ถามตอบปัญหาศาสนา

การเป็นเพื่อนและแฟนระหว่างชายกับหญิง

โพสต์3 ม.ค. 2555 07:45โดยAbdul-arzeez Klongthalay

คำถาม:  ผมเป็นวัยรุ่นอายุสิบห้าปี ผมรู้ว่าการมีแฟนอาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อครอบครัว แต่จะเป็นไรหรือไม่ถ้าหากเราจะคบกันเป็นแค่เพื่อนอย่างลับๆ โดยไม่ให้ใครรู้ด้วยวิธีนี้ผมรับประกันว่าเราสามารถที่จะรักษาความสัมพันธ์ได้และไม่กระทำผิดประเวณีจนกว่าจะถึงเวลาของการแต่งงาน ไม่ทราบว่ากรณีแบบนี้เคยมีหรือไม่ในเรื่องราวของความรักในสมัยก่อน ?
คำ
ตอบ:
            ประการแรก
            การเล่นแฟนไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับครอบครัวเพียงเท่านั้น ทว่ามันยังจะสร้างความเสียหายให้กับสังคมด้วย ผู้ที่เล่นแฟนถูกสัญญาว่าต้องได้รับการลงโทษความพิโรธ และการชำระโทษจากอัลลอฮฺ การเล่นแฟนเป็นโรคที่ทำลายหัวใจ และนำไปสู่ความลามกที่ต่ำทรามและความผิด  ชัยฏอนจะคอยชักใยและเปิดทางให้ผู้ที่เล่นแฟนหลงตามจนกระทั่งกระทำซินาในที่สุด
เรื่องนี้มีข้อเสียที่ต้องระวังมากมาย อาทิ การละเมิดต่อเกียรติของผู้อื่น การทำลายความไว้วางใจ การอยู่สองต่อสอง การสัมผัสกัน การจูบ การพูดด้วยถ้อยคำที่ลามก และท้ายที่สุดคือการกระทำผิดประเวณี
            สิ่งที่ผู้ถามกล่าวว่า “โดยไม่ให้ใครรู้” นั้น เป็นสิ่งที่แปลกยิ่ง เหตุใดที่เขาลืมนึกถึงพระผู้อภิบาลของเขาที่ทรงรู้ความลับและสิ่งที่ซ่อนเร้น และทรงรู้สิ่งที่ลวงตาและสิ่งที่ซ่อนไว้ในอกเล่า ?
            ดังนั้น เราจึงขอตักเตือนท่าน ซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของวัยรุ่น ให้เอาใจใส่ต่อหัวใจของท่านด้วยการปลูกฝังและบ่มเพาะมันบนการเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺและคำนึงถึงพระองค์อยู่เสมอ ให้ยำเกรงต่ออัลลอฮฺไม่ล่วงละเมิดต่อเกียรติของผู้อื่น ให้มุ่งมั่นปฏิบัติความดีเพื่อวันที่ท่านต้องพบกับพระผู้อภิบาลของท่านด้วยงานต่างๆ ของท่าน ให้ระลึกถึงความลับที่ต้องถูกเปิดเผยทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮฺ ให้ท่านรู้ว่าท่านเองก็มีพี่สาวน้องสาว และสักวันหนึ่งท่านเองก็จะต้องมีภรรยาและบุตรสาว ท่านจะยอมรับให้พวกเธอเหล่านั้นคนใดคนหนึ่งถูกกระทำเหมือนที่ท่านได้กระทำกับผู้หญิงคนอื่นๆ หรือไม่ ? แน่นอนว่าท่านย่อมต้องไม่ยินดีด้วย คนอื่นก็ไม่ยินดีที่จะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับพี่น้องและลูกสาวของพวกเขาเช่นเดียวกัน พึงทราบเถิดว่า ท่านอาจจะเห็นผลกรรมของความชั่วของท่านปรากฎอยู่กับคนในครอบครัวของท่านบางคนก็เป็นได้ ซึ่งเป็นการลงโทษที่อัลลอฮฺทรงให้ประสบกับท่านเนื่องจากความผิดนั้น
ท่านควรต้องเลือกคบเพื่อนที่ดี และง่วนอยู่กับสิ่งที่อัลลอฮฺรักและโปรดปราน จงให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีคุณค่าสูงส่ง จงเพิกเฉยต่อสิ่งที่ต่ำต้อยและไร้ค่า จงใช้เวลาในวัยหนุ่มของท่านในการปฏิบัติความดีและเชื่อฟังอัลลอฮฺ การค้นหาความรู้และเชิญชวนสู่อัลลอฮฺ จงทราบเถิดว่า ในอดีตนั้น มีผู้คนที่อยู่ในวัยเดียวกับท่าน บางคนอาจจะมีอายุน้อยกว่าท่านด้วยซ้ำ ได้ท่องจำอัลกุรอานและหาความรู้ และถูกส่งโดยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ให้เป็นดาอีย์ผู้เชิญชวนสู่อัลลอฮฺและเรียกร้องผู้คนสู่การน้อมรับศาสนาอิสลาม
เราขอสั่งเสียให้ท่านแต่งงานด้วยหญิงที่ดีมีศาสนา ที่ช่วยดูแลศาสนาของท่าน และคอยให้กำลังใจเพื่อให้ท่านดำเนินตนอยู่บนบทบัญญัติของอัลลอฮฺ เป็นคนที่คอยดูแลลูกๆ ของท่านและอบรมเลี้ยงดูพวกเขาให้มีจริยธรรมและศาสนา
            จงอย่าสนใจผู้หญิงที่ยินดีออกนอกบ้านไปกับชายอื่นที่ไม่อนุญาตให้นางไปพบและสนทนาด้วย เพราะคนที่ยินดีทำเช่นที่ว่า ยังจะมีสิ่งใดห้ามนางไม่ให้ทำเช่นนั้นได้อีกในอนาคต ?
            พึงระลึกว่า แท้จริงท่านได้ทำให้พระผู้อภิบาลของท่านพิโรธด้วยการทำมะอฺศิยะฮฺเช่นนี้  ไม่ว่าจะเป็นด้วยการอยู่สองต่อสอง การพบปะ การพูดคุยและสนทนา รวมทั้งพฤติกรรมเลวทรามที่ใหญ่หลวงกว่าที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น
และพึงทราบเถิดว่า ซินานั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับอวัยวะเพศเท่านั้น แต่ตาก็ทำซินาได้ หูก็ทำซินา มือก็ทำซินา และเท้าก็ทำซินา เช่นที่มีรายงานยืนยันจากท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นบทนำสู่การซินาของอวัยวะเพศ ดังนั้น อย่าปล่อยให้ชัยฏอนล่อลวงท่านได้ เพราะแท้จริงมันเป็นศัตรูของท่าน มันปรารถนาให้ท่านประสบกับสิ่งที่ชั่วร้าย และคอยสั่งให้ท่านทำสิ่งที่เลวทรามและความผิดบาป
            ท่านเชค มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน กล่าวว่า “การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างสองคนที่รักกันโดยไม่ถูกต้องตามหลักศาสนานั้น นี่แหละคือหายนะ มันเปรียบดังการตัดคอและแทงหลัง ดังนั้น จึงไม่อนุญาตให้ผู้ชายติดต่อกับผู้หญิง หรือผู้หญิงติดต่อกับผู้ชาย โดยอ้างว่าเขาต้องการแต่งงานกับนาง แต่ที่ถูกคือเขาต้องบอกให้ผู้ปกครองทราบว่าเขาปรารถนาที่จะแต่งงานกับนาง หรือให้นางเป็นคนบอกแก่ผู้ปกครองว่าต้องการแต่งงานกับเขา เป็นต้น  เช่นที่ท่าน อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ปฏิบัติ เมื่อครั้งที่ได้เสนอลูกสาวของท่านที่ชื่อหัฟเศาะฮฺแก่อบูบักรฺและอุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ส่วนการที่ผู้หญิงทำการติดต่อกับผู้ชายโดยตรงนั้นเป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดฟิตนะฮฺ” อ้างจาก “อัสอิละฮฺ อัล-บาบิล มัฟตูหฺ” คำถาม หมายเลข 868
 
