ประวัติหลวงปู่สี ฉันฺสิริ

 
 หลวงปู่สี ฉนฺทสิริ

 

 

                                                        

 
 
 

พระอรหันต์ ๗ แผ่นดิน อมตเถระ ผู้มีอายุยืนนานถึง ๑๒๘ ปี 

ณ วัดเขาถ้ำบุญนาค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

--------------------------------------- 

 

ตอนที่ ๑ : สมัยเด็ก

 

ตอนที่ ๒ :  ถวายตัวเป็นศิษย์ และบวชเณร กับสมเด็จพุฒจารย์ (โต)

 

ตอนที่ ๓ : ลาสิกขาบท ชีวิตวัยหนุ่มที่บ้านเกิด

 

ตอนที่ ๔ : หัวหมู่ทหารกองหน้ากล้าตาย, เป็นตำรวจหลวง

 

ตอนที่ ๕ : สู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์, พระพุทธบาทสี่รอย, ช้างป่า

 

ตอนที่  : นมัสการพระมหาเจดีย์ชะเวดากอง, เทพธิดาฟังธรรม

 

ตอนที่ ๗ : โปรดญาติโยม, เทวดาบอกเหตุ, ป่าหลวงพระบาง, ผจญเสือโคร่ง, บรรลุธรรม

 

ตอนที่ ๘ : พบพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่ป่าหลวงพระบาง

 

ตอนที่ ๙ : เจ้าปู่เขาภูเกศา, พบศิษย์จังหวัดเลย, พบเพชรเม็ดงามที่หนองคาย

 

ตอนที่ ๑๐ : พระสหมิกธรรม, ปฏิหาริย์, อานุภาพพระเครื่อง วัตถุมงคล,การสร้างวัด  

 ----------------------------------------

 

 
เรื่องหลวงปู่สี กับหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (ลพ.ฤาลิงดำ)

                                          

                                                            รู้กาลมรณะ

     ต้นปีเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๐ หลวงปู่สีท่านมีอาการอ่อนเพลีย อาพาธด้วยโรคชรา และต่อมลูกหมากโต ได้รับการดูแลรักษา ญาครูจันทร์ (พระอาจารย์จันทร์ หลานหลวงปู่คนสุรินทร์) ก็อยู่ดูแล ตอนที่หลวงปู่อาพาธที่วัดเขาถ้ำฯ ก็มีพระอาจารย์สมบูรณ์ ปริสมปุณโณ เจ้าอาวาสวัดเขาถ้ำบุญนาค พระอาจารย์รักษ์ เตธธัมโม พระอาจารย์ประเทือง พุ่ทธธมโม พระอาจารย์สุพจน์ ฉนทชาโต

  
ส่วนหมอที่ดูแลอาการป่วยของหลวงปู่ คุณหมอโอ๊ด หมอโอ๊ด จะหนักใจเพราะหลวงปู่ไม่ยอมให้ฉีดยา ถ้าท่านไม่ยอมก็จะฉีดไม่เข้า เข็มจะหักหมด นอกจากท่านอนุญาต จึงจะฉีดยารักษาไข้ได้ ลูกศิษย์ที่ปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่ ก็จะได้ยินหลวงปู่พูดว่า "รักษาอย่างไร เดือน ๔ ข้าก็จะไปแล้ว"

    
ด้วยคุณวิเศษนานับประการของหลวงปู่สี จึงมีพระอาจารย์ดัง ๆ มากมายแห่งยุคให้การยอมรับ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ พระราชพรหมยานผู้เด่นดังมีลูกศิษย์มากมายเกือบทั้งประเทศ ให้การเคารพยอมรับหลวงปู่สี ฉันทสิริ ว่าเป็นครูบาอาจารย์ที่สุดยอดแห่งยุคองค์หนึ่ง หลวงพ่อฤาษีลิงดำได้ไปมาหาสู่หลวงปู่สีอยู่เป็นนิจ


    
เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๐ หลวงปู่สีท่านอาพาธมีอาการหนักมาก พระอาจารย์สมบูรณ์ เจ้าอายวาสวัดเขาถ้ำฯก็คลานเข้าไปถามหลวงปู่ว่า...

     "
หลวงปู่ครับ ถ้าหลวงปู่จะจากไป จะให้ทางวัดจัดพิธีศพหลวงปู่อย่างไร"

    
หลวงปู่สีถึงท่านจะอาพาธหนักปานใด แต่ท่านก็ควบคุมสติได้อย่างมั่นคง ท่านจึงตอบให้ทุกคนในที่นั้นได้ยินกันอย่างทั่วถึงว่า

     "
หากข้ามรณภาพเมื่อใด ท่านฤาษีลิงดำจะมาเป็นผู้จัดการศพของข้าเอง ขอทุกคนอย่าได้เป็นห่วง"

    
และแล้วต่อมาเวลาประมาณ ตี ๓.๔๕ นาที ของวันพุธที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๐ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเส็ง หลวงปู่ก็มรณภาพลงด้วยอากาสงบ สิริรวมอายุของหลวงปู่สี ได้ ๑๒๘ ปี

    
ท่ามกลางสายลมพัดผ่านที่เย็นยะเยียบ แต่ความเย็นของอากาศยังไม่ยะเยียบเท่ากับเหล่าลูกศิษย์ได้ทราบข่าวการจากไปของหลวงปู่อย่างไม่มีวันที่จะกลับคืนมาอีกได้ ทุกคนเงียบน้ำตาล้วนไหลพรากต่างสะอื้นไห้ด้วยความอาลัยหลวงปู่ ท่านจากมวลลูกศิษย์ไปท่ามกลางลมหนาวแล้ว

