Warp Pile Fabrics

 


Home

Warp Pile Fabrics

Produced on the Face - to – Face Principle

 

เป็นการทอผ้า 2 ผืนที่มีช่วงพื้นผ้าแยกอิสระจากกันทั้งยืนและพุ่ง ซึ่งในการทอจะไม่มีจุดเกาะเกี่ยวกันตามหลักการทอผ้า 2 ชั้น ในขณะที่ด้ายที่ทำขน จะขัดสานสลับไปมากับด้ายพุ่งของผ้าทั้งสอง ระยะช่องว่างระหว่างผ้าทั้งสองผืนจะถูกกำหนดตามความยาวของขนที่ต้องการ และด้ายขนนี้จะถูกตัดออกในระหว่างการทอ ด้วยใบมีดที่ขยับไปมาทางขวาง ผ้าทั้งสองผืนก็จะแยกออกจากกัน โดยผ้าผืนล่างจะมีขนหงายขึ้น และผ้าผืนบนที่มีขนคล้ายกันจะมีขนคว่ำหน้าลง ผ้าทั้งสองผืนจะถูกดึงม้วนด้วยอุปกรณ์ม้วนผ้า 2 ชุดตามที่แสดงในรูป 16.1 c การทอนี้สามารถทอด้วยหลักการการทอแบบกระสวยเดี่ยวหรือทอพร้อมกันแบบกระสวยคู่ การทอทั้งสองแบบแสดงในรูป 16.1 A และ b การทอแบบใช้กระสวยเดียวจะแสดงที่รูป A ซึ่งเส้นพุ่งแสดงผืนบนสองเส้นพุ่ง , ผืนล่างสองเส้นพุ่ง  และการเปิดตะกอที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งที่มีการสอดเส้นพุ่งเป็นไปแบบปรกติ  จะมีเพียงซองกระสวยอันเดียวในแต่ละด้าน ยกเว้นในกรณีพิเศษ เช่นใช้ด้ายพุ่งสองประเภท หรือต้องการผสมด้ายพุ่ง  ถ้าด้ายพุ่งเปลี่ยนสลับกันเป็นเลขคู่ ดังที่แสดงตามรูป 16.1 A ด้ายพุ่งจะเชื่อมต่อผ้าทั้งสองผืนที่ขอบด้านเดียวเท่านั้น , แต่เส้นพุ่งสำหรับในแต่ละผืนอาจจะสลับไปมาเป็นแบบเลขคี่ เพื่อให้ริมทั้งสองด้านของทั้งสองผืนต่อกัน ใบมีดที่ตั้งอยู่ระหว่างริมผ้าผืนบนและล่างจะมาสัมผัสและตัดรอยต่อออกในขณะที่ดำเนินการทอ  ในรูปจะแสดงเส้นพุ่งเป็นคู่เพื่อสะดวกในการแสดงวิธีการทอด้วยกระสวยเดี่ยว แต่ในการทอจริง มันจะอยู่เท่าเทียมกัน

                ในรูป B จะแสดงการทอด้วยกระสวยคู่ การเปิดตะกอสองชุดได้เกิดขึ้น ชุดหนึ่งจะอยู่เหนืออีกชุด และกระสวยทั้งสองจะถูกส่งออกไปพร้อมกัน

ดังนั้นเส้นพุ่งจะถูกสอดเข้าไปในเนื้อผ้าผืนบนและล่างในเวลาเดียวกัน  จะมีซองกระสวยสำหรับแต่ละกระสวยทั้งสองด้านของรางกระสวย และกระสวยทั้งสองจะถูกตีออกมาด้วยไม้ตีกระสวยอันเดียวกันในแต่ละด้าน กระสวยตัวล่างจะวิ่งไปมาบนด้ายยืนบนทางวิ่งในวิธีการปรกติ , ในขณะที่กระสวยตัวบนจะวิ่งบนแนวด้ายยืนที่อยู่ในจังหวะยกลงของการเปิดตะกอชุดบนซี่งปรกติจะอยู่สูงกว่าแนวเปิดตะกอขึ้นของการเปิดตะกอชุดล่าง  พื้นของผ้าแต่ละผืนจะใช้กระสวยแยกกัน ริมทั้งสองด้านของทั้งสองผืนจึงอิสระต่อกัน การทอด้วยกระสวยคู่จะให้ผลผลิตมากกว่าแบบกระสวยเดี่ยว และโดยเฉพาะเรื่องการจ้างงาน  เครื่องจักรสมัยใหม่ส่วนใหญ่ จะใช้วิธีการนี้ หรือเป็นแบบ เรเปียร์สายแข็งแบบคู่ อันหนึ่งสอดด้ายพุ่งผืนบน และอีกอันสำหรับผ้าผืนล่าง ด้วยระบบนี้นอกเหนือจากความเร็วในการทอที่สูงขึ้น ยังมีข้อดีในเรื่องด้ายพุ่งที่สามารถใช้ลูกใหญๆในการทอโดยไม่ต้องกรอด้ายเป็นหลอดเล็กๆ และยังลดแรงเสียดทานระหว่างอุปกรณ์การส่งด้ายพุ่ง กับเส้นด้ายยืนลงด้วย

