2 ลายไทย

   

 

 

 

สาระสำคัญ

 

          ลายไทยเป็นงานศิลปะที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของไทย ที่เป็นมรดกสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งศิลปินได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติแล้วถ่ายทอดออกมาในรูปแบบมโนคติ

 

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

 

          นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับลายไทยพื้นฐาน

 

จุดประสงค์การเรียนรู้

๑.  อธิบายเกี่ยวกับความเป็นมาของลายไทยได้

๒.  อธิบายถึงรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของลายไทยได้

๓.  อธิบายประเภทของลายไทยพื้นฐานได้

                    ๓.  อธิบายถึงประโยชน์ของลายชนิดต่างๆ ได้

                    ๔. บอกหลักวิธีการเขียนลายไทยพื้นฐานได้

 

     ความเป็นมาของลายไทย

 

 

            ลายไทย นับได้ว่าเป็นศิลปะและวัฒนธรรมอันมีค่าของชาติ เป็นที่เชิดหน้าชูตาและได้รับคำ    ชื่นชมจากนานาประเทศว่าเป็นศิลปะที่วิจิตรสวยงามไม่แพ้ชาติใดในโลก  กำเนิดขึ้นมาด้วยสติปัญญา ความคิด และฝีมือศิลปินไทยที่คิดประดิษฐ์สร้างสรรค์มาจากธรรมชาติ เช่น ดอกบัว ใบไม้ เปลวไฟ ให้เป็นลวดลายต่างๆ จัดจังหวะได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยกลมกลืนกันเป็นอย่างดี   ซึ่งดอกไม้ ใบไม้ นับว่าเป็นต้นแบบหนึ่งของลายไทยเพราะทั้งสองสิ่งนี้เป็นที่เคารพและชอบที่สุดของคนไทย ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าดอกไม้ ใบไม้ จะไปปรากฏเป็นลวดลายต่างๆ ใบไม้ที่พบบ่อยในลวดลายไทยได้แก่ ใบเทศ และใบพุดตาน  ส่วนดอกไม้ ได้แก่ ดอกบัว ที่มักเขียนเป็นรูปดอกบัวตูมก่อนที่จะพลิกแพลงให้เป็นรูปพิสดารต่อไป ลายบัวที่ปรากฏเห็นในงานศิลปะลายไทย เช่น บัวคว่ำ บัวหงาย  เพราะดอกบัวเป็นดอกไม้พิเศษเป็นพันธุ์ที่มีสกุล คนไทยทั่วไปจึงถือว่าดอกบัวเป็นดอกไม้ชั้นสูง เป็นสัญลักษณ์แห่งความสะอาด สำหรับเปลวไฟก็ถือเป็นต้นบัญญัติของลายไทยเช่นกัน ลักษณะของเปลวไฟนั้นคดโค้งไปตามกำลังลม ดังนั้นศิลปินเกิดแรงบันดาลใจจึงคิดดัดแปลงเป็นลายไทยที่งดงามกลมกลืนไปกับสิ่งต่างๆ ได้หลายรูปแบบ ซึ่งเราสามารถเห็นได้จากลายกนกเปลวต่างๆ นั่นเอง

 

ที่มาของลายอันเกิดจากรูปทรงของดอกบัว

 
           

 

 

ดอกบัวสายหรือสัตตบรรณ

 

 

 

 

 

 

 

 


                                                                                                                    ดอกบัวหลวง          ดอกบัวสัตตบงกช   

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                                      ที่มาของกระหนกสามตัวอีกแบบหนึ่ง      ลายบัวกระหนก      ลายกรวยเชิง

 

                                                                                    ภาพจากหนังสือ ลายพื้นฐานสถาปัตยกรรม ของ วิภาวี  บริบูรณ์. (๒๕๔๔)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มาของลายอันเกิดแรงบันดาลใจจากใบไม้  ดอกไม้  และเถา

 

