กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี

1. การพัฒนาการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทย

หัวข้อเรื่องวิจัย                    การพัฒนาการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทย

ชื่อผู้วิจัย                                นายวัลลภ   เลิศศรี

ชื่อหน่วยงาน                       โรงเรียนวัดมหรรณพ์  สำนักงานเขตพระนคร

 จากการที่ข้าพเจ้าได้ทำการสอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5   ปีการศึกษา  2551  พบว่ามีนักเรียนที่ยังมีปัญหาในเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทยไม่ถูกต้อง 7 คน   ผลจากการทดสอบการอ่านพบว่า นักเรียนที่อ่านไม่คล่องเขียนไม่ถูก  เป็นเพราะขาดทักษะในการอ่านและการเขียน   ไม่ชอบอ่านหนังสือ  สะกดคำที่เป็นสระผสมไม่ได้  หรือจำมาตราสะกดในแม่ต่าง ๆ ไม่ได้  ไม่รู้จะออกเสียงอย่างไร    ซึ่งทำให้เป็นปัญหาในการจัดการเรียนการสอนอย่างมาก      เพราะนักเรียนเหล่านี้จะอ่านหรือเขียนไม่ทันเพื่อน   เพื่อน ๆ ของเขาเองก็มักจะเกิดความรำคาญเมื่อต้องอ่านร่วมกัน    ในขณะที่ครูเองก็ต้องพยายามสอนให้นักเรียนทุกคนมีความรู้ความเข้าใจในทุก ๆ ด้าน  ตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรการศึกษา   ดังนั้น  ข้าพเจ้าจึงได้คิดทำวิจัยในเรื่องนี้  เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนดังกล่าว

                ในการทำวิจัยนี้  ข้าพเจ้าได้ดำเนินการโดยคัดเลือกนักเรียนที่ไม่ผ่านการทดสอบการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทย จำนวน  7  คน  มาทำการสอนใหม่  โดยเริ่มต้นจากการเรียนรู้  พยัญชนะ  สระ  วรรณยุกต์  การผสมคำ  การผันอักษร  และการออกเสียงตามมาตราสะกดแม่ต่างๆ   ในการสอนนี้จะเริ่มต้นด้วยการทดสอบระดับความสามารถในการอ่านและเขียนสะกดคำก่อนเป็นอันดับแรก  เพื่อเก็บข้อมูลไว้เป็นข้อมูลก่อนเรียน  หลังจากนั้นก็เริ่มทำการสอนโดยใช้แบบฝึกซ่อมเสริมการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่ข้าพเจ้าได้จัดทำขึ้นเป็นเครื่องมือช่วยสอน   ใช้เวลาในการฝึก    2  เดือน  ตั้งแต่วันที่   2  มิถุนายน  พ.ศ.  2551  ถึงวันที่  31  กรกฎาคม   ..  2551  จากนั้นได้ทำการทดสอบอีกครั้งโดยการให้อ่านให้ฟัง  และเขียนสะกดคำเป็นรายบุคคล   ใช้แบบทดสอบฉบับเดิมที่ใช้ในครั้งแรก

                สรุปผลจากการประเมินความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนทั้ง  5 คน   พบว่า    นักเรียนทั้ง  7  คน  มีพัฒนาการในการอ่านและการเขียนดีขึ้นมาก   โดยแต่ละคนมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นจากเดิม  ร้อยละ  14  ถึง  34     เป็น  ร้อยละ  65 85   เพิ่มขึ้นจากเดิมคนละไม่น้อยกว่า  ร้อยละ  50  ซึ่งน่าพอใจเป็นอย่างมาก  การทำวิจัยในครั้งนี้จึงถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร  เพราะนอกจำจะทำให้ข้าพเจ้าได้พัฒนาเด็กนักเรียนเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายที่ต้องการแล้ว  ยังทำให้ข้าพเจ้าได้ทราบถึงสภาพปัญหาของเด็กนักเรียนแต่ละคนมากยิ่งขึ้น แถมยังได้เครื่องมือช่วยสอนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นผลดีในการจัดการเรียนการสอนต่อไป

Comments