            ประการที่สอง
            คำถามที่ท่านบอกว่ามีกรณีเช่นนี้ในเรื่องเล่าสมัยก่อนนั้น แท้จริง การมีอยู่ของเรื่องเล่าเหล่านั้นไม่ได้เป็นข้ออ้างที่สามารถนำมาใช้ได้กับหลักการทางศาสนบัญญัติเพราะการชี้ขาดว่าสิ่งใดต้องห้ามหรือสิ่งใดอนุมัตินั้นต้องนำมาจากหลักฐานของอัลกุรอานและซุนนะฮฺ และเนื้อหาที่มีอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะคำเป็นคำสั่งใช้หรือคำสั่งห้าม
            บางเรื่องเล่าที่ท่านยกมาอ้างนั้นเป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นก่อนอิสลาม เช่นเรื่องของอันตะเราะฮฺและคนอื่นๆ เรื่องเล่าแบบนี้ก็มีปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมอื่นๆ ด้วย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่รู้กันอยู่แล้ว ซึ่งมันมิอาจจะนำมาใช้เป็นหลักฐานทางศาสนาได้ เพราะอิสลามเป็นศาสนาที่มาเพื่อปลดปล่อยมนุษย์จากอารมณ์ใฝ่ต่ำของมนุษย์ สู่การนอบน้อมภักดีต่ออัลลอฮฺพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
 
            เราขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงประทานทางนำและการบรรลุเป้าหมายแห่งความสำเร็จแก่ท่าน
ที่มา:www.islamqa.com ฟัตวาหมายเลข 20949
แหล่งข้อมูล: http://www.islamhouse.com/p/275287

การใส่หมวกโพกสะระบั่นเป็นซุนนะห์หรือเปล่า

โพสต์3 ม.ค. 2555 07:29โดยAbdul-arzeez Klongthalay   [ อัปเดต 3 ม.ค. 2555 07:31 ]

คำถาม: อาจารย์คะ การใส่หมวกหรือโพกสะระบั่นเป็นซุนนะห์นบีหรือเปล่า เคยฟังมาเมื่อก่อนว่าไม่ใช่ซุนนะห์ แต่ตอนนี้อาจารย์ซุนนะห์บางท่านบอกว่า เป็นซุนนะห์นบีและยังบอกอีกว่านบีไม่เคยถอดหมวกละหมาดเลย อยากถามความเห็นของอาจารย์ว่า ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

คำตอบ: 
            ผู้ถามใช้นามว่า คนกันเอง ได้ถามความคิดเห็นของผมเกี่ยวกับเรื่องการใส่หมวกและโพกสะระบั่นว่าเป็นซุนนะห์ของท่านนบีหรือเปล่า ต้องขอมะอัฟ ที่ผมไม่สามารถตอบคำถามนี้ด้วยความคิดเห็นของผมเอง เพราะความเห็นของผมไม่ใช่ที่ปรับของศาสนา ดังนั้นคำตอบของเรื่องนี้จึงขึ้นอยู่กับหลักฐานที่ถูกต้องเพื่อให้ทราบถึงฮุกุ่ม (ข้อบัญญัติ) ซึ่งเรียงลำดับให้ท่านทราบดังนี้

            ประการที่หนึ่ง คำว่า ซุนนะห์  ในแวดวงของนักวิชาการฮะดีษนั้นหมายถึง คำพูด,การกระทำ,การยอมรับ,คุณลักษณะ,อุปนิสัย ซึ่งทุกเรื่องที่ถูกรายงานมาจากท่านรอซูลจะถูกเรียกว่า ซุนนะห์ หรือฮะดีษ โดยมิได้จำแนกว่า เรื่องนั้นจะเกี่ยวข้องกับศาสนาหรือไม่ เช่นลักษณะวิธีการละหมาดก็เป็นซุนนะห์ (เกี่ยวกับเรื่องศาสนา) หรือท่านนบีชอบกินเนื้อแกะตรงส่วนสะโพกก็เป็นซุนนะห์ (ไม่เกี่ยวกับเรื่องของศาสนา)  นอกจากนั้นการบันทึกสิ่งที่ถูกรายงานมาจากท่านนบีก็ไม่ได้จำแนกว่าเรื่องนั้นประชาชาติอิสลามจะนำมาถือปฏิบัติต่อได้หรือไม่หรือเป็นเรื่องเฉพาะท่านนบี เช่นการที่ท่านนบีมีภรรยามากกว่าสี่คนก็เป็นซุนนะห์ (เฉพาะท่านบี) หรือการอิสรออ์และเมียะอ์รอจญ์ก็เป็นซุนนะห์ (เฉพาะท่านนบี)

            ประการที่สอง คำว่า ซุนนะห์ ในแวดวงของนักวิชาการด้านอุศูลฯ มีความหมายว่า สิ่งที่ทำแล้วได้บุญ,ทิ้งก็ไม่เป็นบาปแต่ประการใด ซึ่งที่มาของฮุก่มนี้ก็คือ มีตัวบทหลักฐานมาสนับสนุนให้กระทำ

            ผู้ถามได้ถามเกี่ยวกับการใส่หมวกและโผกสะระบั่นว่าเป็นซุนนะห์หรือไม่ ถ้าจะตอบในประเด็นของการรายงานตามวิชาฮะดีษก็ต้องบอกว่า เป็นซุนนะห์แน่นอน เพราะมีตัวบทหลักฐานยืนยันการกระทำของท่านนบี เช่น ท่านญาบิร บินอับดิลาฮ์ รายงานว่า

 أَنَّ النَبِيَّ صَلى اللهُ عَليْهِ وَسَلَّمَ دَخَلَ يَوْمَ فَتْحِ مَكَّةَ وَعَليْهِ عِمَامَةٌ سُوْدَاءُ
 
“แท้จริงท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้เข้ามาในวันพิชิตมักกะห์ โดยท่านโพกสะระบั่นสีดำ” ศอเฮียะห์มุสลิม ฮะดีษเลขที่ 2419

                ฮุรอยซ์ บินอัมร์ รายงานว่า

 رَأيْتُ رَسُوْلَ اللهِ صَلى اللهُ عَليْهِ وَسَلَّمَ عَلى المِنْبَرِ وَعَليْهِ عِمَامَةٌ سَوْدَاءُ قَدْ أرْخَى طَرَفَهَا بَيْنَ كَتِفَيْهِ
 

                    “ฉันเคยเห็นท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม บนมิมบัรซึ่งท่านโพกสะระบั่นสีดำโดยปล่อยชายผ้าระหว่างบ่าทั้งสองของท่าน” สุนันอบีดาวูด ฮะดีษเลขที่ 3555
 
            ยังมีตัวบทฮะดีษอีกมายที่แสดงว่าท่านรอซูลได้โพกสะระบั่นในหลายอิริยาบถ แต่การกระทำของท่านจะเป็นซุนนะห์ที่เกี่ยวกับศาสนาหรือไม่, หรือว่าเป็นซุนนะห์เฉพาะท่านนบีเท่านั้น, และเป็นซุนนะห์ที่มีผลต่อการปฏิบัติต่อประชาชาติอิสลามหรือไม่ ต้องพิจารณาในประการที่สองคือ มีตัวบทหลักฐานใช้หรือสนับสนุนให้กระทำหรือเปล่า

            สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานไม่สามารถจำแนกได้ ผมเสนอข้อสังเกตประกอบการพิจารณาไว้ดังนี้

            1 – ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ประกาศอิสลามนั้นท่านนบีได้ใส่หมวกหรือโพกสะระบั่นมาก่อนหรือไม่ หรือว่าท่านเพิ่งมาใส่ตอนที่ได้รับวะฮีย์แล้ว
            2 – หลังจากที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบีแล้ว ท่านได้สั่งใช้หรือสนับสนุนให้กระทำในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะหรือเปล่า

            ข้อสังเกตเพื่อการพิจารณาทั้งสองประการนี้ เป็นคำเฉลยของปัญหานี้ว่า การใส่หมวกโพกสะระบั่นนั้นเป็นซุนนะห์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนาแต่ประการใด เนื่องจากไม่มีตัวบทหลักฐานใช้หรือสนับสนุนให้ประชาชาติอิสลามได้ถือปฏิบัติ ไม่ใช่เรื่องที่ทำแล้วได้บุญทิ้งไม่เป็นบาป

