เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพรซันไรด์เดอร์

        กำลังอยู่ในช่วงปรับปรุง

         
        ภัยเงียบที่ทุกคนต้องระวัง!!
        โรคไวรัสตับอักเสบที่มาของโรคตับแข็งและโรคมะเร็งตับ
         
        อย่าประมาท
        เพราะคุณมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ได้โดยไม่รู้ตัว
         
         

         
         
        ประเภทของเชื้อไวรัสที่ทำให้ตับอักเสบ

                        เชื้อไวรัสที่ทำให้ตับอักเสบมีอยู่มากมายหลายชนิด  แต่ที่วงการแพทย์ค้นพบ และมีชื่อเรียกแน่นนอนแล้วก็คือ  ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ  บี  ซี  ดี  อี  จี  ทีและเซนไวรัส  ซึ่งในประเทศไทยมีไวรัสชนิดที่พบบ่อยที่สุดได้แก่  ไวรัส ชนิด เอ  บี และซี  แต่เชื้อไวรัสที่ทำให้ เกิดตับอักเสบเรื้อรัง และทำลายเซลล์ตับ  จนก่อให้เกิดโรคตับแข็ง  หรือโรคมะเร็งตับได้แก่  ไวรัส ชนิด บี และซี

                        ในปัจจุบันไวรัสตับอักเสบชนิด ซี  นับเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับชาติ ที่ต้องทำความเข้าใจ และต้องรู้วิธีป้องกัน  ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี ทั่วโลกมี 170 ล้านคน และคนไทยมีผู้ที่ติดเชื้อแล้วแสดงอาการมีประมาณ  800,000  คน และมีอีกหลายล้านคนที่ยังไม่แสดงอาการ  และนี่คือปัญหาสาธารณสุขระดับประเทศของไทยที่พวกเราต้องทำความเข้าใจ
         
         
        อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ
                        โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส จะมีอาการคล้ายกัน คือ  ดีซ่าน  ตัวเหลือง   ตาเหลือง  ปัสสาวะสีเข้ม  เบื่ออาหาร น้ำหนักลด  อ่อนเพลีย  ไม่มีแรง  บวม  มีน้ำในช่องท้อง  การที่จะแยกอาการว่า เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดใดนั้น  ต้องได้รับการตรวจในห้องปฏิบัติการจึงจะทราบ  แต่ที่น่าสังเกต  คือโรคตับอักเสบจากไวรัสชนิดอื่น ๆ  มักจะเป็นแบบเฉียบพลัน และควรจะหายได้ภายในเวลา  6 เดือน  ถ้าหากมีอาการของโรคตับอักเสบเรื้อรัง ก็มักจะเกิดจากไวรัสตับอักเสบชนิด บี   หรือซี
                        ระหว่างไวรัสตับอักเสบ บี และซี นั้น  ไวรัสชนิด ซี จะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยมากกว่า โดยทั่วไปผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี   ส่วนใหญ่หลังจากติดเชื้อแล้วภายในเวลา 10 ปีแรก จะไม่มีอาการอะไรเลย ยกเว้นส่วนน้อยที่อาจมีอาการของโรคแบบเฉียบพลัน  ต่อเมื่อย่างเข้าสู่ ปีที่ 20  ก็อาจเริ่มมีอาการของตับอักเสบเรื้อรังเกิดขึ้น และเมื่อ  30 ปีผ่านไป ตับจะถูกทำลายมากขึ้น ก็จะเริ่มมีอาการของตับแข็งปรากฏให้เห็น หรือเป็นโรคตับแข็งแล้ว  ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งก็จะเป็นมะเร็งตับ  จะเห็นได้ว่าโรคนี้กว่าจะแสดงอาการก็ใช้เวลาหลายสิบปี   โดยที่โรคจะดำเนินไปอย่างช้าๆ  ผู้ป่วยจะไม่รู้ตัวเลยว่ามีโรคอันตรายซ่อนแฝงอยู่  ถ้าไม่ได้ตรวจเลือด ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี  ประมาณร้อยละ 15-20  อาจหายจากโรคได้เอง  แต่ส่วนใหญ่ร้อยละ 75-85 จะเป็นเรื้อรัง ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาก็จะกลายเป็นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ และเสียชีวิตในที่สุด
         
