นัยยะบางประการเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมกลาโหม

โพสต์13 ส.ค. 2553 19:41โดยSudjit Sananwai   [ อัปเดต 13 ส.ค. 2553 20:50 ]
ผศ.สุดจิต สนั่นไหว, “นัยยะบางประการเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมกลาโหม”, บทความใน ART+ARCH วารสารวิชาการวิทยาลัยสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต
ฉบับที่ 4 ปีการศึกษา 2548.


เมื่อกล่าวถึงคำว่า “กลาโหม” ที่คุ้นเคยกันในนามของกระทรวงกลาโหม ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ได้ให้ความหมายไว้ว่า

กลาโหม [กะลาโหม] น. ชื่อกรมที่ปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้ในสมัยโบราณ มีสมุหพระกลาโหมเป็นประธาน; ชื่อกระทรวงการทหาร; การชุมนุมพลรบ

แต่หากกล่าวถึง “กลาโหม” ในความหมายกิจการทหารของชาติ [1] ถือว่าได้ก่อกำเนิดมาพร้อม ๆ การกำเนิดของชาติไทย โดยมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ อาณาจักรสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดระบบ การทหารให้ทัดเทียมกับอารยประเทศ ได้โปรดเกล้าฯ ให้รวมทหารบกและทหารเรือเข้าด้วยกัน โดยตราพระราชบัญญัติจัดตั้งกรมยุทธนาธิการขึ้น เมื่อ 8 เมษายน พ.ศ.2430 มีสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศฯ เป็นเสนาบดี และต่อมาได้ยกฐานะเป็นกระทรวงยุทธนาธิการ เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ. 2433 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหม ปกครอง บังคับบัญชาทหารบก ฝ่ายเดียว ส่วนทหารเรือแยกไปตั้งเป็นกระทรวงทหารเรือ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ยุบกระทรวงทหารเรือเข้ากับกระทรวงกลาโหม เมื่อ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2474 และยกฐานะกรมทหาร อากาศเป็นกองทัพอากาศ เมื่อ 9 เมษายน พ.ศ.2480 กิจการทหารไทยจึงมีทั้ง กองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศ เป็นส่วนราชการขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมใน พ.ศ.2481


สถาปัตยกรรมกลาโหม 

ศาสตราจารย์พลเรือตรีสมภพ ภิรมย์ ร.น. ได้ให้ความหมายของว่า “MILITARY ARCHITECTURE” [2] ไว้ว่าหมายถึง ป้อมปราการ (ปราการ คือกำแพง) ค่าย คู ประตูเมือง หอรบ คลังสรรพาวุธ คลังยุทโธปกรณ์ อนุสรณ์สถาน อนุสาวรีย์เทิดทูนวีรกรรมแด่วีรชนผู้ทำการรบต่อสู้อริราชศัตรู ประตูชัย ตลอดจนโรงเรียนที่สอนวิชาการทหาร โดยรวมเรียกว่า “สถาปัตยกรรมกลาโหม”
 
รูปที่ 1 แผนที่เก่ากรุงศรีอยุธยา แสดงให้เห็นกำแพงเมือง

สถาปัตยกรรมกลาโหมที่สำคัญของชาติแห่งหนึ่งคือ “ศาลาว่าการกลาโหม” ปัจจุบันเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ ในอดีตคือโรงทหารหน้าซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหมื่นไวยวรนาถ ซึ่งต่อมาได้เป็น จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) เป็นผู้ดำเนินการจัดตั้งโรงทหารหน้าขึ้น ณ ที่ตั้งกระทรวงกลาโหมปัจจุบัน ซึ่งในเวลานั้นเป็นที่ตั้งของฉางหลวงเก่า อยู่ข้างศาลหลักเมือง โดยมีขอบเขตทางด้านตะวันออก นับจากฉางข้าวเลียบไปตามริมคลองหลอด ถึงสะพานช้างโรงสี กว้าง 3 เส้น 10 วา ส่วนยาววัดจากศาลหลักเมืองถึง ฉางข้าวริมคลองหลอด ยาว 5 เส้น สร้างเป็นอาคารตึก 3 ชั้น ค่าก่อสร้าง 7,000 ชั่ง เครื่องตกแต่งและเครื่องประกอบเป็นเงิน 125 ชั่ง จุทหารได้ประมาณ 1 กองพลน้อย สามารถบรรจุกำลังพล อาวุธ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ เสบียงอาหาร รวมทั้งโรงครัวของกรมทหารหน้าไว้ได้หมด โดยจัดแบ่งพื้นที่ใช้ประโยชน์ ดังนี้


