การรักษามะเร็งตับ

Tip: การรักษามะเร็งตับ,การรักษามะเร็งตับระยะสุดท้าย,โรคมะเร็งตับ,มะเร็งตับคือ,สาเหตุมะเร็งตับ,การเกิดมะเร็งตับ

การรักษามะเร็งตับด้วยเคมีบำบัด

posted Oct 15, 2009, 1:24 AM by นายแพทย์มนัส ตันติภนา   [ updated May 16, 2012, 1:48 AM ]

การรักษามะเร็งตับด้วยเคมีบำบัด

เคมีบำบัดคืออะไร?

เคมีบำบัด คือ การรักษามะเร็งตับด้วยยาเพื่อควบคุมหรือทำลายเซลล์มะเร็งตับ การออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งตับ และทำลายเซลล์มะเร็งตับ การรักษามะเร็งตับด้วยเคมีบำบัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ ผมร่วง มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของยา สภาวะความแข็งแรงของร่างกาย ความพร้อมทางด้านจิตใจของผู้ป่วยมะเร็งตับมะเร็งตับด้วย

วิธีการใช้เคมีบำบัดรักษามะเร็งตับ

การให้ยามักใช้วิธีฉีดเข้าเส้นเลือดดำหรือการกิจ เมื่อยาเข้าสู่กระแสเลือดจะกระจายไปทั่วร่างกาย เป็นประโยชน์สำหรับมะเร็งระยะที่กระจายไปที่การฉีดยาเคมีเข้าหลอดเลือดบริเวณตับหรือการฉีดสารเพื่ออุดกั้นหลอดเลือดที่เลี้ยงมะเร็งตับ(Intrahepatic Chemotherapy/Chemoembolization)

v ยารักษามะเร็งตับชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดแดง (Chemoembolization) ทำได้โดยการฉีดยาเคมีบำบัดเข้าเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งในตับ เส้นเลือดก็จะถูกอุดตันด้วยยาที่มีส่วนผสมของน้ำมันหรืออนุภาคขนาดเล็ก ทำให้มีเลือดไปเลี้ยงก้อนมะเร็งลดลง  ตับ มีลักษณะพิเศษ คือ ได้รับเลือดจาก 2 ทาง คือ เส้นเลือดแดงตับ (hepatic artery) และเส้นเลือดดำ (portal vein) โดยได้เลือดจากเส้นเลือดดำ 75% และเส้นเลือดแดงเพียง 25% แต่ก้อนมะเร็งมักจะได้รับเลือดจากเส้นเลือดแดง ดังนั้นเมื่อเส้นเลือดแดงถูกทำให้อุดตัน ก้อนมะเร็งก็จะขาดออกซิเจนและสารอาหาร แต่ตับก็ยังได้เลือดเลี้ยงจากเส้นเลือดดำ portal vein

การรักษามะเร็งตับวิธีนี้สามารถใช้ได้ทั้งกับมะเร็งตับปฐมภูมิและทุติยภูม แต่จะไม่ได้ส่งผลต่อมะเร็งส่วนอื่นของร่างกาย ตัวอย่างของมะเร็งตับที่สามารถรักษาได้ด้วยวิธี chemoembolization ได้แก่

·        Hepatoma

·        Cholangiocarcinoma

·        Metastasis

·        Carcinoid

·        Ocular melanoma

·        Sarcomas

    ต้องมีการตรวจหลายอย่างก่อนการรักษามะเร็งตับด้วยวิธีนี้ ได้แก่ การตรวจเลือดดูการทำงานของตับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ การตรวจด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) โดยแพทย์จะดูผลการตรวจเหล่านี้เพื่อคาดคะเนภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับบางรายไม่

เหมาะกับการรักษามะเร็งตับด้วยวิธีนี้ เช่น

·        เส้นเลือดดำในตับอุดตัน (blockage of the portal vein)

·        ตับแข็ง (cirrhosis)

·        ท่อน้ำดีอุดตัน (blockage of bile duct)

    การเตรียมตัวก่อนการรักษามะเร็งตับด้วยวิธีนี้ ผู้ป่วยมะเร็งตับต้องงดน้ำงดอาหารหลังเที่ยงคืนก่อนมาโรงพยาบาลและผู้ป่วยมะเร็งตับจะได้รับสารน้ำทางเส้นเลือดดำที่โรงพยาบาลเพื่อเอาไว้ให้ยาฆ่าเชื้อและยาอื่นๆ  หลังจากทำหัตถการเสร็จเรียบร้อย ผู้ป่วยมะเร็งตับจะได้กลับมาที่ห้องพัก และต้องนอนราบบนเตียงนาน 6 ชั่วโมง และจะได้รับสารน้ำทางเส้นเลือดดำต่อ ผู้ป่วยมะเร็งตับสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ในวันรุ่งขึ้น    ผลข้างเคียงที่สำคัญของการรักษามะเร็งตับด้วยวิธี chemoembolization คือ อาการปวด ไข้ และคลื่นไส้อาเจียน อาการอาจมากน้อยแตกต่างกัน แต่มักมีอาการอยู่เป็นชั่วโมงถึงเป็นวันหลังการรักษามะเร็งตับ ซึ่งสามารถบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ด้วยการกินยา ผู้ป่วยมะเร็งตับบางรายอาจมีผมร่วงได้เล็กน้อย    อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยมะเร็งตับมีโอกาสเสี่ยงเล็กน้อยที่จะเกิดภาวะตับวาย หรือการติดเชื้อตามมาได้ ซึ่งถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายจากการรักษามะเร็งตับด้วยวิธี chemoembolization แต่มีโอกาสเกิดได้น้อยมาก

