นิทานของสุนทรภู่

ข้อเสนอแนะการตรวจเว็บ

ผลงานของฉัน

นิทานของสุนทรภู่

 นิทาน ๕ เรื่อง ::
ในสมัยก่อน ยังไม่มีคำว่า นิยาย หรือนวนิยาย เรื่องบันเทิงต่างๆ ยังใช้เรียกกันว่า "นิทาน" ทั้งนั้น แต่เดิมนิทานมักแต่งด้วยลิลิต ฉันท์ หรือกาพย์ นายเจือ สตะเวทิน ได้กล่าวยกย่องสุนทรภู่ในการริเริ่มใช้ กลอนสุภาพบรรยายเรื่องราวเป็นนิทาน ดังนี้ว่า "ท่านสุนทรภู่ ได้เริ่มศักราชใหม่แห่งการกวีของเมืองไทย โดยสร้างโคบุตรขึ้นด้วยกลอนสุภาพ นับตั้งแต่เดิมมา เรื่องนิทานมักเขียนเป็นลิลิต ฉันท์ หรือกาพย์ สุนทรภู่เป็นคนแรกที่เสนอศิลปะของกลอน สุภาพ ในการสร้างนิทานประโลมโลก และก็เป็นผลสำเร็จ โคบุตรกลายเป็นวรรณกรรมแบบฉบับที่นัก แต่งกลอนทั้งหลายถือเป็นครู นับได้ว่า โคบุตรมีส่วนสำคัญยิ่งในประวัติวรรณคดีของชาติไทย" 

คุณวิเศษของท่านสุนทรภู่ที่ทำให้นิทานของท่านโดดเด่นกว่านิทานเรื่องอื่นๆ นอกจากในกระบวน กลอนที่สันทัดจัดเจนเป็นอย่างยิ่งแล้ว ความเป็นปราชญ์ของท่านก็แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้ง โดยการสอด แทรกคติทั้งทางพุทธทางพราหมณ์ ความรู้ในวรรณกรรมโบราณ คัมภีร์ไตรเพท และความรู้อันน่าอัศจรรย์ เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของโลก ซึ่งกาญจนาคพันธุ์ (ขุนวิจิตรมาตรา) ได้กล่าวไว้อย่างละเอียดน่าสนใจอย่างยิ่ง ใน "ภูมิศาสตร์สุนทรภู่" 

มีการวิจารณ์กันว่า กลอนนิทานเรื่องลักษณวงศ์ และสิงหไตรภพนั้น สำนวนอ่อนกว่าเรื่อง พระอภัยมณีมากนัก ไม่น่าที่ท่านสุนทรภู่จะแต่งเรื่องพระอภัยมณีก่อน ในเรื่องนี้ คุณ.... มีความเห็นว่า เรื่องลักษณวงศ์และสิงหไตรภพนั้น สุนทรภู่อาจจะเป็นเพียงผู้คิดเรื่องและเริ่มกลอนให้ แต่ผู้แต่งจริงๆ คงเป็นลูกศิษย์ของท่าน และท่านสุนทรภู่ช่วยตรวจทานให้ 

สำหรับเรื่องพระไชยสุริยา ท่านสุนทรภู่แต่งด้วยกาพย์ สำหรับใช้เป็นแบบเรียนเขียนอ่านของ เจ้านายน้อยๆ พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง จึงไล่ลำดับความยากง่ายของการอ่าน ตั้งแต่แม่ ก กา เป็นต้นขึ้นไป 

 นิทานโคบุตร
นิทานโคบุตร

เป็นนิทานเรื่องแรกของสุนทรภู่ แต่งขึ้นเพื่อถวายเจ้านายในพระราชวังหลังพระองค์หนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับ โคบุตรซึ่งเป็นลูกของพระอาทิตย์และนางอัปสร โดยฝากเลี้ยงไว้กับพญาราชสีห์ และนางไกรสร เมื่อเจริญชันษาโคบุตรซึ่งได้รับของวิเศษจากพระอาทิตย์ คือ แหวน และสังวาล และได้รับมอบใบยาวิเศษที่สามารถชุบชีวิตคนตายให้มีชีวิตได้จากราชสีห์ ต่อจากนั้นจึงเป็นเรื่องาวการผจญภัยของโคบุตร ดังที่จะคัดมาตอนหนึ่งในตอนท้ายที่โคบุตรมีพระมเหสีสองคน คือ นางอำพันมาลา และมณีสาคร นางอำพันมาลาเห็นโคบุตรรักนางมณีสาครมากกว่าตน จึงทำเสน่ห์ให้โคบุตรหลงรัก แต่อรุณกุมารได้แก้ไขเสน่ห์ โคบุตรโกรธมากถึงกับสั่งประหาร แต่อรุณกุมารขอร้อง โคบุตรจึงขับไล่นางอำพันมาลาออกจากวัง ดังต่อไปนี้ 

โฉมอำพันมาลาน้ำตาไหลเห็นชาวในพระสนมมาคับคั่ง
ค่อยหยุดยืนฝืนองค์ทรงประทังเหลียวมาสั่งสาวสวรรค์กำนัลใน
จงปกป้องครองกันเป็นผาสุกอย่ามีทุกข์เศร้าสร้อยละห้อยไห้
เรามีกรรมจำลาเจ้าคลาไคลหักพระทัยออกจากทวารา


 นิทาน พระอภัยมณี
ตอนที่ ๑ พระอภัยมณีกับศรีสุวรรณเรียนวิชา 

พระอภัยมณีและศรีสุวรรณ เป็นโอรสของท้าวสุทัศน์และพระนางประทุมเกสรแห่งกรุงรัตนา เมื่อทั้งสองพระองค์ เจริญพระชันษาถึงเวลาต้องเรียนหนังสือ ท้าวสุทัศน์จึงส่งพระโอรสไปศึกษาวิชากับทิศาปาโมกข์ ตามโบราณ ราชประเพณี 

พระอภัยมณีและศรีสุวรรณออกเดินทางไปจนถึงหมู่บ้านจันตคาม พบทิศาปาโมกข์สองคน คนหนึ่ง ชำนาญทางปี่ อีกคนหนึ่งชำนาญทางกระบอง ทั้งสองคนมีความเลื่อมใส จึงสมัครเป็นศิษย์ขอเรียนวิชาอยู่ในสำนัก นั้น พระอภัยมณีเรียนเป่าปี่ ส่วนศรีสุวรรณเรียนการต่อสู้ด้วยกระบอง 

ครั้นเรียนสำเร็จแล้ว พระอภัยมณีและศรีสุวรรณก็ลาอาจารย์ทิศาปาโมกข์กลับบ้านเมือง แต่เมื่อท้าวสุทัศน์ ทรงทราบว่าพระโอรสไปเรียนวิชาอะไรมา ก็กริ้วนัก ว่าเลือกเรียนวิชาชั้นต่ำ ไม่สมกับเป็นโอรสของกษัตริย์ จึง ขับไล่พระโอรสทั้งสองออกจากบ้านเมือง ทั้งสองคนเดินทางร่อนเร่ไปได้รับความลำบากนัก ศรีสุวรรณยังปลอบโยน พระอภัยมณี เป็นคติเตือนใจถึงคุณค่าของการมีวิชาความรู้ว่า

มีความรู้อยู่กับตัวกลัวอะไร ชีวิตไม่ปลดปลงคงได้ดี

พระอภัยมณีและศรีสุวรรณเดินทางผ่านป่าเขาลำเนาไพรมาจนถึงชายทะเลแห่งหนึ่ง ในกลอนกล่าวถึง ว่า "มหิงษสิงขร" และยังมีคำว่าสิงขรอีกหลายแห่ง จนกาญจนาคพันธุ์เชื่อว่าไม่ใช่กลอนพาไป แต่เป็นการจงใจ ระบุถึงชื่อนี้จริง ๆ นั่นก็คือ "ด่านสิงขร" ชายทะเลเขตไทยทางด้านอ่าวอันดามัน 

