พระสูตรก่อนนิทรา

บุพกรรมพระพุทธเจ้า

บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย และบรรรดาญาติโยมพุทธบริษัท นิทานก่อนนอนวันนี้ก็ต่อเรื่องน้ำมนต์ของพระพุทธเจ้า แต่ว่าตอนนี้ไม่มีน้ำมนต์แล้ว เลิกกัน ทีนี้เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไป เมือง ไพสาลี พระเจ้าพิมพิสาร จัดการบูชาใหญ่ ไปส่งลงน้ำถึงคอ แล้วทาง เมืองไพสาลี ก็จัดการบูชาใหญ่ มีการปราบพื้นที่ทั่ง 2 ฝั่ง 8 โยชน์ โรยดอกไม้ 5 สี แค่เข่า แล้วก็พากันจัดฉัตรให้มีการบูชากันหนัก ฉะนั้นเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงเหยียบพื้นธรณี เมืองไพสาลี คือฝั่งโน้นเป็นครั้งแรก ฝนตกหนัก บรรดาพระสงฆ์นั่งประชุมกันว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์จริง ๆ บรรดาเพื่อนทั้งหลาย ที่พระพุทธเจ้านี่เราอยู่กับท่านมาปีเศษ ยังไม่เคยเห็นองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ แสดงปาฎิหารย์อย่างคราวนี้ เป็นอัศจรรย์มาก ต่างคนต่างชมจนปากเปียกปากแฉะ เวลานั้นพระพุทธเจ้าเสด็จอยู่ในพระมหาวิหาร อาศัยความเป็นทิพย์ของ โสตประสาท สมเด็จพระบรมโลกนาถฟังพระคุยกันก็เข้าใจ ฟังรู้เรื่องหมด แต่ลีลาขององค์สมเด็จพระบรมสุคต

ฟังให้ดีนะครับ บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร พระพุทธเจ้าใช้ลีลาแบบไหน เราเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระจอมไตร ต้องใช้ลีลาแบบนั้น อย่าทำปากพล่อย ๆ ว่าคนโน้น ว่าคนนี้ ลองปากเสียอย่างนั้น ศีล 5 ไม่มี กรรมบถ 10 ไม่มี อย่างนั้นก็ ศีล 227 มันก็มีไม่ได้ และการคัดค้านคำสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตร พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นเดียรถีย์ อันนี้ขอทุกท่านระมัดระวังนะครับ อย่าเดินตามเสือ เพราะเสือมันเป็นสัตว์ร้าย มันวิ่งเร็ว เราวิ่งไม่ทันเสือ ผลที่สุดมดจะกัดตาย

รวมความว่า เมื่อบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายนั่งประชุมกันถึงความมหัศจรรย์อย่างนั้น องค์สมเด็จพระทรงธรรม์ทราบหมดทุกอย่าง ได้ยินหมด สมเด็จพระบรมสุคตจึงมาพิจารณาว่า เราไปเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง จะมีประโยชน์กับพวกเธอบ้างไหม? ก็ทราบว่าเมื่อคุยจบ เล่าเรื่องนี้จบ อานิสงส์จบ บรรดาท่านที่ฟังอยู่ทั้งหลายเหล่านั้น อย่างน้อยจะได้พระโสดาบันถึงอรหันต์ เมื่อเห็นว่าประโยชน์มี องค์สมเด็จพระชินศรีก็เสด็จไป เมื่อเข้าไปใกล้ถึงที่นั่นแล้ว บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายก็ปูอาสนะ คือปูผ้าอาราธนาองค์สมเด็จพระประทีปแก้วประทับนั่ง โดยจริยาของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ต้องทำตาม

