หัวใจของพุทธศาสนา

หัวใจของพุทธศาสนา คือ  เอาอุปาทานออกเสียจากขันธ์ทั้งห้า

เอาขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวคำภีร สำหรับศึกษาให้เห็น (อยู่ในทุกข์อริยสัจจ์สี่)

-อุปาทานอย่างไร ?         -ขันธ์ ห้า อย่างไร ?         -ขันธ์ห้า ล้วนๆไม่มีอุปาทานเป็นอย่างไร ?

-ขันธ์ ห้า ล้วนๆที่มีอุปาทานเข้าไปปนเป็นอย่างไร ?

ศึกษาเท่านี้จบ ไม่ต้องไปค้นหาที่อื่นแล้วที่จะดับทุกข์ได้    โดยใช้ อานาปานสติ คือเอาอุปาทานออกจากขันธ์ห้า

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

        -ฉันเป็นเพียงแต่ผู้ชี้ทาง ท่านเป็นผู้ต้องเดินทาง

        -ที่แล้วๆมา แต่ก่อนก็ดี เดี่ยวนี้ก็ดี ดูเหมือนจะรวมทั้งต่อไปด้วย  ฉันพูดแต่เรื่องทุกข์ กับความดับแห่งทุกข์

        -เรื่องความทุกข์ก็ดี  เหตุให้เกิดความทุกข์ก็ดี ความดับสนิทแห่งความทุกข์ก็ดี  ทางถึงความดับสนิทแห่งความทุกข์ก็ดี  ฉัน บัญญัติไว้ว่า มีอยู่ในร่างกายยาวเพียงประมาณวาหนึ่งเท่านั้น ร่างกายที่ยังมีชีวิตเป็นๆอยู่ พบอริยสัจจ์สี่ ได้ในร่างกายที่ยาวเพียงวาเดียวเท่านั้นขออย่างลืมคำนี่

        -ผู้ใดแม้จะทำสมาธิจนจิตเป็นฌานได้นานถึงร้อยปีและไม่เสื่อมก็ยังได้บุญน้อยกว่าผู้ที่มองเห็นความจริงว่าสรรพสิ่งทั้งหลายอันเนื่องมาจากการปรุงแต่งล้วนๆแล้วแต่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แม้จะเห็นเพียงชั่วขณะจิตเดียวก็ตาม

        -ผู้ใดมีปัญญาพิจารณาจนจิตเห็นความจริงว่า ร่างกายนี้เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน คน สัตว์ แม้จะนานเพียงชั่วช้างยกหูขึ้นกระดิกหูก็ยังดีเสียกว่าผู้ที่มีอายุยืนถึงหนึ่งร้อยปีแต่ก็ไม่มีปัญญาเห็นความเป็นจริงดังกล่าว

        -มรณัสสติ (การระลึกถึงความตาย) อันบุคคลทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่มีอานิสงส์ใหญ่หยั่งลงสู่พระนิพพานเป็นที่สุด                           ตถาคตนึกถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก

 

          พระอรหันต์มีขันธ์ห้า ที่บริสุทธิ์ ท่านมีแต่ขันธ์ห้าล้วนๆไม่มีอุปาทานในรูปในนาม (mind and body) คือไม่มีอุปาทานในระบบรูประบบนาม

 

อย่าประมาท ความไม่ประมาท คือ ให้รีบทำเป็นการด่วนในเรื่องของการถอดอุปาทานออกจากขันธ์ห้า

 

        อริยสัจจ์  คือความจริงอันประเสริฐ ของท่านผู้สิ้นทุกข์เป็นความจริงที่ทำให้พ้นทุกข์และห่างไกลจากข้าศึกคือกิเลสเหตุเศร้าหมองทั้งหลาย พระพุทธองค์ ทรงตรัสรู้และสั่งสอนอริยสัจซึ่งเป็นเหตุเป็นผล ศึกษาและปฏิบัติได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นความจริงสำหรับทุกแห่งหนทุกกาลสมัย และจำเป็นสำหรับทุกคน

อริยสัจจ์ที่๑: ความทุกข์ หรือ ทุกข์อริยสัจจ์

อริยสัจจ์ที่๒: สมุทัยอริยสัจจ์

อริยสัจจ์ที่๓: ทุกขนิโรธอริยสัจจ์

อริยสัจจ์ที่๔:  ทุกขนิโรธคามินีปฎิปทาอริยสัจจ์

                                                 อริยสัจจ์ที่๑: ความทุกข์

ความทุกข์(ดู ๒.๔.๕.๑)  คือข้าศึก   หรือสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา 

ลักษณะของความทุกข์- เกิด- แก่- เจ็บ- ตาย  เป็นทุกข์ 

อาการของความทุกข์ ความทุกข์เพราะตัณหา

อุปาทานในขันธ์ทั้งห้าเป็นทุกข์  อุปาทานคือยึดถือว่า ตัวเรา ของเรา

ความทุกข์ หรือ ทุกข์อริยสัจ  ถอดออกด้วยการ ถอดอุปาทานออกเสียจากทุกข์อริยสัจ

ความทุกข์นี้ใช้ภาษามันมีความหมายมาก มันกว้างกว่าทุกคนทั้งหลายรู้จัก ไม่เข้าใจก็เป็นทุกข์ ต้องใช้จิตถึงจะรู้จักทุกข์

ความทุกข์หมายถึง เป็นสิ่งที่ทำความเจ็บปวดหรือทรมาน  เป็นสิ่งมีความน่าเกลียดที่สุด เป็นสิ่งที่มีความว่างจาก

สาระประโยชน์ใดๆ   ทั้งสาม อย่างล้วนมีความหมายว่าเป็นข้าศึกทั้งนั้น คือมันมีความไม่เที่ยง สังเกตดูท่านจะพบ              ความน่าเกลียด มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลง มันหลลอกลวง ถ้าท่านมองเห็นสิ่งที่เรารักที่สุดมันเป็นสิ่งที่ทรมานใจเราที่สุด เราก็จะเห็นได้ว่ามันเป็นข้าศึก สิ่งที่เรารักที่สุดก็มีความหมายของข้าศึก หรือทุกข์  เมื่อเราไปหลงรักสิ่งที่ว่างจากสาระที่สุดมันกัดเราเท่าไรมันทำความเจ็บปวดแก่เราเท่าไรฉะนั้นความว่างจากสาระเป็นทุกข์

ทั้งสามคำ เราควรใช้คำรวมๆว่าสิ่งที่ไม่ควรปรารถนา เท่ากับ คำว่าทุกข์  จึงเป็นความหมายของคำว่าทุกข์  อย่าเอากับมันเลย รู้จักอย่างนี้ รู้จักอริยสัจพอสมควร ฉะนั้นทุกข์เพราะอุปาทาน เอาอุปาทานออกเสียจากขันธ์ห้าเท่านี้พอ

สิ่งที่ไม่พึงปรารถนาทั้งปวงเราเรียกว่าข้าศึก การพ้นไปจากข้าศึก, พ้นจากข้าศึก, ปราศจากข้าศึก,โดยประการทั้งปวงนั้นเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา หมายถึง อริยะ