    
อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดประมาณตี ๕ กว่าของคืนวันนั้น หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ก็ปรากฏกายขึ้น โดยไม่ได้รับการติดต่อแจ้งข่าวจากผู้ใดในวัดเขาถ้ำบุญนาค แต่หลวงพ่อฤาษีลิงดำได้มาถึงอย่างมหัศจรรย์ตรงตามคำพูดของหลวงปู่สี ที่ท่านกล่าวไว้ ท่ามกลางลูกศิษย์ก่อนที่จะถึงกาลมรณะ


    
เมื่อหลวงพ่อฤาษีลิงดำมาถึงวัดเขาถ้ำบุญนาค ก็ได้ขอให้เก็บศพของหลวงปู่ไว้ เสมือนหลวงปู่สีท่านนอนจำวัด และท่านจำวัดหลับสนิทด้วยอาการปกติสงบเรียบร้อยมาตราบเท่าทุกวันนี้

    
ที่น่าอัศจรรย์คือร่างกายของหลวงปู่สีไม่มีน้ำเหลือง ไม่เน่าไม่เหม็น ไม่เปื่อยอยางเช่นซากศพทั่วไป จนันนั้นถึงวันนี้กลิ่นซากศพของท่านไม่มีเลย แต่กลิ่นกายท่านกลับเสมือนหนึ่งกลิ่นธูปหรือกลิ่นกำยาน...   

คัดลอกบางตอนจากหนังสือวัตถุมงคล หลวงปู่สี ฉันทสิริหน้า ๖๖-๖๘ (คัดลอกเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวหัวข้อ)

 

 

หลวงพ่อช่วยงานศพหลวงปู่สี (ฉบับ พล.อ.อ.มนูญ ชมพูทวีป)

 

     เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๒๐  ข้าพเจ้าได้เข้าเรียนในโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ แต่ในวันหยุดก็ได้เดินทางกลับไปบ้านที่กองบิน ๔ ตาคลี นครสวรรค์ทุกครั้ง (และก็ได้ไปแวะเยี่ยมหลวงปู่สี ที่กำลังอาพาธหนักอยู่เสมอๆ ในบางครั้งที่เจอ คุณหมอโอ๊ด ซึ่งเป็นนายแพทย์ของกองบิน  (ชื่อจริงข้าพเจ้าต้องขอภัยที่จำไม่ได้เพราะเรียกกันแต่หมอโอ๊ดจนติดปาก) มาคอยให้การเยียวยารักษาอยู่ และด้วยเหตุนี้จึงได้รู้และเห็นกับตาว่า คราวใดก็ตามหากหลวงปู่สีไม่ยอมให้หมดฉีดยาแต่หมอจะฉีดให้ได้ เข็มฉีดยาก็จะต้องหักทุกครั้งไปเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง หมอโอ๊ดเองก็หนักใจเพราะไม่สามารถรักษาได้ตามกระบวนการแพทย์

 

และครั้นเมื่อหลวงปู่สีมีอาการหนักมาก ท่านเจ้าอาวาสก็คลานเข้าไปสอบถามว่า

 

     "หากหลวงปู่สีมรณภาพ จะให้ทางวัดจัดพิธีศพของหลวงปู่สีอย่างไร"

 

ซึ่งหลวงปู่สีก็ได้ตอบให้ทุกคนในที่นั้นได้ยินกันอย่างทั่วถึงว่า

 

     หากข้ามรณภาพเมื่อใด ท่านฤาษีลิงดำจะมาเป็นผู้จัดการศพของข้าเอง ขอทุกคนอย่าได้เป็นห่วง

     ต่อจากนั้นมาอีกไม่กี่วัน ข้าพเจ้าก็ได้รับทราบจาก พ.อ.อ.สัมฤทธิ์ กลั่นดี ว่าหลวงปู่สีได้มรณภาพ เมื่อเวลาประมาณตีสามและหลวงพ่อก็ได้มาถึงวัดเมื่อเวลาประมาณตีห้า โดยมิได้รับการติดต่อจากผู้ใดทั้งสิ้น (ข้าพเจ้าต้องขอภัยอีกครั้ง ที่จำวันมรณภาพของหลวงปู่สีไม่ได้) และเมื่อหลวงพ่อมาถึงวัด ก็ได้สั่งการและอำนวยการให้เก็บศพหลวงปู่สีไว้ในโลงแก้ว ในสภาพเสมือนหนึ่งหลวงปู่สีนอนหลับสนิทมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ และที่น่าอัศจรรย์ยิ่งคือรางของหลวงปู่สีไม่เน่าเปื่อย อีกทั้งเล็บมือเล็บเท้าและผมก็งอกยาวออกมาเช่นบุคคลธรรมดาที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งทางวัดก็จะต้องเปิดโลงแก้วทุกๆ ๑๕ วันเพื่อปลงผมและตัดเล็บมือเล็บเท้าให้หลวงปู่สีตลอดมา

     หลวงปู่สีได้มรณภาพเมื่ออายุ (๑๒๖) ปี บัดนี้ศพของท่านบรรจุอยู่ในโลงแก้ว วัดถ้ำเขาบุญนาค อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ หากท่านผู้ใดสนใจที่จะไปนมัสการกราบไหว้ก็ไปได้ตลอดเวลา