- ด้านหน้า ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก ตรงข้ามกับวัดพระแก้ว เฉพาะตอนกลางเป็นมุข 3 ชั้น ชั้นบนเป็นที่เก็บสรรพาวุธ และเป็นพิพิธภัณฑ์ทหาร ชั้นกลางเป็นที่ประชุมนายทหาร ชั้นล่างเป็นที่ฝึกหัดการฟันดาบ
- ด้านขวา ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ ชั้นบนเป็นที่อยู่ของทหาร ชั้นกลางเป็นที่ประชุมอบรมทหาร ชั้นล่างเป็นคลังเก็บยุทธภัณฑ์และครุภัณฑ์ หน่วยทหารที่อยู่ทางด้านนี้มี ทหารปืนใหญ่ โรงพยาบาลทหาร โรงม้า และโรงฝึกม้า
- ด้านซ้าย อยู่ทางทิศใต้ จัดแบบด้านขวา หน่วยทหารมี ทหารราบและทหารช่าง ปลายสุดของด้านนี้สร้างเป็น หอนาฬิกา ชั้นล่างของหอเป็นเครื่องสูบน้ำ และโรงงานของทหารช่าง ชั้นสองเก็บยุทธภัณฑ์ ชั้นสามเป็นถังเก็บน้ำ ชั้นสี่เป็นหน้าปัทม์นาฬิกา ซึ่งมองเห็นได้สองด้าน ชั้นห้าเป็นที่รักษาการณ์ และที่ตรวจการณ์ มีไฟฉายและโทรศัพท์พร้อม
- ด้านหลัง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก มีสระน้ำให้ใช้อาบ ซักเสื้อผ้าและหัดว่ายน้ำ มีฉางข้าวสำหรับเก็บข้าวสาร สำหรับเลี้ยงทหาร มีโรงครัวประกอบเลี้ยง

รูปที่ 2 อาคารโรงทหารหน้า (ที่มา http://www1.mod.go.th/heritage/nation/military/military1/index07.htm) 

อาคารหลังนี้สร้างเสร็จ และทำพิธีเปิดใช้เป็นโรงทหารหน้า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2427 ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2433 ได้ยกฐานะกรมยุทธนาธิการเป็นกระทรวงยุทธนาธิการ และได้ตั้งกองบัญชาการ อยู่ ณ ที่นี้ จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้ขนานนามโรงทหารนี้ว่า ศาลายุทธนาธิการ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2439 ได้ย้ายที่ว่าการกระทรวงกลาโหม จากศาลาลูกขุนใน ออกมาอยู่ที่ตึกหลังกลาง ด้านหน้าของศาลายุทธนาธิการ และได้เปลี่ยนชื่อว่า ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม [3] 



สัญลักษณ์แห่งกลาโหมในอดีต 

เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่สะท้อนให้ระลึกถึงการหารของไทยในอดีต มีสัญลักษณ์บางอย่างที่เห็นว่าเกี่ยวข้องพอประมวลไว้สำหรับใช้เป็นแนวทางในการออกแบบสถาปัตยกรรมกลาโหมของไทย ได้ดังนี้ 
1. เครื่องรางของขลัง ยันต์ ธงชัย : กำลังใจในการศึก 
2. กลอง : เครื่องบอกสัญญาณ 
3. ช้าง : ยุทธปัจจัยหลัก 
4. ทวารบาล : ทหารเอกผู้อารักขา 

เครื่องรางของขลัง ยันต์ ธงชัย : กำลังใจในการศึก 

รูปที่ 3 ยันต์มหาศิริมงคล (ใช้ลงเป็นเสื้อยันต์หรือผ้าประเจียด เป็นตะกรุดก็ได้ เชื่อว่าเป็นศิริมงคลดียิ่งนัก คุ้มกันอันตรายทั้งปวง ) ที่มาhttp://www.mahamodo.com/modo/cabalistic_writing/cabalistic_writing_menu.asp 

