นักเทนนิสของไทย

นักเทนนิสไทย

 1.ภราดร ศรีชาพันธุ์  

นักเทนนิสไทยที่ี้เคยสร้างกระแสให้คนไทยหันมาสนใจเทนนิสคนนี้
เป็นนักเทนนิสเอเชียที่มีอันดับโลกสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นก็คือ
มือวางอันดับทืี่ 9 ของโลก 
ภราดรเริ่มเล่นในระดับอาชีพเมื่อปีพ.ศ.2540 และในรายการเอทีพี ปี พ.ศ. 2541 โดยจบปีด้วยอันดับท้าย ๆ ของมือวางร้อยอันดับแรกของเอทีพีมาหลายปี จนกระทั่งปี พ.ศ. 2545 สามารถเป็นขึ้นมือวาง 30 อันดับแรก ภายหลังจากสามารถเอาชนะ อังเดร อากัสซี ในรายการวิมเบิลดัน และขึ้นเป็นอันดับ 9 ของโลกในปี 2546

    เส้นคั่นคอมเม้น

 




2.

แทมมารีน ธนสุกาญจน์

นักเทนนิสสาวไทยคนนี้เริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรก ในฐานะ รองแชมพ์จูเนียร์-
วิมเบิลดัน ในปี พ.ศ.2538 เธอเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในการแข่งขันเปิด
สนามครั้งแรกของ อาร์เธอ แอช สเตเดี้ยม เพื่อเป็นเกียรติ แก่อาร์เธอ แอช
ซึ่งเป็นนักเทนนิสผิวสี โดยเป็นที่คาดหมายกันว่าคนที่ชนะนัดแรกควรจะเป็น
นักเทนนิสผิวสี โดยแทมมารีน ได้แข่งกับชานดา รูบิน ดาวรุ่งชาวสหรัฐ ผล
ปรากฏว่าแทมมารีน สามารถชนะได้อย่างพลิกความคาดหมาย และกลาย
เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกแทมมารีนแม้จะเคลื่อนที่ได้ไม่ว่องไวและเสิร์ฟเบา แต่เธอก็สามารถควบคุมลูกไดอย่างแม่นยำโดยเฉพาะสนามคอร์ตหญ้า
ครั้งหนึ่งเธอเคยทำผลงานได้ดีในรายการเทนนิสวิมเบิลดัน ผ่านเข้ารอบ4 ได้เข้าไปเล่นในสัปดาห์ที่สองติดต่อกันถึง 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2541 ถึง 2545 (เว้นปี 2546 ซึ่งตกรอบแรก และทำได้อีกครั้งในปี 2547) ซึ่งเป็นผลงานที่เธอภาคภูมิใจมาก

 

 

3.ดนัย อุดมโชค

นักเทนนิสหนุ่มชาวไทยเจ้าของเหรียญทองเอเชียนเกมส์คนล่าสุดนี้
มีอันดับโลกสูงสุดที่ 77 ของโลก 
เมื่อปีพ.ศ.2550 มีผลงานที่ค่อนข้างดี
เมื่อปี 2006 โดยในรอบแรกแข่งกับเดวิด นัลบาเดียน มือวางอันดับ 3
ของโลก ได้อย่างสูสี แต่สุดท้ืายก็ได้แพ้ไป 
ดนัยลงแข่งขันเอเชียนเกมส์ได้รับเหรียญทองประเภทชายเดี่ยว โดยเอาชนะลี ฮุง-เตก มือวางอันดับ 1ของรายการ และมืออันดับ 1 ของเอเชีย 7-5, 6-3 ในรอบชิงชนะเลิศ ส่งผลให้ได้รับรางวัลนักกีฬาสมัครเล่นชายดีเด่น นื่องในวันนักกีฬาแห่งชาติ และได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



 