            ส่วนประเด็นที่ถามเกี่ยวกับการใส่หมวกหรือโพกสะระบั่นในขณะละหมาดนั้น ขอให้ท่านพิจารณาว่า ท่านนบีใส่เฉพาะขณะที่ละหมาดอย่างเดียวหรือนอกละหมาดท่านก็ใส่ด้วย และถ้าหากจะถือว่าการใส่เป็นส่วนหนึ่งของการละหมาด ก็จะต้องแจ้งฮุก่มของมันให้ได้ว่าเป็นวาญิบหรือซุนนะห์ในละหมาด ซึ่งที่มาของฮุก่มก็คือ

            หากเป็นวาญิบ ต้องมีหลักฐานมาบังคับใช้ และมีผลคือ ถ้าไม่ใส่แล้วเกิดโทษหรือทำให้ละหมาดใช้ไม่ได้

            หากเป็นซุนนะห์ ต้องมีหลักฐานมาสนับสนุนให้กระทำ และมีผลคือ ถ้าใส่แล้วได้บุญ แต่ถ้าไม่ใส่ก็ไม่เกิดโทษและไม่ทำให้เสียละหมาด

            แต่ปรากฏว่าไม่มีทั้งหลักฐานบังคับใช้หรือสนับสนุนให้กระทำ ด้วยเหตุนี้บรรดานักวิชาการจึงไม่นับว่า การใส่หมวกหรือโพกสะระบั่นขณะละหมาดนั้นเป็นวาญิบหรือซุนนะห์  แต่หากจะมีผู้อ้างว่ามีตัวบทหลักฐานสนับสนุนในเรื่องนี้คือฮะดีษที่ว่า “การใส่หมวกหรือโพกสะระบั่นในละหมาดได้ผลบุญมากกว่าไม่ใส่หมวกหรือโพกสะระบั่น 25 เท่า” ในบางรายงานบอกว่า 27 เท่า ซึ่งฮะดีษที่รายงานเกี่ยวกับเรื่องผลบุญของการใส่หมวกโพกสะระบั่นในละหมาดทั้งหมดเป็นฮะดีษฏออีฟ (อ่อน) หรือฮะดีษเมาดัวอ์ (เก้) จึงไม่สามารถนำมาอ้างเป็นฮุก่มศาสนาได้
 
ตอบโดย อาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้

อิสลามมีกี่นิกาย

โพสต์3 ม.ค. 2555 07:21โดยAbdul-arzeez Klongthalay

คำถาม: ผมเคยฟังอาจารย์บรรยายว่า อิสลามไม่มีนิกาย แต่คนส่วนใหญ่บอกว่า อิสลามมีนิกายซุนนี กับนิกายชีอะฮ์ ตอนนี้ก็มีนิกายวะฮ์บีย์ เพิ่มมาอีก ผมจะเชื่อใครดี อาจารย์ช่วยตอบให้กระจ่างหน่อยนะครับ

คำตอบ:

            คำว่า นิกาย ตามความหมายทางพจนานุกรม ฉบับบัณฑิตยสถาน หมายถึง คณะนักบวชศาสนาเดียวกัน แต่แยกความเชื่อถือออกเป็นส่วนย่อยต่างกัน พุทธศาสนาแยกเป็นสองนิกาย คือ อุตรนิกาย (มหายาน) และ ทักษิณนิกาย (หีนยาน) หรือ ธรรมยุตินิกาย และมหานิกาย สุตตันตปิฏก แยกเป็น 5 คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตนิกาย อังคุตรนิกาย และขุทกนิกาย  อย่างศาสนาอิสลาม แยกเป็น นิกายเก่า นิกายใหม่ นิกายเจ้าเซ็น นิกายสุนหนี่ ฯลฯ อย่างคริสต์ศาสนา แยกออกเป็น นิกายโรมันคาทอลิก โปรเตสแตนท์ เพรสบิทอเรียน ออร์โธด็อกซ์ ฯลฯ

            ศาสนาอื่น กับความเชื่อในศาสนาของเขา ผมขอไม่วิจารณ์ แต่ศาสนาอิสลามของเราถูกวิจารณ์โดยคนศาสนาอื่น เป็นสิ่งที่เราต้องพิจารณา และบอกกล่าวให้เขาเข้าใจข้อเท็จจริงตามตัวบทของศาสนา มิใช่ว่าคนอื่นเขาจะตั้งให้เราเป็นนิกายต่างๆ แล้วเราก็ยอมรับตามนั้น

            ความถูกต้องของศาสนาไม่ได้ขึ้นอยู่ที่คนปฏิบัติ เพราะอิสลามเป็นศาสนาของอัลลอฮ์ โดยไม่มีผู้ใดมีส่วนร่วมในการตราบัญญัติร่วมกับพระองค์
            พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

أَمْ لَهُمْ شُرَكَؤا شَرَعُوا لَهُمْ مِنَ الدِيْنِ مَالَمْ يَأذَن بِهِ اللهُ
“หรือว่าพวกเขามีหุ้นส่วนที่ได้บัญญัติแก่พวกเขาในเรื่องศานา ซึ่งพระองค์อัลลอฮ์มิได้ทรงอนุมัติเช่นนั้น” ซูเราะห์อัชชูรอ อายะห์ที่ 21

           อีกทั้งท่านนบีมูฮัมหมัดที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงตั้งให้เป็นศาสนทูตนั้น ก็มีหน้าที่ในการนำบัญชาของพระองค์มาประกาศให้มวลมนุษย์ได้รับทราบ ท่านมิได้คิดค้นวางข้อบัญญัติของศาสนาด้วยสติปัญญาของท่านเอง และท่านก็มิได้ประกาศสิ่งอื่นใดเลยนอกจากบัญชาของอัลลอฮ์เท่านั้น

           แม้ว่าบรรดามุสลิมในยุคหลังๆ จะแตกแยกในเรื่องความเชื่อและการปฏิบัติต่างกันออกไปที่นอกเหนือจากคำสอนของท่านนบีมูฮัมหมัด แล้วอ้างว่ามันคือแนวทางของอิสลามด้วยก็ตาม แต่แนวทางเหล่านั้น เป็นแนวทางที่อุปโลกน์กันขึ้นเอง โดยพระองค์อัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์มิได้ให้การรับรองไว้
ศอฮาบะห์ของท่านรอซูล ชื่อญาบิร ได้รายงานว่า

“ขณะที่พวกเราอยู่กับท่านรอซูลในวันหนึ่ง ท่านได้ขีดเส้นตรงขึ้นมาเส้นหนึ่ง แล้วก็ขีดเส้นทางด้านขวามือของท่านสองเส้น และขีดเส้นทางด้านซ้ายมือของท่านอีกสองเส้นเช่นเดียวกัน แล้วท่านก็ชี้ไปที่เส้นกลาง แล้วอ่านอัลกุรอานโองการที่ว่า นี่คือแนวทางของข้าที่เที่ยงตรง พวกเจ้าจงปฏิบัติตามแนวทางนี้เถิด และอย่าได้ปฏิบัติตามแนวทางอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้ เพราะมันจะทำให้เจ้าหันห่างออกจากแนวทางของพระองค์” บันทึกโดยอิบนิมาญะห์

            พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

اِنَّ الّذِيْنَ فَرَّقُوا دِيْنَهُمْ وَكانُوا شِيَعًا لَسْتَ مِنْهُمْ فِى شَئٍ


“บรรดาผู้ที่แยกศาสนาของพวกเขา แล้วพวกเขาก็กลายเป็นลัทธินิกายต่างๆ เจ้า (มูฮัมหมัด) มิได้เกี่ยวข้องกับพวกเขาแต่อย่างใด” ซูเราะห์อัลอันอาม อายะห์ที่ 159

            ความเชื่อและการปฏิบัติที่แตกต่างไปจากคำสอนของท่านนบีมูฮัมหมัด เช่นความเชื่อของลัทธิชีอะห์อิหม่ามสิบสองนั้น แม้ว่าคนทั้งโลกจะอุปโลกน์ให้เป็นนิกายหนึ่งในอิสลาม แต่ก็เป็นอิสลามไปไม่ได้ เพราะมิได้มาจากคำสอนของอัลลอฮ์ และรอซูลของพระองค์
 