.  ใบฝ้าย

.  ตาอ้อย

.  ประจำยามดอกมะลิ

.  ใบฝ้ายเทศ

.  ดอกตาอ้อย

๑๐.  รูปดอกบัวหลวง

.  ดอกใบเทศ

.  ดอกกระหนก

๑๑.  รูปดอกบัวสัตตบุษย์

.  ก้านขดใบเทศ

.  ดอกกระหนก

๑๒.  ดอกช่อหางสิงห์

 

 

๑๓.  ประจำยามตาอ้อย

 

ภาพจากเอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชาศิลปะไทยเบื้องต้น ของ สุรินทร์  จุฑางกูร

โรงเรียนเทอดไทยวิทยาคม   จังหวัดร้อยเอ็ด.(๒๕๔๙)

 

 

 

                                                        เปลวไฟ                           ใบเทศ                               ตาอ้อย

 

 

ที่มาของลายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเปลวไฟ ใบไม้ ตาอ้อย

 

 

 

 

 


                                 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


วิวัฒนาการของกาบจากลำต้นไผ่มาเป็นลายประเภทกาบ

ภาพประกอบจากหนังสือ ของมานะ  ทองสอดแสง (๒๕๒๒)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มาของลาย  :  หางปลาไหลเป็นยอดลายกระหนก

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                เปลวไฟ                        หางไหล                       หางไหล

 

 

 

 

 

 

 

 

การนำรูปทรงลักษณะของเปลวไฟและหางไหลมาประดิษฐ์เขียนเป็นยอดลายกระหนก

 

 

 

    รูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของลายไทย

 

 

            ลายไทย นับเป็นผลงานศิลปะชั้นเยี่ยมที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติไทย ที่ศิลปินรุ่นบรมครูของไทยได้ฝากผลงานเอาไว้ให้เป็นมรดกตกทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยได้รับอิทธิพลหรือแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ แล้วถ่ายทอดออกมาในรูปแบบมโนคติ เดิมทีไทยได้รับรูปแบบมาจากอินเดีย พอยุคต่อมาช่างไทยได้ทิ้งรูปแบบของอินเดียออกไป แล้วนำรูปแบบของธรรมชาติมาประดิษฐ์และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้มีรูปแบบเหนือธรรมชาติ จึงส่งผลให้รูปแบบของลายได้รับการพัฒนาสร้างสรรค์จนกลายเป็นรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทยมาจนปัจจุบัน

           เนื่องด้วยศิลปะลายไทยเป็นผลงานอันประณีตที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของศิลปินชั้นครู ดังนั้นผู้ฝึกเขียนรุ่นใหม่จึงจำเป็นที่จะต้องเขียนให้ได้ตามแบบผลงานชั้นครูให้มากที่สุด จึงจะถือได้ว่ามีความสามารถในการเขียนลายไทย ดังนั้นการฝึกเขียนลายไทยสำหรับผู้ฝึกเขียนใหม่ๆ จึงจำเป็นต้องศึกษารูปแบบและฝึกเขียนให้ได้ตามแบบของครู ซึ่งเป็นการฝึกเขียนตามครูนั่นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ของลายไทยคือความวิจิตร ประณีตสวยงาม อ่อนช้อย

ภาพจากเอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชาศิลปะไทยเบื้องต้นของ สุรินทร์  จุฑางกูร  (๒๕๔๙)

 

 

 

     ประโยชน์ของลายไทย

 

 

                   ประโยชน์ของศิลปะไทย ส่วนใหญ่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการรับใช้สถาบันพุทธศาสนา และรับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยนำไปใช้ประดับตกแต่งอาคารสถานที่ต่างๆ เช่น โบสถ์  
วิหาร  ศาลา  ประสาท  พระราชวัง  เครื่องนุ่งห่ม  เครื่องราชูปโภค  สิ่งของเครื่องใช้ เครื่องประดับ

