ภูเขาสวย-ยอดดอย

    
                                                           เขาหน่อ-เขาแก้ว
 
             
 
 
 

เขาหน่อ-เขาแก้ว

อยู่ริมทางหลวงสายพหลโยธิน ช่วงนครสวรรค์ - กำแพงเพชร ในท้องที่ตำบลบ้านแดน อำเภอบรรพตพิสัย ระยะทางจากตัวจังหวัดประมาณ 45 กิโลเมตร และจากตัวที่ว่าการอำเภอบรรพตพิสัยประมาณ 18 กิโลเมตร เขาหน่อเป็นเขาหินปูนที่มีวัดเขาหน่ออยู่เชิงเขา มีบันไดขึ้นสู่ยอดเขาซึ่งเป็นจุดชมวิว ระหว่างทางมีถ้ำประดิษฐานพระพุทธรูปนอนองค์ใหญ่ เมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จภาคเหนือทางชลมารคสายแม่น้ำปิง เคยทรงประทับพักแรมที่นี่ ต่อมาจังหวัดได้สร้างพระบรมรูปไว้เป็นอนุสรณ์ บริเวณเชิงเขามีฝูงลิงจำนวนมาก คอยรับอาหารจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือน นอกจากนี้เวลาเย็นจะมองเห็นฝูงค้างคาวที่อาศัยอยู่ตามถ้ำน้อยใหญ่ในภูเขาบินออกไปหากิน ดูเป็นสายยาวสีดำอยู่บนท้องฟ้า

ส่วนเขาแก้ว อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน มีถ้ำหลายถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่ของค้างคาวมากมาย ในเวลาเย็นใกล้พลบค่ำฝูงค้างคาวจะพากันบินออกหากิน " พระพุทธเจ้าหลวง " ได้เคยเสด็จประพาสบริเวณเขาหน่อเมื่อปี 2449 และต่อมาในปี 2452 ได้พระราชทานสิ่งของให้แก่หลวงพ่อแหยม วัดบ้านแดน ภายในวัดเขาหน่อมีจุดสำคัญต่างๆ ในการตามรอยเสด็จประพาสต้น ได้แก่ " สระเสด็จ " ที่เคยทรงน้ำ สิ่งพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 ถวายแด่ หลวงพ่อเเหยม และพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 สำหรับสักการะ

เขาหน่อ  เป็นเขาหินปูนที่มีวัดและโรงเรียนอยู่เชิงเขา ปัจจุบันโรงเรียนร้างไปแล้ว  แบ่งเป็น ๒ ส่วนสำคัญคือ

                    ๑. เขานางพันธุรัตหรือเขาลูกเล็ก   มีบันไดขึ้นสู่ยอดเขาซึ่งเป็นจุดชมวิว 60 ขั้น ระหว่างทางขึ้นยอดเขา  มีถ้ำขนาดเล็กแห่งหนึ่ง  ด้านหน้าประดิษฐานพระพุทธรูปนอนองค์ใหญ่อยู่หน้าปากถ้ำ  และมีพระพุทธรูปองค์เล็กอีก 4-5 องค์อยู่ข้าง  หากจะเข้าถ้ำต้องเดินอ้อมหลังพระพุทธรูปเข้าไป  ภายในถ้ำมีลักษณะเปียกชื้น  การเดินให้ระวังลื่นหกล้ม  นักท่องเที่ยวควรมีไฟฉายหรือเทียนไขติดตัว  ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นถ้ำพญานาค  เมื่อเดินเข้าไปในถ้ำจะมีลักษณะเรียวเล็กลง ๆ จนไม่สามารถเดินต่อไปได้  ต้องเดินย้อนกลับมาทางเดิม  แล้วสามารถเดินทะลุออกไปอีกทางหนึ่งเพื่อเดินขึ้นยอดเขาไปชมทัศนียภาพของวัด ณ ลานเผานางพันธุรัตได้   การปีนเขาลูกเล็กเหมาะสำหรับเด็กและคนชราที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง

