ฟักทอง

posted Apr 12, 2011, 8:11 PM by Nuttaporn Surapitthayanon   [ updated Apr 12, 2011, 9:01 PM ]
สายพันธุ์

   1.ฟักทองของไทย 
   2. พันธุ์คางคก 

        แบ่งเป็นคางคกพันธุ์ดำ เปลือกสีเขียวเข้มอมดำ จึงถึงแดงออกน้ำตาล ขรุขระเป็นปุ่มปม คล้ายผิวคางคก ส่วนก้นยุบเข้าไปในผล มีทั้งลูกเล็ก ลูกใหญ่ ตั้งแต่ 2-15 กิโลกรัม และคางคกพันธุ์ลาย หรือข้าวตอก ผิวขรุขระเหมือนกันแต่มีลายสีขาว สีเขียว หรือเหลืองแซม












   
   3. พันธุ์ศรีเมือง
        ผิวคางคก ผลเป็นพูเนื้อหนาเหนียวแน่น สีเหลืองสด รสหวาน มัน 

   4. พันธุ์ญี่ปุ่น
        เป็นพันธุ์ที่ปลูกทางภาคเหนือทั้งที่ราบและที่สูง โดยเฉพาะมูลนิธิโครงการหลวง มอบพันธุ์นี้ให้ชาวเขาปลูกกัน เป็นล่ำเป็นสัน ผิวเรียบ ผลเล็ก น้ำหนักตั้งแต่ 800 กรัม - 2 กิโลกรัม ผลสีเขียวเข้ม เมื่อแก่จัดสีจะเหลืองเข้ม เมล็ดน้อย เนื้อสีเหลืองเหนียว นำมานึ่งรสหวาน มัน ผลขนาดเล็ก เหมาะสำหรับทำสังขยาฟักทอง

   5. พันธุ์สีส้ม
        เป็นอีกพันธุ์ที่นิยมปลูกทางเหนือ ผิวเรียบ ผลเล็ก ทรงกลมแบน ผลแก่จัดเป็นสีส้มเสมอกันทั้งผล เนื้อแน่น เหนียว รสหวาน มัน แต่พันธุ์ญี่ปุ่นกินอร่อยกว่า

   6. พันธุ์อัศนี
        เป็นพันธุ์ลูกผสมที่เกษตรกรเริ่มนิยมปลูก เพราะเนื้อเหนียว แน่น เป็นผิวคางคก แต่ไม่เป็นพูเหมือนศรีเมือง ผิวเป็นปุ่มและนูน ยิ่งแก่ยิ่งมีปุ่มนูนเป็นจำนวนมาก เนื้อยิ่งอร่อย รสหวาน มันมาก ผลอ่อนสีเขียวเข้มแต่ไม่เลื่อม ผลแก่สีเขียวเข้มปนเหลือง ส่วนผลแก่จัดเป็นสีเขียวแกมส้มขึ้นนวลขาว ถ้ามีโอกาสลงใต้ จะเห็นฟักทองอัศนีวางขายตามตลาดสด ตั้งแต่ท่ายางลงไปถึงชุมพร และระนอง

   7. พันธุ์คิงคอง
   8. พันธุ์ผลมะพร้าว
   9. พันธุ์ข้องปลา

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา กับการปลูกฟักทองแบบปลอดภัย

    "ฟักทอง" จัดเป็นผักในตระกูลแตง ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศทางแถบทวีปอเมริกาคือ สหรัฐอเมริกาและประเทศเม็กซิโก เป็นต้น จากประวัติความเป็นมาสืบได้ว่า ฟักทอง มีการปลูกมาตั้งแต่ 10,000-30,000 ปี ที่ผ่านมา จัดเป็นพืชผักที่มีการใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนานที่สุดชนิดหนึ่ง สำหรับประเทศไทย ฟักทอง จะมีชื่อเรียกแตกต่างตามพื้นที่ อาทิ ภาคใต้ จะเรียก "น้ำเต้า" ภาคเหนือ เรียก "ฟักเขียว", "มะฟักแม้ว" ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียก "ฟักเหลือง", "หมากอึ" และภาคกลาง เรียก "ฟักทอง" เป็นต้น ในทางโภชนาการจัดให้ฟักทองเป็นพืชผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงชนิดหนึ่ง น้ำหนักของฟักทองสด จำนวน 100 กรัม (1 ขีด) จะมีปริมาณเส้นใย 1.1 กรัม วิตามินเอ 1,600 IU และวิตามินซี 9 มิลลิกรัม นอกจากนั้น ยังจัดเป็นพืชผักที่มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ในทางการแพทย์มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ว่า สารเบต้าแคโรทีนเป็นสารตั้งต้นในการสร้างวิตามินเอปกป้องผิวหนังจากรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดด และยังเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระและยังมีส่วนช่วยในการกำจัดเซลล์มะเร็ง