     เรื่องที่ข้าพเจ้าเล่ามานี้จะเห็นได้ว่าทั้งหลวงปู่สี และหลวงพ่อจะต้องได้ญาณ และติดต่อกันได้ทางจิตมาโดยตลอด ซึ่งในทันทีที่หลวงปู่สีสิ้นลม หลวงพ่อก็รับทราบและเดินทางมาจัดการได้ในทันที

 (คัดลอกบางตอนจาก หนังสือ "อิทธิฤทธิ์ หรือความบังเอิญ ของ หลวงพ่อ ฤาษีลิงดำ" หน้า ๑๒๙-๑๓๐ โดย พล.อ.ท.มนูญ ชมพูทวีป)  

  

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ นัดพบหลวงปู่สีทางจิต

     เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๔ ในวันหนึ่งหลวงพ่อได้มาแสดงธรรมะออกอากาศที่สถานที่วิทยุกระจายเสียง ๐๔ ตาคลี จ.นครสวรรค์เหมือนเช่นเคย และหลังจากที่หลวงพ่อได้แสดงธรรมะออกอากาศเสร็จก็ได้มานั่งพักผ่อนสนทนากับข้าพเจ้าและ พ.อ.อ.กริช บำรุงพงษ์ ที่ห้องรับแขก ข้าพเจ้าจึงได้ฉวยโอกาสเล่าถึงอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่สีให้หลวงพ่อฟัง พอสรุปใจความสั้นๆ ได้ดังนี้

     "มีพ่อค้าชาวตาคลี กลุ่มหนึ่งไปกราบนมัสการหลวงปู่แหวนที่วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ และเมื่อหลวงปู่แหวนทราบว่าเป็นพ่อค้ามาจากตาคลี ก็หัวเราะพูดว่า

     "ท่านมีอาจารย์อยู่องค์หนึ่งอายุมากแล้วชื่อหลวงปู่สี ขณะนี้อยู่ที่ตาคลีให้ค้นหาให้ดี เพราะท่านเก่งมาก"

      ดังนั้นเมื่อผู้คนกลุ่มนั้นกลับมา ก็พยายามติดตามค้นหาในที่สุดก็ได้พบว่าหลวงปู่สี พำนักอยู่วัดเขาบุญนาค มีอายุชราภาพมากแล้วถึง ๑๒๑ ปี อภินิหาริย์ของหลวงพ่อสีในขณะนั้นที่ร่ำลืมกันมากคือ ไม่มีใครถ่ายรูปหลวงปูสีติด หากไม่ขออนุญาตท่านเสียก่อน และ ชานหมาก ของหลวงปู่สีหากผู้ใดได้ไว้แล้วพกพาติดตัวไปก็จะเป็นสิริมงคล และป้องกันภยันตรายต่างๆ ได้"

     ข้าพเจ้าได้เล่าให้หลวงพ่อฟังต่อไปว่า "กิตติศัพท์ของหลวงปู่สีดังกล่าว เมื่อได้รับฟังมาผมก็มิได้สนใจนัก จนกระทั่งวันหนึ่งผมได้ยินเสียงปืนดังขึ้นที่ในป่าหลังกองร้อยทหารสารวัตร (ในขณะนั้นข้าพเจ้าเป็นผู้บังคับกองร้อยทหารสารวัตร และเป็นนายทหารรักษาความปลอดภัยกองบิน ๔ ด้วย) ผมจึงชวนเรืออากาศโทสังวร สมหวังรองผู้บังคับกองร้อยฯ และเรืออากาศตรีครรชิต บัวอำไพ นายทหารสารวัตรซึ่งได้นั่งปรึกษางานอยู่กับผมลงไปดู ก็เห็นจ่าอากาศสารวัตร ๒ คน คนหนึ่งกำลังถือปืนตั้งท่าจะยิงไก่นัดต่อไป อีกคนหนึ่งยืนดู จึงตะโกนสั่งให้หยุดยิงและสอบถามว่าทำไมจึงขัดคำสั่งผู้บังคับกองร้อยฯ (ข้าพเจ้าได้เคยสั่งให้ยิงปืนได้เฉพาะในสถานที่ที่จัดไว้ให้ยิงและยิงได้เฉพาะวัน,เวลาที่ท่างกองร้อยฯ กำหนด)ซึ่งทั้ง ๒ คนก็ยอมรับผิดและอธิบายสาเหตุให้ฟังว่าจ่าประสิทธิ์ ไปได้ชานหมากจากหลวงปู่สีมาเล่าให้จ่าชิตฟังถึงอภินิหารต่างๆ จ่าชิตได้ฟังก็ไม่เชื่อก็เกิดพนันกันขึ้น โดยจ่าประสิทธิ์ไปขอซื้อไก่ในกองบิน ๔ มา แล้วให้จ่าชิตยิง หากจ่าชิตยิงไก่ตาย จ่าชิตก็ได้ไก่ไปแต่ถ้าหากจ่าชิตยิงไก่ไม่ตายก็ต้องจ่ายเงินให้จ่าประสิทธิ์แล้วให้จ่าประสิทธิ์เอาไก่ไป การยิงสัญญากันไว้ว่าจะยิง ๖ นัด ขณะนี้จ่าชิตยิงไปแล้ว ๓ นัด ยังไม่ถูกไก่ และยังมีสิทธิ์ยิงได้อีก ๓ นัด ผมจึงให้เรืออากาศโทสังวร และเรืออากาศตรีครรชิต ซึ่งเป็นมือปืน P.P.C. เหรียญเงินทั้ง ๒ คน ยิงไก่คนละนัดก็ไม่ถูกอีก ผมจึงให้คนโทร ศัพท์ไปเรียก พ.อ.อ.ชลอ ผาสุก มือปืน P.P.C. เหรียญทองมายิงในนัดสุดท้ายซึ่งก็ไม่ถูกไก่อีก (ในตอนนั้น พ.อ.อ.ผาสุข โมโหมากขอให้เอาเหรียญบาทไปตั้งที่ตอไม้ ๓ เหรียญ ก็ยิงถูกเหรียญกระเด็นไปทั้ง  เหรียญแต่ยิงไก่ตัวใหญ่โต)ซึ่งมัดติดกับต้นไม้ไม่ถูก) ผมจึงให้จ่าประสิทธิ์พาไปหาหลวงปู่สีในวันนั้น และพอไปกราบหลวงปู่ หลวงปู่ก็กล่าวตำหนิว่าพวกผมทำให้ปากท่านเจ็บไปหมด เพราะชานหมากไปผูกติดคอไก่ท่านก็จะต้องคุ้มครองให้ไก่ และเมื่อเอาปืนไปยิงไก่ ลูกปืนมันไม่ไปถูกไก่แต่มันมาถูกปากท่านทุกนัด ผมและพรรคพวกที่ไปจึงต้องกราบขอขมาหลวงปู่ ซึ่งหลวงปู่ก็ได้เมตตา มอบชานหมากมาให้แต่ขอสัจจะว่า อย่าได้นำชานหมกของท่านไปทดลองที่ไหนอีก"