4.นพวรรณ เลิศชีวกานต์

นักเทนนิสสาวดาวรุ่งของไทยคนนี้มีผลงานตอนเล่นเยาวชนอย่างโดดเด่น
และได้รับเลือกให้อยู่ในโครงการ The Rising Stars Programme ของ
ลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทย ผลงานของเธอเริ่มโดดเด่นเมื่อ
ปี 2008
 สามารถเข้าชิงชนะเลิศรายการแกรนด์สแลม วิมเบิลดัน ระดับ
เยาวชน ซึ่งถือเป็นนักเทนนิสไทยคนที่ 2ที่สามารถเข้าชิงชนะเลิศรายการ แกรนด์สแลมระดับเยาวชน ต่อจาก แทมมารีน ธนสุกาญจน์ และยังปิดปีด้วยการคว้าแชมป์หญิงคู่ในรายการจูเนียร์ยูเอสโอเพน
ต่อมาในปี 2009 เธอเริ่มต้นด้วยการเป็นมือ 1ของเยาวชนโลก และคว้า
แชมป์แกรนด์แสลมจูเนียร์หญิงคู่อีกครั้งหนึ่งในรายการเฟรนช์โอเพน
และรายการที่เหมือนกับแจ้งเกิดให้กับเธอก็คือการคว้าดับเบิลแชมป์
จูเนียร์แกรนด์สแลมวิมเบิลดันทั้งประเภทเดี่ยว และคู่เป็นครั้งแรกใน
ประวัติศาสตร์ไทย ลองจับตาดูว่าเส้นทางในสายอาชีพของเธอจะเป็น
เช่นไร จะสวยงามดั่งเส้นทางเยาวชนของเธอรึเปล่า




สนฉัตร-สรรค์ชัย รติวัฒน์
 

สนฉัตร รติวัฒน์   " ต้น"

ประวัติ

 
เกิดวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2525 นักเทนนิสชายไทย เป็นแฝดผู้พี่ของ สรรค์ชัย รติวัฒน์ (ต้อง) ทั้งสองคนลงแข่งขันเทนนิสอาชีพประเภทคู่ด้วยกัน มีอันดับโลกประเภทชายคู่สูงสุดที่ อันดับ 111 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

สนฉัตร และสรรค์ชัย เป็นบุตรของนายฉัตรชัย และนางสายพิณ รติวัฒน์ เริ่มเล่นเทนนิสเมื่ออายุได้ 5 ปี โดยมีบิดาเป็นผู้ฝึกสอน

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2549 สนฉัตร-สรรค์ชัย ได้เหรียญเงินจากการแข่งขันเทนนิสประเภทคู่ ในเอเชียนเกมส์ 2006 ที่โดฮา ประเทศกาตาร์ โดยในรอบชิงชนะเลิศกับคู่ของ มาเฮช บูปาติ (en) และ ลีนเดอร์ เพส (en) นักเทนนิสประเภทคู่ชาวอินเดีย อดีตมืออันดับหนึ่งของโลก อดีตคู่ชนะเลิศเทนนิสวิมเบิลดัน โรลัง การ์ลอส และยูเอสโอเพน คู่สนฉัตร-สรรค์ชัย พ่ายแพ้หวุดหวิด 1 ต่อ 2 เซต 5-7, 7-6 (9-7), 6-3

สนฉัตร-สรรค์ชัย ได้แชมป์เอทีพีแรก ในการแข่งขันไทยแลนด์ โอเพ่น ประเภทชายคู่ เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2550 ชนะคู่จากฝรั่งเศส มิชาแอล ลอดร้า และ นิโกลาส์ มาฮุต 2 ต่อ 1 เซต 3-6, 7-5, 10-7

 

ผลงาน

 
ประเภทเดี่ยวอันดับโลกสูงสุด 655 (3 พฤษภาคม 2547)
ประเภทคู่อันดับโลกสูงสุด 42 (3 มีนาคม 2551)
 

สรรค์ชัย รติวัฒน์   " ต้อง"

ประวัติ

 
เกิดวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2525 นักเทนนิสชายไทย เป็นแฝดผู้น้องของ สนฉัตร รติวัฒน์ (ต้น) ทั้งสองคนลงแข่งขันเทนนิสอาชีพประเภทคู่ด้วยกัน มีอันดับโลกประเภทชายคู่สูงสุดที่ อันดับ 112 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 (สนฉัตร อยู่ที่อันดับ 111)

