อประชาชนไม่ไยดีต่อคำเตือนของท่าน ท่านจึงต้องทำใจกับการลดค่าเงิน หลังจากนั้นท่านได้ให้คำแนะนำปลอบโยนประชาชนด้วยวิธีการเริ่มต้นใหม่ ด้วยการโฆษณาสนับสนุนทฤษฎีใหม่ ซึ่งอธิบายไว้ในหนังสือว่าเป็นความคิดทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่ก้าวหน้าที่สุดหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ยิ่งกว่านั้นผู้เขียนยังได้พรรณนาไว้ว่า ภูมิพลเปรียบดังเช่นพระมหาชนก ที่ว่ายน้ำเอาชีวิตรอดอยู่ตลอดเวลาในมหาสมุทร  ความฝันของท่านในระบบสังคมที่ปกครองด้วยหลักการทางศาสนาพุทธ เหมือนกับจะห่างจากฝ่ามือออกไปทุกที ด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกันกับพระมหาชนก ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะจบชีวิตลงไปได้ในตอนนี้

เมื่อหนังสือพิมพ์ออกมาจำหน่ายก็เป็นที่ค่อนข้างผิดหวัง Stevenson เป็นนักเขียนหนังสือตามอำเภอใจไม่ไยดีต่อข้อมูลความจริงนัก จนถึงขั้นที่ทำให้ทางในวังต้องขายหน้า ความผิดพลาดดูเกลื่อนตาไปหมด หนังสือเปิดฉากออกมาด้วยแผนที่ประเทศไทยที่ขยายครอบครองไปจนถึงประเทศลาวและพม่า และที่ตั้งของวังที่หัวหินห่างจากทะเลไปราวสามร้อยกิโลเมตร จบลงด้วยแผนผังวงศ์วานของราชวงศ์จักรี โดยอ้างว่ารัชกาลที่ 7 เป็นโอรสของรัชกาลที่ 6 และในเนื้อหาหนึ่งที่ทำให้ทางในวังไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ การอ้างถึงราชินีสิริกิติ์ว่าหลงตนเองว่าเป็นสมเด็จพระศรีสุริโยไทกลับชาติมาเกิด ไปจนถึงความตรึงเครียดระหว่างเจ้าฟ้าวชิราลงกรณกับฟ้าหญิงสิรินธรในการขึ้นสืบต่อราชบัลลังก์ รวมทั้งการที่นายหลวงเรียกข้าราชการฝ่ายในว่าเป็นพวกปลาดอกสาก ยิ่งกว่านั้น ผู้เขียนยังใช้ข้อมูลอ้างอิงที่ผิดพลาดเกี่ยวกับราชวงศ์ โดยเรียกนายหลวงด้วยชื่อเล่นสมัยเป็นเด็กว่า เล็ก และ พี่ชายว่า นันท์ และสังวาลว่า มาม่า กฎระเบียบโดยทั่วไปแล้ว การเขียนที่ไม่ได้เขียนโดยทางราชวงศ์เอง จะต้องใช้กันอย่างเป็นทางการเช่น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ด้วยปัญหาเช่นนี้ทางสำนักราชวังจึงสั่งห้ามหนังสือจำหน่ายหรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆทั้งสิ้น (หนังสือเล่มนี้ควรที่จะเป็นหนังสือต้องห้ามอย่างเป็นทางการตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่เพราะนายหลวงเป็นผู้จ้างผู้เขียนเสียเอง นายหลวงจึงอาจจะเป็นผู้กระทำผิดได้)13 ซึ่งทำให้หนังสือกลายเป็นที่ต้องการของบรรดาชาวไทย ผู้มีความรู้ความสามารถในภาษาอังกฤษ อย่างเช่นพวกที่ไม่เชื่อในการปกครองอย่างธรรมราชา ต่างแสวงหาซื้อหนังสือมาอ่านจากตลาดในต่างประเทศ มีการพิมพ์คัดลอกจำหน่ายจำนวนมากมาย และการแสดงการตอบรับโดยทั่วไปแล้ว คือการด่าว่าผู้เขียนที่เหลวไหลในเนื้อหา ไม่มองเนื้อหาที่แท้จริงและความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช Stevenson ตั้งใจเขียนหนังสือให้มีเนื้อหาสำหรับชาวต่างชาติ แต่สำหรับชาวไทยที่มีการศึกษาแล้วมันเป็นการดูถูกถากถาง

การยืนยันว่าภูมิพลเป็นกึ่งเทพเจ้านั้น เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทยว่า การนำเอาระบบรัฐธรรมนูญและสังคมทุนนิยมมาจากทวีปยุโรปมาใช้ในประเทศไทยคือความผิดพลาด ความสำเร็จคือการสร้างผลกระทบของพื้นฐานสองประการที่ขัดแย้งกัน ที่ยังคงเป็นแหล่งของความตรึงเครียดในสังคมไทย

ประการแรกที่เกี่ยวข้องก็คือระบบการปกครองที่เป็นไปตามความพึงพอใจของท่าน ผ่านไปยังสภาองคมนตรี และบรรดานายพลทั้งหลาย ภูมิพลไม่พยายามสร้างความแข็งแกร่งแน่นอนลงไป ในการจัดการระบบการเมืองในระยะยาว แต่ในทางตรงข้าม ท่านกลับสนับสนุนการวิจารณ์ถากถางที่ขัดขวางการดำเนินการปฏิรูปทางการเมืองต่างๆ อันสร้างความไม่สมหวังให้นักการปฏิรูปการปกครองการเมืองทั้งหลาย คนไทยจึงต้องสร้างความหวังไว้กับการครองราชย์ในรอบวาระเจ็ดสิบปีเศษ และโยนความผิดไปให้กับระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยแทน ดังคำวิจารณ์ของแม่ค้าใจกลางกรุงเทพ ได้วิจารณ์การเลือกตั้งปลายปี พ.ศ. 2543 ว่า ถึงแม้นว่าเธอจะมีที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอที่มีผู้สมัครเป็นหมอที่มีความเคารพและมีคะแนนนิยมสูง และชนะการเลือกตั้งในที่สุด แม่ค้าผู้นั้นได้พูดไว้ว่า นักการเมืองทั้งหลายต่างทำเพื่อตนเองและต่างโกงกินรับสินบน มีเพียงแต่นายหลวงเท่านั้นที่ช่วยเหลือพวกเราได้

ความขัดแย้งที่สำคัญอีกอย่างที่สันนิษฐานมาจากรัชสมัยของภูมิพล คือกฎหมายใดที่สมควรในการกำหนดความประพฤติของบุคคล ซึ่งย่ำแย่ลงไปทุกวัน ด้วยการที่ท่านเป็นผู้สนับสนุนการใช้หลักธรรมในการกำหนดความประพฤติของบุคคล ภูมิพลได้เข้าแทรกแซงทางด้านกฎหมาย ความผิดที่รุนแรง การทุจริตกินสินบน มีกันกลาดเกลื่อนทั่วประเทศไทย ด้วยทัศนวิสัยของผู้ดูทางกฎหมายระหว่างผู้กระทำผิดกฎหมาย และผู้พิทักษ์กฎหมาย ขณะที่ปัญหาต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาในประเทศที่กำลังพัฒนา ประเทศไทยกลับไม่อีนังขังขอบในการใช้กฎหมายในการห้ามปรามการซื้อขายธุรกิจทางเพศ ยาเสพติด และการว่าจ้างฆ่าคน