    สำหรับบ้านเราพบว่า ฟักทอง ที่ปลูกเพื่อการบริโภคนั้น ลักษณะของพันธุ์จะมีเปลือกสีเขียวคล้ำ ร่องผลเป็นพูสม่ำเสมอ หรือเปลือกขรุขระแบบหนังคางคก ผลที่แก่จัดขึ้นนวลสีขาวตั้งแต่ขั้วไปทั้งผล และนิยมปลูกพันธุ์ผลใหญ่ มีน้ำหนักมากกว่า 4-5 กิโลกรัม หรือผลเล็กมีน้ำหนักผลระหว่าง 2-3 กิโลกรัม ในปัจจุบันพันธุ์ฟักทองทางการค้าที่เกษตรกรไทยนิยมปลูกจะใช้พันธุ์ลูกผสม เนื่องจากให้ผลผลิตสูงและมีเปลือกแบบหนังคางคกหรือลายข้าวตอก สภาพพื้นที่และฤดูที่เหมาะสมต่อการปลูกฟักทองจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินที่มีค่า pH=5.5-6.8 จัดเป็นพืชผักที่ทนดินสภาพกรดได้ระดับปานกลาง และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำที่ดี โดยปกติแล้วฤดูการผลิตฟักทองที่เหมาะสมจะปลูกในช่วงเดือนกรกฎาคม-มกราคม จะปลูกหลังจากที่ต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด มีใบจริง จำนวน 1 ใบ หรือเมื่ออายุต้นกล้ามีอายุได้ 9-12 วัน ให้ย้ายปลูก ถ้ามีแหล่งน้ำที่ดี หรือปลูกในช่วงฤดูฝน อาจจะปลูกโดยการหยอดเมล็ดได้โดยตรง ต้นฟักทองจะเริ่มออกดอกหลังจากย้ายปลูกไปประมาณ 40-50 วัน มีช่วงเวลาในการผสมเกสร 10-15 วัน หลังจากผสมเกสร 40-50 วัน จึงเริ่มเก็บเกี่ยวผลแก่ และมีช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยว 15-20 วัน ใช้เวลาตลอดฤดูการผลิตฟักทองในแต่ละรุ่น 100-120 วัน ดอกเพศเมียและเพศผู้จะบานในตอนเช้า จะบานในช่วงเวลา 03.30-06.00 น. อับเรณูจะแตกระหว่างเวลา 21.00-03.00 น. ละอองเรณูจะมีชีวิตอยู่ได้ 16 ชั่วโมง หลังอับเรณูแตกยอดเกสรเพศเมียพร้อมรับการผสมเกสรก่อนดอกบาน 2 ชั่วโมง และหลังดอกบาน 10 ชั่วโมง ดังนั้น ช่วงเวลาที่มีความเหมาะสมในการผสมเกสรคือ ตั้งแต่เวลา 06.00-09.00 น. ต้นฟักทองจะเจริญเติบโตได้ผลดีที่อุณหภูมิระหว่าง 18-27 องศาเซลเซียส จัดเป็นพืชผักที่ไม่ทนต่อความหนาวเย็นจัด อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการงอกของเมล็ดเฉลี่ยอยู่ที่ 25-30 องศาเซลเซียส พบว่าต้นฟักทองจะชะงักการเจริญเติบโตในสภาพอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส

วิธีการเตรียมพื้นที่ปลูกฟักทองแบบปลอดภัย

    ในการเตรียมพื้นที่ปลูกฟักทอง เกษตรกรต้องตรวจสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน เมื่อตรวจพบว่าดินมีค่าความเป็นกรดสูง หรือมีค่า pH ต่ำกว่า 5.5 จะต้องใส่ปูนขาว หินปูน หรือปูนโดโลไมต์ อัตรา 100-200 กิโลกรัม ต่อไร่ (การใส่ปูนขาว ควรใส่ก่อนที่จะลงมือปลูกอย่างน้อย 1 สัปดาห์) หลังจากนั้น ให้ไถพรวนผสมคลุกเคล้าให้ปูนผสมกับดินและตากดินทิ้งไว้ ในการเตรียมดินเพื่อปลูกฟักทองในแต่ละรุ่นจะต้องเริ่มต้นจากการไถพรวนตากดินให้มีความลึกอย่างน้อย 30 เซนติเมตร ปล่อยทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งเดือนเพื่อให้วัชพืชตาย