๑.๑          -ลักษณะของความทุกข์    อันได้แก่ การ  เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  มันเป็นไปตามธรรมชาติ  เป็นข้าศึก เป็นทุกข์ เราต้องอยู่เหนือปัญหา  คือข้าศึก  จิตนี้จะไม่มีความทุกข์เลยถ้าไม่มีอุปาทานเข้ามาเป็นตัวเรา ถ้าเป็นธรรมชาติเราจะไม่ทุกข์เลยเพราะไม่ใช่เรา เป็นของธรรมชาติ  มันเป็นทุกข์ต่อเมื่อมีอุปาทานการเกิดแก่เจ็บตายของเรา  ถ้ามันเป็นความเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย มันเป็นของธรรมชาติ ไม่เป็นของเราเรา ไม่ได้ยึดถือว่าเป็นของเรา มันก็เป็นเพียงลักษณะ แห่งความทุกข์แต่มันไม่ได้เป็นความทุกข์ทรมาน แก่จิตใจของเรา การเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย จะเป็นความทุกข์ต่อเมื่อเราไปโง่ไปอุปาทานไปยึดถือว่าของเรา กล่าวโดยย่อคือ เอาตั้งแต่เกิดจากท้องมารดาเริ่มมีความเดือดร้อน เริ่มเข้ามาสู่ภพใหม่  เช่นการทำคลอดยาก ตายเสียตั้งแต่แรกคลอดก็มีนี่ก็ทุกข์ ขณะคลอดก็มีนี่ก็ทุกข์  มาตอนเป็นเด็กอ่อนไม่สามารถช่วยตัวเองได้ต้องอาศัยผู้อื่น เมื่อเขาไม่ช่วยหรือช่วยไม่ทันก็นอนร้อง นอนร้องอยู่ในกองอุจจาระหรือปัสสาวะตัวเองนี่ก็เป็นทุกข์ไปตลอดจนถึงแก่ และตายในที่สุด (ดู๑.๑.๓.๑และ๓.๑)

 

๑.๑.๑           -อาการของความทุกข์ ท่าที่ที่เรียกว่าความทุกข์   โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาสะ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงอาการความรู้สึกของระบบประสาทของจิตตามธรรมชาติ (ดู ๒.๔.๔.๑)

 

๑.๑.๒          -ความทุกข์เพราะตัณหา ๓ อย่าง    พบกับสิ่งที่ไม่รัก๑    พลัดพรากจากสิ่งที่รัก๑    ต้องการอย่างไรก็ไม่ได้อย่างนั้น๑  มันมีความหมายอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราไม่มีความรู้สึกว่าตัวเรามันจะพบกันอย่างไร มันจะจากกันอย่างไรมันมีส่วนที่เป็นตัณหา ต้องการอย่างนี้ต้องการอย่างนั้น เราเป็นผู้ต้องการมัน มีอุปาทานเข้าไปรวมอยู่ด้วยเสมอมันจึงเป็นทุกข์ให้ลองทำความรู้จักดู(ดู ๒.๔.๔.๑,๙,๑๐,๑๑)

๑.๑.๓          - อุปาทานในขันธ์ทั้งห้า เป็นทุกข์   อุปาทานความยึดมั่นถือมั่น ยึดถือว่าตัวเราของเราในตัวชีวิต ซึ่งแบ่งออกเป็นห้า ส่วนคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งห้า อย่างนี้รวมตัวกันเป็นตัวชีวิตมีอุปาทานในตัวชีวิต นั่นเป็นที่สรุปรวมแห่งความทุกข์ทั้งปวง      จงพยายามอย่างยิ่ง พยายามให้ดีที่สุดที่ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าขันธ์ทั้งห้า ซึ่งรวมกันแล้วเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าชีวิต ขอให้พยายามให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าขันธ์ทั้งห้าให้ดีที่สุด ดังนี้ (ดู ๒.๔.๒)

 

๑.๑.๓.๑  รูปขันธ์  สิ่งที่เรียกว่ารูปขันธ์ ส่วนที่เป็นรูป เป็นวัตถุ เป็นร่างกายมันมีระบบประสาท

มันมีอวัยวะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ในกลุ่มนี้รวมกันเรียกว่ารูปหรือรูปขันธ์ มันเป็นที่ตั้งแห่งชีวิตหรือทุกข์หรืออะไรทุกอย่างที่เรียกว่ารูปขันธ์

คำว่า  รูป   นั้นมีความหมายประหลาดสำหรับเราซึ่งมันแปลได้ว่า แตกง่าย และแตกเป็นธรรมดา แตกง่ายๆเปราะที่สุด

เมื่อเรานำคำว่า รูปที่แตกง่ายๆมาเป็นตัวตน เป็นเราหรือเป็นของเรา คิดดูเอาเถอะว่ามันจะเป็นความโง่ ความหลง หรือความบ้าบอที่สุด แล้วมันก็เป็นทุกข์เพราะมันไม่เป็นไปตามที่เราต้องการได้

ที่ว่ารูปขันธ์นั้นเป็นเรื่องของรูปทั้งหมด ทั้งหมดที่เกี่ยวกับรูปกับร่างกายนี้ ถ้ามันเป็นร่างกายที่เราไม่ได้ยึดถือว่าร่างกายของเรา มันจะไม่มีความทุกข์ ชนิดที่ทรมาน เจ็บปวด มันมีลักษณะที่ดูแล้วเป็นทุกข์แก่ร่างกาย เมื่อมีอะไรมาทำแก่ร่างกายเรา เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเพียงแต่ร่างกาย มันรู้สึกว่ามันทำแก่เรา  เช่น มีดบาดนิ้วมือ มันไม่ได้รู้สึกว่ามีดบาดนิ้วมือ แต่รู้สึกว่ามีดบาดกูมันบาดกูไม่ได้บาดนิ้วมือ มันจะเป็นรูปมันก็รูปของเราร่างกายของเรา มันจึงเป็นทุกข์เมื่อเรายึดถือว่ารูปของเรา ในร่างกายนี้มีระบบประสาทที่จะรู้สึกอะไรได้โดยระบบประสาท  แล้วระบบประสาทก็ได้รู้สึก  ได้ทำความรู้สึกแต่เราไม่เคยคิด   คิดว่า กู  รู้สึกเสมอ  เรื่องที่มันเกิดกับระบบประสาทมันก็เกิดแก่ตัวกู อุปาทานว่าเป็นตัวกู มันก็กลายเป็นเรื่องของกู  แล้วมันก็ทุกข์

         สรรพสิ่งทั้งหลายอันเนื่องมาจากการปรุงแต่ง ที่เรียกกัน ว่าอุปาทานขันธ์ห้า เช่นรูปกายล้วนๆมันเป็นแต่เพียงแร่ธาตุต่างๆมาประชุมรวมกัน มาจากหน่วยเล็กๆของชีวิต ก่อนซึ่งเล็กจนตาเปล่ามองไม่เห็น เรียกว่า เชลล์ บรรดาเชลล์ต่างๆนั้นมาประชุมรวมกันเป็นรูปร่างคนและสัตว์ขึ้น ซึ่งหน่วยเล็กๆเหล่านี้ก็มีการเจริญเติบโตและแตกสลายไปแล้วเกิดของใหม่ขึ้นมาแทนที่อยู่ตลอดเวลา ล้วนแล้วแต่เป็น อนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน รวมเรียกหยาบๆว่า ธาตุ ๔ ธาตุมาประชุมรวมกันมี ธาตุดิน  ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุดิน ก็คือส่วนที่เป็นของแข็งมีความหนักแน่น มีกระดูก เนื้อ

ธาตุน้ำ ส่วนที่เป็นของเหลว น้ำเลือด น้ำลาย น้ำไขข้อ  ธาตุลม ส่วนที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวความตั้งมั่น ความเคร่ง ความตึงบรรดาสิ่งที่เคลื่อนไหวไปมาในร่างกาย  ธาตุไฟ ส่วนที่ให้พลังงาน และอุณหภูมิ ความร้อนความเย็น

