พระสูตรก่อนนิทรา

พระโปฐิลเถระ

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย และบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท สำหรับคืนนี้ก็มาคุยกันถึงเรื่องเถรใบลานเปล่า ก็หมายความว่า เป็นผู้ทรง พระไตรปิฏก แต่ปาก แต่ว่าจริยาไม่เคยประพฤติตาม พระไตรปิฏก แต่ความจริงเรื่องนี้ก็มีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ไม่ใช่มี สมัยนี้ก็มีเหมือนกัน เรื่องราวที่พระพุทธเจ้าตรัสมีดังนี้

ตามพระบาลีท่านบอกว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวัน แล้วก็ทรงปรารภพระเถระที่มีนามว่า โปฐิละ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า โยคา เว เป็นต้น เนื้อความก็มีอยู่ว่า ท่านเรียกหัวข้อบอกว่า รู้มาก แต่เอาตัวไม่รอด หรือว่าพูดตามประสาไทยว่า มีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด ไอ้อย่างนี้มีมาก ฟังแล้วก็เดี๋ยวก็มาพูดทีหลังเป็นข้อคิด เรื่องนี้สั้น ๆ

ท่านกล่าวว่า พระอานนท์ ท่านบอกอย่างนี้ว่า ดังได้สดับมาแล้ว แต่แบบนี้ อย่างนี้คือ พระอานนท์ เวลาที่ท่านจะพูดอะไร ท่านใช้คำว่า เอวัมเม สุตัง เอกัง สมยัง ภควา ว่าข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านตรัสว่าอย่างนี้ ท่านไม่ได้บอกว่าฉันรู้อย่างนี้ ฉันเป็นผู้วิเศษอย่างนี้ แล้วก็ พระอานนท์ นี่ก็เหมือนกัน เป็นพระที่มีความรู้มาก ทรงพระไตรปิฏกได้สดับคำสอนจาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง ที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็น พหูสูต คือสดับมาก จำได้มาก แต่ว่ามีความประพฤติดี ไปที่ไหนก็มีแต่การถ่อมตัว ไม่ยกตนข่มท่าน นี่เป็นจริยาของพระที่ดี แต่ว่าตรงกันข้ามกับ พระโปฐิละ พระโปฐิละ นี่สมัยก่อนท่านไม่ได้เป็นเถระ เถระก็แปลว่าพระผู้ใหญ่ เมื่อ พระโปฐิละ ท่านมีความรู้ท่วมหัว อันนี้สำคัญ ต้องคิดนะ

ตามพระบาลีท่านบอกว่าดังได้สดับมา พระโปฐิละ นั้นเป็นผู้ทรงพระไตรปิฏกในพระพุทธศาสนา คือในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า 7 พระองค์นี่ หมายความว่า เกิดแต่ละชาตินี่ ความทรงจำดีมาก สามารถทรงพระไตรปิฏกได้ ในระหว่างที่พบพระพุทธเจ้า 7 องค์ พบพระพุทธเจ้าองค์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 มาแล้ว ทุกชาติที่ได้เกิดทันพระพุทธเจ้า ท่านมีความจำดี คือมีสัญญาดี ปัญญาน้อย ไอ้สัญญานี้ได้แก่ความจำ จำแล้วก็ไม่นำไปประพฤติปฎิบัติ ไม่มีปัญญาที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ แล้วก็ในแต่ละสมัยก็เป็นอาจารย์ ครูสอนธรรม คือสอนพระไตรปิฏก กับบรรดาพระ 500 รูป มาในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ก็เหมือนกัน ท่านเกิดในระหว่างนี้ แล้วก็อาศัยความดี ที่ปัญญาดี เคยทรงพระไตรปิฏกมา ก็มาเป็นพระทรงพระไตรปิฏก แล้วก็มีลูกศิษย์ลูกหารวมกันแล้ว 500 รูป หมายความว่า โรงเรียนที่ตั้งสอนน่ะ พระจะต้องมีจำนวนเต็ม 500 รูปอยู่เสมอ เป็นบริวาร จะเป็นลูกศิษย์