    นอกจากนี้ การใช้ปุ๋ยหมักเพื่อการปรับปรุงดินเพื่อเพิ่มผลผลิตของฟักทอง การใช้ปุ๋ยหมักอย่างต่อเนื่องจะมีผลดีต่อการปรับปรุงคุณภาพของดิน อัตราการใช้ปุ๋ยหมักขึ้นอยู่กับประเภทของดินที่ใช้ปลูกฟักทอง สำหรับดินทรายหรือดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก อัตราการใส่ปุ๋ยหมักจะสูง ส่วนดินเหนียวในภาคกลางหรือดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางทางภาคเหนือ จะใช้อัตราปุ๋ยหมักที่ต่ำกว่าระยะปลูกฟักทอง ควรจะใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 1 เมตร ระยะระหว่างเถา 4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ 400 ต้น ต่อไร่ ในการเตรียมพื้นที่ด้วยการปักหลักไม้ทุกระยะ 1 และ 4 เมตร ไปตามแนวของพื้นที่ปลูก เปิดร่องใส่ปุ๋ยตามแนวหลักไม้ที่ปักไว้ เปิดร่องให้ลึก 30 เซนติเมตร จากนั้นใส่ปุ๋ยหมักรองพื้น อัตรา 2 ตัน ต่อ 1 ไร่ และใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ จากนั้นเปิดร่องน้ำและกลบปุ๋ยรองพื้น ได้แปลงที่มีความกว้าง 4.5 เมตร ร่องน้ำกว้าง 50 เซนติเมตร ปลูกต้นฟักทองให้ห่างจากขอบแปลง 25 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้น 1.5 เมตร ระยะระหว่างแถว 4 เมตร ปลูก 2 แถว เลื้อยเข้าหากัน จำนวน 1 ต้น ต่อหลุม ยกแปลงให้สูง 30 เซนติเมตร เพื่อให้การระบายน้ำได้ผลดี คลุมพลาสติคกว้าง 1.5 เมตร หรือใช้ฟางข้าวเป็นแถวยาวในแนวที่ย้ายปลูกเพื่อป้องกันการงอกของวัชพืชในระยะที่เถายาว 1.5 เมตร

    สำหรับวิธีการปลูกฟักทองในรูปแบบของเกษตรอินทรีย์นั้น ผศ.ดร.จานุลักษณ์ ขนบดี สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ปลูกฟักทองโดยไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารสังเคราะห์ทุกชนิด มีการปรับปรุงดินให้มีคุณภาพดีโดยใช้ปุ๋ยหมักมีการคลุมดินด้วยวัสดุจากธรรมชาติ เช่น ฟางข้าว ซากพืช และสัตว์ที่ผุพัง มีการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อลดการระบายของศัตรูพืชและมีการอนุรักษ์แมลงที่เป็นประโยชน์ สำหรับน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากพืช เช่น ผักต่างๆ ผลไม้ วัชพืช และสมุนไพร เป็นต้น ใช้อัตราส่วนเศษพืช 3 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน โดยนำวัสดุมาย่อยหรือสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ หรือบดให้ละเอียดคลุกเคล้ากับกากน้ำตาลให้เข้ากันในภาชนะ โดยใส่ให้เกือบเต็ม ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่มมีสภาพอากาศถ่ายเทดี หลังจากการหมักไปได้ 7-10 วัน ให้กรองเอาแต่ของเหลวมาผสมน้ำ อัตราส่วน 1 : 200 หรือ 1 : 1,000 ฉีดพ่นต้นพืชหรือราดลงดินบริเวณรากพืช