ธาตุ๔ นี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นธาตุในวิทยาศาสตร์ ซึ่งนานไป ๔ ธาตุนี้ก็เสื่อมสลายเปลี่ยนแปลงแล้วแตกสลายกลับคืนสู่สภาพเดิม ส่วนที่เกิดจากธาตุดินก็กลับไปสู่ธาตุดิน  ส่วนที่เกิดจากธาตุน้ำ ก็กลับไปสู่ธาตุน้ำ  ส่วนที่เกิดจากธาตุลมก็กลับไปสู่ธาตุลม  ส่วนที่เกิดจากธาตุไฟ ก็กลับไปสู่ธาตุไฟตามเดิม ซึ่งก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของคนสัตว์ที่ไหนแต่อย่างใดจึงไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นรูปกายนี้ว่าเป็นตัวเราให้เป็นที่พึ่งอันถาวรได้ทั้งหมดจึงเข้าหลักไตรลักษณะ(ดู ๓)

อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา สิ่งเหล่านี้เป็นสภาวธรรมหรือสังขารธรรมเกิดขึ้นเนื่องจากการปรุงแต่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่เที่ยงทนอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้และไม่ใช่ตัวตน    รู้เห็นว่าเป็นจริงตามนี้ จิตตกกระแสธรรม ตัดกิเลสได้ปัญญาที่จะเห็นสภาพความเป็นจริงดังกล่าวไม่ใช่เพี่ยงปัญญาที่นึกคิดและคาดหมายเท่านั้นแต่ย่อมมี ตาวิเศษ หรือ  ตา ในที่พระท่านว่า

ญาณทัสสนะ เห็นเป็นเช่นนั้นจริงๆ  เป็นผลให้เกิด สมาธิอบรมปัญญา คือสมาธิทำให้เกิดวิปัสสนาขึ้น ทำให้กิเลสเบาบางจิตย่อม สะอาดบางจากกิเลสสมาธิจิตก็จะยิ่งก้าวหน้า และตั้งมั่นมากยิ่งขึ้นไปอีกเป็นผลให้ เกิดปัญญาอบรมสมาธิ ซึ่งมันเป็นเหตุผลซึ่งกันและกันอย่างนี้ตลอดไป อุปาการะซึ่งกันและกัน จะมีปัญญาได้ก็ต้องมีสมาธิเป็นกำลังขาดสมาธิไม่ได้ สมาธิต้องมีเพื่อมาสนับสนุนกัน จะเป็นสมาธิขั้นใดก็ได้ที่สงบแล้ว ทำแล้วจะรู้เอง ถ้ายังไม่ได้ทำก็ไม่รู้ เป็น  ปัจจัตตัง

เกิดปัญญาที่จิต จิตจะคลายจากอุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่นจนหมดสิ้นจากกิเลสทั้งมวล บรรลุซึงพระอรหันตผล

จิตของผู้ไม่ห่างจากวิปัสสนา    -การใคร่ครวญถึงความตายเป็นอารมณ์คือการพิจารณาถึงความจริงที่ว่าไม่ว่าคนสัตว์ทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วย่อมเจริญวัยแล้วก็ตายไปในที่สุดไม่อาจจะล่วงพ้นไปได้ทุกผู้คนไม่ว่าไคร่ในที่สุดก็ทันกันและเสมอกันด้วยความตาย เมื่อพิจารณามรณัสสติไปนานๆจิตจะค่อยๆสงบระงับจากนิวรณ์ธรรม ๕ ประการในที่สุดจิตก็จะเข้าถึง อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา(ดู ๓)  จิตของผู้ไม่ห่างจากวิปัสสนามีจิตไคร่ครวญถึงอสุภกรรมฐานและจิตไคร่ครวญถึงกายคตานุสสติกรรมฐาน

ต้องตายทุกคนเน่าอืด (ดู ๒.๑.๖)  ตามสภาพร่างกายที่เป็นจริงซากศพ//ของไม่สวย (อสุภ)เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ  อาการ ๓๒(ดู ๒.๑.๔) จิตของผู้ไม่ห่างจากวิปัสสนาใคร่ครวญถึงธาตุกรรมฐาน๔ เกิดจากการรวม๔ -ตายแยกจากการรวม ๔ กลับคืนสู่๔

 

๑.๑.๓.๒  เวทนาขันธ์ (ดู ๒.๒)        แปลว่า การเสวยอารมณ์ ได้แก่ ความ รู้สึก เป็นสุข เป็นทุกข์และอุเบกขา (สุขเวทนาอ่อนๆ)

เป็นนามธรรม เมื่อเรามีรูปคือมีร่างกาย มีระบบประสาท มีอวัยวะสำหรับรู้สึกคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วที่นี้ก็มีผลในทางจิต ทางนามธรรม เป็นความ รู้สึก(อารมณ์)ที่เกิดขึ้นมาในความหมายที่ว่าพอใจหรือเป็นสุขก็มี  ไม่พอใจเป็นทุกข์ก็มี  และบอกไม่ได้ว่าสุขว่าทุกข์ก็มี  นี่เรียกว่าเวทนามีอยู่ ๓ อย่าง อย่างนี้นี่ก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือมั่นของของที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่ง จะเอามาเป็นตัวตนหรือของตนก็เป็นไปไม่ได้ มันก็เกิดปัญหาเป็นความทุกข์ขึ้นมา เพราะไปยึดเอาเวทนาว่าเป็นตัวตนของตน เอาเวทนาขันธ์เป็นตัวกูของกู ความรู้สึกว่าตัวกูของกู ก็เป็นอุปาทาน เวทนาเป็นสิ่งที่หลอกลวงที่สุด หลอกลวงให้รัก หลอกลวงให้เกลียดให้โกรธ หลอกลวงให้ติดพันติดตามอยู่ด้วยความสงสัย  เวทนาทั้ง ๓ นี้เป็นข้าศึกได้ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามา เข้ามาแทนที่เป็นอยู่อย่างนี้จนตลอดไปถ้าคนๆหนึ่งมีอารมณ์ สุขหรือทุกข์อยู่ตลอดเวลา คนทั้งหลายก็จะว่าเข้าบ้าและถ้ามมีอารมณ์เช่นนั้นอยู่นานเกินไปก็อาจจะทำให้คนเป็นบ้าได้จริงๆ

เวทนาพวกที่  คือ ความพอใจ ทำให้เกิดกิเลส คือ โลภะหรือราคะ เกิดขึ้นในลักษณะเอาเข้ามา  มันเป็นข้าศึก

เวทนาพวกที่  คือ ความไม่พอใจ ทำให้เกิดกิเลส คือ โทสะหรือโกทะ เกิดขึ้นในลักษณะผลัดออกไป  มันเป็นข้าศึกเวทนาพวกที่   คือ ไม่แน่ใจว่าพอใจหรือไม่พอใจทำให้เกิดความสงสัย ทำให้เกิดกิเลส คือ โมหะ เกิดขึ้นในลักษณะมันวิงอยู่รอบๆ  มันเป็นข้าศึก

มองเห็นได้ทันที่ว่าปัญหาทั้งหมดนี้มีอยู่ในโลกในมนุษย์ชาตินี้มันมีมูลมาจากเวทนาทั้ง ๓ นี้ ทำให้เกิดความทุกข์ ความยากลำบากทั้งโดยตรงและโดยอ้อมทั้งหลอกลวงและเปิดเผย มันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ มันเป็นข้าศึก

