เรื่องเล่าของพยาบาลชุมชน

 
 
เรื่องเล่าของพยาบาลที่เป็นมะเร็ง

                                                                                                           สุวิมล       สุภามา

โรงพยาบาลวังสะพุง อ.วังสะพุง จ.เลย

 

ชีวิตคนเราจะเอาอะไรแน่นอนวันนี้มีความสุขยิ้มหัวเราะร่าเริง พรุ่งนี้อาจมีความทุกข์ต้องร้องไห้น้ำตานอง  ซึ่งเมื่อวันนั้นก็มาถึง  การรับมือกับความสุขและความทุกข์ของแต่ละคนก็แตกต่างกันขึ้นกับพื้นฐานของการหล่อหลอม การฝึกฝน เพื่อให้รู้เท่าทันอย่างมีสติ

ฉันมีประวัติการเจ็บป่วยที่ยาวนาน เริ่มต้นด้วย ปี 2547 มีอาการที่ปวดท้องเป็นพักๆ และถี่ขึ้น ปวดมากจนจะเป็นลม ปวดจนเดินต่อไม่ได้ พยายามตรวจกับแพทย์หลายท่าน  จนมีแพทย์ท่านหนึ่งบอกกับฉันว่าคุณไม่เป็นอะไร คุณมีอาการป่วยทางจิต คุณเคยเห็นคนไข้ DM (เบาหวาน) มั้ย ที่ amputate (ตัดขา) แล้วยังเจ็บหัวแม่ตีนนะ คุณเป็นอย่างนั้นแหละความรู้สึกฉันเมื่อกลับออกมาจากการตรวจของแพทย์ท่านนั้น ก็คือ ฉันมีอาการทางจิตจริงหรือเปล่า เมื่อมาทบทวนตนเองแล้วว่าไม่ใช่แน่นอน ฉันจึงไปขอรับการตรวจรักษาที่โรงเรียนแพทย์  ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไส้เลื่อน (Hernia) ที่มีอาการปวดมากอาจเป็นเพราะไขมัน หรือรังไข่ลงไปในช่องนี้ และปีนั้น 2548 ฉันต้องรับการผ่าตัด ผลชิ้นเนื้อจากการผ่าตัดพบว่าเป็นเยื่อบุมดลูกไปโผล่ที่ช่องไส้เลื่อน หลังผ่าตัดได้ประมาณครึ่งปี 2549 ฉันมีอาการปวดท้องแบบเดิมพร้อมด้วยอาการหลังรับประทานอาหารมีการถ่ายอุจจาระบ่อย อาการเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ฉันติดต่ออาจารย์ที่ท่านผ่าตัดอีกครั้ง ท่านมีเมตตามากบอกว่าไม่น่าจะกลับมาเป็นแบบเดิมอีกเร็วขนาดนี้ ให้กลับมาตรวจ ฉันมาพบท่านพร้อมด้วยความกลัวในเรื่องมะเร็งลำไส้ เจาะเลือดหาสารก่อมะเร็ง ตรวจลำไส้ด้วยการสวนและเอ๊กซเรย์ ผลออกมาปกติ ได้รับการรักษาแบบลำไส้แปรปรวน รับประทานยาไปพักหนึ่งอาการดีขึ้นบ้าง แต่ก็มีการปวดท้องเป็นครั้งคราว ฉันพอทนได้ก็เลยไม่ไปตรวจอีก และชีวิตก็ยังทำงานตามปกติ ตามวิถีของตนเอง ผ่านไปช่วงหนึ่งได้ไปรับการตรวจรักษากับแพทย์อีกท่านหนึ่ง ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือไม่น่าจะเกี่ยวกับลำไส้ คงต้องกลับไปดูเรื่องเยื่อบุมดลูก ฉันก็กลับมาตรวจระบบสืบพันธุ์อีกครั้ง สุดท้ายแพทย์ลงความเห็นว่าระบบสืบพันธุ์นี่แหละที่เป็นตัวปัญหา ฉันต้องตัดมดลูกทิ้ง (TAH) ทุกครั้งที่แพทย์วินิจฉัยโรคและนัดผ่าตัดฉันไม่เคยกลัวเลย มีแต่ความโล่งอกประมาณว่ายกภูเขาออกจากอก รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ที่ได้ทราบว่าตัวเองป่วยเป็นอะไร (ฉันกลัวถูกว่ามีอาการทางจิตอย่างที่แพทย์ท่านกรุณาวินิจฉัยไว้...ฮา) การผ่าตัดก็รู้ๆ กันอยู่ว่า ก่อนผ่าก็ต้องเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ เอ๊กซเรย์ ฯลฯ เป็นธรรมดา