    ยังมีสูตรน้ำปุ๋ยชีวภาพที่ทำได้ง่ายๆ เช่น ผสมรำละเอียด 60 กิโลกรัม มูลไก่ 40 กิโลกรัม คลุกให้เข้ากัน จากนั้นใช้เชื้อ พด.1 (เชื้อเร่งการทำปุ๋ยหมัก) 1 ซอง ต่อน้ำ 20 ลิตร คนให้เข้ากันนานประมาณ 15-20 นาที นำน้ำเชื้อ พด.1 ไปเทใส่กองปุ๋ยคลุกให้มีความชื้นมากพอ (สังเกตความชื้นของกองปุ๋ยด้วยการกำวัสดุแล้วคลายมือออก ก้อนวัสดุยังไม่แตก) หลังจากนั้น กองวัสดุที่ผสมเข้ากันดีแล้ว โดยใช้กระสอบป่านคลุม กลับกองปุ๋ยทุกวัน เป็นเวลานาน 7-10 วัน เมื่อปุ๋ยหมักได้ที่แล้วแผ่กองปุ๋ยผึ่งให้แห้งเพื่อเก็บไว้ใช้ได้นาน วิธีการนำมาใช้ผสมปุ๋ยหมักชีวภาพแห้ง อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร แช่ไว้ในถังนานประมาณ 5-7 วัน คนให้ปุ๋ยย่อยสลายจะได้ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่เข้มข้น ปุ๋ยหมักชีวภาพแห้ง อัตรา 1 กิโลกรัม ทำเป็นปุ๋ยน้ำได้ 400-800 ลิตร สามารถนำไปตักรดหรือปล่อยตามร่องให้กับแปลงปลูกฟักทองหรือผสมกับสมุนไพรในการป้องกันและกำจัดศัตรูฟักทองได้ทุกระยะของการเจริญเติบโต

    ผศ.ดร.จานุลักษณ์ ขนบดี ย้ำว่า ในการใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตในการปลูกฟักทองนั้น จะต้องได้รับแร่ธาตุอาหารที่เพียงพอ อาจจะใช้ไม่ได้ผลกับพืชที่ปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การราดน้ำปุ๋ยหมักชีวภาพลงในดินจะเป็นการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ให้แก่ดินบริเวณรากพืช พร้อมกับเป็นการปรับความชื้นในดินบริเวณนั้นให้มีความเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ กิจกรรมต่างๆ ของจุลินทรีย์จะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยใช้อาหารจากปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกหรือพืชสดและวัชพืชที่ใส่ลงในดิน สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้และสร้างสารควบคุมการเจริญเติบโตให้แก่พืชได้อย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง

ปลูกฟักทอง ในเนื้อที่ 1 ไร่

ใช้เมล็ดพันธุ์ 100-150 กรัม

    ในการปลูกฟักทองในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เมล็ดพันธุ์ จำนวน 500-600 เมล็ด หรือเมื่อชั่งเป็นน้ำหนักประมาณ 100-150 กรัม ในการเพาะเมล็ดเพื่อปลูกในแต่ละรุ่นนั้น เกษตรกรจะต้องเพาะต้นกล้าเผื่อความเสียหายของอัตราความงอกของเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าตาย หลังจากการย้ายปลูกไว้อย่างน้อย 20-30% วัสดุที่ใช้ในการเพาะเมล็ดฟักทองนั้น แนะนำให้ใช้ส่วนผสมของ ดิน : ปุ๋ยหมัก : ขุยมะพร้าว = 1 : 1 : 1 โดยดินและปุ๋ยหมักเป็นแหล่งธาตุอาหารต่างๆ สำหรับการเจริญเติบโต สำหรับขุยมะพร้าวช่วยทำให้ก้อนวัสดุเพาะรวมตัวกันเป็นก้อนไม่แตกในขณะที่ย้ายปลูก เมล็ดฟักทองที่จะนำมาเพาะ ควรบ่มด้วยการนำเมล็ดพันธุ์ใส่ในถุงพลาสติคที่เจาะรูให้น้ำเข้าได้ นำไปแช่ในน้ำที่สะอาดนาน 4 ชั่วโมง น้ำจะช่วยให้เมล็ดฟักทองเริ่มงอก นำถุงที่บรรจุเมล็ดพันธุ์ที่อวบน้ำมาห่อด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ แล้วบรรจุลงในถุงพลาสติค รัดปากถุงให้แน่น บ่มในสภาพอุณหภูมิปกติ นาน 12-24 ชั่วโมง จะพบว่ารากเริ่มงอกยาว 0.5 เซนติเมตร จึงนำไปเพาะต่อไป สำหรับการบ่มเมล็ดพันธุ์ฟักทองในช่วงฤดูหนาว ควรจะให้ความอบอุ่นแก่เมล็ดพันธุ์โดยการบ่มในกล่องกระดาษที่ใช้หลอดไฟฟ้า อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการงอกของเมล็ดพันธุ์อยู่ระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส

การตัดแต่งและไว้ตำแหน่งผลของฟักทอง

    การตัดแต่งจะทำหลังจากย้ายต้นกล้าฟักทองลงปลูกในแปลง 10-15 วัน เมื่อถึงระยะมีใบที่ 5 ให้เด็ดยอดทิ้ง หลังจากนั้นภายใน 2 สัปดาห์ จะมีเถาแขนงแตกออกจากมุมใบ 3-4 เถา ให้ติดผลที่เถาแขนง ข้อที่ 5-7 จำนวน 4-5 ผล ให้ติดผลในข้อที่มากกว่า เมื่อผลมีขนาดเท่ากับผลมะนาว ให้คัดเลือกผลที่สมบูรณ์เหลือเพียง 3-4 ผล ต่อต้น หลังจากนั้น ให้ห่อผลเพื่อป้องกันแมลงวันทอง ปล่อยให้แขนงแตกโดยธรรมชาติและปลิดผลอ่อนในส่วนปลายเถาออกทิ้งเป็นระยะๆ ในการตัดแต่งควรจะทำในช่วงเวลาเช้าเพื่อให้บาดแผลแห้งภายในวันนั้น เพื่อเป็นการปกป้องการเข้าทำลายโดยเชื้อแบคทีเรียที่เข้าสู่พืชทางบาดแผลและอาจพ่นสารเคมีป้องกันโรคพืชตามความเหมาะสม นอกจากนี้ วันที่ตัดแต่งถ้าเป็นไปได้เป็นวันที่มีแสงแดดตลอดวันจะยิ่งดี การเก็บเกี่ยวผลผลิตฟักทอง หลังจากที่มีการย้ายต้นกล้าฟักทองลงปลูกในแปลงนาน 80-100 วัน หรือหลังจากดอกบาน 40-60 วัน ผลฟักทองจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจัดและมีนวลสีขาวที่ผล เถาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม การผลิตฟักทองสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตแบบผลอ่อนหรือผลแก่ตามความต้องการของตลาด เก็บเกี่ยว 2-3 ครั้ง ช่วงระยะของการเก็บเกี่ยว 15-20 วัน ผลผลิตฟักทองเฉลี่ย 3-6 ตัน ต่อไร่


วิธีการปลูก

- การเตรียมหลุม    ขุดหลุมลึก   20  ซม.  ถ้ามีปุ๋ยคอกเก่าให้รองก้นหลุม
- กลบดินพอประมาณ   ระยะปลูก  ระหว่างต้น  1  เมตร  ระหว่างแถว ปลูกริมร่อง  ทำแปลงกว้าง  3  เมตร
- หยอดเมล็ด  3  เมล็ด  ถ้างอกถอนให้เหลือ  1-2   ต้น  ถ้าจะให้งอกดีให้แช่ไคโตซาน
- เมื่อมีใบ  3-4  ใบ ให้เด็ดยอดทิ้ง  จะทำให้แตกยอดใหม่  ได้ 3 ยอด  ให้พ่นสายกันแมลง คือเต่าทองทุก  7  ว้น  ถ้าไม่มีอะไรรบกวนไม่ต้องพ่น
- ในช่วงฤดูร้อนและฝนไม่ค่อยมีปัญหาราน้ำค้าง ไม่ต้องใช้สารกันเชื้อรา
- เมื่อเลี้อยยาว  พอควรก้เริ่มเด็ดยอดขายได้  อีกสักพักก็ขายลูกอ่อน  และสุดท้ายเหลือลูกแก่ขายบ้าง

เทคนิคและวิธีการปลูกฟักทอง
    การปลูกฟักทองคล้ายๆ กับแตงโม ควรขุดไถดินลึกประมาณ 25-30 ซม. เพราะเป็นพืชที่มีระบบรากลึก ควรตากดินทิ้งไว้ 5-7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและวัชพืชได้บ้าง ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน แล้วจึงย่อยพรวนดินให้ร่วนซุยเก็บเศษวัชพืชต่างๆ ออกจากแปลงให้หมด