         
        การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี
                        ไวรัสตับอักเสบ ซี  ยังไม่มีวัคซีนป้องกันเหมือนไวรัสชนิด เอ และบี  ดังนั้นพื้นฐานการรักษาทั่วไป ก็คือการทำร่างกายให้แข็งแรงกินอาหารให้มีประโยชน์ ออกกำลังกายได้บ้างตามสมควรตามแต่ระยะของโรค  ไม่วิตกกังวล หรือเครียดกับอาการเจ็บป่วยจนเกินไป  เพราะความเครียดและความกังวลจะมีผลทำให้ร่างกายทรุดตัวและเป็นโทษภัย ก่อให้เกิดภัยร้ายแรงต่อร่างกายมากเร็วกว่าการ คุกคามของชื่อโรค ถ้าไวรัสคุกคามทำลายเนื้อตับ  จนเกิดการอักเสบ ก็ต้องรักษาโดยการกินยา  ปัจจุบันยาที่รักษาโรคไวรัสตับอักเสบ ซี   ที่ได้ผลมีอยู่  2 ชนิด ชนิดแรกคือ ยาต้านไวรัส  ชนิดที่สองได้แก่ ยาอินเตอร์เฟอรอน  ซึ่งยาทั้ง 2 ชนิดนี้มีราคาแพงมาก (เป็นหลักแสน) การรักษาจะใช้เวลาประมาณ  6 – 9 เดือน  และเนื่องจากยาดังกล่าวมีผลข้างเคียงมาก  ดังนั้นการใช้ยาจึงต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น   อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่สามารถรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี  ให้หายได้ทั้งหมดทุกคน  แต่โดยภาพรวมผลของการรักษาจะช่วยยืดอายุของผู้ป่วยให้อยู่ได้นานขึ้น ดีกว่าไม่รู้และไม่รักษา
         
         
        การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบซี
                        การป้องกันโรคนี้ที่ดีที่สุด  ก็เหมือนกับการป้องกันโรคเอดส์  คือไม่ใช้ของมีคม หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน  หรือมีการให้เลือดโดยไม่ได้ตรวจ  จำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง  จึงจะปลอดภัยจากโรคตับอักเสบ บี และซี  และยังปลอดภัยจากโรคเอดส์ด้วย เพราะโรคนี้ติดเชื้อทางกระแสเลือด
         
         
        การรับประทานอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคตับ

                        การดูแลในเรื่องอาหารการกินอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคตับฟื้นจากอาการเจ็บป่วยเร็วขึ้น  ผู้ป่วยโรคตับจำเป็นต้องกินอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตสูง   เพื่อเสริมสร้างพลังงานที่บกพร่องไป  และควรเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดมีกากใยสูง ที่ไม่ขัดสี  ประเภทข้าวซ้อมมือ  ขนมปังโฮลวีท เผือก  มัน  ฟักทองจะดีที่สุด  และควรแบ่งการกินอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ หลาย ๆ มื้อ (4 - 6 มื้อ) เพื่อลดการทำงานของตับ อาหารโปรตีนพวกปลา  นม  ไข่  ถั่วต่าง ๆ ควรกินในปริมาณที่มากกว่าปกติจะช่วยในการซ่อมแซมและสร้างเซลล์ใหม่ของตับ

                        ผู้ป่วยโรคตับควรงดอาหารประเภททอด  อาหารมัน เพื่อลดการทำงานของตับ  เนื่องจากตับมีหน้าที่ผลิตน้ำดีออกมาย่อยอาหารประเภทไขมัน ดังนั้นเมื่อตับอยู่ในภาวะตับอักเสบ ก็ควรให้ตับได้พัก หรือทำงานน้อยลง  ในบางรายที่จำเป็นต้องกินอาหารประเภทไขมัน  แพทย์อาจจะให้ไขมันชนิดพิเศษแก่ผู้ป่วย