     หลวงพ่อได้นั่งฟังข้าพเจ้า เล่าถึงหลวงปู่สีด้วยความสงบ พอข้าพเจ้าเล่าจบหลวงพ่อก็พูดว่า

     "คุณมนูญ ฉันบอกหลวงปู่สีเมื่อตะกี้นี้แล้วว่า ฉันจะไปหาหลวงปู่ดีใจมาก จะคอยต้อนรับอยู่ที่กุฏิ ไปเราไปกันได้เลย"

     ข้าพเจ้าและ พ.อ.อ.กริช ได้ฟังก็งงมาก เพระหลวงพ่อก็นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ลุกไปโทรศัพท์ และโทรศัพท์ที่กุฏิหลวงปู่สีก็ไม่มี หลวงพ่อจะบอกกับหลวงปู่สีได้อย่างไร แต่เมื่อเป็นเจตจำนงของหลวงพ่อเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็จำต้องขับรถพาหลวงพ่อไป

     เมื่อไปถึงกุฏิหลวงปู่สี (ตั้งอยู่หน้าถ้ำวัดเขาบุญนาค) ข้าพเจ้าก็ยิ่งฉงนสนเท่ห์ใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลวงปู่สีซึ่งตามปกติท่านจะนุ่งสงบอยู่ตัวเดียว บัดนี้ท่านแต่งชุดใหญ่ครบเครื่องเยี่ยงพระภิกษุสงฆ์ที่พร้อมจะเข้าพิธีในโบสถ์ มีเสื่ออย่างดีปูได้เรียบร้อยพร้อมด้วยชุดน้ำชา และหมากพลู อีกทั้งมีพระภิกษุสงฆ์ในวัดอีก ๒-๓ รูป รวมทั้งเจ้าอาวาสมานั่งคอยรอรับหลวงพ่ออยู่พร้อมหน้า

     ในขณะที่หลวงพ่อนั่งคุยอยู่กับหลวงปู่สี ข้าพเจ้าก็ได้แอบไปสอบถามท่านมหาองค์หนึ่ง ซึ่งใกล้ชิดกับหลวงปู่สีว่า

     "หลวงปู่สีทราบได้อย่างไร ว่าหลวงพ่อจะมา"

     ท่านมหาองค์นั้นก็ตอบว่า

     "อาตมาก็ไม่ทราบ เห็นหลวงปู่นอนจำวัดอยู่ตามปกติ จู่ๆ ก็ลุกพรวดพราดขึ้นมาแล้วสั่งให้อาตมาคุมกวาดลานวัดและเช็ดกุฏิแล้วให้เตรียมน้ำชา หมากพลูโดยเร่งด่วน ท่านบอกว่า "ประเดี๋ยวจะมีพระผู้ใหญ่ระดับสูงมากมาหา" พร้อมกันนั้นหลวงปู่ก็เข้าไปนุ่งห่มจีวรใหม่เอี่ยม รอหลวงพ่อดังที่โยมเห็นนี้แหล่ะ"

     เรื่องที่ข้าพเจ้า และพรรคพวกได้ประสบในครั้งนี้ไม่มีผู้ใดจะพิสูจน์หรือหาเหตุผลใดๆ ได้เลย นอกจากจะคิดกันไปว่า หลวงพ่อได้นัดพบกับหลวงปู่สีทางจิตเท่านั้น หรือท่านผู้อ่านจะเข้าใจว่าอย่างไร

(คัดลอกบางตอนจาก หนังสือ "อิทธิฤทธิ์ หรือความบังเอิญ ของ หลวงพ่อ ฤาษีลิงดำ" หน้า ๑๒๐-๑๒๓ โดย พล.อ.อ.มนูญ ชมพูทวีป)