ที่ริมชายทะเลนี้ ทั้งสองพระองค์ได้พบกับพราหมณ์สามสหาย คือโมรา ผู้มีวิชาผูกสำเภายนต์ สานน ผู้มีความ สามารถเรียกลมฝน และวิเชียร ผู้เชี่ยวชาญการยิงธนู สามารถยิงได้ทีละเจ็ดลูก เมื่อไต่ถามทำความรู้จักกันแล้ว พราหมณ์ทั้งสามสงสัยว่า วิชาดนตรีของพระอภัยมณีนั้นดีอย่างไร พระอภัยมณีจึงเป่าปี่ให้ฟัง ทำให้พราหมณ์ทั้งสาม และศรีสุวรรณหลับไป 


 
  
สมมุติวงศ์ทรงนามท้าวสุทัศน์
อันกรุงไกรใหญ่ยาวสิบเก้าโยชน์
สะพรึบพร้อมไพร่ฟ้าประชาชี
มีเอกองค์นงลักษณ์อัครราช
สนมนางแสนสุรางคนิกร
มีโอรสสององค์ล้วนทรงลักษณ์
ชื่ออภัยมณีเป็นพี่ยา
อันกุมารศรีสุวรรณนั้นเป็นน้อง
พึ่งโสกันต์ชันษาสิบสามปี
สมเด็จท้าวบิตุรงค์ดำรงราชย์
จะเสกสองครองสมบัติขัตติยา
จึงดำรัสตรัสเรียกโอรสราช
พ่อจะแจ้งเจ้าจงจำคำโบราณ
ย่อมพากเพียรเรียนไสยศาสตร์เวท
ได้ป้องกันอันตรายนครา
พระลูกรักจักสืบวงศ์กษัตริย์
หาทิศาปาโมกข์ชำนาญชาญ
 
๏ แต่ปางหลังยังมีกรุงกษัตริย์
ผ่านสมบัติรัตนานามธานี
ภูเขาโขดเป็นกำแพงบูรีศรี
ชาวบุรีหรรษาสถาวร
พระนางนาฏนามปทุมเกสร
ดังกินนรน่ารักลักขณา
ประไพพักตร์เพียงเทพเลขา
พึ่งแรกรุ่นชันษาสิบห้าปี
เนื้อดังทองนพคุณจำรุญศรี
พระชนนีรักใคร่ดังนัยนา
แสนสวาทลูกน้อยเสน่หา
แต่วิชาสิ่งใดไม่ชำนาญ
มาริมอาสน์แท่นสุวรรณแล้วบรรหาร
อันชายชาญเชื้อกษัตริย์ขัตติยา
สิ่งวิเศษสืบเสาะแสวงหา
ตามกษัตริย์ขัตติยาอย่างโบราณ
จงรีบรัดเสาะแสวงแห่งสถาน
เป็นอาจารย์พากเพียรเรียนวิชาฯ
 

 
๏ บัดนั้นพี่น้องสองกษัตริย์
จึงทูลความตามจิตเจตนา
หวังแสวงไปตำแหน่งสำนักปราชญ์
ก็สมจิตเหมือนลูกคิดทุกคืนวัน
แล้วก้มกราบบิตุราชมาตุรงค์
จะเดินทางกลางป่าพนาดอน
จะพูดจาสารพัดบำหยัดยั้ง
แม้นหลับนอนผ่อนพ้นที่ภัยพาล
พระพี่น้องสององค์ทรงสดับ
พระเชษฐาบัญชาชวนน้องชาย
แล้วแต่งองค์สอดทรงเครื่องกษัตริย์
แล้วลีลามาสถิตบนแท่นทอง
จึงชวนกันจรจรัลจากสถาน
ศศิธรจรแจ้งกระจ่างตา
 
ประนมหัตถ์อภิวันท์ด้วยหรรษา
ลูกคิดมาจะประมาณก็นานครัน
ซึ่งรู้ศาสตราเวทวิเศษขยัน
พอแสงจันทร์แจ่มฟ้าจะลาจร
ทั้งสององค์ลูบหลังแล้วสั่งสอน
จงผันผ่อนตรึกจำคำโบราณ
จนลุกนั่งน้ำท่ากระยาหาร
อดบันดาลโกรธขึ้งจึงสบาย
เคารพรับบังคมด้วยสมหมาย
มาสรงสายสาคเรศบนเตียงรอง
เนาวรัตน์เรืองศรีไม่มีสอง
จนย่ำฆ้องสุริยนสนธยา
ออกทวารเบื้องบูรพทิศา
ทั้งสองราเดินเรียงมาเคียงกันฯ
 

 
๏ ล่วงตำบลชนบทไปหลายบ้าน
เสียงเสือกวางกลางเนินพนมวัน
จนแสงทองรองเรืองอร่ามฟ้า
คณานกเริงร้องคะนองไพร
ทั้งสององค์เหนื่อยอ่อนเข้าผ่อนพัก
ครั้นหายเหนื่อยเมื่อยล้าอุตส่าห์เดิน
บ้างผลิดอกออกผลพวงระย้า
พระอภัยมณีศรีสุวรรณ
พระพี่เก็บกาหลงส่งให้น้อง
พระน้องเก็บมะลุลีให้พี่ยา
เห็นมะม่วงพวงผลพึ่งสุกห่าม
อร่อยหวานปานเปรียบรสนมเนย
ครั้นสิ้นแสงสุริยาทิพากร
ทั้งสองแสนเหนื่อยยากลำบากองค์
พระเชษฐาอาลัยถึงไอศวรรย์
น้องคะนึงถึงพี่เลี้ยงแลนางนม
 
เข้าดอนด่านแดนไพรพอไก่ขัน
ให้หวั่นหวั่นวังเวงหวาดฤทัย
พระสุริยาเยื้องเยี่ยมเหลี่ยมไศล
เสียงเรไรจักจั่นสนั่นเนิน
หยุดสำนักลำเนาภูเขาเขิน
พิศเพลินมิ่งไม้ในไพรวัน
ปีบจำปาสุกรมนมสวรรค์
ต่างชิงกันเก็บพลางตามทางมา
เดินประคองเคียงกันด้วยหรรษา
ทั้งสองราเดินดมแล้วชมเชย
ทำไม้ง่ามน้อยน้อยสอยเสวย
อิ่มแล้วเลยล่วงทางมากลางดง
สำนักนอนเนินผาป่าระหง
บาทบงสุ์บวมบอบระบมตรม
กับกำนัลน้อยน้อยนางสนม
กับบรมบิตุเรศพระมารดาฯ
 

 
๏ สิบห้าวันดั้นเดินในไพรสณฑ์
เรียกว่าบ้านจันตคามพราหมณ์พฤฒา
อาจารย์หนึ่งชำนาญในการยุทธ์
รำกระบองป้องกันกายสกนธ์
อาจารย์หนึ่งชำนาญในการปี่
ผู้ใดฟังวังเวงในวิญญาณ์
อันสองท่านราชครูนั้นอยู่ตึก
เป็นข้อความตามมีวิชาการ
แม้นผู้ใดใครจะเรียนวิชามั่ง
ถ้ามีทองแสนตำลึงมาถึงใจ
 

๏ วันนั้นพระอภัยมณีศรีสุวรรณ
เห็นลิขิตปิดไว้กับใบทวาร
อันท่านครูอยู่ตึกตำแหน่งนี้
จึงดำรัสตรัสแก่พระน้องยา
แต่เที่ยวดูเสียให้รู้ทั้งย่านบ้าน
ตรัสพลางย่างเยื้องครรไลไป
เห็นแผ่นผาจารึกลายลิขิต
ท่านอาจารย์การกระบองก็คล่องนัก
จึงบัญชาว่ากับพระน้องแก้ว
สองอาจารย์ปานดวงแก้ววิเชียร
อนุชาว่ากลการศึก
ถ้าเรียนรู้รำกระบองได้ว่องไว
พระเชษฐาว่าจริงแล้วเจ้าพี่
แต่ใจพี่นี้รักทางนักเลง
ถึงการเล่นเป็นที่ประโลมโลก
แต่ขัดสนจนจิตคิดประวิง
 