กฎหมายที่ใช้กันอยู่ในการห้ามปรามกิจกรรมเหล่านั้นไร้ประสิทธิภาพ Charles Keys ได้ให้ความเห็นว่า ทั้งทางราชวังและผู้นำคณะสงฆ์เองไม่ได้ทำการเชื่อมต่อกฏหมายสมัยใหม่ให้เข้ากับหลักการทางธรรมะ การเมินเฉยหรือการโยนความผิดไปให้กฎหมายสมัยใหม่ บรรดาผู้สนับสนุนระบบตามหลักธรรมะยุยงส่งเสริมผู้กระทำผิดที่ไม่เกรงกลัวต่อการจองเวรจองกรรม ในแผ่นดินของธรรมราชา Charles Keys ได้อธิบายไว้ว่า ตามสังคมทางศาสนาพุทธแล้ว ความต้านทานในทางโลกเป็นไปตามหลักจริยธรรมของแต่ละบุคคล ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมส่วนรวมมากขึ้น การต้านทานขยายมากขึ้นจนถึงขั้นพะอืดพะอม ของระดับรัฐที่ไม่สามารถบีบบังคับได้ด้วยกฎทางธรรม14 ความบกพร่องในการใช้กฎหมายบังคับสังคม ทำให้เกิดอาชญากรรมต่างๆเกิดขึ้นทั่วไป อันเป็นที่กริ้วโกรธของชาวไทย บ่อยครั้งที่ผู้ไร้อำนาจเหล่านี้จึงต้องหันหน้าเข้าหากฎทางศีลธรรมของกษัตริย์ ที่ให้เชื่อในผลบุญผลกรรม ส่วนพวกที่ไม่เชื่อก็ตัดสินกันด้วยตัวเอง อันเป็นการเพิ่มปัญหาให้มากขึ้นไปอีก

เป็นที่แจ้งชัดว่าตัวภูมิพลเองก็เหนื่อยหน่ายต่อปัญหาทางอาชญากรรม ในขณะที่ท่านได้ดำรัสต่อต้านอาชญากรรมและโดยเฉพาะการฉ้อโกงและกินสินบน ท่านก็ไม่ได้แสดงการปกป้องหรือสนับสนุนกฎหมายต่างๆ แต่มักจะวิจารณ์ไปถึงความไม่ลงรอยกัน ความไม่เที่ยงธรรม และไม่แน่นอน ดูเหมือนท่านไม่แน่ใจกับบทบาทของตัวเองมากนัก คือการเป็นผู้สนับสนุนทั้งทางด้านธรรมะและทั้งในทางโลก ดังจะเห็นได้จากหลักฐานในกลางปี พ.ศ. 2533 ที่ท่านเริ่มที่จะทำการยอมรับกฎหมายโทษประหารที่มีช่องโหว่มานานหลายปี ไม่มีการอธิบายระหว่างข้อหาและการตัดสินด้วยการประหารชีวิต ดังนั้นการลงโทษดังกล่าวจึงไม่สำเร็จผลอันเป็นอุปสรรคต่อการนำไปใช้ในอนาคต และเช่นเดียวกับสิ่งต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับราชบัลลังก์ การสำเร็จโทษเกิดขึ้น และแจ้งให้ทราบในภายหลัง ราวกับว่าเป็นกฎแห่งกรรมที่เกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ยิ่งกว่านั้น ภูมิพลดูเหมือนจะให้อำนาจสิทธิ์ขาดแก่รัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร ในการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดในปี พ.ศ. 2546 ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหากว่า 2,300 คน ส่วนมากเป็นพวกค้ายาเสพติดระดับย่อยๆ ได้ถูกมือมืดฆ่าทิ้งไป ซึ่งกลุ่มผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนได้ให้ความเห็นว่า พวกมือมืดเป็นพวกของตำรวจเสียเอง15

แทนที่จะช่วยสนับสนุนกฎหมายด้วยการลงนามรับรอง ภูมิพลกับเข้าแทรกแซงในคดีอาชญากรรมอย่างลับๆ รายละเอียดของแต่ละคดีถูกเก็บเงียบไว้ในวัง ตัวอย่างเช่นในปี พ.ศ.2542 ทางสำนักราชวังได้ออกข่าวว่าภูมิพลได้ปฏิเสธการเลื่อนตำแหน่งตุลาการขั้นอาวุโสสามนายด้วยกัน หนังสือพิมพ์ได้รับการอนุญาตให้ออกข่าวที่กษัตริย์ได้มีปฏิกิริยาต่อการฉ้อราชบังหลวงของบรรดาตุลาการเหล่านี้ คนทั่วไปคิดว่าการเข้าแทรกแซงของภูมิพลนั้นมีหลักฐานที่มั่นคง และสถาบันตุลาการอาจจะมีความเที่ยงธรรมมากยิ่งขึ้น แต่ท่านก็ไม่ได้แสดงหลักฐานอะไรเพื่อเป็นการยืนยันความผิดของตุลาการเหล่านี้ออกมา อันเป็นการยอมรับกันอย่างน่ามืดตามัวว่า ภูมิพลคือราชตุลาการผู้ยิ่งใหญ่ในการชี้ขาด แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นการแสดงตัวอย่างที่ดีในด้านกฎหมายออกมาให้เห็น เพราะบรรดาตุลาการที่ถูกกล่าวหาเหล่านั้นไม่ได้มีการกระทำการพิจารณาคดีออกมาอย่างเป็นทางการใดๆ

ความขัดแย้งระหว่างวิถีทางของภูมิพลและระบอบรัฐธรรมนูญ มีผลกระทบกระเทือนต่อการปกครองประเทศไทยอย่างแจ่มแจ้ง มันทำให้เกิดความล้าช้าในการแจ้งถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ล้มเหลวในปี พ.ศ. 2540 เพราะทางสำนักราชวังไม่ชอบนโยบายของ IMF ซึ่งต้องอาศัยหลักการทางกฎหมายและอาศัยนโยบายความโปร่งใส เพื่อให้เหมาะสมกับความเป็นไทยที่เคลือบคลุมและยืดหยุ่นและแก้ไขกันเองอย่างไทยๆได้ ความขัดแย้งนี้ทำให้ทางราชวังต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวแทรกแซงศาลชั้นสูงในการคัดค้านนายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ ทักษิณ ชินวัตรในปี พ.ศ. 2544 ซึ่งทำให้เป็นที่ขายหน้าและไม่สร้างความน่าเชื่อถือต่อสายตาประชาชน

แต่จุดอ่อนของภูมิพลก็คือสถาบันกษัตริย์ ท่านยังไม่สามารถรับประกันการสืบต่อสันตติวงศ์ออกมาได้อย่างแน่ชัดว่า บุคคลต่อไปจะต้องเป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาด ไม่เห็นแก่ตัวเช่นเดียวกับตัวท่านเอง จุดอ่อนเช่นนี้ยังเป็นเหมือนเมฆดำปกคลุมประเทศชาติในขณะที่ตัวภูมิพลเองอายุมากขึ้นทุกๆวัน ถึงแม้นว่าความเข้าใจโดยทั่วไปแล้ว ท่านคงจะยกตำแหน่งให้ผู้สืบต่อราชบัลลังก์คนต่อไปคือ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ แต่นั้นก็ยังไม่มีการรับประกันออกมาได้ ตามตัวบทกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้อย่างแน่ชัดว่า ต้องเป็นโอรสของกษัตริย์ แต่ก็ยอมให้กษัตริย์เป็นผู้เลือกออกมาเอง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า สถาบันกษัตริย์นั้นก็มีความเป็นประชาธิปไตยเช่นกัน ภูมิพลได้สนับสนุนให้ประชาชนได้มีบทบาทในการเลือกผู้สืบสันตติวงศ์มาเป็นเวลานาน โดยการดำรัสในปี พ.ศ. 2535 ว่า ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจ..........ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าเพศเป็นสิ่งสำคัญ16

ด้วยคำกล่าวที่เคลือบคลุมไม่แจ้งชัดเช่นนี้ ทำให้ชาวไทยที่มีความหวังต่างพากันคิดไปว่า เป็นการกล่าวถึงฟ้าหญิงสิรินธร คือผู้ได้รับเลือกรับการสืบต่อสันตติวงศ์ของราชวงศ์จักรีแทนพี่ชายตัวเอง สิ่งสำคัญที่ทำให้ฟ้าหญิงสิรินธรเป็นที่น่าเชื่อถือก็คือ ภาพพจน์ที่เธอมีคุณงามความดี เธอได้ทำงานเพื่อการกุศลต่างๆและให้ความสำคัญในความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เธอได้ให้ความสนใจในด้านศิลปะ การศึกษา ศาสนา และประเพณีไทยต่างๆ ขณะที่พี่ชายไม่สนใจใยดีในสิ่งเหล่านี้ เธอยังได้รับมอบอำนาจหน้าที่ในความรับผิดชอบโครงงานการกุศลที่มั่งคั่งของนายหลวง เธอได้รับความนิยมอย่างล้นพ้น และได้รับการสนับสนุนจากนายทหารและบรรดานักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่เธอเป็นอาจารย์สอนอยู่ อีกทั้งเป็นที่ชื่นชอบของข้าราชการโดยทั่วไป

