พระสูตรจากนิทรา

มหากาลอุบาสก

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย เวลานี้ก็ถึงเวลาที่จะฟังนิทานก่อนหลับ คือว่านิทานก่อนหลับเป็น เรื่องของพระสูตร วันนี้จะคุยกันถึงเรื่อง มหากาล มหากาล หมายถึง กาลเวลาใหญ่ มหากาล นี่มีเรื่องอัศจรรย์อยู่อย่างหนึ่ง เป็นบุพกรรมเหมือนกัน คือว่าท่านรักษาอุโบสถเดือนละแปดวัน และต้องตาย เพราะการถูกฆ่าด้วยการเข้าใจผิด นี่เล่าย่อ ๆ ตามท้องเรื่อง ท้องเรื่องมีอย่างนี้ เรื่องนี้ไม่ยาวดี สั้น ๆ ใจความมีว่า

เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่พระเชตวัน ทรงปรารภอุบาสก พระโสดาบัน คนหนึ่งว่าชื่อ มหากาล และตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า อตนาหิ กตัง ปาปัง เป็นต้น เป็นใจความว่า ท่านมหากาล นี้มีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและบรรดาพระอริยสงฆ์มาก ฟังเทศน์จากองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคด้วยความจับใจซึ้งใจในความดีที่สมเด็จพระชินศรีทรงประทาน จนกระทั่งจิตใจของท่านนั้นตัดสังโยชน์ 3 ประการได้ แต่ตัดได้แค่พระโสดาบัน อย่าลืมนะ สังโยชน์ 3 ประการ 3 ข้อต้นนี้ ข้อต้นมีความสำคัญมาก โดยมากจะมีความเข้าใจผิดว่า พระโสดาบันจะต้องตัด สักกายทิฎฐิ ได้เด็ดขาด จนกระทั่งมีความรู้สึกว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา จึงจะเป็นพระโสดาบันได้ อันนี้ไม่ถูก ขอยืนยันว่าไม่ถูก เพราะพระโสดาบันยังถือว่าว่าร่างกายนี้เป็นเรา เป็นของเราอยู่ นอกจากถือร่างกายของตนเองว่าเป็นเรา เป็นของเราแล้ว ยังถือว่าร่างกายของคนอื่นเป็นเราเป็นของเราด้วย นั่นก็คือผู้หญิงยังรักผู้ชาย ผู้ชายก็ยังรักผู้หญิง ผู้หญิงก็แต่งงานกับผู้ชาย ผู้ชายก็แต่งงานกับผู้หญิง และคนที่เป็นสามีภรรยาก็ยังยึดถือในความเป็นสามีภรรยาอยู่ ก็แสดงว่าพระโสดาบันยังยึดร่างกายเป็นที่พึ่งที่พำนักต่อไป ยังไม่ถึงกับตัดร่างกาย

ฉะนั้นข้อที่เรื่อง สักกายทิฎฐิ คนที่จะเป็นพระโสดาบันต้องตัดสักกายทิฎฐิหมด ไม่ถูก ผิดมาก ขอบอกว่าผิดถึงที่สุด การตัดสังโยชน์ 10 เขาตัดที่ตัวเดียว สักกายทิฎฐิ พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีสมาธิเล็กน้อย มีปัญญาเล็กน้อย มีศีล 5 บริสุทธิ์ สำหรับฆราวาส ฉะนั้นคนที่เป็นพระโสดาบัน มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องตายเฉย ๆ ไม่ใช่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี มีความรู้สึกแค่ตาย เป็นมรณานุสสติกรรมฐาน ในสมถภาวนา ถ้าพระอนาคามี มีความรู้สึกจริงใจจดจ่อจำอยู่เสมอว่า ร่างกายนี้มันเน่ามันสกปรก มันสกปรกโสโครกน่าสะอิดสะเอียน ตัดกามฉันทะได้ อารมณ์ของพระอรหันต์เท่านั้นที่มีความรู้สึกว่าร่างกายนี้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ฉะนั้นขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ทราบตามนี้ ภิกษุสามเณรก็เหมือนกัน ขอยืนยันว่าไม่ผิด เป็นอันว่าเล่ากันต่อไป