 

 

การนำลายไทยมาใช้กับงานทางด้านประติมากรรมและสถาปัตยกรรมไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

                                                                             ประเภทลายบัวต่างๆ                           บัวแบบต่างๆ ที่ใช้กับยอดปราสาท

 

ภาพจากหนังสือ ศึกษาศิลปะไทย ของ มานะ  ทองสอดแสง.(๒๕๒๒)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

       

                                                                                     แบบคันทวยซึ่งประกอบเข้ากับเสา            ลายที่ใช้ประดับส่วนต่างๆ ของแท่นฐานซุ้มประตู

 

ภาพจากหนังสือ ศึกษาศิลปะไทย ของ มานะ  ทองสอดแสง.(๒๕๒๒)

 

 

 

   ประเภทของลายไทยพื้นฐาน

 

            จะเห็นได้ว่าลวดลายไทยที่นำมาใช้ตกแต่งตามสถาปัตยกรรม บ้านเรือนและสิ่งของเครื่องใช้ มีหลายรูปแบบ หลายประเภท และถูกนำไปใช้ในโอกาสต่างๆ กันตามความเหมาะสมได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะลายไทยพื้นฐาน ซึ่งได้แก่ ลายกระจัง  ลายประจำยาม  ลายดาว  ลายพุ่ม  ลายกระหนกสามตัว  ซึ่งลายเหล่านี้เรียกกันอีกอย่างว่า แม่ลาย เพราะสามารถนำมาประดิษฐ์ให้เป็นลวดลายต่างๆ ได้อีกมากมาย

 

 

 

๑. แม่ลายกระจัง

 

         ลักษณะของแม่ลายกระจัง

            แม่ลายกระจังเป็นแม่ลายที่ได้รับแรงบันดาลมาจากฟันปลา  ตาอ้อย  หรือดอกบัว  เป็นแม่ลายที่ประดิษฐ์หรือเขียนขึ้นภายในรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า แม่ลายกระจังนี้เป็นลวดลายที่แสดงแบบเฉพาะด้านหน้า ไม่นิยมเขียนหรือปั้นให้เห็นด้านข้าง ลักษณะส่วนใหญ่อยู่ในรูปทรงของกลีบบัว และเป็นลายติดต่อซ้ายขวา เขียนเดินตามเส้นขอบลาย

 

 

        

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         ประเภทของแม่ลายกระจัง

            แม่ลายกระจังจำแนกออกเป็นประเภทต่างๆ ตามลักษณะของลาย ดังนี้ (ศุภสิน  สารพันธ์. ๒๕๔๕ : ๘๓)

๑.      กระจังฟันปลา 

๒.     กระจังตาอ้อย

๓.     กระจังใบเทศ

๔.     กระจังปฏิญาณ

๕.     กระจังเจิม

๖.      กระจังรวน

๗.     กระจังคอเสื้อ

 

 

 

         ประโยชน์ของแม่ลายกระจัง

            แม่ลายกระจังเป็นลวดลายที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ ในการเขียนเป็นลวดลายประกอบตามขอบลาย ถ้าเขียนให้ส่วนยอดตั้งขึ้นเรียกว่า บัวหงาย  ถ้าเขียนให้ส่วนยอดลงด้านล่าง เรียกว่า บัวคว่ำ หากเขียนให้ยอดเอนเรียกว่า บัวรวน

 

 

 

                                                                                   บัวคว่ำ                                                           กระจังรวน

 

                                                                                                   บัวหงาย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                    ภาพจากหนังสือ ศิลปะไทย ของ ศุภสิน  สารพันธ์ (๒๕๔๕)

 

 

 

     ๒.  แม่ลายประจำยาม

 