ถึงแม้นว่า ตำแหน่งผู้สวมมงกุฎคนต่อไปดูเสมือนจะเป็นเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ซึ่งมีอายุได้ 53 ปี ในปี พ.ศ. 2548 ฟ้าชายดูจะประพฤติตัวได้เหมาะสมขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยได้แสดงความรับผิดชอบและแสดงความมุ่งมั่นในสถาบันกษัตริย์ ด้วยการรับพรจากบิดามารดาในการสมรสเป็นครั้งที่สามในปี พ.ศ.2544 และดูเหมือนจะปักหลักกับชีวิตอย่างเป็นการส่วนตัว ข่าวของภรรยาที่มาจากสามัญชนชื่อว่า ศรีรัศมิ์ มหิดล ณ อยุธยา ได้เป็นข่าวที่สาธารณชนยอมรับกันทั่วไป มากกว่าภรรยาคนก่อนที่ชื่อว่า สุจาริณี หนังสือพิมพ์ได้ออกข่าวว่าเธอมีความใกล้ชิดกับฟ้าชายมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ก่อนที่ฟ้าชายจะแต่งงานกับ สุจาริณี17

เมื่อภูมิพลปลีกตัวออกไปอยู่ที่หัวหิน วชิราลงกรณ ได้รับหน้าที่ๆสำคัญต่างๆมามากกว่าบรรดาน้องสาว โดยเข้าสวมบทบาทของผู้เป็นพ่อ ในการออกอากาศทางโทรทัศน์ให้เห็นภาพตนเองกับแผนที่ ตรวจดูเขื่อนต่างๆในชนบท และยังมีภาพร่วมกับผู้เป็นแม่ ซึ่งความสนิทสนมเหล่านี้ อาจจะไม่เห็นนักกับฟ้าหญิงสิรินธร ทั้งคู่มักแสดงภาพให้เห็นบ่อยๆกับบรรดาลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งฟ้าชายมักจะแต่งตัวในเครื่องแบบทหาร คาดเข็มขัดติดปืน อันเป็นลักษณะบ่งบอกที่สำคัญและแน่ชัดว่า ท่านคือผู้ที่สืบต่อสันตติวงศ์คนต่อไป

ความสามารถในการเป็นผู้นำของฟ้าชาย สร้างความวิตกกังวลอย่างใหญ่หลวง ทั้งในด้านการเป็นผู้นำตามประเพณีอย่างกษัตริย์ธรรมราชาหรือแม้นว่าผู้นำระดับประเทศก็ตาม กษัตริย์ในทางศาสนาพุทธ อำนาจที่สำคัญคือการสืบทอดความสำเร็จในทางจิตวิญญาณในตัวของกษัตริย์ ถึงแม้นว่าภูมิพลสามารถที่จะแบ่งปันรัศมีมาให้ได้บาง แต่ฟ้าชายจะต้องแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธ์ในคุณงามความดี ตามแบบอย่างประเพณีของทศพิธราชธรรม ในทางเทวดาอย่างศาสนาฮินดู วชิราลงกรณ ได้รับการยกขึ้นเป็นพระเจ้าตามอย่างผู้พ่อ แต่ไม่มีบุญสะสมไว้เพียงพอต่อการผลักดันให้ราชอาณาจักรก้าวไปสู่เส้นทางของธรรมะ การปฏิบัติตนตามประเพณีพิธีการต่างๆของฟ้าชาย เป็นการกระทำที่ฉาบฉวยเท่านั้น ท่านไม่ได้เข้าลึกถึงธรรมะหรือจิตวิญญาณในตัวเอง แต่มักเห็นท่านยังคงเพลิดเพลินอยู่ในตัณหา ความพึงพอใจ แสวงหาผู้หญิงมาบำเรอตน และยังคงแสดงความโมโหรุนแรงออกมาให้เห็น

สำหรับในระบบการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยใหม่ วชิราลงกรณก็ยังไม่มีบุคลิกภาพและความสามารถในการสวมบทบาทของนักการเมืองอย่างภูมิพลผู้เป็นพ่อได้ โดยไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นการสร้างงานพัฒนาสถาบันได้อย่างไร ท่านไม่ได้มีการพัฒนาทีมงานบุคลากรที่เฉลียวฉลาดอย่างผู้พ่อ แต่กลับคบค้าสมาคมกับพวกเห็นแก่ได้ไม่น่าเชื่อถือ ที่เห็นกันอย่างแจ่มแจ้งก็คือ ทักษิณ ฐานอำนาจที่คับแคบของท่านขึ้นอยู่กับผู้เป็นแม่ หน่วยทหารที่จำกัด และลูกเสือชาวบ้าน นี่คือพื้นฐานของอำนาจและการเข้าแทรกแซงด้วยกำลังและความหวาดกลัว ไม่ได้ด้วยความเลื่อมใสของราชบารมี

ความไม่เหมาะสมในหน้าที่ ไม่ใช่ความผิดของฟ้าชาย แต่เป็นการติดอยู่กับเงาของผู้เป็นพ่อ เช่นเดียวกับฟ้าชายชาลร์แห่งอังกฤษ ที่ทดลองทำการบริหารการเป็นผู้นำมากว่า 50 ปี งานเขียนของ Bagehot ราวศตวรรษที่ 19 ได้ให้ข้อสังเกตกษัตริย์ที่รับการครองราชย์ในช่วงกลางคนว่า เขาจึงไม่เหมาะสมในการทำงาน เขาใช้ชีวิตในวัยหนุ่มอยู่กับความว่างเปล่า จะคาดหวังให้เขาทำงานอะไรไม่ได้..........สิ่งเดียวที่เหมาะสมสำหรับการเป็นกษัตริย์ก็คือ การเริ่มต้นในวัยหนุ่ม เป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้นในการทำงาน ผู้ซึ่งมีความสามารถพิเศษเป็นเลิศในตนเอง ผู้ที่เป็นกษัตริย์ได้ด้วยความสามารถและมีพรสวรรค์นั้นหาได้ยากยิ่งนัก18

คนไทยต่างมองเห็นความอ่อนแอไม่เหมาะสมของฟ้าชายในการเป็นกษัตริย์ ไม่มีใครเอารูปวชิราลงกรณมาห้อยประดับบ้าน เช่าพระรูปของท่าน หรือแม้นแต่บริจาคเงินเพื่อการกุศล บางคนถึงกับลงความเห็นว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้นกับพี่เลี้ยงฟ้าชายในปี พ.ศ. 2542 นั้นคือลางบ่งบอกถึงหนทางตันทางจิตใจของฟ้าชายเอง

จุดอ่อนของฟ้าชายเหล่านี้ และความกำกวมของภูมิพลทำให้เกิดความไม่แน่นอนอลหม่านในการสืบสันตติวงศ์ หากภูมิพลไม่สละตำแหน่งเพื่อควบคุมกลไก ก็จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสภาองคมนตรี ด้วยการที่เปรมเป็นผู้นำสภาองคมนตรี และเปรมเป็นผู้ที่เลือกบรรดาผู้คนเหล่านั้นเอง โดยทางทฤษฎีแล้วสภาองคมนตรีจะดำเนินการตามกษัตริย์ หรือไม่ก็ ตามหลักรัฐธรรมนูญ และกฎในการสืบสันตติวงศ์ในปี พ.ศ. 2467 ปัญหาก็คือว่าเปรมผู้มีอายุมากกว่ากษัตริย์เจ็ดปี อาจจะตายก่อนภูมิพลก็ได้ ซึ่งไม่มีองคมนตรีคนใดที่เปรมใช้อำนาจทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกในการสืบภารกิจต่อ