ถึงตำบลบ้านหนึ่งใหญ่หนักหนา
มีทิศาปาโมกข์อยู่สองคน
ถึงอาวุธซัดมาดังห่าฝน
รักษาตนมิให้ต้องคมศัสตรา
ทั้งดีดสีแสนเสนาะเพราะหนักหนา
เคลิ้มนิทราลืมกายดังวายปราณ
จดจารึกอักขราไว้หน้าบ้าน
แสนชำนาญเลิศลบภพไตร
จงอ่านหนังสือแจ้งแถลงไข
จึงจะได้ศึกษาวิชาการฯ 
 

จรจรัลเข้ามาถึงหน้าบ้าน
พระทรงอ่านแจ้งจิตในกิจจา
ฝีปากปี่เป่าเสนาะเพราะหนักหนา
อันวิชาสิ่งนี้พี่ชอบใจ
ท่านอาจารย์ยังจะมีอยู่ที่ไหน
ถึงตึกใหญ่ที่ครูอยู่สำนัก
เข้ายืนชิดอ่านดูรู้ประจักษ์
ได้ทองหนักแสนตำลึงจึงได้เรียน
พ่อเห็นแล้วหรือที่ลายลิขิตเขียน
เจ้ารักเรียนที่ท่านอาจารย์ใด
น้องนี้นึกรักมาแต่ไหนไหน
จะชิงชัยข้าศึกไม่นึกเกรง
วิชามีแล้วใครไม่ข่มเหง
หมายว่าเพลงดนตรีนี้ดีจริง
ได้ดับโศกสูญหายทั้งชายหญิง
ด้วยทรัพย์สิ่งหนึ่งนี้ไม่มีมาฯ
 


 
๏ ศรีสุวรรณปัญญาฉลาดแหลม
ธำมรงค์เรือนมณีมีราคา
พอบูชาอาจารย์เอาต่างทรัพย์
อันตัวน้องนี้จะอยู่ด้วยครูกระบอง
ขอพระองค์จงเสด็จไปท้ายบ้าน
ครั้นเสร็จสมปรารถนาไม่ช้าที
พระอภัยได้คิดถึงคำน้อง
เข้าหยุดยั้งสั่งเสียกันเสร็จการ
ศรีสุวรรณกุมารชาญฉลาด
เห็นภูมิฐานเคหาโอฬารึก
มองเขม้นเห็นพราหมณ์พฤฒาเฒ่า
ดูรูปร่างอย่างเยี่ยงพระโยคี
ก็แจ้งว่าอาจารย์เจ้าของตึก
กระทั่งไอให้เสียงเป็นแยบคาย
 

๏ ฝ่ายพราหมณ์พรหมโบราณอาจารย์เฒ่า
ชำเลืองเนตรแลดูเห็นกุมาร
ดูแน่งน้อยรูปร่างเหมือนอย่างหุ่น
อร่ามเรืองเครื่องประดับระยับตา
จึงขยดลดเลื่อนลงนั่งใกล้
มีธุระอะไรในใจจง
 

๏ หน่อกษัตริย์ขัตติย์วงศ์ทรงสดับ
พระบิดาข้าบำรุงซึ่งกรุงไกร
จึงดั้นเดินเนินป่ามาถึงนี่
รู้ว่าท่านพฤฒาเป็นอาจารย์
แต่โปรดเกล้าคราวมาข้ายากแค้น
ธำมรงค์เรือนมณีฉันมีมา
แล้วถอดแหวนวงน้อยที่ก้อยขวา
ตาพราหมณ์เฒ่าเอาสำลีประชีรอง
แล้วไต่ถามนามวงศ์ถึงพงศา
อยู่เคหาตาพราหมณ์ไม่ลามลวน
ถึงยามดึกฝึกสอนในการยุทธ์
กระบองกระบี่ถี่ถ้วนทุกวิชา
 

จึงยิ้มแย้มเยื้อนตอบพระเชษฐา
จะคิดค่าควรแสนตำลึงทอง
เห็นจะรับสอนสั่งเราทั้งสอง
หัดให้คล่องเชี่ยวชาญชำนาญดี
อยู่ศึกษาอาจารย์ข้างดีดสี
จะตามพี่ไปหาที่อาจารย์
ต่างยิ้มย่อมปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
กลับไปหาอาจารย์ดังใจนึก
ยุรยาตรเยื้องย่างมาข้างตึก
ทั้งที่ฝึกสอนสานุศิษย์มี
กระหมวดเกล้าเอนหลังนั่งเก้าอี้
กระบองสี่ศอกวางไว้ข้างกาย
เห็นสมนึกเหมือนจิตที่คิดหมาย
แล้วก้มกายเข้าไปหาท่านอาจารย์ฯ
 

เป็นพงศ์เผ่าพฤฒามหาศาล
ศรีสัณฐาณผุดผ่องดังทองทา
พึ่งแรกรุ่นน่ารักเป็นนักหนา
ก็รู้ว่ากษัตริย์ขัตติย์วงศ์
แล้วถามไถ่ข้อความตามประสงค์
เจ้าจึงตรงมาหาจงว่าไปฯ
 

น้อมคำนับเล่าแจ้งแถลงไข
บัญชาให้เที่ยวหาวิชาการ
พอเห็นมีอักขราอยู่หน้าบ้าน
ขอประทานพากเพียรเรียนวิชา
อันทองแสนตำลึงนั้นไม่ทันหา
ตีราคาควรแสนตำลึงทอง
ให้พฤฒาทดแทนคุณสนอง
ขอดประคองไว้ในผมให้สมควร
สนทนาปรีดิ์เปรมเกษมสรวล
ครั้นค่ำชวนหน่อไทเข้าไสยา
เพลงอาวุธดาบดั้งให้ตั้งท่า
ค่อยศึกษาตั้งใจจะให้ดีฯ
 


 
๏ ฝ่ายเชษฐามาถึงที่ท้ายบ้าน
เอาธำมรงค์ทรงนิ้วดัชนี
 

๏ ฝ่ายครูเฒ่าพินทพราหมณ์รามราช
ให้ข้าไทใช้สอยคอยประคอง
แล้วพาไปยอดเขาให้เป่าปี่
แต่เสือช้างกลางไพรถ้าได้ยิน
ประมาณเสร็จเจ็ดเดือนโดยวิถาร
สิ้นความรู้ครูประสิทธิ์ไม่ปิดบัง
ถ้าแม้นว่าข้าศึกมันโจมจับ
เอาปี่เป่าเล้าโลมน้ำใจคน
คือรูปรสกลิ่นเสียงเคียงสัมผัส
ให้ใจอ่อนนอนหลับดังวายปราณ
แล้วให้ปี่ที่เพราะเสนาะเสียง
อวยพรพลางทางหยิบธำมรงค์
ซึ่งดนตรีตีค่าไว้ถึงแสน
ใช่ประสงค์ตรงทรัพย์สิ่งสุวรรณ
ต่อกษัตริย์เศรษฐีที่มีทรัพย์
จงคืนเข้าบุรีรักษ์นัครา
 

๏ หน่อกษัตริย์โสมนัสด้วยสมนึก
พิไรร่ำอำลาด้วยอาวรณ์
 

๏ ฝ่ายว่านฤบดีศรีสุวรรณ
ทั้งโล่เขนเจนจัดหัดประจญ
จนหมดสิ้นความรู้ท่านครูเฒ่า
เลือกล้วนเหล็กมะลุลีตีกระบอง
ทั้งธำมรงค์วงนั้นก็คืนให้
เหมือนอาจารย์คนนั้นที่พรรณนา
หน่อกษัตริย์สุริย์วงศ์ทรงสดับ
ครรไลลาอาจารย์จรลี
พอมาพบพี่ชายที่ท้ายบ้าน
ต่างเล่าความตามที่เรียนรู้วิชา
ออกจากบ้านจันตคามข้ามทิวทุ่ง
สิบห้าวันบรรลุถึงเวียงชัย
ออกแท่นทองท้องพระโรงจำรูญศรี
พระพี่น้องสององค์ก็ตรงมา
 