อภินิหาริย์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ กับหลวงปู่สี

     เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ข้าพเจ้าได้ซื้อรถวอลโว่ใหม่ ๑ คัน ก็ได้นำไปให้หลวงพ่อเจิมให้ที่วัดท่าซุง ต่อมาเมื่อได้มีโอกาสไปกราบหลวงปู่สีบ่อยๆ เข้าก็ได้รู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่สีมากขึ้น อาทิเช่น มีชาวไร่ข้าวโพดได้ชนหมากของหลวงปู่สีไป และเกิดไปทำหายในขณะหักข้าวโพดในไร่ จะหาอย่างไรก็หาไม่พบเพราะดงข้าวโพดกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่เนื่องจิตมีความเสียดายในชานหมาก และเคารพนับถือด้วยความจริงใจ ตอนกลางคืนก็ฝันว่า "หลวงปู่สีมาบอกว่าหากอยากได้ชานหมากให้เผาไร่ข้าวโพดเสีย แล้วจะพบเอง" พอรุ่งเช้าชาวไร่ข้าวโพดผู้นั้นก็จุดไฟเผาไร่ข้าวโพดทันที (ข้าวโพดในไร่หักหมดแล้ว) เมื่อไร่ข้าวโพดถูกไฟเผาราบเรียบหมดก็เห็นต้นข้าวโพดอยู่ ๒-๓ ต้นที่ไม่ไหม้ไฟจึงตรงเข้าไปดู ก็พบชานหมากของหลวงปู่สี ซุกอยู่โครข้าวโพดก็ดีใจมาก ตรงเข้าเก็บชานหมากหลวงปู่ไว้แล้วนำไปเลี่ยมคล้องคอมาจนบัดนี้

      อีกรายหนึ่งเป็นอาจารย์สตรี วัยกลางคนอยู่ที่สมุทรปราการได้ชานหมากหลวงปู่สีไปก็นำไปใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ มีวันหนึ่งเดินกลับบ้านตอนพลบค่ำ ในระหว่างทางที่เดินอยู่ในซอยเปลี่ยว ก็มีความรู้สึกว่ามีคนเดินตามมาข้างหลัง ๓ คน ก็เร่งฝีเท้าหนี คนทั้ง  ก็เร่งฝีมือตาม พอวิ่งหนีก็ถูกวิ่งตาม ด้วยความหวาดกลัวจึงหันหลังไปดู ปรากฏว่าชายฉกรรจ์ทั้ง ๓ คน ที่ตามมาหยุดชงักส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัวแล้ววิ่งหนีไป อาจารย์สตรีวัยกลางคนผู้นั้นจึงกลับบ้านด้วยความปลอดภัย ด้วยชานหมากของหลวงปู่คุ้มกันภัยให้ และเมื่อตอนหลวงปู่ป่วย ข้าพเจ้าก็ได้ให้ลูกน้องพาหมอไปรักษา หากคราวใดหมอจะฉัดยาและหลวงปู่สีไม่ยอมให้ฉีด เข็มฉีดยาก็จะหักทุกครั้งไป เป็นต้น

     ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงได้นำรถวอลโว่คันใหม่ของข้าพเจ้าไปให้หลวงปู่สีช่วยเจิมให้อีกด้วยคิดว่า "แม้หลวงพ่อเจิมให้แล้วก็ตามหากได้หลวงปู่สีช่วยเจิมทับลงไปอีกก็คงจะเป็นศิริมงคลยิ่งขึ้น"

     เมื่อหลวงปู่สีได้ทราบความประสงค์ว่า ข้าพเจ้าขอให้ช่วยเจิมรถให้ก็ทำพิธีเสกแป้ง แล้วถือแป้งเสกลงกุฏิไปหยุดยืนบริกรรมอยู่หน้ารถวอลโว่ โดยมีข้าพเจ้า ภรรยาและลูกน้องอีก ๒-๔ คนยืนพนมมือรถให้หลวงปู่เจิมรถ แต่การณ์กลับปรากฏว่าหลวงปู่สีเกิดเปลี่ยนใจวางถ้วยแป้งเสกไว้ที่กระโปรงรถด้านหน้า โดยไม่ยอมเจิมให้เสียเฉยๆ มิหนำซ้ำเดินขึ้นบันไดไปบนกุฏิ แล้วนั่งทำน้ำมนต์อยู่พักหนึ่ง ก็ให้ พ.อ.อ.สัมฤทธิ์ กลั่นดี ลูกน้องคนหนึ่งของข้าพเจ้าถือบาตรน้ำมนต์ลงบันไดตามหลวงปู่มาหยุดยืนอยู่ทางด้านท้ายรถวอลโว่ของข้าพเจ้า แล้วก็ประพรมน้ำมนต์ไปทางด้านกระโปรงหลังรถ อีกทั้งมีการสวดให้ศีลให้พรอีกด้วย ต่อเมื่อประพรมน้ำมนต์เสร็จหลวงปู่จึงเดินไปด้านหน้ารอหยิบถ้วยแป้งเสกแล้วเจิมรถให้ข้าพเจ้าจนเสร็จ ซึ่งก่อให้เกิดความฉงนสนเท่ห์ใจกับทุกผู้คนในที่นั้น เพราะตามปกติแล้ว หลวงปู่จะเจิมให้โดยไม่มีการรดน้ำมนต์ เช่นนี้

     สำหรับเรื่องนี้ หลวงปู่สีได้เมตตาอธิบายให้ทุกคนหายข้องใจว่า

     "รถวอลโว่คันนี้ มีพระระดับสูงที่ญาณบารมีแก่กล้าได้ทำพิธีเจิมไว้ให้แล้วอีกทั้งได้จัดเทพถึง ๔ องค์ อยู่คอยพิทักษ์รถคันนี้ เมื่อสักครู่พอจะเจิมรถให้ เทพทั้ง  ก็มาขอให้หลวงปู่รถน้ำมนต์ให้ก่อน จึงต้องให้น้ำมนต์เขาก่อนแล้วจึงเจิมรถให้ทีหลัง"

