ครู สมัย อ่อนวงศ์

 
 

สมัย อ่อนวงศ์ (เกิด 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2476 - 12 เมษายน พ.ศ. 2539) นักร้อง นักดนตรี ผู้บุกเบิกการนำแคน มาใช้เป็นเครื่องดนตรีเพลงลูกทุ่ง จนได้รับฉายา ขุนพลแคนแดนสยาม

สมัย อ่อนวงศ์ เกิดที่บ้านทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นบุตรของนายจุม และนางทอง อ่อนวงศ์ บิดามารดาเสียชีวิตตั้งแต่เด็ก โดยตายายเป็นผู้เลี้ยงดู เริ่มเข้าสู่วงการจากความชอบดนตรีไทยและเพลงพื้นบ้านหมอลำ และสมัครเป็นลูกศิษย์หัดร้องกลอนรำ จากอาจารย์เสี้ยว เสือแป้น หมอลำชื่อดัง

ในปี พ.ศ. 2500 ได้เข้าร่วมประกวดดนตรีไทยเดิม และได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทแคน จึงคิดริเริ่มตั้งวงดนตรีแคนประยุกต์แบบมาตรฐาน ชื่อวงดนตรี “สมัยศิลปิน” และคิดค้นวิธีการประยุกต์แคนไทยให้เป็นแคนไฟฟ้า ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2508

สมัย อ่อนวงศ์ มีผลงานบันทึกแผ่นเสียงครั้งแรก เพลง “แคนสวาท” ประพันธ์โดยครูไพบูลย์ บุตรขัน ต่อมาได้ร่วมกันก่อตั้งวงดนตรี "สมัย อ่อนวงศ์" ร่วมกับครูกานท์ การุณวงศ์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท ได้บันทึกแผ่นเสียงเพลงของครูเพลงชื่อดังมากกว่า 100 เพลง เช่นเพลงของไพบูลย์ บุตรขัน, กานท์ การุณวงศ์, ประเทือง บุญญประพันธ์, ณรงค์ โกษาผล , ช. คำชะอี, มงคล อมาตยกุล นักร้องในวงที่มีชื่อเสียง เช่น ดำ แดนสุพรรณ พรชัย สร้อยเพชร ผลงานเพลงที่มีชื่อเสียง เช่น "บ่เป็นหยังดอก" และ "ปืนบ่มีลูก" (แต่งโดย กานท์ การุณวงศ์) "เสียงพิณเสียงแคน" (แต่งโดย ณรงค์ โกษาผล) "แม่ศรีไพร" (แต่งโดย ไพบูลย์ บุตรขัน) "สาวหวึ่ง" (แต่งโดย ูสวาท ศรีอุดร)

สมัย อ่อนวงศ์ ถึงแก่กรรม เมื่อวันศุกร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2539 ณ โรงพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรี อายุ 65 ปี
 
 
การศึกษา

ชั้นประถมศึกษา เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดทับคาง ชั้นมัธยมศึกษา จบเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากโรงเรียนเขาย้อยวิทยา เนื่องจากทางฐานะทางบ้านยากจนจึงต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยทางบ้านทำนา เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ได้อุปสมบท ณ วัดเทพประชุมนิมิต (วัดทับคาง) ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยท่องบทสวดมนต์ภาวนาและเทศน์สอนประชาชนจนกระทั่งลาสิกขา


การสมรส

ได้สมรสกับคุณรวม อ่อนวงศ์ มีบุตรและธิดาด้วยกัน 5 คน
ถึงแก่กรรม เมื่อวันศุกร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2539 เวลา 22.30 น. ณ โรงพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรี รวมสิริอายุ 65 ปี 1 เดือน 14 วัน