ตอบโดย อาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้

สีที่สนับสนุนและที่ไม่สนับสนุนให้ใส่ สำหรับเครื่องแต่งกายของชายและหญิง

โพสต์3 ม.ค. 2555 07:10โดยAbdul-arzeez Klongthalay   [ อัปเดต 3 ม.ค. 2555 07:11 ]

 คำถาม: มีเครื่องแต่งกายสีใดที่ห้ามมุสลิมและมุสลิมะฮฺสวมใส่หรือเปล่า เช่น เสื้อผ้าสีแดง เป็นต้น?
 คำตอบ:
            มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ
            ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ควรทราบประเด็นสำคัญก่อนว่า หลักการพื้นฐานเกี่ยวกับสีของเครื่องแต่งกายสำหรับชายและหญิงนั้น อนุญาตทุกสียกเว้นที่มีข้อห้ามปรากฏในชะรีอะฮฺ ต่อไปนี้คือหลักฐานทางชะรีอะฮฺที่ส่งเสริมให้สวมเครื่องแต่งกายบางสีและห้ามสวมเครื่องแต่งกายบางสี
 
            สีดำ: อุมมุ คอลิด บินตุ คอลิด กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้นำเสื้อผ้ามาจำนวนหนึ่ง ในนั้นมีชุดเคาะมีเศาะฮฺสีดำตัวเล็ก ท่านกล่าวว่า “ท่านคิดว่าเราควรมอบมันให้แก่ใคร” ผู้คนต่างนิ่งเงียบ จากนั้นท่านกล่าวว่า “จงพาอุมมุ คอลิด มา” และเมื่อนางถูกพามายังท่าน ท่านได้ใช้มือหยิบเคาะมีเศาะฮฺแล้วส่งมันให้นาง และกล่าวว่า“ขอให้เธอจึงมีชีวิตยืนยาวตราบเท่ามันไม่สิ้นสลาย” ซึงมีลายสีเขียวหรือสีเหลืองอยู่ และท่านกล่าวอีกว่า “โอ้ อุมมุ คอลิด นี่ลายสะนาที่สดสวยน่ะ” และสะนาเป็นภาษาเอทิโอเปีย (บันทึกโดย อัลบุคอรี) 
            ญาบิร เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  กล่าวว่า “ฉันได้เห็นท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในวันแห่งการพิชิตมักกะฮฺ สวมผ้าโพกศีรษะสีดำ” (บันทึกโดย มุสลิม) 
            ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮา กล่าวว่า “ฉันได้ทำผ้าโพกศีรษะสีดำให้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ  แล้วท่านได้สวมมัน แต่เมื่อท่านเหงื่อออกทำให้มีกลิ่นขนสัตว์ ท่านจึงถอดมันออก เพราะท่านชอบกลิ่นหอม” (รายงานโดย อบูดาวูด อัลหากิม (4/188) กล่าวว่าสายรายงานเศาะฮีหฺตามเงื่อนไขของชัยคฺสองท่าน อัซซะฮะบีเห็นด้วยกับเขา ชัยคฺ อัลอัลบานี กล่าวในอัศเศาะฮีหะฮฺ (5/168, หมายเลข 2136) ว่าเป็นดังที่พวกเขากล่าว อบูดาวูดให้ชื่อบทในสุนันของท่านว่า“บาบ ฟิส สะวาด - บทว่าด้วยเครื่องแต่งกายสีดำ”)  ผู้เรียบเรียง เอาวนฺ อัลมะอฺบูด (11/126) กล่าวว่า หะดีษนี้ชี้ให้เห็นว่าอนุญาตให้สวมเครื่องแต่งกายสีดำ และไม่ถือว่ามักรูฮฺแต่อย่างใด
            อนึ่ง สีดำนั้น เป็นที่อนุญาตสำหรับชายและหญิง แต่หนึ่งในอุตริกรรม (บิดอะฮฺ) เกี่ยวกับสีนี้คือ การเจตนาสวมสีดำเพื่อไว้ทุกข์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลียนแบบชาวคริสต์ด้วย 
            ชัยคฺมุฮัมมัด อิบนุศอลิหฺ อัลอุษัยมีน กล่าวว่า (ฟะตาวา อิสลามิยะฮฺ, 3/313) การสวมสีดำเพื่อไว้ทุกข์นั้นเป็นความผิดที่ไม่มีพื้นฐานบนหลักการ เมื่อประสบกับความโศกเศร้าเราควรทำตามที่อิสลามได้สอนไว้ คือการกล่าว
แท้จริงเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และแท้จริงเราต้องกลับคืนสู่พระองค์ โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงโปรดตอบแทนสำหรับความหายนะที่ประสบกับฉัน และขอทรงโปรดชดเชยแก่ฉันด้วยสิ่งที่ดีกว่า
            หากผู้ใดกล่าวประโยคนี้ด้วยความศรัทธาและหวังในการตอบแทนจากอัลลอฮฺ อัลลอฮฺจะทรงตอบแทนเขาในสิ่งนั้น และจะทรงทดแทนสิ่งที่เขาสูญเสียไปด้วยสิ่งที่ดีกว่า
            ชัยคฺ อัลอุษัยมีน ยังกล่าวอีกว่า ในทัศนะของเรา การเจาะจงสวมเครื่องแต่งกายบางประเภทในวาระแห่งความเศร้าโศกนั้นเป็นบิดอะฮฺ เพราะแสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้นไม่พอใจต่อกำหนดของอัลลอฮฺ
 
            สีขาว: อบูซัร (ร.ฎ.) กล่าวว่า “ฉันได้มายังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ขณะที่ท่านกำลังนอนหลับในชุดสีขาว ฉันได้กลับมาหาท่านในเวลาต่อมา และท่านได้ตื่นนอนแล้ว...” (บันทึกโดยอัลบุคอรีในเศาะฮีหฺของท่าน ในบท “บาบ อัซซิยาบ อัลบีฎ - บทว่าด้วยเครื่องแต่งกายสีขาว)
            อัลบุคอรีบันทึกว่า สะอัด กล่าวว่า “ฉันได้มองเห็นด้านซ้ายและด้านขวาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ซึ่งมีชายสองคนสวมเครื่องแต่งกายสีขาวในวันแห่งสงครามอุหุด ฉันไม่เคยพบพวกเขามาก่อน” ชายสองคนนี้คือญิบรีลและมีกาอีล เช่นที่ อัลหาฟิซ อิบนุ หะญัร ได้กล่าวถึงใน ฟัตหุล บารี (10/295)
            สีขาวนั้นเป็นสีที่ชอบให้สวมใส่ (มุสตะหับ) สำหรับคนที่ยังมีชีวิต และควรใช้ห่อศพคนตายด้วยสีขาวเช่นกัน ดังเช่นที่ระบุในหะดีษรายงานโดย อิบนุอับบาส กล่าวว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จงสวมเครื่องแต่งกายสีขาว เพราะมันเป็นเครื่องแต่งกายที่ดีที่สุด และจงห่อศพผู้ตายด้วยสีขาว” (บันทึกโดย อบูดาวูดและอัตติรมิซี อัลอัลบานีบอกว่าสายรายงานเศาะฮีหฺ ใน อะหฺกาม อัลญะนาอิซ (น.82)
            สีขาวยังเป็นสีที่ชอบสำหรับชุดอิหฺรอม (เครื่องแต่งกายสำหรับการทำหัจญ์) ของผู้ชาย ซึ่งประกอบด้วย อิซารإِزَار - ผ้าท่อนล่าง และริดาอฺ (رِدَاء - ผ้าท่อนบน)
 
            สีเขียว: อบูรอมษะฮฺ กล่าวว่า “ฉันได้เห็นท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม สวมเสื้อผ้าสีเขียวสองชิ้น” (บันทึกโดย อัตติรมิซี บอกว่าหะดีษนี้มีสายสืบเฆาะรีบหะซัน และโดย อันนะซาอี, 5224)
 
