พิธีการแต่งกาย

การแต่งกายของลาวโซ่ง



การแต่งกายผู้ชายนุ่งกางเกงขาสั้น ปลายแคบเรียวยาวปิดเข่า นุ่งแบบกางเกงจีน เรียกว่า “ส้วงขาเต้น” หรือ “ส้วงก้อม” แปลว่า กางเกงขาสั้น ตัวเสื้อเป็นเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ปลายแขนปล่อยกว้างขนาดข้อมือผ่าหน้าตลอด ติดกระดุมเงินยอดแหลมมีลวดลาย เรียงกันถี่ประมาณ 10-19 เม็ด ตัวสั้นเลยเอวไปนิดหน่อย ตัวเสื้อเย็บเข้ารูปทรงกระสอบ หน้าอกผาย คอตั้ง ด้านข้างตอนปลายผ่าทั้ง 2 ข้าง ใช้เศษผ้า 2-3 ชิ้นตัดขนาดรอยผ่าเย็บติดไปกับรอยผ่า เรียกว่า เสื้อชอน



ส่วนผู้หญิงในชีวิตประจำวันจะนุ่งผ้าถุงพื้นดำ ประกอบด้วยผ้า 3 ชิ้น ชิ้นที่ 1 เป็นสีดำ ไม่มีลวดลายกว้างประมาณ 12 นิ้ว เป็นซิ่นทั้งผืน ชิ้นที่ 2 เป็นซิ่นสีดำสลับลายสีขาว ชิ้นที่ 3 กว้างประมาณ 1 ฟุต มีลวดลายสีขาวสองสามริ้ว เย็บติดเป็นตีนซิ่น ถ้าสามีตายต้องเลาะตีนซิ่นนี้ออก เพื่อไว้ทุกข์ ส่วนเสื้อใช้แขนยาวทรงกระบอก ตัวเสื้อเย็บเข้าตัว คอตั้งผ่าอกตลอด ติดกระดุม เงินถี่ 10 เม็ด เรียกว่า เสื้อก้อม บางทีจะใช้ผ้าคาดอกเรียกว่าผ้าเบี่ยว ปักลวดลายไว้ที่ชายทั้งสอง ชายหญิงที่แต่งงานแล้วจะใช้ ผ้าเบี่ยวสีดำหรือครามแก่ 



ในโอกาสพิเศษ เช่น พิธีแต่งงาน ลาวโซ่งจะแต่งชุดใหญ่ เรียกว่า เสื้อฮี ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายย้อมคราม มี 2 ด้าน เสื้อฮีของชายยาวคลุมสะโพก คอกลม กุ้นรอบคอด้วยผ้าไหมสีแดง แล้วเดินด้วยเส้นทับด้วยผ้าไหมสีอื่น ตรงคอด้านข้างติดกระดุมแบบ คล้อง 1 เม็ด ผ่าตลอดตั้งแต่กระดุมป้ายทบมาทางด้านข้าง แขนเสื้อเป็นแขนกระบอกยาวปลายแคบ ชายเสื้อจะปักด้วยผ้าไหมสี ต่าง ๆ พร้อมติดกระจกชิ้นเล็ก ๆ ด้านข้างผ่าตั้งแต่ปลายเสื้อจนถึงเอว ปักตกแต่งอย่างงดงาม ส่วนของผู้หญิงตัวเสื้อใหญ่และ ยาวกว่ามาก คอแหลมลึก ไม่ผ่าหน้า แขนเสื้อแคบเป็นแขนกระบอก ใส่นุ่งกับผ้าถุง
 

(สมทรง 2524, น.13-15)

ไทยเหนือ (ไทยยวน)


สตรีสวมเสื้อฝ้ายสีขาวตุ่น คอกลม แขนกระบอก ผ่าหน้าติดกระดุม จะนิยมนุ่งผ้าซิ่นก่านหรือซิ่นตา มีลักษณะเป็นลายขวางอันเกิดจากฝ้ายเส้นยืน การแต่งกายในงานพิธีกรรมจะห่มสไบเฉียงแบบ “สะหว้าย แล่ง” ประดับเครื่องเงินทอง เชิงของผ้าซิ่นต่อด้วยตีนจก ผู้ชายนิยมแต่งกายโดยสวมเสื้อหม้อห้อมย้อมคราม หรือเสื้อใยฝ้ายสีขาวตุ่นเป็นเสื้อคอกลม ผ่าหน้า ผูกเชือก มีกระเป๋า นุ่งกางเกงครึ่งแข้ง เรียกว่า “เตี่ยวสะดอ” หรือ “เตี่ยวหม้อห้อม” มีผ้าขาวม้าคาดเอวมักเป็นฝ้ายสีแดงสลับดำ การแต่งกายในงานพิธี จะสวมเสื้อคอตั้งแขนยาว พาดบ่าด้วยผ้าเช็ดนุ่งกางเกงขายาว 

