ประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์-ปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์

 การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์

หลังจากที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ทรงปราบจลาจลในปลายสมัยธนบุรีเสร็จสิ้นแล้ว  จึงได้ทรงสถาปนาราชวงศ์จักรี  และขึ้นครองราชย์ในฐานะปฐมกษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรี  ทรงพระนามว่า  สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  ได้ทรงย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรี มายังฝั่งกรุงเทพฯ  ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา  เมื่อ พ.ศ.  2325

สาเหตุที่ทรงย้ายราชธานี  มีดังนี้  คือ

1.       พระราชวังเดิมของกรุงธนบุรีคับแคบ  มีวัดขนาบทั้ง  2  ข้าง  (คือวัดท้ายตลาด หรือวัดโมลีโลกยาราม และวัดอรุณราชวราราม) 

     2.  ทรงไม่มีพระประสงค์จะให้ราชธานีแบ่งออกเป็น 2 ส่วน  โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยากั้น

     3.  พื้นที่นทางฝั่งตะวันออกเป็นที่ราบลุ่ม สามารถขยายเมืองออกได้อย่างกว้างขวาง

     4.  ฝั่งธนบุรีพื้นที่เป็นท้องคุ้ง น้ำกัดเซาะตลิ่งพังทลายได้ง่าย

ในการสร้างพระบรมมหาราชวัง  โปรดให้สร้างวัดขึ้นในพระบรมมหาราชวังด้วย  คือวัดพระศรี-รัตนศาสดาราม  หรือวัดพระแก้ว  แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน

 

การปกครองสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

การดำเนินการด้านการปกครอง

ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงใช้ในการปกครองประเทศนั้น ทรงเอาแบบอย่างซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจสูงสุดและเด็ดขาดในการปกครองประเทศ มีอัครมหาเสนาบดี 2 ตำแหน่ง คือ สมุหพระกลาโหม และ สมุหนายก ตำแหน่งสมุหนายก มีเสนาบดี 4 ตำแหน่ง ที่เรียกว่า จตุสดมภ์ ขึ้นอยู่ในบังคับบัญชาโดยตรงที่แตกต่างออกไปคือ ทรงแบ่งการปกครองพระราชอาณาเขตออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การปกครองส่วนกลาง  การปกครองส่วนหัวเมือง และกาปกครองเมืองประเทศราช 

การปกครองส่วนกลาง 

-สมุหพระกลาโหม มียศและพระราชทินนามว่า เจ้าพระยามหาเสนา ใช้ตราคชสีห์เป็นตราประจำตำแหน่งมีอำนาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งด้านการทหารและพลเรือน 
-สมุหนายก มียศและพระราชทินนามไม่ทรงกำหนดแน่นอน ที่ใช้อยู่ได้แก่ เจ้าพระยาจักรี บดินทร์เดชานุชิต  รัตนาพิพิธ ฯลฯ  ใช้ตราราชสีห์เป็นตราประจำตำแหน่ง มีอำนาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือและอีสานทั้งด้านการทหารและพลเรือน 
        จตุสดมภ์ มีดังนี้ 
1. กรมเวียง หรือ กรมเมือง เสนาบดี คือ เจ้าพระยายมราช มีตราพระยมทรงสิงห์เป็นตราประจำตำแหน่ง มีหน้าที่ดูแลกิจการทั่วไปในพระนคร 
2. กรมวัง เสนาบดี คือ พระยาธรรมา ใช้ตราเทพยดาทรงพระนนทิการ (พระโค) เป็นตราประจำตำแหน่ง มีหน้าที่ดูแลพระราชวังและตั้งศาลชำระความ 
3. กรมคลัง หรือ กรมท่า ใช้ตราบัวแก้ว เป็นตราประจำตำแหน่งมีเสนาบดีดำรงตำแหน่งตามหน้าที่รับผิดชอบคือ 
- ฝ่ายการเงิน ตำแหน่งเสนาบดีคือ พระยาราชภักดี 
- ฝ่ายการต่างประเทศ ตำแหน่งเสนาบดีคือ พระยาศรีพิพัฒน์ 
- ฝ่ายตรวจบัญชีและดูแลหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ตำแหน่งเสนาบดีคือ พระยาพระคลัง