            สีแดง: มีรายงานว่าการสวมเครื่องแต่งกายสีแดงล้วนนั้นเป็นที่ต้องห้ามสำหรับผู้ชาย แต่ไม่ห้ามสำหรับผู้หญิงเพราะจากหะดีษของ อิบนุอุมัร ว่า “ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ห้ามมุฟัดดัม” (บันทึกโดย อิมามอะหมัดและอิบนุมาญะฮฺ, 3591) มุฟัดดัมคือการย้อมด้วยดอกคำฝอยให้เป็นสีแดง จากคำอธิบายของ อัสสินดี ใน สุนันอันนะซาอี บอกว่า มุฟัดดัมคือการย้อมด้วยสีแดง
            มีรายงานว่า หากท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ พบชายคนใดสวมเสื้อผ้าที่ย้อมด้วยดอกคำฝอยเป็นสีแดง ท่านจะดึงเขามา แล้วบอกว่า “จงนำมันไปให้ผู้หญิง” (บันทึกโดยอัตติรมิซี)
            อับดุลลอฮฺ อิบนุ อัมรฺ กล่าวว่า “ชายคนหนึ่งซึ่งสวมเสื้อผ้าสีแดงสองชิ้นเดินผ่านท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วให้สลาม แต่ท่านไม่ได้ตอบรับ” (บันทึกโดย อบูดาวูดและอัตติรมิซี อัลบัซซารถือว่าอยู่ในระดับหะซันโดยบอกว่า เราทราบจากสายรายงานนี้เพียงสายเดียว ซึ่งมี อบูยะหฺยา อัลก็อตตาต อันเป็นบุคคลที่นักรายงานหะดีษขัดแย้งเกี่ยวกับสถานะของเขารวมอยู่ในสายรายงานด้วย)
            มีเหตุผลหลายประการว่าเหตุใดผู้ชายจึงห้ามสวมเครื่องแต่งกายสีแดง เช่น เพราะเป็นเครื่องแต่งกายของกุฟฟาร, เพราะเป็นการประดับประดาของผู้หญิง ดังนั้นจึงถูกห้ามในกรณีของการเลียนแบบผู้หญิง และเพราะเป็นเครื่องแต่งกายที่แสดงถึงความถือตัว ไม่สมควรที่สุภาพบุรุษจะสวมใส่
            ข้อห้ามนี้สำหรับเครื่องแต่งกายที่ถูกย้อมด้วยสีแดงล้วนเท่านั้น เสื้อผ้าสีแดงที่มีสีอื่นผสมอยู่ด้วย เช่น สีขาว สีดำ จะไม่ถูกห้าม ดังปรากฏในหะดีษที่กล่าวถึงเสื้อหุลละฮฺ (حُلَّة) สอดลายสีแดง เช่นหะดีษของอัลบัรรออ์ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีความสูงระดับปานกลาง ฉันเห็นท่านสวมเสื้อหุลละฮฺสอดลายสีแดง และฉันไม่เคยพบสิ่งใดสวยกว่ามัน” (บันทึกโดย อัลบุคอรี, 5400) เสื้อหุลละฮฺจากเยเมนมักจะเป็นลายทางสีแดงสลับกับสีอื่น ไม่ใช่สีแดงล้วน
            อิบนุ อัลก็อยยิม กล่าวว่า เครื่องแต่งกายของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น มีรายงานจากอบู อัลวะลีด ได้บอกเราว่า ชุอฺบะฮฺ ได้บอกเราจาก อบูอิสหาก ซึ่งได้ยิน อัลบัรรออ์ กล่าวว่า “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีความสูงระดับปานกลาง ฉันเห็นท่านสวมหุลละฮฺสีแดง และฉันไม่เคยพบสิ่งใดที่สวยกว่ามัน” หุลละฮฺนี้ประกอบด้วยอิซารและริดาอฺ (เสื้อผ้าท่อนล่างและท่อนบน) มันเป็นความผิดพลาดหากจะคิดว่ามันมีสีแดงล้วนและไม่ปนกับสีอื่น เพราะหุลละฮฺสีแดงคือเสื้อเยเมนสองชิ้นซึ่งถูกทอเป็นลายทางสีแดงและดำเหมือนเสื้อผ้าเยเมนอื่นๆ ... แต่สีแดงล้วนนั้นถูกห้ามอย่างหนักมาก ในเศาะฮีหฺอัลบุคอรีระบุว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ห้ามใช้ผ้าคลุมอานม้าสีแดง ...  ส่วนที่มีการกล่าวว่าอนุญาตให้แต่งกายด้วยสีแดงไม่ว่าจะเป็นผ้าสักหลาดหรืออื่นๆ นั้นเป็นความเห็นที่มีข้อสังเกต  อย่างไรก็ตามมันก็เป็นสิ่งที่ไม่ชอบ(มักรูฮฺ)อย่างมาก  (ซาด อัลมะอาด, 1/139)
                                                และอัลลอฮฺคือผู้ทรงรอบรู้ที่สุด
  
ชัยคฺ มุฮัมมัด ศอลิหฺ อัลมุนัจญิด
ที่มา: Islamqa.com ฟัตวาหมายเลข 2943
แหล่งข้อมูล: http://www.islamhouse.com/p/205466

หุก่มสวมเสื้อผ้าสีดำเมื่อมีผู้เสียชีวิต

โพสต์3 ม.ค. 2555 06:56โดยAbdul-arzeez Klongthalay

คำถาม มีบางคนสวมเสื้อผ้าสีดำเมื่อมีญาติพี่น้องเสียชีวิต การกระทำเช่นนี้เป็นบิดอะฮฺ (อุตริ) หรือไม่ หรือว่าการกระทำสิ่งดังกล่าวมีกล่าวในอัซซุนนะฮฺ ?
ตอบ
        มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของเอกองค์อัลลอฮฺ ... ไม่ปรากฏในแบบฉบับของท่านบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าให้สวมเสื้อผ้าสีดำเมื่อมีผู้หนึ่งผู้ใดเสียชีวิต ดังนั้นนักวิชาการมุสลิมถือว่าการกระทำลักษณะเช่นนั้นเป็นบิดอะฮฺ

        มีคนถามชัยคฺอิบนุอุษัยมีนถึงหุก่มการติดตามศพของบรรดาสตรีและหุก่มการสวมเสื้อผ้าสีดำ ท่านตอบว่า “การติดตามศพของบรรดาสตรีเป็นการกระทำที่ต้องห้ามเนื่องจากพวกนางมีความอดทนน้อย อีกทั้งการร่วมติดตามศพนั้นอาจจะเกิดความเสื่อมเสียและการปะปนระหว่างชายหญิงโดยไม่มีขอบเขต ส่วนการสวมเสื้อผ้าสีดำเมื่อประสบกับความทุกข์นั้นเป็นบิดอะฮฺ” (หนังสือรวมคำฟัตวาของอิบนุอุษัยมีน เล่มที่ 17 หน้า 329)

        ยังมีคนถามท่านอีกว่า การเจาะจงเฉพาะชุดแต่งกายสีดำสำหรับสตรีเมื่อต้องการแสดงความเสียใจ(งานศพ)มีหุก่มว่าอย่างไร? ท่านตอบว่า “ตามทัศนะที่ข้าพเจ้าเห็น การเจาะจงเฉพาะชุดแต่งกายเมื่อต้องการแสดงความเสียใจเป็นบิดอะฮฺ เนื่องจากบางทีการกระทำลักษณะดังกล่าวอาจเป็นการบ่งบอกว่ามนุษย์ไม่พอใจต่อกฎกำหนดของอัลลอฮฺ ถึงแม้ว่าบางคนอาจมีทัศนะว่าไม่เป็นไร แต่ทว่าบรรดากัลยาณชนรุ่นแรกก็ไม่ได้ถือปฏิบัติ เพราะเป็นการบ่งบอกถึงความไม่พอใจ ทางที่ดีควรงดเว้นการกระทำเช่นนั้นจะดีกว่า เนื่องจากถ้าเราใส่แล้วกลัวว่าจะได้รับบาปมากกว่าพ้นจากบาป” (หนังสือรวมคำฟัตวาของอิบนุอุษัยมีน เล่มที่ 17 หน้า 410)

        ชัยคฺอิบนุอุษัยมีนยังกล่าวอีกว่า “การสวมเสื้อผ้าสีดำเพื่อไว้ทุกข์คนตายเป็นบิดอะฮฺและเป็นแสดงถึงความเศร้าโศก(อันนิยาหะฮฺ) ซึ่งคล้ายกับการฉีกคอเสื้อ ตบแก้ม ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ปฏิเสธการกระทำดังกล่าว ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวความว่า "ไม่ใช่ในหมู่ประชาติของฉันสำหรับผู้ที่ฉีกคอเสื้อ ตบแก้ม และเรียกร้องเช่นยุคญาฮิลียะฮฺ(ยุคก่อนอิสลาม)” (หนังสือรวมคำฟัตวาของอิบนุอุษัยมีน เล่มที่ 17 หน้า 414)