สนฉัตร และสรรค์ชัย เป็นบุตรของนายฉัตรชัย และนางสายพิณ รติวัฒน์ เริ่มเล่นเทนนิสเมื่ออายุได้ 5 ปี โดยมีบิดาเป็นผู้ฝึกสอน

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2549 สนฉัตร-สรรค์ชัย ได้เหรียญเงินจากการแข่งขันเทนนิสประเภทคู่ ในเอเชียนเกมส์ 2006 ที่โดฮา ประเทศกาตาร์ โดยในรอบชิงชนะเลิศกับคู่ของ มาเฮช บูปาติ (en) และ ลีนเดอร์ เพส (en) นักเทนนิสประเภทคู่ชาวอินเดีย อดีตมืออันดับหนึ่งของโลก อดีตคู่ชนะเลิศเทนนิสวิมเบิลดัน โรลัง การ์ลอส และยูเอสโอเพน คู่สนฉัตร-สรรค์ชัย พ่ายแพ้หวุดหวิด 1 ต่อ 2 เซต 5-7, 7-6 (9-7), 6-3

สนฉัตร-สรรค์ชัย ได้แชมป์เอทีพีแรก ในการแข่งขันไทยแลนด์ โอเพ่น ประเภทชายคู่ เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2550 ชนะคู่จากฝรั่งเศส มิชาแอล ลอดร้า และ นิโกลาส์ มาฮุต 2 ต่อ 1 เซต 3-6, 7-5, 10-7
 

ผลงาน

 
ประเภทเดี่ยวอันดับโลกสูงสุด 845 (31 มกราคม 2548)
ประเภทคู่อันดับโลกสูงสุด 42 (3 มีนาคม 2551)

 

ล้วงลึกชีวิต "สนฉัตร-สรรค์ชัย รติวัฒน์" แฝดสยามแห่งวงการเทนนิสไทย
 

หากเอ่ยชื่อของ สนฉัตร-สรรค์ชัย รติวัฒน์ ในชั่วโมงนี้ เชื่อว่าคงไม่มีแฟนกีฬาคนไหนปฏิเสธว่าไม่รู้จักอย่างแน่นอน เพราะทั้งคู่เพิ่งจะคว้าแชมป์เทนนิสชายคู่ในระดับชาลเลนเจอร์ "2005 ชาลเลนเจอร์ ฟอร์ด แชร์บูร์ก อ็อกเตอวิลล์" ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนจะหอบถ้วยรางวัลชายคู่รายการที่ 12 ของพวกเขากลับมาเมืองไทยในวันที่ 1 มีนาคม และบินต่อไปประเทศปากีสถานในวันเดียวกัน เพื่อลงทำศึกเดวิสคัพให้ทีมชาติไทย

แม้ว่าจะมีเวลาพักผ่อนอยู่ที่เมืองไทยแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่ 2 นักหวดฝาแฝดก็ยินดีเปิดบ้านให้เราไปนั่งคุยอยู่นานร่วมชั่วโมงถึงเรื่องราวของทั้งคู่ ก่อนที่จะเดินทางมาถึงความสำเร็จในขั้นหนึ่งที่พวกเขาวางไว้ขณะที่มีอายุได้ 23 ปีเต็ม

 

 

ด้วยความที่เป็นนักเทนนิสฝาแฝดทำให้ สนฉัตร(ต้น) และสรรค์ชัย(ต้อง) แตกต่างจากนักหวดคนอื่นๆ อยู่บ้าง เพราะมีไม่มากนักที่พี่น้องฝาแฝดจะเลือกทางเดินในสายเดียวกันเหมือนเช่นที่ทั้งสองคนเป็น และดำเนินชีวิตแบบตัวติดกันมาตั้งแต่อยู่ในท้องของคุณแม่สายพิณ รติวัฒน์ จวบจนกระทั่งถึงวันนี้