ท่านรู้ทุกอย่างแต่ก็ต้องถามว่า ภิกขเว ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เธอนั่งคุยกันเรื่องอะไร บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายก็กราบทูลให้ทรงทราบ สมเด็จพระบรมโลกนาถจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่เขาปราบทางให้ราบเรียบก็ดี 8 โยชน์ โรยดอกไม้ 5 สีก็ดี กั้นร่มก็ดี เวลาเหยียบ แผ่นดินฝั่งโน้น ฝนตกก็ดี อันนี้ไม่ใช่บารมีที่ตถาคตบำเพ็ญบารมีมาดีเต็มแล้วเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ไม่ใช่อานุภาพของเทวดาหรือพรหม หรือนาคบันดาล แต่ว่าเป็นผลความดีในกาลก่อนของตถาคตที่ทำบุญนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ว่ามีผลมาก เมื่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าดำรัสอย่างนี้แล้วก็ทรงหยุดอยู่

อันนี้เป็นลีลาขององค์สมเด็จพระบรมครู ถ้าไม่มีใครอาราธนาให้เล่าต่อไป ท่านก็ไม่เล่า ต้องฟังให้ดีนะครับ ฟังให้ดีแล้วจำไว้ด้วยว่า คนถ้าเขาไม่มีศรัทธาให้เราพูด เราจงอย่าพูด ถ้าพูดไปหน่อยหนึ่งไม่ทันจบเขาไม่สนใจฟัง เลิกมันเสียเลย อย่าไปพูดให้มันเหนื่อย ในเมื่อเขาไม่สนใจฟัง ต้องดูตัวอย่างพระพุทธเจ้า

ในเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้นแล้ว บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายที่อาราธนาองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ให้ดำรัสเรื่องราวความเป็นมา ท่านจึงตรัสว่า ภิกขเว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลก่อนนี้ ผมก็จะจำชื่อบ้านเขาไม่ถูก รู้จัก ตักสิลา ที่ใน เมืองตักสิลา ในสมัยนั้นมันคนละสมัยกับสมัยที่พระองค์อยู่นะ พระองค์เองอยู่เมืองตักสิลา เวลานั้นเป็นพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพราหมณ์ มีชื่อว่า สังขะ (ดูตำราน่ะ) เขาบอกว่ามีพราหมณ์คนหนึ่งมีชื่อว่า สังขะ แล้วก็มีลูกชายคนหนึ่งชื่อว่า สุสิมะ เป็นอันว่าพราหมณ์ชื่อ สังขะ นี่มีลูกชายคนหนึ่งที่ เมืองตักสิลา นะครับ ชื่อว่า สุสิมะ ต่อมา สุสิมะ โต อายุ 16 ปี ก็อยากจะเรียน ไตรเพท เพราะพราหมณ์เขาถือว่าเรียน ไตรเพท แล้วก็ ถ้าจบเป็นพราหมณ์ชั้นดี แต่เหมือนกับพระเราที่เรียนจบพระไตรปิฎก ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เถรใบลานเปล่า เพราะอะไรรู้ไหม จบพระไตรปิฏก ถ้าไม่ปฎิบัติในศีล สมาธิ ปัญญา ให้ดี ไม่มีอะไรเป็นผล ลงนรกอย่างกับท่านกบิลภิกขุ มีการทะนงตัว ดัดแปลงคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ก็ไปสอนอย่างนั้น มามัวเมาในลาภสักการะ มีคนเคารพนับถือมาก ก็โกหกมดเท็จ นี่ไอ้ลิงดำมันเป็นลิงตั้งแต่เด็ก ๆ พระพุทธเจ้าเรียกว่าไอ้ลิง นี่อย่างนี้เขาเรียกว่า นินทาคน แต่ความจริงผมจะเข้ามาในเขตพระพุทธศาสนา ผมเตรียมกับการเป็นพ่อคนมาตั้งหลายปี เด็กยังไง สามารถทำคนให้มีลูกได้ แต่บังเอิญมันไม่มีลูก อาชีพนี้เป็นอาชีพประจำของผม ปกติเลย ทีนี้เวลาบวชมันถึงได้เบื่อ บวชอยู่ได้นาน เพระอะไร เอือม ไอ้อาหารมันมีมากไปมันก็เอือม คนที่ไม่มีกินก็หิว ไอ้คนมีมากไปก็เอือม อย่าง พระพุทธเจ้าท่านก็เอือมเหมือนกัน บำรุงบำเรอท่านมากเกินไป ท่านก็เอือม (อย่างกับท่านอะไรล่ะ อือ! จมูกก็ไม่ดี)

