ศาลเจ้าเกียนอันเกง

โพสต์27 ก.ค. 2553 10:10โดยSudjit Sananwai   [ อัปเดต 27 ก.ค. 2553 10:36 ]
สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว, “ทัศนาสถาปัตย์ : ศาลเจ้าเกียนอันเกง”, ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2551.


คอลัมน์ ทัศนาสถาปัตย์ มีจุดมุ่งหมายที่จะเปิดโอกาสให้ท่านผู้อ่านได้มองเห็นช่องทางที่เรียกว่า “ทุนทางวัฒนธรรม” ซึ่งรอการต่อยอดจากคนที่มองเห็นในคุณค่าและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ นอกเหนือไปจากรับรู้เพียงเพื่อชื่นชมเท่านั้น ดังนั้นขอให้ท่านผู้อ่านลองเสียเวลาสักเล็กน้อยในการติดตาม ทุกวันอาทิตย์ที่หนึ่งและที่สามของเดือน 

หลังจาก สมาคมสถาปนิกสยามฯ (ASA) ได้ให้รางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา พบว่ากว่า 30% ของอาคารที่ได้รางวัล เกิดจากการร่วมมือร่วมใจอนุรักษ์ของภาคประชาชน ASA จึงได้เร่งหามาตรการกระตุ้นเพื่อสร้างความตระหนักและส่งเสริมสังคม โดยเฉพาะภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมท้องถิ่นให้มากยิ่งขึ้น อันสอดคล้องกับมาตรา 66 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและกฎบัตรต่าง ๆ ที่สากลโลกใช้ในการอนุรักษ์ โดยต้องมาร่วมกัน ตั้งทิศ ปรับทัศน์ : Re-Vision กันใหม่ ว่าการอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมมือกัน 

ทางหนึ่งที่ ASA ได้ทำไปแล้วก็คือการจัดทำทะเบียนอาคารที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เพื่อรวบรวมข้อมูลอาคารที่มีคุณค่าทั้งทางด้านศิลปสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์โบราณคดี หรือมีคุณค่าต่อสังคม ที่กำลังอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพหรือถูกคุกคามจากการปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข้อมูล หรือแสดงทรรศนะเพื่อหาทางออกที่เหมาะสม ได้ที่เว็บไซต์ www.thai-heritage-building.com หรือเข้าผ่านหน้าเว็บของสมาคมสถาปนิกสยามฯ ที่ www.asa.or.th

สัปดาห์แรกเพื่อให้เข้ากระแสกับเทศกาลกินเจ จึงขอเริ่มด้วยการนำชมศาลเจ้าจีนที่เพิ่งได้รับรางวัลอนุรักษ์ฯดีเด่นประจำปี 2550 นี้ พร้อมภาพลายเส้นสวย ๆ ฝีมือสถาปนิกและนักศึกษาสถาปัตย์ เผื่อใครมีโอกาสได้แวะไปสักการะจะได้ไม่ลืมสำรวจคุณค่าของศาสนสถานแห่งนี้ไปด้วย 

ศาลเจ้าเกียนอันเกง เป็นศาลเจ้าจีนใจกลางกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ริมน้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงข้ามกับปากคลองตลาด แม้เบื้องหน้าของศาลเจ้าจะเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่อึกทึกด้วยเสียงคลื่นกระแทกฝั่ง ซึ่งเกิดจากเรือยนต์ที่แล่นผ่านไปมาเกือบตลอดเวลา แต่เมื่อใดที่ได้ก้าวเข้ามาภายในบริเวณศาล กลับจะพบว่าที่แห่งนี้เงียบสงบอย่างไม่น่าเชื่อ และดูเหมือนสมาธิจะบังเกิดขึ้นโดยพลัน อาจกล่าวได้ว่าความสงบของศาลเจ้าแห่งนี้เกิดจากการไม่จัดการ นั่นคือศาลเจ้าแห่งนี้ไม่มีการจัดการเชิงพาณิชย์ในลักษณะการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้ผู้คนหลั่งไหลมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความสงบนี้เป็นผลจากการจัดการด้วยวิสัยทัศน์ที่ดีเยี่ยมของผู้ดูแล 