                        อาหารประเภทสุก ๆ ดิบ ๆ โดยเฉพาะอาหารทะเล  ผู้ป่วยโรคตับไม่ควรกิน เพราะถ้ามีการติดเชื้อ หรืออาหารเป็นพิษ อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยที่มีอาการบวม  ควรกินอาหารรสจืดกว่าปกติ  งดอาหารประเภทหมัก  ดอง  อาหารกระป๋อง หรืออาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ  เพราะอาหารเหล่านี้จะมีเกลือโซเดียม  หรือ   ผงชูรส ค่อนข้างมาก   ผลไม้ที่ผู้ป่วยควรจะทานได้แก่ ส้มเขียวหวาน  มะละกอสุก  แอปเปิ้ล  สาลี่  ฝรั่งสุก  กล้วยน้ำว้าสุกงอม เป็นต้น ผักที่ควรทานได้แก่ ผักที่มีเส้นใย เช่น  ผักบุ้ง  ตำลึง  กวางตุ้ง  ผักกาดขาว  แครอท   ผักปวยเล้ง
                        ในปัจจุบันแพทย์ส่วนใหญ่จะไม่แนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหวาน เพราะการกินน้ำตาลมากๆ ทำให้ตับต้องทำงานเพิ่มขึ้น ควรดื่มน้ำสมุนไพรที่ผลิตได้จาก หล่อฮั้งก้วย อินทผาลัม เปลือกส้ม น้ำผึ้ง ซึ่งรวมอยู่ในไวต้าฟรุ๊ต ประกอบด้วยวิตามิน 10  กว่าชนิดที่จะช่วยทำให้เลือดมีสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินช่วยฟื้นฟูเซลล์ตับ ปอด หัวใจ รวมถึงเนื้อเยื่อของอวัยวะภายในทั้งหมด
         
        หน้าที่และความสำคัญของตับ
        ตับเป็นอวัยวะในร่างกายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่มีอันเดียว และมีความสำคัญมากต่อการทำงานของร่างกาย ได้แก่
        1.  ควบคุมระบบการเผาผลาญสารอาหารและเปลี่ยนอาหารที่เรากินเข้าไปให้เป็นพลังงานสำหรับใช้ในการเคลื่อนไหวร่างกาย  หรือทำกิจกรรม
        ต่างๆ  เก็บสะสมพลังงานส่วนเกินที่กินเข้าไปมากๆ หากใช้ไม่หมด ก็จะเก็บไว้ในรูปของไกลโดเจน  เพื่อเป็นพลังงานสำรองเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น
        2.  ตับยังทำหน้าที่สร้างสารอาหารประเภทโปรตีน  ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และวิตามินต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องใช้ในการทำงาน
        3.  ช่วยผลิตน้ำดีซึ่งจำเป็นต่อการย่อยอาหารประเภทไขมัน
        4.  ทำหน้าที่ผลิตและควบคุมการทำงานของครอเรสเตอรอล  ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ
        5.  ช่วยผลิตสารโปรตีนในเลือด และเอ็นไซม์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย
        6.  ควบคุมการทำงานของฮอร์โมน
        7.  ผลิตสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด
        8.  กำจัดของเสียหรือสารพิษทุกชนิดที่เข้าสู่ร่างกาย  ไม่ว่าจะเป็นทางอาหาร อากาศที่หายใจเข้าไป  แอลกอฮอล์  สารพิษจากยา ทุกอย่างจะต้องผ่านกระบวนการ การกรองสารพิษ โดยการทำงานของตับ   ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นโรงงานที่ขจัดของเสียและสารพิษที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย
        ดังนั้นถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นที่ตับจะด้วยจากสาเหตุใดก็ตาม  ก็จะเกิดผลกระทบต่อหน้าที่ทั้งหมดในร่างกาย
         