ก็เข้าหาอาจารย์ที่ดีดสี
ให้พราหมณ์ตีค่าแสนตำลึงทองฯ
 

แสนสวาทรักใคร่มิได้หมอง
เข้าในห้องหัดเพลงบรรเลงพิณ
ที่อย่างดีสิ่งใดก็ได้สิ้น
ก็ลืมกินน้ำหญ้าเข้ามาฟัง
พระกุมารได้สมอารมณ์หวัง
จึงสอนสั่งอุปเท่ห์เป็นเล่ห์กล
จะรบรับสารพัดให้ขัดสน
ด้วยเล่ห์กลโลกาห้าประการ
เกิดกำหนัดลุ่มหลงในสงสาร
จึงคิดอ่านเอาชัยเหมือนใจจง
ยินสำเนียงถึงไหนก็ใหลหลง
คืนให้องค์กุมาราแล้วว่าพลัน
เพราะหวงแหนกำชับไว้ขับขัน
จะป้องกันมิให้ไพร่ได้วิชา
มาคำนับจึงได้ดังปรารถนา
ให้ชื่นจิตพระบิดาแลมารดรฯ
 

จดจารึกคำท่านอาจารย์สอน
แล้วบทจรจากบ้านอาจารย์ตนฯ
 

ก็เข้มข้นกลศึกที่ฝึกฝน
ในการกลอาวุธสุดทำนอง
จึงเรียกเจ้าเข้ามานั่งสองต่อสอง
ให้เป็นของคู่หัตถ์กษัตรา
แถลงไขข้อความตามปริศนา
แล้วพฤฒาอวยชัยไปจงดี
น้อมคำนับปรีดิ์เปรมเกษมศรี
ตามวิถีแถวทางถนนมา
สองสำราญสรวลสันต์แล้วหรรษา
แล้วพี่พาน้องเดินดำเนินไป
หมายตรงกรุงรัตนาเข้าป่าใหญ่
พอท้าวไทสุทัศน์กษัตรา
แสนเสนีเฝ้าแหนอยู่แน่นหนา
เฝ้าบิดาที่ท้องพระโรงชัยฯ
 


 
๏ กรุงกษัตริย์สุริย์วงศ์พระทรงยศ
เรียกมานั่งข้างแท่นทองประไพ
หนึ่งพี่น้องสองเสาะแสวงหา
หรือปลอดเปล่าเล่าให้บิดาฟัง
 

๏ พระพี่น้องสององค์ทรงสวัสดิ์
พระเชษฐาทูลแถลงแจ้งคดี
ศรีสุวรรณนั้นเรียนในการยุทธ์
ทั้งสองสิ่งยิ่งยวดวิชาการ
 

๏ ท้าวสุทัศน์ฟังอรรถโอรสราช
โกรธกระทืบบาทาแล้วพาที
อันดนตรีปี่พาทย์ตะโพนเพลง
แต่พวกกูผู้หญิงที่ในวัง
อันวิชาอาวุธแลโล่เขน
เป็นกษัตริย์จักรพรรดิพิสดาร
ลูกกาลีมีแต่จะขายหน้า
จะให้อยู่เวียงวังก็จังไร
ไปเที่ยวเล่นเป็นปีแล้วมิสา
พระพิโรธโกรธตรัสด้วยขัดเคือง
 

๏ แสนสงสารพี่น้องสองกษัตริย์
อัปยศอดสูเสนาใน
พระเชษฐาว่าโอ้พ่อเพื่อนยาก
มาถึงวังยังไม่ถึงสักครึ่งวัน
พระกริ้วกราดคาดโทษว่าโฉดเขลา
อยู่ก็อายไพร่ฟ้าประชาชน
แล้วสวมสอดกอดน้องประคองหัตถ์
พระอภัยมณีศรีสุวรรณ
ฝ่ายมหาเสนาพฤฒามาตย์
ทั้งสองฟื้นตื่นกายระกำใจ
 

เห็นโอรสยินดีจะมีไหน
แล้วถามไถ่ทุกข์ยากเมื่อจากวัง
ได้วิชาเสร็จสมอารมณ์หวัง
พ่อนี้นั่งคอยท่าทุกราตรีฯ
 

ประสานหัตถ์น้อมประณตบทศรี
ลูกเรียนกลดนตรีชำนาญชาญ
เพลงอาวุธเข้มแข็งกำแหงหาญ
ใครจะปานเปรียบได้นั้นไม่มีฯ
 

บรมนาถขัดข้องให้หมองศรี
อย่าอวดดีเลยกูไม่พอใจฟัง
เป็นนักเลงเหล่าโลนเล่นโขนหนัง
มันก็ยังเรียนร่ำได้ชำนาญ
ชอบแต่เกณฑ์ศึกเสือเชื้อทหาร
มาเรียนการเช่นนั้นด้วยอันใด
ช่างชั่วช้าทุจริตผิดวิสัย
ชอบแต่ไสคอส่งเสียจากเมือง
มาพูดจาให้กูคันหูเหือง
แล้วย่างเยื้องจากบัลลังก์เข้าวังในฯ
 

บิดาตรัสโกรธาไม่ปราศรัย
ทั้งน้อยใจผินหน้าปรึกษากัน
สู้ลำบากยากบุกป่าพนาสัณฑ์
ยังไม่ทันทดลองทั้งสองคน
พี่กับเจ้านี้ก็เห็นไม่เป็นผล
ผิดก็ดั้นด้นไปในไพรวัน
สองกษัตริย์โศกทรงกันแสงศัลย์
ก็พากันซวนซบสลบไป
เห็นหน่อนาถนิ่งแน่เข้าแก้ไข
ชลนัยน์แนวนองทั้งสององค์ฯ
 


 
๏ พระเชษฐาว่ากรรมแล้วน้องเอ๋ย
มิทันสั่งอำมาตย์ญาติวงศ์
พระพี่ชายชวนเดินดำเนินหน้า
พระออกนอกนคราเข้าป่ารัง
อันตัวเราพี่น้องทั้งสองนี้
ทั้งโภชนาอาหารกันดารครัน
 

๏ พระอนุชาว่าพี่นี้ขี้ขลาด
แมันชีวันยังไม่บรรลัยลาญ
เผื่อพบพานบ้านเมืองที่ไหนมั่ง
มีความรู้อยู่กับตัวกลัวอะไร
 

๏ พระเชษฐาว่าจริงแล้วน้องรัก
กระนั้นแต่งองค์ไปทำไมมี
เราปลอมแปลงแต่งกายเป็นชายไพร่
สองกษัตริย์ตรัสคิดเห็นชอบกล
เอาภูษาผ้าห่มห่อกระหวัด
ศรีสุวรรณนั้นคุมกระบองกราย
ค่อยดั้นเดินเนินพนมพนาเวศ
ครั้นค่ำค้างกลางวันก็ไคลคลา
แต่เดินทางกลางเถื่อนได้เดือนเศษ
ถึงเนินทรายชายทะเลชโลทร
ค่อยย่างเหยียบเลียบริมทะเลลึก
ทั้งสองราล้าเลื่อยเหนื่อยกำลัง
 

อย่าอยู่เลยเรามาไปไพรระหง
ทั้งสององค์ออกจากจังหวัดวัง
อนุชาโฉมงามมาตามหลัง
ครั้นเหนื่อยนั่งสนทนาปรึกษากัน
ไม่มีที่พึ่งใครในไพรสัณฑ์
ยังนับวันก็แต่กายจะวายปราณฯ
 