ต้นและต้องเรียนและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันมาตลอด เพราะอยู่โรงเรียนเดียวกันตั้งแต่เล็กจนถึงปัจจุบันที่พวกเขามีสถานภาพเป็นนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จะมีแยกกันบ้างก็แค่ช่วงที่เรียนมัธยมปลายซึ่งอยู่กันคนละห้อง แต่พอถึงช่วงพักก็ยังมาขลุกอยู่ด้วยกัน เพราะมีเพื่อนอยู่ก๊วนเดียวกันมาตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น

จุดเริ่มต้นของการเล่นกีฬา และชอบกีฬาชนิดเดียวกันของฝาแฝดคู่นี้จึงเกิดขึ้นไม่ยากนัก เมื่อคุณพ่อฉัตรชัย รติวัฒน์ พาทั้งคู่ไปหัดว่ายน้ำตั้งแต่มีอายุแค่ 5 ปี พอเห็นแววก็ส่งเข้าแข่งขันในรายการต่างๆ บ้าง ซึ่งระหว่างนั้นก็เล่นเทนนิสควบคู่ไปด้วย เพราะคุณพ่อเคยเป็นนักเทนนิสมาก่อน

แต่พออายุได้ 8 ขวบ ต้นและต้องเริ่มหันมาจริงจังกับเทนนิสเพียงอย่างเดียว โดยลงแข่งขันเทนนิสพัฒนาฝีมือทุกรายการที่จัดขึ้นในบ้านเรา ซึ่งมีจัดแข่งเฉพาะประเภทเดี่ยวเพียงอย่างเดียว ทำให้ทั้งคู่ยังไม่มีโอกาสได้ลงเล่นประเภทคู่ด้วยกัน

กว่าจะมีโอกาสได้ลงแข่งประเภทคู่ด้วยกัน ก็ต้องไปทัวร์แข่งในระดับเยาวชนของสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ(ไอทีเอฟ) ซึ่ง "ต้น" แฝดผู้พี่บอกว่า "เยาวชนไอทีเอฟเป็นตัวจุดประกายให้กับนักหวดรุ่นเยาว์ทุกคน เพราะลักษณะการแข่งขันจะเหมือนกับการแข่งเทนนิสอาชีพ "เอทีพี ทัวร์" เพียงแต่ไม่มีเงินรางวัลให้เท่านั้น ซึ่งทำให้เด็กเคยชินกับระบบตรงนั้น และใครที่ติดอันดับท็อป 50 ได้ ก็ต้องคิดอยู่แล้วว่าตัวเองน่าจะทำได้ดีในระดับอาชีพ"

ผลงานในตอนนั้นของทั้งคู่ถือว่าค่อนข้างน่าพอใจ โดยเฉพาะในประเภทคู่ที่จับคู่เล่นด้วยกันจนทะยานขึ้นไปอยู่มืออันดับ 20 ของโลก(ระดับเยาวชน) ขณะที่ประเภทเดี่ยวอยู่ 100 อันดับแรก

จากที่คิดแค่เพียงเล่นออกกำลังกายสนุกๆ นักหวดหนุ่มทั้งสองเริ่มจริงจังมากขึ้น ด้วยการขยับไปแข่งขันในระดับอาชีพ โดยเริ่มไต่จากการแข่งขันระดับฟิวเจอร์ก่อนเป็นลำดับแรกขณะที่มีอายุได้ 18 ปี ก่อนจะขึ้นมาเล่นระดับชาลเลนเจอร์ในปัจจุบัน