                    ๒. เขาพระพุทธบาทหรือเขาลูกใหญ่   ด้านหน้ามีโรงเรียนร้างเป็นจุดสังเกต  อยู่ห่างจากเขานางพันธุรัตประมาณ 300 เมตร  ด้านบนเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทและเจดีย์เก่าอายุประมาณ 400 ปี  คาดว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย  มีระฆังที่นำไปแขวนใหม่ประมาณ 20 ใบ  มีบันไดสำหรับเดินขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาท 700 ขั้น  ก่อนถึงยอดเขาจะต้องปีนบันไดลิงอีก 5 ช่วง  ในอดีตเคยเป็นที่จัดแข่งขัน Walking Rally  แข่งขันพิชิตยอดเขาหน่อเป็นคนแรก  การปีนเขาลูกใหญ่เหมาะสำหรับหนุ่มสาวที่ร่างกายแข็งแรง 

สิ่งที่น่าสนใจ

 

          ๑. พระพุทธบาท ๔ รอย  พระพุทธบาทคือรอยเท้าของพระพุทธเจ้า  ถ้ามีรอยพระพุทธบาทที่ใดแสดงว่าพระพุทธศาสนาแผ่ไปถึงที่นั่นแล้ว  พระพุทธบาทที่ยอดเขาหน่อมี ๔ รอยซ้อนกัน มีมณฑปเก่าครอบเอาไว้  พระพุทธบาทเขาหน่อมีความยาว ๓ ศอก กว้าง ๑ ศอก ๕ นิ้ว  พระพุทธบาท ๔ รอยซ้อนกันในทางศาสนาถือว่า  สถานที่แห่งนี้ในอดีตพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาแล้ว ๔ พระองค์คือ พระพุทธกกุสันธะ พระพุทธโกนาคมน์  พระพุทธกัสปะ และพระพุทธโคดม

              พระพุทธบาทโดยทั่วไปจะมีแค่รอยเดียว  แต่ถ้าที่ใดมีรอยพระพุทธบาทมากถึง ๔ รอยก็จะมีความสำคัญหรือศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นไปอีก  พระพุทธบาทที่มีสี่รอยในประเทศไทยมีอยู่ไม่มากนัก  แต่ที่ขึ้นชื่อที่สุดในประเทศอยู่ที่ วัดพระพุทธบาทสี่รอย ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่  ดังนั้นรอยพระพุทธบาทที่เขาหน่อจึงถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญ  ที่จังหวัดนครสวรรค์นอกจากที่นี่แล้ว ยังมีอีกแห่งหนึ่งคือวัดจอมคีรีนาคพรต

               ข้อแตกต่างระหว่างพระพุทธสี่รอยทั้งสองแห่งก็คือ ที่เชียงใหม่เป็นรอยพระบาทใหญ่และเล็กลงตามลำดับ  สังเกตเห็นได้ง่าย  แต่ที่เขาหน่อ  พระพุทธบาททั้ง ๔ รอยมีขนาดเท่ากัน  สังเกตเห็นได้ยาก  แต่มีจุดให้รู้ว่าเป็นพระพุทธบาทสี่รอยตรงปลายของส้นเท้า

          ๒. เจดีย์โบราณ  เจดีย์องค์นี้ตั้งอยู่ ณ จุดที่สูงที่สุดของเขาหน่อ  อยู่ติดกับมณฑปครอบรอยพระพุทธบาท  ดูจากลักษณะที่ตั้งแล้วเจดีย์องค์นี้สันนิฐานว่าน่าจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุ หรือสิ่งของสำคัญในทางศาสนาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ปัจจุบันเป็นซากปรักหักพังชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา  เป็นเพียงกองดินขนาดใหญ่  แต่ก็สิ่งที่พอจะให้สังเกตเห็นได้ว่าเป็นเจดีย์เก่า  เพราะมีอิฐศิลาแลงโบราณขนาดใหญ่อยู่ภายใน  ดูจากอิฐที่ก่อสร้างเจดีย์แล้วน่าจะอายุหลายร้อยปี

               รอยพระพุทธบาทและเจดีย์นี้  ประดิษฐานบนเขาหน่อลูกใหญ่  มีทางขึ้นที่หลังโรงเรียน  (ปัจจุบันร้างแล้ว)