เป็นอันว่าเขาเล่ากันต่อมาดีกว่า เมื่อ ท่านสุสิมะ ท่านต้องการจะเรียน ลูกชายจะเรียน ลูกชายชื่อ สุสิมะ นะ (พ่อชื่อ สังขะ) ต้องการจะเรียน ลูกต้องการจะเรียนไตรเพท ก็ท่องมนต์ พ่อก็บอกว่ามีพราหมณ์เป็นเพื่อนของพ่ออยู่ในเมือง เขาเก่งมาก ก็พาเขาเข้าไปหาเพื่อนของพ่อที่เป็นพราหมณ์ เพื่อนของพ่อที่เป็นพราหมร์ก็ดีมาก รู้ว่าเป็นลูกของเพื่อนก็เต็มใจสอนด้วยความเต็มใจ ท่านสุสิมะ เรียนไม่ช้าไม่นาน เรียนจบเร็ว มีความฉลาดมาก เพื่อนของพ่อดีใจมาก รักมาก แต่ว่า ท่านสุสิมะ เป็นคนมีปัญญาสูง มีบารมีเต็ม เมื่อเรียนไตรเพทจบ ก็มาใคร่ครวญว่า ความรู้ที่เราเรียนนี้มันได้แต่ในเบื้องต้น กับท่ามกลางความเห็นเท่านั้นเอง เห็นเบื้องต้นกับท่ามกลาง แต่ไม่เห็นที่สุด

ญาติโยมพุทธบริษัท เข้าใจไหม แล้วเพื่อนภิกษุสงฆ์สามเณรที่รักเข้าใจไหม เบื้องต้นคือการเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ท่ามกลางคือการเกิดเป็นพรหม แล้วที่สุดนั้นหมายความว่า หนีจากการเกิดต่อไปคือนิพพาน วิชาของพราหมณ์ไม่มี ท่านสุสิมะ พิจารณาใคร่ครวญแล้วใคร่ครวญอีก แต่มันไม่ถึงที่สุด มองไม่เห็นที่สุดว่ามันจะไปจบชีวิตเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่าไอ้เกิด แก่ เจ็บ ตาย นี่มันน่าเบื่อ เราไม่ควรจะเกิด แก่ เจ็บ ตายต่อไป มันควรความรู้ที่เรียน ควรจะพ้นจากการเกิด การแก่ การเจ็บ กาตาย จึงเข้าไปหาอาจารย์ ท่านลุงครับ ความรู้ที่ศึกษานี่ ผมมองเห็นแต่เบื้องต้นกับท่ามกลาง แต่ก็ไม่เห็นที่สุด พอจะเข้าใจไหมครับ ที่สุดพอจะสอนผมได้ไหม ท่านพ่อบุญธรรมหรือท่านลุงบอกว่า ฉันก็เห็นแค่นั้นเหมือนกัน เห็นได้แค่เบื้องต้นกับท่ามกลาง ที่สุดก็มองไม่เห็น ท่านสุสิมะ ก็ถามว่า ใครครับที่จะเห็นท่านพ่อ ท่านเพื่อนของพ่อก็บอกเลยว่า ฤาษีในป่า ฤาษีในป่าเห็นที่สุด ท่านสุสิมะ ก็ลาไปหาฤาษีในป่า

แต่ความจริงพราหมณ์เขาคิดว่าเป็นฤาษี แต่ความจริงเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เวลานั้น พระปัจเจกพุทธเจ้ามาก เพราะมันเป็นเวลาว่างจากพระพุทธเจ้า เมื่อสิ้นศาสนาพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้า บรรลุขึ้นมา ไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้า ถามถึงที่สุดแห่งการปฎิบัติให้พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย พระปัจเจกพุทธเจ้า บอกคณะของเรามี คณะของเราทุกคนนี่ศึกษาถึงที่สุดด้วยกันทั้งหมด แล้วเมื่อศึกษาถึงที่สุดแล้ว ต่อไปขึ้นชื่อว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มี มีแต่ความสุข มีชีวิตอยู่ก็มี ความสุข ตายไปแล้วก็พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต่อไป