เมื่อ ท่านมหากาล ฟังเทศน์ของพระพุทธเจ้า มีความเคารพรักในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม พระสงฆ์อย่างยิ่ง ต่อมาท่านก็รักษาอุโบสถเดือนละ 8 วัน ความจริง เดือนหนึ่ง 4 วันพระ ท่านอาจจะรักษารวดเดียว 8 วัน หรือวันพระละ 2 วัน คือวันโกนกับวันพระก็ได้ บาลีไม่ได้บอก หลังจากนั้นท่านก็มาพักอยู่ใกล้กับพระเชตวัน มาวันหนึ่งในตอนเช้า ท่านลุกออกจากเขตของ พระเชตวัน มาที่สระโบกขรณี หวังจะล้างหน้าล้างตา หรืออาบน้ำชำระร่างกายสะอาดตามแบบฉบับของคนที่ต้องการความสะอาด ในเช้าครู่วันนั้นก็เป็นการบังเอิญอย่างยิ่ง มีโจรกลุ่มหนึ่งไปงัดแงะตัดช่องร่องฝา ความจริงเขาเรียกตัดช่องย่องหนัก แต่ไม่ได้ตัดช่องย่องเบา ไม่รู้ไปตัดกันยังไง ตัดให้เจ้าของเขาตื่นมานี่ ไปงัดบ้านเขา เจ้าของเขาตื่น พองัดบ้านได้แล้วก็เอาของมีค่าถือมาคนละถุงสองถุง คนละชิ้นสองชิ้น หรืออาจจะเป็นคนละหลายชิ้นก็ได้ วิ่งหนีมา เจ้าของเขาตื่นก็เอะอะ โวยวายไล่กวดมา ชาวบ้านตามมาหลายคน โจรทั้งหมดต่างคนต่างแยกย้ายกันวิ่งไป

อีกคนหนึ่งดันวิ่งมาทางวิหารคือ พระเชตวัน นายมหากาล กำลังนั่ง จะล้างหน้าก็ไม่ได้สังเกตุ เจ้าโจรคนนั้นเห็นหมดท่าก็เลยโยนห่อวัตถุ คือของมีค่าเป็นเงิน หรือทองก็ไม่ทราบไว้ใกล้ๆ ท่านมหากาล และก็วิ่งหนีต่อไป ชาวบ้านเข้าไปในเขต เห็นโจรวิ่งเข้ามาก็ตามมา เห็นห่อของที่มีค่าวางอยู่ใกล้ ๆ กับมหากาล แต่ความจริงไม่ใช่ข้างตัว เขาโยนมาใกล้ แล้วก็วิ่งไป ผู้โยนอาจจะไม่มีเจตนาให้เข้าใจว่า มหากาลเป็นขโมยก็ได้ หรืออาจจะตั้งใจคิดว่าโยนทิ้งไว้ เจ้าของเขาจะได้ไม่ตาม หรืออาจจะคิดเลวทรามให้เขาคิดว่าตาแก่นี่เป็นคนขโมย เราก็ปลอดภัย อันนี้ก็ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นกรรมของมหากาล

ชาวบ้านเข้ามาพบห่อของที่มีค่า เห็น ท่านมหากาล นั่งอยู่คนเดียว จึงชี้หน้าด่าว่า ไอ้แก่มึงเป็นโจรปล้นข้าวของชาวบ้านเขามา แล้วทำท่ารักษาอุโบสถอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร สันดานมึงมีความชั่วจะเอาตัวรอดเพระอาศัยบุญบารมีของพระพุทธเจ้า อย่าอยู่เลย มึงจงอย่ามีชีวิตอยู่เลย ตายเสียเถอะ ทุกคนเข้ากลุ้มรุมตีแกตายไปเลย เมื่อแกตายเรียบร้อยเขาก็นำห่อของไป

นี่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ท่านตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงอย่าคิดว่าความตายจะเข้ามาถึงเราในวันพรุ่งนี้ อย่างท่านมหากาล นี่ท่านเป็นพระโสดาบัน เป็นคนที่ไม่มีเวรไม่มีภัยกับใคร แต่ว่าในที่สุด ท่านมหากาล ก็ต้องตายเพราะถูกเขาประหาร