ผลงานด้านต่างๆ

เป็นคนแรกที่คิดริเริ่มตัดแคนเป็นคีย์ต่างๆ ให้เข้ากับเสียงดนตรีสากล ทำให้ดนตรีอีสานมีการพัฒนาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ นายสมัย อ่อนวงศ์ มีนิสัยชอบดนตรีไทยและเพลงพื้นบ้านประเภทหมอลำอย่างยิ่ง ยามว่างจึงไปหัดเล่นดนตรีไทยประเภท จะเข้ ขลุ่ย แคน จนมีความสามารถและหัดร้องกลอนรำ หรือที่เรียกว่า “ หมอลำกลอน” จากอาจารย์เสี้ยว เสือแป้น ซึ่งเป็นหมอลำชื่อดังของเมืองไทย จนชำนาญสามารถออกงานแสดงได้

.ศ. 2500 โรงเรียนอิสระนุกูล บางรัก กรุงเทพฯ โดยอาจารย์จุรินทร์ ล่ำขำ ได้จัดให้มีการประกวดดนตรีไทยเดิมหลายประเภท เช่น ซอ ขลุ่ย จะเข้ แคน เพื่อเป็นการโชว์ผลงานให้ชาวสิงคโปร์ มลายู ได้ชมจำนวนหลายร้อยคน ปรากฏว่า สมัย อ่อนวงศ์ ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทแคน ทำให้มีกำลังใจพัฒนาดนตรีประเภทแคนไทยให้ได้รับความนิยมมากขึ้น และได้พัฒนาวงดนตรีแคนประยุกต์แบบมาตรฐานขึ้นมาอีก ตั้งชื่อวงดนตรี “สมัยศิลปิน”

พ.ศ.2503 เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จนิวัตประเทศไทย คราวเมื่อเสด็จประพาสยุโรป ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองพระเกียติยศครั้งยิ่งใหญ่ในกรุงเทพฯ สมัย อ่อนวงศ์ ได้ถือเอาฤกษ์เอาชัย เปิดวงดนตรีชุมนุมศิลปินและเปิดทำการแสดงที่วงเวียนใหญ่ 3 คืน โดยมีผู้คนให้ความสนใจเข้าชมอย่างล้นหลาม


พ.ศ.2508 สมัย อ่อนวงศ์ ได้พยายามคิดค้นวิธีการประยุกต์แคนไทยให้เป็นแคนไฟฟ้าตลอดมา เพื่อให้สามารถอวดสายตาชาวโลกได้ จนในที่สุดก็ประสบความสำเร็จและสามารถรวบรวมเป็นวงดนตรีแคนประยุกต์ไฟฟ้า ได้เปิดทำการแสดงครั้งแรกที่สถานีวิทยุ ป.ช.ส. 7 ใต้สะพานพุทธยอดฟ้าฝั่งธนบุรี และได้รับความนิยมมากมายจากประชาชน

พศ.2509 ได้บันทึกแผ่นเสียงครั้งแรก ชื่อเพลง “ แคนสวาท” ผลงานของอาจารย์ไพบูลย์ บุตรขัน ณ ห้องบันทึกแผ่นเสียงศรีกรุง และ อีกหลายสิบเพลงต่อมา

พ.ศ.2513 ได้รับเชิญจาก มร.โคโขมิยาโขโน ประธานยุวเยาวชน(เจธี) แห่งประเทศญี่ปุ่น ได้เชิญ สมัย อ่อนวงศ์ ในฐานะแชมป์แคนแห่งประเทศไทยให้ไปโชว์ ณ เมืองโอซากา และโตเกียว ทางสถานีโทรทัศน์โมนิจิ และเอ็นเอสเค เป็นเวลาถึง 30 วัน ซึ่งนายสมัย อ่อนวงศ์ ได้แสดงโชว์ที่สถานีโทรทัศน์ทั้ง 2 แห่ง 4 ครั้ง ได้รับความนิยมมากมายจากชาวญี่ปุ่น จนได้รับรางวัลเป็นหมวก “ ยอดขุนพล” ซึ่งจะมอบให้แก่บุคคลผู้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น เมื่อกลับมาเมืองไทย จึงได้รับสมญานามว่า “ ยอดขุนพลแคนแดนสยาม” ในปีเดียวกันได้รับเชิญจากท้าวอุ่นชนะนิกร นายกรัฐมนตรีของประเทศลาว และอธิบดีกรมตำรวจ คุณสุวรรณ พรหมภักดี ของประเทศลาวให้ สมัย อ่อนวงศ์ นำวงดนตรีไปแสดงเพื่อหาเงินช่วยผู้ประสบภัยสงคราม และช่วยเหลือการกุศลหลายครั้ง