แต่ท่านบอกว่าภิกษุนี่ย่อมไม่มีแม้แต่ความคิด ไม่มีแม้แต่ความคิดว่า เราจะทำ สลัดออกจากทุกข์แก่ตน เราจะหยั่งเธอให้สังเวช เป็นดำริขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรู้ว่า พระโปฐิละ เป็น ผู้ทรงพระไตรปิฏก แต่ว่ามีแต่สัญญา ขาดปัญญา อย่าลืมนะ สอนใครก็สอน สอนตามแนวแห่งพระ ไตรปิฏกก็รู้สึกว่า สอนดี ไม่แยกแนว สวรรค์มีไหม ท่านบอกว่าพระไตรปิฏกยืนยันว่ามี พรหมโลกมีไหม พระไตรปิฏกก็ยืนยันว่ามี นิพพานสูญไหม นิพพานไม่สูญ นิพพานัง ปรมัง สุญญัง นิพพานเป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง นั้นหมายความว่า ธรรมว่างจากความชั่ว มานะทิฎฐิ ไม่มี ความชั่วนิดหนึ่งไม่มี นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ถ้านิพพานเป็นสภาพสูญ นิพพานก็ไม่มีคำว่าสุข เพราะว่าไม่มีอารมณ์รับสัมผัส การที่รู้ว่าสุขต้องมีอารมณ์รับสัมผัส ในเมื่อมีอารมณ์รับสัมผัส สภาพนั้น ไม่สูญ แต่จิตสูญจากความชั่ว จิตคบแต่ความดี จึงมีอารมณ์เป็นสุข

ท่านบอกว่าจำเดิม ตั้งแต่นั้นมาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสกับพระเถระ คือโปฐิละ ว่าในเวลาที่ ท่านโปฐิละ เข้ามาหา เข้ามานมัสการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็ทรงเรียกว่ามาเถิด คุณใบลานเปล่า แล้วก็บอกมาเถิด พระเถระผู้ทรงใบลานเปล่า ไอ้คำว่าเถรนี่ เถระก็แปลว่า พระผู้ใหญ่ ถ้าเถนที่ใช้ น สะกด แปลว่าหัวขโมย ถ้าใช้ ร สะกด ถ สระ เ ถ - ถุง ร- เรือ สะกด เถรตัวนี้ก็แปลว่าผู้ใหญ่ พระพุทธเจ้าก็ทรงยั่วเตือนให้รู้สติเวลาที่ท่านเข้าไปเฝ้า ท่านก็บอก นี่พ่อท่านเถรใบลานเปล่า เชิญมานี่ได้ เชิญมาเถอะจ๊ะ พ่อเถรใบลานเปล่า เวลาที่จะกลับ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าอย่างไร คุณเถรใบลานเปล่า กลับแล้วรึ หรือว่า เถรใบลานเปล่า กลับไปแล้วรึ เอา! จงไปเถิดให้มีความสุข ไปเถิด คุณใบลานเปล่า ไปเถิด เถรใบลานเปล่า

แล้วท่านก็บอกว่า แม้แต่เวลาที่พระเถระลุกไปก็ตรัสว่า คุณใบลานเปล่า ไปแล้วรึ พระโปฐิละ นั้นโดนเข้าหลาย ๆ รอบจึงมานั่งคิดในใจว่า เอ้! ไอ้เรานี่ก็มีการศึกษาดีอย่างนี้นี่นะ สามารถทรงพระ ไตรปิฏกนี่พร้อมทั้ง อรรถคาถา คำว่า อรรถคาถา คือว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าทรงเรียกบาลี ทีนี้คำอธิบายพระไตรปิฏกที่เขาอธิบายออกมาก็มีความเข้าใจเรียกว่า อรรถคาถา แล้วก็สามารถสอนธรรมแก่บรรดาภิกษุทั้ง 500 รูป แล้วในพระ 500 รูปนี่มีด้วยกันถึง 18 คณะใหญ่ แต่ว่าทำไมสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเรียกเราว่า เนื่อง ๆ บ่อย ๆ เห็นหน้าไม่ได้ เห็นหน้าทีไรก็ เถรใบลานเปล่า มาแล้วรึ เถรใบลานเปล่า ไปแล้วรึ เป็นอย่างนี้เสมอ