2.       กรมนา เสนาบดีมีตำแหน่ง พระยาพลเทพ ใช้ตราพระพิรุณทรงนาค เป็นตราประจำตำแหน่ง

มีหน้าที่ดูแลนาหลวง เก็บภาษีข้าว และพิจารณาคดีความเกี่ยวกับที่นา

การปกครองหัวเมือง คือ การบริหารราชการแผ่นดินในหัวเมืองต่างๆ ซึ่งแบ่งออกเป็นหัวเมืองชั้นในและหัวเมืองชั้นนอก 
หัวเมืองชั้นใน  (เดิมเรียกว่า เมืองลูกหลวง หรือ เมืองหน้าด่าน) ได้แก่ หัวเมืองที่กระจายอยู่รายล้อม

เมืองหลวง ถือเป็นเมืองบริวารของเมืองหลวง ไม่มีศักดิ์เป็นเมืองอย่างแท้จริง เพราะไม่มี เจ้าเมือง

 มีเพียง ผู้รั้ง (ซึ่งไม่มีอำนาจอย่างเจ้าเมือง จะต้องฟังคำสั่งจากเมืองหลวง) 

หัวเมืองชั้นนอก ได้แก่ เมืองทั้งปวง(นอกจากเมืองหลวง เมืองชั้นใน และเมืองประเทศราช) 
เมืองเหล่านี้จัดแบ่งระดับเป็นเมืองชั้น เอก โท ตรี ตามขนาด จำนวนพลเมืองและความสำคัญ แต่ละเมืองยังอาจมีเมืองเล็กๆ(เมืองจัตวา) อยู่ใต้สังกัดได้อีกด้วย เจ้าเมืองของเมืองเหล่านี้ มีอำนาจสิทธิ์ขาดในเมืองของตน แต่ต้องปฏิบัติตามพระบรมราชโองการและนโยบายของรัฐบาลที่เมืองหลวง ตามเขตการรับผิดชอบคือ หัวเมืองเหนือและอีสาน อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหนายก หัวเมืองใต้ (ตั้งแต่เมืองเพชรบุรีลงไป) อยู่ในความรับผิดชอบของ สมุหพระกลาโหม 
หัวเมืองชายทะเลตะวันออก (นนทบุรี  สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สาครบุรี ชลบุรี บางละมุง 

ระยอง  จันทบุรี  และตราด) อยู่ในความรับผิดชอบของ เสนาบดีกรมพระคลังคือ พระยาพระคลัง

การแต่งตั้งเจ้าเมือง             
     เมืองเอก ได้แก่ เมืองพิษณุโลก  นครราชสีมา  นครศรีธรรมราช  ถลาง และสงขลา  พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเอง เมืองโท  ตรี และจัตวา  เสนาบดีผู้รับผิดชอบเป็นผู้แต่งตั้ง 
การปกครองเมืองประเทศราช เมืองประเทศราชของไทยได้แก่ 
1. ล้านนาไทย (เชียงใหม่  ลำพูน  ลำปาง  เชียงแสน)
2. ลาว (หลวงพระบาง  เวียงจันทน์  จำปาศักดิ์) 
3. เขมร 
4. หัวเมืองมลายู (ปัตตานี  ไทรบุรี  กลันตัน  ตรังกานู) 
เมืองประเทศเหล่านี้มีเจ้าเมืองเดิมเป็นผู้ปกครอง  แต่มีความผูกพันต่อราชธานี คือ การส่งเครื่องราช

บรรณาการต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง ตามกำหนดเวลา และช่วยราชการทหารตามแต่กรุงเทพฯ หรือ

ราชธานี จะมีใบบอกแจ้งไป ภารกิจของราชธานี(กรุงเทพฯ) คือ ปกป้องดูแลมิให้ข้าศึกศัตรูโจมตีเมืองประเทศราช 
การชำระแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย

 

http://www.thaigoodview.com/library/contest2553/type2/social03/28/02con01_files/02i01_files/001.jpg

 

พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับการปกครองที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดให้ดำเนินการนอกเหนือไปจากการปรับปรุงแก้ไขระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน ได้แก่ การรวบรวมและชำระกฎหมายเก่า ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เมื่อได้ชำระเรียบร้อยแล้วโปรดเหล้าฯให้อาลักษณ์คัดลอกไว้เป็น 3 ฉบับ ทุกฉบับประทับ ตราคชสีห์  ตราราชสีห์ และตราบัวแก้ว  ซึ่งเป็นตราประจำตำแหน่งสมุหพระกลาโหมสมุหนายกและพระยาพระคลัง ตามลำดับ เสนาบดีทั้งสามเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการปกครอง ดูแลหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร กฎหมายฉบับนี้จึงมีชื่อเรียกว่า กฎหมายตราสามดวง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1  ได้ใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศมาจนถึงรัชกาลที่ 5 ก่อนที่จะมีการปฏิรูปกฎหมายและการศาลตามแบบสากล 

 

การปกครองในสมัยปัจจุบัน (รัตนโกสินทร์ตอนปลาย-ปัจจุบัน)

การเมืองการปกครองของไทยระหว่าง พ.ศ. 2475 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระยา มโนปกรณ์นิติธาดานายกรัฐมนตรี บริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2475 ไปได้เพียง 2-3 เดือน ก็ได้เกิดความขัดแย้ง ในหมู่คณะรัฐมนตรี และคณะราษฎรด้วยเรื่องการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ความขัดแย้งถึงขั้นรุนแรงจะนำไปสู่การประกาศพระพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎร การปลุกความคิดชาตินิยม พันเอกหลวงพิบูลสงคราม ซึ่งเป็นผู้ที่มีความคิดชาตินิยมอยู่แล้ว จึงดำเนินนโยบายสร้างชาติไทยให้เข้มแข็งก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลของพันเอกหลวงพิบูลสงคราม ได้ประกาศนโยบายดังนี้ คือ 

- ส่งเสริมการทำสวนครัว เลี้ยงสัตว์ ผลิตเครื่องใช้ด้วยตนเอง
 
- ชักจูงโฆษณาให้คนไทย ใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ รัฐบาลประกาศคำขวัญว่า ไทยทำ ไทย ใช้

ไทยเจริญ 
- ส่งเสริมให้คนไทยประกอบอาชีพค้าขาย และสงวนอาชีพบางอย่างห้ามคนต่างด้าวทำ
 
- ตั้งกรมโฆษณาการ เพื่อทำหน้าที่ปลุกใจประชาชน โฆษณาถึงความรักชาติ ให้เชื่อฟังผู้นำ โดยใช้คำขวัญ "เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย"
 

การเมืองการปกครองของไทยช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

1.       การประกาศสถานการณ์ความเป็นกลางของไทยในช่วงแรกของสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยประกาศยืนยันนโยบายเป็นกลางอย่างเคร่งครัด 
 

2.       การประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร นายปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่เห็นด้วยกับการประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร

จึงมิได้ลงนามในคำประกาศสงคราม 
 

3.       บทบาทของขบวนการเสรีไทย นายปรีดี พนมยงค์จัตั้งขบวนการเสรีไทย ใช้รหัสย่อว่าx.o Group รวบรวมคนไทย ซึ่งมีอุดมการณ์ตรงกันคือ ความมุ่งหมายในการขับไล่ญี่ปุ่นให้ออกไปจากผืนแผ่นดินไทย

 

การเมืองการปกครองของไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 – พ.ศ. 2500

1.       การแก้ปัญหาเนื่องจากไทยอยู่ในฐานะผู้แพ้สงคราม ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของไทย ประกาศสันติภาพ โดยถือว่าการประกาศสงครามของไทยต่อพันธมิตร ในระหว่างสงครามนั้นเป็นโมฆะ ม.ร.ว. เสนีย์ปราโมช เจรจากับสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ เพื่อความเป็นเอกราชของชาติโชคดีที่สหรัฐอเมริกา และอังกฤษไม่ติดใจไทย รัฐบาลไทยก็ได้ประกาศคืนดินแดนให้แก่อังกฤษ และฝรั่งเศส 
 