เป็นชายชาติช้างงาไม่กล้าหาญ
ก็เซซานซอกซอนสัญจรไป
พอประทังกายาอยู่อาศัย
ชีวิตไม่ปลดปลงคงได้ดีฯ
 

เจ้าแหลมหลักตักเตือนสติพี่
ให้เป็นที่กังขาประชาชน
เหมือนยากไร้แรมทางมากลางหน
จึงปลดเปลื้องเครื่องต้นออกจากกาย
แล้วคาดรัดเอวไว้มิให้หาย
พระพี่ชายถือปี่แล้วลีลา
สีขเรศห้วยธารละหานผา
กินผลาผลไม้ในดงดอน
ออกพ้นเขตเงาไม้ไพรสิงขร
ในสาครคลื่นลั่นสนั่นดัง
ถึงร่มพฤกษาไทรดังใจหวัง
ลงหยุดนั่งนอนเล่นเย็นสบายฯ
 


 
๏ จะจับบทบุตรพราหมณ์สามมาณพ
คนหนึ่งชื่อโมราปรีชาชาย
เอาฟางหญ้ามาผูกสำเภาได้
คนหนึ่งมีวิชาชื่อสานน
คนหนึ่งนั้นมีนามพราหมณ์วิเชียร
ถือธนูสู้ศึกนึกทะนง
ธนูนั้นลั่นทีละเจ็ดลูก
ล้วนแรกรุ่นร่วมรู้คู่ชีวิต
พอแดดร่มลมตกลงชายเขา
ออกจากบ้านอ่านมนต์เรียกพระพาย
ถึงทะเลแล่นตรงลงในน้ำ
มาใกล้ไทรสาขาริมวาริน
เห็นพี่น้องสององค์ล้วนทรงโฉม
ทอดสมอรอราเภตรายนต์
เข้ามาใกล้ไทรทองสองกษัตริย์
ว่าดูรามาณพทั้งสองนาย
หรือเดินดงหลงทางมาต่างบ้าน
แม้นไม่มีพี่น้องญาติกา
 

๏ พระฟังความถามทักเห็นรักใคร่
เราชื่ออภัยมณีศรีสุวรรณ
ไปร่ำเรียนวิชาที่อาจารย์
อันตัวเรานี้ชำนาญการดนตรี
พระบิตุเรศขับไล่มิให้อยู่
เราพี่น้องสองคนจึงซนมา
ด้วยจะใคร่ไต่ถามตามสงสัย
ที่สมศักดิ์จักรพรรดิพิสดาร
อันตัวเจ้าเผ่าพราหมณ์สามมาณพ
ท่านทั้งสามนามใดไปไหนมา
 

ได้มาพบคบเล่นเป็นสหาย
มีแยบคายชำนาญในการกล
แล้วแล่นไปในจังหวัดไม่ขัดสน
ร้องเรียกฝนลมได้ดังใจจง
เที่ยวร่ำเรียนสงครามตามประสงค์
หมายจะปลงชีวาปัจจามิตร
หมายให้ถูกที่ตรงไหนก็ไม่ผิด
เคยไปเล่นเป็นนิจที่เนินทราย
ขึ้นสำเภายนต์ใหญ่ดังใจหมาย
แสนสบายบุกป่ามาบนดิน
เที่ยวลอยลำเล่นมหาชลาสินธุ์
ก็ได้ยินสุรเสียงสำเนียงคน
งามประโลมหลากจิตคิดฉงน
ทั้งสามคนขึ้นเดินบนเนินทราย
โสมนัสถามไต่ดังใจหมาย
เจ้าเพื่อนชายชื่อไรไปไหนมา
จงแจ้งการณ์ให้เราฟังที่กังขา
เราจะพาไปไว้เรือนเป็นเพื่อนกันฯ
 

จึงขานไขความจริงทุกสิ่งสรรพ์
เป็นพงศ์พันธุ์จักรพรรดิสวัสดี
ตำบลบ้านจันตคามพนาศรี
น้องเรานี้ก็ชำนาญการศัสตรา
ว่าเรียนรู้ต่ำชาติวาสนา
หวังจะหาแห่งครูผู้ชำนาญ
วิชาใดจึงจะดีให้วิถาร
จะคิดอ่านเรียนร่ำเอาตำรา
ได้มาพบกันวันนี้ดีหนักหนา
จงเมตตาบอกเล่าให้เข้าใจฯ
 


 
๏ ดรุณพราหมณ์สามคนได้แจ้งอรรถ
ประณตนั่งบังคมขออภัย
ซึ่งพระองค์สงสัยจึงไต่ถาม
ข้าชื่อวิเชียรโมราเจ้าสานน
แสวงหาตั้งเพียรเพื่อเรียนรู้
ได้รู้เรียกลมฝนคือคนนั้น
ยิงออกไปได้ทีละเจ็ดลูก
คนนั้นผูกเรือยนต์แล่นบนดิน
ซึ่งองค์พระอนุชาเรียนอาวุธ
แต่ดนตรีนี้ดูไม่ชอบกล
ดนตรีมีคุณที่ข้อไหน
ยังสงสัยในจิตคิดประวิง
 

๏ พระฟังความพราหมณ์น้อยสนองถาม
อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป
ถึงมนุษย์ครุฑาเทวราช
แม้นปี่เราเป่าไปให้ได้ยิน
ให้ใจอ่อนนอนหลับลืมสติ
ซึ่งสงสัยไม่สิ้นในวิญญาณ์
แล้วหยิบปี่ที่ท่านอาจารย์ให้
พระเป่าเปิดนิ้วเอกวิเวกดัง
 

๏ ในเพลงปี่ว่าสามพี่พราหมณ์เอ๋ย
ถึงร้อยรสบุปผาสุมาลัย
พระจันทรจรสว่างกลางโพยม
แม้นได้แก้วแล้วจะค่อยประคองเคย
เจ้าพราหมณ์ฟังวังเวงวะแว่วเสียง
หวาดประหวัดสตรีฤดีดาล
ศรีสุวรรณนั้นนั่งอยู่ข้างพี่
พระแกล้งเป่าแปลงเพลงวังเวงใจ
 

ว่ากษัตริย์สุริย์วงศ์ไม่สงสัย
พระอย่าได้ถือความข้าสามคน
จะทูลความให้แจ้งแห่งนุสนธิ์
ทั้งสามคนคู่ชีวิตเป็นมิตรกัน
ได้เป็นคู่ศึกษาวิชาขยัน
ข้าแข็งขันยิงธนูสู้ไพริน
จะให้ถูกตรงไหนก็ได้สิ้น
อยู่บ้านอินทคามทั้งสามคน
เข้ายงยุทธ์ข้าก็เห็นจะเป็นผล
ข้าแสนสนเท่ห์ในน้ำใจจริง
หรือใช้ได้แต่ข้างเที่ยวเกี้ยวผู้หญิง
จงแจ้งจริงให้กระจ่างสว่างใจฯ
 

จึงเล่าความจะแจ้งแถลงไข
ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์
จตุบาทกลางป่าพนาสิน
ก็สุดสิ้นโทโสที่โกรธา
อันลัทธิดนตรีดีหนักหนา
จงนิทราเถิดจะเป่าให้เจ้าฟัง
เข้าพิงพฤกษาไทรดังใจหวัง
สำเนียงวังเวงแว่วแจ้วจับใจฯ
 

ยังไม่เคยชมชิดพิสมัย
จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย
ไม่เทียมโฉมนางงามเจ้าพราหมณ์เอ๋ย
ถนอมเชยชมโฉมประโลมลาน
สำเนียงเพียงการเวกกังวานหวาน
ให้ซาบซ่านเสียวสดับจนหลับไป
ฟังเสียงปี่วาบวับก็หลับไหล
เป็นความบวงสรวงพระไทรที่เนินทรายฯ