ที่มา: เว็บไซต์ อิสลามถาม-ตอบ www.islam-qa.com หมายเลขฟัตวา 47488

หูก่มการเข้าร่วมวันวาเลนไทน์

โพสต์3 ม.ค. 2555 06:51โดยAbdul-arzeez Klongthalay

คำถาม : วันแห่งความรัก (วันวาเลนไทน์) มีหุก่มว่าอย่างไร?
คำตอบ :
        หนึ่ง : วันแห่งความรักเป็นวัฒนธรรมของชาวโรมันโบราณ ซึ่งได้ปฏิบัติกันเรื่อยมาจนถึงสมัยที่ชาวโรมันได้หันมานับถือศาสนาคริสต์ วันดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับนักบวชผู้ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งมีชื่อว่าวาเลนไทน์ ซึ่งผู้นี้ได้มีคำตัดสินให้ประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 270 คริสต์ศักราช วันแห่งความรักดังกล่าวเป็นวันที่บรรดาผู้ไม่ใช่มุสลิมเฉลิมฉลองและถือปฏิบัติกันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ดีงามระหว่างหญิงชายจนถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์

        สอง : ไม่อนุญาตให้มุสลิมคนใดร่วมในวันรื่นเริงใดๆ ของผู้ไม่ใช่มุสลิมแม้จะด้วยวิธีใดก็ตาม เพราะเหตุที่ว่าวันรื่นเริ่งเป็นพิธีการที่บัญญัติไว้โดยศาสนาจำเป็นที่จะต้องยึดตามหลักฐานที่มาจากอัลกุรอานและหะดีษเท่านั้น  ท่านอิบนุ ตัยมิยยะฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า วันอีดหรือวันรื่นเริงใดๆ นั้นถือเป็นศาสนบัญญัติ แนวพิธีการหรืออิบาดะฮฺอย่างหนึ่งที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮุ วะตะอาลาได้กล่าวไว้ว่า

"สำหรับแต่ละประชาชาติในหมู่พวกเจ้านั้น เราได้ให้มีบทบัญญัติและแนวทางไว้" (อัลมาอิดะฮฺ : 48)
"สำหรับทุกๆ ประชาชาติเราได้กำหนดพิธีทางศาสนาขึ้นโดยที่พวกเขาปฏิบัติพิธีนั้น..." (อัลหัจญ์ : 67)
        ซึ่งเป็นเสมือนกับสัญลักษณ์ทางศาสนาอื่นๆ เช่นกิบละฮฺ การละหมาด หรือการถือศีลอด ไม่มีความแตกต่างระหว่างการเข้าร่วมกับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในวันรื่นเริงหรือการเข้าร่วมในพิธีการอื่นๆ ทางศาสนาของพวกเขา แท้จริงการยอมรับในวันรื่นเริงทั้งหมดของพวกเขาก็เป็นการยอมรับต่อการฝ่าฝืน(กุฟร์)ทั้งหมด และการยอมรับในวันรื่นเริงเพียงบางส่วนก็เป็นการยอมรับในบางส่วนของการฝ่าฝืนนั้น และยิ่งกว่านั้นวันรื่นเริงถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่เจาะจงยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดในจำนวนสัญลักษณ์ทางศาสนา และยังเป็นสิ่งที่ปรากฏเด่นชัดกว่าสิ่งอื่นใดในศาสนาอีกด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้นการยอมรับวันรื่นเริงใดๆ ก็ถือเป็นการยอมรับในวัฒนธรรมที่เจาะจงยิ่งและที่ปรากฏเด่นชัดกว่าสิ่งอื่นใดในจำนวนสัญลักษณ์ทางศาสนา จึงไม่เป็นที่สงสัยอีกว่า การยอมรับในเรื่องนี้จะนำไปสู่คุณสมบัติของการฝ่าฝืนโดยภาพรวมในที่สุด
 
        โดยหลักแล้ว อย่างน้อยที่สุดการเข้าร่วมก็เป็นการกระทำบาป คำกล่าวข้างต้นนี้ท่านนบี ศอลลอลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้ชี้ว่า "แท้ที่จริงแล้วทุกๆชนชาติจะมีอีดเป็นของตนเอง และนี่คืออีดของพวกเรา" การร่วมวันรื่นเริงเช่นนี้ร้ายแรงกว่าการสวมใส่เสื้อผ้าอัซซุนารฺ (เสื้อผ้าอัซซุนารฺเป็นเสื้อผ้าเฉพาะที่ผู้ไม่ใช่มุสลิมสวมใส่เป็นเอกลักษณ์) หรืออื่นๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของพวกเขา ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งที่คิดประดิษฐ์กันขึ้นมาและไม่ใช่เป็นวิถีปฏิบัติที่มาจากศาสนา หากแต่มีเป้าหมายเพียงแค่เพื่อการแยกแยะระหว่างผู้ที่เป็นมุสลิมและผู้ไม่ใช่มุสลิมเท่านั้น แต่ทว่าวันรื่นเริงเฉลิมฉลองและสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวันดังกล่าวนั้นเป็นวิถีปฏิบัติส่วนหนึ่งทางศาสนา ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าไม่พอพระทัยทั้งตัวของมันเองและผู้ที่เฉลิมฉลองมันด้วย ดังนั้นการยอมรับในสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาเป็นสาเหตุไปสู่ความโกรธกริ้วและการลงโทษจากพระองค์อัลลอฮฺ (ดู อิกติฎออุ อัศศิรอฏิ อัลมุสตะกีม, เล่ม 1 หน้า 207)
 
        ท่าน อิบนุ ตัยมิยะฮฺได้กล่าวอีกว่า “ไม่อนุญาตให้มุสลิมคนใดลอกเลียนแบบผู้ไม่ใช่มุสลิมในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับวันรื่นเริงของพวกเขา แม้จะในเรื่องอาหารการกิน การอาบน้ำชำระร่างกาย การก่อไฟ การงดเว้นในสิ่งที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำในชีวิตประวันหรือในเรื่องที่เกี่ยวกับอิบาดะฮฺอย่างใดอย่างหนึ่งหรือสิ่งใดก็ตาม ไม่อนุญาตให้จัดงาน เลี้ยงฉลองหรือการให้ของขวัญ การขายสิ่งของใดๆ เพื่อใช้ในวันดังกล่าว หรือการให้เด็กๆ ละเล่นใดๆ หรือประดับประดาอย่างสวยงามเพื่อวันดังกล่าว สรุปแล้ว ไม่อนุญาตให้มุสลิมมีการเน้นเป็นพิเศษในวันรื่นเริงของผู้ไม่ใช่มุสลิมด้วยสิ่งใดก็ตามที่เป็นเอกลักษณ์ของวันดังกล่าว หากแต่ว่า วันดังกล่าวเป็นเพียงวันธรรมดาทั่วไปสำหรับมุสลิม โดยไม่มีการเน้นอะไรที่แปลกออกไปจากวันอื่นๆ” (มัจญ์มูอฺ อัลฟะตาวา เล่มที่ 25 หน้า 329)
        อัลหาฟิซ อัซซะฮะบีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “หากว่าสำหรับชาวนะศอรอ(ชาวคริสต์) มีวันรื่นเริงสำหรับพวกเขา สำหรับชาวยิวก็มีรื่นเริงสำหรับพวกเขา พวกเขาเหล่านั้นมีไว้เฉพาะสำหรับวันรื่นเริงเหล่านั้น ดังนั้นมุสลิมจึงไม่มีการร่วมในวันรื่นเริงกับพวกเขา ดังเช่นที่มุสลิมไม่ได้ร่วมในศาสนบัญญัติต่างๆ และกิบละฮฺของพวกเขา” (ตะชับบุฮุ อัลเคาะสีส บิอะฮฺลิ อัลเคาะมีส, เล่มที่ 4 หน้าที่ 193 ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสาร อัลหิกมะฮฺ ฉบับที่ 4 หน้า 193)