ตอนสาย ๆ พระเณรกลับมาจากบิณฑบาต บางท่านตื่นเช้าจะไปล้างหน้าที่สระโบกขรณี เห็น ท่านมหากาล นอนตายแหงแก๋อยู่แล้วก็ตกใจ เวลาฉันภัตตาหารเช้าเสร็จ ฟังเทศน์เสร็จ จึงกราบทูลองค์สมเด็จพระประทีปแก้วว่า ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า ท่านมหากาล นี่เป็นคนดีมาก และก็เป็นพระโสดาบัน เดือนหนึ่งรักษาอุโบสถศีลถึง 8 วัน และวันนอกนั้น ท่านมหากาลก็ผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ ก็เป็นพระอริยเจ้า แต่อยู่ ๆ แล้วท่านมหากาล ซึ่งเป็นพระอริยะขั้นพระโสดาปัตติผลถูกคนทุบให้ตายเล่นโก้ ๆ โดยไม่มีเหตุมีผล จึงใคร่อยากจะกราบทูลถามองค์สมเด็จพระทศพลว่า ท่านมหากาล มีกรรมอะไรเป็นเหตุจึงถูกฆ่าตายอย่างนี้พระเจ้าข้า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้มีพระพุทธฎีกาว่า ภิกขเว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี่ท่านทั้งหลายฟังแล้วคิดตามไปด้วยนะ ไอ้กฎของกรรมนี่มันแปลก ชาตินี้เราไม่ทำเขา อยู่เฉย ๆ เขาทำ เราอาจจะทำเขาก่อน แต่ก็ไม่แน่ กรรมบางอย่างเราไม่ทำ แต่เขาเลวผู้เดียว อันนี้มีอยู่จะเล่าให้ฟังวันหลัง

ใน เมืองพาราณสี ในเมืองนี้ก็มีทางเดินที่เป็นเขตป่า หมายความว่า บ้านเมืองมันต้องมีทั้งที่เตียนทั้งป่า สมัยนั้นป่ามากกว่าเตียน เพราะคนมันน้อย รถแทรกเตอร์เครื่องจักรกลก็ไม่มี ป่าก็เลยไม่ค่อยจะราบ เวลานี้สะดวกป่าโล่ง เอาตามองไกล ตาไม่ติดต้นไม้ เป็นวาระที่ต้นไม้มีกรรม คือถูกประหารชีวิตด้วยเครื่องจักรทุกวัน น่าสงสารต้นไม้ รวมความว่ามีป่ามาก เวลาคนที่เขาเข้าไปในป่าชัฎ จะถูกพวกโจรนี่ปล้นล้าง ถ้าต่อสู้ขัดขืนก็ฆ่า ฉะนั้นพระเจ้าพาราณสี จึงให้ราชภัฎ คนหนึ่ง คำว่า ราชภัฎ นี่เป็นคนที่พระราชาชุบเลี้ยง เวลานี้ก็จะเป็นเหมือนมหาดเล็กหรือมหาดโต มหาดเล็กคือคนรับใช้ หรือมหาดโต คนใช้ผู้ใหญ่ รับหนัาที่ป้องกันอันตราย ให้นำกำลังส่วนหนึ่งไปรักษาอยู่ที่ป่าดง แล้วก็ให้ช่วยคนที่จะเข้าไปในดง ประคับประคองป้องกันอันตรายจากปากตรงนี้ถึงปลายตรงโน้นออกสุดแล้วก็กลับ

นายราชภัฎ คนนั้น คือคนของพระราชาคนนั้น ชื่ออะไรก็ไม่ทราบ เขาก็ทำอย่างนั้นเพราะ พระราชาจ่ายเงิน ควบคุมลูกน้อง ป้องกันอันตรายให้คนที่เดินลัดป่า แต่บังเอิญเป็นวันหนึ่งมีชายหญิงสองคน ผัวเมียหนุ่มสาว เมียสวยซะด้วย นำเกวียนมาเพื่อหวังจะลัดป่าไป ก็ยังไม่สายมากนัก ความจริงพอลัดไปได้ ไปทันก็บอก นายราชภัฎ ว่าขอได้โปรดป้องกันอันตรายให้ข้าพเจ้าด้วย นายราชภัฎคนนั้นเห็นเมียเขาสวย ตอนนี้ก็อยากจะเป็นโจรแย่งนางโมรา แต่จริยาไม่ใช่อย่างนั้น เห็นท่าทางว่าเมียสวย เอาไว้เถอะ แต่ว่าอย่าเอาตอนนี้ ลีลามันไม่เหมาะ ก็เลยบอกว่านี่คุณมันเย็นมากแล้ว ไปพักที่บ้านผมก่อนเถอะ ชายคนนั้นก็ยังบอกว่ายังไปทันครับ กรุณาช่วยป้องกันอันตรายให้ผมไปถึงป่าโปร่งด้นโน้นด้วย คือออกพ้นป่า นายราชภัฎคนนั้นก็ยังยืนยันว่าบ้านของผมมีที่นอนดี มีอาหารการบริโภคดี พักก่อนครับ ไปแล้วมันมืดค่ำจะลำบาก ชายคนนั้นก็ยืนยันว่าจะไป นายราชภัฏจึงให้สัญญาณกับลูกน้องบอกนำไปบ้าน ก็เลยนำ เกวียนคือ พาหนะนั่นไปบ้าน เจ้าของก็ต้องไปด้วย จัดที่หลับที่นอนให้ดีเรียบร้อย ตอนกลางคืนก็วางแผนว่าจะต้องฆ่าเจ้าผัวนี่ให้ได้ ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมัน แต่จะได้เมียหรือไม่ ไม่ทราบ แต่ฆ่าตายแน่