     ข้าพเจ้าได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกปลื้มปิติยินดี และซึ้งในเมตตาของหลวงพ่อเป็นอย่างยิ่ง ที่กรุณาเมตตาส่งเทพมาคอยให้ความคุ้มครองป้องกันภัยให้ข้าพเจ้าตลอดเวลาถึง ๔ องค์ เช่นนี้ ดังนั้นลูกหลานของหลวงพ่อผู้ใดก็ตาม ที่ได้เข้าพิธีต่างๆ กับหลวงพ่อแล้วก็พึงอุ่นใจได้ว่าหลวงพ่อจะช่วยขจัดปัดเป่าภัยพิบัติต่างๆ ให้โดยไม่ทอดทิ้งอย่างแน่นอน

     ต่อมาไม่นาน ข้าพเจ้าได้ขับรถวอลโว่คันนั้นพาครอบครัวไปพักผ่อนที่บ่อฝ้าย หัวหิน ระหว่างทางขณะที่รถวิ่งผ่านไปทางกำแพงแสน จ.นครปฐม ข้าพเจ้าซึ่งกำลังขับรถไปอย่างสบาย ๆ ด้วยความเร็วประมาณ ๘๐-๙๐ กม. ต่อชั่วโมง ก็เห็นรถบรรทุกอ้อยสิบล้อคันหนึ่งวิ่งสวนมาด้วยความเร็ว และทำท่าจะวิ่งชนจักรยานสองล้อของชาวบ้านที่ขี่อยู่ข้างทางโดยผู้ขับสิบล้อมิได้คิดจะแซงหรือเบี่ยงหลบ จิตของข้าพเจ้าตอนนั้นบอกว่าคนขับสิบล้อคงหลับใน หากรู้สึกตัวเห็นจักรยานสองล้อ มันจะต้องหักหลบมาชนรถของข้าพเจ้าอย่างแน่นอน พอจิตบอกข้าพเจ้าก็ถอนเท้าจากคันเร่ง เปลี่ยนเป็นเกียร์ ๒ และเหยียบเบรคอย่างแรงพร้อมทั้งเตรียมหักพวงมาลัยหลบ ก็พอดีรถสิบล้อคันนั้นหักหลบจักรยานพุ่งเข้าจะชนรถข้าพเจ้าดังที่คิด ข้าพเจ้าก็พยายามหักพวงมาลัยหลบ แต่รถก็หาเลี้ยวไม่คงทื่อเข้าใส่รถบรรทุกที่ขวางลำรถข้าพเจ้าด้วยแรงเฉื่อย ความรู้สึกในตอนนั้นข้าพเจ้าและทุกคนในรถไม่มีผู้ใดตกใจเลย มองเห็นรถข้าพเจ้าและรถบรรทุกค่อยเข้าหากันเหมือนภาพสโลโมชั่น เสมือนจะหลบกันพ้นแต่ก็ไม่พ้นชนกันแบบสะกิดๆ จนได้

     เมื่อรถจอดสนิท ข้าพเจ้าก็สำรวจดูทุกคนในรถ ปรากฏว่า ไม่มีผู้ใดบาดเจ็บแม้แต่จะฟกช้ำดำเขียว ขัดยอก หรือเลือดตกยางออกเลย ก็โล่งใจจึงเปิดประตูรถลงไปเอาปืนจี้คนขับรถบรรทุกไม่ให้หนี แล้วสำรวจดูสภาพรถปรากฏว่า รถวอลโว่ของข้าพเจ้าชนบันไดรถบรรทุกขาดกระจุยหัวรถเข้าไปซุกอยู่ในใต้รถบรรทุก จนถึงกระจกหน้า ไม่สมารถจะถอยรถออกมาได้ สักครู่รถคันหน้า ที่ล่วงหน้าไปก่อนเห็นรถของข้าพเจ้าหายไปไม่ตาม ก็ฉุกใจวนขับรถกลับมาดู ทุกคนหน้าซีดแข็งขาอ่อนบอกเห็นแต่ไกลว่าคงต้องมีการตายกันบ้างแน่ แม้ชาวบ้านที่วิดปลาอยู่ตามคูน้ำข้างทางที่รถชนกัน ก็พูดว่ารถชนกันเสียงสนั่นหวั่นไหวจนไม่กล้ามองคิดว่าต้องตายทั้งคันแน่

     เมื่อทุกคนในคณะของข้าพเจ้ามาพร้อม  คนขับรถบรรทุก็ยอมรับว่าตนผิดและขอไปตามเถ้าแก่เจ้าของรถมา และเมื่อเถ้าแก่มาก็พูดจาตกลงกันด้วยดี โดยยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โดยไม่เกี่ยงงอน แต่เมื่อตรวจดูสภาพรถวอลโว่ของข้าพเจ้า เมื่อใช้แม่แรงยกรถสิบล้อออกแล้วเข็นรถออกมา ทุกคนก็แทบไม่เชื่อสายตากล่าวคือ ฝากระโปรงรถหน้าที่ยุบไปเพราะรับน้ำหนักรถบรรทุกสิบล้อซึ่งบรรทุกอ้อยเต็มกลับดีดคืนเข้าสู่สภาพเดิม มีเพียงสีถลอกนิดเดียว ไปหน้าทุกดวงและกระจกหน้ารถซึงเป็นส่วนที่ชนกันอย่างประสานงา ไม่มีการแตกร้าวหรือแม้แต่ไส้หลอดไฟก็ไม่ขาด