ไทยพวน


สตรีชาวไทยพวน จะนุ่งซิ่นเทคนิคยกมุก เป็นเส้นยืนพิเศษ ต่อตีนซิ่นด้วยจก แต่เดิมจะเคร่งครัดเรื่องแต่งกาย คือ หญิงสาวโสดจะนุ่งซิ่นตีนแดง คือ ตีนจกพื้นแดงเคียนอก (เรียกว่า แฮงตู้) ด้วยผ้ามีสีสันงดงาม หญิงแต่งงานแล้วจะนุ่งซิ่นตีนดำ คือ ซิ่นตีนจกพื้นดำ เคี่ยนอกด้วยผ้าย้อมมะเกลือหรือคราม ชายไทยพวนจะนุ่งชุดประจำวัน เป็นเสื้อผ้าฝ้ายย้อมครามหรือมะเกลือคอกลม ผ่าหน้า ผูกเชือกแขนสามส่วน เช่นเดียวกับชาวไทยยวน นุ่งกางเกงครึ่งแข้ง ย้อมคราม หรือมะเกลือ มีผ้าขาวม้าคาดเอว ส่วนชุดไปงานพิธี จะสวมเสื้อผ้าฝ้ายคอตั้งแขนยาว นุ่งโจงกระเบนแบบทางกรุงเทพ ฯ 

ไทยโซ่ง (ไทยทรงดำ หรือ ลาวโซ่ง)

 
ชาวไทยโซ่งจะแต่งกายสีดำเพราะสืบเชื้อสายมาจากชาวไทดำ สตรีสวมเสื้อก้อมแขนยาวคอกลม สีดำ ติดกระดุมเงินลายกลีบบัว นุ่งซิ่นลายแตงโมหรือลายชะโด เป็นซิ่นสีครามเข้มขนานลำตัวด้วยริ้วขาว ส่วนสตรีสูงอายุ จะนำผ้าปกหัวที่เรียกว่า ผ้าเปียว มาคาดอก ถ้ามีงานพิธี จะสวมเสื้อฮีประดับแถบไหมสีตรงบ่าด้านหน้า เสื้อคลุมยาวถึงเข่า ปักลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ คือลายดอกตะเหวน (ตะวัน) และดอกจันทน์ ชายชาวลาวโซ่งจะสวมเสื้อก้อมสีดำ ติดกระดุมเงินลายกลีบบัว นุ่งกางเกงขาใหญ่ ย้อมด้วยมะเกลือหรือคราม ส่วนในงานพิธี จะสวมเสื้อฮีสีดำแขนยาว คอกลมประดับด้วยแถบผ้าไหมสี 


วัสดุไหม ฝ้าย สีที่ใช้ย้อม
 

วิธีการทำ


ซิ่นลายแตงโม เป็นซิ่นหรือผ้าถุงของชาวไทยทรงดำ ไทยดำ หรือโซ่ง ที่จังหวัดเพชรบุรี บางครั้งชาวไทยทรงดำจะเรียกลายผ้าซิ่นนี้ว่า ลายตากิ๊บ ลายตาคู่ ลายแตงโม หรือลายแตงไทย ตามลายที่เห็นจากธรรมชาติ 
ลักษณะของผ้าที่ทอนั้น จะมีเส้นยืนเป็นไหมสีแดง ทอทับด้วยฝ้ายที่ย้อมครามเป็นสีน้ำเงิน เข้มออกดำ และแต่งลายด้วยฝ้ายขาวอมฟ้า ทอเป็นลายแตงโมเป็นระยะ ๆ 
ที่ตีนซิ่นของผ้าไทยทรงดำนี้ จะมีขนาดแคบนิดเดียว ยามเมื่อสามีของผู้สวมใส่เสียชีวิต ลง ตีนซิ่นหรือชายซิ่นนี้ก็จะเลาะออกไปเพื่อแสดงสถานะความเป็นหม้าย ส่วนหัวซิ่นนั้นเป็นผ้าพื้นสีดำ กว้างประมาณคืบกว่า ๆ 