นักรบและนักมวยไทยในสมัยโบราณ ไม่เพียงแต่เรียนรู้การใช้อาวุธและอวัยวุธเท่านั้น หากจำเป็นต้องเรียนรู้การใช้อำนาจของจิตในการต่อสู้ ทั้งจากการจูงจิต สมาธิ คาถาอาคม ว่านยา ธาตุกายสิทธิ์ และเครื่องของขลังในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจให้ให้เข้มแข็งมั่นคงกว่าฝ่ายตรงข้ามและปกป้องอันตรายในขณะต่อสู้ จนอาจถือได้ว่าเป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งของนักรบไทยทีเดียว ดังที่พบได้ในวรรณคดีเรื่องขุนช้าง-ขุนแผน ที่สะท้อนค่านิยมและชีวิตความเป็นอยู่ในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลายจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ได้เป็นอย่างดี ตัวขุนแผนเองนอกจากหน้าตาดี มีคาถาอาคมแล้ว ก็มีของวิเศษสามสิ่ง คือดาบฟ้าฟื้น กุมารทอง และม้าสีหมอก ประจำกายอีกด้วย [4] 



ธงชัย
 

ธงชัยเป็นธงที่ใช้เนื่องในพระมหากษัตริย์ เป็นสัญลักษณ์หนึ่งซึ่งแสดงถึงพระสถานะแห่งการเป็นจอมทัพ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงสถาปนาธงชัยกระบี่ธุช พระครุฑพ่าห์ขึ้น 2 ชุด มีลักษณะเป็นธงสามชาย ขนาดเล็ก 1 คู่ และขนาดใหญ่ 1 คู่ ที่คันธงของธงชัยทั้งคู่นี้ มีโลหะปิดทอง รูปกระบี่ และครุฑยุดนาคเป็นเครื่องประกอบ จึงเรียกว่า ธงชัยพระกระบี่ธุชพระครุฑพ่าห์ใหญ่ และ ธงชัยพระกระบี่ธุชพระครุฑพ่าห์น้อย 

ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2453 ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้าง ธงชัยพระราชกระบี่ยุทธ มีรูปวานรทรงเครื่องบนพื้นผ้าสีแดง และ ธงชัยพระครุฑพ่าห์ มีรูปครุฑสีแดงบนพื้นผ้าเหลือง เพิ่มขึ้นจากของเดิมดังกล่าวแล้ว เนื่องจากได้มีการขุดพบแผ่นสำริดรูปกระบี่ 1 รูป รูปครุฑ 1 รูป ซึ่งเป็นธงชัยประจำพระมหากษัตริย์แต่โบราณ 

รูปที่ 4 ธงชัยราชกระบี่ธุช และธงชัยพระครุฑพ่าห์ใหญ่ 

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2472 ได้นำหลักประเพณีเดิมที่ปรากฏอยู่ใน โคลงพระราชพิธีทวาทศมาศ มาใช้ในพระราชปฏิบัติระเบียบการเชิญธง โดยให้ธงพระกระบี่ธุชอยู่ทางซ้าย ธงพระครุฑพ่าห์น้อยอยู่ทางขวา และเรียกว่า ธงชัยราชกระบี่ยุทธ และ ธงชัยพระครุฑพ่าห์ 

ส่วนธงชัยเฉลิมพล เป็นธงประจำหน่วยทหารที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ธงชัยเฉลิมพลถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของทหาร ที่ทหารทุกคนต้องเคารพสักการะ และพิทักษ์รักษาไว้ด้วยชีวิต การปฏิบัติต่อธงชัยเฉลิมพลทุกขั้นตอน ต้องเป็นไปตามพิธีการ ระเบียบแบบแผนที่วางไว้อย่างเข้มงวดกวดขัน ในโอกาสที่จะเชิญธงชัยเฉลิมพลออกประจำที่ จะต้องเป็นพิธีการที่มีความสำคัญเกี่ยวกับเกียรติยศและเชิดหน้าชูตาเท่านั้น เช่น พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนของทหาร และไปราชการสงคราม เป็นต้น 

กลอง : เครื่องบอกสัญญาณ 

ในสมัยโบราณมีการใช้ประโยชน์จากกลองเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ระดับกลุ่มชน ในฐานะเครื่องดนตรี กองทัพในฐานะกลองศึก และบ้านเมืองในฐานะที่ใช้ตีบอกสัญญาณต่าง ๆ ในความเป็นอยู่ประจำวัน แม้แต่วัดในพระพุทธศาสนา ก็ใช้ประโยชน์จากสัญญาณการตีกลอง ในการปฏิบัติสมณกิจประจำวัน 