 

๑.๑.๓.๓  สัญญาขันธ์   แปลว่าความจำได้หมายรู้ ได้แก่ จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำโผฎฐัพพะ(การสัมผัสถูกต้อง)และ ธรรมารมณ์มันก็เป็นของไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จำได้แล้วลืม ลืมแล้วจำได้ใหม่ มันก็มีมูลมาจากเวทนามันรู้สึกด้วยความมั่นหมายแล้วก็ฝังแน่อยู่เป็นความจำ จำ จำ จำ จำ ซึ่งเราจะจำได้ว่าอะไรเป็นอะไร จำได้ในฐานะที่ว่าเป็นของสวยหรือไม่สวย  จำได้ว่าเป็นหญิงหรือเป็นชาย  พอสิ่งนั้น ปรากฏ สัญญาความจำที่มีอยู่แต่แรกก็มาทำให้เกิดความหมายมั่นในสิ่งนั้นๆ  ทำให้เราเป็นทุกข์ เพราะสัญญามั่นหมายนี้มันทำไปด้วยอวิชชา ไม่ถูกต้องตามที่เป็นจริงที่เป็นทุกข์ก็สำคัญมั่นหมายว่าเป็นความสุข ที่มันไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงก็ไปสำคัญมั่นหมายว่ามันเที่ยง ไม่เปลี่ยนแปลงที่มันไม่ใช่ตัวตนก็ไปสำคัญว่าเป็นตัวตน สัญญานี้ปลดออกยากที่สุด ถอนยาก เป็นข้าศึก ขอให้ทำความรู้จักสัญญาไว้ในความหมายของคำว่า อุปาทาน มันมีความหมายคล้ายๆกัน สัญญาว่าสวยหรือไม่สวย น่ารักหรือไม่น่ารัก พอใจไม่พอใจ เป็นสุขเป็นทุกข์ นาย ก, นาย ข มันต้องมีคำว่าสัญญา ใช้กันตามสมมุติ สมมุติใช้กันอยู่ แต่มันไม่ใช่ความจริง สัญญามันหลอก ทำให้เกิดทุกข์ ที่เห็นง่ายๆที่สุดคือความจำ ความจำนี้เรารักษาไว้ไม่ได้แล้วมันก็ลืม เรามีความลำบากที่จำไว้ไม่ได้ และแล้วก็ลืมกันอยู่ทุกคนนี่เรียกว่าเป็นปัญหาหรือความทุกข์ เราอยากให้จำได้มันก็จำไม่ได้เราจะให้มันเป็นไปตามที่เราต้องการ มันก็ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการเราก็มีปัญหาเกี่ยวกับความสำคัญมั่นหมาย คำนี่แปลว่าสำคัญมั่นหมายแต่ก็มักแปลกันว่าความจำ

 

๑.๑.๓.๔  สังขารขันธ์  แปลว่า การปรุงแต่ง ได้แก่ ความคิดที่เกิดกับใจ คิดเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง และอัพยากฤตบ้าง 

คำว่าสังขารนี้มีความหมายกว้าง สิ่งหรือผู้ที่ทำหน้าที่ปรุงแต่ง ผู้ปรุงแต่งก็เรียกว่าสังขาร สิ่งที่ถูกปรุงแต่งก็เรียกว่าสังขาร  กริยาของการปรุงแต่งก็เรียกว่าสังขาร  มีถึง ๓ ความหมาย ผู้ปรุงแต่ง  ผู้ถูกปรุงแต่ง  การปรุงแต่ง

เมื่อเรารู้สึกว่า คิด คิด  มันก็ยึดมั่นในตัวผู้คิด ยึดมั่นในความคิด เรียกว่ายึดมั่นในตัวสังขาร เป็นสิ่งที่หลอกลวงที่สุดว่ามีผู้คิด มีตัวผู้คิด แล้วยึดมั่นความคิด ว่าเป็นของจริง ที่ตริงมันเป็นสิ่งที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยไม่ใช่สิ่งที่แปลกหรือวิเศษวิโสอะไรแต่เราไปยึดมั่นเป็นอย่างยิ่งในสังขารมันไม่ถูกต้องมันเป็นที่น่าสงสารไม่ได้หมายความว่าเป็นแต่เพียงร่างกายอย่างเดียวเท่านั้นหรือแค่นี้ความหมายที่สำคัญคือ เป็นจุดตั้งต้นของความเกิดขึ้นหรือจะหมายถึงการตั้งครรถ์ก็ได้การตั้งครรถ์คือจุดตั้งต้นที่จะเกิดสิ่งต่างๆ  คือเป็นจุดตั้งต้นของปัญหาเกิดอะไรต่างๆยุ่งยากลำบากไปหมดน่าเกลียดน่ากลัว  คำว่าดับสังขารไม่ใช่หมายถึงตาย แต่หมายถึงหยุดการปรุงแต่ง ไม่ต้องดับสังขาร ไม่ต้องตายไม่ใช่การตายไม่ต้องมีการตายหมายถึงหยุดการปรุงแต่งโดยประการทั้งปวง  ก็หมดทุกข์  ตลอดเวลาที่มีการปรุงแต่งก็ต้องมีความทุกข์นี่แหละสังขาร   ตลอดเวลาที่มีสังขารแล้วความสงบมีไม่ได้

จึงมีคำตรัสไว้เด็ดขาดว่า ดับสังขารหยุดสังขาร  นั่นเป็นสุขอย่างยิ่ง เต สัง วู ปะ สะโม สุ โข

อำนาจการปรุงแต่งคืออวิชชาคือไม่รู้ มันปราศจากความรู้ มันจึงมีการปรุงแต่ง จึงเป็นทุกข์

 

 

 

 

๑.๑.๓.๕  วิญญาณขันธ์  แปลว่า การรู้แจ้ง ได้แก่รู้อารมณ์ที่มากระทบ เช่น ตาเห็นรูปเกิดความรู้ขึ้น หูได้ยินเสียงเกิดความรู้ขึ้นหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จิตบ้าง มโนบ้าง ใจบ้าง คือความรู้อารมณ์ที่ผ่านทางอานตนะทั้ง ๖ ที่เรียกว่าวิญญาณ ก็เป็นของไม่เที่ยงเกิดขึ้นแล้วดับเพราะมีเหตุปัจจัยและดับไปเมื่อหมดเหตุปัจจัย เมื่อมีเหตุปัจจัยใหม่ก็เกิดขึ้นอีก

ศาสนาฮินดู บอกว่าวิญญาณหมายถึง เจตภูมิ ที่เวียนว่ายตายเกิด ซึ่งในศาสนาพุทธคือสิ่งที่ทำให้เกิดความ รู้สึก หน้าที่ (function) ทีทำให้เกิด(conscious)มีสติ สำนึก รู้สึกตัว มันทำหน้าที่หลายหนหลายคราวหลายแห่งหลายที่ในชีวิตเรา  มันทำหน้าที่ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มันทำหน้าที่คือ รับอารมณ์ ทางรูป เสียง กลิ่น รสและวิญญาณทางมโน มันรู้ว่าอันนั้นคืออะไรแล้วมันยังมีความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆที่จะมีในอนาคต จะรู้จักทุกสิ่งที่มีอยู่สำหรับรู้สึกนั้นเรียกว่าวิญญาณ สำหรับ(conscious) ในทางพุทธศาสนาไม่มี (soul)(spirit,ghost) มันมีแต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อได้มีการสัมผัสอารมณ์ มันเป็นเพียงแค่ความรู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ซึ่งมีอารมณ์มากระทบ นี่คือวิญญาณเพิ่งเกิดเดี๋ยวนี้แหละ ไม่ใช่มีอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีอารมณ์มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เกิดความรู้สึกนี่เรียกว่า วิญญาณในลัทธินี้ในพุทธศาสนานี้