พ.ศ.2513 เดินทางไปกล่อมขวัญทหารไทย ในสาธารณรัฐเวียดนามและประเทศลาว ได้รับเหรียญเสรีชน จาก พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ หลายครั้ง

พ.ศ. 2514 ได้รับเชิญ จากนายเกรียงศักดิ์ ศรีสนั่น ตัวแทนนักเรียนไทยในประเทศเยอรมันให้ไปโชว์ “แคนไทย” ใน 6 ประเทศ ในทวีปยุโรป คือ เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยี่ยม สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ เป็นเวลา 30 วัน ได้รับความนิยมอย่างมาก และได้เขียนคอลัมภ์ “ท่องยุโรปกับแคนไทย” ลงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ให้คนไทยทั้งในประเทศได้อ่านอยู่หลายสิบวัน

พ.ศ.2513-2525 สมัย อ่อนวงศ์ ร่วมมือกับครูกานต์ การุณวงศ์ พัฒนาวงดนตรี สมัย อ่อนวงค์ ให้ทันสมัยมากขึ้นรับนักร้องร่วมวงดนตรีมากมายร่วมร้อยคน ที่ได้รับชื่อเสียงก็มี ดำ แดนสุพรรณ (เสียชีวิตแล้ว) พรชัย สร้อยเพชร (เสียชีวิตแล้ว) ผลงานด้านเพลง สมัย อ่อนวงศ์ ได้บันทึกแผ่นเสียง บทเพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน , ครูกาน การุณวงศ์ , ครูประเทือง บุญญประพันธ์, ครูณรงค์ โกษาผล ,ครู ช. คำชะอี , ครูมงคล อมาตยกุล มากมายกว่า 100 เพลง ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ เพลง “ บ่เป็นหยังดอก” , “ปืนบ่มีลูก” ของครูกานต์ การุณวงศ์ “ เสียงพิณเสียงแคน” ของครุ ณรงค์ โกษาผล “แม่ศรีไพร” ของครูไพบูลย์ บุตรขัน “สาวหวึ่ง” ของครูสวาท ศรีอุดร เป็นต้น

พ.ศ. 2526 ได้รับเชิญจากหนังสือพิมพ์เสรีชน ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจอลิส สหรัฐอเมริกา จัดวงดนตรีคณะหมอลำแคนประยุกต์ สมัย อ่อนวงค์ ไปแสดงโชว์ใน 36 รัฐ 42 เมือง เป็นเวลา 3 เดือน ได้รับความนิยมจากคนไทยและคนลาวที่อยู่ในสหรัฐมาก และต่อมาก็ได้เดินทางไปแสดงในสหรัฐอเมริกาอีกหลายครั้ง

พ.ศ. 2527 ได้รับเชิญจากคุณสรศักดิ์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ ไทยออส ประเทศออสเตรเลีย ให้ไปโชว์แคนไทยในเมืองชิดนีย์ เมืองแคนเบอร์รา เมืองวูลองกอง เมืองเมลเบอร์ หาเงินช่วยวัดไทยในออสเตรเลีย และสมาคมไทย-ลาว ในออสเตรเลีย อีกจำนวนมาก
..........................................................
ที่มา.หนังสือพิมพ์เพชรภูมิ ปีที่ 27 ฉบับที่ 641 วันจันทร์ที่ 16 เมษายน 2550 หน้า 16
 