 การผ่าตัดTAH ในสมัยปัจจุบันถือว่าเป็นเรื่องจิ๊บๆ  นอนพักไม่กี่วันเดี๋ยวก็กลับบ้าน วันมาadmit ผลx-ray พบก้อนที่ปอดขวาด้านล่างประมาณ 1.1 ซม. เอ๊ะ ชักไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดา ของไชยา มิตรชัย ซะแล้ว ไม่เป็นไร ที่เราเคยได้ยินว่ามีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ฉันเองก็เป็นแบบนั้นแหละ ข่าวดีคือได้นอนรพ. รอผ่าตัด ข่าวร้ายเจอก้อนที่ปอด เอาวะ สู้ ผ่าตัดมดลูกเสร็จ ผลเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง แต่ต้องติดตามก้อนที่ปอดต่อ ด้วยการตรวจพิเศษ CT Scan Chest ระหว่างรอผลก็คิดเข้าข้างตนเองตามประสามนุษย์ทั่วๆไปว่าคงไม่เป็นไรมากหรอกน่า อาจจะเป็นแคลเซียมเกาะปอด หรือรอยแผลเป็นเก่าๆ ก็ได้ เพื่อให้กำลังใจกับตนเอง เพื่อนบอกผลไม่เป็นทางการเจอสามก้อน ขวาสอง ซ้ายหนึ่ง ฮื่อ รับทราบยังไม่ตกใจเท่าไร หลังจากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง แพทย์ประจำบ้านก็มาบอกผล จำได้ว่านอนอยู่บนเตียงก็ลุกขึ้นนั่ง แพทย์ท่านนั้นเปิดประตูเข้ามายืนปลายเตียง มีนศพ.มาด้วยอีก 2 คน แพทย์ประจำบ้านบอกว่า พี่ครับพี่เป็นพยาบาลนะ ผลCT ออกแล้ว ผมจดมาจะอ่านผลให้ฟังนะครับ พี่เป็นพยาบาลคงเข้าใจ multiple nodule both lung……..most likely malignant more than benign tumor……. ไม่รู้ว่า spread มาจากที่อื่น หรือเป็นที่ lung เอง ขนาดผมเองก็ตกใจ ยิ้มเข้าไว้ครับยิ้มกว้างๆ อย่าแค่อมยิ้มครับ พี่ok นะครับ  จำได้ว่าตัวเองยิ้มได้แต่ไม่เต็มที่ พยักหน้ากับหมอว่า ok  แต่ใจบอกว่าไม่  ในสมองฉันอื้ออึงไปด้วยคำว่า ..most likely malignant…. อยู่ซ้ำๆ แล้วความรู้สึกตกใจก็ถาโถมเข้ามา สับสน ตกใจเป็นงง  งง น้ำตาไหลซึม เช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อ ยิ่งเช็ดน้ำตายิ่งไหลซึม สติกระเจิดกระเจิงไม่อยู่กับเนื้อตัว บอกตัวเองว่าฉันอาจเป็นมะเร็ง ฉันไม่เคยคาดคิดที่จะได้ยินประโยคนี้มาก่อน คิดแค่ว่าเออ สามก้อน อาจเป็น scar เดิมก็ได้ แล้วฉันก็ปล่อยให้น้ำตาไหลรินอยู่คนเดียวสักพักอาจารย์พยาบาลมาเยี่ยม ถามว่าเป็นอะไรร้องไห้ทำไมมีอะไรเหรอ ฉันเล่าไปพร้อมกับอาการสะอื้นว่าเขาสงสัยว่าที่ปอดเป็นก้อนจะเป็นมะเร็ง ไม่ทันขาดคำ นศพ. คนที่ 1 ขอฟังปอด เดินไปนอนบนเตียงให้ฟังปอด หายใจเข้าออก นศพ.บอกว่า ก็ไม่มีเสียง Crept เสร็จแล้วก็ออกจากห้องไป นศพ.คนที่ 2 มาขอฟังปอด ต้องขึ้นเตียงนอนอีกรอบหายใจเข้าออก นั่งนับ 1-2-3 ซ้ำๆ สักพักพยาบาลลากเครื่องมือมา พี่ค่ะขอวัดอ็อกแซดหน่อยค่ะ (O2sat) ฉันได้แต่คร่ำครวญในใจ โอ้ชีวิตนี่ฉันกลายเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งไปแล้วเหรอนี่ ถ้าไม่เช่นนั้นทำไมบุคลากรทางการแพทย์แต่ละคนจึงทำราวกับฉันเป็นผู้ป่วยที่มีอาการหนักมากอย่างนี้ ตะกี้ฉันยังเดิน ยังยิ้ม ยังนอนเหมือนคนปกติอยู่เลย ทำไมชีวิตหลังจากทราบผล CT chest ภายใน10-15 นาที มันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ฉันกลายเป็นผู้ป่วยมะเร็งปอดแล้วหรือ มีแต่น้ำตาเท่านั้นที่ช่วยได้ฉันปล่อยให้มันไหล อย่างห้ามไม่อยู่และไม่คิดที่จะหยุดมัน ช็อคเป็นอย่างนี้นี่เองฉันได้รับรู้ภาวะช็อคของคนไข้อย่างแท้จริง อาจารย์พยาบาลท่านถามฉันว่าอยู่คนเดียวได้มั้ยเพราะท่านมีธุระนัดชุมชนไว้ ท่านเองก็เป็นห่วง เลยตอบท่านไปว่า ขออีกสัก 2 ชม.อาการช็อคน่าจะดีขึ้น เพราะก็พยายามควบคุมสติ ให้อยู่กับปัจจุบันแต่ตอนนี้มันยังเตลิดอยู่ เอาไม่อยู่ แต่เดี๋ยวน้องก็จะมาเฝ้าแล้วพรุ่งนี้น้องต้องไปสอบ ฉันต้องมีสติอยู่กับปัจจุบันให้ได้ ไม่เช่นนั้นคนรอบข้างจะพลอยทุกข์ไปด้วย แล้วก่อนครบเวลาที่กำหนด ฉันก็มีสติควบคุมตัวเองได้ และเมื่อบอกผลให้น้องทราบ คำพูดที่ตอบกลับมาทำให้ฉันรู้สึกดีมากๆ เลยก็คือ คนอื่นเขาไม่ตรวจเลยไม่เจอ......ยังไม่รู้เลย แค่ผล CT  มันมีขั้นตอนการตรวจต่อไปอีก ทำใจให้สบาย ซึ่งทำให้ฉันสามารถกำหนดจิตทำสมาธิและหลับไปอย่างสบาย

ระหว่างที่รอการผ่าตัดปอดตัดก้อนที่ปอดนั้น ฉันก็มีข่าวดีกับข่าวร้ายอีกเช่นเคย ข่าวดีคือ โชคดีที่ฉันไม่ได้กลับบ้านไปก่อนที่ผล CT chest จะออก ไม่อย่างนั้นคงชะล่าใจว่าตัวเองไม่เป็นอะไร  ข่าวร้ายคือ ฉันรู้สึกว่าตัวเองกลั้นปัสสาวะไม่ได้ พยายามกลั้นแล้วปัสสาวะก็ยังไหลอยู่ และคิดว่าปัสสาวะไหลออกทางช่องคลอด ต้องใส่ผ้าอนามัยไว้ ฉันพยายามบอกแพทย์ และเมื่อฉันครบกำหนดนัดตรวจติดตามหลังทำ TAH ก็พบว่าในช่องคลอดมีน้ำเต็มไปหมดคาดว่าจะเป็นน้ำปัสสาวะ ดังนั้นฉันจึงถูกนำไปส่องกล้องเพื่อหาสาเหตุ ก็พบว่า กระเพาะปัสสาวะทะลุ เนื่องมาจากการผ่าตัดมดลูกนั่นเอง การที่กระเพาะปัสสาวะทะลุ ฉันมองว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย เพราะแพทย์ที่ทำการผ่าตัดเองก็คงไม่อยากให้มันเกิดและการหายของแผลฉันก็ไม่ดีเนื่องจากเนื้อเยื่อของฉันเองด้วย การจะผ่าตัดเข้าไปเย็บซ่อมกระเพาะปัสสาวะของฉันนั้น ต้องรอให้เนื้อเยื่อมีการสมานดี อาจารย์แพทย์ที่จะแก้ไขท่านให้เวลาที่ 10-12 สัปดาห์ ดังนั้นฉันมีคิวผ่าตัดรออยู่ข้างหน้าอีกหนึ่งคิวแล้ว ระหว่างนี้ฉันต้องใส่แพมเพอร์สแบบเด็กๆ   ทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งก็มีข้อดีอีกนั่นแหละที่ฉันได้รู้ว่าแม้ว่าจะไม่แฉะเพราะการดูดซับที่ดี แต่ก็ทำให้รำคาญ ไม่สุขสบาย น้ำปัสสาวะที่ไหลลงตามร่องก้นในตอนกลางคืนก็ทำให้เกิดอาการคัน เป็นผื่นได้ทั้งที่รักษาความสะอาดดีมากๆ จึงต้องนำสิ่งเหล่านี้บอกต่อสำหรับคนที่มีลูก บอกญาติผู้ป่วยและพยาบาลที่ชอบความสะดวกให้ผู้ป่วยที่ปัสสาวะ อุจจาระบ่อยสวมแพมเพอร์สให้แล้วนานๆจึงเปลี่ยนสักครั้งว่า ไม่มีอะไรดีกว่าการทำความสะอาดด้วยน้ำ เช็ดให้แห้ง สวมผ้าที่แห้ง อาจเหนื่อยแต่ความสุขสบายที่เกิดกับผู้ป่วยคุ้มค่ากว่ากันมาก