        หะดีษที่อิบนุตัยมียะฮฺได้ยกอ้างนั้น เป็นหะดีษที่บันทึกโดยอิมามอัลบุคอรีย์ หมายเลขที่ 952 และอิมามมุสลิม หมายเลขที่ 892 จากอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮาได้กล่าวว่า

อบู บักรฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ได้เข้ามาในบ้านฉัน ในขณะที่ตอนนั้นมีทาสหญิงของชาวอันศอรฺสองคนกำลังร้องรำทำเพลงเป็นทำนองที่ชาวอันศอรฺร้องกันในวันบุอาษ(วันที่เผ่าเอาซ์และค็อซรอจญ์ทำสงครามในอดีต) อาอิชะฮฺได้บอกว่า ทั้งสองคนมิได้เป็นนักร้องเพลงแต่อย่างใด(คือไม่ได้ร้องประจำเป็นกิจวัตรหรือเป็นการเป็นงาน) ท่านอบูบักรฺจึงกล่าวขึ้นว่า (พวกเจ้าปล่อยให้)มีเสียงขลุ่ยแห่งชัยฏอนในบ้านของท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กระนั้นหรือ? เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันอีด หนึ่ง ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า "โอ้ อบู บักรฺ แท้จริงแล้ว สำหรับทุกกลุ่มชนจะมีวันอีด(วันรื่นเริง)สำหรับพวกเขา และนี่เป็นวันอีด(วันรื่นเริง)ของพวกเรา(ชาวมุสลิมทุกคน)"
        อบู ดาวูด ได้บันทึกหะดีษในหมายเลขที่ 1134 จากอะนัส เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้กล่าวว่า
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้มาถึงมะดีนะฮฺในขณะที่ชาวเมืองมะดีนะฮฺมี(วันอีด)สองวันซึ่งเป็นวันที่พวกเขามีการละเล่นรื่นเริงเฉลิมฉลองในวันดังกล่าว ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงได้ถามขึ้นมาว่า "สองวันนี้เป็นวันอะไร?" พวกเขาจึงตอบว่า วันดังกล่าวเป็นวันที่พวกเราจัดให้มีการละเล่นสืบทอดมาตั้งแต่สมัยญาฮิลียะฮฺ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงกล่าวว่า "แท้จริงอัลลอฮฺได้เปลี่ยนวัน(อีด)ที่ดีกว่าวันอีดดังกล่าวสำหรับพวกท่านทุกคนแล้ว นั่นคือ วัน(อีด)อัลอัฎฮาและ(อีด)อัลฟิฏรีย์" (อัล-อัลบานีย์วินิจฉัยว่าเป็นหะดีษเศาะฮีหฺในหนังสือเศาะฮีหฺ อบี ดาวูด)
        สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แสดงว่าวันอีดหรือวันรื่นเริงนั้นเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมเฉพาะของชนชาติ เพราะฉะนั้นจึงไม่อนุญาตให้มุสลิมเข้าร่วมในวันอีดหรือวันรื่นเริงของผู้ไม่ใช่มุสลิม บรรดาอุละมาอ์ได้ให้คำวินิจฉัยว่าการมีส่วนร่วมในวันแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์ว่ามีหุก่มหะรอม
 
        1. มีผู้ถามท่านเชคอิบนุ อุษัยมีน ว่า : ในช่วงหลังๆ นี้ การมีส่วนร่วมในงานเฉลิมฉลองวันวาเลนไทน์ได้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในหมู่นักศึกษาหญิง วันดังกล่าวเป็นวันอีด(วันรื่นเริง) วันหนึ่งของชาวคริสต์ ซึ่งมีการประดับประดาด้วยสีแดง ทั้งเสื้อผ้าและรองเท้า มีการแลกเปลี่ยนดอกกุหลาบสีแดงแก่กันและกัน ขอให้ท่านช่วยอธิบายหุก่มการเข้าร่วมในวันดังกล่าวนี้ และท่านจะชี้แนะเช่นไรกับบรรดามุสลิมในเรื่องนี้? ขออัลลอฮฺทรงปกป้องและดูแลท่าน
        ท่านตอบว่า : ไม่อนุญาตให้มีการเข้าร่วมในวันวาเลนไทน์ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังต่อไปนี้
        หนึ่ง : วันวาเลนไทน์ เป็นวันที่คิดอุตริขึ้นมาซึ่งไม่มีหลักฐานใดๆ จากชะรีอะฮฺอิสลาม
        สอง : วันวาเลนไทน์เป็นวันที่นำไปสู่การแสดงความรักเชิงชู้สาวที่ไม่ถูกต้อง
        สาม : วันวาเลนไทน์เป็นวันที่ทำให้จิตใจหมกมุ่นกับสิ่งไร้สาระที่ขัดกับแนวทางของบรรพชนอิสลามรุ่นแรก
 
        เพราะเหตุนี้จึงไม่อนุญาตให้มุสลิมแสดงออกในวันวาเลนไทน์ด้วยสิ่งที่บ่งบอกถึงสัญลักษณ์ของวันดังกล่าว แม้จะเป็นอาหารการกิน เครื่องดื่มต่างๆ เสื้อผ้า การแลกเปลี่ยนของขวัญและอื่นๆ มุสลิมควรที่ต้องเข้มแข็งและภูมิใจในศาสนาอิสลาม และไม่ควรที่จะคล้อยตามกระแสของวัฒนธรรมอื่นๆ เราขอพรต่อเอกองค์อัลลอฮฺเพื่อทรงปกป้องมุสลิมทุกคนจากฟิตนะฮฺต่างๆ ทั้งที่เห็นชัดเจนและสิ่งที่มองไม่เห็น และขอให้พระองค์ทรงดูแลด้วยทางนำของพระองค์” (มัจญ์มูอฺ อัลฟะตาวา อัชชีค อิบนิ อุษัยมีน เล่มที่  16 หน้าที่ 199)
 