ท่านก็คิดว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังเรียกเราอยู่เนือง ๆ ว่า คุณเถรใบลานเปล่า ท่านคงจะคิดอย่างนี้ ก็เพราะเราไม่มีคุณวิเศษ นั้นก็หมายความว่า เรามีแต่ความรู้ในตัวหนังสือ แต่เราไม่มีคุณธรรมวิเศษ คือไม่มีฌานเป็นต้น แน่แท้ แล้วความจริงก็เป็นอย่างนั้น ท่านทรงพระไตรปิฏกตามสัญญาที่จำ แต่ปัญญาหรือวิริยะ คือปัญญาก็ดี ความเพียรก็ดี ที่จะทำจิตใจห่างระงับจากนิวรณ์ 5 ประการ เมื่อฌานเบื้องต้น คือปฐมฌานก็ไม่มี

นี่แหละบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร จำให้ดีนะ ถ้าแม้แต่ฌานก็ไม่มี มีหวังลงนรกแน่นอน ไอ้การที่จะเรียนรู้มาก ๆ ไม่ได้มีการคุ้มตัวได้เลย ถึงแม้ว่ามีฌานโลกีย์ก็เหมือนกัน แต่ถ้ามีฌานโลกีย์อย่างพระเทวทัตก็ยังลงนรกเลย นี่ไม่มีอะไรเลยก็ไปเบ่งกับเขาว่า ฉันเรียนจบชั้นนั้นชั้นนี้ ฉันเรียนจบพระไตรปิฏก ฉันเรียนจบอรรถคาถา ไม่มีใครสามารถจะสู้ฉันได้ ตัวนี้เป็นมานะกิเลส ฉะนั้น บรรดาท่านทั้งหลายที่ได้นักธรรมตรี นักธรรมโท ได้นักธรรมเอก หรือว่าเปรียญ หรือได้ปริญญา ก็จงดูตัวอย่งพระโปฐิละ พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงยกย่องสรรเสริญ กลับทรงตำหนิทำให้รู้สึกว่าตัวว่า ไอ้การรู้แค่หนังสือไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากจะมีมานะกิเลส ถือตัวถือตน ทำตนให้เป็นคนเลว เออ! ตัวอย่างคงจะมีเยอะนะในสมัยพระพุทธเจ้า ในสมัยนี้มีรึเปล่า แต่ว่าพระโปฐิละ นี่ท่านก็ดีนะ ท่านไม่ฝืนพระไตรปิฏก ว่าไม่ปฎิบัติตามพระไตรปิกฏ เอ้า! ที่ว่าไม่ปฎิบัติตามศีลคงจะมีแต่สมาธิในขั้นฌานสมาบัติ ไม่มีอริยมรรค อริยผลไม่มี มันก็เจ๊งกัน คงเท่านี้นะ

