หน้าแรก ของ ฟาร์มสุข@พุคาย

เพจทำไปเรื่อยๆ ค่อยๆ อัพเดทนะครับ - ขออภัยในความไม่สะดวก อัพล่าสุด 5/8/2561
ฟาร์มสเตย์ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ใช้ชีวิตย้อนยุค กิน นอน หุงหา แบบบ้านๆ เข้าไร่ เข้าสวน ปลูกผัก ตัดหญ้า
ฟาร์มเล็กๆ เพื่อจะเป็นแหล่งทดลองและเรียนรู้ การดำรงชีวิตแบบพื้นฐาน แบบพอเพียง เรียบง่าย ดั้งเดิม ยั่งยืน ธรรมชาติ และปลอดสารพิษ
    ที่มาของฟาร์มนั้นเริ่มจากผมปลูกบ้านไว้เพื่อเก็บของที่สะสมมาทั้งชีวิต(ผมชอบหอบฟาง)และมาพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ ปลูกต้นไม้ให้เทวดาเลี้ยงรอเกษียณอายุจะได้มาชื่นชมสวนของตัวเอง จนกระทั้งช่วงต้นปี พ.ศ.2558 ก็พบว่าน้องเต๋ลูกชายคนเดียวป่วย เป็นโรค "เบาหวานประเภทที่ 1" ช่วงแรกก็ตั้งตัวไม่ติด แต่ก็รอจนสติกลับร่างช่วงนั้นใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ ตอนนั้นไม่หลับไม่นอนหาข้อมูลสารพัด จนคิดว่าโรคนี้มันก็พอรับกันไหวนะจะอยู่ก็ที่ตัวลูลเราละถ้าจะให้คุณภาพชีวิตลดน้อยหน่อยหรือช้าหน่อยก็ต้องเจ็บตัวกันมากหน่อย ไงก็ต้องฉีดอินซูลินกันวันละหลายเข็มและแถมต้องเจาะนิ้ววัดค่าน้ำตาลให้คุณหมอทำงานง่ายๆ เพราะถ้าเอาแค่คุมน้ำตาลวันละ 2 รอบก็คงเพียงพอละ พอคิดได้แล้วก็มั่นใจว่า "เอาอยู่" เพราะเด็กยังสู้แล้วคนเป็นพ่อจะรออะไรล่ะ ยังไงก็ดีกว่าอีกหลายโรคที่เราได้เห็นตอนไปนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช จึงคิดว่าน่าจะพากันกลับมาอยู่ที่บ้านดีกว่า เลิกกดดันลูกชาย ให้ใช้ชีวิตไม่ต้องยุ่งยาก และอากาศที่ดี ซึ่งที่นี่อากาศดีมากๆ จึงได้หาทางออกจากงานประจำมาเริ่มลงมือสร้างฝัน ช่วงเดือน พฤษภาคม พ.ศ.2558 จบภาค 1 การกลับบ้าน

    หลังจากลาออกมาจึงมีเวลาไปหาเพื่อนเก่าๆสมัย ประถม และ มัธยมต้น บ้าง ผมแต่เดิมเป็นเด็กยอดแหลม(นครปฐม) เจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนประถมชื่อว่า วสุ สุวรรณเกิด (ไอ้โต้ง) อยู่ห้องเดียวกัน เรียนลูกเสือหมู่เดียวกัน และแลกเปลี่ยนแสตมป์กัน ผมก็จะจำได้ดี พอผมบอกว่าจะกลับมาอยู่บ้านนอก อยากทำเกษตร ทำร้านกาแฟเท่ห์ๆ เพื่อนก็ใจดีใหญ่ ในตอนที่ผมเอาฝันอยากจะมีร้านกาแฟสวยๆ น่านั่งไว้นั่งดื่มกาแฟตอนเช้าๆมาขยายให้ฟัง เพื่อนก็กุลีกุจอ ติดต่อประสานงานให้สารพัดเรื่อง สืบเนื่องจากโต้งเป็นหนึ่งในลูกเขยนายเต็กกอ ซึ่งตระกูลนี้เก่งเรื่องค้าขายด้านอาหารอยู่เป็นทุนเดิม