 
##############################

คน เป็นชื่อเครื่องดนตรีพื้นเมืองภาคอีสานที่เก่าแก่มีมาแต่โบราณ แคนเป็น เครื่องดนตรีที่ใช้ปากเป่าให้เป็นเพลง ใครเป็นผู้คิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีที่เรียกว่า "แคน" เป็น คนแรก และทำไมจึงเรียกว่า "แคน" นั้น ยังไม่มีหลักฐานที่แน่นอนยืนยันได้ แต่ก็มีประวัติที่เล่า เป็นนิยายปรัมปราสืบต่อกันมา ดังต่อไปนี้

หญิงหม้ายผู้คิดประดิษฐ์ทำแคน

                าลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพรานคนหนึ่งได้ไปเที่ยวล่าเนื้อในป่า เขาได้ยินเสียงนกกรวิก (นกการเวก) ร้องไพเราะจับใจมาก เมื่อกลับมาจากป่าถึงบ้าน จึงได้เล่าเรื่องที่ตัวเองไปได้ยินเสียง นกกรวิกร้องด้วยเสียงไพเราะนั้นให้แก่ชาวบ้าน เพื่อนฝูงฟัง ในจำนวนผู้ที่มาฟังเรื่องดังกล่าวนี้มี หญิงหม้ายคนหนึ่งเกิดความกระหายใคร่อยากจะฟังเสียงร้องของนกกรวิกยิ่งนัก จึงได้พูดขอร้อง ให้นายพรานล่าเนื้ออนุญาตให้ตนติดตามไปในป่าด้วย เพื่อจะได้ฟังเสียงร้องของนก ตามที่นาย พรานได้เล่าให้ฟัง ในวันต่อมาครั้นเมื่อนายพรานล่าเนื้อได้พาหญิงหม้ายดั้นด้นไปถึงในป่า จนถึง ถิ่นที่นกกรวิก และนกเหล่านั้นก็กำลังส่งเสียงร้องตามปกติวิสัยของมัน นายพรานก็ได้กล่าวเตือน หญิงหม้ายให้เงี่ยหูฟังว่า
                "นกกรวิกกำลังร้องเพลงอยู่ สูเจ้าจงฟังเอาเถอะ เสียงมันออนซอนแท้ แม่นบ่"
                หญิงหม้ายผู้นั้น ได้ตั้งใจฟังด้วยความเพลิดเพลิน และติดอกติดใจในเสียงอันไพเราะ ของนกนั้นเป็นยิ่งนัก ถึงกับคลั่งไคล้ใหลหลง รำพึงอยู่ในใจตนเองว่า
                "เฮ็ดจั่งได๋นอ จั่งสิได้ฟังเสียงอันไพเราะ ม่วนชื่น จับใจอย่างนี้ตลอดไป ครั้นสิคอยเฝ้า ฟังเสียงนกในถิ่นของมัน ก็เป็นแดนดงแสนกันดาร อาหารก็หายาก หมากไม้ก็บ่มี" จึงได้คิดตัดสิน แน่วแน่ในใจตนเองว่า
                "เฮาสิต้องคิดทำเครื่องบังเกิดเสียง ให้มีเสียงเสนาะ ไพเราะออนซอนจับใจ ดุจดังเสียง นกกรวิกนี้ให้จงได้"

 