ถ้าไม่รู้จักขันธ์ห้า จะไม่มีทางเข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง หรือเข้าใจได้ก็จะเอาขันธ์เป็นตัวตนเสมอเป็นตัวตนบ้างเป็นของตนบ้างแล้วแต่กรณีบ้างที่เอารูปเป็นตัวตนเอาเวทนาเป็นของตนหรือเอาทั้งห้าอย่างเป็นตัวเป็นตนก็ได้อย่างนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา 

ถ้ารู้จักขันธ์ห้า แล้วจะรู้จักว่าไม่ใช่ตนไปยึดเอาเป็นตัวตนเป็นของตนสิ่งนั้นมันกัดเอา ตนก็เกิดความทุกข์ จึงมีคำกล่าวไว้ว่ายึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า นั้นแหละเป็นตัวทุกข์ ถ้ามีอุปาทานในขันธ์ห้า ก็เป็นทุกข์

อุปาทานคือยึดถือว่า ตัวเรา ของเรา  ฉะนั้นทุกข์เพราะอุปาทานเอาอุปาทานออกจากขันธ์ทั้งห้าเท่านี้พอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๑.๒                              อริยสัจจที่๒ : สุมทยอริยสัจจ

สุมทยอริยสัจจ(ทุกข์สุมทยอริยสัจจ) (ดู ๒.๔.๕.๒)

ขอให้จำคำว่า คือ อะไร จากอะไร เพื่ออะไร โดยวิธีใด

อริยสัจจที่๑ บอกให้รู้ว่าความทุกข์คืออะไร     ( what is it?)

อริยสัจจที่๒ บอกให้รู้ว่าความทุกข์มาจากอะไร ที่ไหน  (  from what?)

อริยสัจจที่๓ บอกให้รู้ว่าความทุกข์นั้นเพื่อประโยชน์อะไร  ( for what?)

อริยสัจจที่๔ บอกให้รู้ว่าความทุกข์จะดับได้โดยวิธีใด  (  by what)

 

ความหมายของคำว่าสุมทย  (เหตุ,ปัจจัย) ถ้าเนื่องด้วยสิ่งเดียวเราเรียกว่าเหตุ ถ้าเนื่องด้วยเหตุหลายสิ่งเราเรียกว่าปัจจัย

ตัวอย่าง การปั้นหม้อของช่างหม้อ ทำให้หม้อเกิดขึ้นมาเป็นความต้องการของผู้ปั้นหม้อเป็นตัวเหตุ  แล้วก็สิ่งทั้งหลายเรียกว่าปัจจัยเขาต้องเอาดินมา เอาน้ำมา เอาเครื่องหมุนมา เอาอะไรมาทุกอย่างนั้นมันเป็นปัจจัยแล้วทำรวมกันทุกอย่างเข้ากันอย่างนี้เป็นสุมทัย ในเรื่องการปั้นหม้ออย่างเดียว

สัง+อุทย   :สัง แปลว่าพร้อม  :อุทย  ขึ้นมา

/ ขึ้นมาพร้อมๆกัน ทุกอย่างครบถ้วนอย่างถูกต้อง(ที่ถูกควรเรียกว่าทุกข์สุมทัย (ดู ๒.๔.๕.๒))

สิ่งทั้งปวงมาจากเหตุ แล้วก็เป็นไปตามเหตุ คืออริยสัจ ข้อนี้ พุทธศาสนาถือว่าสิ่งทั้งปวงนี้เกิดแต่เหตุ แล้วมันต้องเป็นไปตามเหตุ สิ่งที่เป็นเหตุนั้นอะไร (phenomena) สิ่งที่ธรรมชาติปรากฏให้แลเห็น  ปรากฏการณ์ สิ่งประหลาด อาเพศ  เหตุตามหลักอริยะ นี้มันคือเหตุ ปัจจัยที่มันเนื่องกันอยู่กับความทุกข์นั้นเอง มันอยู่ที่นี่ กำลังมีที่นี่ จึงระบุไปยัง กิเลส ทั้งหลาย เช่นอวิชชา(เมื่อสติปัญญามันหลงทางคือความรับผิดชอบชั่วดีมันหลงทางแล้วเกิดปัญหา ปัญหาอย่างนี้อย่างนั้นละแล้วตัณหาก็เกิดละก็เกิดความทุกข์) ตัณหา คือ เหตุปัจจัยของทุกข์โดยตรง

๑.๒.๑          ทุกข์มาจากไหนได้บ้าง ทุกข์มาจากการปรุงแต่งสังขาร. จะเรียกว่าทุกข์มาจากสังขารก็ได้มาจากอุปาทาน มาจากตัณหา สังขารมีความทุกข์อย่างยิ่ง.แต่มันเป็นเรื่องเดียวกัน อย่าสับสน ทุกข์มีเหตุโดยตรงมาจากสิ่งนี้ มันมาจากเหตุของมันโดยตรงถ้าเรื่องอริยสัจจก็เรื่องมันมาจากตัณหาเหตุโดยตรงที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ความทุกข์มาจากตัณหา ตัณหาคือข้อสรุป  ตัณหามาจากอะไร ก็อวิชชา ตัณหาทำให้เกิดทุกข์ได้โดยมีอุปาทานเข้าไป อุปาทานทำให้เกิดทุกข์โดยตรง

รวมความได้ว่าทุกข์มาจากสังขาร มันก็ถูกเหมือนกัน   ถ้าเราไม่มีความรู้สึกตัวเรา หรือตัวกู คือเราไม่มีอุปาทานมันก็ไม่มีตัณหา

๑.๒.๒          -ลักษณะของตัณหามี ๓ ความหมายคือ      ทำให้เกิดภพ หรือภวะ อันใหม่(existence คือ เป็นอยู่ในเวลานี้ คงชีพความเป็นอยู่ มันมีอยู่แล้ว มันเป็นอยู่อย่างนั้น)  มันมีทุกคราวที่มีตัณหา มีตัณหาอย่างไรก็มีภพชาติอย่างนั้นนาทีนี้เราอยากเป็นมหาเศรษฐีนาทีนี้ก็มีภพชาจิหรือภวะเป็นเศรฐีนาทีต่อมาหรือชั่วโมงต่อมาเรามีตัณหาอย่างอื่นเราก็มีภพชาติอย่างอื่นอันใหม่เกิดขึน อยากเป็นนักการเมือง นักธุรกิจเราก็มีภพชาติอย่างที่คิดตามมาในหนึ่งชีวิตจะเกิดภพชาติมากมายเหลือเกินโดยอำนาจของตัณหา         ประกอบด้วยราคะ ประกอบไปด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน มันคือความ

ไคร่อยาก เพลิดเพลินพอใจ ตัณหานี้อยู่ด้วยความไคร่อยาก  ราคะนี้มีความหมายว่ามันติดแน่นเหมือนสีย้อมผ้าคือสีมันราคะในผ้า          เที่ยวเพลินพอใจในทุกสิ่งเที่ยวพอใจที่นั่นที่นี่ไม่มีขีดจำกัด

 