                สำหรับการทอด้วยกระสวยคู่  ลวดตะกอสำหรับด้ายขนจะเคลื่อนที่พาด้ายขนระหว่างแนวบนของแนวยกตะกอชุดบน และแนวล่างของแนวยกตะกอชุดล่าง หรือเต็มระยะระหว่างผ้าทั้งสองผืน ตามที่แสดงในรูป 16.1 D ด้ายยืนสำหรับทำเป็นพื้นผ้าจะเคลื่อนที่เพียงครึ่งหนึ่งของระยะทางการเคลื่อนที่ของตะกอขน ตามรูป 16.1 E และ F      โดยที่ E จะเป็นการควบคุมการยกตะกอสำหรับพื้นของผ้าผืนบน และ F จะเป็นการควบคุมการยกตะกอสำหรับพื้นของผ้าผืนล่าง ดังนั้นอุปกรณ์ที่ใช้ในการยกตะกอต้องมีความสามารถเพียงพอที่จะให้เกิดการเปิดตะกอเคลื่อนที่ตามที่ต้องการ เพื่อให้เกิดการเปิดตะกอของแนวผืนบน และล่างเท่ากัน, อุปกรณ์พิเศษจึงจำเป็นในการทอผ้าแบบนี้

                จะมีซองกระสวยสองซองในแต่ละข้างของรางทางวิ่งกระสวย ซึ่งกระสวยสองลูกจะถูกตีออกไปพร้อมๆกัน     จากรายละเอียดรูปร่างของการเปิดตะกอทั้งสองชุด  กระสวยและรูปร่างซองจะถูกทำให้มีมุมให้สอดคล้องกับการเปิดตะกอ การป้องกันฟันหวีอย่างรวดเร็วโดยมีซ่อมตรวจด้ายพุ่งทั้งสองด้านของเครื่อง ชุดหนึ่งสำหรับสำหรับกระสวยบน อีกชุดสำหรับกระสวยล่าง

                ในการทอผ้าขนอย่างต่อเนื่องในเครื่องทอแบบกระสวยคู่ โดยปรกติจะใช้ระบบยกตะกอแบบลูกเบี้ยว และเป็นแบบPositive เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างการเปิดตะกอด้ายพื้นตามที่ได้อธิบายมาแล้ว แต่การด้ายขนจะเคลื่อนที่เป็นสองเท่าของระยะการยกตะกอของด้านพื้นชุดบนและล่าง ดังนั้นจะต้องใช้ลูกเบี้ยวที่ให้ระยะชักที่มากๆ หรือมีการปรับแต่งที่เหมาะสมถ้าใช้ลูกเบี้ยวแบบที่มีระยะชักปรกติ    ลูกเบี้ยวแบบสามตำแหน่งจะต้องถูกนำมาใช้ทำขนถ้ามันไม่ใช่แค่ขึ้นหรือลง แต่มีการยกอยู่ในตำแหน่งกลาง    สำหรับการทอขนเป็นรูปจะต้องใช้ด๊อบบี้แบบสามตำแหน่งหรือแจ๊คการ์ดมาใช้

                ผ้าทั้งสองผืนจะต้องถูกม้วนเข้ามาอย่างพร้อมกันด้วยอัตราที่เท่ากัน  โดยปรกติการม้วนผ้าแบบคู่แบบ Positive จะถูกนำมาใช้ด้วยเฟืองpinion และ worm หลังจากผ้าถูกตัดแยกออกจากกัน ผืนบนจะม้วนขึ้นด้านบน และผืนล่างจะถูกม้วนลง ผ้าแต่ละผืนจะถูกยึดด้วยเข็มที่อยู่ในแกนม้วนผ้า   แกนม้วนทั้งสองจะมีขนาดเท่ากันแต่หมุนในทิศทางตรงกันข้าม ผ้าทั้งสองจะถูกนำไปอย่างเหมาะสมและถูกม้วนลงในแกนม้วนผ้าที่ด้านหน้าเครื่องทอ

                ที่ตั้งบีมสำหรับด้ายยืนพื้น และด้ายขน จะจัดไว้ที่ด้านหลังเครื่องทอ ถ้าด้ายยืนทำพื้นผ้าของทั้งสองผืนมีความตึงเท่าๆกัน อาจจะใช้บีมด้ายยืนพื้นเพียงลูกเดียว และวางไว้ด้านล่าง และควบคุมอย่าง Positive แต่ในบางครั้งเพื่อความสะดวกด้ายยืนพื้นของแต่ละผืนจะแยกคนละบีม   ในการทอเช่นผ้าที่ทำเป็นพรม ซึ่งด้ายยืนที่เป็นเส้นคี่และคู่จะมีความตึงที่แตกต่างกัน ด้ายยืนเส้นที่ตึงมากกว่าของทั้งสองผืนจะถูกม้วนในบีมหนึ่งและควบคุมแบบpositive ในขณะที่เส้นด้ายที่หย่อนกว่าของทั้งสองผืนจะบรรจุในอีกบีมหนึ่ง ซึ่งโดยปรกติจะวางไว้ด้านบน และบางครั้งจะใช้การคลายบีมแบบ Negative     โดยการแบ่งใช้แกนลูกกลิ้งม้วนเส้นด้ายจากลูกบีม หรือแบ่งเส้นด้ายในบีมเป็นสองชุดผืนบนและล่าง ชุดบนผ่านด้านบนของลูกกลิ้งตัวที่อยู่สูงกว่า และชุดล่างผ่านด้านล่างของลูกกลิ้งที่อยู่ต่ำกว่า