ต่อมาท่านบอกว่า ท่านมีความสังเวชเกิดขึ้นกับตัวเองรู้สึกสลดใจ ไอ้สังเวชนี่สลดใจ จึงคิดว่า บัดนี้เวลานี้พระพุทธเจ้าทรงติเราอย่างนี้ เราจะไปสู่ป่า ไม่เอาล่ะ อยู่บ้านอยู่เมือง ไม่เอาแล้วเป็นครูเป็นอาจารย์ใคร เขาไม่เอาแล้ว เราจะไปป่า แล้วก็ไปทำสมณธรรม ทำฌานให้เกิดขึ้น ตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานอย่างเลว ๆ ยังไง ๆ ชาตินี้ต้องเอาอรหันต์ให้ดี เกิดมีอารมณ์ดีขึ้นมา นั่นหมายความว่า อารมณ์ที่เป็นอกุศลถอยหลัง กุศลเข้ามาแทรกใจ จึงได้จัดแจงบาตรและจีวร เมื่อพร้อมแล้วก็ออกไป พร้อมไปด้วยภิกษุ ก็ออกไปป่า พร้อมกับบรรดาภิกษุลูกศิษย์ที่เรียนธรรมกับท่าน แต่ว่าไปทีหลังเขา หมายความว่า (นี่หนังสือท่านก็ว่ายัน ดันบอกว่าพร้อมออกไปทีหลัง อันนี้ไม่เป็นเรื่อง) หมายความว่า ลูกศิษย์ที่เรียน ๆ กับท่านจบพระไตรปิฏก ต่างคนต่างก็เข้าป่ากันไปเป็นแถว

แต่ว่า โปฐิละ เพิ่งจะรู้สึกตัวย่องไปทีหลัง ไปเวลาใกล้รุ่ง ทีนี้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่เข้าไปอยู่ในป่า เมื่อท่านจบพระไตรปิฏก ท่านศึกษาพระกรรมฐานกับพระพุทธเจ้า ท่านเรียนแล้วอย่าลืมว่าเรียนจบพระไตรปิฏกยังเอาดีไม่ได้ ไปศึกษากรรมฐานกับพระพุทธเจ้าท่าน ก็ลาไป ลาพระพุทธเจ้าเข้าป่าไป ไปทำแล้วเป็นอรหันต์กันเป็นแถว เป็นพระขีณาสพ หมดขีณาสพ คือพระอรหันต์ ทีนี้ก็เมื่อท่านเข้าไปถึงบริเวณป่า ไปที่บรรดาพระสงฆ์นั่งพัก นั่งพักผ่อนอยู่ด้วยกัน ไม่ได้กำหนดท่านว่า พระอาจารย์ (อะไรบาลี) พระเถระไปสิ้น 2,000 โยชน์แล้ว (บาลีนี่เลอะเทอะใช้ศัพท์) รวมความท่านเดินทางไปไกลแสนไกลถึงที่สุด ถึงที่ต้องการจะไปเข้าป่าลึก ไอ้ 2,000 โยชน์นี่ผมไม่แน่ใจ เดินไปยังไง แล้วก็เข้าไปหาภิกษุ 30 รูป ที่พักอยู่ที่นั่น ท่านใช้ถ้ำเป็นที่อาศัยบ้าง ปลูกกระท่อมน้อย ๆ เป็นที่อาศัยบ้าง เอาไม้ที่หักที่โค่นแล้ว เอามาทำเป็นศาลา เป็นที่ประชุมกันบ้าง ที่โน่นมี 30 องค์ ผู้อยู่ในอาวาสป่าแห่งหนึ่ง

แล้วท่านโปฐิละ ก็ไปไหว้พระสังฆเถระคือ พระสงฆ์ที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุด ที่นี่บอกว่า ท่านผู้เจริญขอรับ ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของกระผมด้วยเถิด แหม ! ดีมาก ลดมานะทิฎฐิ แล้วสังฆเถระ คือท่านคงมีอายุมากเป็นหัวหน้า ท่านเป็นธรรมกถึก ถ้าท่านพระสังฆเถระเป็นอรหันต์นะ ที่นี่กล่าวกับ พระโปฐิละ ว่านี่ท่านผู้มีอายุ อาจารย์ ท่านเป็นนักเทศน์ ท่านเป็นธรรมกถึก ท่านเป็นครูสอนธรรมะต่าง ๆ ที่ผมรู้นี่ก็เรียนมาจากท่าน อะไรล่ะครับ ที่ชื่อว่าท่านไม่รู้และท่านไม่ทราบ ที่ท่านต้องการอาศัยผม สิ่งนั้นมันไม่มี ความรู้ทุกอย่างก็เรียนมาจากพระคุณเจ้า พระคุณเจ้าจะเอาผมเป็นที่พึ่งได้ยังไง