๑.๒.๓          -ประเภทของ  ตัณหามี ๓ ประเภท (สมุทัย  เหตุให้เกิดทุกข์ คือมีตัณหา)

            อยากได้อยากมี คือ กามตัณหา  กามแปลว่าใคร่ในความหมายของกามรมณ์ คนทุกคนมีความต้องการอันนี้เป็นอันดับแรก ความต้องการน่าพอใจ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่เรียกว่ากามตัณหา

            อยากเป็น คือภวตัณหา ตัวนี้มีความหมายทาง (becoming)ถ้าฉันเป็นนี่ฉันจะได้อย่างนี้อย่างนั้น ความคิดที่ว่าจะเป็นตามที่อยากเป็น  แล้วความพอใจที่ว่ามีชีวิตอยู่ก็เป็น ภวตัณหา

            อยากไม่เป็น อยากละอยากทิ้งคือ วิภวตัณหา ที่นี้มาพอเห็นโอ้ที่เป็นอย่างนี้อย่างนั้นมันเต็มไปด้วยปัญหายุ่งบากลำบาก เลยทำให้ฉันไม่อยากมีไม่อยากเป็น หรือพอกลุ้มใจขึ้นมา ฉันอยากตาย บางที่ฆ่าตัวตายเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๑.๓                               อริยสัจจ์ที่๓: ทุกขนิโรธอริยสัจจ์(ดู ๒.๔.๕.๓)

เราต้องนึกถึงคำสำคัญ ๔ คำ ๑ คืออะไร ๒ จากอะไร ๓ เพื่ออะไร ๔ โดยวิธีอะไร

นิโรธ ความดับทุกข์ คือ ความดับตัณหานั้น ไม่เกี่ยวข้องกับตัณหานั้น  ความปล่อยวางตัณหานั้น ไม่อาลัยผูกพันตัณหานั้น คือการดับไปอย่างไม่เหลือ  คำว่า นิโรธะ   ต้องเข้าใจให้ถูกต้องนิโรธกลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หรือต้องมี นี่เป็นเรืองต้องวินิจฉัยกัน ตามบาลีแปลว่า ดับไม่เหลือ (ดับแล้วไม่มีอะไรเหลือ)  นิโรธ ดับสิ้นเชิงมันต้องดับไปสิ้นเชิง

นิโรธะ เป็นธาตุชนิดหนึ่ง (เข้าใจยากอยู่นะ)สิ่งที่เรียกว่าธาตุทั้งหลายทั้งหมดในขอบเขตของธรรมชาติแบ่งเป็น ๓ ธาตุคือ  ๑ รูปธาตุ ธาตุที่มีรูป    อรูปธาตุ  ธาตุที่ไม่มีรูป    นิโรธธาตุ ธาตุที่ไว้ดับธาตุที่มีรูปและธาตุที่ไม่มีรูป

ความทุกข์มันรวมอยู่ในรูปและอรูป มีธาตุนิโรธะนี้ไว้ค่อยดับแห่งธาตุเหล่านั้น พอธาตุเหล่านั้นมาถูกนิโรธธาตุ ธาตุเหล่านั้นดับ นิโรธธาตุเป็นธาตุชนิดหนึ่งตามธรรมชาติ

นิพพานก็เป็นธาตุ, นิพพานมันรวมอยู่ในนิโรธธาตุ  ธาตุเดียวกับนิโรธธาตุแต่มันมีความหมายไม่อีกอย่างหนึ่งเป็นธาตุแห่งผลของนิโรธธะ  นิพพานแปลว่าเย็น ธาตุนี้ในภาษาธรรม คือว่ามันเป็นธาตุที่อยู่ตามธรรมชาติพอสิ่งใดมาถูกเข้ากับธาตุนี้ กับสิ่งนี้ก็ดับลงไป เย็นลงไป   นี่  คำว่าธาตุมีความหมายอย่างนี้ ตัวอย่างเช่น

ธาตุไฟ   อะไรมาถูก ธาตุนี้มันก็ไหม้ ไฟมีคุณสมบัติเผาไหม้

นิโรธะ ก็เหมือนกัน อะไรมาถูกนิโรธ มันก็ดับ นิโรธมีคุณสมบัติดับสิ้นเชิงแล้วมันก็เหลือนิพพานซึ่งเป็นผลเป็นความเย็น ความไม่มีทุกข์ไม่มีปัญหา

ตัวทุกข์ ตัวเหตุแห่งทุกข์  อวิชชา อุปาทาน สังขาร  เข้ามาถึง ถูกกันกับ นิโรธมันก็ดับสิ้นเชิง

คำว่าวิมุตติ ความอิสระ หลุดพ้นออกไปก็รวมอยู่ในนิโรธธาตุ

 

จิตสัมผัสนิโรธธาตุได้โดย     บังเอิญบางเวลาที่จิตสบายที่สุดว่างที่สุดเป็นคำพูดยากมาก  เวลานั้นไม่ต้องการอะไร   มันไม่มีตัณหา ไม่ต้องการ  แต่เราไม่รู้สึกขอให้สังเกตให้ดีๆ เวลาที่ ความทุกข์ระงับ ,กิเลส  นี่ละนิโรธ     

๒ โดยบังคับ                         ๓ โดยคอยระวัง

ถึงที่กิเลสมันหมดแล้ว ไม่ต้องคอยระวัง ไม่ต้องคอยควบคุม ไม่ต้องอะไรมันก็ไม่เกิดความทุกข์ได้นี่เป็นนิโรธะที่สมบูรณ์เป็นนิโรธะของพระอรหันต์  ทำอานาปานสติทำให้เกิดนิโรธทั้ง๓ชนิด

ถ้ากิเลสหมดไปแล้วไม่มีเหลือเชื้อเรียกว่า    อนุปาทิเสสนิพพาน

ถ้ายังไม่สิ้นเชื้อเรียกว่า   สอุปาทิเสสนิพพาน

ลักษณะของนิโรธ ๓ อย่าง 

  ดับไม่เหลือแห่งราคะ   อันเดียวกับตัณหา มีความหมายเดียวกันกับอุปาทานกำหนัดยินดี มันย้อมสี ให้สีย้อมหลุดออกไปไม่มีเหลือ  

   สลัดคืน  สลัดคืนไปต้องอาศัยสติมาทันกาลทันเวลาที่มีสัมผัส มีสัมผัสก็มีสติทันเวลาที่สลัดออกไป เป็นวิมุตติ  มุตติ  จาคะ  

   ตัดอาลัย  อาลัยคือความคิดถึงสิ่งที่จากไปแล้วแต่ยังคิดถึงอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก

 

 

๑.๔                          อริยสัจจ์ที่๔: ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ

(มรรค) (ดู ๒.๔.๕.๔.)