ปริมาณการป้อนด้ายขนว่าเป็นจำนวนกี่เท่าตัวจากด้ายพื้น ดังนั้นด้ายขนจะถูกควบคุมอย่างพิเศษเพื่อให้แน่ใจว่าได้ปล่อยด้ายออกด้วยความยาวตามที่ต้องการ  จากรูป 16.2 ลูกกลิ้งหมุนส่งด้าย A ซึ่งกดอยู่กับลูกกลิ้งอิสระ B โดยที่ลูกกลิ้งทั้งสองถูกเคลือบด้วยวัตถุที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการลื่นไถลของด้ายขน    เส้นด้ายออกจากลูกบีมผ่านลูกกลิ้ง M  ม้วนข้าม B  เข้าไประหว่างลูกกลิ้งB และ A แล้วลอดใต้ลูกกลิ้ง A  แล้วข้ามลูกกลิ้งชดเชยความตึง C แล้วลอดใต้แท่งนำ D แล้วตรงไปยังลวดตะกอ   เส้นด้ายจะจับยึดอย่างมั่นคงโดยลูกกลิ้ง A และ B และป้อนด้ายเข้าไปต่อเส้นพุ่งด้วยอัตราตามที่กำหนด  อัตราการป้อนด้ายนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยการเปลี่ยนเฟืองทดเพื่อเปลี่ยนความเร็วผิวของลูกกลิ้ง A    การจัดการแบบนี้สามารถทำให้ความยาวของขนที่ป้อนเข้าไปเป็นไปตามที่ต้องการในผ้าทั้งสองผืนโดยที่ไม่ทำให้ความตึงของด้านขนไม่ถูกต้อง

                ในการทอปรกติ แม้ว่าด้ายขนจะมีองศาในการม้วนเข้าที่เหมือนกันก็ตาม ด้ายขนเหล่านี้จะเป็นอนุกรมต่อเนื่องโดยมันจะผ่านจากผ้าผืนหนึ่งไปยังอีกผืนหนึ่งในระยะเวลาที่ต่างกัน   อาจจะต้องทำการแยกบีมด้ายขน และลูกกลิ้งส่งด้ายสำหรับในแต่ละอนุกรม ,แต่การใช้แกนชดเชยความตึงสามารถทำให้ด้ายทั้งหมดทำงานในบีมเดียวกัน ได้   เส้นด้ายถูกส่งออกมาพร้อมกันจากบีมด้วยลูกกลิ้งส่ง A แล้วแยกด้ายที่เป็นอนุกรมต่างกันใส่แยกกันเหนือแกนชดเชยความตึงC ตามที่ในภาพ แท่งชดเชยนี้จะวางขวางแนวกว้างของเครื่องทอ อยู่เหนือบีมด้านพื้นบน  และที่ปลายจะรองรับด้วยสปริง S  การพิจารณาจำนวนการใช้แกนชดเชยความตึงสามารถใช้ได้ตามที่จำเป็นแต่ขึ้นอยู่กับเนื้อที่ที่มีด้วย   ด้ายขนผ่านจากลูกกลิ้งขนด้วยอัตราที่คงที่ และความยาวใดๆที่ป้อนให้ในแต่ละอนุกรมจะไม่ถูกดึงทำเป็นปุยขนโดยทันทีทันใด จะดึงไปตรงตามเป็นจำนวนตามแรงที่ตรวจพบบนสปริงของแกนชดเชยความตึง   เส้นด้ายผ่านจากแกนนี้ลงไปที่เป็นด้ายพื้นชุดบนแล้วลอดใต้แท่ง D เข้าไปในตำแหน่งระหว่างกลางของด้ายพื้นชุดบนและชุดล่าง และเป็นแนวตรงไปยังตรงกลางของลวดตะกอ  ถ้ามีอุปกรณ์ตรวจสอบด้ายยืน Pเส้นด้ายจะต้องร้อยผ่านมันก่อนที่จะผ่านลูกกลิ้งชดเชยความตึงC

                เส้นด้ายขนจะสานทอกันอย่างมั่นคงในพื้นผ้าทั้งสอง  เส้นด้ายขนในระหว่างผืนผ้าทั้งสองจะดึงไว้จนกระทั่งมันมาถึงหน้าสัมผัสของใบมีดตัดที่อยู่ตรงกลางระหว่างผืนผ้าทั้งสองซึ่งเลื่อนไปมาตามแนวขวางเครื่องทอ     ความยาวของขนนี้สามารถปรับแต่งได้ด้วยแผ่นตั้งระยะ 2-แผ่นที่กางเป็นแนวขวางตามความกว้างของเครื่องทอในระหว่างตะเข็บผ้าและแนวใบมีด โดยจะมีสกรูไว้ปรับแต่งทั้งสองด้านไว้ปรับแต่งระยะของแผ่นทั้งสองตามที่ต้องการ

                การเคลื่อนที่ตัดผ้าเป็นลักษณะพิเศษที่สำคัญอย่างหนึ่งของการทอผ้าประเภทนี้  และจะต้องคำนึงถึงความแม่นยำในการทำงานและความคมของใบมีดเป็นพิเศษ ใบมีดจะวิ่งตามตัวพาที่อยู่เหนือแผ่นราง ในระหว่างผ้าทั้งสองใกล้จุดที่ผ้าจะแยกจากกัน  โครงของรางสามารถปรับแต่งตามต้องการ โดยปรกติใบมีดจะถูกปรับให้อยู่กึ่งกลางระหว่าผ้าทั้งสองผืนเพื่อให้ผ้ามีขนที่ออกมามีความยาวเท่ากัน  แต่ถ้าต้องการ มันก็สามารถปรับแต่งให้ผ้าที่ผลิตออกมามีขนสั้นกว่า 1 ผืน และอีกผืนมีขนที่ยาวกว่าได้ ภายหลังการเคลื่อนที่ตัดในแนวขวางแต่ละครั้ง ส่วนคมของใบมีดจะเข้าสัมผัสกับหินลับมีด 1 คู่ เพื่อทำการลับให้คมสองครั้งก่อนที่จะเคลื่อนที่กลับออกไป รางใบมีดจะต้องถูกออกแบบให้แม่นยำมากๆ และจะต้องมีช่วงระยะเวลาในการสอบเทียบ และตัวพาใบมีดและรางวิ่งจะต้องมีรูปลักษณ์ที่มีการสั่นน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันต้องแน่ใจด้วยว่าการเคลื่อนที่สไลด์ได้เป็นไปอย่างอิสระ ในการที่จะทำให้ผลผลิตที่ออกมามีระดับความสูงของขนเป็นแบบเดียวกันตามที่ต้องการ ขึ้นอยู่กับ การเคลื่อนที่ที่มั่นคงของตัวพาใบมีด , ความถี่ในการตัดและความคมของใบมีด