ท่านสุสิมะ ก็ขอศึกษา บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นอาวุโสก็บอกว่า ศึกษาได้ นี่ไม่หวง ใครอยากจะศึกษา ศึกษาได้ ก็ขอเรียนเดี๋ยวนั้น ท่านบอกเรียนเดี๋ยวนี้ไม่ได้หรอก เพราะแต่งตัวไม่ เหมือนกัน คนจะเรียนวิชานี้ต้องแต่งตัวเหมือนกัน ถ้าแต่งตัวไม่เหมือนกันเรียนไม่ได้ ทั้งนี้เพระอะไร เพราะว่า สุสิมะ ศึกษาวิชาของพราหมณ์ แต่งตัวแบบพราหมณ์ ท่านพระปัจเจกพุทธเจ้า ถือว่าเป็น ความรู้ที่ต่ำ และพราหมณ์ทะนงตน ว่าเป็นพวกพรหม เป็นเพศที่สูง เป็นตระกูลที่สูง มานะมันยังมีอยู่ ท่านจึงแก้ มานะ ว่าต้องแต่งตัวเหมือนกัน ดูซิว่าเขาจะยอมหรือไม่ยอม แต่ความจริง พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็คล้ายคลึงกับพระพุทธเจ้านะ อย่าลืม มีกำลังสูงกว่าพระอรหันต์มาก เป็นพระพุทธเจ้าประเภทหนึ่ง แต่ว่าไม่สอนใครเป็นสาธารณะ ต้องการเฉพาะคนที่ศรัทธาไปหาท่าน เมื่อท่านสุสิมะ ฟังแล้วก็ตั้งใจ เอ้า! บวชก็บวช แต่งตัวเหมือนกัน ท่านก็ปลงผม นุ่งสบง ห่มจีวรเหมือนกัน ท่านพระปัจเจกพุทธเจ้า จัดหามาให้ แล้วก็ตั้งใจศึกษา ในที่สุดไม่ช้า ใช้เวลาไม่กี่วันท่านก็บรรลุเป็น พระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ว่าการเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เป็นไม่นานอีกเหมือนกัน อยู่ไม่นาน ไม่สักกี่วันนัก ก็เห็นจะประมาณสักเดือนเห็นจะได้มั้ง ท่านก็ต้องนิพพาน ทั้งนี้เพระอะไร เพราะว่าท่านบอกกรรมประเภทหนึ่ง ที่ทำให้อายุสั้นจะต้องนิพพานมาถึงท่าน ท่านก็ต้องนิพพาน กรรมประเภทนั้นก็คือ อำนาจของอกุศลกรรมที่มีโทษ ปาณาติบาต มาตั้งแต่ครั้งอดีตชาติ มันก็มาตามท่าน

นี่แหละบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร ฟังแล้วก็จำไว้ด้วยนะ ญาติโยมพุทธบริษัทก็เหมือนกัน เคยมาหาอาตมาบ่อย ๆ อยากมีอายุยืนบ้าง มีโรคภัยไข้เจ็บ ขอให้ช่วยรักษาบ้าง อาตมาเองนี้ก็ป่วยมากจริง ๆ เข้าเป็นปีที่ 3 แล้ว อาการยังไม่ดีขึ้นเลย ท้องไส้ก็รบกวน เวลาที่พูดอยู่เวลานี้ก็หนัก เมื่อวานนี้วันที่ 21 วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2527 วันวานก่อนพูดนี่ ตั้งใจจะมาพูด พอเริ่มจะตั้งท่าจะพูด ทั้งเสมหะ ทั้งจมูกหายใจไม่ออก มันล่อซะอย่งหนัก วันนี้ก็เอาเหมือนกัน แต่เบาหน่อย ในเมื่อมันเบา เว้นจากการพูดประเภทนี้มานานเดือน พระก็ฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็เลยคิดว่าในเมื่อมันไม่หาย เราก็ให้มันหายไปเสียเอง พูดให้มันตายไปเลยหมดเรื่องหมดราว ไหน ๆ จะตาย ถ้าคุยเรื่องธรรมะ จิตใจมันชุ่มชื่น อาการจิตใจมันก็ดี ร่างกายมันไม่ดี แต่ใจมันสบาย ทีนี้เรื่องโทษปาณาติบาต นี่ทำให้ป่วยไข้ไม่สบาย แล้วก็ทำให้อายุสั้นพลันตายเหมือนท่านสุสิมะ ท่านพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงนามว่า สุสิมะ นิพพานแล้ว บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย กับชาวเมืองพากัน (เมืองไพสาลี นะ) พากันทำการฌาปนกิจเผาศพท่าน แล้วก็สร้างสถูป สร้างเจดีย์เหมือนกับรูปบาตรคว่ำ บรรจุกระดูกของท่าน ต่างคนต่างไหว้บูชาในเวลานั้น