ตอนกลางคืนก็ย่องเอาแก้วมณีไปใส่ไว้ในเกวียน ซุกไว้ พอตอนเช้าก็ลุกขึ้นมาเอะอะว่าแก้วมณีเราหายไป สั่งให้คนทั้งหลายกั้นประตูล้อมบ้านให้หมด ค้นคนที่อยู่ในบ้านและภายนอกที่ผ่านเข้ามา คนเข้า คนออก หรือคนที่อยู่แล้ว ค้นหมด ค้นในตัวคนทั่วหมด ไม่พบแก้วมณี ก็เลยนำคนไปค้นที่เกวียนเล่มนี้ซิ เล่มนี้ซิ มันก็พบซิ เพระแกไปเก็บไว้เอง พอได้แก้วมณีก็ปรามาสด่าว่า ว่าฉันนี่อุตส่าห์ป้องกันอันตรายแก่เธอ ให้บ้านเป็นที่พัก ให้อาหารกิน ยังดีไม่พอสำหรับเธอ เธอทำไมทำตัวเป็นขโมยอย่างนี้ นายคนนั้นก็บอกว่าผมไม่ได้ขโมยครับ แก้วมณีผมก็ไม่มี ผมพักอยู่ที่นี่ยังไม่ได้ลงไปที่ยานพาหนะเลย ก็บอกว่าแกไม่ได้พูดปด เวลานี้มันได้ของที่เกวียนของแก จัดการลงโทษด่าประณามเสร็จก็ถอยไป ลูกน้องเลยทุบนายคนนั้นซะตาย ฆ่าผัวมันเสีย เมียเหลือคนเดียว ก็คิดว่าคงไปไม่รอด ถ้าขืนดิ้นรนไม่ยอม ไม่ ตกร่องปล่องชิ้นเขาก็จะฆ่าเสียอีก ยังไง ๆ เป็นภรรยาของเขาจะดีกว่า

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกขเว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านมหากาล ที่ตายในเวลานี้ ไม่สมควรกับกรรมในปัจจุบัน เพราะในชาติปัจจุบัน ท่านมหากาลเป็นคนดีมาก ไม่เคยเป็นเวรเป็นภัยกับใคร ดีทุกอย่าง เพียงแค่ฟังเทศน์จากตถาคตเพียงจบเดียว ท่านมหากาล ก็ได้เป็นพระโสดาปัตติผล หลังจากนั้นก็ตั้งตนอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต ทรงศีลทรงธรรมเป็นปกติ แต่ทว่าเวลานี้ ท่านมหากาลต้องตาย แต่การตายของมหากาล นี่พอดิบพอดีกับกรรมในชาติก่อน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะท่านมหากาล ในชาติก่อนนี่เป็นโจร เป็นนายราชภัฏ คือนายราชภัฏ คนที่ทุบผัวของเขา ฆ่าผัวมันเสีย เอาเมียมันมานั่นแหละ คือนายราชภัฏ เวลานั้นมาเกิดเป็น มหากาล นี่แหละ ความจริงสมัยนั้นจิตใจก็โหดร้าย แต่เขาก็ดีนะ ปกติน่ะดี