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีการสร้างหอกลองประจำเมือง โดยให้อยู่ในความควบคุมดูแลของกรมพระนครบาล ลักษณะของหอกลองเป็นหอสูงสามชั้น สร้างด้วยไม้ สูง 1 เส้น 10 วา หลังคาเป็นทรงยอดสูง แต่ละชั้นจะมีกลองอยู่ประจำชั้น ดังนี้ 

- ชั้นบน เป็นที่ตั้งของกลองขนาดเล็ก มีชื่อว่า "มหาฤกษ์" ใช้ตีเมื่อมีข้าศึกเข้ามาประชิดพระนคร 

- ชั้นกลาง เป็นที่ตั้งของกลองขนาดกลาง มีชื่อว่า "พระมหาระงับดับเพลิง" ใช้ตีเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ เมื่อเกิดเหตุ เพลิงไหม้บริเวณรอบพระนคร จะตีกลองนี้ 3 ครั้ง ถ้าเพลิงไหม้บริเวณเชิงกำแพงเมือง หรือบริเวณกำแพงเมือง จะตีกลองนี้ตลอดเวลา จนกว่าเพลิงจะดับ 

- ชั้นล่าง หรือเรียกอีกอย่างว่า ชั้นต้น จะเป็นที่ตั้งของกลองขนาดใหญ่ มีชื่อว่า "พระทิวาราตรี" ใช้ตีบอกเวลา เริ่มตั้งแต่ เวลาเช้า เวลาเที่ยง และเมื่อตะวันยอแสงเวลาพลบค่ำ นอกจากนั้นก็จะตีในโอกาสที่จะมีการประชุม เรียกว่า ย่ำสันนิบาต 

รูปที่ 5 หอกลองประจำพระนคร (รื้อไปแล้ว) และศาลเจ้าพ่อหอกลองในสนามกลางกระทรวงกลาโหม 

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างหอกลองประจำเมือง ขึ้นที่บริเวณใกล้คุกเก่าที่หับเผย ตรงข้ามกับวัดพระเชตุพน ปัจจุบันคือที่ตั้งกรมการรักษาดินแดน หอกลองมีลักษณะเช่นเดียวกับ สมัยกรุงศรีอยุธยา ยอดมณฑป ภายในประดิษฐานกลองขนาดใหญ่ 3 ใบ 

- กลองย่ำพระสุริย์ศรี ขนาดกว้าง 82 เซนติเมตร ยาว 82 เซนติเมตร สำหรับตีบอกเวลา 

- กลองอัคคีพินาศ มีขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 61 เซนติเมตร สำหรับตีเมื่อเกิดเพลิงไหม้ 

- กลองพิฆาตไพรี มีขนาดกว้าง 44 เซนติเมตร ยาว 46 เซนติเมตร สำหรับตีเมื่อเกิดศึกสงคราม 





ช้าง : ยุทธปัจจัยหลัก 
ตั้งแต่อดีตกาลช้างมีความสำคัญต่อชาติไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในทางด้านการทหารและสัญลักษณ์แห่งความมั่นคงของชาติ ช้างเผือกถือเป็นสัตว์มงคลแห่งองค์พระมหากษัตริย์ ช้างเผือกเป็นสิ่งหนึ่งในแก้ว 7 ประการ อันเป็นเครื่องหมายของพระเจ้าจักรพรรดิ ได้แก่ 1. จักรแก้ว 2. ช้างแก้ว 3. ม้าแก้ว 4. มณีแก้ว 5. นางแก้ว 6. ขุนคลังแก้ว 7. ขุนพลแก้ว 

และเมื่อพิจารณาจากข้อความที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่หนึ่งดังนี้ 

ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด มาท่เมืองตากพ่อกูไปรบ
ขุนสามชนหัวซ่ายขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสาม
ชนเกลื่อน เข้าไพร่ฟ้าหน้าใส พ่อก็หนีญญ่ายพายจแจ้ - 
(น กู) บ่หนี กูขี่ช้างแบกพลกูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อ
(ช้า) งด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้างขุนสามชน 
ตัวชื่อ มาส เมืองแพ้ ขุนสามชนพ่าย หนี 