ปรากฎว่า สังขพราหมณ์ เห็นลูกชายไปนานก็คิดถึง ตอนนี้ผมลืมบอกตั้งแต่ตอนต้น ท่านบอกว่า คถาคตทำบุญเล็กน้อยแต่ได้บุญใหญ่ ก็ไปหาเพื่อน ถามกับเพื่อน ลูกชายอยู่รึเปล่า เพื่อนก็บอกว่าเขาเรียนจบแล้ว เขาไม่พอใจ เขาไม่เห็นที่สุด เขาขอไปเรียนกับฤาษีในป่า ท่านก็ไปที่ เมืองไพสาลี ไปจาก เมืองตักสิลา ไปเมืองไพสาลี นะ คิดว่าคนแถวนั้นอาจจะรู้เรื่องบ้าง เห็นเขาชุมนุมกันมีการบูชาทำประทักษิณเวียนเทียนพระสถูปก็เข้าไปถามว่า คิดว่าคนแถวนั้นคงได้ข่าวลูกชายเราบ้าง ก็ไปถามว่า นี่พ่อทั้งหลาย แม่ทั้งหลาย ได้ยินข่าว สุสิมะมานพ นี่บ้างไหม คนทั้งหลายเหล่านั้นทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะ เขากำลังเวียนเทียนพระสถูปของท่าน อ้อ ! สุสิมะ น่ะรึ ท่านสุสิมะ เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้ายังหนุ่ม เด็กมาก อายุประมาณ 16-17 ปี แต่ความดีของท่านมีมาก แต่กรรมบางอย่างทำให้ท่านต้องนิพพานเสียแล้ว พวกข้าพเจ้ากำลังเวียนเทียนกับท่านนี่ ทำฌาปนกิจเสร็จก็ทำสถูปใช้เครื่องประดับ แล้วก็เวียนเทียนบูชาความดีของท่าน สังขพราหมณ์ ได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้ แง ! แง! แง! แล้ว โฮ! โฮ! โฮ! แง ๆ ยังกะเด็ก ก็ร้องไห้ เสียใจมากทำยังไงล่ะ เขาบูชากันนี่ท่านเดินทางไม่มีอะไร ก็เลยเอาผ้าขาวม้าของท่านที่ติดมานั่นล่ะ ไปกอบทรายข้างนอกใส่ผ้าขาวม้า ห่อมาก็โปรยปรายทาง ทำให้ทางข้าง ๆ พระสถูปนั้นราบเรียบ คือขนทรายมา ใช้ผ้าขาวม้าห่อ ไม่มีอะไร ใช้ผ้าขาวม้าจนทางเรียบพอใช้ได้ จะให้มันดีเหมือนถนนนั้นไม่ได้ แล้วไปเอาต้นไม้ที่มีดอกมาปลูกข้าง ๆ พระสถูป แล้วก็เอาน้ำมารดต้นไม้ แล้วก็มันไม่มีอะไรทำ ธงก็เอาผ้าฉัตร ผ้าขาวม้านี่ทำธงขึ้นไปปักบนยอด มีร่มอยู่คันหนึ่ง เข้าไปกางบนยอดพระสถูป อย่านึกว่าพระสถูปแหลมเปี๊ยบจะดี นี่ไม่ใช่นะ เป็นรูปบาตรคว่ำขึ้นไปได้

องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา จึงได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ภิกขเว ดูกรภิกษุทั้งหลาย คถาคตทำบุญเล็กน้อยเท่านี้ เป็นปัจจัยให้ได้การบูชาในสมัยนี้ คือที่พระเจ้าพิมพิสาร บูชาก็ดี พระเจ้ามหาลิ เจ้าเมืองไพสาลี บูชาก็ดี นาค คนธรรพ์ เทวดา พรหม บูชาเป็นการใหญ่ ยกฉัตรกันทั่วจักรวาลก็ดี เป็นบารมีในสมัยที่ตถาคตเกิดเป็น สังขพราหมณ์ บูชา ท่านสุสิมะ พระปัจเจกพุทธเจ้า จึง กล่าวเป็นอย่าง ๆ ว่า

การที่เขาปราบพื้นที่ให้เรียบ 8 โยชน์ คือ ฝั่งนี้ 5 โยชน์ ฝั่งโน้น 5 โยชน์ รวมเป็น 8 โยชน์ นั่นล่ะ อานิสงส์มาจาก การเกลี่ยทราย เอาทรายมาโปรยปราย ทำให้ทางข้าง ๆ พระสถูปเรียบพอใช้ได้ มันไม่เรียบเหมือนถนน แต่ทำให้เป็นหลุมเป็นบ่อ ก็ไปทำให้มันเต็มนิด ๆ หน่อย ๆ พอเป็นทางเรียบดี ท่านบอกอานิสงส์นี้เป็นปัจจัยเขาปราบทางให้เรียบ 8 โยชน์ ที่ตถาคตจะเดินไปแล้วก็อาศัยที่เอาต้นไม้ดอกมาปลูกข้าง ๆ สถูป เป็นการบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่มีนามว่า สุสิมะ ก็เป็นเหตุให้ 2 ฝั่ง เขาเอาดอกไม้ 5 สี มาโปรยปรายในระหว่างทาง สูงประมาณเข่าที่เราตถาคตเดินไป

การที่เขาจัดฉัตรให้แก่ตถาคตก็ดี คือร่มให้กับบรรดาพระสงฆ์ก็ดี เพราะอานิสงส์ที่ตถาคตจัดร่ม เอาไปกางไว้บนยอดพระสถูป

การที่เขาจัดธงทิว ปักเรียงรายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางทั้ง 2 ฝั่ง แล้วเทวดาและพรหมและนาค จัดธงแก้วมณีแก้วประพาฬ ธงวิเศษนั้นก็อาศัยผ้าขาวม้าที่เราไปทำธงบนยอดพระสถูป

การที่ตถาคตเหยียบเมืองไพสาลี เป็นวาระแรกที่เขาถึงแล้วฝนตกใหญ่ก็เป็นปัจจัยจากการนำเอาน้ำมารดต้นไม้ที่เป็นไม้ดอก เป็นปัจจัยให้ฝนตกใหญ่