หากปราศจากตัวผู้ชี้นำอย่างกษัตริย์หรือเปรมแล้ว ชาวไทยต่างหวาดกลัวว่าจะเกิดการขัดแย้งและใช้กำลังเข้าโต้ตอบกันเองขึ้น ระหว่างพวกนิยมฟ้าชาย ปะทะกับพวกนิยมฟ้าหญิง หลายคนขยาดกลัวสุดใจอย่างเช่นการสังหารกษัตริย์เนปาลโดยราชโอรสในปี พ.ศ. 2544 บ้างก็กล่าวถึงคำทนายที่เก่าแก่กว่าสองร้อยปี ซึ่งเป็นคำทำนายของรัชกาลที่1 เองว่า ราชวงศ์จักรีจะมีเพียงแค่เก้ารัชกาล19 ยังมีเรื่องเล่ากันต่อมาอีกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายหลังจากที่รัชกาลที่9 ได้เสียชีวิตลงไป จะเกิดการปฏิวัติขึ้น และเปลี่ยนไปอย่างสงบสู่สาธรณรัฐ ยิ่งกว่านั้นยังมีคนกล่าวต่อไปอีกว่า จะมีราชินีขึ้นเสวยราชย์บนแผ่นดิน ข่าวโคมลอยเช่นนี้พาดพิงไปถึงปี พ.ศ. 2475 ที่มีการทำนายกันเอาไว้ก่อนหน้าว่า ราชวงศ์จักรีจะสิ้นสุดกันเพียงแค่ 150 ปีเท่านั้น อันเป็นผลให้เกิดการกระทำการรัฐประหารสิ้นสุดระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ให้สมกับเจตนารมณ์ของคำทนายที่ตั้งเอาไว้20

ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทักษิณก้าวขึ้นสู่อำนาจเป็นนายกรัฐมนตรี หลักจากการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2544 ทางราชวังดูเหมือนจะเห็นพ้องด้วยกับการทำงานที่ได้ผลของทักษิณทั้งด้านกฏหมายและภาครัฐบาล โดยอาศัยความร่ำรวยมหาศาล เช่นเดียวกับเปรมที่มีกำลังทหารหนุนหลังให้ ทักษิณไม่ไยดีมากนักกับระเบียบแบบแผนแต่ทำไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนเอง แต่ในขณะเดียวกันที่เปรมให้เกียรติและชื่นชมกษัตริย์ ทักษิณกลับทำงานแข่งกับราชวงศ์เพื่อสร้างรัฐบาลที่มาจากปวงชนตามความประสงค์ของตนเอง21 ระบบของทักษิณคือการหาการสนับสนุนจากทางในวังเมื่อทั้งสองเห็นพร้องต้องกัน และละทิ้งเมื่อผลประโยชน์แตกต่างกัน แต่เขาก็ยังหาผลประโยชน์จากความแตกต่างระหว่างกษัตริย์และเปรมด้วย และระหว่างราชินีกับฟ้าชายด้วยเช่นกัน ระหว่างปี พ.ศ.2547-48 ทักษิณแสดงความไม่ไยดีต่อการวิพากษ์วิจารณ์ของกษัตริย์และเปรม ในการที่ยอมให้รัฐบาลทำการปราบปรามอย่างป่าเถื่อนต่อบรรดาชาวมุสลิมในภาคใต้ของประเทศไทย มีคนตายหลายร้อยคนจากการกระทำของทหารและตำรวจ ผู้สังเกตการได้เชื่อว่าเป็นการเห็นพ้องอย่างเจื่อนๆของราชินีกับฟ้าชาย และให้การสนับสนุนในการกระทำต่อไปแก่ทักษิณในทางด้านการเมือง22

ทางวังได้แต่รอเวลาให้ทักษิณเสียท่า โดยให้กลุ่มผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากนักการมือง ทหาร นักธุรกิจ พากันขับไล่ทักษิณออกไป จนกระทั่งทักษิณต้องถอนตัวออกไปในช่วงต้นปี พ.ศ. 2549 ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นการบังคับให้ทักษิณสละตำแหน่งโดยฝีมือของกษัตริย์เอง หลังจากที่พรรคการเมืองของทักษิณชนะการเลือกตั้ง จึงทำให้ตำแหน่งนายกว่างเปล่าไร้เสถียรภาพ ทำให้กษัตริย์ภูมิพลต้องควานหาตัวบุคคลเข้ามาแทนทีในตำแหน่งที่ว่างเปล่าของทักษิณ

ขณะที่การบริหารงานของทักษิณ สร้างปัญหาต่อระบบการปกครองที่เป็นธรรมและในเนื้อหาของประชาธิปไตย การเน้นหนักไปที่อำนาจรอบๆตัวเองโดยมีการจัดหัวหน้าฝ่ายบริหารของตนเอง อาจจะมองให้เห็นว่าเป็นการลดอำนาจของทางราชวัง ซึ่งอาจจะเป็นผลดีในกรณีที่มีปัญหากับการสืบสันตติวงศ์ หรือหากเป็นการมีกษัตริย์อย่างเจ้าฟ้าวชิราลงกรณในการเข้าไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซงกับวิถีทางการเมือง อย่างการตัดสินใจให้รัฐบาลใช้นโยบายแบบบ้าเลือดเพื่อแก้ไขปัญหาในภาคใต้เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทักษิณไม่สนใจไยดีต่อกษัตริย์และเปรม และดูเหมือนว่าใช้ความมั่งมีทางด้านการเงินช่วยเหลือฟ้าชายในการหาตำหนักอยู่ใหม่ หลักการของทักษิณคือต้องการให้ชาวไทยมองเห็นถึงสถาบันต่างๆมากขึ้นมากกว่าสถาบันกษัตริย์ ในการต่อสู้กับผู้นำที่ไม่ดี ชาวไทยควรต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพที่มาจากการเลือกตั้ง ความสะอาดยุติธรรมในตุลาการศาล และเสรีภาพในการแสดงออก

ในการสืบต่อสันตติวงศ์ วชิราลงกรณจะต้องเผชิญหน้ากับการจัดราชวงศ์จักรีในอนาคต จากการมีบุตรกับศรีรัศมิ์ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2548 ฟ้าชายมีลูกทั้งหมดจากการสมรสทั้งสามภรรยาคือ มีบุตรชายห้าคน บุตรสาวสองคน ผู้ที่จะเป็นผู้นำของราชวงศ์จักรีคนใหม่ จะต้องมีสายเลือดแท้ของกษัตริย์ ภูมิพลมีหลานสาวที่ชื่อว่า ฟ้าหญิงบัญจรากิติยาภา หรือองค์บัญจ ซึ่งเป็นลูกสาวของวชิราลงกรณ กับภรรยาคนแรกคือโสมสวรี จนกระทั่งมีบุตรกับศรีรัศมิ์ ส่วนบัญจรากิติยาภาได้รับการศึกษาและประพฤติตามประเพณี และได้รับการดูแลจากฟ้าหญิงสิรินธร อันแสดงให้เห็นว่าเป็นการคาดหวังว่าเธอคือผู้สืบต่อสันตติวงส์ต่อจากบิดาของเธอ เธอจบการศึกษาจาก Cornell University เธอเป็นที่เชื่อมั่นของราชินีสิริกิติ์และฟ้าหญิงจุฬาภรณผู้หยิ่งยะโส

แต่ตำแหน่งของเธอในราชวงศ์ยังไม่แน่ชัดนัก  วชิราลงกรณต้องการให้บุตรที่เกิดจากศรีรัศมิ์เป็นผู้รับช่วงต่อ ซึ่งแหล่งข่าวภายในวังได้บอกว่าเป็นการพยายามอย่างเหลือล้นของแพทย์มาอย่างช้านาน บุตรชายที่ชื่อว่า ทีปังกรรัศมีโชติ ได้รับการอาบน้ำมนต์ที่ศักดิ์สิทธิ์จากกษัตริย์และราชินีในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นการยืนยันว่าได้เข้าร่วมอันดับอยู่ในตระกูลมหิดล