         

         
         
        สมุนไพรผักช่วยฟื้นฟูการทำงานของกระเพาะลำไส้ ถุงน้ำดี และตับ
        แอสซิมิเลด  แดนดีไลท์  โกลด์เดนเชียล
         
                        สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดนี้จะช่วยฟื้นฟูระบบการทำงานในส่วนของ  กระเพาะ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ถุงน้ำดี  และตับให้มีประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น  นอกจากนั้นแล้วสมุนไพรชุดนี้ยังเหมาะสำหรับผู้มีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ลมดันในช่องท้อง  เบื่ออาหาร  จางปาก ขมในคอ
        ท้องผูก ถ่ายยาก กรดไหลย้อน

        วิธีใช้

        Œ สำหรับผู้ที่ดื่มน้ำได้วันละ 3 – 4 ลิตรควรทาน

        แอสซิมิเลด            เช้า         2   แคปซูล           ก่อนนอน     2    แคปซูล

        แดนดีไลท์             เช้า         2   แคปซูล           ก่อนนอน     2    แคปซูล

        โกล์ดเดนเชียล       เช้า         2   แคปซูล           ก่อนนอน     2    แคปซูล

         สำหรับผู้ที่ดื่มน้ำได้น้อยกว่า  2 ลิตร/วัน  ควรทาน

        แอสซิมิเลด            เช้า         1   แคปซูล           ก่อนนอน     1    แคปซูล

        แดนดีไลท์             เช้า         1   แคปซูล           ก่อนนอน     1    แคปซูล

        โกล์ดเดนเชียล       เช้า         1   แคปซูล           ก่อนนอน     1    แคปซูล

        หมายเหตุ

        Œ สำหรับผู้ที่ กระเพาะ สำไส้ ตับ ไต เสื่อมสภาพมากแล้ว ถ้าทานสมุนไพรตามที่แนะนำแล้วเกิดอาการไม่สบายในช่องท้องมากขึ้น แสดงว่าภายในร่างกายมีสารพิษตกค้างเก่ามาก  ให้ลดปริมาณสมุนไพร แอสซิมิเลด แดนดีไลน์  โกล์ดเดนเชียล ลง เหลือ เช้า อย่างละ 1 แคปซูล และค่อยๆ เพิ่มปริมาณภายหลัง
         สำหรับผู้ที่ต้องการทานสมุนไพร  3 ชนิด นี้เพื่อสุขภาพที่ดีควรทานอย่างละ 2 แคปซูล    เวลาเช้า
         
         

         
        สมุนไพรสำหรับผู้ป่วยที่ตับเสื่อมสภาพ
        ไวต้าฟรุ๊ต  ไพร์มอะเกน  แอลฟ่า20ซี  แอสซิมิเลด  แดนดีไลท์  โกล์ดเดนเชียล
         
                วิธีใช้
                ไวต้าฟรุ๊ต    ผสมน้ำสะอาดดื่มแทนน้ำทั้งวัน (ห้ามผสมกับน้ำร้อนโดยเด็ดขาด) เพื่อเพิ่มวิตามินเข้าไปในกระแสเลือด  ช่วยทำให้เนื้อเยื่อ
        และอวัยวะภายในแต่ละส่วนฟื้นตัวเร็วยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานไม่ควรทานไวต้าฟรุ๊ต  ให้เปลี่ยนเป็น  ซันนี่ดิว และ ไวต้าเทส  แทน
                ไพร์มอะเกน  แอลฟ่า 20 ซี    รับประทานอย่างละ 1 - 2 แคปซูล ก่อนนอน
                แอสซิมิเลด  แดนดีไลน์  โกล์ดเดนเชียล    รับประทานอย่างละ 1 - 2 แคปซูล ก่อนอาหารเช้า
         
         

         
         
        สมุนไพรฟื้นฟูการทำงานของตับ
         

         