 

 

All-Over or Continuous Pile Structures

Moquettes

          โครงสร้างแสดงในรูปที่ 16.3 ใช้สำหรับการทอผ้าที่แน่นและแข็งแรงอย่างผ้าที่ใช้ทำเครื่องเรือน ที่เรารู้จักกันว่า พรม Moquettes   จะมีด้ายขน 1 อนุกรม วิ่งผ่านจากด้านบนไปล่างแล้วกลับขึ้นไปใหม่อีกครั้ง และเส้นด้ายยืนพื้นในแต่ละผืนซึ่งขัดสานกับด้ายพุ่งเป็นลายขัดจะจัดเป็น ด้ายเดี่ยว 1 เส้น , เกลียว3เส้น  1 เส้น     ด้ายยืนที่เป็นพื้นจะถูกจัดทำขึ้นที่ความตึงที่แตกต่างกัน, ด้ายเดี่ยวจะยึดไว้ค่อนข้างตึงเพื่อที่จะให้มันวางเป็นเส้นตรงในเนื้อผ้า, ในขณะที่ด้ายเกลียว 3 เส้นจะมีความตึงที่น้อยกว่าดังนั้นมันจะโค้งงอ และแสดงให้เห็นเป็นแนวสันที่ด้านหลังของพื้นผ้าในแต่ละผืน ด้ายขนจะกระโดดขึ้นลง บนเส้นพุ่งสลับไปมา , และการเปิดตะกอลายขัดของด้ายพื้นจะจัดให้จุดที่ผูกยึดด้ายขนถูกครอบด้วยด้ายเกลียว 3 เส้นที่หย่อน  เพื่อป้องกันส่วนโค้งหรือข้อต่อของด้ายขน และหลีกเลี่ยงแนวโน้มการเลื่อน หรือเคลื่อนหลุดจากตำแหน่งของปุยขน   โดยทั่วๆไปด้ายพุ่งจะแบบเดียวกันตลอด , แต่ในผ้าละเอียดบางอย่างของ Moquettes จะใช้ด้ายเส้นหยาบและละเอียดพุ่งสลับไปมาในเนื้อผ้าแต่ละผืน โดยในโครงสร้างจะให้ด้ายขนกระโดดขึ้นลงขัดกับเส้นพุ่งละเอียด  และด้ายพุ่งหยาบเป็นส่วนพื้น

ในการทอผ้าแบบนี้ ด้ายที่เป็นขน จะร้อยบนตะกอหรือใช้ตะกอด้าน  และเป็นด้ายยืนพื้น 4ตะกอซึ่งใช้ได้ทั้งกับโครงสร้างการทอแบบกระสวยเดี่ยว และกระสวยคู่ ตามที่แสดงในภาพ 16.3 A และ B     และที่แสดงใน C, D, E และ F นั้น   เครื่องหมายทึบจะเป็นการแสดงของด้ายขน, เส้นขีดทแยงจะแสดงแทนด้ายพื้นผืนบน และจุดจะแสดงแทนเส้นยืนพื้นผืนล่าง ในลายร้อยของ C และ D ตะกอพื้นจะจัดผืนบนและล่างสลับไปมา   แต่ใน E และ F ตะกอสำหรับผืนบนจะอยู่หน้าผ้าผืนล่าง       เส้นด้ายสำหรับในแต่ละผืนจะจัดเป็นแบบ 2   2 ในการร้อยลายของ C และ E        และเป็นแบบร้อยสลับกันไปมาใน D และ F    แต่ละกลุ่มของด้ายจะแซครวมกันในหนึ่งช่องหวี   และในลายร้อยทั้งหมดด้ายขนจะอยู่ตรงกลางลาย  แต่ก็สามารถให้อยู่ก่อนหรือตามหลังด้ายพื้นในแต่ละช่องหวีก็ได้       ลายร้อยแบบ F ค่อนข้างใช้กันแพร่หลาย

                G เป็นการแสดง ของโครงสร้างลายทอของ A ในรูป 16.3 ซึ่งจะมีด้ายพื้นบน 2 เส้น และล่าง 2 เส้นสลับไปมาตามแบบการร้อย แบบ C และ E , ในขณะที่ H จะแสดงลายทอ สำหรับการจัดการด้ายพื้นแบบสลับพื้นบน และล่างตามแบบการร้อยแบบ D และ F     ในรูป J จะเป็นการแสดงลายทอในโครงสร้างผ้าแบบเดียวกันนี้ในการทอแบบที่ใช้ลวดช่วย เครื่องหมายทึบในช่องสี่เหลี่ยมหมายถึงการยกของด้ายขนในลวดช่วย     K คือลายยกตะกอของ A ที่ตรงกับวิธีร้อยแบบ C และ D      และ L คือลายยกตะกอที่ตรงกับวิธีร้อยแบบ E และ F    มีการทำเครื่องหมายขีดที่ด้านข้างลายยกตะกอ G,H,K และ L   เป็นการระบุตำแหน่งเส้นพุ่งผ้าผืนล่าง