ถึงแม้นว่าสุจาริณีจะขอลี้ภัยทางด้านการเมืองไปอาศัยอยู่ในอเมริกาแล้วก็ตาม บรรดาบุตรชายที่เกิดจากฟ้าชายต่างได้รับตำแหน่งคืนมาจากในวัง ส่วนธิดาหนึ่งคนนั้นได้รับการเปลี่ยนชื่อจากบุษย์น้ำเพชรเป็นสิริวัณวรี มหิดล และได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 และได้รับการเทิดทูลให้มีตำแหน่งความสำคัญในราชวงศ์ ในปี พ.ศ. 2544 เธอได้รับการสถาปนาให้มีตำแหน่งสูงศักดิ์ยิ่งขึ้นจากนายหลวง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าบุตรชายคนแรกของวชิราลงกรณ กับสุจาริณี ที่มีชื่อว่าจุฑาวัชร มหิดล ซึ่งมีอายุ 25 ปี ในปี พ.ศ. 2548 และเป็นหลานชายคนโตที่สุดของภูมิพล อาจจะมีโอกาสเข้ามาเรียกคืนราชบัลลังก์ก็ได้23 ในราชวงศ์ที่มีประเพณีที่ให้ความสำคัญต่อเพศชาย แต่มีจำนวนสายพันธ์ใหม่ที่น้อยนี้ บรรดาบุตรของสุจาริณีจำเป็นต้องรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลให้ดูดี เพื่อเป็นเหตุผลหนึ่งว่าการกลับเข้ามาในประเทศไทยเป็นเพียงการประพาสเพื่อเยี่ยมเยียนราชวงศ์ หรือการดูวิสัยทัศน์ทางการเมืองเท่านั้น24

เพื่อเป็นการสร้างความแจ่มชัดให้กับคำถามในอนาคต และหลีกเลี่ยงปัญหาความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้นได้ในยุคสมัยต่อไป วชิราลงกรณ จึงต้องสร้างบันไดที่มีความอาวุโสในการสืบสันตติวงศ์ ครอบคลุมไปยังลูกๆที่เกิดจากภรรยาทั้งสาม เช่นเดียวกับกษัตริย์วชิราวุธเคยกำหนดเอาไว้ในการสืบสันติวงศ์ในปี พ.ศ. 2467

หากบรรดาบุตรของสุจาริณีไม่ได้รับการคืนตำแหน่งในราชวงศ์ ทางสถาบันจะต้องเผชิญหน้ากับการที่มีบรรดาเพศหญิงขึ้นมามีอำนาจในราชวงศ์จักรี ตำแหน่งที่สำคัญเคียงข้างกับฟ้าหญิงบัญจรากิติยาภาและสิริวัณวรี ก็ยังมีหลานสาวของภูมิพลที่ได้รับตำแหน่งเข้าสู่วงในของราชวงศ์คือ บุตรสาวสองคนของฟ้าหญิงจุฬาภรณ ที่มีชื่อกันว่า สิริภา จุฬาภรณ์ และอทิตยาทร กิติคุณ ซึ่งต่างทำหน้าที่ตามพิธีการต่างๆภายใต้การชี้แนะของฟ้าหญิงสิรินธร

และเป็นไปได้ที่จะมีบรรดาบุตรสาวของฟ้าหญิงอุบลรัตน์เข้าร่วมด้วยเช่น พลอยไพลิน และ สิริกิติยา ในปี พ.ศ. 2542 ที่ฟ้าหญิงอุบลรัตน์ได้หย่าขาดจาก Peter Jensen ผู้เป็นสามี และพาบรรดาลูกสาวกลับเมืองไทย และได้รับการคืนสัญชาติเป็นชาวไทยอีกครั้ง บรรดาลูกสาวของเธอต่างได้รับการเชิดหน้าชูตาจากทางในวังสู่สายตาประชาชน และทางภาครัฐบาล ถึงแม้นว่าจะเคยอยู่เป็นเพียงแค่คนธรรมดาสามัญตามวัฒนธรรมอเมริกันก็ตาม ในวันที่ได้รับการคืนสัญชาติเป็นชาวไทย พวกเธอพากันไปแจกใบสุทธิให้นักเรียนชั้นประถม อย่างเช่นกับที่ภูมิพลแจกให้กับบรรดามหาวิทยาลัยต่างๆ (บุตรชายของฟ้าหญิงอุบลรัตน์ที่เป็นโรคautistic ได้เสียชีวิตในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ.2547 จากเหตุการณ์สึนามิคลื่นยักษ์ถล่ม)

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามกับฐานะตำแหน่งและการแต่งงาน บรรดาสุภาพสตรีเหล่านี้จะมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์และสถาบันกษัตริย์มากขึ้น แทนที่จะหลบอยู่ด้านหลังของวัง พวกคุณเธอจะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจ ซึ่งน้อยนักที่ผู้หญิงไทยจะได้มีการเชิดชูให้เห็นกัน ยิ่งกว่านั้นบรรดาคนรุ่นใหม่เหล่านี้ ทั้งชายและหญิง ต่างไม่ได้รับการเลี้ยงดูเสี่ยมสอนอย่างประเพณีในวังเช่นภูมิพลและลูกๆของเขา พวกเขาต่างเติบโตกันขึ้นมาในชีวิตสังคมวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่เป็นดิสโก้และห้างสรรพสินค้า MTV แฟชั่นแบบญี่ปุ่น การสักยันต์ใส่ต่างหูประดับ รถยนต์ และวัฒนธรรมของโลกสากลนิยม (global culture) ไม่มีผู้ใดเข้าเรียนถึงประเพณีธรรมราชาอย่างภูมิพล อันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่ย่อมมีผลกระทบไปถึงทางสำนักราชวังจะแก้ไขหรือเผชิญหน้ากันอย่างไร

การปกป้องบารมีและเกียรติยศของราชวงศ์กับสื่อมวลชนที่มีความก้าวร้าว มีเนื้อหาทางวิชาการ ความไม่ไยดีของสาธรณชน ทำให้เกิดการเผชิญหน้าที่ท้าทายต่อสถาบันกษัตริย์หลังจากภูมิพล โดยเฉพาะเรื่องราวประวัติที่ผ่านมาของฟ้าชายเอง การเติบโตที่นอกเหนือการควบคุมของสื่อมวลชนสากลอย่างเช่นโทรทัศน์สายตรงหรือเคเบิลทีวี และอินเตอร์เนต ซึ่งได้สร้างความยากลำบากในการควบคุมเรื่องราวต่างๆของราชวงศ์ไม่ให้ด่างพล้อยไปได้

ผลกระทบจากสื่อมวลชนต่อสถาบันกษัตริย์อาจจะเห็นได้ชัดจากประเทศอังกฤษ ตัวอย่างเช่น ในปี พ.ศ. 2520 อันเป็นการเฉลิมฉลองของราชินีเอลิซาเบธ วงดนตรีพังค์ชื่อว่า Sex Pistrols ที่ไม่มีชื่อเสียงอะไรในขณะนั้น ได้สร้างความนิยมอย่างสูงด้วยเพลงที่ถากถางด้วยเนื้อหาอย่างรุนแรงว่า ทรงพระเจริญ ความเป็นเผด็จการของเธอ ทำให้คุณกลายเป็นคนปัญญาอ่อน……ไม่มีอนาคตและความฝันสำหรับประเทศอังกฤษอีกต่อไปเพลงนี้ชื่อว่า “God Save the Queen” จึงถูกต้องห้ามในการออกอากาศโดยทันที มันเป็นสิ่งที่ถูกอกถูกใจของบรรดาคนรุ่นใหม่และกลายเป็นแผ่นที่ขายดีที่สุดในประเทศ สังคมชาวอังกฤษไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความมีสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์โดยกลุ่มวงดนตรี Sex Pistrols ได้สร้างความเสื่อมเสียต่อราชินีเอลิซาเบธในปี พ.ศ. 2535 หรือปีแห่งความเฮงซวย เมื่อทางราชวงศ์ได้สร้างความขัดแย้งเป็นการส่วนตัว และการแบ่งจัดการบริหารทรัพย์สินต่างๆ มันจึงกลายเป็นข่าวฉาวโฉ่ตามหน้าหนังสือพิมพ์และทางโทรทัศน์ สถาบันกษัตริย์จึงไม่สามารถสร้างการปกป้องข่าวอื้อฉาวต่างๆได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในประเทศไทย สิ่งที่ปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์ไม่ให้เหมือนอย่างข่าวความอื้อฉาวในประเทศอังกฤษได้ก็คือ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ดูเหมือนว่ากฎหมายนี้เริ่มด้อยค่าลงไปทุกวันหลังจากปี พ.ศ. 2533 อย่างเช่นกรณีที่มีการพิจารณาคดีเป็นครั้งที่สองของนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งเป็นนักวิชาการทางสังคม และเคยถูกจับในคดีหมิ่นฯนี้มาก่อนในระหว่างปี พ.ศ. 2523 (ในช่วงนั้น อำนาจการตอบรับจากนานาชาติ ทำให้ทางในวังเข้ามายุ่งเกี่ยวกับคดีอย่างลับๆ และทำการปล่อยตัวนายสุลักษณ์ไปในที่สุด) แต่หลังจากการปฏิวัติในปี พ.ศ. 2534 พลเอกสุจินดา ได้ตั้งข้อหาหมิ่นฯต่อนายสุลักษณ์จากการที่นายสุลักษณ์ว่ากล่าวพวกที่ทำการปฏิวัติ เพราะว่าสุจินดาได้อ้างว่านายหลวงเป็นผู้อนุมัติ แต่เป็นเรื่องน่าหัวเราะว่าความจริงแล้วนายสุลักษณ์ได้อ้างเช่นเดียวกันว่า สุจินดาเป็นผู้หมิ่นพระบรมฯเช่นกัน เพราะสุจินดาล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งของนายหลวงเอง