                เมื่อหญิงหม้ายกลับมาถึงบ้าน ก็ได้คิดอ่านทำเครื่องดนตรีต่าง ๆ ทั้งเครื่องดีด สี ตี เป่า หลาย ๆ อย่าง ก็ไม่มีเครื่องดนตรีชนิดใดมีเสียงไพเราะวิเวกหวานเหมือนเสียงนกกรวิก ในที่สุดนาง ได้ไปตัดไม้ไผ่น้อยชนิดหนึ่ง เอามาประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นเครื่องเป่าชนิดหนึ่ง แล้วลองเป่าดู ก็รูสึก ค่อนข้างไพเราะ จึงได้พยายามดัดแปลงแก้ไขอีกหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งเกิดเป็นเสียงและ ท่วงทำนองอันไพเราะเหมือนเสียงนกกรวิก จนในที่สุดเมื่อได้แก้ไขครั้งสุดท้ายแล้วลองเป่าก็รู้สึก ไพเราะออนซอนดีแท้ จึงคิดที่จะไปทูลเกล้าถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล ให้ทรงทราบ
                ก่อนที่จะได้เข้าเฝ้า นางก็ได้เพียรพยายามปรับปรุงแก้ไขเสียงดนตรีของนางให้ดีขึ้นกว่า เดิม และยังได้ฝึกหัดเป่าเป็นท่วงทำนองต่าง ๆ จนมีความชำนาญเป็นอย่างดี
                ครั้นถึงกำหนดวันเข้าเฝ้า นางก็ได้เป่าดนตรีจากเครื่องมือที่นางได้คิดประดิษฐ์ขึ้นนี้ ถวาย เมื่อเพลงแรกจบลง นางจึงได้ทูลถามว่า
                "เป็นจั๋งได๋ ม่วนบ่ ข้าน้อย"
                พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ตรัสตอบว่า "เออ พอฟังอยู่"
                นางจึงได้เป่าถวายซ้ำอีกหลายเพลง ตามท่วงทำนองเลียนเสียงนกกรวิกนั้น เมื่อจบถึง เพลงสุดท้าย พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ทรงตรัสว่า "เทื่อนี่ แคนแด่" (ครั้งนี้ ดีขึ้นหน่อย)
                หญิงหม้าย เจ้าของเครื่องดนตรี จึงทูลถามว่า "เครื่องดนตรีอันนี่ ควรสิเอิ้นว่าจั่งได๋ ข้าน้อย" (เครื่องดนตรีนี้ ควรจะเรียกว่าอย่างไร พระเจ้าข้า)
                พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงตรัสว่า "สูจงเอิ้นดนตรีนี้ว่า "แคน" ตามคำเว้าของเฮา อันท้ายนี้ สืบไปเมื่อหน้าเทอญ" (เจ้าจงเรียกดนตรีนี้ว่า "แคน" ตามคำพูดของเราตอนท้ายนี้ ต่อไปภายหน้าเถิด)
                ด้วยเหตุนี้ เครื่องดนตรีที่หญิงหม้ายประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้ไม้ไผ่น้อยมาติดกันใช้ปากเป่า จึงได้ชื่อว่า "แคน" มาตราบเท่าทุกวันนี้

นี่เป็นเพียงนิทานปรัมปราที่เล่าสืบต่อกันมา ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอน

                บางท่านก็สันนิษฐานว่า คำว่า "แคน" คงจะเรียกตามเสียงเครื่องดนตรีที่ดังออกมาว่า "แคนแล่นแคน แล่นแคน แล่นแคน" ซึ่งเป็นเสียงที่ดังออกมาจากการเป่าเครื่องดนตรีชนิดนี้ แต่ บางคนก็มีความเห็นว่า คำว่า "แคน" คงเรียกตามไม้ที่ใช้ทำเต้าแคน กล่าวคือ ไม้ที่นำมาเจาะใช้ ทำเต้าแคนรวมเสียงจากไม้ไผ่น้อยหลาย ๆ ลำนั้น เขานิยมใช้ไม้ตะเคียน ซึ่งภาษาท้องถิ่นทางภาค อีสานเรียกว่า "ไม้แคน" แต่บางท่านก็ให้ความเห็นที่แตกต่างกันออกไป

แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าคิดอยู่บ้างคือ "แคน" นี้น่าจะทำขึ้นโดยผู้หญิง ซ้ำยังเป็น "หญิงหม้าย" เสียด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่า ส่วนประกอบที่ใช้ทำแคนอันสำคัญคือส่วนที่ใช้ปากเป่า ยังเรียกว่า "เต้า แคน" และมีลักษณะรูปร่างเป็นกระเปาะคล้าย "เต้านม" ของสตรีอีกด้วย ทั้งการเป่าแคนก็ใช้วิธี เป่าและดูด จนสามารถทำให้เกิดเสียงอันไพเราะ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลสนับสนุนอีกข้อคือ คำที่ เป็นลักษณะนามเรียกชื่อและจำนวนของแคนก็ใช้คำว่า "เต้า" แทนคำว่า อัน หรือ ชิ้น ฯลฯ ดังนี้ เป็นต้น ที่สำคัญคือ เสียงของแคนเป็นเสียงที่ไพเราะอ่อนหวาน ซาบซึ้งเหมือนเสียงนกการเวก ตาม นิทานเรื่องดังกล่าว เหมือนเสียงของหญิงหม้ายที่ว้าเหว่เดียวดาย ดังนั้นถ้าจะกล่าวว่า "หญิงหม้าย" เป็นผู้ประดิษฐ์คิดทำแคนขึ้นเป็นคนแรก จึงเป็นเหตุผลที่น่ารับฟังได้มากพอสมควรทีเดียว

ลักษณะของแคนมีสองชนิด คือ แคนน้อย (ยาวศอก คืบ ยาวสองศอก ยาวสองศอกคืบ) และแคนใหญ่ (ยาวสามศอก ยาวสามศอกคืบ สี่ศอก สี่ศอกคืบ) ที่เคยใช้ในปัจจุบัน แต่ที่เคยมี ยาวถึงหกศอก แคนสองขนาดนี้แบ่งเป็นสองอย่าง คือ แคนเจ็ด และแคนแปด แคนเจ็ดนั้นมีลูกเจ็คู่ ส่วนแคนแปดนั้นมีลูกแปดคู่

แคนเจ็ด
แคนเจ็ด
แคนแปด
แคนแปด

ส่วนแคนของเผ่าลาวลุ่มนั้นมีหกคู่ และแคนของเผ่าลาวสูงมีแค่สามคู่เท่านั้น และใช้ท่อต่อเต้าสำหรับการเป่าตามธรรมดา

แคนลาว
แคนลาวสูง ลาวลุ่ม ลาวเทิง

"แคน" ทำด้วยไม้อ้อ หรือไม้เหี้ยน้อย แต่เดี๋ยวนี้ไม้อ้อหาได้ยากเขาจึงทำแคนด้วยไม้เหี้ยน้อย และจะต้องหาให้ได้ลดขนาดเท่านิ้วมือจึงจะใช้ได้ นอกจากไม้เหี้ยน้อยซึ่งทำเป็นลูกแคนยาวลดหลั่นกันตามลำดับ 7 คู่ หรือ 8 คู่ ประกอบเข้ากันกับเต้า ติดสูด (ขี้สูด) ข้างบนและข้างล่างเต้า เพื่อไม่ให้ลมเป่าเข้าสูบออกรั่ว แล้วยังมีลิ้นแคน รูแพว และรูนับเสียงเป็นสิ่งสำคัญด้วย ข้างในของแต่ละลำไม้ลูกแคนประกอบด้วยลิ้นแคนหนึ่งอันที่มีหนึ่งเสียง และจะต้องเจาะรูแพวให้ถูกตามเสียงเสมอ วิธีเป่าแคนลาวลุ่มก็เหมือนกับการเป่าแคนลาวเทิง หรือ ลาวสูง คือจะต้องใช้อุ้งมือทั้งสองข้าง อุ้มเต้าแคนไว้แล้วเป่าหรือดูดสูบลมที่รูเต้า ส่วนนิ้วมือก็นับไล่ตามเสียงไปด้วย

 

Comments