ย่อมเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าในสมัยที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ครั้งที่พระเจ้ารามคำแหงมหาราชกระทำยุทธหัตถี "ช้าง" คือขุนพลที่ร่วมรบอยู่ในสมรภูมิจนมีชัยชนะต่อขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด และยังพบว่าในศิลาจารึกหลักเดียวกันด้านที่ ๓ กล่าวถึงพ่อขุนรามคำแหงได้แต่งช้างเผือกตัวโปรดด้วยเครื่องคชาภรณ์แล้วพระองค์ทรงประทับช้างนำราษฏรไปบำเพ็ญกุศลตามพระอารามในอรัญญิก จะเห็นได้ว่าทั้งในยามศึกและยามสงบช้างอยู่คู่แผ่นดินสุโขทัยเรื่อยมา 

สงครามช้างเผือก 
กล่าวได้ว่าสาเหตุของการทำสงครามมีต้นเหตุมาจาก "ช้างเผือก" เนื่องจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา ทรงมีบุญญาธิการมากได้ช้างเผือกถึง 7 เชือก กิตติศัพท์การมีช้างเผือกมากนี้ปรากฏไปในนานาประเทศ พระเจ้าหงสาวดีจึงมีพระราชประสงค์จะได้ช้างเผือกบ้าง จึงมีพระราชสาสน์เข้ามาขอช้างเผือก ทว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิไม่ยอม พระเจ้าหงสาวดีจึงยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงทรงยกทัพเข้าชนช้างกับพระเจ้าหงสาวดี แต่ช้างพระที่นั่งของพระองค์เสียทีแก่ข้าศึก สมเด็จพระมเหสีสุริโยทัย ซึ่งแต่งพระองค์เป็นชายโดยเสด็จมาด้วยทรงเกรงว่าพระสวามีจะได้รับอันตรายจึงขับช้างเข้ามากันไว้ จนต้องคมอาวุธสวรรคตอยู่บนคอช้าง 

ยุทธหัตถี 
ยุทธหัตถีครั้งสำคัญที่ 2 ของกรุงศรีอยุธยาคือ ยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชา แห่งกรุงหงสาวดี ที่ตำบลหนองสาหร่าย แขวงเมืองสุพรรณบุรี ในการรบครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงช้างพระที่นั่งคือเจ้าพระยาไชยยานุภาพซึ่งกำลังตกมัน เข้าทำยุทธหัตถีและมีชัยต่อพระมหาอุปราชาในสมรภูมิเดียวกันนี้สมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชาเข้าชนช้างกับมังจาจะโร ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงของพระมหาอุปราชาก็ทรงได้รับชัยชนะด้วยเช่นกัน บันทีกของชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาได้ให้ความสำคัญต่อวีรกรรมในครั้งนี้ของพระนเรศวรไว้อย่างชัดเจน เช่นในจดหมายเหตุของ Jeremias Van Vliet ได้กล่าวถึงถ้อยคำที่สมเด็จพระนเรศวรตรัสกับเจ้าพระยาไชยานุภาพช้างทรงของพระองค์ไว้ว่า 

"เจ้าผู้เป็นบิดาแห่งแว่นแคว้นนี้ถ้าเจ้าละทิ้งข้าไปเสียแต่ตอนนี้แล้วเท่ากับว่า เจ้าทิ้งตัวของเจ้าเองและโชคชัย ทั้งปวง เพราะข้าเกรงว่าเจ้าจะไม่ได้รับเกียรติยศอันใดอีกแล้วและไม่มีเจ้าชายองค์ใดทรงขี่เจ้าอีก คิดถูเถิดว่าตอนนี้เจ้ามีอำนาจเหนือเจ้าชีวิตถึงสองพระองค์และเจ้าสามารถนำชัยชนะมาให้แก่ข้าได้ จงดูประชาชนที่น่าสงสารของเราพวกเขาจะพ่ายแพ้ยับเยินเพียงใด จะแตกกระสานซ่านเซ็นอย่างไร ถ้าหากเราหนีจาก สนามรบ แต่ถ้าหากเราหยัดยืนอยู่อย่างมั่นคงด้วยความกล้าหาญของเจ้า และด้วยกำลังขาแขนของเราทั้งสอง ชัยชนะก็จะตกเป็นของเราอย่างแน่นอน และเมื่อได้รับชัยชนะแล้ว เจ้าก็จะได้เกียรติยศร่วมกับข้า" 

พระดำรัสของสมเด็จพระนเรศวรที่ประทานให้แก่เจ้าพระยาไชยนุภาพมีผลทันตาดังที่เอกสารฉบับนี้บันทึกไว้ว่า 