น่าแปลกใจยิ่งนัก หลังจากที่สุจินดาหมดอำนาจลงและได้รับการอภัยโทษจากนายหลวง คดีของนายสุลักษณ์กลับไม่เงียบหายไปด้วย ทางสำนักราชวังต้องการดำเนินคดีกับนายสุลักษณ์ต่อไปในปี พ.ศ. 2536 นายสุลักษณ์ ได้เลือกเอานักกฎหมายที่มีความชำนาญในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เก่งที่สุดในประเทศไทย คือนายทองใบ ทองเปาด์ ซึ่งเคยติดคุกในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อสามสิบปีก่อน โดยได้ประกาศอย่างเป็นที่น่าฟังว่า ไม่มีการฟ้องร้องกันด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์กันอีกต่อไป แต่เป็นการฟ้องกันด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมฯ25 ในคราวนี้ต่างเป็นที่สนใจของคนท้องถิ่นและนานาประเทศมากกว่าในช่วงปี พ.ศ. 2523 และอีกครั้งหนึ่งที่นายสุลักษณ์ได้หลุดพ้นคดี อันจะเห็นได้ว่าทางในวังต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการเสียหน้า

หนึ่งปีต่อมา ยังมีเรื่องที่น่าอายตามมาอีกกับกฎหมายหมิ่นฯที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันคริสต์มาส เดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2537 นักธุรกิจชาวฝรั่งเศสชื่อว่า Lech Kisielwicz ได้ใช้บริการชั้นหนึ่งของการบินไทย บินจากเมืองปารีสถึงกรุงเทพ ซึ่งเขาวางแผนว่าจะต่อเครื่องบินไปยังญี่ปุ่น ในห้องผู้โดยสารชั้นหนึ่งนั้นก็มีโสมสวลี และบรรดาผู้มีฐานะชาวไทยนั่งมาด้วยหลายคน โสมสวลีได้บ่นว่าเกี่ยวกับนาย Kisielwicz ซึ่งเขาสบถด่ากลับไปที่เธอ เมื่อเครื่องบินลงจอดที่เมืองไทย ทางตำรวจไทยได้จับนาย Kisielwicz ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมฯ ถึงแม้นว่ากฎหมายไทยได้ระบุบเอาไว้เฉพาะ กษัตริย์ ราชินี ผู้สำเร็จราชการแทน และรัชทายาท ในการได้รับการปกป้อง ทางการบินไทยเองได้ใช้เวลาไตร่ตรองไม่นานนัก และทางในวังเองต่างเข้าใจว่า คดีนี้อาจสร้างความเสียหน้าให้กับประเทศอย่างใหญ่หลวง แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถถอนคดีนี้ออกไปได้เพราะกลัวว่าจะถูกชาวฝรั่งเศสคนนี้ฟ้องกลับ และอีกอย่างคือชาวไทยอาจจะติดใจกันว่าทำไมไม่ปกป้องสถาบัน ในเมื่อมันผิดกฎหมายหมิ่นพระบรมฯ

การบินไทยพยายามอย่างยิ่งที่จะให้นาย Kisielwicz ยอมรับผิด แลกกับอิสรภาพ เพื่อเป็นการไม่ให้ขายหน้าขายตา เนื่องจากมีสำนักงานใหญ่ในยุโรปและปารีส  การบินไทยกลัวว่าธุรกิจจะตกต่ำลงไป และบรรดาชาวต่างชาติจะตำหนิราชวงศ์ของไทยหลังจากที่หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสออกข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ ต้องใช้เวลาตกลงยินยอมกันหลายอาทิตย์ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่สำนักราชวัง ในระหว่างนั้นทางหนังสือพิมพ์ไทยเองก็ถูกปิดปากเงียบไม่ให้กล่าวถึง ในที่สุดชาวฝรั่งเศสผู้นั้นได้ส่งหนังสือขอโทษไปยังนายหลวง และยอมรับผิดในขั้นศาล ซึ่งเป็นข่าวจางๆในหนังสือพิมพ์ไทย และต้องเป็นที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก เมื่อผู้พิพากษาโยนข้อหาทิ้งไปเพราะไม่มีหลักฐานรัดกุม นาย Kisielwicz กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เพราะยอมรับผิดจึงไม่สามารถฟ้องกลับการบินไทยได้ เนื่องจากนาย Kisielwicz ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด ดังนั้นจึงไม่มีใครที่จะประณามชาวไทยกับกฎหมายโบร่ำโบราณนี้ได้

อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ยังมีอำนาจใช้อยู่เช่น ในปลายปี พ.ศ. 2544 หนังสือพิมพ์ Far Eastern Economic Review ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวอเมริกัน ได้อ้างอิงนิดหน่อยถึงเรื่องการเกี่ยวดองทางการเงินระหว่างฟ้าชายกับนายกทักษิณ ทางรัฐบาลและสำนักราชวังได้ขู่ว่าจะตั้งข้อหาแก่นักข่าวและบรรณาธิการด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมฯ เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ข้อหาต่างๆก็คลุมเครือหายไป ทางในวังและรัฐบาลอ้างว่าเป็นชัยชนะ เมื่อทางหนังสือพิมพ์เริ่มลดการแข็งกร้าวในการลงข่าว แต่ด้วยเพราะว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยว ทางการทูต และสื่อต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุการณ์เช่นนี้จึงอาจจะต้องมีซ้ำรอยกันอีก อันเป็นผลกระทบที่ไม่น่าพอใจต่อทางสถาบันกษัตริย์ได้

การต่อสู้ขับไล่ทักษิณในปี พ.ศ. 2548 – 2549 ได้ลดอำนาจกฎหมายหมิ่นพระบรมฯลงไปอย่างมาก ทั้งได้นำมาแสดงวิพากษ์วิจารณ์ใส่กันเพื่อผลทางการเมือง การตั้งข้อหายากที่จะละทิ้งไปได้ ทางสำนักราชวังที่อยู่เบื้องหลังเองก็พยายามที่สร้างข้อหาแก่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์

ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตามแก่สถาบัน เรื่องที่ปรากฏออกมาตั้งแต่อดีต หรือพฤติกรรมของลูกหลานและเหลน กษัตริย์ภูมิพลอดุลยเดชได้ประทับลงตราชื่อเสียงของตนเองเอาไว้แล้ว และยากต่อการแก้ไขใดๆ สิทธิพิเศษและบารมีของท่านนั้นไม่มีลอยขีดข่วน ด้วยคุณงามความดีที่มีมายาวนานและบุคลิกภาพ การทำงานที่หนักแน่น สุภาพอ่อนโยน การใช้ชีวิตที่เรียบง่ายจนหาที่ติเตียนไม่ได้ ท่านได้แสดงตนให้เห็นเป็นเช่นพระพุทธเจ้า หรือพระมหาชนก ภูมิพลอาจจะเป็นไปได้ในตำแหน่งผู้นำลัทธิบูชาอย่างเช่นปู่ทวด หรือกษัตริย์จุฬาลงกรณ์