เรื่องจะทำร้านอาหารนี่จึงเป็นปัจจัยใหญ่ให้สนับสนุนเต็มที่ แถมบอกเลยว่า ทำร้านกาแฟก่อนเดี๋ยวได้เงินมาค่อยไปทำเกษตรไรเนี่ยทีหลัง แต่ตัวเพื่อนโต้งเองนั้นมีอาชีพรับจัดสวนทำแลนด์สเคป ด้วยก็เลยอาสาเอาต้นไม้มาลงให้และจัดสวนให้ เก็บตังค์นะแต่คงขาดทุนแน่นอน เพราะช่วงฝนตกน้ำขัง ไหลทลายดิน โต้งก็เอาเด็กมาทำทางน้ำทำแอ่งรับน้ำฝังท่อซีเมนท์ใยหิน งานไฮโซมาก ในขณะที่งานร้านยังไม่จบและผมก็ได้จ้างช่างมาทำโครงสร้างร้าน เพราะเราคิดว่าทำไม่ไหว พอดีช่างไม่ว่าง ช่างเขาก็หยุดงานไปเลย ผมก็ต้องมาทำต่อเองคนเดียว(ขอย้ำ ค น เ ดี ย ว) เชื่อมเหล็ก ส่งหลังคา ปีนขึ้นจัด ปีนลงจัด ปีนขึ้นยึดน๊อตขันสกรู ปีนลง ส่งหลังคา ทำคนเดียว ช้าหน่อย พอเสร็จแล้วก็มาแอบภูมิใจ แต่เหนื่อยและช้ามาก ส่วนงานพื้นปูน เกิดมาหลังจากเรียนจบแล้วไม่เคยทำงานปูนอีกเลย แต่ก็ต้องทำคนเดียวอีกแล้ว ไม่ทำใครจะทำ ผสมปูน กวนปูน เทปูน แต่งหน้าปูนใช้เกรียงนี่ล่ะ ทำทีละกระป๋อง กลับมาตักปูน อ่าว นี่ปูนที่ผสมไว้จะแข็งซะแล้วก็ต้องกวนปูนใหม่ ทำไม่ทันปูนแข็ง ต่อมาเลยผสมน้ำเยอะนิดนึง อ่าวมีปัญหาอีก ปูนมันย้วยไม่แข็ง อืม...ยากจริงๆ ทำจนเกือบเสร็จปรากฏว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อนักเทนนิสอักเสบ (tennis elbow) อีกยกแขนไม่ขึ้นทำอะไรหยิบจับแทบไม่ได้เลยต้องไปหาหมอรักษาพักนึง เพื่อนโต้งก็ลากเด็กมาช่วยงานปูนจนเสร็จอีก เล่าข้ามไปนิดนึงตอนที่ก่อนก่อสร้างร้านกาแฟ โต้งนี่เรียนด้วยกันทั้งประถมและมัธยมต้น พาไปพบเพื่อนเก่ามัธยม ชื่อส่ง บุญส่ง พินธุรักษ์ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บุณโสฬส เพื่อนส่งนี่ประสพความสำเร็จในชีวิตก่อนเพื่อนๆ ในงานด้านรับเหมาก่อสร้าง พอได้ข่าวก็ยินดีจะช่วยผม สอบถามมาเลยว่าร้านกาแฟจะใช้เหล็ก หิน ปูน ทรายเท่าไหร่ งานรับเหมามีเศษวัสดุที่ใช้ไม่หมดเหลือๆ อยู่บ้าง .?....อ่าวฟังดูจะดีนะผมนี่ก็รีบจดรายการของไปให้เลย ส่งรายการไปให้เพื่อนปุ๊บ ทันใดเพื่อนก็ส่งของลงมาช่วยปั๊บเลยเหมือนกัน แต่เอ๊ะนี่มันไม่ใช่ของเหลืออย่างที่บอกนี่นา นี่มันของใหม่ๆ ไหนจะค่ารถบรรทุกลงมาจากนครปฐมอีก ผมก็นึกแปลกใจ คือเพื่อนเมื่อสบายแล้ว คงไม่ทุกคนคนล่ะมั้งที่จะมีน้ำใจจะช่วยเพื่อน ขนาดเพื่อนบางคนยังคิดกำไรจากธุรกิจกับเพื่อนแบบ 100 % บางทีไม่กล้าพูดแกล้งออกไปธุระให้เมียเก็บตังก็มี อันนี้จึงต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้เลย อย่างมากด้วย ทั้งสองท่านเลย ในที่สุดร้านก็เปิดได้ โดยยึดตำราโหรไทยในการเปิดร้านเอาฤกษ์เอาชัย ในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2559 จบภาค 2 เปิดร้านกาแฟ