                สำหรับโครงสร้างการทอแบบที่แสดงในรูป16.3   Bที่ใช้กระสวยคู่ สามารถร้อยแบบกระสวยเดี่ยวได้ แต่การเปิดตะกอสองชุดจะเกิดขึ้นพร้อมกับการส่งเส้นพุ่ง 2 เส้น ในแต่ละแถวของลวดลายยกตะกอในรูป   M และ N  (ซึ่งตรงกับลายยกตะกอแบบ G และ H   ในแบบกระสวยเดี่ยว) ซึ่งจะเป็นการแสดงลายในเส้นพุ่ง 1 เส้นของแต่ละผืน และแต่ละลายทอ   ดังนั้นขนาดรีพีท จึงอยู่ที่ สองแถวตามแนวนอน    O เป็นลายยกตะกอสำหรับโครงสร้างการทอแบบกระสวยคู่ ที่ตรงกับวิธีการร้อยตะกอแบบ C และ D, และ P เป็นลายยกตะกอ ที่ตรงกับวิธีการร้อยตะกอแบบ E และ F     เครื่องหมายทึบจะเป็นการแสดงการยกตะกอขึ้นของด้ายขนจากแนวล่างของเปิดตะกอชุดล่างไปสู่แนวบนของเปิดตะกอชุดบน, เส้นขีดทแยงจะแสดงแทนการยกตะกอขึ้นด้ายพื้นผืนบนจากแนวตรงกลางไปสู่แนวบนของการเปิดตะกอชุดบน  และจุดจะแสดงแทนการยกเส้นยืนพื้นผืนล่าง จากแนวล่างไปแนวบนของการเปิดตะกอชุดล่าง

                เส้นด้ายที่จะใช้ในผ้า Moquettes และผ้าที่คล้ายๆกัน จะขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ และคุณภาพของผ้านั้น  ด้ายที่ใช้ทำเป็นขน ประกอบด้วย ฝ้าย , เรยอนแบบเส้นด้ายใยสั้น หรือใยยาว , โมแฮร์ , ด้ายขนสัตว์ และเส้นด้ายใยสังเคราะห์ต่างๆ     ด้ายที่ใช้เป็นพื้นโดยหลักๆจะใช้เป็นฝ้าย หรือวิสคอสเรยอนแบบเส้นด้ายใยสั้น 

 

 Velvet structure

ในโครงสร้างผ้าแบบ Moquettes จะมีด้ายขนที่ใช้เพียง 1 อนุกรม ถูกใช้ทำให้เกิดปุยขนในผ้าแต่ละผืน และจะจบสมบูรณ์ ในเส้นพุ่ง 2 เส้น   ดังนั้นปุยของด้ายขน จะกระจายออกเป็นแนวสันตามแนวนอน       ในตัวอย่างที่แสดงในรูป 16.4 ปุยขนเกิดขึ้นสมบูรณ์บนผ้าทั้งสองผืน ในเส้นพุ่งสองเส้นเช่นกัน แต่ด้ายขน 2 อนุกรมจะถูกสร้างให้เกิดขึ้น โดยขนหนึ่งเกิดขึ้นในจังหวะเส้นพุ่งคี่ และอีกขนเกิดขึ้นในเส้นพุ่งคู่   การผูกขัดสลับกันของเส้นด้ายขนจะทำให้การกระจายการเกิดปุยขนดูดีมากขึ้น    โครงสร้างผ้าแบบนี้ใช้ประโยชน์มากในผ้าที่ใช้ทำเครื่องเรือน    

ระบบการทอแบบกระสวยเดี่ยวจะแสดงในรูป 16.4 A ด้วยการทอผ้าผืนบนสองเส้นพุ่ง และผืนล่างสองเส้นพุ่งสลับกันไปมา และการร้อยตะกอและแซคหวีสามแบบ จะแสดงในรูป D,Eและ F        ในการร้อยแบบ D และ E ด้ายพื้นผืนบนสองเส้นและผืนล่างสองเส้นจะถูกแซคในช่องเดียวกัน  แต่ในแบบD จะมีด้ายขนเพียง หนึ่งเส้นในแต่ละช่องฟันหวี  แต่แบบE จะมีด้ายขนสองเส้นในหนึ่งช่องหวี   ในวิธีการร้อยแซคแบบ D จะให้จำนวนขนต่อตารางเซนติเมตรเท่ากับแบบ Moquettes ในขณะที่แบบ E จะให้จำนวนขนต่อตารางเซนติเมตรเป็นสองเท่าตัว     การร้อยแซคแบบ F จะให้สัดส่วนของขนเหมือนกับแบบ E แต่ ได้จัดการให้จำนวนการแซคด้ายต่อช่องเป็นสามเส้น แทนที่จะเป็นหกเส้น โดยให้ด้ายแต่ละส่วนอยู่ในแต่ละช่องหวีอย่างละหนึ่งเส้น  ลายทอสำหรับโครงสร้างผ้าที่แสดงในรูป A สำหรับการร้อยตะกอ แบบ D,E และ F ก็คือ G,H และK ตามลำดับ โดยที่ลายยกตะกอจะแสดงในรูป L สำหรับการร้อยและทอทั้งสามแบบ