ท่านโปฐิละ ก็บอกว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงอย่าทำอย่างนั้น ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของกระผมเถิดขอรับ (เจ็บคอ) นี่ท่านทั้งหลายจงอย่าลืมว่า บรรดาพระอรหันต์ท่านไม่โง่นะครับ เห็น พระโปฐิละ ก็ยังมี มานะทิฎฐิอยู่ ก็เมื่อก่อนนี้ มานะทิฎฐิ ถือว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ อีตอนนี้ท่านก็ไม่แน่ใจว่า การคลาย มานะทิฎฐิ นี่จะไปไหวหรือไม่ไหว ท่านก็ต้องทดลองหรือทรมานต่อไป พระเถระเหล่านั้นทั้งหมดท่านบอกว่า ล้วนแต่เป็นอรหันต์ทั้งหมด คือขีณาสพ

ลำดับนั้นพระมหาเถระคือพระผู้ใหญ่ที่สุดจึงบอกว่า สำนักผมน่ะ ที่ผมมีน่ะ ไม่สามารถจะสงเคราะห์พระคุณเจ้าได้อย่างไร เพราะท่านเป็นครูบาอาจารย์ และอีกประการหนึ่ง ความรู้ที่นำมาประพฤติปฎิบัติ ผมก็เรียนมาจากท่าน ผมช่วยไม่ได้ครับ ผมไม่มีความรู้พอที่จะสอนท่านได้ กรุณาไปหาพระองค์อื่นเถอะ แล้วท่านก็ส่งไปสำนักของอนุเถระ คือพระเถระ ผู้ใหญ่ที่รองๆ ลงไป ตามที่ท่านส่งไปคิดว่าท่านคิดว่าภิกษุนี้มีมานะ เพราะอาศัยการเรียนมาก แม้แต่พระอนุเถระ บรรดาพระเถระทั้งหลายที่รอง ๆ ลงมา ก็กล่าวกับพระโปฐิละ ว่า นี่อาจารย์ ผมสอนท่านไม่ได้หรอกครับ ผมมีความรู้น้อย ทุกสิ่งทุกอย่างรู้มาจากพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าไปหาพระองค์อื่นเถอะ ท่านก็ส่งต่อๆ ๆ กันไป รวมความว่า พระ 30 รูป ไม่มีใครยอมเป็นครู พระโปฐิละ

องค์สุดท้ายบอกว่า โอ้! อาจารย์ครับ ถ้าจะศึกษาจริง ๆ ต้องการที่พึ่งก็มีสามเณรคนฉลาดอยู่องค์หนึ่ง พวกผมนี่ความฉลาดสู้เณรองค์นั้นไม่ได้ เณรนี่มีอายุ 7 ขวบครับ แล้วเป็นพระอริยเจ้า พระอรหันต์ แล้วก็เป็นผู้บวช ไปหาองค์นั้นก็แล้วกัน บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายจึงส่งไปหาเณรที่บวชใหม่ที่สุด อย่าลืมว่า บวชใหม่ที่สุดแล้วก็เป็นอรหันต์แล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว พระพุทธเจ้าเรียกพระมหาเถระ ไปถึงเณรกำลังเย็บผ้าอยู่ ณ ที่พักกลางวัน พระเถระทั้งหลายก็นำมานะข้อนั้นออกได้โดยนโยบายดังนี้ (ปัดโธ่เอ้ย! บาลีไม่น่าเลย) เมื่อ พระโปฐิละ นั้นเข้าไปหาสามเณรก็ไปบอกยกมือไหว้ขอร้องว่า พระอาจารย์สามเณรครับ อาจารย์ได้โปรดสงเคราะห์ สามเณรสงเคราะห์ผมด้วยเถิด ช่วยเป็นที่พึ่งผมด้วยเถิด สามเณรบอก โอ้ย! ตายแล้วอาจารย์ ตายจริงอาจารย์ ท่านพูดอะไร ท่านเป็นคนแก่ ท่านเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงพระไตรปิฏก เป็นครูบาอาจารย์ ทำไมจะขอให้ผมเป็นที่พึ่ง ผมเป็นไม่ได้หรอกขอรับ