                 ลักษณะของแม่ลายประจำยาม

                      สันนิษฐานว่ามีที่มาจากดอกจันหรือลูกจันที่ผ่าเอาเนื้อข้างในออกแล้วเหลือเพียงเปลือกนอก เป็นแม่ลายที่เขียนอยู่ในรูปร่างสี่เหลี่ยมจัตุรัสตะแคง มีลักษณะคล้ายดอกไม้ มีเกสรเป็นรูปวงกลมอยู่ตรงกลาง มีกลีบมนแหลมดล้ายกลีบบัวล้อมอยู่โดยรอบ ๔ กลีบ ด้วยกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แม่ลายประจำยามชนิดต่างๆ

 

 

                 ประโยชน์ของแม่ลายประจำยาม

                      แม่ลายประจำยามใช้เป็นที่ออกลาย หรือใช้เป็นที่ห้ามลายหรือหยุดลาย จะสังเกตเห็นว่า ลายนี้มีประดับอยู่ตามเสา ขอบประตู หน้าต่างของโบสถ์ วิหาร เจดีย์ ปราสาท หรือติดประดับกับเสาบุษบกทั้ง ๔ ด้าน ติดประดับอยู่ที่เครื่องสวมหัวประจำอยู่ทั้ง ๔ ด้าน เช่นนี้เรียกว่า ประจำยาม เพราะเชื่อว่าเป็นยามรักษาการณ์ป้องกันภัยแก่ผู้คิดมิดีมิร้าย ลายประจำยามนี้เมื่อนำไปใช้กับลวดลายอื่นๆ มีชื่อเรียกต่างกัน เช่น ประจำยามก้ามปู ประจำยามลูกฟักก้ามปู  ราชวัตรประจำยาม ประจำยามก้านเกี้ยว ลายซีกดอกซ้อน

 

 

 

 

 

     ๓. แม่ลายดาว

 

                 ลักษณะของแม่ลายดาว

                      แม่ลายดาวรูปร่างส่วนใหญ่จะอยู่ในวงกลม มีลักษณะเหมือนนำแม่ลายประจำยามมาวางซ้อนสับหว่างกันตั้งแต่ ๒ ชั้นขึ้นไป บางแห่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น แม่ลายดอกจอก ลายดอกลอย ลายดาวรังแตน แม่ลายดาวสามารถประดิษฐ์ตกแต่งให้มีรายละเอียดด้วยการ บาก แบ่ง สอดไส้ ให้เป็นลวดลายแบบต่างๆ ออกไปอีกได้มากมาย แต่ทั้งนี้ต้องมีรูปร่างอยู่ในพื้นที่วงกลมเสมอ

 

 

                     ประโยชน์ของแม่ลายดาว

                      การนำแม่ลายดาวไปใช้ได้ถูกระบุตำแหน่งไว้อย่างชัดเจนว่าอยู่ตรงส่วนที่เป็นฝ้าเพดานจองอาคารทางศาสนา เช่น อุโบสถ์ วิหาร ซุ้มพระปรางค์ ซุ้มสถูป เจดีย์ เพดานธรรมมาสน์ เพราะถือว่าส่วนล่างของอาคารเป็นพื้นธรณี ส่วนที่เป็นเพดานเปรียบเหมือนท้องฟ้าซึ่งมีดาวประดับอยู่ หรือหากนำแม่ลายดาวมาเขียนผสมกับลายอื่นๆ ก็จะทำให้ได้ลายอีกหลายแบบหลายชนิด เช่น ลายดาวล้อมเดือน ลายราชวัตร ซึ่งใช้ทำลายปูนปั้น แกะสลักไม้ ลายเพดาน ฝาผนังอาคาร ลายผ้าม่าน ผ้านุ่งหรือลายเสื้อ เป็นต้น

 

 

 

 

๔. แม่ลายพุ่ม หรือลายหน้าขบ

 