ตอนที่ ๒ นางผีเสื้อลักพระอภัยมณี

ครั้งนั้น ยังมีนางผีเสื้อน้ำตนหนึ่ง อาศัยอยู่ในทะเล เที่ยวหาปลาและสัตว์น้ำกินเป็นอาหาร ระหว่างที่พระอภัยมณีเป่าปี่ บวงสรวงพระไทรอยู่นั้น นางผีเสื้อน้ำกำลังออกหากิน และได้ยินเสียงปี่แว่วมา จึงเดินทางมาตามเสียง เมื่อได้เห็นพระอภัยมณี ก็นึกรักทันที ใคร่จะได้มาเป็นสามี จึงใช้กำลังเข้าลักพาตัวพระอภัยมณีไปยังถ้ำของตน 

พระอภัยมณีตกใจจนสิ้นสติ เมื่อฟื้นคืนมาพบตัวเองอยู่ในถ้ำ และมีหญิงสาวสวยงามปรนนิบัติอยู่ข้างๆ ทรงรู้ทันทีว่า หญิงนี้คือนางยักษ์ ด้วยไม่มีแววตา ทรงหว่านล้อมขอให้ปล่อยตัวพระองค์ไป แต่นางผีเสื้อน้ำไม่ยินยอม ทั้งเกลี้ยกล่อมและใช้ กำลัง จะให้พระอภัยมณียอมเป็นสามีตนให้ได้ พระอภัยเห็นว่าไม่มีทางหนี จึงให้นางยักษ์สาบานว่าจะไม่ทำร้าย แล้วจึงจะ ยอมเป็นสามี นางยักษ์ก็ยอมสาบาน พระอภัยมณีจึงจำต้องอยู่ด้วยนางยักษ์แต่นั้นมา โดยนางออกไปหาผลไม้มาถวาย พระอภัยมณีทุกๆ วัน 


 
๏ จะกล่าวถึงอสุรีผีเสื้อน้ำ
ได้เป็นใหญ่ในพวกปีศาจพราย
ตะวันเย็นขึ้นมาเล่นทะเลกว้าง
ฉวยฉนากลากฟัดกัดกุมภา
แล้วเล่นน้ำดำโดดโลดทะลึ่ง
เข้าใกล้ฝั่งวังวนข้างต้นไทร
วิเวกแว่ววังเวงด้วยเพลงปี่
เสน่หาอาวรณ์อ่อนกำลัง
แล้วลุกขึ้นเท้าแขนแหงนชะแง้
เห็นพระองค์ทรงโฉมประโลมใจ
ทั้งทรวดทรงองค์เอวก็อ้อนแอ้น
ถ้าแม้นได้กันกับกูเป็นคู่ครอง
น้อยหรือแก้มซ้ายขวาก็น่าจูบ
ทั้งลมปากเป่าปี่ไม่มีเครือ
ยิ่งปั่นป่วนรวนเรเสน่ห์รัก
อุตลุดผุดทะลึ่งขึ้นตึงตัง
ชุลมุนหมุนกลมดังลมพัด
กลับกระโดดลงน้ำเสียงต้ำโครม
ครั้นถึงแท่นผาศิลาลาด
ค่อยวางองค์ลงบนเตียงเคียงประคอง
 

๏ แสนสงสารพระอภัยใจจะขาด
สลบล้มมิได้สมประฤๅดี
 

๏ อสุรีผีเสื้อแสนสวาท
เออพ่อคุณทูนหัวผัวข้าตาย
เห็นอุ่นอยู่รู้ว่าสลบหลับ
พ่อทูนหัวกลัวน้องนี้มั่นคง
จำจะแสร้งแปลงร่างเป็นนางมนุษย์
เห็นพระองค์ทรงโฉมประโลมลาน
แล้วอ่านเวทเพศยักษ์ก็สูญหาย
เอาธารามาชโลมพระโฉมยง

อยู่ท้องถ้ำวังวนชลสาย
สกนธ์กายโตใหญ่เท่าไอยรา
เที่ยวอยู่กลางวารินกินมัจฉา
เป็นภักษานางมารสำราญใจ
เสียงโผงผึงเผ่นโผนโจนไถล
พอนางได้ยินเสียงสำเนียงดัง
ป่วนฤดีดาลดิ้นถวิลหวัง
เข้าเกยฝั่งหาดทรายสบายใจ
ชำเลืองแลหลากจิตคิดสงสัย
นั่งเป่าปี่อยู่ใต้พระไทรทอง
เป็นหนุ่มแน่นน่าชมประสมสอง
จะประคองกอดแอบไว้แนบเนื้อ
ช่างสมรูปนี่กระไรวิไลเหลือ
นางผีเสื้อตาดูทั้งหูฟัง
สุดจะหักวิญญาณ์เหมือนบ้าหลัง
โดยกำลังโลดโผนโจนกระโจม
กอดกระหวัดอุ้มองค์พระทรงโฉม
กระทุ่มโถมถีบดำไปถ้ำทอง
แสนสวาทเปรมปรีดิ์ไม่มีสอง
ทำกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยยินดีฯ
 


 

เห็นภูวนาถนิ่งไปก็ใจหาย
ราพณ์ร้ายลูบต้องประคององค์
ยังไม่ดับชนม์ชีพเป็นผุยผง
ด้วยรูปทรงอัปลักษณ์เป็นยักษ์มาร
ให้ผาดผุดทรวดทรงส่งสัณฐาน
จะเกี้ยวพานรักใคร่ดังใจจง
สกนธ์กายดังกินนรนวลหง
เข้าแอบองค์นวดฟั้นคั้นประคองฯ
 


 
๏ พระพลิกฟื้นตื่นสมประดีได้
แลเขม้นเห็นนางนวลละออง
นิ่งพินิจพิศดูรู้ว่ายักษ์
ยิ่งชิงชังคั่งแค้นแน่นอุรา
แล้วคิดกลับดับเดือดให้เหือดหาย
นี่แน่นางอสุรีขินีมาร
จะขอถามตามตรงจงประจักษ์
อันตัวเราเป็นมนุษย์บุรุษชาย
เข้าอิงแอบแนบข้างอยู่อย่างนี้
มนุษย์ยักษ์รักกันด้วยอันใด
 

๏ อสุรีผีเสื้อสดับเสียง
ทำเสแสร้งใส่จริตกระบิดกระบวน
อันน้องนี้ไร้คู่ที่สู่สม
ถึงเป็นยักษ์ยังไม่มีราคีมัว
แม่เจ้าเอ๋ยคิดมาน่าหัวร่อ
พลางแกล้งทำสะบัดสะบิ้งทิ้งสไบ
แล้วแกล้งทำสำออยพูดอ้อยอิ่ง
ยิ่งถอยหนีก็ยิ่งตามด้วยความรัก
 

๏ พระสุดแสนแค้นเคืองรำคาญจิต
ถีบจนพลัดจากแท่นแผ่นศิลา
เขาเบือนเบื่อเหลือเกลียดขี้เกียจตอบ
ทำแสนแง่แสนงอนฉะอ้อนความ
ถึงมาตรแม้นม้วยมุดสุดชีวาตม์
สัญชาติยักษ์ไม่สมัครสมาคม
 

๏ อีนางยักษ์กลับปลอบไม่ตอบโกรธ
ข้าหมายเหมือนภัสดาถึงด่าตี
จนผู้หญิงอิงแอบแนบถนอม
ช่างไม่คิดขวยเก้อเอออะไร
มาร่วมเรียงเคียงข้างอยู่อย่างนี้
น่าอดสูผู้หญิงเสียจริงเจียว
 

ในฤทัยหมกมุ่นให้ขุ่นหมอง
เคียงประคองอยู่บนแท่นแผ่นศิลา
ด้วยแววจักษุหายทั้งซ้ายขวา
จะใคร่ด่าให้ระยำด้วยคำพาล
จึงอุบายวิงวอนด้วยอ่อนหวาน
ไม่ต้องการที่จะแกล้งมาแปลงกาย
เจ้าเป็นยักษ์อยู่ในวนชลสาย
เจ้าคิดร้ายลักพาเอามาไย
หรือว่ามีข้อประสงค์ที่ตรงไหน
ผิดวิสัยที่จะอยู่เป็นคู่ควรฯ
 