ท่านโปฐิละ บอกว่า ท่านสัตตบุรุษ ท่านอย่าทำอย่างนั้นเลย ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของผมเถิด

สามเณรก็ถามว่า ท่านขอรับ หากท่านจักเป็นผู้อดทนต่อโอวาท ผมจะเป็นที่พึ่งของท่าน เณรนั้นเป็นผู้ใหญ่ขึ้นหน่อย ท่านโปฐิละ ก็บอกว่า ผมเป็นผู้อดทนได้ ท่านสัตตบุรุษอดทนได้แน่ เมื่อท่านกล่าวว่าจงเข้าไปสู่ไฟ ผมก็จะเข้าไปสู่กองไฟ แม้จะตายก็ยอม หมายความว่า ผมอดทนได้ สั่งอย่างไรผมก็จะปฎิบัติตาม บอกเอ้า ! วิ่งเข้าไป โดยกองไฟผมพร้อมจะเข้าไปนั่ง สามเณรจึงทดลองความ ลดมานะทิฎฐิ ก็บอกนี่อาจารย์ครับ ตรงสระน้ำ ถ้าอาจารย์ต้องการผมเป็นที่พึ่งจริง ๆ กรุณาลงไปใน สระน้ำนั้นครับ แต่ความจริงเวลานั้น ท่านโปฐิละ ห่มจีวร 2 ชั้น จีวร 2 ชั้น มีความหนัก เมื่อถูกน้ำจะหนักมาก ยอมปฎิบัติตาม เดินลงไปจะลงน้ำ ลงสระน้ำจริงๆ พอจีวรจุ่มนิดเดียว สามเณรบอก พระคุณเจ้าครับ มาได้ ขออภัยด้วย หลังจากนั้นพระสามเณรก็แนะนำให้พระโปฐิละ จับอารมณ์อยู่นิดหนึ่ง ก็ฟังให้ดีนะครับ ท่านบอก มาเถิดครับ แล้วกล่าวกับท่านผู้มายืนอยู่ด้วยคำเดียวว่า ท่านผู้เจริญในจอมปลวกแห่งหนึ่ง มีช่องอยู่ 6 ช่อง ฟังให้ดีนะครับ ในช่องเหล่านั้น เหี้ยเข้าไปอยู่ภายในโดยช่องหนึ่ง ๆ ช่องหนึ่งก็มีเหี้ยตัวหนึ่ง ช่องหนึ่งก็มีเหี้ยตัวหนึ่ง หากบุคคลผู้ประสงค์จะจับมัน จึงอุดช่องทั้ง 5 เสีย แล้วก็เปิดไว้ช่องหนึ่งเป็นช่องที่ 6 แล้วก็ทำลายช่องที่ 6 หมายความว่า เหี้ยมันก็ไปไม่ได้ แล้วก็ในที่สุด บรรดาเหี้ยทั้งหลายเหล่านั้นก็จะอยู่ในมือเรา ดูเหมือนกับไอ้บรรดาช่องต่าง ๆ มันก็คือทวารทั้ง 6 ท่านจงปิดทวาร 5 ทวาร ปิดเสียให้เหลืออยู่ทวารเดียวคือ ทวารใจ เริ่มบริกรรมในใจ คือการภาวนา และพิจารณาด้วยในมีประมาณเท่านี้ ความแจ่มแจ้งจะได้มีแก่ท่านผู้เป็นพหูสูต