นิโรธคามินีปฏิปทา(มรรค) คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคประกอบด้วยองค์แปดประการ

๑.๔.๑          องค์แห่งอริยมรรคแปด

  สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ(อริยสัจสี่)                 มีองค์สี่คือ    รู้ในทุกข์

                                                  รู้เหตุให้เกิดทุกข์

  รู้ความดับทุกข์

                                  รู้ทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์ (ไปดูที่อริยสัจสี่)

  สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ           มีองค์สามคือ          ดำริออกจากกาม(ละความสุขเพลิดเพลินอันเกิดจากรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส

                                                                                                  ดำริในการไม่มุ่งร้าย

                                                                                                  ดำริในการไม่เบียดเบียน

  สัมมาวาจา การพูดชอบ                      มีองค์สี่คือ                 เว้นจากการพูดไม่จริง

                                                                                                  เว้นจากการพูดส่อเสียด

                                                                                                  เว้นจากการพูดคำหยาบ

                                                                                                  เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

  สัมมากัมมันโต การทำการงานชอบ   มีองค์สามคือ             เว้นจากการฆ่าสัตว์ 

                                                                                                  เว้นจากการลักทรัพย์

                                                                                                  เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

  สัมมาอาชีโว การเลี้ยงชีพชอบ           มีองค์สองคือ             เว้นจากการเลี้ยงชีพในทางที่ผิด(ศีลห้า)

                                                                                                  ประกอบการเลี้ยงชีพในทางที่ถูก

  สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ            มีองค์สี่คือ                 เพียรไม่ให้บาปเกิดขึ้น

                                                                                                  เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว

                                                                                                  เพียรให้บุญเกิดขึ้น

                                                                                                  เพียรให้บุญที่เกิดขึ้นแล้วให้มีมากขึ้น

  สัมมาสติ ความระลึกชอบ                  มีองค์สี่คือ                 ตั้งสติพิจารณากาย

                (สติปัฏฐาน)                                                              ตั้งสติพิจารณาเวทนา

                                                                                                  ตั้งสติพิจารณาจิต

                                                                                                  ตั้งสติพิจารณาธรรม   (ไปดูเรื่องสติปัฏฐาน)

  สัมมาสมาธิ ความตั่งใจมั่นชอบ         มีองค์สี่คือ                 เจริญฌานที่๑ (ปฐมฌาน)

                                                                                                  เจริญฌานที่๒(ทุติยฌาน)

                                                                                                  เจริญฌานที่๓(ตติยฌาน)

                                                                                                  เจริญฌานที่๔(จตุตถฌาน)

 

เจริญฌานที่  ๑(ปฐมฌาน) มีลักษณะ  มีวิตก วิจารณ์ ปีติ สุข

เจริญฌานที่  ๒(ทุติยฌาน)   มีลักษณะ ระงับไปหรือไม่มี วิตก วิจารณ์มีแต่ ปีติ สุขเกิดจากสมาธิแลตั่งอยู่

เจริญฌานที่  ๓(ตติยฌาน)   มีลักษณะ มีแต่อุเบกขา สติสัมปชัญญะ ละสุขละทุกข์ได้

เจริญฌานที่  ๔(จตุตถฌาน) มีลักษณะ มีแต่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่ตั่งอยู่

ฌาน(๑๒๓๔)นี้เรียกว่าสมาธิ สัมมาสมาธิจะต้องเป็นสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ของอริยมรรคเจ็ดที่เหลือ เพื่อนำสู่ปัญญาคือการรู้แจ้งในอริยสัจสี่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นจนละกิเลสได้

  สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ                      สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ             สัมมาวาจา การพูดชอบ

  สัมมากัมมันโต การทำการงานชอบ     สัมมาอาชีโว การเลี้ยงชีพชอบ             สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ

  สัมมาสติ ความระลึกชอบ                    สัมมาสมาธิ ความตั่งใจมั่นชอบ

 

๑.๔.๑.๑  สัมมาสมาธิความตั้งจิตมั่นชอบ     -ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สัมมาสติเป็นอย่างไร

       -ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาณ มีวิตก มีวิจาร มีปีติ และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

       -บรรลุทุติยฌาณ มีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตก วิจาร สงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มรปีติ และสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่

       -เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติ สิ้นไป บรรลุตติยฌาณ ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌาณนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข

       -เธอบรรลุจตุตกฌาณ  ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่  อันนี้ เรียกว่า สัมมาสมาธิ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

    

ผู้บำเพ็ญต้องพยายามทำมรรคแปด ให้เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะเดียวกันจึงจะตัดตัณหาและเกิดนิโรธได้

บทสรุปเกี่ยวกับอริยสัจจสี่  นี้เกี่ยวกับจิตโดยตรงคือ

  จิตที่ส่งออกนอกนั้นเป็นสมุทัย

  ผลที่เกิดจากจิตส่งออกนอกเป็นทุกข์

  จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค

  ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ

อนึ่งตามสภาพที่แท้จริงของจิต ย่อมส่งออกนอกเพื่อรับอารมณ์นั้นๆตามธรรมชาติของมันเอง แต่ว่า

  ถ้าจิตที่ส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้ว จิตเกิดหวั่นไหว หรือกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้น เป็น สมุทัย

  ผลอันเกิดจากจิตหวั่นไหว หรือกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆเป็นทุกข์

  ถ้าจิตที่ส่งออกนอกได้รับอารมณ์แล้วแต่จิตไม่หวั่นไหว หรือกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆโดยมีสติอย่างสมบูรณ์ เป็นมรรค

  ผลอันเกิดจากจิตไม่หวั่นไหว หรือกระเพื่อมไปตามอารมณ์นั้นๆเพราะมีสติอย่างสมบูรณ์เป็นนิโรธ

การรู้อริยสัจสี่นี้ต้องรู้สามชั้นทุกข้อ คือแต่ละข้อต้องรู้ถึงสามครั้งรวมเท่ากับรู้สิบสองครั้งจึงจะเป็นอันรู้จบ และรู้แท้ รู้สมบูรณ์คล้ายกับรู้เรื่องยาอะไรสักอย่างหนึ่งคือการรู้แท้ต้องรู้อย่างนี้  ๑ รู้ว่าเป็นยา   ๒ รู้ว่ายานี้ควรกิน    ๓ รู้ว่ายานี้เราได้กินแล้ว

 

ตารางการรู้อริยสัจ

สัจจญาณ

กิจจญาณ

กตญาณ

ทุกข์

สมุทัย

นิโรธ

มรรค

ควรกำหนดรู้

ควรละเสีย

ควรทำให้แจ้ง

ควรเจริญให้เต็มที่

เรากำหนดรู้แล้ว

เราได้ทำการละแล้ว

เราได้ทำให้แจ้งแล้ว

เราได้เจริญให้เต็มที่แล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มรรค คือทางเฉยๆ เราพูดถึงเรื่องปัญหาหรือความทุกข์  โดยมีหัวข้อ มันคืออะไร มันมาจากไหน มันเพื่อประโยชน์อะไรและ มันโดยวิธีอะไร  ที่นี้เกี่ยวกับ วิธีทำอย่างไรจึงจะเอาอุปาทานออกมาเสียจากขันธ์ห้า ความทุกข์หรือตัวปัญหาหรือเรียกว่าสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาทุกชนิด มันเกิดมาจากเรามีอุปาทานในขันธ์ทั้งห้าแต่เราเรียกสั้นๆว่า ตัณหาเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ เราพบว่าหยุดตัณหาคือหยุดอุปาทานเสียคือเอาอุปาทานออกมาเสียจากขันทั้งห้านั้นแหละมันดับทุกข์ ที่นี้โดยวิธีใด?ทำอย่างไร?

