1. การพัฒนารูปแบบการสอนนาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์

การวิจัยในชั้นเรียน

เรื่อง  การพัฒนารูปแบบการสอนนาฏศิลป์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์

ความสำคัญ

                การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนาฏศิลป์ที่ผ่านมาพบว่า ในห้องเรียนหนึ่ง ๆ จะประกอบไปด้วยนักเรียน 3 กลุ่ม คือ นักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน นักเรียนที่เรียนอ่อนมักจะประสบปัญหา คือ เรียนไม่ทันเพื่อน หรือไม่ทันกับระยะเวลาที่กำหนดในแต่ละเนื้อหา ทำให้นักเรียนกลุ่มนี้เกิดความคับข้องใจ เกิดความท้อแท้ใจ คิดว่าตนเองไม่มีความสามารถหรือไม่มีความถนัดทางด้านนาฏศิลป์ ส่งผลให้นักเรียนขาดความสนใจ เกิดความเบื่อหน่าย และมีเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชานาฏศิลป์ จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่า เป็นวิธีการเรียนการสอนที่ไม่สนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะผู้เรียนได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันทั้งชั้น ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด ส่งผลให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เด็กที่เรียนอ่อนกลุ่มนี้จึงควรได้รับความสนใจจากครูเป็นพิเศษ โดยอาจจะใช้วิธีการสอน ซ่อมเสริม เพื่อช่วยให้สามารถเรียนได้ทันเพื่อน หรือให้มีความรู้ความสามารถ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

วัตถุประสงค์

1. เพื่อพัฒนารูปแบบกาสอนนาฏศิลป์ โดยสร้าง ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 

2. เพื่อเปรียบเทียบความก้าวหน้าทางการเรียนกิจกรรมนาฏศิลป์ ก่อนและหลังการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ 

3.เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการสอน โดยใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์

ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง

             ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดมหรรณพ์ ซึ่งไม่ผ่านวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมในแผนการสอนกิจกรรมนาฏศิลป์ เรื่องเพลงเชิญพระขวัญ

             กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนวัดมหรรณพ์ ซึ่งไม่ผ่านวัตถุประสงค์ จำนวน 3 คน

ตัวแปรที่ศึกษา

                ในการวิจัยครั้งนี้ ตัวแปรที่ศึกษาประกอบด้วย

                1.   ตัวแปรอิสระ   ได้แก่ ให้เด็กนักเรียนฝึกการการทำกิจกรรมนาฏศิลป์เรื่องเพลงเชิญพระขวัญโดยใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์

                2.   ตัวแปรตาม   ได้แก่  นักเรียนผ่านวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมในการทำกิจกรรมโดยใช้ชุดฝึก ได้ในตามเกณฑ์มาตรฐาน

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1.   นักเรียนมีความสามารถในการทำกิจกรรมนาฏศิลป์ เรื่อง เพลงเชิญพระขวัญ

2.  นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ และมีเจตคติที่ดีในการเรียนวิชานาฏศิลป์

3.  นักเรียนมีแนวทางเพื่อพัฒนาทักษะ มีสมาธิ ความอดทนและความคิดสร้างสรรค์

ขอบเขตของการวิจัย

1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  จำนวน 3 คน

2.  ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ เรื่อง เพลงเชิญพระขวัญ

 วิธีดำเนินการวิจัย

1.  ขั้นตอนการสร้างชุดฝึกกิจกรรมนาฏศิลป์ เรื่องเพลงเชิญพระขวัญ ผู้วิจัยดำเนินการดังนี้

1.1  ศึกษาวิเคราะห์ปัญหาการปฏิบัติกิจกรรมนาฏศิลป์ เพลงเชิญพระขวัญและความคิดของนักเรียน

1.2  วิเคราะห์ปัญหาและรวบรวมปัญหาของนักเรียน

1.3 ให้เพื่อนครูในหมวดศิลปะตรวจสอบคุณภาพของชุดฝึก

1.4  ปรับปรุงชุดฝึกและจัดทำแบบฝึก

2. การใช้ตัวอย่างชุดฝึกกิจกรรมนาฏศิลป์ เพลงเชิญพระขวัญ และแบบฝึก

2.1 ประชากรในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 3 คน ปีการศึกษา 2553 มีปัญหาการทางพฤติกรรมในการเรียนนาฏศิลป์ โดยศึกษากับประชากรทั้งหมด

2.2  เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดฝึกที่ใช้กับนักเรียน และแบบทดสอบ

2.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยให้นักเรียนฝึกฝนทางนาฏศิลป์ เพลงเชิญพระขวัญ การฝึกความคิดสร้างสรรค์ เพื่อการเปรียบเทียบการพัฒนางาน

2.4 การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการเปรียบเทียบผลงานจากการฝึกฝนครั้งแรกจนถึงครั้งสุดท้าย

 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                1. ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ เรื่อง เพลงเชิญพระขวัญ ประกอบด้วย เอกสารประกอบภาพ แถบ