แต่ความจริงควรจะโทษผู้หญิง ผู้หญิงสวย ๆ รูปร่างหน้าตาดี ๆ มีเสน่ห์มาก ๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส สดชื่นเสมอ ทำให้ผู้ชายนี่ตายได้เยอะ ดูแต่ ท่านมหากาล นี่เถอะ ในชาติก่อนโน้นท่านเป็น ราชภัฎ ความจริงเขาแต่งงานแล้วก็น่าจะทราบ มันเป็นสิทธิของเขา คนที่เขามีเจ้าของแล้ว ไม่น่าจะเข้าไปยุ่ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเองก็มีเมียแล้ว ความจริงคนมันก็แค่คน ความสาวความสวยจะอยู่ได้ไม่นาน ขณะใดที่ร่างกายยังเปล่งปลั่ง ยังไม่ทรุดโทรม ความสาวความสวยมันก็ยังปรากฎ เวลากาลกำหนดเลื่อนไปทุกวัน ๆ ความสวยก็เริ่มโทรมไปทุกวันเหมือนกัน นางสาวคนสวยต่อไปอายุกาลผ่าน 30 ปีเศษขึ้นไปก็เป็นนางสวยขึ้นด้วยความโทรม ที่ร่างกายคอยโทรม ถ้า 40 ไปแล้วก็โทรมมากหน่อย ถ้าถึง 50, 60 ไม่ใช่ นางสาว ไม่ใช่นางโทรม แต่ว่าเป็นนางซวย นางสาวก็ไม่ใช่ นางโทรมก็เป็นนางซวย หมดความสวย แก่เหลาแหย่ คือแก่หมดราคาหมาเมิน คนก็เมิน หมาไม่แน่เมิน หรือไม่เมินไม่ทราบ ถ้าเข้าไปผิดพวกผิดพ้องมันอาจจะกัด อาจจะไม่เมิน ก็รวมความว่าหมดความหมาย

แต่ว่ากรรมอะไรคนเราจึงโง่ขนาดนั้น ท่านราชภัฏ ทำไม จึงโง่ขนาดนั้น ภรรยาของเขาน่าจะปล่อยเป็นอิสระ ถ้าแย่งภรรยาเฉย ๆ ก็ร้ายกาจมากอยู่แล้ว แต่ว่านี่พ่อยอด ราชภัฎ ใจแกล้วดันหาเรื่องฆ่าผัวเขา ก็ตอนเอาภรรยาเขามาเป็นภรรยาของตน กำลังใจของเธอจะเป็นอย่างไร การที่อยู่ด้วยกันไม่ได้ประกอบด้วยความรัก จิตใจก็จะมีแต่ความทรุดโทรม จิตใจก็จะมีแต่ความทุกข์ มีแต่ความกระวนกระวาย ความสุขทางการสัมผัสอาจจะมีจาก นายราชภัฏ คนนั้น แต่ว่าหญิงคนนั้นจะหาความสุขความรื่นเริงไม่ได้

นี่แหละบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้หลาย ที่องค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง คนเรานี่หลีกกฎของกรรมไม่พ้น ถ้าชาติก่อนเราเคยทำกรรมที่เป็นอกุศล เวลานี้ก็ต้องคิด บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ไม่ทราบว่าชาติก่อนเราไปสร้างกรรมอะไรกันไว้ บ้านเมืองเกิดวิปริต ฝนแล้งบ้าง น้ำแห้งบ้าง ฝนแล้งบ้าง น้ำท่วมบ้าง มันไม่มีการพอดิบพอดี ที่เป็นอย่างนี้จะไปโทษรัฐบาล จะไปโทษพระมหากษัติย์ จะโทษข้าราชการ ใครก็ไม่โทษทั้งนั้น ก็ต้องโทษกฎของกรรม เพราะว่าในชาติก่อนเราคงจะไปยื้อแย่งเขาไว้มาก ไปลักไปขโมยไปคดไปโกงเขามาก ชาตินี้เราจึงต้องลำบาก ข้าวยากหมากแพง ฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล ไอ้ฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล ยังเป็นวาระ แต่ไอ้ข้าวก็ยากหมากก็แพงนี่ซิ ของแพงขึ้นทุกวัน เราคุมสถานการณ์กันไม่ได้ แตกต่างกับประเทศอินเดีย ค่าครองชีพเขา 20 ปีเศษ เขาไม่เคลื่อนไหว เขามีเนื้อวัวเนื้อควายนี่กิโลละ 8 บาท เนื้อหมูนี่ถ้าฟังไม่ผิดก็จะเป็นกิโลละ 9 บาท หรือ 12 บาทเท่านั้นเอง ค่าจ้างแรงงานแขกในประเทศอินเดีย วันหนึ่ง 2 รูปี เขาพอใจ ประเทศอินเดียนี่เขาวันละ 2 รูปีนะ ทำงานทำการในวัดพุทธคยา จ้างแขกเข้ามา ที่ไปเห็น ให้เขาคนละ 2 รูปี เท่ากับเงิน 5 บาท 1 รูปี เท่ากับสิบสลึง หรือ 2 บาท 50 สตางค์ 2 รูปี เท่ากับ 5 บาท เขาพอ จ้างทำแรงงานอย่างอื่น ก็ 2 รูปี จ้างเดินขบวนก็ 2 รูปี ใครต้องการให้เดินขบวน เหตุผลไม่สำคัญ มีอย่างเดียวจ้างฉันให้พูดว่ายังไง เขาเป็นคนว่าง่ายสอนง่าย สอนบอกให้พูด อย่างนี้เขาจะพูดอย่างนี้ ทำแสดงอาการอย่างนี้ เขาจะทำอย่างนี้ แต่ว่ามีปัญหาว่าต้องจ่าย 2 รูปีก่อนนะ ถ้าได้ 2 รูปี ทำได้ทุกอย่าง