แต่เมื่อภูมิพลจบชีวิตลงไป สถาบันกษัตริย์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ก็จะจบลงไปด้วย ผู้สืบฐานะต่อไปไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นเช่นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด หรือทำตัวให้เป็นไปตามแบบแม่พิมพ์ที่สร้างไว้ เขาผู้นั้นต้องปฏิรูปและสร้างสถาบันด้วยน้ำมือตนเอง ก่อนที่จะเกิดการเรียกร้องจากบรรดาสื่อมวลชนและชาวไทยรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาที่ดี พวกคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีประสพการณ์จากสงครามเย็นที่เป็นช่วงต่อที่สำคัญของการปฏิรูปสถาบันในสมัยของภูมิพล การเผชิญหน้านี้แตกต่างไปบ้างจากสถาบันกษัตริย์ในโลกตะวันตกในช่วงศตวรรษที่19 และ 20 เช่น ทำอย่างไรที่จะโยนความรับผิดชอบแต่ละวันไปให้บรรดานักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ ที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ อย่างที่ Vernon Bogdanor ได้เขียนเอาไว้ว่า เมื่อตัวนายกรัฐมนตรีได้ตำแหน่งมาโดยการยอมรับจากรัฐสภา ไม่ใช่ได้มาโดยการเป็นที่ชื่นชอบของกษัตริย์ สิทธิพิเศษของกษัตริย์ก็ยอมอยู่ในขอบเขตจำกัดอย่างแน่ชัด26

ราชวงศ์จักรีมีทางเลือกออกคือ การแยกตัวออกไปอย่างเงียบๆไม่โดดเด่น แต่หนทางเลือกนี้คือถูกบังคับให้พ้นไปจากสายตาของสาธรณชน อย่างเช่นสถาบันกษัตริย์ของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างนามธรรมและห่างไกลจากรูปแบบชีวิตสมัยใหม่ สิ่งเหล่านี้คือสถานการณ์ที่กษัตริย์ภูมิพลได้รับรู้เอาไว้แล้ว โดยได้ดำรัสกับอาคันตุกะในปี พ.ศ. 2535 ว่าจักรพรรดิอาคิหิโตแห่งประเทศญี่ปุ่นรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการอยู่ในรูปแบบที่จำกัด เป็นแค่สัญลักษณ์ทางภารกิจในการทำพิธีต่างๆ ไม่มีหน้าที่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แม้นกระทั่งการเป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษา27

จนกระทั่งปัจจุบัน ยังไม่มีใครผู้ใดที่จะสืบทอดสันตติวงศ์ต่อจากภูมิพล จะมีความประสงค์อย่างกษัตริย์อาคิหิโต แต่ทางสถาบันเองกลับหันเหไปในทางตรงกันข้าม ต้องเป็นที่ขอบคุณสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมเงินเข้าที่สำคัญอย่างหนึ่ง พระราชวังในกรุงเทพได้กลายเป็นที่สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยว และโรงแรมที่รโหฐานสะดวกสบายได้สร้างขึ้นเพิ่มบนที่ดินของสังวาลที่อยู่ทางตอนเหนือ โครงการของนายหลวงที่ดอยอ่างข่าง ก็มีโรงแรมจัดไว้ต้อนรับบรรดานักท่องเที่ยวเช่นกัน

เพื่อเป็นการปกป้องบรรดาฟ้าหญิงและฟ้าชายทั้งหลาย ที่จะต้องแต่งตัวออกโรงอย่างตัวละคร ทางสถาบันจึงได้โยงไยไปกับสถาบันสังคมไทยร่วมสมัย โดยเฉพาะในบทบาทของวัฒนธรรมพื้นบ้านในปัจจุบันและในอนาคต พื้นฐานเหล่านี้ได้สร้างเอาไว้แล้วจากโครงการพระราชทานต่างๆ เช่นโครงการการกุศล และโครงการมหิดล บรรดาลูกๆของภูมิพลเองได้ถูกมอบหมายในหน้าที่ต่างๆในการช่วยเหลือประชาชน ฟ้าหญิงสิริธรก็มีองค์การของตนเองที่ช่วยเหลือผู้ยากจนและไร้โอกาส และเธอยังเป็นผู้รับผิดชอบโครงการของนายหลวงด้วย ส่วนฟ้าชายก็มีโครงการเกี่ยวกับโรงพยาบาลในชนบท และฟ้าหญิงจุฬาภรณก็เป็นผู้อุปถัมภ์สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ ส่วนบรรดาหลานๆก็ได้เข้าร่วมงานการกุศล และสิ่งเหล่านี้จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเธอเมื่อเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่

การทำงานทางสังคมของสำนักราชวังจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข การหาเงินรายได้ด้วยวิธีการต่างๆที่แยบยลของนายหลวงและราชินีจะต้องมีความโปร่งใสและหลีกเลี่ยงปัญหาที่ตามมาในภายหลัง งานการกุศลจะต้องเปิดกว้างและสร้างภาพพจน์ที่ดี อย่างเช่นในช่วงราวปี พ.ศ. 2533 สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้รับเงินมาจากบริษัทอุตสาหกรรมผู้ผลิตบุหรี่เพื่อทำการศึกษาวิจัย ซึ่งเป็นการกระทำที่สวนทางกับนโยบายของภาครัฐบาลที่รณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่28 และบรรดาสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งก็แกร่งกระด้างขึ้นในการพูดถึงประเด็นเช่นนี้

โดยทั่วไปแล้ว โครงการการกุศลต่างๆควรยกเลิกการแข่งขันกันเองทั้งทางในวังและภาครัฐบาล ทั้งองค์การสาธารณประโยชน์ต่างๆด้วย ความเป็นปรปักษ์ของทุกฝ่ายบ่อนทำลายความสมานฉันท์ที่เป็นรูปแบบของสถาบัน แต่ทางราชวังควรจะเป็นผู้มีบทบาทในส่วนร่วมกับองค์การต่างๆเหล่านี้ ไม่ใช่ถือเอาความดีมาเป็นของตัวเองแต่เพียงฝ่ายเดียวแต่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างเสียมากกว่า อย่างที่เจ้าหญิงไดแอนน่าได้ทำตัวให้เป็นมาตรฐานในการเป็นผู้นำ ด้วยการแสดงการเข้ารวมมีบทบาทต่อองค์การสากลต่างๆเช่น AIDS และ การช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อกับทุ่นระเบิดในสงคราม

การยอมรับสดุดีควรมีไปถึงการได้รับเหรียญพระราชทานต่างๆ ในช่วงของรัชการที่ 9 นี้ ทางสำนักราชวังได้ปฏิเสธที่จะยกย่องสดุดีผู้ที่ทำการช่วยเหลือบริจาคในการพัฒนาประเทศชาติ ที่ไม่ได้บริจาคในฐานอำนาจ คนดีที่ยิ่งใหญ่ที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย มีแต่กษัตริย์และราชวงศ์ ส่วนบุคคลสำคัญของประเทศไทยก็คือพวกที่จงรักษ์ภักดีต่อราชวงศ์หรือพวกนิยมเจ้า ที่ไม่เหมือนคนเหล่านี้คือผู้ที่ไม่นิยมเจ้าอย่าง นายปรีดี พนมยงค์ และท่านพุทธทาสภิกขุ หรือบุคคลต่างๆที่ช่วยเหลือทำงานเพื่อสังคมโดยไม่เห็นแก่ตัวหรือเห็นแก่เจ้า ซึ่งต่างถูกมองว่าเป็นพวกขบถคู่แข่ง