ศาลเจ้าแห่งนี้เต็มไปด้วยผลงานศิลปะอันวิจิตรบรรจงจากฝีมือช่างในอดีต ซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์เป็นส่วนมาก โดยในส่วนที่ชำรุดไม่ว่าจากสภาพธรรมชาติ หรือจากการกระทำจากมนุษย์ จะเห็นได้ว่ามีการพยายามซ่อมแซมให้คืนสภาพใกล้เคียงของเดิมที่สุด ทั้งด้วยวิธีการและวัสดุแบบดั้งเดิม หรือด้วยเทคนิคใหม่แต่ทำอย่างแนบเนียน แต่ถึงกระนั้นก็อาจยังไม่ทันกาล เพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงการซ่อมแซมตามสภาพมิใช่การป้องกัน และคุณค่ามหาศาลที่ไม่อาจมีอะไรมาทดแทนได้ซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้คราบคร่ำกำลังทรุดโทรมลงทุกส่วนพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นงานแกะสลักไม้ จิตรกรรมฝาผนังและบนบานประตู ลวดลายปูนปั้น รวมทั้งระบบโครงสร้างแบบจีนโบราณ ซึ่งหากได้มีการอนุรักษ์ตามวิธีการที่ถูกต้องในคราวเดียวกันสักครั้งโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ก็อาจชะลอให้ความเสื่อมสลายยืดเวลาออกไปได้อีกหลายปี 

ปัญหาสำคัญของศาลเจ้าแห่งนี้คือ ความเสี่ยงจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์ ซึ่งไม่เห็นถึงคุณค่า และความหมายของศาลเจ้าที่สัมพันธ์กับพื้นที่ตั้งโดยรอบ ที่เคยเรียกกันแต่เดิมว่าย่านชุมชนกุฎีจีน โดยศาลเจ้าเกียนอันเกง หรือกุฎีจีนนี้มีความสำคัญในฐานะความหมายเชิงสัญลักษณ์ของชุมชนเก่าแก่แห่งนี้ ทั้งนี้หากได้มีการจัดการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่นการสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัย มาตรการรักษาความสะอาดของเส้นทางเดินสาธารณะเลียบริมน้ำเจ้าพระยาเพื่อเข้าถึงตัวศาล ตลอดจนบริเวณชุมชนโดยรอบ ด้วยการปลุกจิตสำนึกร่วมกันจากทุกภาคส่วนในชุมชน ก็คาดว่าจะสามารถปกปักรักษามรดกสถาปัตยกรรมแห่งนี้ เพื่อรักษาทุนทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืนให้ชุมชน และเป็นตัวอย่างที่น่าศึกษาให้แก่ชุมชนอื่น ๆ ได้ต่อไป. 

แต่เดิมพื้นที่ตั้งศาลเจ้าเกียนอันเกงนี้เคยเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ของชุมชนชาวจีนตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ศาลเจ้าที่สร้างในสมัยนั้นมีอยู่สองศาล ศาลหนึ่งประดิษฐานเจ้าพ่อโจวซือกง ส่วนอีกศาลประดิษฐานเจ้าพ่อกวนอู เมื่อคนจีนย้ายไปอยู่ที่ฝั่งพระนครในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ทั้งสองศาลก็ถูกทอดทิ้งให้ทรุดโทรมลง ต่อเมื่อเจ้าพระยานิกรบดินทร (เจ้าสัวโต ต้นสกุลกัลยาณมิตร) ได้สร้างวัดกัลยาณมิตรขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2368 ในรัชกาลที่ 3 ชาวจีนจากมณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ สกุลตันติเวชกุล และ สกุล สิมะเสถียร ได้เดินทางมากราบไหว้ที่ศาลเจ้าทั้งสองนี้ ครั้นแลเห็นชำรุดทรุดโทรมหนักก็ไม่คิดที่จะซ่อมแซม แต่ได้ร่วมกันรื้อศาลเจ้าทั้งสองลง แล้วสร้างศาลเจ้าใหม่ในที่เดิมเป็นศาลเดียว แต่จะอัญเชิญเจ้าพ่อโจวซือกง และเจ้าพ่อกวนอูไปประดิษฐานที่ใดไม่ปรากฏ ส่วนศาลเจ้าที่สร้างใหม่ได้เปลี่ยนองค์พระประธานเป็นเจ้าแม่กวนอิม และชื่อศาลเจ้าแห่งนี้ เป็นชื่อที่ใช้ติดต่อสืบมาจนปัจจุบันว่า “ศาลเจ้าเกียนอันเกง” 

** ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะด้านงานสถาปัตย์เชิงอนุรักษ์ได้ที่ www.thai-heritage-building.com หรือ เข้าผ่านหน้าเว็บของ www.asa.or.th **
Comments