                ในรูป 16.4 B    จะคล้ายๆกับแบบ A ยกเว้นแต่เป็นการทอเส้นพุ่งหนึ่งเส้นในผ้าผืนบน และ หนึ่งเส้นพุ่งในผืนล่างแทนที่จะสลับเป็นแบบ 2  2   โดยลายทอสำหรับการร้อยตะกอ แบบ D,E และ F ก็คือ M,N และO ตามลำดับ   ในขณะที่ P ก็คือลายการยกตะกอ           จากในตัวอย่าง การระบายสีทึบ และวงกลมในช่องสี่เหลี่ยม จะแยกให้รู้ว่าเป็นด้ายขนคนละอนุกรม   การขีดเส้นทะยงมุม และจุดในช่องสี่เหลี่ยมเป็นการแสดง ของเส้นด้ายพื้นผืนบน และล่าง  ในขณะที่เครื่องหมายขีดที่แสดงอยู่ตรงด้านข้าง ของผังลายจะเป็นการระบุว่าเป็นการทอในผ้าผืนล่าง

                ในรูป 16.4 C    จะเป็นการแสดงโครงสร้างการทอแบบกระสวยคู่       ที่เป็นแบบเดียวกับ A และ B    ลวดลายทอ ซึ่งเป็นทอพร้อมกันสองเส้นพุ่ง จะแสดงเป็นสองเส้นพุ่งต่อ หนึ่งรีพีท จะแสดงในรูป Q,R และS สำหรับการร้อยแซคแบบ D,E และ F ตามลำดับ    และT จะเป็นลายการยกตะกอของลวดลายทอทั้งสาม

                โดยปรกติผิวขนของผืนผ้าจะเป็นที่น่าพอใจ ถ้าขนหนาแน่นและปุยเป็นแนวตั้ง     เพื่อที่จะให้ได้สภาพแบบนี้ตามโครงสร้างในรูป 16.4     ด้ายพื้นและเส้นพุ่งจำเป็นต้องปรับให้แน่นเพียงพอที่จะหนีบด้ายขน และยึดข้อต่อของปุยให้แน่นอยู่กับตำแหน่งของมัน       อย่างไรก็ดีในผ้าคุณภาพที่ต่ำซึ่งมีความหนาแน่นของด้ายขนไม่เพียงพอ ก็สามารถทำการวางเพิ่มขนด้ายในขบวนการทำผ้าสำเร็จ    และทำให้มันยึดขนแน่นหนาขึ้นโดยการเคลือบเรซิน หรือกาวลาเท็ก ที่ด้านล่างผ้า

                ในรูป 16.5   A และ B เป็นการแสดงโครงสร้างผ้าแบบกระสวยเดี่ยวและคู่ตามลำดับ  ของรูปแบบซึ่งลายพื้นเป็นแบบ  Warp Rip 2 : 2  โดยมีด้ายขนสองอนุกรมกระโดดข้ามขึ้นลงสลับไปมาระหว่างผ้าทั้งสองผืน  กระจุกขนของผ้าแต่ละผืนจะสมบูรณ์ในเส้นพุ่ง ทุกๆสี่เส้น และแต่ละปุยขนจะกระโดดข้าม หนึ่งเส้นพุ่ง   จากในตัวอย่างจะมีการแสดงด้ายพิเศษเพิ่มซึ่งทำงานใน แบบ ขึ้น ลง 1 – 3 แบบตรงกันข้ามกัน  และค่อนข้างจะหย่อนกว่าด้ายยืนพื้น โดยใช้บีมแยกต่างหาก   จุดประสงค์ของด้ายเพิ่มพิเศษนี้เพื่อเพิ่มด้านหลังของผ้าแต่ละผืน โดยจะครอบคลุมข้อต่อของปุยขนที่ด้านหลังผ้า เพื่อที่จะลดการหลุดลุ่ยของเส้นด้ายขน

                การร้อยตะกอสำหรับ A และ B ในรูป 16.5 ก็คือ C   โดยจะเหมือนวิธีการร้อยแบบ F ในรูป 16.4 เพียงแต่มีการ้อยด้ายที่เสริมด้านหลังเพิ่มขึ้นมา   แต่ว่าการ้อยแบบหลังนี้จะสร้างจำนวนขนต่อพื้นที่มากกว่าเป็นสองเท่าของการรร้อยแบบ C ในรูป 16.5  เพราะว่าเส้นด้ายขนในรูป 16.4 จะเกิดเป็นปุยทุกสองเส้นพุ่ง ในขณะที่ในรูป 16.5 จะเกิดทุกๆ 4 เส้นพุ่ง

D และ E ในรูป 16.5 จะเป็นลวดลายทอของ A และ B ตามลำดับ โดยแบบแรกที่มี 8 เส้นพุ่งต่อรีพีทสำหรับการสอดใส่พุ่งแบบกระสวยเดี่ยว และแบบที่สอง 4 เส้นพุ่งต่อรีพีทสำหรับการทอแบบกระสวยคู่      โดยที่ลายยกตะกอ จะแสดงในรูป F และ G     เครื่องหมายแบบขีดทแยงมุม และแบบจุดจะเป็นการแสดงแทนด้ายพื้นผืนบนและล่าง, เครื่องหมายขีดแนวตั้งและนอน เป็นการแสดงแทนด้ายพิเศษด้านหลังผ้าผืนบนและล่าง    และเครื่องหมายระบายทึบและวงกลม จะเป็นการแสดงแทนเส้นด้ายขน     ในส่วนที่แสดงเพิ่มเติม, ในผัง E และ G เครื่องหมายกากบาท จะแสดงแทนการยกเส้นด้ายขนไปยังแนวบนของการเปิดตะกอชุดล่างในเส้นพุ่งที่มันจะต้องไม่ไปขัดสานกับผ้าทั้งสอง    ดังนั้นในผัง G ซึ่งจัดทำไว้สำหรับหัวด๊อบบี้แบบสามตำแหน่ง ( three position dobby) จะเห็นการทำเครื่องหมายทึบหรือวงกลมต่อกันในแนวขวาง เป็นการทำให้แขนด๊อบบี้สองแขนยกขึ้นพร้อมกัน เพื่อที่จะทำการยกลวดตะกอขนขึ้นเป็นระยะเต็มความกว้างของการเปิดตะกอ ในขณะที่เครื่องหมายกากบาท เป็นการทำให้แขนด๊อบบี้หนึ่งแขนยกขึ้น เพื่อยกลวดตะกอขนขึ้นเพียงแนวการเปิดตะกอบนของการเปิดตะกอชุดล่าง