                  บันทึกเสียง เทปวิดีทัศน์ แบบฝึกหัด และ แบบประเมินตนเอง 

             2. แบบทดสอบภาคความรู้ กิจกรรมนาฏศิลป์ เรื่อง เพลงเชิญพระขวัญ

             3. แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมนาฏศิลป์ เรื่อง เพลงเชิญพระขวัญ

ผลการวิเคราะห์และสรุปผล

1. การวิเคราะห์การผ่านวัตถุประสงค์รายข้อ ภายหลังการเรียนการสอนตามแผนการสอนปกติ โดยการหาค่าร้อยละ 

2. หาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ โดยใช้เกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ( E1 / E2 ) 

3. เปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียน โดยนำผลการทดสอบก่อนและหลังการสอนซ่อมเสริมโดยใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ มาคำนวณโดยการทดสอบค่าที (t-test) 

4. วิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นที่มีต่อการสอนซ่อมเสริม โดยใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ จากคำตอบแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า โดยใช้ค่ามัชฌิมคณิต ( X ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

( S.D. )

สรุปผลการวิจัย

            1. การพัฒนาชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ได้แก่

83.06 / 81.39 

2. คะแนนภาคความรู้ก่อนเรียนและหลังเรียน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .001

ค่า t = 13.76 ) 

3. คะแนนภาคปฏิบัติ เรื่อง การร้องเพลงเชิญพระขวัญก่อนเรียนและหลังเรียน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .001 ( ค่า t = 30.50 ) 

4. คะแนนภาคปฏิบัติ เรื่อง การปฏิบัติท่ารำประกอบเพลงเชิญพระขวัญ ก่อนเรียนและหลังเรียน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .001 ( ค่า t = 27.36 ) 

5. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการสอนเสริม โดยใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ ปรากฏดังนี้ 

           5.1 สิ่งที่นักเรียนชอบมากที่สุด คือ เทปวิดีทัศน์ เพราะสอนเป็นขั้นตอน เห็นภาพเคลื่อนไหว และเข้าใจง่าย ถ้าปฏิบัติตามไม่ทันก็สามารถย้อนภาพกลับไปดูใหม่ได้ นอกจากนี้นักเรียนยังชอบเอกสารประกอบภาพ เพราะมีรูปภาพมาก อ่านแล้วเข้าใจง่าย สามารถปฏิบัติตามได้ รวมทั้งชอบแถบบันทึกเสียง เพราะสอนเป็นขั้นตอน ฟังแล้วเข้าใจ และ สามารถปฏิบัติตามได้ 

           5.2 นักเรียนไม่มีสิ่งที่ไม่ชอบ ในชุดฝึกทักษะ กิจกรรมนาฏศิลป์ จำนวน 3 คน แต่มีจำนวน 1 คนไม่ชอบแถบบันทึกเสียง เพราะมีแต่เสียงไม่มีภาพ และปฏิบัติตามไม่ค่อยได้ และไม่ชอบเอกสารประกอบภาพ เพราะเป็นสิ่งที่ยากสำหรับนักเรียนที่มีปัญหาในด้านการอ่าน นอกจากนี้รูปภาพในชุด

ฝึกฯ ที่ถ่ายเอกสาร เป็นสีขาว-ดำ ไม่น่าสนใจ 

           5.3 ความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อการเรียนซ่อมเสริม โดยใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ พอสรุปได้คือ นักเรียนส่วนใหญ่ชอบวิธีการเรียนในรูปแบบนี้ เพราะ มีความสุขและเป็นอิสระ มีความมั่นใจในการเรียนมากยิ่งขึ้น เมื่อไม่เข้าใจ ปฏิบัติไม่ได้ หรือไม่ทัน ก็สามารถศึกษาใหม่ได้ โดยไม่ต้องเกรงใจครู จนสามารถเกิดการเรียนรู้และปฏิบัติได้ ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย มีความต้องการที่จะเรียนแบบนี้ตลอด อีกทั้งเพื่อน ๆ ที่เรียนร่วมกัน เป็นนักเรียนที่มีความสามารถอยู่ในระดับเดียวกัน มีจำนวนน้อย มีครูเป็นผู้แนะนำ ช่วยเหลือ จึงมีความรู้สึกใกล้ชิดครูผู้สอนมากยิ่งขึ้น

ข้อเสนอแนะ

            1. นักเรียนที่ได้รับการสอนเสริมมีช่วงความสนใจสั้น จึงควรแนะนำให้นักเรียนพัก และผ่อนคลาย ขณะเดียวกันต้องสร้างกำลังใจ ให้การเสริมแรง เพื่อที่จะได้มีกำลังใจในการเรียนรู้ต่อไป 

             2. นักเรียนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในการปฏิบัติท่ารำตามผู้สาธิตมากกว่าจะฟังคำบรรยาย แต่ท่ารำประกอบเพลงเชิญพระขวัญในลักษณะแถววงกลม การศึกษาจากภาพเพียงอย่างเดียวเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากและดูสับสน ในขั้นตอนนี้ครูผู้สอนควรแนะนำให้นักเรียนฟังเสียงผู้สาธิตและปฏิบัติตาม หรืออ่านคำบรรยาย มากกว่าที่จะดูภาพเพียงอย่างเดียว 

Comments