        2. มีคำถามถึงหน่วยงานเพื่อการฟัตวาแห่งราชอาณาจักรซาอุดีว่า : มีบางคนได้เข้ามีส่วนร่วมในวันที่สิบสี่ของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งเป็นวันแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์ พวกเขาได้แสดงออกถึงความรักที่มีต่อกันด้วยสีแดง มีการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีแดง มีการขอพรซึ่งกันและกัน มีร้านค้าจัดของหวานด้วยสีแดงและตกแต่งประดับด้วยรูปหัวใจ และบางร้านมีการจัดสินค้าด้วยสัญลักษณ์ที่แสดงถึงวันดังกล่าว ท่านจะให้ความเห็นเช่นไรกับเรื่องนี้ ? 
        หนึ่ง : การเข้าร่วมในวันวาเลนไทน์มีหุก่มเช่นไร ?
        สอง : การซื้อสิ่งของจากร้านที่จัดตกแต่งสินค้าด้วยสัญลักษณ์ด้วยวันวาเลนไทน์ดังกล่าวมีหุก่มอย่างไร?
        สาม : และการขายสินค้าของเจ้าของร้าน(ที่ไม่ได้เข้าร่วมในพิธีหรืองานวาเลนไทน์ดังกล่าว)แก่ผู้ที่ต้องการร่วมในวันดังกล่าวด้วยสินค้าที่ใช้เป็นของขวัญในวันนั้น จะได้หรือไม่?
        ทางหน่วยงานได้ให้คำตอบว่า : หลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮฺได้ชี้ชัดตรงนี้อย่างชัดเจน และบรรดาอุละมาอ์สะลัฟมีความเห็นตรงกันว่า อีด(วันรื่นเริง)ในอิสลามนั้นมีเพียงสองครั้งเท่านั้น นั่นก็คืออีดิลฟิฏร์และอีดิลอัฎฮา และวันอีดที่นอกเหนือจากนั้น แม้จะมีความเกี่ยวข้องกับตัวบุคคล กลุ่มคน เหตุการณ์ หรืออาจจะอยู่ในความหมายใดๆ ก็ตาม อีดเหล่านั้นถือว่า เป็นสิ่งอุตริ(บิดอะฮฺ)ขึ้นมาใหม่ในอิสลาม ไม่อนุญาตให้ชาวมุสลิมคนใดร่วมปฏิบัติ หรือเห็นด้วย หรือแสดงออกถึงความพึงพอใจ หรือให้ความช่วยเหลือด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการละเมิดขอบเขตบัญญัติของอัลลอฮฺ ใครผู้ใดก็ตามที่ได้ละเมิดขอบเขตของอัลอฮฺเขาผู้นั้นคือผู้อธรรมต่อตัวเขาเอง และหากว่าวันรื่นเริงที่อุตริขึ้นมาดังกล่าวยังเป็นวันรื่นเริงของผู้ไม่ใช่มุสลิมด้วยแล้ว การกระทำเช่นนั้นเป็นการกระทำบาปหนึ่งบนอีกบาปหนึ่งด้วย เพราะการเข้าร่วมในวันรื่นเริงของผู้ไม่ใช่มุสลิมแสดงถึงการทำตัวคล้ายกับพวกเขาและเข้าข่ายการให้ความรักแก่พวกเขา(มุวาลาฮฺ) ซึ่งอัลลอฮฺได้ห้ามบรรดาผู้ศรัทธาในการทำตัวเหมือนผู้ปฏิเสธศรัทธาและการให้ความรักแก่พวกเขาในอัลกุรอาน และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ได้กล่าวห้ามความว่า "ใครก็ตามที่ทำตัวเหมือนกับพวกหนึ่ง เขาก็คือพวกนั้น"
        วันวาเลนไทน์ก็เป็นวันหนึ่งที่เข้าข่ายในสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้ว เพราะวันวาเลนไทน์ก็เป็นวันรื่นเริงวันหนึ่งของชาวคริสต์ เพราะฉะนั้นจึงไม่อนุญาตให้มุสลิมที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันอาคิเราะฮฺที่จะจัดงาน เห็นดีเห็นงาม หรือให้การอวยพรให้แก่กันในวันดังกล่าว เพราะฉะนั้นจำเป็นสำหรับมุสลิมที่จะต้องหลีกห่างเพื่อแสดงถึงการรับคำสั่งของอัลลอฮฺและท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม  และห่างไกลจากความกริ้วโกรธและการลงโทษของพระองค์ และเช่นกัน ห้ามสำหรับมุสลิมให้การช่วยเหลือในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวันวาเลนไทน์ และวันรื่นเริงอื่นๆด้วยสิ่งใดก็ตามทั้งที่เกี่ยวกับการกิน การดื่ม การซื้อขาย การผลิต ของขวัญ การฝากส่ง การประกาศ และอื่นๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เข้าข่ายให้การช่วยเหลือในสิ่งที่เป็นบาปและละเมิด และเป็นการทำผิดต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ อัลลอฮฺ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสสอนว่า
“และจงหยิบยื่นช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสิ่งที่ดีและในความยำเกรง(ต่ออัลลอฮฺ) และอย่าได้ช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นบาปและการเป็นศัตรูกัน และพวกเจ้าจงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ แท้ที่จริงแล้วอัลลอฮฺเป็นผู้ลงโทษที่หนักหน่วงยิ่ง” (อัลมาอิดะฮฺ : 2)
         เพราะฉะนั้นจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนที่จะต้องยึดถือปฏิบัติตามคำสอนของอัลกุรอานและซุนนะฮฺของท่านนบีในทุกอิริยาบท โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยฟิตนะฮฺและความเสื่อมทรามได้แพร่กระจายไปทุกหนแห่ง มุสลิมจำเป็นที่จะต้องคิดอย่างชาญฉลาดและรอบคอบยิ่งเพื่อมิให้ตกอยู่ในความหลงผิดเหมือนพวกที่อัลลอฮฺทรงกริ้วหรือพวกที่หลงทาง ซึ่งพวกเขาไม่ได้หวังให้เกียรติแก่อัลลอฮฺ และไม่ได้ต้องการยกย่องอิสลาม มุสลิมจำเป็นที่จะต้องหันหน้าไปหาอัลลอฮฺเพื่อขอทางนำจากพระองค์และให้ยึดมั่นในหนทางดังกล่าว เพราะหามีสิ่งใดอื่นอีกแล้วที่จะชี้ทางที่ถูกต้องและเที่ยงตรง และไม่มีใครให้ความมั่นคงแน่วแน่นอกจากพระองค์ ... และด้วยพระองค์เท่านั้นที่จะได้มาซึ่งเตาฟีก ขอพรและความจำเริญจงมีแด่ท่านนบีมุฮัมมัด ครอบครัวของท่าน และบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านทุกคน
 
        3. ได้มีการถามเชค อิบนุ ญิบรีน ว่า : มีการจัดงานกันอย่างกว้างขวางในหมู่วัยรุ่นมุสลิมทั้งชายและหญิงในวันที่มีชื่อว่า วันแห่งความรักหรือที่เรียกว่า วันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นชื่อของนักบวชในศาสนาคริสต์ผู้หนึ่ง วันดังกล่าวนี้เป็นวัฒนธรรมของชาวคริสต์ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 ของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ในวันนั้นจะมีการมอบดอกไม้เป็นของขวัญ มีการตกแต่งประดับประดาด้วยสีแดง และมีการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีแดง การเฉลิมฉลองและการมอบของขวัญรวมถึงการแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมในวันดังกล่าวนั้นมีหุก่มเช่นไร ?                
        ท่านได้ตอบว่า :
        หนึ่ง : ไม่อนุญาตให้มีการเฉลิมฉลองในวันเช่นดังกล่าวนี้ เพราะวันดังกล่าวเป็นวันรื่นเริงที่ถือว่าเป็นบิดอะฮฺอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีในต้นแบบที่มาจากหลักฐานทางชะรีอะฮฺอิสลาม สิ่งดังกล่าวนี้จึงเข้าข่ายในความหมายของหะดีษอาอิชะฮฺ ที่อ้างถึงคำกล่าวของนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ได้กล่าวควาามว่า "ใครผู้ใดที่คิดอุตริในสิ่งที่เกี่ยวกับศาสนาของเรา แต่มันมิได้มาจากศาสนาของเราแต่อย่างใดแล้ว สิ่งนั้นย่อมไม่ถูกยอมรับ”
        สอง : การเฉลิมฉลองในวันวาเลนไทน์ เป็นการเลียนแบบและปฏิบัติตามผู้ไม่ใช่มุสลิม ซึ่งเป็นการยกย่องเทิดทูนในสิ่งที่พวกเขาได้ให้การเทิดทูน และเป็นการให้เกียรติแก่วันรื่นเริงและวัฒนธรรมประเพณีของพวกเขา และเป็นการเจริญรอยตามวิถีทางของพวกเขาในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับศาสนา มีการเตือนในหะดีษ ความว่า “ใครผู้ใดได้เจริญรอยตามกลุ่มชนใด เขาผู้นั้นก็เป็นผู้หนึ่งของกลุ่มชนนั้น”
        สาม : สิ่งไม่ดีไม่งามและสิ่งที่อัลลอฮฺและรอซูลได้ห้ามปรามที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นอีก เช่น การละเล่นรื่นเริง การร้องรำทำเพลง ความสนุกสนามรื่นเริงไร้ขอบเขต การโอ้อวด การปะปนกันระหว่างชายหญิง โอ้อวดความงาม การโชว์ตัวของสตรีต่อหน้าผู้ชายที่ไม่อนุญาตโดยศาสนา และไม่ถูกต้องถ้าจะอ้างว่านี่เป็นการผ่อนคลายหรือบันเทิงที่อยู่ในขอบเขต มีการควบคุมไม่ให้ทำสิ่งที่ผิด การอ้างนี้ไม่ถูกต้อง ดังนั้นผู้ที่สำนึกในตัวเองจำเป็นต้องห่างไกลจากบาปและสิ่งที่จะนำไปสู่บาปนั้น
        ท่านยังได้เสริมอีกว่า “และไม่อนุญาตให้มีการขายสินค้าใดๆ ที่ใช้ทำเป็นของขวัญและใช้ตกแต่งประดับประดา เมื่อรู้ว่า ผู้ซื้อต้องการใช้สิ่งดังกล่าวเพื่อใช้ในงานและทำเป็นของขวัญจากสิ่งดังกล่าวหรือใช้เพื่อเทิดทูนวันดังกล่าว เพื่อไม่ให้เจ้าของร้านดังกล่าวต้องตกเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมกับผู้ที่ทำบิดอะฮฺดังกล่าวด้วย”
                                                                       วัลลอฮุ อะอฺลัม
 

1-6 of 6