          ๓. ลีลาวดีพันปี (ลั่นทมพันปี) บนยอดเขาหน่อลูกใหญ่  จะมีต้นลีลาวดีซึ่งจะออกดอกทั้งปีโดยไม่เลือกฤดูกาล  นักท่องเที่ยวมาเขาหน่อเวลาไหนก็จะเห็นลีลาวดีออกดอกทุกฤดู  ต้นลีลาวดีที่เขาหน่อแม้ว่าจะมีขนาดเล็กเพราะแคระแกรน  เนื่องจากอยู่ตามซอกเหลือบเขา  แต่ก็มีอายุนับร้อยปีนับพันปี  ต้นลีลาวดีที่นี่จึงต่างจากต้นลีลาวดีตามที่ทั่วไป   และที่สำคัญต้นลีลาวดีที่เขาหน่อเกิดอยู่ในจุดที่สูงกว่าต้นไม้ชนิดอื่น  ดังนั้นจึงได้รับสมญานามว่า "ราชินีแห่งเขาหน่อ"  ออกดอกชูช่อเพื่อบูชาพระพุทธบาท  

 

   ๔. ถ้ำพระนอน  ถ้ำจรเข้ ถ้ำชีปะขาว  ถ้ำทั้ง 3 นี้คือถ้ำเดียวกัน  แต่เรียกสามชื่อก็เพราะว่า

                        - ภายนอกถ้ำมีพระนอนขนาดใหญ่ เลยเรียกว่า "ถ้ำพระนอน" 

                        - ภายในถ้ำมีหินก้อนใหญ่คล้ายจรเข้ เลยเรียกว่า "ถ้ำจรเข้"

                        - ภายในถ้ำเคยมีชีปะขาวอาศัยอยู่  เลยเรียกว่า "ถ้ำชีปะขาว"

               ภายในถ้ำแห่งนี้  เหมาะสำหรับเด็ก ๆ หรือผู้ใหญ่นักสำรวจ  เพราะมีขนาดไม่ใหญ่นัก  ถ้าเข้าไปควรมีไฟฉายหรือเทียนติดตัวไปด้วย  เอาไว้ส่องนำทาง  เมื่อเดินเข้าไป  ทางจะแคบลงเรื่อย ๆ จนเข้าไม่ได้ ไม่มีอันตรายใด ๆ จะมีเพียงแต่ระวังการลื่นหกล้มเท่านั้น 

          ๕. พระปางไสยาสน์  คือพระนอนขนาดใหญ่หน้าถ้ำ  ชาวบ้านหรือนักท่องเที่ยวนิยมมากราบขอพร  ต้องเดินขึ้นบันไดจากเชิงเขามาอีกประมาณ 60 ขั้น  ด้านหลังองค์พระเป็นถ้ำพระนอน  หากไม่ประสงค์เข้าไปเที่ยวในถ้ำ  เดินไปทางซ้ายมือไปเรื่อย ๆ จะเป็นทางเดินไปลานเผาศพนางพันธุรัต  

          ๖. ลานเผานางพันธุรัต  เดิมเป็นเจดีย์เก่าตั้งแต่สมัยอยุธยา  บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและของมีค่าต่าง ๆ อาทิ แก้ว แหวน เงิน ทอง เป็นต้น  ต่อมาชำรุดทรุดโทรมเหลือเพียงฐานเท่านั้น  ชาวบ้านและผู้ที่ขึ้นไปสำรวจไม่ทราบว่าเป็นอะไร  เห็นเป็นสิ่งอัศจรรย์เพราะมีลักษณะพิเศษคือ เป็นลานดินที่แข็งมาก  ตอกตะปูหรือขุดหลุมแทบจะไม่เข้า  ต้นไม้ใบหญ้าไม่งอกขึ้น  เป็นอย่างนี้ตลอดปีตลอดชาติไม่ว่าจะฤดูไหน ๆ ชาวบ้านเห็นเป็นสิ่งประหลาดแต่หาคำตอบ(คำอธิบาย)ไม่ได้  จึงได้โยงไปถึงวรรณคดีเรื่องสังข์ทอง  บอกว่าเป็นลานเผาศพนางพันธุรัต

               แต่ความจริงก็คือ  สถานที่แห่งนี้เป็นเจดีย์เก่าแก่ บรรจุของมีค่าในพระศาสนาเอาไว้  ตอนนั้นฝนยังไม่ได้ชะล้างหน้าดินออกไป  ทำให้ไม่เห็นอิฐและหินอยู่ด้านใต้ฐาน  แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานนับ 10 ปี  ฝนได้ชะล้างหน้าดินออกไป  ทำให้ทราบว่า  ลานเผานางพันธุรัต  ความจริงคือเจดีย์เก่าแก่สมัยอยุธยา  (โปรดสังเกตที่ภาพ  เพื่อยืนยันความเชื่อ) 