การแสดงออกเช่นนี้ไม่มีความจำเป็นนัก และเป็นการกระทำในทางลบ สถาบันกษัตริย์ควรที่จะสนับสนุนและสดุดีความสำเร็จอันเกิดจากความจริงใจซื่อตรง มากกว่าการจงรักษ์ภักดีนิยมเจ้า หรือถูกปิดโอกาสทางสังคม ราชบัลลังก์ของอังกฤษยังยอมรับให้เกียรติยศแก่บรรดาศิลปิน นักดนตรี ผู้อุทิศตนทำงานเพื่อสังคมส่วนรวม ยิ่งกว่านั้นผู้คนที่ไม่ได้มีการโยงไยกับทางสถาบันที่ตั้งใจทำงานให้ประเทศชาติในทางบวก จึงเป็นการสมควรที่จะเป็นการตอบรับจากสถาบันเอง ที่จะต้องสุดดีและให้เกียรติยศแก่ผู้ที่สร้างคุณงามความดี ที่อยู่ในวงนอกของสถาบันด้วย การขยายการยอมรับสดุดีให้เกียรติยศแก่ชาวไทยที่มีคุณงามความดีเช่นนี้ อาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ราชวงศ์จักรีได้รับความเคารพนิยมเลื่อมใส ซึ่งอาจจะหาไม่ได้จากในสังคมทางโลกทั่วไป ราชบัลลังก์อาจจะอยู่รอดต่อไปได้โดยการเป็นผู้นำทางด้านจิตใจเช่นนี้

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้เกิดขึ้นมาบ้างแล้ว และบ้างก็จะต้องถูกบังคับใช้กันไปกับคนรุ่นใหม่ในวัง ในที่สุดบรรดาราชวงศ์ทั้งหลายจะต้องเรียนรู้ถึงสิทธิพิเศษอย่างหนึ่ง ที่ไม่มีใครกล่าวถึงกันมาก่อน นั่นก็คือ ความสามารถที่จะทำการเปลี่ยนแปลง และสิทธิในการสร้างตนเองขึ้นมาใหม่ ก่อนที่จะมีคนอื่นเข้ามาทำการเปลี่ยนแปลงให้ นี่คือกุญแจสำคัญของความอยู่รอด

จบอวสาน

แหล่งอ้างอิง:

1. ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2000 นายหลวงได้ออกอากาศทางโทรทัศน์กับบรรดาคณะผู้วางแผนเมืองกรุงเทพฯ (Bangkok planners) โดยท่านได้บรรยายเรื่องการจราจรในกรุงเทพ และสองสามอาทิตย์ต่อมาเมื่ออุทกภัยน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ ท่านก็ออกอากาศทางโทรทัศน์กับบรรดาผู้ช่วยเหลือบรรเทาอุทกภัย เป็นข่าวทางราชวังออกทางสถานีโทรทัศน์หลายช่อง ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2000

2. Bhumibol Adulyadej, The Story of Tongdang (Bangkok: Amarin Printing, 2002.

3. Benedict Anderson, “Studies of the Thai State: The State of Thai Studies,” in the Study of Thailand, ed. Eliezer B. Ayal (Athens, Ohio: Ohio University, 1978), 209.

4. Connors, Democracy and National Identity, 128.

5. Keyes, Thailand: Buddhist Kingdom, 203.

6. Kulick and Wilson, Thailand’s Turn, xvi.

7. Bhumibol, The Royal Blue Book Part II (Bangkok: Working Committee of the Royal Initiation Projects, 1987),96.

8. Some observers privately argued that this was actually an attempt by the king to forestall possible public disturbances or broader upheaval that might have erupted out of the crash.

9. Gray, The Soteriological State, 107.

10. ในปี ค.ศ.1990 เป็นการเปิดเผยตนเองว่าเป็นธรรมราชาให้โลกรู้ เมื่อนำเอาราชพิธีกฐินมากกระทำการเผยแพร่สู่เมืองจีน เขมร ลาว พม่า และศรีลังกา และเมื่อรัฐบาลของประเทศจีน และอินเดียได้ส่งอัฐิของพระพุทธเจ้ามาเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่นายหลวงด้วย

11. Butrie, Siam Society lecture, February 11, 1999.

12. Stevenson ได้เขียนถึงเนื้อหาหนึ่งเกี่ยวกับการตายของรัชกาลที่ 8 ว่า เกิดจากสายลับชาวญี่ปุ่นชื่อว่า Tsuji Masanobu ผู้เป็นนายทหารที่เลื่องลือในระหว่างสงครามในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักประวัติศาสตร์ส่วนมากปฏิเสธในทฤษฎีของ Stevenson

13. Stevenson บอกกับนักข่าวต่างชาติว่า นายหลวงชอบหนังสือและยังได้ตรวจสอบความถูกต้องของต้นฉบับด้วย แต่คนรอบข้างบางคนไม่เห็นด้วย นายหลวงได้บอกอย่างแจ้งชัดในตั้งแต่ต้นว่า ท่านไม่ต้องการให้หนังสือพิมพ์ขึ้นในประเทศไทย” International Herald Tribune, August 27, 1999.

14. Keyes, Thailand: Buddhist Kingdom, 207.

15. ภูมิพลเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการฆาตกรรม แต่เป็นเวลาหลายเดือนหลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้น กลุ่มผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนได้เรียกร้องความสนใจ สองอาทิตย์หลังจากการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นครั้งแรก ยิ่งกว่านั้น ภูมิพลยอมรับว่าการประกาศของทักษิณ ในการปราบปรามยาเสพติดกระทำไป เพื่อเป็นการยกย่องนายหลวงเอง

16. Kulick and Wilson, Thailand’s Turn, xxi.

17. หลังจากที่ฟ้าชายเลิกร้างกับสุจาริณีในปี ค.ศ.1996 ทางสำนักราชวังได้แจ้งว่าบุคคลทั้งสองไม่เคยแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ดังนั้นการหย่าร้างจึงไม่จำเป็น ในขณะเดียวกัน ทางการได้ประกาศอีกว่า ฟ้าชายยังคงสมรสอย่างถูกกฎหมายอยู่กับภรรยาคนแรกคือ โสมสวลี เพราะว่าการหย่าในศาลไม่ได้รับการอนุมัติเห็นชอบจากนายหลวง ดังนั้นในทางสาธารณแล้ว ตำแหน่งของโสมสวลียังไม่มีความแน่ชัด เมื่อฟ้าชายแต่งงานในปี ค.ศ. 2001

18. Bagehot, The English Constitution, 119.

19. อ้างอิงจาก, Morell and Chai-anan, Political Conflict, 309, รัชกาลที่ 1 ได้พยากรณ์เอาไว้ว่ามีถึงแค่รัชกาลที่ 10 และยังมีโหรได้พยากรณ์เอาไว้อีกว่าจะมีเพียงแค่รัชกาลที่ 9 อย่างไรก็ตาม Morell และ Chai-anan ได้สรุปได้ใกล้เคียงกันว่า รัชกาลที่ 10 อาจจะเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐ อันเป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์จักรี

20. Batson, The End, 264n.2.

21. ดู Pasuk Phongpaichit and Chris Baker, Thaksin: The Business of Politics in Thailand (Chiangmai: Silkworm, 2005).

22. ดู Duncan McCargo, “Network Monarchy and Legitimacy Crises in Thailand,” Pacific Review 18, no.4 (December 2005). Also see articles regarding Thaksin’s military promotions and the palace’s response, Nation, August 22, August 31, and Septerber 9, 2005.

23. บุตรคนแรกของสุจาริณี ถีงแม้นว่าจะมีข่าวลือออกมาว่า จากการพิสูจน์หลักฐานทางDNAพบว่า ฟ้าชายไม่ใช่บิดาที่แท้จริง ทำให้บุตรคนที่สองถัดมาชื่อว่า วัชรเรศร มหิดล ซึ่งเกิดในปี ค.ศ.1981 ขึ้นมาในตำแหน่งผู้สืบสันตติวงศ์

24. การสัมภาษณ์เป็นการส่วนตัวกับนักการเมืองอาวุโส และผู้ที่เกี่ยวข้องในราชวงศ์

25. Far Eastern Economic Review, April 29, 1993.

26. Bogdanor, The Monarchy, 13, 27.

27. Kulick and Wilson, Thailand’s Turn, xxiii.

28. รายละเอียดของเอกสารบริษัทผู้ผลิตบุหรี่คือ Philip Morris ได้สนับสนุนสถาบันจุฬาภรณ์ จาก http://www.pmdocs.com.