2.       การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 รัฐบาลไม่สามารถ อธิบายสาเหตุที่แท้จริงได้ นายปรีดี พนมยงค์ จึงแสดงความรับผิดชอบโดยการกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 
 

3.       การแย่งชิงอำนาจระหว่างนักการเมือง และระหว่างทหารบกกับทหารเรือ ความขัดแย้ง ทางการเมือง มีการแย่งชิงอำนาจระหว่างฝ่ายจอมพลแปลกพิบูลสงคราม กับฝ่ายของนายปรีดี พนมยงค์ เกิดกบฏขึ้นหลายครั้งเพื่อต่อต้านรัฐบาลจอมพลแปลก 
 

4.       การก้าวขึ้นสู่อำนาจของจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ การรับประหารจอมพลสฤษดิ์ ก็ได้ยื่นคำขาดต่อ จอมพลแปลกนายกรัฐมนตรี ให้แก้ไขสถานการณ์ทางการเมืองโดยด่วน เมื่อไม่ได้ผลฝ่ายทหารจึงถอนตัวออกจากการสนับสนุนรัฐบาลในไม่ช้า จอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ ก็ได้เป็นผู้ทำการรัฐประหาร

การเมืองการปกครองของไทยช่วง พ.ศ. 2501 ถึงปัจจุบัน

1.การปกครองแบบเผด็จการ แต่มุ่งพัฒนาประเทศของจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ 

2. การตื่นตัวในระบอบประชาธิปไตย และบทบาทของขบวนประชาธิปไตย

3. ความขัดแย้งระหว่างขบวนการเผด็จการ และขบวนการประชาธิปไตย 

4.การฟื้นฟูประชาธิปไตย และการแก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์

5. การรัฐประหารของสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)

สังคมวัฒนธรรมไทย สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

สภาพสังคมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีลักษณะโครงสร้างไม่แตกต่างจากสมัยอยุธยาและธนบุรี ลักษณะโครงสร้างของสังคมไทยสมัยนี้  มีการแบ่งชนชั้น ถึงแม้จะไม่มีการแบ่งวรรณะอย่างอินเดีย แต่ฐานะความเป็นอยู่ของผู้คนก็แตกต่างกัน

องค์ประกอบของสังคมไทยแบ่งเป็น 4 ชนชั้น 
 
1. เจ้านาย  ได้แก่ พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ พระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีลักษณะเป็นทั้งเทวราชาและธรรมราชา 

2. ขุนนางและข้าราชการ

3. ไพร่ เป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก แบ่งเป็น ไพร่หลวง และ

ไพร่สม

http://www.thaigoodview.com/library/contest2553/type2/social03/28/04con01_files/04i01_files/phai.jpg      http://www.thaigoodview.com/library/contest2553/type2/social03/28/04con01_files/04i01_files/8(13).jpg

4. ทาส   ชนชั้นต่ำสุดในสังคมไทย ไม่มีอิสระในการดำเนินชีวิต ชีวิตขึ้นอยู่กับนายทาส แบ่งเป็น

ทาสเชลย ทาสในเรือนเบี้ย  ทาสสินไถ่  ทาสได้มาแต่บิดามารดา  ทาสที่เลี้ยงไว้เมื่อเกิดทุพภิกขภัย 

ทาสที่ช่วยมาจากทัณฑ์โทษ และทาสท่านให้  ทาสที่ทำความดีความชอบต่อบ้านเมืองสามารถเลื่อนฐานะตนเองสูงขึ้นเป็นขุนนางได้ ส่วนขุนนางที่ทำผิดก็สามารถลดฐานะลงเป็นทาสได้เช่นกัน

เศรษฐกิจสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้มีการปรับปรุงบ้านเมืองหลาย ๆ ด้าน จำเป็นต้องใช้จ่ายเงินทองเป็นจำนวนมาก  การฟื้นฟูเศรษฐกิจนับเป็นปัญหาแรกที่ต้องกระทำเพื่อสร้างความมั่นคงของประเทศ ทั้งด้านการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของประชาชน และการค้ากับต่างประเทศ  เศรษฐกิจในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้น  เพราะมีชาวต่างประเทศเดินทางมาติดต่อค้าขายมากขึ้นจนต้องมีการปรับปรุงจัดทำเงินตราขึ้นมาเพื่อให้เพียงพอที่ในการแลกเปลี่ยนค้าขาย 

เงินตราที่ใช้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ เงินพดด้วง (โลหะเงินทำเป็นแท่งกลมม้วนเข้าหากันมีลักษณะเหมือนตัวด้วง)  และมีตราเครื่องหมายประจำรัชกาลไว้ที่ตัวด้วง

ดังนี้         

                                    รัชกาลที่ ตรา  อุณาโลมกับจักร

                                    รัชกาลที่ ตรา  ครุฑกับจักร

                                    รัชกาลที่ ตรา  ปราสาทกับจักร         

            ผลประโยชน์หรือรายได้ที่สำคัญของประเทศในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น  อาจจำแนก

ได้เป็น 2 ทางใหญ่ๆ คือ

1. รายได้จากการเก็บภาษีอากรจากราษฎร

2. รายได้จากการค้าขายกับต่างประเทศ           

รายได้จากการเก็บภาษีอากรจากราษฎร  แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ

                   2.1 จังกอบ คือค่าผ่านด่านขนอนทั้งทางบกและทางน้ำ  (ขนอนคือที่ตั้งเก็บภาษี )

เป็นภาษีที่เก็บจากราษฎรซึ่งประกอบอาชีพค้าขาย

                    2.2 อากร คือค่าธรรมเนียมที่รัฐบาลเก็บจากราษฎรในการประกอบ

อาชีพต่าง ๆ ที่ไม่ใช่การค้าขาย เช่น ทำนา  ทำสวน  หรือการที่รัฐบาลให้สัมปทาน

ผูกขาดประกอบกิจกรรมบางอย่าง เช่น ต้มสุรา  ชื่ออากรแต่ละชนิดจะกำหนดตาม

กิจกรรมที่กระทำ เช่น อากรสุรา  อากรบ่อนเบี้ย

                     2.3 ฤชา คือค่าธรรมเนียมที่ทางราชการเรียกเก็บจากราษฎรที่มา

รับบริการจากรัฐ เช่น การออกโฉนด  หรือเงินปรับไหมที่ผู้แพ้คดีจะต้องชดใช้ให้ผู้

ชนะ  ซึ่งรัฐบาลจะเรียกเก็บครึ่งหนึ่งเป็นค่าฤชา

                     2.4 ส่วย คือเงิน หรือสิ่งของ ซึ่งไพร่ส่วยส่งมาทดแทนแรงงาน 

 จะได้ไม่ต้องมาเข้าเวรรับราชการ  และยังรวมถึงสิ่งของเครื่องราชบรรณาการที่เมือง

ประเทศราชส่งมาถวายพระเจ้าแผ่นดิน

รายได้จากการค้าขายกับต่างประเทศ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอน

ต้น  การค้ากับต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นการค้าขายกับจีน  รองลงไปได้แก่ ญี่ปุ่น  ชวา  สิงคโปร์ 

และอินเดีย  ซึ่งเป็นการค้าโดยใช้เรือสำเภา  เนื่องจากกรุงเทพฯตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมในการติดต่อ

ค้าขายกับต่างประเทศ  เพราะอยู่ไม่ไกลจากทะเล  ในสมัยรัชกาลที่ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่น

เจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ 3)ทรงบังคับบัญชากรมท่า  และมีบทบาทในการส่งเสริมการค้ากับต่างประเทศ 