และแล้ววันที่ฉันต้องทำผ่าตัด Thoracotomy เพื่อตัดเอาชิ้นเนื้อที่ปอดไปตรวจ (Biopsy)  ก็มาถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนมีการเตรียมการอย่างดี แพทย์ประจำบ้านมาอธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นว่า การผ่าตัดครั้งนี้ฉันต้องเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะ ถ้าผ่าตัดแล้วผลการผ่าตัดออกมาชิ้นเนื้อไม่ผิดปกติเท่ากับฉันต้องเจ็บตัวฟรี แต่หากผลชิ้นเนื้อออกมาไม่ดีเท่ากับว่าเนื้อร้ายนั้นได้กระจายไปแล้ว ฉันตอบแพทย์ท่านนั้นไปว่า ในความคิดของฉันมันไม่มีอะไรที่สูญเปล่า ถ้าผลออกมาดีฉันก็จะได้สบายใจ ถ้าไม่ดีฉันก็พร้อมจะยอมรับมันคงดีกว่าให้มานั่งคับข้องใจไม่รู้ว่าแล้วก้อนที่ปอดเป็นอะไรมากกว่า พร้อมนั้นฉันถามกลับว่าถ้าเป็นคุณหมอจะตัดสินใจอย่างไร แพทย์ท่านนิ่งไปพักใหญ่บอกว่า ถ้าเป็นผมๆ ก็จะทำเหมือนกัน   ฉันโชคดีที่มีเพื่อนและญาติทำงานในห้องผ่าตัดเธออธิบายให้ฉันรู้ถึงขั้นตอนของการผ่าตัด การใส่ท่อช่วยหายใจ อย่างละเอียด การฟื้นที่ต้องไปตื่นที่ CCU. การที่จะได้รับยาแก้ปวด ฯลฯ  ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้ฉันรู้สึกสบายใจอย่างมาก เมื่อฉันฟื้นแบบสะลึมสะลือใน CCU. ฉันยังไม่ได้ถอดท่อช่วยหายใจออกเพราะเหตุว่าฟื้นไม่เต็มที่ เมื่อจะถูกถอดท่อช่วยหายใจจำได้ถึงความรู้สึกของการถูกบีบAmbu bag และการดูดเสมหะ (Suction) ว่าเจ็บมากเกิดความรู้สึกใจจะขาดทั้งนี่ถูกดูดแป๊บเดียว  จึงอยากบอกว่าหากใครต้องทำการพยาบาลโดยการดูดเสมหะผู้ป่วยกรุณาทำเบา เร็วๆ อย่าดูดนาน ฉันตื่นเต็มที่พร้อมกับการคลำหาขวด ICD ที่บริเวณปอด ได้รับคำตอบจากพยาบาลว่าไม่มี drain ก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง ฉันได้รับการดูแลที่ดีมากใน CCU. แล้ววันต่อมาฉันก็ได้ย้ายกลับมาที่ตึกเดิม