              ในอดีตที่ทางวัดยังไม่ได้ทำทางคอนกรีตขึ้นไป  การขึ้นไปลานเผานางพันธุรัตทำได้ยากมาก  เพราะต้องปีนป่ายหินขึ้นไป  ปัจจุบันทางวัดได้จัดทำทางเดินอย่างดี  เมื่อนักท่องเที่ยวมาที่นี่แล้ว  ควรขึ้นไปชมลานเผานางพันธุรัตในวรรณคดีเรื่องสังข์ทองให้ได้  เพราะทัศนียภาพงดงามมาก  เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยแข็งแรง  ส่วนคนที่มีแรงมากควรปีนเขาหน่อลูกใหญ่ไปนมัสการรอยพระพุทธบาท  

          ๗. โบสถ์  ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังพุทธประวัติสวยงามมาก  สมเด็จพระเทพฯ เคยเสด็จมาทำพิธีฉลองโบสถ์

          ๘. สระเสด็จ  อยู่ใกล้ ๆ โบสถ์  ที่ชื่อว่าสระเสด็จเพราะพระพุทธเจ้าหลวง (ร.5) เคยเสด็จมาสรงน้ำเมื่อครั้งทรงประภาสที่นี่  นักท่องเที่ยวเมื่อให้อาหารลิงเสร็จแล้ว  ควรให้อาหารปลาก่อนกลับ

          ๙. เขาแก้ว  เป็นเขาที่มีชื่อคล้องจองกับเขาหน่อ  ไม่สามารถเข้าไปเที่ยวโดยตรงได้เพราะอยู่สูง  เป็นสถานที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะมาดูค้างคาวบินออกจากถ้ำเพื่อหากินในเวลาประมาณ 17.30 - 18.30 น.  แล้วแต่ฤดูกาล  ค้างคาวที่นี่มีนับล้านตัว  บินออกจากถ้ำเป็น 2 สายยาวมาก  และจะมีนกเหยี่ยวมาคอยโฉบจับค้างคาวกินกลางอากาศทุกวัน  วันละหลาย ๆ ตัว  แต่ก็ไม่เคยหมดเพราค้างคาวมีเยอะ  หากอยากเห็นชัด ๆ ควรมีกล้องส่องทางไกลติดตัวมาด้วย  

          ๑๐. ลิง  ลิงที่นี่มีมาแต่โบราณตั้งแต่สมัยเป็นป่าดงดิบ  ต่อมาเมื่อมีคนมีจำนวนมากขึ้น  ป่าเขาหมดไป  ลิงไม่มีที่อยู่ที่อาศัยก็อพยพหลบภัยมาอยู่ในวัดออกลูกออกหลานเต็มไปหมด  อาหารไม่พอกิน  ต้องขยายอาณาเขตหากินไปไกล  ลิงในปัจจุบันก็เลยค่อนข้างจะไร้มารยาทและดื้อพอสมควร  ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ค่อนข้างจะเกรงคน

          ๑๑. รูปเหมือนหลวงปู่โต  พรหมรังสี  ในอดีตสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี  เคยธุงดงค์ผ่านมาพักและเรียนวิชาอาคมกับชีปะขาวที่ถ้ำแห่งนี้  ทางวัดจึงได้สร้างรูปท่านไว้เป็นอนุสรณ์          

ในอดีต  จังหวัดนครสวรรค์ได้กำหนดให้ปี 2545 เป็นปีการท่องเที่ยวนครสวรรค์ โดยจัดทำปฏิทินท่องเที่ยวจังหวัดนครสวรรค์ ประจำปี 2545 ซึ่งในแต่ละเดือน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม จะมีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลายแตกต่างกันไป เพื่อสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวในแต่ละกลุ่มตลอดทั้งปี

          สำหรับในเดือนมิถุนายนได้จัดกิจกรรม "ปีนเขาหน่อ รอนางพันธุรัต"  ซึ่งเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวสนุกสนานในรูปแบบของการผจญภัย โดยนักท่องเที่ยวจะได้ร่วมกิจกรรม Walk Rally , จักรยาน Rally , ร่วมท้าทายแข่งขันพิชิตเขาพระพุทธบาท (เขาหน่อ) สัมผัสกับป่าหินที่สวยงาม สัมผัสกับตำนานนิทานพื้นบ้านพระสังข์ทอง และชมฝูงค้างคาวจำนวนนับล้านตัว พร้อมรับประทานอาหารแบบขันโตก และชมการแสดงระบำพื้นบ้าน อาทิ ระบำธานญบุรี บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชาวบรรพตพิสัย การแสดงละครรำ "สังข์ทอง" การแสดงระบำค้างคาว และการประกวดนางพันธุรัต