การประยุกต์ใช้


ส่วนลักษณะของการนุ่งซิ่นของสาวไทยทรงดำนั้น จะใช้วิธียกหัวซิ่นด้านหน้าให้สูงขึ้นแล้ว ตลบหัวซิ่นทั้งซ้าย - ขวา แนบเข้าหาตัว แล้วพับชายพกลงด้านหน้าให้แนบลำตัว ลักษณะเมื่อนุ่ง ซิ่นเรียบร้อยแล้วด้านหน้าของซิ่นจะแหวกออก เดินเหินสบายไม่แนบรัดรูปร่างเหมือนการนุ่งซิ่นของคนไทยเรา ชาวไทยทรงดำมักชอบทำนาและจับปลาตามห้วยหนองคลองบึง ยามเมื่อยกซิ่นขึ้นไป เหน็บไว้ข้างเอวเล็กน้อยแล้วก้มลงจับปลา ปลูกข้าว ชายผ้าด้านหลังซึ่งยาวกว่าด้านหน้าก็จะทำ ให้การก้มลงนั้นไม่เกิดภาพที่ไม่น่าดูแต่ประการใด นับเป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่งของชาวไทยทรงดำเกี่ยวกับการใช้ซิ่นแตงโมนี้ทีเดียว

ไทยภาคกลาง


สตรีภาคกลางจะสวมเสื้อคอตั้ง แขนยาว ติดกระดุมทองทรงกลม ห่มสไบแพรจีบ นุ่งโจงกระเบนหรือนุ่งจีบ ส่วนการแต่งกายของชายในภาคกลาง นิยมสวมเสื้อแขนยาว สีขาวคอตั้ง ติดกระดุมกลม นุ่งผ้าม่วงแบบโจงกระเบน หรือนุ่งกางเกงขายาว 

ลาว (เวียงจันทน์และหลวงพระบาง)


สตรีชาวเวียงจันทน์และหลวงพระบาง จะนิยมนุ่งผ้าซิ่นไหมที่ปักหรือทอด้วยดิ้นเลื่อมเงินทองตามแบบเจ้านาย ตีนซิ่นทอด้วยดิ้นเงินทอง ห่มสไบที่เรียกว่าผ้าเบี่ยงปักหรือทอด้วยดิ้นเงินทองเช่นกัน โดยเฉพาะจะนิยมนำเครื่องแต่งกายแบบเจ้านายมาแต่งเป็นชุดเจ้าสาว ส่วนชายชาวเวียงจันทน์หรือหลวงพระบาง ในปัจจุบันจะสวมเสื้อแบบฝรั่ง มีผ้าพาดบ่า นุ่งผ้านุ่งหรือผ้าเตี่ยว ทอด้วยไหมสีพื้นหรือไหมทอแบบ“หมากไม” (หางกระรอก) หรือนุ่งกางเกงขายาว 

  

ภูไท (ผู้ไทย)


ผู้หญิงจะสวมเสื้อแขนกระบอกย้อมด้วยมะเกลือหรือคราม คอตั้ง ผ่าอกติดกระดุม มีสาบเป็นจกลายขอ นุ่งซิ่นมัดหมี่ลายนาค ย้อมด้วยมะเกลือหรือครามเช่นกัน มีขิดที่ตีนซิ่น ในงานพิธีจะมีห่มผ้าเบี่ยงแพรวา สีแดง สวมเครื่องประดับเงิน มีผ้าคลุมศีรษะเป็นผ้าสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก เรียกว่า ผ้าแพรมน ผู้ชายจะ สวมเสื้อแขนยาวย้อมมะเกลือหรือคราม คอตั้งผ่าหน้าติดกระดุม ตกแต่งขิดที่สาบเสื้อ นุ่งกางเกงขาแถบสีดำ ในงานพิธีกรรมจะพาดบ่าด้วยผ้าขิด นุ่งผ้าโสร่งตามะกอก 