พระโปฐิละ ก็กล่าวว่า เอาล่ะครับ พอแล้วครับ ผมเข้าใจผมจะปฎิบัติตามท่าน ท่านสัตตบุรุษผู้มีพระคุณ เห็นไหม ท่านตัดมานะทิฎฐิ แม้แต่กับเณรอายุ 7 ปี ท่านหมดมานะจริง ๆ แม้แต่ยกมือไหว้ ท่านก็พร้อมทำ เท่านี้ก็พอแล้วครับ ผมเข้าใจแล้ว จึงใช้ปัญญาหยั่งลงฌาน หยั่งฌานลงในกรัชกาย คือพิจารณาร่างกาย พระสมณธรรม เห็นว่าร่างกายนั้นมีสภาพเป็นทุกข์ มีสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มันเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก มันไม่มีอะไรทรงตัว รู้พระไตรปิฏกแล้วคล่องตัวมีความเข้าใจ

เวลานั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ไกล 120 โยชน์ ทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้น แล้วดำริว่า ภิกษุนี้ผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินประการใดและที่เธอจะตั้งตนไว้โดยประการนั้นแลย่อมสมควร จึงได้ทรงเปล่งรัศมีไป (ฉัพพรรณรังสีนา) เหมือนกับพระองค์ประทับอยู่ด้านหน้า กล่าวว่า ปัญญาย่อมเกิดเพราะการประกอบ ความสิ้นไปแห่งปัญญาเพราะการไม่ประกอบ คือไม่คิดไม่ใคร่ครวญ ไอ้การประกอบปัญญาจะเกิด เพราะคิดเพราะใคร่ครวญ เพราะทบทวนหาความจริง ปัญญาจะสิ้นไปเพราะการไม่ใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็นจริง ๆ ในการประกอบ บัณฑิต คือผู้รู้จงรู้ทาง 2 แพร่ง แห่งความเจริญและความเสื่อม ขอท่านจงตั้งตนไว้โดยประการที่ ปัญญาจะเจริญได้

เมื่อสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสอย่างนี้ ท่านก็ใคร่ครวญตาม ในที่สุดท่านก็บรรลุพระอรหัตผลเป็นอริยบุคคลสูงสุดในพระพุทธศาสนา ที่ผมนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ไม่ประมาทในชีวิต จงอย่าคิดว่าเรารู้จากกระดาษ จากหนังสือ ที่ประเทศจีนมักจะเรียกอเมริกาว่า เสือกระดาษ อันนี้ไม่มีประโยชน์นะครับ มันเป็นมานะถือตัวถือตน เป็นนักธรรมเอก เป็นเปรียญ 9 ประโยค หรือว่าเป็นปริญญาอะไรต่ออะไรก็ตาม อันนี้ถ้าหากขาดการปฎิบัติ ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์เสียอย่างเดียวลงนรก มีศีลบริสุทธิ์ยังไม่ได้ฌานโลกีย์ก็ยัง ไม่พ้นนรก ได้ฌานโลกีย์ก็ยังไม่พ้นนรก อย่างเลวที่สุดก็ทำตนให้เป็นพระโสดาบัน เราจะเป็นพระโสดาบันได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญ รักษาอารมณ์พระโสดาบันไว้ หนึ่งคิดว่าชีวิตนี้มันต้องตาย ประการที่ 2 มีความเคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ แล้วประการที่ 3 ทรงศีล ตามสภาวะของตนให้บริสุทธิ์ แล้วประการที่ 4 การกระทำทุกอย่างไม่หวังผลตอบแทนในปัจจุบัน ต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน อย่างนี้ถือว่าเป็นอารมณ์ของพระโสดาบัน ถ้ารักษาไว้ได้กำลังใจขั้น สุดท้าย คือพระอรหันต์ เป็นของไม่ยาก

เอาล่ะ บรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า และบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท สัญญาณบอกหมดเวลาปรากฎแล้ว ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาพุทธศาสนิกชนและเพื่อนภิกษุสามเณรที่รักทุกท่าน สวัสดี.
 
 
Comments