         รายได้ของการจัดงานจะนำมาเป็นกองทุนอาหารลิง ซึ่งมีลิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวเขาหน่อ-เขาแก้ว งานเทศกาลปีนเขาหน่อ รอนางพันธุรัต จะเริ่มขึ้นในวันที่ 31 พฤษภาคม - 3 มิถุนายน 2545 โดยจะมีการรับประทานอาหารเย็นแบบขันโตก ชมค้างคาวบินออกจากถ้ำ และชมการแสดงระบำพื้นบ้านทุกวัน โดยเริ่มจากเวลา 17.30 น. เป็นต้นไป

 

การเดินทางไปยังเขาหน่อ-เขาแก้ว
อยู่ริมทางหลวงสายพหลโยธิน ช่วงนครสวรรค์ - กำแพงเพชร ในท้องที่ตำบลบ้านแดน อำเภอบรรพตพิสัย ระยะทางจากตัวจังหวัดประมาณ 40 กิโลเมตร และจากตัวที่ว่าการอำเภอบรรพตพิสัยประมาณ 18 กิโลเมตร

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ
ศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัดนครสวรรค์ อาคารองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ โทร. 0-5622-1602, 0-5622-1034 , 0-5622-1656 ต่อ 114 โทรสาร 0-5623-1841 , 0-5622-162 ต่อ 111
สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคกลาง เขต 7 ถนนรอบวัดพระธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี (รับผิดชอบจังหวัดลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์) โทร. 0-3642-2768-9 โทรสาร 0-3642-4089


 

เขาแผงม้า

                                                                                     

 

 

 เขาแผงม้า อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา


เขาแผงม้า อยู่ในเขตพื้นที่ ตำบล วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

การติดต่อ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์

ถ้าพูดว่าผมมีส่วนได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเขาแผงม้าเมื่อประมาณปี 2537 จำได้ว่าตอนนั้นร่วมงานกับธนาคารเอเซีย (เดี๋ยวนี้เป็น ยูโอบีไปแล้ว) เนื่องจากเขาแผงม้าในสมัยนั้นได้ถูกตัดไม้ทำลายป่า โดยกลุ่มผู้ที่อพยพถางป่าจับจองพื้นที่ ด้วยจำได้ว่าได้มีโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ บนเนื้อที่ 5,000 ไร่(โครงการ FPT52) สมัยนั้นมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมป์ได้เสนอตัวเข้าปลูกป่า จากกรมป่าไม้ โดยการสนับสนุนทางการเงินโดยบริษัทเอกชนต่าง ๆ จำได้ว่าสมัยนั้นธนาคารที่ผมทำงานอยู่ได้สนับสนุนจำนวน 3,000 ไร่ และกุศโลบายการปลูกป่าที่ดีของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยฯ คือ จ้างชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นปลูกป่า เป็นการสร้างงานและทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการอนุรักษ์ รวมถึงเป็นการปลุกจิตสำนึกให้แก่ประชาชนทางอ้อม และแล้วความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าก็กลับมา พื้นที่บงบอกการกลับป่าของป่าก็เริ่มเจริญเติบโต เช่น หญ้า สาบเสื้อ กล้วยป่า เมื่อสภาพความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่ากลับมา ความหลากหลายทางชีวภาพ ก็ก่อเกิดชีวิตสัตว์ และแล้วเราก็ได้เห็นกระทิงกลับมาที่เขาแผงม้า ซึ่งในครั้งนั้นเป็นงานหนึ่งในชีวิตที่ผมมีความภูมิใจมาก เรามาย้อนดูประวัติของเขาแผงม้ากัน