อันนี้แหละบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย และญาติโยมพุทธบริษัท ฟังของท่านแล้วก็จำให้ดี การบำเพ็ญกุศลบุญราศีสักเล็กน้อยมันมีอานิสงส์มากอย่างนี้ แต่ว่าเราจะต้องบูชากันด้วยศรัทธาแท้ อย่างวัดของเรานี่ พระทำงานหน้าที่กันคนละอย่าง ทุกองค์ไม่มีใครรังเกียจกัน จนกระทั่งมีหลาย ๆ ท่านมา ปรารภว่า พระที่วัดนี้เอางานเอาการดีจริงจัง คนไม่รังเกียจกัน เป็นที่ชื่นชมยินดี นี่เป็นความดีของท่าน อย่าทิ้งความดีเสีย จงรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็ม ดูอานิสงส์ ที่พระพุทธเจ้าทรงทำเล็กน้อยแต่ผลมีขนาดนี้ แล้วอานิสงส์ของพวกท่านล่ะ จะมาแจกแจงอานิสงส์กันเห็นจะไม่ไหวแน่ ของท่านทำงานกันทุกประเภท ใครถนัดทางไหนทำทางนั้น ฝ่ายเจ้าหน้าที่อย่าง ศาลานวราช ก็ดี ธัมมวิโมกข์ ก็ดี ฝ่ายควบคุมการก่อสร้างก็ดี ทำงานเบ็ดเคล็ด เป็นช่างทุกประเภท ช่างควบคุมต่าง ๆ ทำงานเกี่ยวกับหนังสือ มีการคล่องแคล่วในการศึกษา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่เห็นเป็นมหัศจรรย์ ในปัจจุบันวัดของเราไม่ได้ตั้งโรงเรียนนักธรรม ผมไม่สอนนักธรรมเพราะอะไร เพราะนักธรรมนี่ไม่จำเป็นจะต้องสอน ถ้าสอนแล้วไม่รักจะเรียนมันก็สอบไม่ได้ สอบได้ก็เอาอะไรดีไม่ได้ ไอ้ที่ว่าเลว ๆ กันน่ะ เป็นนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก เป็นเปรียญไหนต่อเปรียญไหน เลวเยอะแยะถมเถไป แล้วเป็นอะไรต่ออะไร เป็นขึ้นมาเขายกย่องสรรเสริญก็ยังไม่ทิ้งเลว นั้นเพราะการศึกษาไม่ได้ประกอบด้วยศรัทธา และบรรดาท่านทั้งหลายปรากฎได้ นักธรรมตรี บ้าง นักธรรมโท บ้าง นักธรรมเอก บ้าง ในการดูเอง ดูหนังสือเอง แล้วก็ไปสอบ แต่ไม่ใครตกสักคน นี่เป็นผลความดีในด้านศรัทธาตั้งใจจริงของท่าน อาศัยบารมีช่วย และญาติโยมพุทธบริษัทช่วยคนละไม้คนละมือ ประเภทช่วยด้านอาหารนี่ ตายไปแล้วกินไม่ไหว ถ้าเกิดใหม่ ถ้าสร้างวิหารทาน นี่จะรวยใหญ่ ถวายสังฆทานก็รวยใหญ่ ประเภทจัดสนามหญ้า ปลูกดอกไม้นี่ไม่ต้องห่วง ดูพระพุทธเจ้าท่านเอาดอกไม้ ปลูกดอกไม้ไม่กี่ต้นหรอก ปลูกใหญ่ ฉะนั้นพรรณากันไม่ไหว แต่ความดีทั้งหลายทั้งหมดนี่ที่ทำกัน เราอาจจะทำงานไปตามหน้าที่บ้าง แล้วถูกเขาตั้งอยู่ในเกณฑ์ให้เป็นหน้าที่ที่ต้องทำบ้าง

แต่ว่าทุกอย่างนี้เป็นปัจจัย ให้ทุกคนเข้าถึงพระนิพพาน ทั้งนี้เพระอะไร ทุกคนที่ทำ ถ้าทุกท่านที่ทำจริงเป็นพวกมี ปัญญาบารมี ถ้าท่านไม่มีปัญญาบารมี ท่านทำไม่ได้ ถ้ามีปัญญาบารมี บารมีเดียวเป็นบารมีครอบจักรวาล ทำงานเหน็ดเหนื่อย หรืออดทนได้ เพราะอาศัย วิริยบารมี แล้วก็ ขันติบารมี รวมความว่า ความดีของทุกคนมีเพียบพร้อมแล้ว ก็สมควรที่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว

ฉะนั้นขอทุกท่านเมื่อมีความดี จงรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็ม เพราะเกลือจะไปอยู่กับส้ม เกลือก็เค็ม เกลืออยู่กับน้ำตาล เกลือก็เค็ม เกลือไปอยู่กับยาดำ เกลือก็เค็ม ไม่ทิ้งความเค็มของเกลือฉันใด ขอพวกท่านทั้งหลายที่มีความดี และจงรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็ม อย่าให้ความดีถอยไป

เวลาหมดแล้วนี่ครับ เป็นอันว่าเทศน์จบ ตอนนั้นผมลืมไป บรรดาเมื่อพระพุทธเจ้าพูดเล่าเรื่องนี้จบ บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายทั้งหมดที่ปุถุชนก็บรรลุพระโสดาบันบ้าง สกิทาคามี และอนาคามี และอรหันต์บ้างเป็นแถว พูดเรื่องจบแล้วก็ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาพุทธศาสนิกชนและเพื่อนภิกษุสามเณรผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี. ๚ะ
 
Comments