การใช้คลื่นวิทยุทำลายเนื้องอกที่ตับ (RFA)

posted Oct 13, 2009, 12:58 AM by นายแพทย์มนัส ตันติภนา   [ updated May 16, 2012, 1:47 AM ]

การใช้คลื่นวิทยุทำลายเนื้องอกที่ตับ  (RFA)

    RFA เป็นการรักษามะเร็งตับแบบใหม่ ใช้รักษามะเร็งตับที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์จะสอดเครื่องมือผ่านทางหน้าท้องโดยอาศัยอัลตร้าซาวน์นำทางเข้าไปที่ก้อนมะเร็ง และส่งผ่านคลื่นวิทยุเข้าไปเกิดความร้อนเฉพาะที่บริเวณก้อนและทำลายเซลล์มะเร็งด้วยตำแหน่งที่แม่นยำ มีผู้ป่วยมะเร็งตับประมาณ 1000 ราย ในอเมริกาและยุโรปที่ใช้วิธีการรักษามะเร็งตับนี้

ขั้นตอนการรักษามะเร็งตับด้วย RFA :  

    หลักการรักษามะเร็งตับวิธีนี้คือ ช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งตับได้รับความเจ็บปวดจากการผ่าตัดน้อย ซึ่งมีวิธีการทำหลายวิธี เช่น

1.               โดยการสอดสายผ่านทางผิวหนัง

2.               โดยการส่องกล้องผ่านทางหน้าท้อง

3.               โดยการผ่าตัดเปิดช่องท้อง

    ในบางรายที่ก้อนมะเร็งอยู่ตื้นอาจผ่าตัดออกได้ ส่วนก้อนที่อยู่ลึกจะใช้วิธีทำลายด้วย RFAเป็นการช่วยรักษาเนื้อตับที่ยังดีอยู่ไว้ให้มากที่สุด การพิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยมะเร็งตับขึ้นอยู่กับจำนวนและตำแหน่งของก้อนมะเร็ง โดยส่วนใหญ่การรักษามะเร็งตับวิธีนี้เพียงครั้งเดียวก็สามารถกำจัดก้อนมะเร็งออกไปได้ อย่างไรก็ตาม ก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ที่สุดที่สามารถรักษาได้ด้วยวิธี RFA คือ 5 ซม.    ระยะเวลาในการรักษามะเร็งตับด้วยวิธีนี้ประมาณ 20 นาทีถึง 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวนของก้อนมะเร็ง ผู้ป่วยมะเร็งตับมักทนต่อการรักษามะเร็งตับวิธีนี้ได้ดี อาจมีอาการปวดเพียงเล็กน้อยหรือไม่ปวดเลยหลังการรักษามะเร็งตับ ผู้ป่วยมะเร็งตับบางรายอาจมีไข้ต่ำๆ ได้ 2-3 วันหลังการรักษามะเร็งตับ โอกาสเสี่ยงต่อการเสียเลือดหรือการติดเชื้อหลังการรักษามะเร็งตับมีน้อยมาก ผู้ป่วยมะเร็งตับสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ในวันรุ่งขึ้นหลังการรักษามะเร็งตับด้วยวิธีสอดสายผ่านทางผิวหนังหรือวิธีส่องกล้องผ่านทางหน้าท้อง สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับที่ผ่าตัดเปิดช่องท้อง มักต้องอยู่โรงพยาบาลต่ออีก 2-4 วัน หลังการรักษามะเร็งตับด้วยวิธี RFA ต้องตรวจติดตามด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เป็นระยะเพื่อเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำของมะเร็ง

ข้อปฏิบัติหลังจากการรักษามะเร็งตับ

posted Oct 13, 2009, 12:58 AM by นายแพทย์มนัส ตันติภนา   [ updated May 16, 2012, 1:45 AM ]