                การสร้างปุยขนที่ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้,ซึ่งทำให้เกิดขนได้ในหนึ่งเส้นพุ่งจะทำให้เกิดขนในรูปแบบตัว V แต่ขนที่เกิดขึ้นในลวดลายพื้นแบบ Rip 2-2 ที่แสดงในรูป 16.5 บางครั้งจะทำให้เกิดขนในรูปตัว U ตามรูปที่แสดงใน H    เส้นด้ายขนจะกระโดดขึ้นลงทุกๆ สองเส้นพุ่ง   และช่วงข้อต่อขนจะถูกหนีบไว้ระหว่างเส้นพุ่งสองเส้นพุ่งซึ่งอยู่ในช่วงการเปิดตะกอเดียวกัน        K คือลายการยกตะกอสำหรับรูป H โดยใช้วิธีการร้อยแบบ C สำหรับการทอแบบกระสวยคู่

 Fast pile structure

ระบบการขัดตัวของเส้นขนที่แสดงในรูป 16.6 จะเป็นขนที่ติดยึดค่อนข้างแน่นหนา โดยจะติดยึดในรูปตัว W   มันถูกใช้อย่างกว้างขวางสำหรับผ้าที่ต้องการเนื้อผ้าที่บางเบา เช่น ผ้าตัดกระโปรงและหมวก เป็นต้น ซึ่งอาจจะใช้ไหม หรือเรยอน เป็นเส้นด้ายขน และใช้ด้ายฝ้ายเป็นด้ายยืนพื้นและเส้นพุ่ง   จากการที่เส้นขนติดยึดแน่น ทำให้สามารถผลิตในพื้นผ้าที่บางเบาและหลวมมากขึ้นได้ อีกทั้งยังสามารถทำขนแบบสั้น บนพื้นผ้าที่มีลวดลาย ซึ่งจะแสดงขนไม่ค่อยชัดเจน

ในรูป 16.6 A จะแสดงโครงสร้างการทอด้วยกระสวยเดี่ยว ซึ่งจะใช้เส้นพุ่งในผ้าผืนบน 3 เส้น ผืนล่าง 3 เส้น ตามแต่ที่จะให้ขนเกิดขึ้น        เส้นด้ายขนหนึ่งอนุกรมถูกใช้ ลายของพื้นผ้าทั้งสองผืนจะเป็นลาย Rip 2-1ในแนวยืน โดยที่เส้นพุ่งเส้นสุดท้ายของแต่ละชุดลายจะเปิดตะกอเหมือน กับเส้นพุ่งเส้นแรกของชุดลายต่อไป

                ลายร้อยสำหรับ  A  ก็คือ  D, โดยมีเส้นด้ายขนหนึ่งเส้นร้อยระหว่างเส้นด้ายพื้น สองเส้นของผ้าแต่ละผืน ในการทอแบบกระสวยเดี่ยวนี้ลวดลายที่ทอก็คือ E และ ลายยกตะกอก็คือ F       ในรูป 16.6 B จะแสดงการทอแบบกระสวยเดี่ยวซึ่งมีโครงสร้างคล้ายกับแบบ A แต่จะใช้เส้นด้ายขน สองอนุกรมขัดสานสลับไปมาระหว่างผ้าทั้งสองผืน  ในลายร้อยตะกอ G จะมีด้ายขนสองเส้น ด้ายพื้นผืนบน สองเส้น และด้ายพื้นผืนล่างสองเส้น   ในการทอแบบนี้จะให้จำนวนขนต่อพื้นที่เท่ากันกับแบบ A    ลายทอของแบบนี้คือ H และลายยกตะกอก็คือ I ขนาดรีพีทลายคือ 12 เส้นพุ่ง หรือ 6 เส้นพุ่งในผ้าแต่ละผืน

                ในรูป 16.6 C เป็นการแสดงโครงสร้างการทอแบบกระสวยคู่ ที่ตรงกับA แต่จะมีลายพื้นเป็นลายขัด และใช้ด้ายขนสองอนุกรม ดังนั้นลายทอของผ้าแต่ละผืนจะมีขนาดรีพีทเท่ากับ 6 เส้นพุ่ง   ลายร้อยตะกอแบบ G ใช้ได้กับการทอแบบ C นี้ด้วย  โดยมี K คือลวดลายทอและ L เป็นลายยกตะกอ   เครื่องหมายทึบคู่หรือวงกลมคู่ ในลายยกตะกอจะเป็นการยกตะกอด้ายขนเต็มระยะการยก และเครื่องหมายกากบาทจะเป็นการยกตะกอเพียงครึ่งระยะการยกตะกอ