เขาแผงม้าในอดีต เคยเป็นป่าผืนเดียวกับเขาใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่อย่างชุกชุม เป็นต้นน้ำของลำห้วยหลายสาย ไหลรวมกันเป็น ลำพระเพลิง ก่อนลงสู่แม่น้ำมูน เป็นเส้นชีวิตหลัก ของผู้คนในแผ่นดินอีสาน ได้ใช้เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ในการดำรงชีพมาหลายชั่วคน แต่นโยบายการพัฒนาอย่างเร่งรีบ โดยขาดการวางแผน โดยรอบครอบ ก่อให้เกิดการตัดถนนสายต่างๆ ทะลุกลางป่าเทือกเขาพนมดงรัก การสัมปทานป่าไม้ ทำให้ชาวบ้านจาก ที่ต่างๆ อพยพเข้ามาบุกเบิก หักร้างถางพง ล่าสัตว์ ตัดต้นไม้ ถือครองที่ดิน ในบริเวณเขาแผงม้ามากขึ้นสำทับด้วยการ เน้น การปลูกพืชเศรษฐกิจราคาสูง แต่เพียงอย่างเดียว พื้นดินจึงเสื่อมสภาพลง ด้วยปุ๋ยเคมี ผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ จึงกลายสภาพ เป็นภูเขาหัวโล้น ต้นน้ำที่เคยชุ่มฉ่ำ กลับแห้งผาก ประกอบกับทุ่งหญ้าที่ขึ้นปกคลุม กลายเป็น เชื้อเพลิงอย่างดี ในหน้าแล้ง ไฟป่าโหมไหม้ ทั้งกลางวัน และกลางคืน จนผู้คนขนานนามว่า "ภูเขาไฟ" จาก "ภูเขาไฟ" กลายเป็น "ทุ่งความหวัง มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยฯ เสนอตัวเขาร่วมโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ บริเวณเขาแผงม้า เนื้อที่ 5,000 ไร่ โดยมีระยะเวลาตั้งแต่ พ.ศ. 2537 และขยายเวลาต่อเนื่องถึง ปี พ.ศ. 2545 มูลนิธิฯ ยึดกระแสพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นแนวทางในการปลูกป่า โดยคัดเลือกพันธุ์กล้าไม้ ที่มีสภาพแข็งแรง และมีขนาดโตพอ ไม่ปลูกเป็นแถวเป็นแนว แต่ให้ปลูกคละพันธุ์กันไป เริ่มจากบนเขา ลงสู่พื้นล่าง ไม่มีการเก็บริบสุมเผา ม่มีการตัดฟันไม้ท้องถิ่น ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และสารเคมีหลังจากการดำเนินงานปลูกป่าอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือ กับชาวบ้านในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ลดการล่าสัตว์ ตัดไม้ รวมทั้งการเฝ้าระวังป้องกันไฟป่า อย่างเข้มงวด ทำให้สภาพเขาแผงม้า เริ้มฟื้นตัวจากภูเขาหัวโล้น กลายเป็นพื้นที่สีเขียวชะอุ่มตลอดทั้งปีแน่นขนัดไปด้วย ชนิดและจำนวน ของต้นไม้ที่ปลูก และที่มีอยู่เดิม เขาแผงม้าคืนสู่สภาพ เป็นป่าต้นน้ำ ที่หล่อเลี้ยง ลำห้วยและ สายน้ำลำพระเพลิง สัตว์ป่าหลายชนิด ได้เข้ามาอยู่อาศัยหากิน เช่น หมูป่า เก้ง กวาง ชะมด อีเห็น เสือปลา หมี กระรอก กระต่าย เป็นต้น

และแล้ว…กระทิงก็กลับมา ปรากฏการณ์สำคัญ ที่ยืนยันถึงการฟื้นตัวของสภาพป่าเขาแผงม้าคือ การกลับมาของฝูงกระทิงป่า 4-10 ตัว ในช่วงฤดูฝนของ ปีพ.ศ.2538 มูลนิธิฯ ได้เฝ้าติดตามกระทิงฝูงนี้อย่างใกล้ชิด ศึกษาเส้นทางสร้างแหล่งอาหาร พร้อมกับการวางแผนป้องกัน การไล่ล่ากระทิง อย่างเข้มงวด ทำให้ฝูงกระทิงรู้สึกปลอดภัย และใช้เป็นที่อยู่อาศัย มีการผสมพันธุ์ และออกลูกออกหลาน ใหม่ๆ ทุกปี ปัจจุบันคาดว่า มีกระทิงที่เขาแผงม้า ประมาณ 50 ตัว มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ จึงมีความหวังว่าด้วยการ มีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่น พื้นที่เขาแผงม้าจะได้รับการดูแลรักษาสภาพป่า ให้ฟื้นตัวอย่างถาวร สัตว์ป่า ได้รับการคุ้มครอง และเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติ สำหรับเยาวชนและผู้สนใจ ในงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป

วันเวลาที่แนะนำในการดูกระทิง กระทิงเขาแผงม้าสามารถไปเที่ยวชมได้ทุกวันตลอดทั้งปี ช่วงเวลาที่กระทิงออกหากินมักเป็นในช่วงบ่าย และเย็นที่มีโอกาสได้พบเห็นตัวได้มากกว่าเวลาอื่น
การเดินทาง การเดินทางสู่เขาแผงม้า โดยรถยนต์สามารถมาได้ 2 เส้นทางคือ
เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ถึง อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้เส้นทางองครักษ์-นครนายก-ปราจีนบุรี-นครราชสีมา จากสี่แยกกบินบุรีใหม่ไปตามทางหลวงหมายเลข 304 (กบินทร์บุรี- วังน้ำเขียว) ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ก่อนถึงตลาด 79 อำเภอวังน้ำเขียว ให้แยกซ้ายที่บริเวณศาลเจ้าพ่อหลวงราช
เส้นทางที่ 2 จากนครราชสีมาใช้เส้นทางปักธงชัย- วังน้ำเขียว ตามทางหลวงมายเลข 304 ระยะทาง 79 กิโลเมตร เมื่อผ่านตลาด 79 อำเภอวังน้ำเขียว ให้แยกขวาที่บริเวณศาลเจ้าพ่อหลวงราช ไปจากถนนสาย 304 อีกประมาณ 8 กิโลเมตร

ไม่น่าเชื่อว่ากระทิงจะกลับมาสู่ผืนป่าอีกครั้ง เห็นกระทิงแล้วนึกถึงภาพของคุณสืบ นาคะเสถียร ที่ถ่ายไว้สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ คือฝูงกระทิงที่ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรผืนป่าต่อกับห้วยขาแข้ง

กระทิง (Gaur) เป็นวัวป่าชนิด Bos gaurus ในวงศ์ Bovidae ขนยาว ตัวสีดำหรือดำแกมน้ำตาล เว้นแต่ที่ตรงหน้าผากและครึ่งล่างของขาทั้ง 4 เป็นสีขาวเทา ๆ หรือเหลืองอย่างสีทอง เรีบกว่า "หน้าโพ" ขาทั้ง 4 ข้างตั้งแต่เหนือเข่าลงไปถึงกีบเท้ามีสีขาวเทาหรือเหลืองทอง ทำให้มองดูเหมือนสวมถุงเท้า สีขนของกระทิงบริเวณหน้าผากและถุงเท้าเกิดจากคราบน้ำมันในเหงื่อซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสัตว์ชนิดนี้ คอสั้น และมีพืม (เหนียงคอ) ห้อยยาวลงมาจากใต้คอ เขามีสีเขียวเข้ม ปลายเขามีสีดบริเวณโคนเขามีรอยย่นซึ่งรอยนี้จะมีมากขึ้นเมื่อสูงวัยขึ้น

เดินทางง่าย จาก กทม.มุ่งหน้าสู่ ใช้เส้น ปราจีนบุรี-นครราชสีมา จากสี่แยกกบินบุรีใหม่ไปตามทางหลวงหมายเลข 304 (กบินทร์บุรี- วังน้ำเขียว) ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ก่อนถึงตลาด 79 อำเภอวังน้ำเขียว ให้แยกซ้ายที่บริเวณศาลเจ้าพ่อหลวงราช ก็ถึงแล้           

 

 

 

ภูทับเบิก

ภูทับเบิกเป็นยอดเขาที่สงที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสำรวจท่องเที่ยวได้ไม่นานนัก แต่ก็สามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่ไปเยือนได้เป็นอย่างมาก จนกลาย 1 ใน UNSEEN THAILAND ที่คุณไม่ควรพลาดการไปเยือน ด้วยระดับความสูง 1,768 จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อุณหภูมิที่หนาวเย็นทั้งปีบนยอดภู และไร่กะหล่ำปลี ที่กว้างใหญ่สุดลูกตา กินบริเวณยอดภูหลายลูก