                     ลักษณะของแม่ลายพุ่มหรือลายหน้าขบ

                      แม่ลายพุ่ม เป็นแม่ลายที่เขียนขึ้นเป็นแบบภายในรูปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ที่มีรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนบังคับ รูปแบบของแม่ลายพุ่มนี้ส่วนที่เป็นไส้มีรูปเป็นพุ่มทรงข้าวบิณฑ์อยู่ตรงกลาง และมีกลีบคล้ายๆ กับกลีบในแม่ลายดอกสี่กลีบลัอมอยู่โดยรอบ ๔ กลีบ  แม่ลายพุ่มยังสามารถเขียนเป็นลายได้อีกหลายชนิดซึ่งเขียนเป็นลายอย่างไรก็เรียกอย่างนั้น เช่น ลายหน้าขบ ซึ่งมีที่มาจากหน้าศัตรูที่ดุร้าย หรือประดิษฐ์มาจากหน้าสัตว์หิมพานต์ต่างๆ ที่ใช้ปาก ฟัน เขี้ยว ขบกัด จึงเรียกว่า หน้าขบ

                 ส่วนประกอบของลายหน้าขบ ประกอบไปด้วย จมูก ฟัน ปาก เขี้ยว ตา คิ้ว คาง แก้ม หน้าผาก ถ้าเขียนเป็นเทพนมก็เรียกว่า ลายพุ่มเทพนม หรือถ้าเขียนร่วมกับลายอื่นๆ ก็เรียกร่วมกัน เช่น ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่ง  ลายพุ่มเทพนมก้านแย่ง เป็นต้น

 

 

 

 

                     ประโยชน์ของแม่ลายพุ่ม

                      แม่ลายพุ่มจะเป็นลายสำหรับใช้เป็นที่ออกเถาลาย หรือใช้เป็นภาพขบกัดลายในบางตอน เพื่อเพิ่มความรุนแรงอันเป็นศิลปะเปรียบเทียบกับความอ่อนหวานของลวดลาย นอกจากนี้ยังใช้เป็นลายกั้นกลางเพื่อห้ามลายสองเถาไม่ให้มาชนกัน และใช้เขียนตกแต่งตามบานประตู หน้าต่าง เสา ฝาผนัง ฯลฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตัวอย่างการใช้ลายหน้าขบเป็นที่ออกลายเครือเถา

 

 

 

๕. แม่ลายกระหนก

 

                     ลักษณะของแม่ลายกระหนก

                      แม่ลายกระหนก เป็นลายที่มีรูปร่างอยู่ภายในรูปสามเหลี่ยมมุมฉากบังคับ ลักษณะของลาย ถ้าเขียนเป็นดัวลายหนึ่งตัวขมวดปลายแหลม เรียกว่า กระหนกหนึ่งตัว หรือกระหนกเดี่ยว หากเขียนประกอบขึ้นด้วยตัวลายขมวดปลายแหลมซ้อนกัน ๓ ตัว ก็จะเรียกว่า กระหนกสามตัว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กระหนกนาง  ซึ่งนับเป็นแม่ลายที่สำคัญในกระบวนการเขียนลายไทย เพราะกระหนกสามดัวจะเป็นลายที่บรรจุทั้ง ก้าน เถา กาบใหญ่ กาบเล็ก กลีบเลี้ยง ตัวกระหนกและยอดกระหนกไว้อย่างครบถ้วน และสามารถประดิษฐ์ตกแต่งด้วยการเขียนแบ่งช่องไฟภายในตัวลายให้ถี่และเพิ่มเติมตัวแทรกลงให้เป็นแบบต่างๆ กันออกไปได้ไม่จำกัด ข้อสำคัญต้องรักษารูปโครงสร้างส่วนรวมของแม่ลายไว้ให้คงเดิม

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

                                    

 

                                                                                                        กระหนกเดี่ยว                                       กระหนกสามตัว

 

 

                     ประเภทของแม่ลายกระหนกสามตัว

 

                 แม่ลายกระหนกสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ตามลักษณะของลายได้ดังนี้