3 วันต่อมา (รวดเร็วดังนิยาย) ด้วยเพื่อนที่แสนดีติดตามผลชิ้นเนื้อให้ เพื่อนโทรมาบอกว่าผลชิ้นเนื้อออกแล้ว คำถามที่ฉันถามเพื่อนก็คือ ผลเป็นอย่างไร คำตอบจากเพื่อนบอกมาว่าเดี๋ยวอาจารย์แพทย์จะมาบอกเอง เพียงแค่นี้ฉันก็รู้แล้วว่ามันคืออะไร ตอบไปว่างั้นคิดว่ารู้แล้วอ่านผลมาเลย เพื่อนก็อ่านให้ฟังว่า Bronchogenic Adenocarcinoma well differentiate พร้อมกับบอกว่าถ้าฉันอยากโทรศัพท์ปรึกษาอาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลอื่น หรืออาจารย์แพทย์ท่านใดที่ฉันรู้จักก็โทรเลย วางหูโทรศัพท์แล้วจะขึ้นมาหาที่ห้อง  ฉันโทรหาอาจารย์แพทย์ที่รู้จัก พร้อมขอคำแนะนำ ท่านกรุณาให้ข้อมูลอย่างละเอียด ชี้ให้เห็นข้อดีของผลชิ้นเนื้อที่  well differentiate และข้อดีที่ฉันไม่มีอาการแสดงเหนื่อยหอบ พร้อมทั้งถามย้ำถึงข้อสงสัยที่ฉันอยากรู้ ให้ข้อแนะนำที่ต้องถามแพทย์ที่จะทำการรักษาในเรื่องต่างๆ และย้ำว่าหากมีอะไรที่อาจารย์ช่วยได้ท่านยินดี และจะสอบถามวิทยาการ การรักษาใหม่ๆ จากอาจารย์แพทย์ท่านอื่นให้ และในขณะเดียวกัน เพื่อนที่อยู่โรงเรียนแพทย์อีกแห่งหนึ่ง ก็จะเรียนปรึกษาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญให้ด้วยเช่นกัน  ทั้งๆ ที่ทำใจไว้แล้วตั้งแต่ก่อนผ่าตัดว่า 50-50 ที่อาจจะใช่และไม่ใช่มะเร็ง ฉันก็ยังไม่วายมีอาการช็อค สติกระเจิดกระเจิงจนได้  ฉันนั่งร้องไห้เงียบๆ น้ำตาค่อยๆ ไหลริน ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีเสียงคร่ำครวญ เมื่อเพื่อนเข้ามากอด ฉันยังพยักหน้ากับเพื่อนบอกว่าไม่เป็นไร ฉันยังเข้มแข็งและไม่ท้อ  ความรู้สึกช็อค ครั้งนี้ ยังเป็นเหมือนเดิม คือ ตกใจ งุนงง สับสน แต่สามารถควบคุมสติให้อยู่กับปัจจุบันได้เร็วขึ้น หลังเวลาเลิกงานฉันเห็นแพทย์ประจำบ้าน 2 ท่านมาดูchart แต่ไม่แวะมาที่ห้อง สักพักญาติฉันที่ทำงานที่ห้องผ่าตัดก็มาเยี่ยม เกริ่นเรื่องผลชิ้นเนื้อ ฉันเลยบอกไปตรงๆ ว่าฉันทราบผลแล้ว ญาติเล่าให้ฟังว่าแพทย์ 2 ท่านที่ฉันเห็นนั้น ไม่กล้าเข้ามาเยี่ยมฉันที่ห้องกลัวฉันถามเรื่องผลชิ้นเนื้อแล้วก็ไม่กล้าที่จะบอกผล ญาติฉันจึงรับหน้าที่จะมาบอกแทน แต่เมื่อมาถึงปรากฏว่าฉันรู้แล้ว และอยู่ในอาการสงบเป็นอันดี เขาก็วางใจ ฉันบอกผลชิ้นเนื้อกับน้อง พร้อมกับวางแผนว่าจะขอกลับไปเยี่ยมบ้านและบอกผลกับพ่อแม่ แต่เช้าวันถัดมาพ่อกับแม่ก็มาเยี่ยมที่โรงพยาบาล ฉันน้ำตาซึมขณะที่ต้องบอกว่าเป็นมะเร็ง พ่อเงียบไปครู่ใหญ่ แล้วก็พูดว่า เดี่ยวนี้วิทยาการสมัยใหม่เจริญก้าวหน้าไปเยอะมากแล้วสำหรับการรักษามะเร็ง.....ไม่เป็นไรหรอกลูกการช็อค ครั้งนี้ของฉันใช้เวลานานถึง 2 วัน เป็นที่น่าสังเกตว่าแพทย์พยายามเลี่ยงที่จะพูดคุยถึงการเป็นมะเร็ง พยาบาลในตึกพยายามเลียบเคียงถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ฉันก็จะยิ้มพร้อมกับตอบว่าสบายดี ทุกเช้าฉันจะตื่นมาทำสมาธิ เดินจงกรมกำหนดอิริยาบถย่อย พยายามกำหนดสติอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด ทุกเย็นก่อนนอนต้องสวดมนต์ ทำสมาธิ ซึ่งเป็นกิจวัตรตั้งแต่มานอนโรงพยาบาล พยายามทำชีวิตให้เหมือนปกติที่บ้าน จำได้ว่าเมื่อพี่ท่านหนึ่งโทรศัพท์มาถามอาการเจ็บป่วยด้วยความห่วงใย ฉันก็ตอบไปตามตรงว่าเป็นมะเร็ง แต่ยังไม่อยากบอกให้ใครทราบมากนัก ฉันต้องการเวลาที่จะยอมรับการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งให้ได้อย่างเต็มที่  และต่อมาเมื่อมีใครถามถึงการเจ็บป่วยฉันก็ตอบด้วยเสียงธรรมดาว่าฉันป่วยเป็นมะเร็ง จนมีคนทักว่าทำไมฉันพูดแบบนั้นเต็มปากเต็มคำ ทำเอาฉันงงเหมือนกันว่าแล้วฉันควรจะตอบว่าอย่างไร หรือแสดงท่าทีอย่างไรเมื่อมีใครมาเยี่ยม แล้วข่าวการเจ็บป่วยของฉันด้วยโรคมะเร็งก็กลายเป็น Hot Issue ไปในพริบตาในยุค cyber  ทุกคนที่รู้ข่าวการเจ็บป่วยของฉันก็จะหาหนังสือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง การดูแลตนเองด้วยอาหารแบบแมคโครไบโอติค  ชีวจิต  การปฏิบัติสมาธิ  หนังสือตลกขำขันฯลฯ พร้อมกับอาหารเสริมต่างๆ ที่คิดว่าจะช่วยต่อต้านเซลล์มะเร็งมาให้ เพื่อนฝูงทั้งที่อยู่ในวงการเดียวกัน นอกวงการ(ยังกับนักแสดง) เดินทางมาเยี่ยมไม่ขาดสาย มานอนเป็นเพื่อน พานั่งสมาธิ  พาออกกำลังกาย ฯลฯ  การที่ทุกคนช่วยกันประคับประคอง  ให้กำลังใจ เท่ากับปลุกพลังในตัวฉันให้สู้ ไม่ให้ถอย สุดท้ายฉันเองก็คิดได้ว่าการเป็นมะเร็งไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป จะแปลกอะไรเมื่อมัน(มะเร็ง) อยากอยู่กับฉัน  ฉันก็จะอยู่ร่วมกับมันอย่างมีความสุข

การที่ฉันเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งไม่เพียงแค่ฉันเท่านั้นที่ช็อค ผู้ที่เกี่ยวข้องรอบกายทุกคน ก็มีอาการ อาฟเตอร์ช็อค ตามมาติดๆ เพราะการดูแลสุขภาพของฉันที่บอกได้ว่า ดีมาก  ที่บ้านปลูกผักทานเอง ไม่ทานหวาน ไม่ทานจุบจิบ  งดกาแฟหันมาดื่มไมโลกับน้ำชาแทน (ฮา) วิตามิน อาหารเสริมชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย กินแล้วแข็งแรง ราคาแพงฉันมีทุกชนิด ออกกำลังกายถ้าอยู่ที่บ้านพยายามให้ได้ 3 วันตามเกณฑ์ต่อสัปดาห์  น้อยคนที่จะเห็นฉันมีอาการเจ็บป่วยทางกาย ทุกคนเห็นฉันสดใส สวยงาม สดชื่น หน้าใสเด้ง สุขภาพจิตดี อ้วนอวบตามวัย มีแรงทำงานสม่ำเสมอ เดินทางไปได้ทุกทั่วสารทิศ  ไม่มีอาการน้ำหนักลด ซีดเซียว มีบางคนเท่านั้นที่รู้ว่าฉันมีอาการปวดท้องเป็นช่วงๆ เวลาปวดท้องฉันต้องนอนอย่างเดียวนอนนิ่งๆ ให้หลับไปบางครั้งต้องไม่ทานอาหาร เพราะถ้าทานมันจะถ่ายออกมาหมด แต่เมื่อนอนพัก อาการปวดหายไป ฉันก็จะลุกขึ้นมาทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ ต่อได้ กระทั่งตัวเองนึกว่าฉันนี่น่าจะเข้าข่ายโรคสำออย  โรคอ้อนเหมือนกัน แต่ฉันก็บอกกับตัวเองว่า มันเจ็บจริงๆนะ ไม่ได้สำออยหรือเรียกร้องความสนใจเป็นเด็กมีปัญหาสักหน่อย (แหม ขนาดตรวจเลือดหา CEA. สารก่อมะเร็งก็ปกติ และผลทำ Barium enema ก็ปกติ อาจารย์แพทย์ท่านยังรักษาแบบIrritable bowel syndrome เลย) 