        ในเวลาที่นั่งชื่นชมกับร้านกาแฟของตัวเองแต่จริงๆแล้ว พื้นที่ดินถมใหม่ๆ ต้นไม้เพิ่งจะปลูก มันก็จะดูแห้งแล้ง ดูร้อนๆ บวกกับ ปี พ.ศ.2559 นี้เป็นปีที่เกิดภาวะแล้งมากกว่าปกติในท้องที่แถบบ้านผม บ่อที่เพิ่งขุดเพื่อเอาดินมาถมริมถนนทำร้านกาแฟ น้ำแทบไม่มีเหลือ ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วงที่มีน้ำอยู่ ผมก็ได้ไปซื้อปลาคาร์ฟ ปลากระโห้ ปลาบึก ปลายี่สกโบราณ ปลากดคัง ปลาแรด ฯลฯ สาธยายไว้เฉพาะปลาที่โตแล้วจะตัวใหญ่ๆ ลงปลาไปเกือบ 5000 ตัว ต้องวิดบ่อจับปลายกให้คนอื่นไป เนื่องจากน้ำแห้งกลัวปลาดีๆ จะตายหมด ซึ่งตอนที่ยกให้เขาไปปลากระโห้ก็ตัวโลกว่าเข้าไปแล้ว เล่ามาไกลเลย คือจะบอกว่าน้ำแห้งปั๊มดึงน้ำแทบไม่ขึ้นเพื่อใช้ในบ้านและใช้รดต้นไม้ แต่สุดท้ายก็รอดมาได้แบบทุลักทุเล ต้นสนจะเป็นต้นไม้ที่เทวดาเลี้ยงได้ดีที่สุด นอกนั้นก็ประทังชีวิตรอดมาได้ จะมีก็แต่ตะขบ เนี่ยที่ตั้งใจให้โตมาบังแดดให้ร่มที่หน้าร้านสมใจ แต่ร้านกาแฟและเครื่องดื่มก็ไม่ตอบโจทย์ จึงมองหารูปแบบร้านอาหารมาเพิ่ม แต่มีข้อจำกัดทางความคิดว่า ตั้งใจจะไม่ทำร้านอาหารตามสั่ง เพราะ หน้าบ้านมีร้านแบบนี้อยู่ใกล้ๆกันถึงสองร้าน ก็มองๆหาอาหารที่ตัวเองชอบด้วยเคยทำแล้วอร่อยด้วย จึงมาจบที่ร้าน สเต็กและพาสต้า มีไอติมขายด้วย ดังนั้นเมื่อความคิดมาทางนี้แล้วจึงมาพบปัญหาว่าไม่ได้นึกจะมีครัว เลยต้องต่อหลังร้านกาแฟ เป็นครัวแบบแสวงเครื่องไว้ทำอาหารคือ เช้าแดดส่องข้างนึงบ่ายแดดส่องอีกข้าง ร่มนี่ยกไปยกมา ฝนตกนี่น้ำกระเด็นเข้ากะทะน้ำมันกระเด็นอีก กว่าจะได้ครัว ก็มีสัตว์บาลที่ทำงานแถวๆนั้น คงจะนึกสงสาร นำลูกน้องที่เป็นพม่า มาช่วยทำโดยคิดค่าแรงตามจริงเป็นรายชั่วโมง จึงได้ทั้งห้องครัวและห้องน้ำมาพร้อมๆกัน แต่รายละเอียดก็ยังคงเก็บไม่เรียบร้อยสักเท่าไหร่ เพราะการเงินช่วงหลังมาขายไม่ถึงกับดีมาก ก็พออยู่ได้ จ่ายค่าไฟช้าบ้าง ค่าอินเตอร์เน็ทช้าบ้าง สลับกันไป งานนี้ก็ถือว่าสำเร็จไปส่วนหนึ่ง ร้านก็ถูกขยายขึ้น