ไทยอีสาน


สตรีชาวไทยอีสานจะใส่เสื้อแขนกระบอก ผ่าหน้า ติดกระดุมเงิน นุ่งซิ่นป้ายมัดหมี่สีคราม ในงานพิธีจะห่มผ้าเบี่ยงหรือสไบ นุ่งซิ่นไหมมัดหมี่ เขตอีสานเหนือนุ่งไหมมัดหมี่เส้นพุ่งเป็นลายทางตั้งต่อตีนซิ่นด้วยฝ้ายหรือ ไหมสามตะกอ เขตอีสานใต้ จะนุ่งผ้าเอกลักษณ์ คือ หมี่โฮล ของจังหวัดสุรินทร์ หรือนุ่งไหมมัดหมี่เส้นพุ่งทอสามตะกอ ชายชาวไทอีสานจะสวมเสื้อ แขนยาว ผ่าหน้า ติดกระดุม นุ่งกางเกงขายาว มีผ้าขาวม้าคาดเอว ถ้าเป็นงานพิธีจะใช้ผ้าขิดพาดบ่า นุ่งผ้าโสร่งตามะกอก หรือผ้าไหมหางกะรอก 

ไทยลื้อ


หญิงไทยลื้อจะโพกผ้าสีขาวเป็นเอกลักษณ์ สวมเสื้อปั้ด เป็นเสื้อรัดรูปสีดำคราม เอวลอย แขนยาวตรงสาบหน้าตกแต่งด้วยผ้าแถบสีเฉียงมาผูกติดกันตรงมุมซ้ายทางลำตัว ติดกระดุมเงินนุ่งซิ่นลายขวาง ทอด้วยเทคนิคเกาะหรือล้วง เรียกว่าลายน้ำไหลชายไทยลื้อสวมเสื้อแขนยาวสีดำครามคล้ายเสื้อหม้อห้อม มี ๒ แบบ แบบดั้งเดิมเป็นเสื้อเอวลอย สายหน้าขลิบด้วยผ้าแถบสี ป้ายมาติดกระดุมที่ใต้รักแร้และเอว อีกแบบเป็นแบบเมืองเงิน เป็นเสื้อคอตั้ง มีแถบผ้าจกลายขอนาคตกแต่ง 

ไทปาเก้ (พาเก)


เอกลักษณ์การแต่งกายมีแบบฉบับเป็นของตนเอง ผู้ชายโดยทั่วไปจะสวมผ้าลายตราหมากรุก (เรียกว่า เพโตริ) สีเขียวและดำคาดด้วยสีแดง เหลือง หรือ ขาว และเสื้อเชิ้ต และเมื่อเวลาไปวัด ผู้เฒ่าผู้แก่ จะนิยมคาดผ้าพันรอบศีรษะ (เรียกว่า พ่า-ห่อ-โฮ) ผู้หญิงจะใส่ชุดประจำเผ่า ซึ่งรวมถึงสายคาดเอวคาดรอบเอวลงไปถึงข้อเท้า พร้อมกับเข็มขัด (เรียกว่า สาย-สิ่น) และกระโปรงลายทางยาว ๆ (เรียกว่า พ่า-นัง-ลริ) ในส่วนที่ปกคลุมหน้าอก ผู้หญิงสูงวัยจะสวมผ้าคาดศีรษะเหมือน ๆ กับผู้ชาย และจะสวมเมื่อเวลาไปที่วัดและชอบที่จะสวมใส่เครื่องประดับ ยกเว้นผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะไม่นิยมใส่เครื่องประดับ หญิงสาวพื้นเมืองยังคงรักษาเอกลักษณ์ของการทอผ้าซึ่งมีขนาดเล็กและเรียบง่ายมาก วิธีการทอผ้าก็ค่อนข้างจะแตกต่างจากเสื้อผ้าของผู้ที่พูดภาษาอัสสัมมิ รวมถึงชาวโบรอส ด้วย 