                      ๑. กระหนกเปลว  มีที่มาจากเปลวไฟ

                      ๒. กระหนกใบเทศ มีที่มาจากใบเทศ (ใบฝ้าย)

                           ๓. กระหนกผักกูด  มีที่มาจากผักกูด ตัวกระหนกมีการเขียนขมวด ขด และยอดพลิกกลับ

                      ๔. กระหนกยอดนาค เป็นกระหนกที่นำเอาหัวนาคมาประกอบกับตัวลาย

           

 

 

 

 

 

 

 

                 ประโยชน์ของแม่ลายกระหนก

                      แม่ลายกระหนกนั้นเป็นแม่ลายที่สำคัญที่สุดในกระบวนการเขียนลายไทย นิยมนำไปเขียนปั้น แกะสลัก ประดับสิ่งก่อสร้าง เช่น หน้าบันโบสถ์ วิหาร บานประตู หน้าต่าง ตู้พระธรรม ฯลฯ หรือนำลวดลายไปเขียนประดับตกแต่งบนเครื่องปั้นดินเผา เครื่องถม เครื่องเงิน เครื่องใช้ต่างๆ ได้มากมาย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   

                                                                                         ลายบานประตูหน้าต่าง                                  ลายหน้าบันโบสถ์ วิหาร

 

ตัวอย่างการนำลายกระหนกไปใช้ประโยชน์

 

 

 

   หลักการเขียนลายไทย

 

 

 

            ในการเขียนลายไทยนั้นถือเป็นงานที่ประณีต จึงจำเป็นต้องเขียนและตัดเส้นลายด้วยความรอบคอบ ใจเย็นๆ ค่อยทำค่อยไป เพราะลายไทยมีเส้นที่สลับซับซ้อนมาก มักจะประกอบไปด้วยเส้นโค้งแทบทั้งสิ้น นอกจากเส้นขอบลายเท่านั้นที่เป็นเส้นตรง การขดของวงลายก็ต้องขดให้ได้วงจริงๆ ดังคำที่บรมครูว่าไว้ว่า ขดให้ได้วง ตรงให้ได้เส้น ดังนั้นการเขียนลายไทยจะต้องอาศัยหลักการสังเกตที่ละเอียดถี่ถ้วนจึงจะเขียนผลงานได้ดี ในการฝึกเขียนใหม่ๆ จำเป็นจะต้องเขียนลายแต่ละตัวอย่างซ้ำๆ หลายหนจนจำได้ขึ้นใจซึ่งรวมทั้งเส้นปลีกย่อยที่ผสมอยู่ในตัวลายแต่ละตัวด้วย ฝึกเขียนลายให้ได้ทั้งตัวด้านซ้ายและด้านขวา เขียนเอายอดขึ้นและเอายอดลงให้ได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า จงฝึกเขียนลายในทิศทางต่างๆ ให้ได้โดยรอบ

            ผู้ที่มีฝีมือในการเขียนลายไทยย่อมยึดหลัก 5 ประการ ดังต่อไปนี้

1.      ความอ่อนโยนของเส้นตัวลาย

2.      แบ่งระยะตัวลายให้พอเหมาะกันทั้งภาพ

3.      ช่องไฟ พื้นที่ว่าง มีระยะพอเหมาะกันทั้งภาพ

4.      การใช้เถาลายอ่อนช้อยได้วงก้าน รวมทั้งการประดิษฐ์พลิกแพลงตัวกนก กาบ นกคาบ หน้าขบ และยอดลายดูแล้วยอดไม่ด้วน

5.      การผูกลายควรให้อยู่ในหมู่เดียวกัน เช่น ลายกนกสามตัว ลายเปลว ลายใบเทศ ฯลฯ เป็นต้น

            โดยจะยึดหลัก 5 ประการนี้ นำไปพิจารณาลายที่เขียนอยู่เสมอ และการผูกลายก็ย่อมจะต้องถูกต้องและงดงาม

 

 

 

 

Comments