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท อะไร อะไร ก็ใช้รูปีเป็นเหตุ องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ บอกว่า โลกนี้เต็มไปด้วยความเร่าร้อน โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่มีความสุข เพราะสมัยนี้เขาใช้เสียงข้างมากเป็นสำคัญ และเสียงข้างมากนั้น ถ้าได้มาจากคน ก็ไม่ใช่เสียงของอุดมการณ์ มันเป็นเสียงรับจ้าง คือความพอใจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่จะซื้ออำนาจวาสนา นี่กันว่ากันถึงประเทศแขก ประเทศแขกเขาแจกกันแบบนี้ ประเทศอื่นเขาแจกกันหรือไม่ อาตมาไม่ทราบ อันนี้ฟังจากแขกพูด ก็พอดีไปเมืองพาราณสี เด็ก ๆ ไปกัน เขาแจ้งให้ทราบว่าที่นั่นเขามีการเดินขบวนกัน และก็มีคนในประเทศแขกนั้น เขาก็บอกว่า การหาคนเดินขบวนไม่ยากครับ ถ้ามีเงินจ่ายคนละ 2 รูปี จะเดินขบวนได้ทุกวัน เขาเดินขบวนเพราะอะไร ถือว่าเป็นพรรคการเมือง พรรคการเมืองให้เดิน เดินเพื่อผลประโยชน์ของพรรคเพื่อผลประโยชน์ของส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของชาติ

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าเรายังเกิดเป็นมนุษย์อีก ก็จะพบกับความเสื่อมโทรมแบบนี้ ทุกข์ภายใน คือการประกอบอาชีพของเราก็ทุกข์ ยังทุกข์ภายนอกจากคนแสวงหาอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ฉะนั้นทางที่ดีของเรา ตัดสินใจไปนิพพานกันดีกว่า ลีลาการนิพพานเป็นของไม่ยาก ยึดอารมณ์พระโสดาบันเข้าไว้ ตามที่กล่าวมาแล้ว คือ

1. มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้จะต้องตาย ไม่ประมาท
2. เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยความมั่นคง
3. ทรงศีลตามฐานะให้บริสุทธิ์
4. จิตตั้งไว้เพื่อพระนิพพาน
ถ้ารักษากำลังใจได้อย่างนี้นั้น ขึ้นชื่อว่าบาปกรรมทำลามกทั้งหมดที่มีมาแล้วในกาลก่อน จะไม่สามารถนำบรรดท่านศาสนิกชนสาวกขององค์สมเด็จพระชินวรณ์ให้ไปอบายภูมิได้ มีทางเดียวไปสวรรค์อย่างต่ำ ต่อไปไปพรหม และต่อไปก็ไปพระนิพพาน ดีไม่ดี ถ้าบารมีของท่านแก่กล้าก็ไปนิพพานในชาตินี้

พูดมากไม่ได้บรรดาท่านพุทธบริษัท เทปจะหมด ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแก่บรรดาท่านพุทธศษสนิกชนทุกท่าน สวัสดี. ๚ะ
 
 
Comments