       เมื่อร้านเข้าที่บ้างเล็กๆ งานด้านเกษตรก็จะเดินไปช้าๆ ทำงานกลางแดดก็ไม่ค่อยไหวในช่วงแรกๆ ออกแดดได้แป๊บๆ ก็รีบพักเข้าร่ม เหงื่อนี่คงไม่ต่างกับนั่งในซาวน่า แบบรดน้ำใส่ถ่าน ซู่ ซู่ เสื้อผ้าใส่กันวันวะ สอง สามตัว เลยทีเดียว แต่พอทำไปๆ ก็เริ่มรู้สึกถึงความอึดความถึกขึ้นเรื่องๆ ทำได้มากขึ้น ทนได้มากขึ้น แต่มันก็ยังรู้สึกว่าเหนื่อยจัง ไปๆมาๆ ก็ไปหาเรื่องเอาอาสาสมัครมาช่วยงานในสวย ดีกว่า เริ่มจาก หาจิตอาสาในเว็ปไทย เริ่มสมัครไปแล้วก็เฝ้ารอสิทีนี้ รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ ไม่เห็นมีใครสนใจฟาร์มเล็กๆ เกิดใหม่เลย ใจฝ่อเหมือนกันแต่ เอาวะ ไปลองลงในเว็ปฝรั่งดูบ้างดีกว่าเผื่อจะรุ่ง ก็เลยลองไปสมัครทิ้งไว้ดู . . . . ผ่านไป 6 เดือน ฮ่า ฮ่า เหมือนกันเลยมั้ง แต่ในที่สุดก็มีคนพลาดแล้ว ส่งอัเมล์มาจากสาธารณะรัฐเช็ก เอาละคนแรกมาละ แต่เขาว่าวีซ่าเนี่ยมันขอยาก ให้ช่วยทำหนังสือเชิญให้เขาหน่อย โถ กะอีแค่หนังสือเชิญมันจะยากอะไร เราก็เขียนไปแบบหรูๆ เลย เชิณคุณนั่นคุณนี่มาเป็นแขกในฟาร์ม บลา ๆ ๆ  ปรากฏว่าไม่ผ่านนะ ส่งกันหลายครั้งถึงขนาดเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยที่ เช็กฯ โทรมาหามาคุยเลย คุณเป็นใคร ฟาร์มคุณจดทะเบียนการค้าหรือป่าวช่วยส่งหลักฐานมาให้หน่อย เราก็ขึ้นเลย เกษตรกรทำสวนชื่อเพราะๆ จะต้องขนาดจดทะเบียนการค้าจดทะเบียนพานิชเชียวหรือ ฮ่า ฮ่า แต่ก็จบลงได้ด้วยดี จนฝรั่งสามารถมาทำงานที่ฟาร์มได้จนได้ จนเป็นเพื่อนกันไป ทุกวันนี้ยังติดต่อกันอยู่ ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้แคบจัง จนทำให้บางส่วนในฟาร์มจะมีวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาผสมผสานด้วยซึ่งก็ทำให้มีความหลากหลายในการเกษตรขึ้น เปิดโลกทัศน์ส่วนตัวมาก ก็เป็นส่วนที่คิดอะไรไม่ออก เลยหาเรื่องไปเรื่อยๆ แต่ก็เป็นเรื่องดี จนทำให้เป็นจุดสนใจขอใครหลายๆคนและยังสอดคล้องกับนโยบายประเทศในช่วงนี้ด้วย คือ การท่องเที่ยว และเกษตรเชิงท่องเที่ยว

       ต่อมาหลังจากหน้าร้านเริ่มนิ่งๆ ก็จะมีความรู้สึกดีๆที่ได้นั่งในร้านกาแฟ ร้านสเต็กสวยๆ สมใจ ช่วงนี้ก็หัดปลูกผักกันไป รอดบ้างตายบ้าง ทำเองบ้างฝรั่งทำบ้าง แต่เนื่องจากความไม่รู้จริงและฝรั่งก็ปลูกโดยใช้วิธีแบบบ้านเขาแบบเมิองหนาวและดินแบบบ้านเขาซึ่งต่างจากบ้านเรา มันก็จะได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่ก็จำๆไว้ว่าเอาอะไรมาปลูกบ้าง แต่หลังๆ พืชที่หาซื้อกินจากตลาดเช่นพวกผักสวนครัวนั้นจะมีความปลูกยาก มีความรู้สึกว่ามันไม่ค่อยรอด จนเหมือนความมั่นใจในการปลูกพืชผักจะลดลงไปนิดๆ แต่แล้วก็สบช่องเมื่อได้ไปจองไม้ป่ามาจากศูนย์เพาะกล้าไม้จังหวัดซึ่งเป็นของ กรมป่าไม้ ก็เอามาปลูกกันไปเต็มไปหมด หวังว่าจะได้ไม้ยืนต้นสูงๆมีละเมาะ ให้ลมเย็นๆ ได้ผ่านบ้านบ้าง แล้วก็ทำให้ความมั่นใจกลับคืนมาบ้างเพราะไม้พวกนี้ตายยาก ก็จะมีกำลังใจขั้นมาโขอยู่ ช่วงนี้เหนื่อยมาก เพราะต้องขุดดินปลูกเอง  งานนี้ไม่หมูอย่างที่คิด ทำไปด้วยตัวเองบ้างด้วยฝรั่งจิตอาสาบ้าง จนประมาณกลางปี 2560 จู่ๆน้องชายของผมก็ส่งไลน์มาบอกว่า ฅนกล้าคืนถิ่น ได้เปิดอบรมอีกครั้ง หลังจากเปิดไปหลายชุดและเงียบๆไป เงียบไปคือเราได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่เขาจะเปิดอีกนะ พอได้ข่าวก็เลยรีบสมัครไปก่อนในทันทีเพื่อจะได้รู้ว่า พวกคนที่อยากทำเกษตรเขาต้องทำอะไรกันบ้าง คิดยังไง ทำอะไร และก็สมใจที่เฝ้ารอ ในที่สุดผมได้เข้าอบรมหลักสูตร 5วัน4คืน ซึ่งกว่าจะตัดสินใจก็เป็นเรื่องที่ยากมากทีเดียวเพราะต้องจากบ้านที่ไม่มีคนงานและยังมีสัตว์เลี้ยงมากมาย ทิ้งไว้ให้ภรรยา ดูแลคนเดียวรวมทั้งร้านอาหารอีกด้วย แต่ก็สรุปกันว่าไปลองดู ตกลงได้ไปประชุมเมื่อ 30 กันยายน - 4 ตุลาคม 2560 อบรมได้ทั้งความรู้ ความอยากทำ เพื่อนใหม่ต่างเพศต่างวัย ที่มีความคิดไปในทางเดียวกัน จบมาในรุ่น ฅนกล้าฯราชบุรี รุ่น 3/1 กลับมาลุยงานเกษตรเต็มที่ แต่ก็เริ่มจากภาพรวมและระบบก่อน เพราะ มีวัสดุอุปกรณ์ที่ซื้อมาเตรียมพร้อมไว้ก่อนหน้ามากมาย แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ เพราะคิดว่าต้องรอจ้างช่างมาทำ ซึ่งงานบางอย่างนั้นไม่ต้องรอถ้าเรากล้าลงมือทำเองแต่มันอาจไม่ดีหรือไม่สวยนัก แต่เรารับได้ และภาคภูมิใจได้เมื่อมันเสร็จแล้ว เช่นโรงเลี้ยงไก่ไข่ โรงเลี้ยงไก่ดำ โรงปุ๋ยมูลไส้เดือน อันนี้รวมกับที่เลี้ยงกุ้งก้ามแดงด้วย และยังเป็นโรงจอดจักรยานที่เมื่อก่อนไม่รู้จะเอาไปจอดไหน ก็เลยได้งานมากมายโดยมีอาสาสมัครฝรั่งมาเป็นลูกมิอ ฮาาาา แต่งานนั้นๆ ก็มีส่วนมาจากการอบรมโดยใช้หลักสูตร การตื่นรู้จากการอบรมฅนกล้าคืนถิ่น ขอบคุณมากๆครับ งานเกิดเพียบ จนกระทั่ง เดือนกุมภาฯ วันที่8 เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชน รถยนต์ไม่สามารถใช้งานได้ต่อไปและต้องพักรักษาตัวถึง 3 เดือนกว่าจะเริ่มทำงานได้อีกครั้งแต่ก็ยังทำอะไรหนักหนาไม่ค่อยได้ แต่ก็ยังไม่หมดไฟทำอะไรได้ก็เอาเลย ไม่ยอมหยุดอยู่เฉยๆ จะต้องทำให้ถึงฝันทุกสถานีต่อไป  เอาล่ะเรามาดูกันต่อไป