ไทยถิ่นใต้


 การแต่งกายหญิงชาวไทยใต้ จะห่มผ้าซีก (ผ้าแถบ) “ฉ้อคอ” อย่างห่มตะแบงมาน ชายผ้าซีกทั้งสองข้างผูกไว้ที่ต้นคอ ชายหางผ้าซีกยาวพาดบ่าอย่างสไบเฉียง หรือใช้ผ้าห่มรัดอกผืนหนึ่ง และห่มสไบเฉียงซ้อนอีกผืนหนึ่ง นุ่งผ้าโจงกระเบนเป็นผ้าพื้น ถ้าเป็นงานพิธีบุญจะนุ่งผ้ายกฝ้าย ผู้มีฐานะจะนุ่งยกดิ้นเงินทอง ชายชาวไทยใต้ จะนุ่งผ้าพื้นเลื้อยชาย หรือนุ่งผ้าโสร่ง ถ้ามีงานพิธีจะนุ่งผ้าโจงกระเบนไม่ใส่เสื้อ ใช้ผ้าขาวม้าหรือผ้าห่มพาดบ่า ถ้ามีฐานะจะใช้ผ้าซักอาบ (ผ้าขาวม้า) ทอด้วยไหม ห่มสะพายเฉียง

 

ทรงผมของลาวโซ่ง สมัยก่อนเด็กหญิงและชายจะถูกกร้อนผม พอเริ่มเป็นหนุ่มสาว ผู้ชายจะตัดผมทรงดอกกระทุ่ม หรือทรงสูง ส่วนผู้หญิงเริ่มไว้ผมยาว สำหรับหญิงที่สามีตาย ต้องปล่อยผมสยาย ไม่เกล้าผม และห้ามใช้เครื่องประดับทุก ชนิดระหว่างที่ไว้ทุกข์ 1 ปี ต้องทำผมแบบปั้นเกล้าตก คือให้กลุ่มผมอยู่ข้างหลัง เมื่อออกทุกข์แล้วจึงทำผมเกล้าแบบเดิมได้


ปั้นเกล้า 


ไทยทรงดำ (ลาวโซ่ง) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวทั้งในเรื่องของภาษาการแต่งกาย วัฒนธรรมและประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาอย่างเหนียวแน่น เช่น การเสนเรือน เพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษ การแต่งงาน การเล่นคอน หรือ การเล่นลูกช่วง เป็นต้น 
  หญิงชาวไทยทรงดำ จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตน ในการไว้ทรงผม เรียกว่าปั้นเกล้าแบ่งตามวัยต่างๆ ดังนี้ 



เอื้อมไหล่ หรือ เอื้อมไรเป็นทรงผมของเด็กผู้หญิงไทยทรงดำ (ลาวโซ่ง)ที่ผมยังสั้นอยู่ระหว่างอายุ ๑๓-๑๔ ปี 

  


 สับปิ้นเมื่อผมเริ่มยาวจะพับปลายผมม้วนขึ้นใช้หวีสับไว้ตรงท้ายทอย สำหรับเด็กผู้หญิงอายุ ๑๔-๑๕ ปี 


 


ผมจุกต๊บเป็นผมที่ขมวดเป็นกระบังอยู่ข้างหน้าส่วนข้างหลังถักเป็นเปีย สำหรับเด็กผู้หญิงอายุ ๑๕-๑๖ ปี 


 ขอดกระต๊อกเป็นผมที่ยาวผูกเป็นปมปล่อยชายลงข้างหน้าสำหรับหญิงสาวอายุ ๑๖-๑๗ ปี 



ขอดซอยหรือปั้นเกล้าซอยเป็นการเกล้าผมโดยการผูกเงื่อนตายเอาชายไว้ข้างซ้ายทำผมเป็นโบว์ทั้งสองข้างคล้ายหูกระต่าย ปล่อยชายผมเป็นหางออกทางขวา เมื่อหญิงสาวอายุ ๑๗-๒๐ ปี 



ปั้นเกล้า หรือ ปั้นเกล้าต่วง
เป็นทรงผมซึ่งเกล้าตลบไว้กลางศีรษะม้วนชายสอดเข้าข้างในใช้ไม้ขัดเกล้าขัดไว้ เพื่อไม่ใช้ผมหลุด ด้านหน้าโยกเป็นลอนสวยงาม

เสียดายประเพณีดั้งเดิม ไม่มีโอกาสได้เห็นแล้ว  อยากให้พวกเราชาวไทยทรงดำ

ช่วยสืบทอดรักษาความสวยงามนี้ เอาไว้ให้ลูกหลานได้ชม ได้เรียนรู้ด้วยเถอะ
 

Comments