ความหมายของคำว่า ปฏิปทา มี  ๒ ความหมายถ้าอย่างชาวบ้านแปลได้ว่า การเดินทางแต่พอมาพูดสำหรับการปฏิบัติธรรมที่วัด คำนี้แปลว่า การปฏิบัติ

ความหมายของ คามินี แปลว่า เป็นเครื่องให้ถึง คามินีปฏิปทาแปลว่า การปฏิบัติเป็นเครื่องให้ถึง

ความหมายของคำว่า ความจริง เป็นคำที่มีความหมายพิเศษ ดีมากเลย คำว่า  จริง  แม้ในความทุกข์ที่เราไม่ปรารถนาไม่ต้องการมันก็มีความจริง ในเหตุที่มันเกิดทุกข์มันก็มีอยู่จริง แม้ความดับทุกข์ได้มันก็มีอยู่จริง ในคำพูดที่โกหกนั้นก็มีความจริงของความโกหก ความไม่จริงก็มีความจริงของความไม่จริง  ความจริงที่เป็นอริยสัจมีประโยชน์ ที่สุดมากที่สุดเพราะทำให้เราอยู่ได้โดยไม่มีข้าศึก

ความจริง  ๒ อย่างที่ทำให้ปากอย่างใจอย่าง นี่คือ มัชฌิมาปฏิปทาหรือทุกข์นิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือเราจะปฏิบัติให้มีชีวิตชนิดที่ไม่มีตัวตน ไม่มี (concept) ว่ามีตัวในใจ แต่เป็นธรรมดาที่ปากจะต้องพูดว่ามีตัว เพราะว่าคนทั้งโลกเขาพูดภาษาอย่างมีตัวมันกลายเป็นว่าเรามีใจอย่างหนึ่งแล้วก็มีปากพูดอีกอย่างหนึ่ง ข้อนี้หลีกไม่พ้น เมื่อเรารู้ความจริงข้อนี้แล้วเราก็จะไม่มีทุกข์เพราะมันไม่มีตัวที่จะเป็นผู้ทุกข์แต่แล้วก็จำเป็นที่ปากมันจะต้องพูดอย่างมีตัว ต้องเข้าใจนะข้อนี้

จิตรู้สึกอย่างหนึ่งปากก็พูดอีกอย่างหนึ่งจิตรู้สึกอีกอย่างหนึ่งว่าไม่มีตัวแต่ปากพูดว่ามีตัว นี่ไม่ใช่คนโกหก

อัตตา นิรัตตา และอนัตตา ทิฐิหรือความคิดเห็นของคนแบ่งออก ๓ อย่างพวกหนึ่งว่ามีตัวคือมีอัตตาเป็นอัตตาอีพวกหนึ่งไม่มีอัตตาเป็น นิรัตตาไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวนี่มันสุดโต่งกันอย่างนี้มันใช้ไม่ได้ที่มันอยู่ตรงกลางคือพุทธศาสนา พุทธศาสนาอยู่ตรงกลาง มีตัวชนิดที่มิใช่ตัว มีอัตตาชนิดที่มิใช่อัตตา อันนี้แหละเรียกว่า อนัตตา (middle way)

หรือมัชฌิมาปฏิปทา มันอยู่ตรงกลาง

ศึกษาพุทธศาสนาด้วยวิธีประจักษ์แจ้ง ต้องมาจากการปฏิบัติทางจิตทางใจ จึงจะเอาอัตตาออกไปจากขันธ์ห้าได้จริงโดยทางวิปัสสนาหรือจิตภาวนา หรือเรียกว่า อานาปานสติ

ชีวิตคือการเดินทาง เดินทางถูกคือเดินทางอยู่เหนือความเป็นคู่ เหนือสุขเหนือทุกข์,เหนือดีเหนือชั่ว,

 

          จำคำ ๔ คำนี้ให้ดี

  เป็นไปเพื่อความวิเวก วิเวกะ แปลว่า เดียว เดียวอย่างยิ่งเป็นความหมายของเสรีภาพ ไม่มีอะไรมากะทำต่อไปแล้ว     เป็นไปเพื่อความจางคลาย เป็นไปเพื่อวิราคะ วิราคะแปลว่า จางออก คลายออก อย่างสีย้อมผ้าคลายออก จางออกจากอุปาทาน

  เป็นไปเพื่อความดับเย็น คือ นิโรธ 

  เป็นไปเพื่อการปลงของหนัก การโยกทิ้งของหนักเดี๋ยวนี้ชาวโลกมันไม่ได้น้อมไปเพื่อทิ้งไปแต่น้อมเอาเข้ามารวบรวมมามันตรงกันข้ามการทำความดีปฎิบัติศาสนาอย่างถูกต้องทุกอย่างถ้าไม่เป็นไปเพื่อ ๔ อย่างนี้ก็ไม่ถูกต้อง

การรักษาศีล การทำทาน ทำบุญ ทำสมาธิ วิปัสสนา

ที่ว่าปัญญาตัดกิเลสต้องเป็นปัญญาที่มีสมาธิ

มรรคที่มีองค์แปดต้องอาศัยซึ่งกันและกันคล้ายกันกับเชือกมีแปดเกลียวทั้งแปดทำงานรวมกันถ้าใช้ข้อใดข้อหนึ่งต้องมีบริวานอีกเจ็ดตัวช่วย โดยต้องมี ศีล สมาธิ ปัญญา

อริยสัจต้องเป็นไปเพื่อกำจัดข้าศึก ศึกษาเฉพาะหัวใจคือเรื่องทุกข์กับความดับทุกข์ อริยสัจที่แท้ศึกษาที่ตัวเราเอง

 

พระพุทธเจ้าตรัสว่าเรื่องความทุกข์ก็ดี  เหตุให้เกิดความทุกข์ก็ดี ความดับสนิทแห่งความทุกข์ก็ดี  ทางถึงความดับสนิทแห่งความทุกข์ก็ดี  ฉัน บัญญัติไว้ว่า มีอยู่ในร่างกายยาวเพียงประมาณวาหนึ่งเท่านั้น ร่างกายที่ยังมีชีวิตเป็นๆอยู่ พบอริยสัจสี่ ได้ในร่างกายที่ยาวเพียงวาเดียวเท่านั้นขออย่างลืมคำนี้

จี้ลงไปที่ อานาปานสติ

 

 

ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าความรู้ทั้งหมดที่ได้ตรัสรู้เท่ากับใบไม้หมดทั้งป่าที่เอามาสอนท่านทั้งหลาย เท่ากับใบไม้กำมือเดียวที่ท่านเรียกว่าใบไม้กำมือเดียว คือเรื่องอริยสัจนั่นเองไม่ต้องสอนกันทั้งหมดเรียนเรื่องอริยสัจประมาณเท่ากับใบไม้กำมือเดียวเมื่อเทียบกับใบไม้หมดทั้งป่า มันไม่ควรจะเหลือวิสัย ไม่ควรล้มเหลว มันควรจะได้กันอย่างถูกต้องและรัดกุมด้วยกันทุกคนเป็นที่รวบรวมคำสอนทั้งหมด

 

อริยะ แปลว่า ไม่มีข้าศึก ปราศจากข้าศึก ศัตรูสิ่งที่น่ากลัว

รู้อริยสัจ คือรู้ธรรมทั้งหมดในพุทธศาสนา

เป็นอันว่าอริยสัจที่สี่ ตอบคำถามว่า โดยวิธีใด ส่วนได้ผลอะไร คือเพื่ออะไร มันก็ตอบอยู่ด้วยอริยสัจที่สาม คือนิโรธ อริยสัจที่สี่ คือโดยวิธีใด โดยตัดต้นเหตุของความทุกข์เสียคืออริยสัจที่สอง มีตัณหามีอุปาทานเป็นต้นเหตุก็ตัดด้วยอริยสัจที่สี่ก็ได้ผลเป็นอริยสัจที่สามตัวปัญหาคืออริยสัจที่หนึ่งตัวความทุกข์ก็หมดไป เรื่องอริยสัจเป็นอย่างนี้

 

 

 

 

 

Comments