การเจ็บป่วยของฉันทำให้บรรดาพี่น้อง เพื่อนฝูง ฯลฯ ที่มาเยี่ยมและรู้ภาวะการเจ็บป่วยต่างเกิดอาการวิตกจริตหนาวๆร้อนๆ ไปตามๆ กัน ด้วย เฮ้ย อื๋ย อะไรกันมัน (ฉัน) ดูแลสุขภาพดีกว่าเพื่อน พี่ น้อง ยังป่วยด้วยมะเร็งเลย แล้วตู (เพื่อนๆ, ผู้รู้ข่าวและผู้มาเยี่ยม ) จะเหลือเร๊อะ ว่าแล้วกระนั้น ก็มีสมาชิกแบ่งออกเป็นสามพวก พวกแรก กลับไปดูแลตนเองดีขึ้น กินผักผลไม้มากขึ้นและจะตรวจเช็คสุขภาพ กับพวกที่สองกินตามปกติพร้อมให้เหตุผลว่าอาจจะมี (มะเร็ง) แล้วในร่างกายอย่าไปยุ่งกับมันเลย ไม่ต้องรู้ ดังนั้นกลุ่มที่สองนี้ยืนยันที่จะไม่ตรวจร่างกายเด็ดขาด  และพวกที่สามเกิดอาการประสาทกำเริบ วิตกจริต ด้วยว่ามีอาการคล้ายๆ ฉัน เลยพาลคิดว่าจะเป็นมะเร็งตามไปด้วย ท่านอ่านแล้วคิดว่าตัวท่านเองจัดอยู่ในประเภทใด กรุณากาเครื่องหมายถูกหน้าข้อความที่ท่านเลือกด้วยนะคะ

ระหว่างนี้ฉันรอการดูแลจากแพทย์ทางอายุรกรรม เคมีบำบัด เนื่องจากต้องได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด เมื่อแพทย์ประจำบ้านท่านมาตรวจฉันก็ได้ถามถึงระยะและอาการของโรค เมื่อฟังคำตอบแล้วฉันเองที่เป็นพยาบาลอยู่แล้วก็งง ไม่ค่อยเข้าใจ แพทย์ก็งงว่าทำไมฉันจึงไม่เข้าใจ จึงบอกให้เขียนคำถามไว้ถามอาจารย์แพทย์ที่จะมาตรวจอีกที ขณะรอคำตอบที่ชัดเจนฉันก็ปลุกปล้ำกับคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กเพื่อต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตแบบไร้สายในโรงพยาบาลและก็ท่องไปในโลกของกูเกิลในสิ่งที่อยากรู้ แล้วสิ่งที่ทราบมันก็ทำให้ฉันนอนแทบไม่หลับ นี่ฉันป่วยอยู่ในระยะ 3 หรือ 4 แล้ว เพราะถือว่ามีการแพร่กระจายไปที่ปอดอีกข้าหนึ่ง และเวลาที่เหลืออยู่ประมาณ 1 ปี เอาเหอะไม่เป็นไรรู้เวลาที่เหลืออยู่ดีกว่าไม่รู้วันตายของตนเอง เมื่ออาจารย์แพทย์ท่านมาตรวจท่านบอกว่าการเจ็บป่วยด้วยมะเร็งนี้อยู่ในระยะแพร่กระจาย คือระยะที่ 4 ขนาดว่าเตรียมตัว เตรียมใจแล้วยังไม่วาย ใจหายวูบวาบ ถามท่านว่าแล้วฉันจะอยู่ได้นานสักกี่ปี ท่านก็เงียบถามว่าฉันมีลูกกี่ขวบ ท่านเข้าใจ เป็นว่าจะใช้ยาตัวที่ดีที่สุดและทำให้ฉันมีคุณภาพชีวิตที่ดี ตั้งเป้าหมายร่วมกันที่ 1 ปีก่อน โดยทั่วไปประมาณ1-1 1/2 ปี จะมีการดื้อยาเกิดขึ้นแล้ว ฉันรับรู้ แล้วก็ตั้งหลักให้มั่น ทำงานที่คั่งค้าง ผู้ที่มาเยี่ยมจึงเห็นว่าบางครั้งฉันนั่งทำงาน ฉันก็ต้องบอกว่าจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน จะได้มีสมาธิ จริงๆแล้วฉันกลัวตายไปแล้วงานยังติดค้างอยู่ต่างหาก และสมองฉันก็ไม่ได้ป่วย ไม่ได้ฝ่อไปด้วย ฉันพยายามทำทุกวันให้เหมือนวันสุดท้ายของชีวิตหากว่าไม่ตื่นขึ้นมาหายใจจะได้ไม่ต้องห่วงกังวลสิ่งที่เหลืออยู่  หลังจากนั้นอีก 1-2 วัน อาจารย์แพทย์ทางอายุรกรรม เคมีบำบัด แจ้งว่ามะเร็งปอดที่ตรวจพบน่าจะมีการกระจายมาจากที่อื่นไม่น่าที่จะเริ่มต้นที่ปอดเลย ฉะนั้นต้องค้นหาจุดเริ่มต้นของโรค (primary source) โดยการตรวจพิเศษหลายอย่างเพื่อดูการกระจายของโรคด้วยว่าไปที่ใดแล้วบ้าง ว่าแล้วมหกรรมการตรวจพิเศษก็เริ่มขึ้น ทั้ง Colonoscopy , CT abdomen,  Mammogram และ Bone scan  การตรวจทุกอันเสร็จสิ้นภายในเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งนับว่าเร็วมาก ผล Colonoscopy  พบก้อนในลำไส้โตประมาณ 4 เซนติเมตร อยู่สูงจากทวารหนักขึ้นไป 25 เซนติเมตร และผลชิ้นเนื้อที่ออกมาคือ Adenocarcinoma well differentiate งวดนี้ความรู้สึกต่อการเป็นมะเร็งของฉันมันเฉยๆ เหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้วฉันมีความรู้สึกเหมือนโล่งอกกลายๆ  ด้วยซ้ำเพราะตัวเองก็คิดว่าจุดเริ่มที่ควรและน่าจะเป็นได้ก็ควรจะมาจากตรงที่ปวดท้องมีอาการถ่ายเหลวที่กลัวนี้แหละ ระหว่างนี้ก็มีการตรวจเลือดฉันไปด้วยซึ่งผลเลือดที่จะบอกเกี่ยวกับการป่วยด้วยมะเร็งปกติทุกตัว (ย้ำว่าปกติทุกตัว) ดังนั้นเมื่อแพทย์บอกว่าฉันต้องได้รับการผ่าตัดอีกครั้งเพื่อตัดเนื้องอกในลำไส้ทิ้ง ฉันจึงตอบตกลงทันที และก็อีกเช่นกันมีผู้ที่เชื่อถือแพทย์ทางเลือกได้มีการชักชวนให้ฉันไม่ต้องรับการผ่าตัด มีการกล่าวถึงการรักษาด้วยทางเลือกเช่น การปฏิบัติตัวด้วยการรับประทานอาหารแบบชีวจิต การปฏิบัติสมาธิ ที่จะช่วยให้หายจากโรคมะเร็งได้ อย่างไรก็ตามฉันยืนยันที่จะรักษาด้วยการผ่าตัดและขณะเดียวกันฉันก็ปฏิบัติสมาธิ และรับประทานอาหารแบบแมคโครไบโอติคควบคู่ไปด้วย