"ขณะที่ทรงรับสั่ง พระนเรศวรก็ประพรมน้ำมนต์ซึ่งปลุกเสกโดยพราหมณ์เพื่อใช้ในโอกาสเช่นนี้ลงบนหัวช้าง ๓ ครั้ง ทรงพระกรรณแสงจนกระทั่งหยาดพระสุชลหลั่งลงบนงวงช้าง ช้างทรงแสนรู้ได้กำลังใจจากคำดำรัส น้ำมนต์ และหยาดพระสุชลของเจ้าชายผู้กล้าหาญ ก็ชูงวงขึ้นหันศีรษะวิ่งเข้าหาข้าศึก ตรงไปยังพระมหาอุปราชาดุจจะบ้าคลั่ง การประลองยุทธของช้างตัวนี้เป็นที่น่าสะพรึงกลัวและน่าอัศจรรย์ ช้างทรงตัวที่ใหญ่กว่าพยายามใช้งาเสยช้างที่ตัวเล็กกว่าให้ถอยกลับไปในที่สุดช้างทรงที่ตัวเล็กกว่าได้เปรียบ วิ่งเลยช้างตัวใหญ่ร้องแปร๋น แปร้น ทำให้พระมหาอุปราชาทรงตกพระทัย พระเจ้ากรุงสยามจึงฉวยโอกาสปราบพระเจ้าแผ่นดินพะโคโดยทรงตีพระเศียรพระเจ้าแผ่นดินพะโคอย่างแรงด้วยขอช้าง และทรงใช้พระแสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชาจนกระทั่งหล่นลงมาสิ้นพระชนม์บนพื้นดิน และพระองค์ทรงจับช้างได้" 

เมื่อเข้าสมัยที่กรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ช้างยังคงเป็นกำลังสำคัญในการทำสงครามมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อ พ.ศ.2388 ครั้งที่ไทยรบกับญวนที่เมืองเขมร เจ้าพระยาบดินทร์เดชาได้ใช้ช้างรบออกไล่แทงข้าศึกจนทัพญวนพ่ายแพ้แตกกระจาย 

รูปที่ 6 ธงช้างเผือก 

บทบาทของช้างต่อประวัติศาสตร์ชาติไทยยังรวมไปถึงการประกาศใช้ธงช้างเผือกเป็นธงชาติสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ล่วงมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 จึงทรงเปลี่ยนมาใช้ธงไตรรงค์ [5] 



ทวารบาล : ทหารเอกผู้อารักขา 
การเขียนรูปทวารบาลบนบานประตู เชื่อว่าเริ่มมีในประเทศจีน ในสมัยพระเจ้าถังไท้จงฮ่องเต้ดังตำนานว่า [6] 

พญาเล่อ๋อง ผู้มีหน้าที่ให้ฝนแก่ชาวโลกเกิดพลาดพลั้งให้ฝนมากเกินไปราษฎรเดือดร้อนมาก เง็กเซียนฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้งุยเต็งจัดการประหารพญาเล่อ๋อง โดยงุยเต็งนั้นมีชีวิตสองภาคอยู่ในเมืองมนุษย์และเมืองผี ในเมืองมนุษย์รับราชการอยู่กับพระเจ้าถังไท้จงฮ่องเต้ ส่วนในเมืองผีทำหน้าที่เป็นเพชรฆาต พญาเล่อ๋อง จึงมาเข้าฝันพระเจ้าถังไท้จงฮ่องเต้ให้ช่วยว่ากล่าวกับงุยเต็งขอชีวิตไว้ พระเจ้าถังไท้จงเมื่อก่อนบรรทม ก็ให้หางุยเต็งเข้าเฝ้าแล้วอุบายชวนเล่นหมากรุกหลายกระดาน จนงุยเต็งง่วงนอนเกิดเผลอหลับไป ขณะเข้าภวังค์ชั่วครู่นั้นงุยเต็งก็ละเมอขึ้นว่า “ซัว” หมายถึง “ฆ่า” แล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นเล่นหมากรุกต่อไป พระองค์สงสัยก็ถามขึ้นว่า ตอนม่อยหลับไปนั้นละเมอว่าอย่างไร งุยเต็งเล่าความฝันให้ฟังโดยละเอียด พระเจ้าถังไท้จงก็ทรงเสียพระทัยที่รับปากกับพญาเล่อ๋องแล้วแต่ทำตามคำตรัสมิได้ แม้จะได้อุตส่าห์ทรงชวนมาเล่นหมากรุกแล้ว งุยเต็งก็ยังงีบไปประหารชีวิตพญาเล่อ๋องที่เมืองผีได้ 