เพราะสำเนียงเสนาะในฤทัยหวน
ละมุนม้วนเมียงหมอบแล้วยอบตัว
เป็นสาวพรหมจารีไม่มีผัว
พระมากลัวผู้หญิงด้วยสิ่งใด
เห็นเขาง้อแล้วยิ่งว่าไม่ปราศรัย
ร้อนเหมือนใจจะขาดประหลาดนัก
เข้าแอบอิงเอนทับลงกับตัก
ยิ่งพลิกผลักก็ยิ่งแอบแนบอุราฯ
 

มิได้คิดอินังชังน้ำหน้า
แล้วเดือดด่าว่าอีกาลีลาม
ยังขืนปลอบปลุกปล้ำอีส่ำสาม
แพศยาบ้ากามกวนอารมณ์
อย่าหมายมาดว่ากูจะสู่สม
แล้วทุดถ่มน้ำลายไม่ใยดีฯ
 

พระจงโปรดเกล้าน้องอย่าหมองศรี
ก็ตามทีเถิดเมียไม่เสียใจ
กระไรหม่อมจะตั้งปึ่งไปถึงไหน
ทำบ้าใบ้เบือนหนีไปทีเดียว
ยังว่ามีน้ำใจจะไม่เกี่ยว
พลางกลมเกลียวกอดรัดกษัตราฯ
 


 
๏ พระเหวี่ยงวัดขัดใจมิให้ต้อง
มันดื้อด้านทานทนพ้นปัญญา
อะไรเจ้าเฝ้ากวนกันจู้จี้
ขอพักนอนเสียสักหน่อยถอยออกไป
แล้วเอนองค์ลงบนแท่นแสนระทด
โอ้สงสารป่านฉะนี้ศรีสุวรรณ
พอตื่นขึ้นยามเย็นไม่เห็นพี่
ได้เห็นแต่เจ้าพราหมณ์ทั้งสามนาย
นิจจาเอ๋ยเคยเห็นกันพี่น้อง
อียักษ์ลักพี่ลงมาในสาคร
พระนึกนึกแล้วสะอึกสะอื้นไห้
ซบพระพักตร์อยู่บนแท่นแผ่นศิลา
 

๏ อีนางยักษ์ฟังสะอื้นค่อยชื่นจิต
เข้าอิงแอบแนบองค์พระทรงชัย
คิดว่าหลับกลับปลุกขึ้นโลมลูบ
ค่อยยกหัตถ์ภูวนาถพาดอุรา
เห็นทรงศักดิ์ผลักพลิกทำหยิกเย้า
จะกอดไว้ไม่วางเหมือนอย่างนี้
 

๏ พระแค้นคำซ้ำด่าอีหน้าด้าน
น่าอดสูกูได้ทำไมมึง
ทั้งเหม็นสาบเหม็นสางเหมือนอย่างศพ
มายั่วเย้าเฝ้าเบียดเกลียดจะตาย
 

๏ อีนางยักษ์ควักค้อนแล้วย้อนว่า
ทีขอจูบแต่พอถูกจมูกครือ
เมื่ออยู่สองต่อสองในห้องหับ
ถึงโกรธขึ้งอย่างไรก็ไม่ฟัง
 

๏ พระสุดแสนแค้นเคืองรำคาญจิต
ให้อักอ่วนป่วนใจไม่สบาย
จะยั่งยืนขืนขัดตัดสวาท
ก็จะสะบักสะบอมตรอมฤทัย
จึงบัญชาว่านี่แน่นางยักษ์
อันเชื้อชาติอสุรินทร์ย่อมกินคน
ไปข้างหน้าถ้าเคืองน้ำใจเจ้า
แม้นให้สัตย์ปฏิญาณสาบานตัว
 

จนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยสองพระหัตถา
จึงแกล้งว่าวิงวอนให้อ่อนใจ
ข้าจะหนีหน่ายนางไปข้างไหน
สบายใจจึงค่อยมาพูดจากัน
โศกกำสรดซบทรงกันแสงศัลย์
อยู่ด้วยกันหลัดหลัดมาพลัดพราย
จะโศกีโหยหาน่าใจหาย
เขาผันผายลับตาจะอาวรณ์
มาเที่ยวท่องบุกเดินเนินสิงขร
จะทุกข์ร้อนว้าเหว่อยู่เอกา
ชลเนตรหลั่งไหลทั้งซ้ายขวา
ทรงโศกากำสรดระทดใจฯ
 

สำคัญคิดแว่วว่าพระปราศรัย
เห็นเธอไม่ผินผันจำนรรจา
ประจงจูบปรางซ้ายแล้วย้ายขวา
ในกามาปั่นป่วนให้ยวนยี
มาลูบคลำทำเขาแล้วเบือนหนี
แค้นนักหนาฟ้าผี่เถอะดื้อดึงฯ
 

ใครจะร่านเหมือนเช่นนี้ไม่มีถึง
มาเคล้าคลึงโลมลูบจูบผู้ชาย
ไม่น่าคบน่ารักยักษ์ฉิบหาย
ไม่มีอายมีเจ็บเท่าเล็บมือฯ
 

ส่วนร่ำด่ากระนั้นได้เขาไม่ถือ
ยิ่งอึงอื้อบ่นว่าเป็นน่าชัง
จะบังคับมิให้ใครกลุ้มใจมั่ง
พลางเข้านั่งแอบข้างไม่ห่างกายฯ
 

เป็นสุดคิดสุดที่จะหนีหาย
มันกอดก่ายเซ้าซี้พิรี้พิไร
ไม่สังวาสเชยชิดพิสมัย
ต้องแข็งใจกินเกลือด้วยเหลือทน
จะร่วมรักกันก็เห็นไม่เป็นผล
มาแปดปนเป็นมิตรเราคิดกลัว
จะกินเราเสียไม่คิดว่าเป็นผัว
ให้หายกลัวแล้วจะอยู่เป็นคู่ครองฯ
 


 
๏ อียักษ์ฟังดังได้ผ่านวิมานสวรรค์
แม้นเคลือบแคลงแหนงในพระทัยปอง
แม้นโว้เว้เนรคุณพระทูนหัว
ขอทุกเทพเทวัญจงบันดาล
จนสุดสิ้นดินฟ้าสุธาทวีป
พอให้สัตย์เสร็จคำทำฉะอ้อน
 

๏ พระฟังคำจำจิตพิศวาส
การโลกีย์ดีชั่วย่อมมัวเมา
เกิดกุลาคว้าว่าวปักเป้าติด
กุลาส่ายย้ายหนีตีแก้เอียง
กุลาโคลงไม่สู้คล่องกะพร่องกะแพร่ง
จะแก้ไขก็ไม่หลุดสุดความคิด
สมพาสยักษ์รักร่วมภิรมย์สม
เป็นนิสัยในภพธรณินทร์
 

๏ นางผีเสื้อเมื่อได้ประสมสอง
ประคองคอยปรนนิบัติเข้าพัดวี
ครั้นรุ่งรางนางไปในไพรสณฑ์
จะนั่งนอนผ่อนตามความสบาย
 

เกษมสันต์นบนอบตอบสนอง
จงฟังน้องจะให้สัตย์ปฏิญาณ
อันเป็นผัวเพื่อนรักสมัครสมาน
ประหารผลาญชีวาตม์ให้ขาดรอน
ไม่สิ้นชีพก็ไม่เสื่อมสโมสร
ระทวยอ่อนเอนทับลงกับเพลาฯ
 