        ประโยชน์

        F ลดความเจ็บปวด และอาการเกร็งของท้อง ลดแก๊ส และช่วยในการย่อยอาหารให้เป็นปกติ

        F ช่วยไม่ให้เกิดการแพ้อาหาร

        F ทำให้ร่างกายดูดซึมอาหารที่เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น ทำให้นอนหลับได้ดี

        F ทำให้การทำงานของตับดีขึ้น

         


          

        ประโยชน์

        F เป็นอาหารไปเลี้ยงเซลล์ตับ ตับอ่อน  ทำให้ตับแข็งแรง ขจัดพิษร้ายต่าง ๆ สารพิษ สารเคมี สิ่งปฏิกูล ออกจากร่างกายทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ

        F มีสมรรถภาพในการขจัดกรดไขมัน  (LDL)  ในกระแสโลหิต ฟอกโลหิตให้สะอาด  และสร้างเม็ดเลือดแดงให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

         
         

         

        ประโยชน์

        Fช่วยให้ตับแข็งแรง  มีประสิทธิภาพในการทำงาน   เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเมือกเคลือบลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่

        Fป้องกันการอักเสบต่าง ๆ ในลำไส้    ป้องกันเชื้อโรค เชื้อจุลินทรีย์ต่าง ๆ

        Fเพิ่มขีดความสามารถในการย่อยอาหารช่วยทำให้ การไหลเวียนของน้ำดี และน้ำย่อยดีขึ้น   ลดกรดในกระเพาะอาหารทำให้ขับถ่ายดี

         
         

        ประโยชน์

        F มีวิตามิน เช่นวิตามินซี  เบต้าแคโรทีน และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย และแร่ธาตุธรรมชาติ

        Fบำรุงร่างกาย  บำรุงหัวใจ  ตับ  ปอด  ม้าม  และเนื้อเยื่อ

        F ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล สดใส  ลดริ้วรอยฝ้า  ตีนกา   ผิวนุ่มนวล

        F ทำให้ร่างกายแข็งแรง  ฟื้นฟูสภาพร่างกายจากการเจ็บป่วยหายได้เร็ว

         
         
         

        ประโยชน์

        Fกระตุ้นทำให้มีการโต้ตอบทางเพศดี  ลดความเครียด  และความกดดันได้เป็นอย่างดี

        Fช่วยทำให้ ฟื้นจากการป่วยได้เร็วขึ้น  ไม่อ่อนเพลีย   ไม่เหนื่อยง่าย  ระบบประสาทมีการโต้ตอบดี  ทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นอารมณ์มั่นคงไม่อ่อนไหวง่าย  ปรับสมดุลของระบบเลือด

        Fระบบฮอร์โมนและช่วยดูแลระบบการทำงานของต่อมไร้ท่อ มีผลทำให้เนื้อเยื่อของอวัยวะภายในทุกส่วนของร่างกายฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

         


         
         ประโยชน์

            Fเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ป้องกันการแพ้ต่าง ๆ ตลอดจนการอักเสบและการสร้างเนื้อเยื่อให้แข็งแรง

                และป้องกันมะเร็ง

            Fป้องกันการอักเสบและติดเชื้ออย่างเฉียบพลัน ช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น ลดการเจ็บปวด และการบวมของ

                ต่อมน้ำเหลืองทำให้แนวโน้มการติดเชื้อลดลง

                                                                                Fขจัดสิ่งสกปรกต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้แก่ เชื้อรา สารพิษ และพิษร้ายต่าง ๆ

         
         
         

        เอกสารนี้ใช้เพื่อประกอบการพิจารณา ตัดสินใจเลือกใช้สมุนไพรเพื่อการฟื้นฟู

        จุดที่เสื่อมโทรมให้แข็งแรงขึ้นมาใหม่

        ..อย่างรวดเร็ว..

         

        ขอเป็นกำลังใจให้ด้วยความปรารถนาดีสุภาสมุนไพร