การผ่าตัดครั้งที่ 3 สำหรับการนอนโรงพยาบาลภายใน 2 เดือนนี้ (เป็นการผ่าตัดครั้งที่ 5 ในชีวิตฉัน) ก็เริ่มต้นขึ้น ฉันได้รับการอธิบายเรื่องการตัดก้อนเนื้องอกในลำไส้ การตัดต่อลำไส้ ไว้ข้างในเช่นเดิม ไม่ต้องยก  Colostomy (การถูกสาวไส้ออกมาดู งวดนี้ลำไส้ฉันมีกี่ขดจะถูกเอาออกมาดูหมด) การปิดรูรั่วที่กระเพาะปัสสาวะ (ฉันเปรียบเทียบเหมือนการปะผุหม้อน้ำรถยนต์) และการวางแผนสำหรับการนอน ICU. การผ่าตัดครั้งนี้ฉันไม่ได้คาดหวังอะไร บอกกับทุกคนเหมือนเดิมว่า ถ้าตื่นก็คือตื่น ถ้าไม่ตื่นก็แล้วไป ไม่ห่วงอะไรแล้ว เข้าไปในห้องผ่าตัดระหว่างนอนรอผ่าตัด ฉันถามแพทย์ประจำบ้านท่านหนึ่งว่าฉันจะเสียเลือดประมาณเท่าใดในการผ่าตัด ท่านตอบเสียงดังฟังชัดว่า อ๋อ! Sigmiodec เสียเลือดประมาณ 20 ซีซี. เท่านั้น ฉันงุนงงแกมสงสัยว่าจริงเร๊อะ หรือแพทย์ท่านตอบแบบอยากให้เราสบายใจ และไม่กลัว

ฉันฟื้นจากการผ่าตัดพร้อมกับความเจ็บปวดที่ปวดมาก พนักงานเข็นเปลพยามเข็นด้วยความระมัดระวังแล้วแต่ฉันก็ยังคงรู้สึกว่ากระเทือนนิดเดียวก็ปวด ฉันได้รับยาแก้ปวดด้วยเครื่อง PCA เพื่อให้มอร์ฟีนแก้ปวด ซึ่งเครื่องนี้จะให้ยาแก้ปวดตลอดเวลาในอัตรา 2 มก./ชม. และฉันเองสามารถกดให้ยาตนเองได้เมื่อปวดทุกครั้งแต่ต้องห่างกันทุก 5 นาที ฉันปวดจนแทบจะฟังคำบอกเล่าที่ให้กดยาแก้ปวดไม่ได้ จำได้ว่ามีคนเอาปุ่มกดยาใส่มือพร้อมบอกกด ฉันหาที่กดไม่เจอ มีคนเอานิ้วฉันกดยา พร้อมสั่งว่ากำไว้เมื่อปวดให้กดได้เลย มีเสียงพยาบาลถามว่าเอา อ็อกซิเจนนะ ฉันพยักหน้า แล้วก็สะลึมสะลือหลับตื่นๆ บอกเพื่อนว่าปวดแผล ปวดหลังให้นวดยาให้ด้วย ฉันนอนตัวงอ เหยียดตัวตรงไม่ได้ นอนไม่หลับทั้งคืน กดยาแก้ปวดเป็นระยะ บอกน้องให้เปิดคาถาชินบัญชร ทำสมาธิได้เป็นระยะๆ แรกๆ ฉันนอนตะแคงขวาไม่ได้เลย ตะแคงซ้ายกับนอนหงายได้เท่านั้น ที่น่าตกใจก็คือ ฉันรู้สึกถึงอาการไส้ไหล  เวลาตะแคงซ้ายลำไส้มันก็จะไหลหลงด้านที่ฉันตะแคงซ้าย ตะแคงขวามันก็จะพากันไหลเทมาที่ด้านขวา ฉันก็คิดว่ามันน่าจะมีผลจากการถูกสาวไส้สารพัดขด (การผ่าตัดที่ต้องเอาลำไส้ออกมาข้างนอกช่องท้องแล้วคลำหาก้อนผิดปกติ) เวลาเรียงลำไส้คืนคงยังไม่เข้าที่กระมัง อาการนี้เป็นอยู่เกือบอาทิตย์จึงหายไป การผ่าตัดครั้งนี้ปวดมากจนทำเอาฉันมีอาการท้อ เข็ดการผ่าตัด คะแนนความปวดจากการผ่าตัดครั้งนี้ฉันให้ได้ถึง 11 (คะแนนเต็ม 10) มาทราบทีหลังว่าทำหัตถการสามอย่างคือ ปะผุหม้อน้ำที่รั่ว ,ตัดลำไส้ทิ้งไปหนึ่งคืบเฉพาะบริเวณที่มีก้อนแล้วก็ต่อลำไส้ และตัดไส้ติ่ง ดังนั้นความปวดจึงมีมาก  เครื่องประดับอันสวยงามที่ติดตัวออกมาจากห้องผ่าตัดก็มี สายน้ำเกลือ สายให้ยาแก้ปวดมอร์ฟีนติดมาทางเครื่อง PCA สายสวนกระเพาะปัสสาวะทางหน้าท้อง  สาย Jackson drain (ฉันเรียกแจ็คกี้น้อยเพราะเป็นกระเปาะสูญญากาศเล็กขนาดฝ่ามือ) Penrose drain  และสายสวนคาปัสสาวะทางท่อปัสสาวะ วันที่สองหลังการผ่าตัดความปวดยังไม่ทุเลาเพื่อนฉันบอกว่าฉันกดยาแก้ปวดมอร์ฟีนน้อยมากถามว่าไม่ปวดเหรอ ฉันก็บอกว่าปวดและคิดว่ากดมากแล้ว แพทย์ทางการระงับปวดมาดูสั่งให้ยาตัวใหม่เพิ่ม ฉันเริ่มนอนหลับได้บ้าง ยังลุกเดินไม่ไหว และวันที่สองนี่เองที่มีอาการคันตามใบหน้าและลำคอ พยาบาลต้องมาให้ยาแก้แพ้ ทำให้ฉันได้ความรู้เพิ่มว่ามอร์ฟีนก็ทำให้คันได้ วันที่สามหลังการผ่าตัดฉันเริ่มนั่ง ยืนข้างเตียง ยังมีเวียนศรีษะจากยาแก้ปวด ต้องหยุดการให้มอร์ฟีน เปลี่ยนยาใหม่ เริ่มจิบน้ำและเดินมากขึ้น ฉันซีดมาก เม็ดเลือดแดง 22 % ต้องให้เลือด  หลังได้เลือดไป 1 Unit เม็ดเลือดแดงขึ้นมาเป็น 25% อาการทั่วไปเริ่มดีขึ้น รับประทานอาหารได้ ฉันก็คาดว่าอาการน่าจะดีขึ้นเป็นลำดับ

สัปดาห์ที่หนึ่งผ่านไป พร้อมกับการถอดสายแจ็คกี้น้อย ที่ยาวประมาณ 10 นิ้ว ลักษณะเหมือนพยาธิตัวแบนไม่เจ็บมากนัก  ฉันเริ่มมีอาการถ่ายบ่อยครั้ง ทั้งที่ฉันก็รับประทานอาหารตามปกติ ไม่กล้าทานมากด้วยซ้ำเพราะกลัวลำไส้อุดตัน แพทย์คาดว่าน่าจะเป็นการปรับตัวของลำไส้ ต้องให้เวลา และในสัปดาห์ที่สองต่อสัปดาห์ที่สามฉันมีอาการปวดท้องมากขึ้น ปวดเบ่ง ถ่ายบ่อย 7-14 ครั้งต่อวัน ถ่ายจนมีอาการเหมือนเป็นตะคริวในลำไส้ และที่ต้องอดทนมากๆ คือแพทย์ต้องสังเกตอาการถ้าได้ยาแก้ปวดก็จะทำให้กดอาการไม่รู้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ในเมื่อปวดท้องก็ปวด ถ่ายก็บ่อย ได้แค่ยาแก้ปวดพาราครั้งละ1-2 เม็ด ฉันก็เริ่มมีอาการหงุดหงิด ไม่อยากทน ต้องโทรหาเพื่อนให้เรียนแพทย์ทางระงับปวดมาดู ฉันบ่นกับแพทย์ทางการระงับปวดว่าแค่ฉันขอยาระงับปวดกลุ่มที่ทำให้ลำไส้หดเกร็งเคลื่อนไหวน้อยลง (Antispasmotic drug) มันจะทำให้ถึงกับสังเกตอาการอื่นไม่ได้เชียวหรือ ในเมื่อฉันเป็นพยาบาลสามารถบอกได้ และรู้ว่าใช้ยาขนาดไหนจึงจะหยุด ฉันไม่ได้อยากใช้ยาพร่ำเพรื่อ แต่ต้องการแค่ให้คุณภาพชีวิตฉันดีกว่านี้เท่านั้นเอง คนไม่เคยเจ็บไม่เคยผ่าตัดคงจะคิดว่าปวดไม่มากต้องทนได้ แต่นี่ ฉันไม่ไหวแล้ว  ที่สุดเมื่อแพทย์ทางการระงับปวด ฟังฉันบ่นเสร็จท่านบอกเข้าใจเรื่องปวดว่าฉันปวดมาก เพราะเป็น CA ฉันก็ได้ยาแก้ปวดเพิ่มคือมอร์ฟีนน้ำสำหรับเบรคการปวด และได้ยาลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เพิ่มจากเดิมที่มีแค่พาราเซตามอล ร่วมกับการแปะยาแก้ปวด Fentanyl 25 ไมโครกรัม ฉันใช้มอร์ฟีนน้ำ 2 dose ใช้ยาลดการหดเกร็งของลำไส้ ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวน้อยลง 3 dose  หลังจากนั้นอาการปวดท้องลดลงเกือบปกติ  รับประทานอาหารได้ อาการถ่ายบ่อยลดลง และไม่มีสิ่งแปลกปลอมรั่วซึมออกทางช่องคลอด

สามสัปดาห์ที่ฉันต้องปัสสาวะทางหน้าท้องก็ผ่านไป ย่างเข้าสัปดาห์ที่สี่ฉันต้องหัดปัสสาวะเอง โดยการclamp สายสวนปัสสาวะแล้วฝึกปัสสาวะเอง ต้องจดเวลาขับถ่าย พร้อมจำนวนปัสสาวะที่ออกมาเพื่อดูการทำงานและความจุของกระเพาะปัสสาวะ ฝึกอยู่ 2-3 วัน ฉันก็ได้รับการถอดสาย วิธีการก็คือ ดึงออกทางหน้าท้องนั่นแหละ เจ็บสิ เจ็บอยู่แล้วไม่น่าถาม

และขั้นตอนจากนี้ไปฉันต้องรอเรื่องการให้เคมีบำบัด ซึ่งจากการที่ยามีราคาแพง การให้ยา สั่งยา ต้องขออนุญาตไปที่กรมบัญชีกลางเพื่ออนุมัติ ฉันเองก็มีหน้าที่ทำน้ำหนักให้เพิ่มขึ้นให้ได้เพื่อที่เมื่อรับยาเคมี จะได้ทนยาได้ และร่างกายไม่อ่อนแอ ฉันกิน กิน กิน ครบสามมื้อ ตามด้วยหัวอาหารหลากหลายชนิด (อาหารทางการแพทย์ และอาหารเสริมประเภทต่างๆ  ที่ให้พลังงานและสร้างกล้ามเนื้อ วิตามินที่จะช่วยให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดให้แข็งแรง ฯลฯ) หลังจากกิน ฉันมีหน้าที่ นอน นอน และนอน เพื่อให้ร่างกายซ่อมส่วนที่มันสึกหรอให้มากที่สุด แล้วฉันก็ทำสำเร็จน้ำหนักเริ่มขึ้น พร้อมสำหรับเคมีบำบัด และพร้อมสำหรับคำวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายระหว่างนี้ฉันก็ท่องไปในโลกของกูเกิลหาการรักษาด้วยเคมีบำบัด พบว่าบางครั้งมันก็ทำให้เรากลัว บางครั้งก็ทำให้เราอยากลองดูสักตั้ง ฉันเป็นประเภทหลังซะด้วยสิ ที่ไม่ท้อ ไม่หวั่น พร้อมจะสู้ แม้แพทย์ท่านจะบอกว่า คุณต้องยอมรับว่าชีวิตคุณอยู่ได้ด้วยยา ต้องมีวินัยในการมารับยาเคมีตามกำหนด แล้วเราจะมีการประเมินคุณเป็นระยะ ข้อความแบบนี้ฉันเองก็คุ้นๆ ว่าเราเองก็บอกกับผู้ป่วย HIV อย่างนี้เหมือนกัน เอาเหอะ อะไรเกิดขึ้นแล้วดีที่สุด เราก็ถือว่าทุกสิ่งได้เกิดขึ้นแล้ว เรามีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา  เราต้องพลัดพรากจากของรักของเจริญใจไปทั้งสิ้น  เรามีกรรมเป็นของๆ ตน มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม ใครทำกรรมอันใดไว้เป็นบุญหรือเป็นบาป เราต้องรับผลของกรรมนั้นสืบไป ฉันเองก็กำลังใช้กรรมอยู่เช่นกัน แต่ฉันจะอยู่อย่างมีสติอย่างมีปัญญาให้ได้