ฝ่ายวิญญาณพญาเล่อ๋องแค้นเคืองพระเจ้าถังไท้จงไม่หาย มาคอยรังควานพระองค์อยู่ทุกคืน ทำให้ทรงพักผ่อนไม่เพียงพอ ในเวลานั้นทหารเอกคู่พระทัย 2 คน คือ อวยชีจง และซินซกโป้ ซึ่งมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าถังไท้จงอย่างยิ่งจึงรับอาสาเฝ้าพระทวารห้องบรรทมมิให้ปีศาจพญาเล่อ๋องมารบกวนได้ แต่นานวันเข้าทหารทั้งสองนายก็กลับจะเจ็บป่วยเสียเอง เพราะต้องยืนเฝ้าตลอดคืน พระองค์ทรงมีพระทัยเมตตา จึงโปรดให้แก้ไขโดยหาช่างฝีมือดีเข้ามาเขียนภาพอวยชีจง และซินซกโป้ที่บานทวารห้องพระบรรทมนั้นบานละคน ให้มีขนาดใหญ่เท่าตัวจริง แต่งกายถืออาวุธยืนหน้าตาถมึงทึง ทำเป็นเสมือนเวลาที่ทั้งสองมาเข้าเฝ้าถวายอารักขานั้น โดยเจ้าตัวไม่ต้องมายืนอย่างแต่ก่อน แต่นั้นมาปีศาจพญาเล่อ๋องก็มิได้มารบกวนอีกเลย 

นับแต่นั้นก็เกิดคติการเขียนทวารบาลสืบต่อมา ซึ่งไทยเราก็คงรับคตินี้เข้ามาด้วย หากแต่ได้เปลี่ยนมาเขียนเป็นทวารบาลแบบไทย ซึ่งดูจะเลือนความหมายจากการเป็นนักรบดุดันมาเป็นเทพยดาหน้าตาอ่อนหวานยืนอารักขาที่บานประตูแทน อาวุธที่เคยถือเป็นแบบอาวุธจีน เช่น ดาบเล่มใหญ่ยาว หรือเกาทัณฑ์ก็เปลี่ยนมาเป็นพระขรรค์บ้าง เป็นธนูบ้าง ทั้งยังอาจเปลี่ยนจากการเขียนเป็นภาพจิตรกรรมมาทำเป็นลายรดน้ำบ้าง ทำเป็นภาพจำหลักไม้บ้างตามความนิยมและความสามารถของช่างไทยโบราณ โดยจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของทวารบาลไทยคงอยู่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นยุคที่รับอิทธิพลตะวันตก ได้พบว่าทวารบาลแบบเทพยดาถูกเปลี่ยนมาเป็นทหารในเครื่องแบบถือปืนยาวแทน ดังปรากฏที่บานประตูกำแพงแก้ว วัดราชบพิธ กรุงเทพฯ อันเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 หรืออาจจะได้พบบ้างในต่างจังหวัดที่ทำเป็นรูปทหารแต่งเครื่องแบบอย่างฝรั่งเช่นกัน 

รูปที่ 7 ทวารบาลแบบจีนที่พบเห็นได้ทั่วไป และทวารบาลไทยที่ประตูกำแพง วัดราชบพิธ 






[1] โครงการหอมรดกไทย, http://www1.mod.go.th/heritage/nation/military/military1/military.htm 
[2] ศาสตราจารย์พลเรือตรีสมภพ ภิรมย์ ร.น., สถาปัตยกรรมกลาโหม, อมรินทร์พริ้นติ้ง, ม.ป.ป. 
[3] http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/bangkok/index7.htm 
[4] http://www.muaychaiya.com/page03.html 
[5] สถาบันคชบาลแห่งชาติ, http://thailandelephant.org/elephant3.php3 
[6] เรียบเรียงจากหนังสือ “สายหยุดพุดจีบจีน” หน้า79-86


ก่อนหน้า: The Lost of Breathable Wall (in Thai)
Ċ
Sudjit Sananwai,
13 ส.ค. 2553 20:06
Comments