การตัดสินใจครั้งสำคัญของทั้งคู่ มีคุณพ่อเป็นผู้ผลักดันอยู่เบื้องหลัง เพราะการกระโจนเข้าสู่การแข่งขันในระดับอาชีพ นอกจากจะต้องมีปัจจัยสำคัญอยู่ที่ตัวผู้เล่นแล้ว ยังต้องมีเงินทุนเพียงพอที่จะตระเวนไปแข่งขันรายการต่างๆ ในต่างประเทศด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ ครอบครัว "รติวัฒน์" จึงต้องคิดหนักเป็นพิเศษ เนื่องจากครอบครัวไม่ได้มีฐานะร่ำรวยพอที่จะนำเงินไปใช้ฟุ่มเฟือยได้ แต่หลังจากได้ปรึกษาหารือกันแล้วว่าต้นและต้องซึ่งขณะนั้นมีอายุแค่ 19 ปีจะเอาดีทางด้านนี้แน่ คุณพ่อฉัตรชัยจึงตัดสินใจลาออกจากงานรัฐวิสาหกิจก่อนถึงกำหนดเกษียณ(เออร์ลี่รีไทร์) เพื่อรับเงินก้อนใหญ่ และนำเงินส่วนหนึ่งที่ได้มามอบให้ลูกทั้งสองคนจำนวน 500,000 บาท ไว้ใช้เป็นทุนในการต่อยอดไปให้ถึงฝั่งฝัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะไม่รู้ว่าต้นและต้องจะประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้หรือไม่

"หลังจากพ่อให้มา 5 แสน ใช้ไป 3 ปี ติดตัวแดงตลอด แต่โชคดีไปแข่งแมตช์ที่อุดรธานี(ฟอร์ดเทนนิสอุดรโอเพ่น ในเดือนเมษายน ปี 2546) แล้วได้รถฟอร์ดมา เลยขายรถคันเก่าเอาเงินก้อนไปแข่งโรมาเนีย และได้แชมป์เป็นครั้งแรก"

การได้แชมป์ระดับฟิวเจอร์ ในรายการ "โรมาเนีย เมน"ส ฟิวเจอร์ เอฟ 5" ที่โรมาเนีย เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2546 ถือว่าเป็นความสำเร็จที่มาถูกที่ถูกเวลาที่สุด เพราะทั้งคู่ตั้งใจเอาไว้แล้วว่า หากไม่ได้แชมป์ที่โรมาเนียจะเลิกเล่นแน่นอน แต่ในครั้งนั้นคู่แฝดได้แชมป์ที่โรมาเนียถึง 2 รายการติด(เอฟ 5,เอฟ 7) ก่อนจะปิดท้ายด้วยตำแหน่งรองแชมป์(เอฟ 8) อีก 1 รายการ

ความสำเร็จจากการคว้าแชมป์ชายคู่มาแล้ว 12 รายการ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะนักหวดทั้งสองจับคู่เล่นเทนนิสด้วยกันมาตลอดจนถึงปัจจุบัน แม้จะเคยมีนักหวดบางคนมาขอจับคู่ด้วย แต่ต้นและต้องมีคำตอบในใจอยู่แล้วว่า "ไม่ว่าอย่างไรก็จะเล่นคู่กันไปตลอด"

ที่ผ่านมามีเหตุให้ต้องแยกกันจับคู่เพียงหนเดียวเท่านั้น ในรายการที่นิวซีแลนด์ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพราะหากเล่นคู่กันอันดับจะไม่ถึง ไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้จึงต้องแยกคู่ ซึ่งผลงานที่ออกมาไม่ค่อยดีนัก โดยต้นเข้ารอบเมนดรอว์ ส่วนต้องได้เล่นแค่รอบควอลิฟาย ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถทะลุเข้ารอบลึกได้เป็นเพราะ "จังหวะการเล่นไม่สอดคล้องกัน" การประสานงานจึงไม่เข้าขาเหมือนตอนที่ทั้งคู่เล่นด้วยกัน

ความได้เปรียบของการเป็น "ฝาแฝด" ที่เล่นด้วยกันมาตลอดทำให้ทั้งคู่มีจุดแข็งอยู่ที่ "ทีมเวิร์ก" บวกกับการพูดคุยกันตลอดเวลา ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นได้ตลอดจนคู่แข่งไม่สามารถจับทางได้ ขณะที่คนอื่นต้องเปลี่ยนคู่ทุกอาทิตย์ แต่สำหรับนักหวดฝาแฝดคู่นี้บอกกับเรา "คุยกันตั้งแต่ยังไม่เกิด" ด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ แฝดผู้พี่ยังบอกแบบติดตลกด้วยว่า การเป็นฝาแฝดเพิ่มความได้เปรียบได้อีกอย่างหนึ่ง เพราะรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกัน ทำให้คู่แข่งดูไม่ออกว่านักหวดคนไหนฝีมืออ่อนกว่า