ฝืนอารมณ์สมพาสทั้งโศกเศร้า
เหมือนอดข้าวกินมันกันเสบียง
กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง
ปักเป้าเหวี่ยงยักแผละกระแซะชิด
ปักเป้าแทงตละที่ไม่มีผิด
ประกบติดตกผางลงกลางดิน
เหมือนเด็ดดอกหญ้าดมพอได้กลิ่น
ไม่สุดสิ้นสิ่งเสน่ห์ประเวณีฯ
 

ดังจะล่องลอยฟ้าในราศี
อยู่ข้างที่แผ่นผาศิลาลาย
เที่ยวเก็บผลพฤกษามาถวาย
นิมิตกายรูปร่างสำอางตาฯ
 



 นิทานพระไชยสุริยา
นิทานพระไชยสุริยา

ท่านสุนทรภู่แต่งขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๘๓ - ๒๓๘๕ ขณะที่บวชเป็นพระอยู่ทีวัดเทพธิดาราม ท่านแต่งเป็นกาพย์ซึ่งแทรกความรู้เกี่ยวกับภาษาไทย ในเรื่องของมาตราตัวสะกดแม่ต่าง ๆ เช่น แม่กก กง กน กด กบ และเกย เป็นต้น นอกจากนั้นยังสอดแทรกคติธรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์อีกด้วย

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) แต่งตำราภาษาไทยขึ้น ท่านได้นำกาพย์พระไชยสุริยามาแทรกไว้ในหนังสือมูลบท บรรพกิจ ซึ่งเป็นแบบเรียนเล่มแรกในทั้งหมด ๖ เล่ม

พระไชยสุริยาเป็นเรื่องราวของพระไชยสุริยากษัตริย์ครองเมืองด้วยความสงบเรียบร้อยมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งมีน้ำท่วมจนบ้านเมืองล่มสลายไป พระไชยสุริยาพร้อมกับนางสุมาลีพระมเหสีและนางกำนัลหนีลงเรือ แต่ก็ถูกพายุพัดจนเรือแตก คลื่นซัดพระไชยสุริยากับพระนางสุมาลีเข้าฝั่ง ทั้งสองต้องเดินทางอยู่กลางป่าจนพบกับฤาษีตนหนึ่ง ฤาษีได้บอกถึงสาเหตุที่ทำให้บ้านเมืองพังพินาศว่า ด้วยข้าราชสำนักทั้งหลายประพฤติชั่ว รับสินบนไม่รักษาความยุติธรรม ฟ้าดินจึงลงโทษให้ได้รับความเดือดร้อน ฤาษีได้แนะนำให้พระไชยสุริยา และพระนางสุมาลีรักษาศีลปฏิบัติธรรม ต่อมาทั้งสองพระองค์ได้ออกบวชและบำเพ็ญธรรมจนสิ้นพระชนม์ชีพ ดังจะคัดมาเป็นตอนของแม่กงมาให้อ่าน ดังต่อไปนี้ 

 กลางไพรไก่ขันบรรเลงฟังเสียงเพียงเพลงซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง
 ยูงทองร้องกระโต้งโห่งดังเพียงฆ้องกลองระฆังแตรสังข์สังสดาลขานเสียง
 กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียงพระยาลอคลอเคียงแอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง
 ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋งเพลินฟังวังเวงอีเก้งเริงร้องลองเชิง
 ฝูงละมั่งฝังดินกินเพลิงคางแข็งแรงเริงยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง
 ป่าสูงยูงยางช้างโขลงอึงคะนึงผึงโผงโยงกันเล่นน้ำคล่ำไป


 นิทานลักษณวงศ์
นิทานลักษณวงศ์

เป็นนิทานคำกลอนเป็นเรื่องของ ลักษณวงศ์พระโอรสของท้าวพรหมทัต และนางสุวรรณอำภา ครั้งหนึ่งทั้งสามได้ออกประพาสป่า ขณะที่ทั้งสามกำลังบรรทมอยู่นั้น มีนางยักษ์ตนหนึ่งมาพบท้าวพรหมทัตและเกิดหลงรัก จึงแปลงตนเป็นสาวงามทำให้ท้าวพรหมทัตหลงใหล จนสั่งให้ประหารนางสุวรรณอำภาและลักษณวงศ์ แต่เพชรฆาตสงสารจึงปล่อยตัวทั้งสองไป ต่อจากนั้นเป็นเรื่องการผจญภัยของลักษณวงศ์และของนางทิพย์เกสร ดังที่จะคัดมาตอนหนึ่ง ดังต่อไปนี้

 พอสิ้นแสงสุริยาในอากาศก็โอภาสจันทร์แจ่มจำรัสฉาย
 น้ำค้างโรยโปรยปรายกระจายพรายพระพายชายพัดเชยรำเพยพาน
 เสาวคนธ์หล่นโรยมารื่นรื่นเจ้าพลิกฟื้นวรองค์น่าสงสาร
 ไม่เห็นองค์มารดายุพาพาลยิ่งแดดาลเดือดดิ้นอยู่โดยเดียว


 นิทานสิงหไตรภพ
นิทานสิงหไตรภพ

ท่านสุนทรภู่เริ่มแต่งตอนต้นเรื่องประมาณต้นรัชกาลที่ ๒ และแต่งต่อในตอนท้ายขณะที่บวชอยู่ ณ วัดเทพธิดาราม เพื่อถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์ตอนหนึ่ง และถวายกรมหมื่นอัปสรเทพสุดา ฯ อีกตอนหนึ่งสิงหไตรภพเป็นนิทานพื้นบ้านอีกเรื่องหนึ่งของท่านสุนทรภู่ เป็นเรื่องราวของ สิงหไตรภพซึ่งเป็นโอรสของท้าวอินณุมาศ เจ้าเมืองโกญจา และนางจันทร์แก้วกัลยาณี พระมเหสี ทั้งสองได้รับบุตรจอมโจรสลัดมาเลี้ยงเป็นโอรสบุญธรรมชื่อว่า คงคาประลัย คงคาประลัยเป็นคนพาลตามนิสัยของบิดา วันหนึ่งคงคาประลัยได้ก่อกบฏยึดอำนาจภายในเมือง เนื่องจากเกดความโกรธแค้นที่พ่อถูกฆ่าตาย และอิจฉาพระโอรสที่อยู่ในครรภ์ของนางจันทร์แก้วกัลยาณี ทำให้กษัตริย์ทั้งสองต้องหนีออกจากเมืองไปอาศัยอยู่ในป่าและให้กำเนิดพระโอรสในป่า ต่อมาพราหมณ์เทพจินดาได้ลักพาตัวสิงหไตรภพไป ด้วยพราหมณ์เทพจินดาผู้เป็นบุตรของพราหมณ์วิรุณฉาย ซึ่งสามารถทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ทราบว่าจะมีผู้มีบุญลงมาเกิด ก่อนตายได้สั่งพราหมณ์เทพจินดาบุตรชายให้ตามหาเด็กชายที่มีลักษณะตามตำรา วันหนึ่งพราหมณ์เทพจินดาและสิงหไตรภพได้พบยักษ์ชื่อพินทุมาร และอาศัยอยู่กับพินทุมารจนโต เมื่อสิงหไตรภพเติบโตจึงได้ขโมยใบไม้วิเศษที่เมื่อกินเข้าไปแล้ว สามารถแปลงกายเป็นสัตว์ได้ ต่อจากนั้นเป็นเรื่องราวของการผจญภัยของสิงหไตรภพ ดังที่จะคัดมาตอนหนึ่ง ดังต่อไปนี้

 ซึ่งสัจจังที่ตั้งเมตตาจิตมิได้คิดแสร้งเสกอุเบกษา
 ด้วยเลี้ยงคงคาประลัยจนใหญ่มาทั้งเวลากินนอนไม่ร้อนรน
 มันกลับขวิดคิดร้ายทำลายล้างฆ่าผู้สร้างสืบสายฝ่ายกุศล
 เสียชีวิตก็เพราะคิดเมตตาคนทั้งสากลจงเห็นเป็นพยาน

Comments