แม้ว่าฉันจะเป็นมะเร็ง ชีวิตฉันก็ยังต้องดำเนินต่อไป ดังนั้นจะแปลกอะไรถ้าฉันจะคิดถึงแต่ปัจจุบัน ไม่คิดถึง ไม่คาดหวังสิ่งที่จะมาถึงในอนาคต การไม่คิดถึงอนาคตไม่ได้หมายความว่าฉันหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เพียงแต่ฉันพยายามควบคุมสติให้อยู่กับปัจจุบันให้รู้เท่าทันชีวิต ทำวันนี้ เหมือนกับวันสุดท้ายของชีวิต ต่างหาก ซึ่งเมื่อมาคิดใคร่ครวญแล้วบางคนอาจคิดว่าฉันโชคร้ายและน่าสงสารจังเลยที่ป่วยเป็นมะเร็ง แต่ในอีกมุมมองฉันกลับมองว่า ฉันโชคดีบนความโชคร้ายต่างหาก เพราะ1) ขณะนี้สภาพร่างกายและจิตใจของฉันยังแข็งแรงดี ถ้าฉันไม่มาผ่าตัดมดลูกในปีนี้ ฉันก็จะไม่พบก้อนที่ปอด ก็จะไม่รู้ว่าเป็นมะเร็งปอด และจะไม่รู้ว่าเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่  2)จะมีสักกี่คนที่จะได้ตรวจร่างกายทุกระบบอย่างฉัน เพราะทุกคนก็รู้ว่ากว่าจะนัดตรวจพิเศษแต่ละอย่างในโรงเรียนแพทย์นั้นต้องใช้เวลานานมากกว่าจะครบทุกระบบ แต่ฉันกลับโชคดีที่ใช้เวลาต่อเนื่องในการตรวจพิเศษต่างๆ เพียงช่วงระยะเวลาไม่นานนัก 3)เพราะป่วยฉันจึงรู้ว่ายังมีบุคคลที่รักและเป็นห่วงฉันอีกมากมายนอกจากพ่อแม่ และญาติแล้ว เพื่อนร่วมงาน ผู้ป่วยที่ฉันดูแล ครู อาจารย์  พี่น้อง รวมถึงเพื่อนฝูงที่ห่างหายกันไปไม่พบหน้าตา กันมาหลายปีได้โคจรมาพบปะอย่างพร้อมหน้า เป็นระยะ และต่อเนื่องจากข่าวการเจ็บป่วยของฉัน 4) ฉันได้รู้เวลาที่เหลืออยู่ก่อนคนอื่นทำให้มีเวลาที่จะทำงานที่เหลืออยู่ไม่ให้คั่งค้าง เร่งทำความดี ปฏิบัติความเพียรอย่างเต็มกำลัง 5) และฉันได้มีโอกาสพักผ่อนอย่างเต็มที่สุขสบายในอพาร์ทเม้นท์ส่วนตัว แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะได้พักยาวนานอย่างนี้มาก่อนตลอดอายุการทำราชการยี่สิบกว่าปี

เมื่อพยาบาลต้องมากลายสภาพเป็นคนไข้เสียเอง แถมเป็นคนไข้ที่ป่วยเป็นมะเร็งด้วยแล้ว ทำให้ฉัน อยากจะบอกพี่ น้อง เพื่อนฝูงว่า ในการทำงานเราชอบพูดว่าให้การรักษาพยาบาลแบบองค์รวม (Holistic Care) แต่ความเป็นจริงแล้ว บุคลากรทางการแพทย์ยังมองการเจ็บป่วยอย่างแยกส่วนยังไปไม่ถึงองค์รวมอย่างแท้จริง การที่จะทำอย่างไรจึงจะไปถึงองค์รวม เป็นคำถามที่ท้าทาย และต้องการคำตอบเป็นอย่างยิ่ง ฉันในฐานะที่เป็นพยาบาลและเป็นผู้ป่วยด้วยอยากจะสะท้อนแง่คิดให้ทุกท่านที่อยู่ในแวดวงทางการแพทย์และสาธารณสุขได้รู้ว่า

1)บุคลากรทางการแพทย์ต้องทบทวนบทบาทและ มองตนเอง เพราะบางครั้งสิ่งที่ท่านคิดว่าดีแล้ว เหมาะสมแล้ว ถูกแล้วสำหรับผู้ป่วยมันอาจจะไม่ใช่ความต้องการของผู้ป่วยเลย  2)การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลรักษาพยาบาล เพื่อป้องกันความสับสนของผู้ป่วย 3)การให้เวลาที่จะรับฟังและพูดคุยกับผู้ป่วยเป็นเรื่องจำเป็นเพราะจะทำให้เข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้ป่วย 4)การเรียนและฝึกเรื่องการแจ้งข่าวร้ายให้กับผู้ป่วยมีความจำเป็นรวมถึงการจัด Setting ต่างๆ ในการพูดคุยกับผู้ป่วย 5) ความรอบคอบของบุคลากรในการทำงานไม่ว่าจะเป็นการสั่งยา ให้ยาและการปฏิบัติตามคำสั่งที่ถูกต้อง

บทเรียนในการเจ็บป่วยครั้งนี้ของฉันในวันนี้ ทำให้ฉันเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป (ของอารมณ์ตนเอง) รู้เท่าทัน ความเป็นไปในชีวิต รู้ว่าแค่มาเล็ง(มะเร็ง) เท่านั้น ถ้าโดนยิงหลังไปเสริมความงามจึงเป็นเรื่องใหญ่ (ฮา) และทุกอย่างอยู่ที่ใจเราทั้งสิ้น มองให้เล็กก็เล็ก มองให้ใหญ่ก็ใหญ่ ถ้าถือไว้ก็หนักต้องรู้จักวางลงซะมั่ง   ขอบคุณทุกสิ่งและมะเร็งที่ยังให้โอกาสได้เรียนรู้ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตก่อนที่จะสายเกินไป

 

Comments