การปลูก พันธุ์ที่มีลำต้นเลื้อยและให้ผลใหญ่ ใช้เนื้อที่ปลูกมาก โดยใช้ระยะปลูก 3x3 เมตร

พันธุ์ที่มีทรงต้นพุ่ม ให้ผลขนาดเล็ก ใช้ระยะปลูก 75x150 ซม. (พันธุ์เบา)

ใช้วิธีหยอดหลุมปลูก หลุมละ 3-5 เมล็ด ลึกประมาณ 3-5 ซม. แล้วกลบหลุม ถ้ามีฟางข้าวแห้ง ให้นำมาคลุมแปลงปลูก เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าดิน และเมล็ดพันธุ์จะงอกเป็นต้นกล้า ตั้งตัวได้เร็วการหยอดหลุมปลูกในแปลง จะได้ต้นกล้าที่แข็งแรง และโตเร็วกว่า การย้ายกล้าจากถุงมาปลูก หากหลุมใดไม่งอก แม้จะนำมาปลูกซ่อม ก็จะเจริญไม่ทัน แต่หากว่างไว้ จะกินเนื้อที่ว่างมาก ควรปลูกซ่อม แต่จะเก็บผลได้ช้ามาก 

ฟักทองชอบดินขี้เถ้า หากเป็นไปได้ หลุ่มที่จะปลูกฟักทองให้ไปหาขี้เถ้าเผ่าถ่านตามหมู่บ้าน มาคลุ่ก จะช่วยให้งามดี และไม่มีแมลงมารบกวน พ่อตาผมที่สุวรรณภูมิร้อยเอ็ด ใช้ใบสาบเสือ ใบสะเดา เผาให้เป็นขี้เถ้า แล้วหว่านทั่วบริเวณเวลามีแมลงเต่าทองระบาด

การดูแลรักษาและใส่ปุ๋ย
    เมื่อต้นกล้างอกจะมีใบจริง 2-3 ใบแล้ว ควรถอนแยกต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป เหลือต้นที่สมบูรณ์แข็งแรง เหลือหลุมละ 2 ต้น และรดน้ำทุกวัน
    เมื่อต้นกล้าเจริญจนไม่มีใบจริง 4 ใบ ช่วงนี้ให้ใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตหรือปุ๋ยผัก (21-0-0) ละลายน้ำแล้วใช้รดต้นฟักทอง ต้องรดน้ำทุกวัน
    เมื่อฟักทองเริ่มออกดอก ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 (หรือสูตรใกล้เคียงกัน เช่น 13-13-27 หรือ 14-14-21) โรยรอบๆ ต้นแล้วรดน้ำตามและใส่ปุ๋ยอีกครั้งเมื่อฟักทองเริ่มติดผลอ่อน
    พันธุ์ฟักทองที่เป็นพันธุ์หนักให้ผลโต อายุเก็บเกี่ยวยาวนาน ดังนั้นการใส่ปุ๋ยให้ฟักทองพันธุ์หนักควรใส่มากกว่าพันธุ์เบา
    การรดน้ำต้องรดน้ำทุกวัน จนคะเนว่าอีก 15 วัน จะเก็บผลแก่ได้ จึงเลิกรดน้ำ

เทคนิคต่างๆในการปลูกฟักทอง :
  • การผสมเกสร เมื่อดอกฟักทองกำลังบานให้เลือกดอกตัวผู้ เด็ดมาแล้วปลิดกลีบดอกออกให้หมด นำไป เคาะละออง เกสรตัวผู้ให้ตกลงบนดอกตัวเมีย ถ้าติดผลจะให้ผลอ่อน ถ้าไม่ติดผลดอกตัวเมียจะฝ่อไป 
  • การกำจัดแมลงวันทองโดยใช้กล้วยเล็บมือนางเป็นตัวล่อ โดยใช้ขวดน้ำพลาสติกเจาะรูขนาด 3x3 นิ้วทั้งสองด้าน จากนั้นนำกล้วยเล็บมือนางที่สุกจัดๆมาใส่ในขวด แล้วนำยาฆ่าแมลงมาใส่ในขวด เมื่อแมลงวันทองได้กลิ่น กล้วย ก็จะเข้ามากินก็จะทำให้โดนยาฆ่าแมลงตาย 
  • การทำให้ฟักทองผลโต เมื่อฟักทองติดผลอ่อนได้ประมาณ 5 วันให้ทำการตัดยอดฟักทองออกเพื่อให้น้ำเลี้ยงต่างๆ มา เลี้ยงที่ผลฟักทองได้เต็มที่ จะได้ผลฟักทองที่โตเต็มที่ (ประมาณ 7–10 กก./ ผล )
การตอนกิ่งฟักทอง