"ตอนลงแข่งแมตช์สุดท้ายในอเมริกา เจอคู่แข่งอังกฤษที่เป็นแฝดเหมือนกัน ทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมที่ผ่านมาผมถึงชนะคนอื่นได้ เพราะเขาคงจะงงว่าใครเป็นใคร ตอนผมตีผมก็คิดว่าจะมีคนหนึ่งที่ตีอ่อนกว่า เราก็พยายามมองหาคนนั้นแต่หาไม่เจอ คู่อื่นเค้าก็คงเป็นเหมือนกัน"

 

 

 

ณ ตอนนี้ นอกจากบัญชีของต้นและต้องจะไม่ติดลบเป็นตัวแดงเหมือนอย่างที่ผ่านมาแล้ว นักหวดฝาแฝดคู่นี้ยังมีเงินมากพอที่จะจุนเจือครอบครัว "รติวัฒน์" ได้อย่างไม่ลำบากด้วย แถมมีโครงการขยายและต่อเติมบ้านให้ใหญ่ขึ้น เพื่อจะได้รับคุณตามาอยู่ที่บ้านด้วยกัน โดยสมาชิกที่พักอยู่ด้วยกันเวลานี้ ประกอบด้วยพ่อ,แม่,ฉัตรสุดา น้องสาวบุญธรรม และคุณยาย

ต้นและต้องเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ถูกปลูกฝังในเรื่องการให้ความสำคัญกับครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ปล่อยให้มีความคิดเป็นของตัวเองอย่างอิสระด้วย มีกฎอยู่เพียงข้อเดียวเท่านั้น นั่นคือ ต้องมานั่งรับประทานอาหารมื้อเย็นอย่างพร้อมหน้าทุกวัน

ต้น : "มื้อเย็นต้องกินข้าวพร้อมกันทั้งครอบครัว เหมือนกับพยายามปลูกฝังให้อยู่กับครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก"

ต้อง : "มื้อเย็นจะพร้อมหน้ากันที่สุด ถ้าไม่กลับต้องบอกก่อน ไม่งั้นที่บ้านจะรอ"

ส่วนเพื่อนสนิทที่สุดของทั้งคู่เวลานี้ คือ ดนัย อุดมโชค นักหวดมือ 2 ของไทยที่ตระเวนไปแข่งขันต่างประเทศด้วยกันตลอด โดยปีนี้วางโปรแกรมตรงกันทุกรายการ เพื่อจะได้ไปเป็นเพื่อนกันและช่วยเหลือกันได้ แถมยังปรึกษาปัญหาส่วนตัวทุกอย่างได้ด้วย

ก่อนจะปิดฉากการสนทนา เรายิงคำถามว่า "นอกจากทั้งคู่จะเป็นแบบอย่างให้กับนักหวดเยาวชนแล้ว มีใครมาขอคำแนะนำในการลงแข่งระดับอาชีพบ้างรึเปล่า"

ต้นบอกว่า "ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ปกครองที่เข้ามาถามบ่อยๆ เกี่ยวกับการออกไปแข่งขันว่า เมื่อไหร่ถึงจะดี อยากรอให้พร้อมก่อน อยากให้ตีดีก่อน" แต่ทั้งคู่จะให้คำตอบเหมือนกันว่า พาลูกออกไปแข่งได้เลย ไม่ต้องรอให้พร้อมก่อน เพราะถ้ามัวแต่รอ วันที่ความสำเร็จจะเข้ามาหาก็จะยิ่งไกลออกไป

ต้องเสริมในเรื่องนี้ด้วยว่า "ออกตอนนี้ กับออกตอนที่คิดว่าพร้อมแล้ว ค่าเท่ากันคือแพ้ บอกได้เลยว่าแพ้ เพราะฉะนั้นออกไปแพ้ให้เร็วเท่าไหร่ จะได้ชนะได้เร็วเท่านั้น"

เส้นคั่นคอมเม้น

 

 


Comments