โดยเฉพาะกับจีน  จนสมเด็จพระบรมชนกนาถทรงเรียกพระนามว่า เจ้าสัว   

 รายได้จากการค้ากับต่างประเทศ  แบ่งออกเป็น

 2.1 การค้าสำเภาหลวง ซึ่งมีพระคลังสินค้ารับผิดชอบในการ

แต่งสำเภาหลวงไปค้าขายกับจีน  และประเทศใกล้เคียง  เช่น เขมร  ญวน  และมลายู

                        2.2 กำไรจากการผูกขาดการค้าของพระคลังสินค้า ซึ่งจะ

ทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลาง

                        2.3 ภาษีปากเรือหรือเบิกร่อง เป็นค่าธรรมเนียมซึ่งเก็บจาก

เรือสินค้าของชาวต่างประเทศที่เข้ามาจอดในเมืองท่าของไทย  โดยคิดตามขนาด

ความกว้างของปากเรือ  หรือยานพาหนะที่บรรทุกสินค้าเข้ามา

                        2.4 ภาษีสินค้าขาเข้า เก็บจากสินค้าที่พ่อค้าต่างประเทศนำ

เข้ามาจำหน่าย  ซึ่งเก็บไม่แน่นอน  เช่นในสมัยรัชกาลที่ 2 เรือสินค้าของชาวจีนเสีย

ภาษีขาเข้าร้อยละ ถ้าเป็นเรือสินค้าของชาติตะวันตกเสียร้อยละ 8

                        2.5 ภาษีสินค้าขาออก เก็บจากสินค้าที่ส่งออกในอัตราที่ต่างกันไปตามชนิดของสินค้า

รายจ่ายที่สำคัญของรัฐบาลแม้ว่ารัฐบาลจะมีรายได้มาก แต่ก็มีรายจ่ายมากมายมิใช่น้อยรายจ่ายที่

สำคัญๆ

ได้แก่

1.       รายจ่ายเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและพระมหากษัตริย์ ได้แก่รายจ่ายทางด้านกองทัพ 

กิจการทหาร  อาวุธ  เสบียงอาหาร  การสร้างป้อมปราการความมั่นคงในพระราชวังและพระราชพิธีต่างๆ

            2. รายจ่ายเพื่อบริหารงานราชการทั่วไป เช่นเบี้ยหวัดขุนนาง ค่าจ้างซื้อวัสดุใช้ในราชการ

            3. รายจ่ายทางด้านศาสนา เช่น สร้างวัด ซ่อมแซมวัด

            4. รายจ่ายทางด้านสังคมสงเคราะห์ เช่น การช่วยเหลือราษฎร เมื่อได้รับความอดอยาก ประสบภัยธรรมชาติ หรือเกิดโรคระบาด

            5. รายจ่ายเพื่อการลงทุนเช่น การลงทุนทำธุรกิจค้าขาย

            โดยปกติแล้วรัฐบาลมักจะมีรายรับมากกว่ารายจ่าย  ยกเว้นบางปีมีรายจ่าย

สูง  เนื่องจากเกิดศึกสงครามกับพม่า  หรือเกิดกบฏของประเทศราช

1.     นโยบายเศรษฐกิจของคณะราษฎร - สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

        นโยบายเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมโดยเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ(สมุดปกเหลือง) ซึ่งมีลักษณะแก้ปัญหาคล้ายระบบสหกรณ์ แต่ไม่ได้ประกาศใช้เพราะรัฐบาลขณะนั้นไม่เห็นชอบและรัชกาลที่ 7 ก็ทรงมีพระราชดำริไม่เห็นชอบ (สมุดปกขาว) โดยเกรงว่าลักษณะค่อนไปทางสังคมนิยม รัฐบาลไทยตึงดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเป็นแบบเสรีนิยมมาโดยตลอด ทำให้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของชาวจีนและชาวตะวันตก สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลดำเนินนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจเพื่อให้คนไทยมีงานทำและขจัดอิทธิพลทางเศรษฐกิจของคนต่างชาติ

ลดบทบาทการผูกขาดทางเศรษฐกิจของชาติตะวันตกและชาวจีน เรียกร้องให้คนไทยนิยมใช้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศเอง รวมไปถึงการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ ได้แก่บริษัทกึ่งราชการ ทำให้ไม่สามารถขจัดอิทธิพลของพ่อค้าจีน เพราะต้องพึ่งการจัดการของชาวจีน

        ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายที่มีสัมพันธภาพกับฝ่ายโลกเสรี สภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นเพราะผลจากสงครามเกาหลี จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับเข้ามามีอำนาจทางการเมืองอีกครั้ง และยังคงดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจแบบชาตินิยม โดยเข้ามามบทบาทด้านการลงทุนในรูปรัฐวิสาหกิจที่เรียกว่าทุนนิยมโดยรัฐและส่งเสริมธุรกิจภาคเอกชน ซึ่งเศรษฐกิจแบบชาตินิยมนี้ก่อให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันระหว่าวงพอค้ากับราชการทำให้อำนาจทางเศรษฐกิจไทยตกอยู่ในมือของกลุ่มนายทุนเก่าและใหม่ แต่สำหรับการแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานของสังคมไทยนั้นรัฐบาบเข้าไปแก้ปัญหาน้อยมาก เช่น เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน หรือการผลิตแบบล้าหลัง

 2.     นโยบายเศรษฐกิจภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

        รัฐบาลภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นครั้งแรก โดยรัฐบาลไทยได้รับการช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาเพื่อปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยและก้าวหน้าและดำเนินการต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยอย่างมาก คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504-2509) เป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจล้วนๆ เพียงฉบับเดียว เน้นการขยายบริการพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนด้านอุตสาหกรรม ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศโดยการสร้างถนน ไฟฟ้า ฯลฯ ขยายการศึกษารดับอุดมศึกษาไปสู่ระดับภูมิภาค เช่น เชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น เน้นการเพิ่มรายได้ประชาชาติและก่อให้เกิดชนชั้นกลางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2510-2514) รวมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเข้าด้วยกัน ขยายการพัฒนาสู่ชนบทเพื่อขจัดการแทรกซึมของพรรคคอมมิวนิสต์ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2515-2519) กระจายรายได้ระหว่างเมืองและชนบท กำหนดนโยบายประชากร แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2520-2524) เร่งขยายการผลิตเพื่อส่งออก ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างเมืองและชนบท มุ่งสร้างความเป็นธรรมในสังคม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525-2529) เน้นรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ขยายพื้นที่ พัฒนาบริเวณฝั่งทะเลตะวันออก 
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2530-2534) ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ตลาดเพื่อให้สินค้าไทยแข่งกับต่างประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพด้าบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
 
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2535-2539) รักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพและต่อเนื่อง กระจายรายได้และการพัฒนาสู่ชนบท
 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) มุ่งเน้นพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และบูรณะรักษาสิ่งแวดล้อม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549) มุ่งเน้นการสร้างระบบบริหารจัดการที่ดีในสังคมไทย การเสริมสร้างฐานรากของสังคมให้แข็งแรง การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้มีความสมดุลและยั่งยืน 
        หลังจากประเทศไทยประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาเป็นเวลา 40 ปี ปรากฏว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอยู่ในเกณฑ์และก้าวหน้า ส่งผลให้ผลผลิตทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นและมีกรรมวิธีในการผลิตที่อาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การสาธารณูปโภคได้รับการปรับปรุงและกระจายไปสู่ชนบทมากขึ้น การลงทุนจากต่างปะเทศสูงขึ้น อัตราการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศลดลงและอัตราการเพิ่มประชากรลดลง แต่ความเจริญเติบโตเหล่านี้มิได้กระจายไปสู่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ยังมีปัญหาความยากจนและความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้ความเจริญด้านต่างๆ กระจุกอยู่ตามเมืองใหญ่และในกรุงเทพฯ ช่องว่างระหว่าบุคคลมีมากขึ้นรวมไปถึงปัญหามลพิษ ที่เกิดจากการพัฒนาประเทศด้านอุตสาหกรรม กลุ่มนายทุนและนักการเมืองร่วมมือประสานประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสร้างเสริมอำนาจทางการเมืองในปัจจุบัน

 

Comments