    เหตุผลที่ต้องตอนก็เพราะว่า เนื่องจากราคาของเมล็ดฟักทองพันธุ์ดี มันแพงมากกกกกกกกกกกก  แถมเมล็ดที่ได้จากลูกฟักทองรุ่นลูกจะเป็นไฮบริด (ลูกผสม) ซึ่งนำไปปลูกต่อจะกลายพันธุ์ไม่ได้ผลผลิตเท่าต้นแม่  หากปล่อยให้ต้นแม่มันตายก็เท่ากับว่าเราต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ครับ

    สำหรับวิธีการปลูกและการขยายพันธุ์ฟักทองก็จะใช้เมล็ดเพียงอย่างเดียว แต่จากที่ได้ลงพื้นที่โรงเรียนบ้านหว้าหลัง อ.จะนะ จ.สงขลา ก็ได้พบกับวิธีการขยายพันธุ์ฟักทองด้วยวิธีการตอนกิ่ง ซึ่งคุณคำนึง นวลมณีย์ เป็นผู้ที่ค้นพบวิธีการตอนกิ่งฟักทอง คุณคำนึงได้บอกว่าฟักทองที่เกษตรกรปลูกอยู่จะใช้ระยะเวลาตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยวก็จะใช้เวลาประมาณ 60 วัน แต่ถ้าเราตอนกิ่งฟักทองแล้วนำกิ่งที่ตอนไปปลูกก็จะใช้ระยะเวลาแค่ 7 วัน ฟักทองก็จะเริ่มออกดอกติดผลแล้ว ซึ่งจะทำให้ประหยัดในส่วนของระยะเวลาที่ฟักทองให้ผลผลิต และที่สำคัญกิ่งของฟักทองต้นหนึ่ง สามารถตอนได้ตั้ง 5 กิ่งตอน เราสามารถตอนกิ่งฟักทองไปได้ตลอดทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของเมล็ดพันธุ์ที่ต้องซื้อมาปลูกใหม่ และกิ่งฟักทองที่ได้จากการตอนกิ่งก็จะเป็นฟักทองที่มีคุณภาพไม่กลายพันธุ์อีกด้วย สำหรับวิธีการตอนกิ่งฟักทองคุณคำนึง นวลมณีย์ ได้บอกถึงวิธีการตอนกิ่งโดยมีขั้นตอนดังนี้ 

วิธีการตอนกิ่งฟักทอง



วัสดุ-อุปกรณ์
1.ดินร่วน 
2.ถุงพลาสติกขนาด 3*5 นิ้ว
3.ยางหรือเชือกฟาง 
4.มีด 

ขั้นตอนการทำ 
1.นำดินร่วนใส่ถุงพลาสติกขนาด 3*5 นิ้ว 
2.เลือกเถาพันธุ์ฟักทองที่สมบูรณ์ 
3.เลือกบริเวณข้อของฟักทองที่มีรากเริ่มงอกออกมา ใช้มีดตัดใบที่ข้อออกและตัดหนวดเลื้อยของฟักทองออก 
4. นำดินที่ใส่ในถุงกรีดถุงยาวพอสมควรประมาณ 3-5 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่มแล้วไปวางทับกับรอยที่เราได้ตัดใบและหนวดของฟักทองเอาไว้ 
5.หลังจากนั้นก็ให้ผูกเชือกรัดให้แน่น
6.เฉือนท่อน้ำเลี้ยงห่างลงมาจากกิ่งตอน ประมาณครึ่งหนึ่งของกิ่งฟักทอง เพื่อเป็นการตัดท่อลำเลียงธาตุอาหารและน้ำ เมื่อขาดธาตุอาหาร ขาดน้ำ จะทำให้รากของฟักทองงอกออกมาเร็วขึ้น 
7.หลังจากนั้น 7 วัน ก็สามารถนำไปปลูกในแปลงปลูกได้แล้ว


ที่มา : 

    สวนคุณฉอ้อน นครราชสีมา http://www.rakbankerd.com/agriculture/open.php?id=1336&s=tblblog

การตอนกิ่งฟักทอง
Comments