                เนื่องจากโครงสร้างลายทอ ขนจะถูกจัดให้ตั้งตรงได้ แต่จะมีปัญหาเรื่องการครอบคลุมของขนในแนวขวางเนื่องจากใช้เส้นพุ่งสามเส้นต่อรีพีท ดังนั้นจะต้องใช้ขบวนการทำผ้าสำเร็จเข้าช่วยให้ขนครอบคลุมให้ดีขึ้น

                ในรูป 16.7 จะเป็นตัวอย่างแสดงการทอการหนีบขนให้แน่นแบบ W แต่จะออกแบบให้การกระจายขนดีขึ้น  ในรูป A จะแสดงโครงสร้างการทอแบบกระสวยเดี่ยว ซึ่งจะใช้เส้นพุ่งสี่เส้นในผ้าผืนบน และสี่เส้นในผ้าผืนล่าง,และจะใช้ด้ายขนสองอนุกรม  โดยอนุกรมแรกจะขัดสานกับด้ายพุ่งสามเส้นแรก และอีกอนุกรมจะขัดสานกับด้ายพุ่งสามเส้นหลัง จากชุดการทอสี่เส้นพุ่ง  ลายทอพื้นจะเป็นลายขัด   ในรูป 16.7  วิธีการร้อยตะกอคือ C  ลวดลายทอคือ D และลายยกตะกอคือ E

          จากการขัดสานแบบลายขัดของด้ายขนในโครงสร้างที่เป็นรูป “W” ในรูป 16.7 A, ทำการลดลายขัดของพื้นลงให้เหลือเพียงด้านเดียว         ด้วยการจัดวิธีการร้อยใหม่ ให้ด้ายพื้นที่ขนาบข้างด้ายขนร้อยอยู่ในโครงตะกอเดียวกัน ดังที่แสดงในวิธีการร้อยแบบ F ดังนั้นด้ายพื้นจะขัดสานกับด้ายขนเป็นลายขัด ทำให้เส้นขนยึดติดมั่นคงขึ้น วิธีการนี้จะใช้สำหรับผ้าผ้าบางนิ่มนวลที่เป็นไหม หรือเรยอน     ในการทอแบบกระสวยเดี่ยว วิธีการร้อยตะกอคือ F ลายทอคือ G และลายยกตะกอคือ H

          โครงสร้างการทอแบบกระสวยคู่ ที่แสดงในรูป 16.7 B ประกอบด้วยด้ายขน หก อนุกรม โดยสามอนุกรมจะทำงานตรงกันข้ามกับอีกสามอนุกรม   มีจุดประสงค์เพื่อกระจายขนให้ทั่วๆปกคลุมผ้าให้ทั่วถึง   อาจจะต้องใช้บีมด้ายขนสามบีม   แต่ด้วยการใช้แท่งชดเชยความตึง 3 อันกับด้ายขนทั้งหมดก็สามารถใช้บีมเดียวได้      การร้อยสำหรับการทอแบบ B ก็คือ K , ลวดลายทอคือ L และลายยกตะกอคือ M  เครื่องหมายอื่นๆที่แสดงในวิธีร้อยคือขนที่แตกต่างกัน    เครื่องหมายกากบาทใน L และ M เป็นระบุการยกตะกอขนแบบครึ่งระยะการยกตะกอ

                การดัดแปลงรูปการขัดตัว”W”ของปุย ที่แสดงในรูป N ,ซึ่งจะถูกใช้เพื่อให้การยึดขนที่มั่นคงยิ่งขึ้นในการทำขนแบบยาวมากๆ หรือในผ้าที่ต้องการให้ทนทานในการใช้งาน เช่นพรมปูพื้น และพรมเช็ดเท้า   วิธีการร้อยตะกอสามารถทำการร้อยแบบ F ได้ เพื่อให้ด้ายพื้นขัดตัวสานกับด้ายขนและจะยึดปุยขนให้อยู่กับที่ทั้งสองด้าน   ลายยกตะกอสำหรับการทอแบบกระสวยคู่คือ O

 

ในการทำให้เกิดการขัดสาน ตามที่แสดงในรูป 16.7 P และ Q ,เป็นการสร้างจุดยึดขนที่แน่นหนามากๆ และเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับลายทอพื้น Rip ด้ายยืน 2-2 และ ลายHopsack ซึ่งมันเหมาะสมเป็นพิเศษสำหรับการผลิตผ้าขนแบบหนัก  ทุกปุยขนขัดสานบนด้ายพุ่งสี่เส้น และในการกระจายขน จะใช้ด้ายขนสี่อนุกรม  สองอนุกรมทำงานตรงข้ามกับอีกสองอนุกรม ดังนั้นเราสามารถทำงานด้วยบีมด้ายสองบีม หรือหนึ่งบีมถ้ามีการใช้แท่งชดเชยความตึงมาช่วย

                P ในรูป 16.7 แสดงโครงสร้างการทอแบบกระสวยเดี่ยว โดยใช้ด้ายพุ่ง2 เส้นทอผืนบน และ 2 เส้นทอผืนล่าง โดยมีวิธีร้อยตะกอแสดงในรูป R        ลวดลายทอแสดงในรูป S และลายยกตะกอคือ T      โครงสร้างสำหรับการทอแบบกระสวยคู่  แสดงในรูป Q ซึ่งเหมือนกับP ยกเว้นที่ลายทอพื้น Rip ด้ายยืน 2-2 จะแตกต่างกันที่ตำแหน่งการขัดสานกับด้ายขน  โดยมีวิธีร้อยเป็นแบบ R  ลวดลายทอคือ U และลายยกตะกอคือ V  เครื่องหมายกากบาท เป็นระบุการยกตะกอขนแบบครึ่งระยะการยกตะกอ