     เมื่อเห็นสภาพรถแล้ว เถ้าแก่เจ้าของรถ (มากับพรรคพวกนักเลงไร่อ้อยพก ๑๑ มม.คนละ ๑ กะบอก) ก็ขอจ่ายค่าเสียหายให้ข้าพเจ้า ,๐๐๐ บาทด้วยความเต็มใจอีก ทั้งยังถามวาข้าพเจ้าและครอบครัวจะกลับผ่านมาทางนี้อีกเมื่อไร จะมารอส่งด้วย ซึ่งข้าพเจ้าก็บอกไป และตอนขากลับเขาก็มารอส่งข้าพเจ้ากันจริงๆ

     เรื่องที่ข้าพเจ้าประสบมานี้ ไม่น่าเป็นไปได้ในหลายๆ อย่าง อาทิเช่น รถวิ่งสวนกันด้วยความเร็ว และรถบรรทุกสิบล้อหักหลบมาชนแบบประสานงา กับรถของข้าพเจ้าในระยะกระชั้นชิด ซึ่งแม้ข้าพเจ้าจะแก้ปัญหากะทันหันด้วยวิธีการดังกล่าว เพียงแต่ทำให้รถข้าพเจ้าช้าลงไปบ้างเท่านั้น แต่รถสิบล้อที่วิ่งมาชนหาได้ลดความเร็วลงไม่ และสิ่งที่เป็นพยานสายตาปรากฏแก่สายตาก็คือ บันไดรถสิบล้อขาดกระจุย และหัวรถของข้าพเจ้ามุดเข้าไปอยู่ใต้รถบรรทุก จนต้องใช้แม่แรงยกรถบรรทุกขึ้นจึงจะสามารถเข็นรถของข้าพเจ้าออกได้ แต่ปรากฏว่าทุกคนในรถของข้าพเจ้าปลอดภัย และรถของข้าพเจ้าก็มีสภาพปกติพร้อมที่จะสิ่งต่อไปได้ (มีสีถลอกตรงฝากระโรงนิดหน่อย) อีกทั้งนักเลงบ้านไร่ซึ่งตามกิตติศัพท์ร่ำลือกันนักกันหนาว่าดุมาก กลับยินดีชดใช้ค่าเสียหายให้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม มิหนำซ้ำยังมาคอยส่งข้าพเจ้าให้ตอนขากลับเยี่ยงมิตรที่ดีอีกด้วยซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้วด้วยพระบารมีของหลวงพ่อและหลวงปู่สี เมตตาคุ้มครองภยันตรายต่างๆให้นั่นเอง (คัดลอกจากหนังสือ อิทธิฤทธิ์ หรือ ความบังเอิญ ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ  โดย พล.อ.อ.มนูญ ชมพูทวีป หน้า ๑๒๓-๑๒๘)

 

หลวงปู่สี ฉนฺทสิริ สั่งสอนลูกศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

 

หนังสือเรื่อง อิทธิฤทธิ์ หรือ ความบังเอิญฯ เรียบเรียงโดย ท่าน พ.ต.ท. อรรณพ กอวัฒนา (ยศในขณะนั้น) นับเป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่มีจำหน่ายแล้ว หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นตามคำสั่งของหลวงพ่อฯ ซึ่งท่านอรรณพก็ได้เรียนถามหลวงพ่อฯว่า จะให้พิมพ์กี่เล่มเพราะเกรงว่าถ้าพิมพ์มากแล้วจะจำหน่ายไม่ออก ท่านอรรณพเสนอว่าควรจะพิมพ์สัก สองพันเล่ม แต่หลวงพ่อฯท่าน บอกว่า "สองพันเล่มคงจะไม่พอ เพราะหนังสือเล่มนี้ต่อไปเมื่อหลวงพ่อตายไปแล้วจะมีคนต้องการมาก".... ด้วยเหตุนี้ กระผมจึงพยายามเก็บหนังสือนี้ไว้มิให้สูญหาย แม้ว่าเกือบจะสูญหายไปก็หลายครั้ง จากการหยิบยืมของเพื่อนๆ แต่ก็สามารถทวงคืนมาได้ทุกครั้ง 

เมื่อหนังสือเล่มนี้เป็นของหายาก พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ และ ลูกๆ หลานๆ รุ่นหลังๆ ของหลวงพ่อฯ บางท่านก็อาจไม่มีโอกาสได้อ่าน กระผมจึงขอนำบางส่วนมาเรียนเสนอ และขอเรียนเชิญชวนให้พวกเราซึ่งมีเรื่องเก่าๆ ของหลวงพ่อท่านซึ่งไม่มีการพิมพ์จำหน่ายแล้ว กรุณานำเรื่องที่ท่านเห็นว่ามีประโยชน์เหล่านั้นมาถ่ายทอดต่อด้วย เพื่อถวายกุศลแด่หลวงพ่อท่าน และเพื่อมิให้เรื่องสูญหายไป (และขอถือโอกาสนี้ กราบขอโทษท่านอรรณพ ที่ได้นำ(ลอก)เรื่องของท่านมาเล่าต่อ หวังว่าท่านคงอนุญาต และให้อภัยแก่ศิษย์รุ่นน้องด้วยนะครับ และขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูง)