 จากกรุงเทพฯ ถึง จังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านตัวเมืองไปถึง ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 258 กิโลเมตร มีทางแยกให้ท่านเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสาย 2278 ขับตรงไปประมาณ 10.4 กิโลเมตร จะพบสี่แยก ( ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปพิษณุโลก ถ้าเลี้ยวขวาจะไปอำเภอหล่มสัก ) ไม่ต้องเลี้ยวให้ขับตรงไปจะเป็นทางหลวงหมายเลข 2372 ตรงไป ประมาณ 12.6 กิโลเมตร จากนั้น เลี้ยวซ้ายเข้าถนนทางหลวงหลายเลข 2331 ไปภูทับเบิก ขับไปตามเส้นทาง ซึ่งเป็นทางขึ้นเขา ระยะทางประมาณ 17.7 กิโลเมตร รวมโค้งหักศอก ทะแยงขึ้น-ลง ได้ประมาณ 111 โค้ง  ระหว่างนี้ ท่านจะตื่นเต้นกับธรรมชาติด้านล่างที่สวยงามตลอดเส้นทาง เมื่อถึงสามแยกที่มีป้ายอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า และด่านเก็บเงินค่าเยี่ยมชมอุทยาน ให้ท่านเลี้ยวขวา ไม่ต้องเข้าไปในอุทยาน แล้วขับตรงไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร จากนั้นให้เลี้ยวขวาขึ้นไปยังจุดชมวิว ขับไปประมาณ 300 เมตร ก็จะถึงลานจอดรถ จากนั้นก็เดินเท้าประมาณ 200 เมตร ก็จะถึงจุดชมวิว...ภูทับเบิก

ภูทับเบิก ดินแดนแห่งความหนาว ที่มีดาวเกลื่อนดิน.......
  ภูทับเบิก เป็นจุดที่สูงที่สุดของเพชรบูรณ์ โดยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,768 เมตร เหตุผลที่เรียกภูทับเบิกก็เพราะอยู่ใกล้กับหมู่บ้านม้งทับเบิก ต.วังตาล ซึ่งห่างจากอ.หล่มเก่า 40 กม. และห่างจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ประมาณ 97 กม.
     ภูทับเบิก มีสภาพภูมิประเทศที่สวยงามด้วยธรรมชาติแบบทะเลภูเขา ป่าไม้ สายหมอก ไอหนาวและอากาศบริสุทธิ์ สภาพภูมิอากาศเย็นสบายตลอดปี เนื่องจากร่องลมเย็นจากเทือกเขาหิมาลัยและอยู่บนที่สูง จึงสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกลและทะเลหมอกที่มีให้ดูตลอดปีภูทับเบิก

  ข้างบนภูทับเบิก มีเต็นท์ที่พักให้เช่า สำหรับผู้ที่ต้องการค้างคืน เพื่อสัมผัสความหนาวเย็น หรือต้องการชมทะเลหมอกตอนเช้า  โดยท่านที่ต้องการขึ้นไปพักที่นี่ ต้องเตรียมเสบียง และน้ำให้พร้อมไว้ด้วย เพราะข้างบนยังไม่มีร้านค้าไว้บริการ  แต่ไม่มีปัญหาเรื่องห้องน้ำ ห้องท่า ลองค้างที่นี่สักคืนซิครับ เป็นประสบการณ์วิเศษอีกที่หนึ่งที่จะลืมไม่ลงทีเดียว

ที่พักบนจุดชมวิว ภูทับเบิก สามารถติดต่อขอกางเต็นท์ได้ในวันที่ไปถึง หรือหากต้องการเช่าเต็นท์พร้อมอุปกรณ์นอน ก็มีเตรียมสำรองไว้ให้นักท่องเที่ยว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อคุณท่อ 056 810 737 , 084 813 9150
นอกจากนี้ยังสามารถเข้าไปพักที่ อบต.วังบาล ซึ่งอยู่ด้านในหมู่บ้าน ทิวทัศน์สวยงามเช่นเดียวกัน มีบ้านพัก มี 3 หลังๆ ละ 800 บาท พักได้ 8 คนเช่าเต็นท์ หลังละ 200 บาทนำเต็นท์มาเอง คิดคนละ 30 บาท ติดต่อ โทร 08 1474 1825, 0 5674 7532

บ้านพักสถานีอนามัยทับเบิก ที่อยู่ : ภูทับเบิก 16 หมู่ 16 ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ โทร 087-8442141 , 087-8511655 , 0861607564 , 0898792029 , 0848951826 จำนวนที่พัก 5 ห้อง, ราคา 1,500 บาท  
 

                                                                      
                            
 
 
                                                                                                  
 
 
Comments