ข้อปฏิบัติหลังจากการรักษามะเร็งตับ

    ภายหลังจากการรักษามะเร็งตับครบแล้ว ผู้ป่วยมะเร็งตับจะได้รับการนัดตรวจต่อเนื่อง โดยแพทย์จะนัดมาเพื่อซักถามอาการ ตรวจร่างกาย ตรวจเลือดหรือการถ่ายภาพ เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือการตรวจด้วยภาพสะท้อนคลื่นแม่เหล็ก เพื่อติดตามดูว่ามีการกลับมาของมะเร็งหรือไม่ หรือดูว่ามีการกระจายของมะเร็งหรือไม่ และติดตามดูผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งตับ ผู้ป่วยมะเร็งตับสามารถซักถามเกี่ยวกับข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับโรคหรือสิ่งที่เป็นกังกลอยู่กับแพทย์ได้    หากผู้ป่วยมะเร็งตับได้รับการรักษามะเร็งตับด้วยการผ่าตัดหรือการเปลี่ยนถ่ายตับ แพทย์จะติดตามตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือเอกซเรย์แม่เหล็กและเจาะเลือดทุก 3-6 เดือน ภายในช่วง 2 ปีแรกหลังจากนั้นทุก 6-12 เดือน   การรักษามะเร็งตับส่วนใหญ่มักเกิดผลข้างเคียง อาการบางอย่างอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนจึงจะดีขึ้น แต่อาการบางอย่างอาจเป็นถาวร หากมีอาการใดผิดปกติควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อการดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไปการรักษามะเร็งตับด้วยยาต้านไวรัส    หากผู้ป่วยมะเร็งตับติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี แพทย์จะรักษาด้วยการให้กินยาเพื่อรักษาหรือควบคุมการติดเชื้อ การป่วยเป็นโรคมะเร็งและต้องรับการรักษามะเร็งตับต่างๆ อาจทำให้เสียเวลาและเสียกำลังใจ คุณอาจลองปรับเปลี่ยนทัศนคติในการมองชีวิตใหม่ และคิดหาวิธีดูแลรักษาสุขภาพในระยะยาวต่อไป

การพบแพทย์คนใหม่

    หากผู้ป่วยมะเร็งตับจำเป็นต้องพบแพทย์คนใหม่ ผู้ป่วยมะเร็งตับต้องสามารถบอกแพทย์เกี่ยวกับการวินิจฉัยและการรักษามะเร็งตับโรคที่เคยได้รับได้ จึงควรถ่ายเอกสารเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เก็บไว้

1.                ใบรายงานผลทางพยาธิวิทยา จากการตรวจชิ้นเนื้อหรือการผ่าตัด

2.                ใบรายงานการผ่าตัด ถ้าได้รับการผ่าตัด

3.                ใบสรุปประวัติการรักษามะเร็งตับตัวในโรงพยาบาล ถ้านอนรักษาตัวในโรงพยาบาล

4.                ใบสรุปชนิดและปริมาณรังสีที่ได้รับ ถ้าได้รับการรักษามะเร็งตับด้วยการฉายรังสี

5.                ใบสรุปชนิดของยา ขนาดยา และวันที่ได้รับยา ถ้าได้รับการรักษามะเร็งตับด้วยยาเคมีบำบัด

อัตราการอยู่รอดหลังการรักษามะเร็งตับ

ผู้ป่วยมะเร็งตับจำนวนน้อยเท่านั้นที่สามารถตรวจพบมะเร็งตับได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ และสามารถผ่าตัดออกได้ อัตราการรอดชีวิตที่ระยะเวลา 5 ปี ของผู้ป่วยมะเร็งตับมะเร็งตับที่ตรวจพบโรคระยะแรกและได้รับการผ่าตัดอยู่ที่ 30-60% อัตรานี้จะลดลงไปในผู้ป่วยมะเร็งตับที่เป็นมะเร็งระยะท้ายๆ หรือเป็นโรคตับอื่นๆ ร่วมด้วย

อัตราการรอดชีวิตที่ระยะเวลา 5 ปี หมายถึง เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็งตับที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างน้อย 5 ปี ภายหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง กำหนดค่านี้ขึ้นมาเพื่อใช้บอกพยากรณ์โรคอย่างไรก็ตามผู้ป่วยมะเร็งตับบางรายก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานกว่า 5 ปี

อัตราการรอดชีวิตที่ระยะเวลา 5 ปี ของผู้ป่วยมะเร็งตับมะเร็งระยะท้ายหรือระยะที่มีการกระจายไปนอกตับแล้ว น้อยกว่า 5% และโดยเฉลี่ยแล้วมักมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่เดือนหลังตรวจพบมะเร็ง ดังนั้นอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งตับมะเร็งตับทั้งหมดจึงน้อยกว่า 10% เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากว่าผู้ป่วยมะเร็งตับมะเร็งตับส่วนใหญ่มีปัญหาอื่นเกี่ยวกับตับร่วมด้วย เช่น ตับแข็ง ซึ่งโดยปกติตัวโรคตับแข็งเองก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ผู้ป่วยมะเร็งตับแต่ละคนต่างกัน  ตัวเลขและสถิติต่างๆ อาจใช้บอกภาพรวมของโรคได้ แต่เราต้องระลึกไว้เสมอว่าคนแต่ละคนแตกต่างกัน พยากรณ์โรคของผู้ป่วยมะเร็งตับแต่ละรายอาจไม่เท่ากัน คุณควรปรึกษากับทีมแพทย์เกี่ยวกับโอกาสในการรักษามะเร็งตับของคุณ หรือระยะเวลาที่คาดว่าคุณจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ซึ่งทีมแพทย์ที่ดูแลคุณจะเป็นผู้ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคของคุณได้ดีที่สุด

1-3 of 3