ก่อนอื่นต้องเรียนให้ทราบเสียก่อนว่าท่านผู้เขียนนั้นท่านเป็น ตำรวจมือปราบ ดังนั้นสำนวนของท่านออกจะโลดโผนดังคำปรารภของท่านที่บอกเอาไว้ว่า "ผมใคร่จะขอกราบเรียนเสียก่อน ว่าสันดานของผมนั้นเป็นคนพูดโผงผางตรงไปตรงมา บางครั้งสรรพนามที่ใช้เขียนเรื่องนี้ก็เป็นสรรพนามที่ในตอนนั้น ผู้คนในเรื่องที่เล่านี้เขาพูดจากันอย่างนั้นจริงๆ ผมจึงเขียนไปอย่างนั้น หาได้มีเจตนาจะให้ระคายหูระคายตา หรือลบหลู่ดูหมิ่นท่านผู้ใด ฯ..." ต่อไปนี้กระผมก็ขอนำเสนอเรื่องจากประสบการณ์จริงของท่านดังต่อไปนี้ (เรื่องออกจะยาวสักหน่อยนะครับ)

"ในบรรดาพระเดชพระคุณ พระสุปฏิปันโนทั้งหลายที่ผมเคยได้รู้จัก และที่เกี่ยวข้อง หรือเนื่องด้วยหลวงพ่อของพวกเรา พระคุณเจ้าองค์นี้ (หลวงปู่สี) นั้น ผมมีความสนิทสนมด้วยน้อยที่สุด คือผมมีโอกาสได้พบได้นมัสการ พูดคุยกับท่านเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ครั้งเดียวที่ว่านี้เรียก หรือนับได้ว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ติดตามมาซิครับ ถ้าไม่จริงไม่เอาตังค์

ในห้วงระยะเวลาระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๗ - ๑๕๑๘ เป็นช่วงระยะเวลาที่หลวงพ่อฯ ท่านต้องตระเตรียมงานต่างๆ มากมาย เกี่ยวกับการฉลองสมโภชงาน "ครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดหลวงพ่อปานฯ" พระอาจารย์ของท่าน และปรมาจารย์ของพวกเรา ส่วนหนึ่งของแผนงานก็คือจะมีการ อาราธนานิมนต์หลวงพ่อฯ หลวงปู่ฯ ครูบาฯ ต่างๆ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่าพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงให้มาร่วมในงานนี้ โดยมีรายการต่างๆ เพื่อให้ญาติโยมที่จะมากันมากได้มีโอกาสนมัสการ และทำบุญกับพระสงฆ์เหล่านี้ และเพื่อมาเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกรูปหล่อเหมือนหลวงปู่ปานฯ ตลอดจนพระเครื่องต่างๆ ด้วย ฯลฯ เป็นต้น

กำหนดการนี้อยู่กลางเดือน สิงหาคม ๒๕๑๘ ซึ่งอยู่ในระหว่างเข้าพรรษาด้วย พระเดชพระคุณที่พวกเราต้องการจะนิมนต์มานี้ล้วนเป็นพระที่มีชื่อเสียง (ลูกศิษย์หวง) การไปนิมนต์จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ใครจะทำได้ ระยะทางหรือก็ไกล แถมยังจะต้องมาค้างคืนอีกหลายคืน ใครจะมา ต้องถือว่าสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะต้องลาสังคหะอีกด้วย (คงจะเป็นสัตตาหะ คือการที่พระลาไปค้างคืนนอกวัดที่จำพรรษา เนื่องจากความจำเป็นมากๆ เท่านั้น ลาได้ครั้งละไม่เกิน ๗ วัน)

ปัญหาแบบนี้ใครจะมีบารมีมากพอที่จะไปทำได้ถ้าไม่ใช่หลวงพ่อฯ ดังนั้นภาระในการนี้จึงต้องตกเป็นหน้าที่ของหลวงพ่อฯ โดยตรงที่จะต้องไปดำเนินการ (ให้เห็นดำเห็นแดงกันไปเลย) สำหรับพวกผมก็คิดประเมินสถานการณ์กันว่า ๕๐/๕๐ หมายความว่า อย่างเก่งอาจสำเร็จเพียงครึ่งเดียว แต่สำหรับหลวงพ่อฯ แล้ว ท่านมีความมั่นใจมาก เพราะท่านพูดเสมอว่างานนี้เป็นการสำคัญของพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว หลวงพ่อฯ หลวงปู่ฯ ครูบาฯ ทั้งหลาย จะต้องมาแน่ๆ และในการไปอาราธนานิมนต์พระคุณเจ้าเหล่านี้ หลวงพ่อฯ ก็ชักชวนบรรดาลูกศิษย์ลูกหาให้ไปร่วมนมัสการด้วยเป็นคณะใหญ่ จนกระทั่งได้เกิดเป็นตำนาน "ฤาษีทัศนาจร" และ "ล่าพระอาจารย์" ให้พวกเรารุ่นหลังได้อ่านกันสนุกสนานมาจนถึงทุกวันนี้ และปรากฏว่าได้สำเร็จจริงตามที่หลวงพ่อฯ ท่านว่าเอาไว้ ยกเว้นอยู่เพียง ๔ องค์ที่มาไม่ได้เพราะมีเหตุจำเป็นจริงๆ คือ หลวงปู่แหวนฯ (องค์นี้พวกเราพิจารณากันเองด้วยสติปัญญาว่า ท่านชราภาพมาก และสุขภาพไม่ดีจึงไม่นิมนต์) องค์ต่อมาคือ หลวงปู่ทืมฯ องค์นี้เล่นลาตายเลยครับ ดีเหมือนกันไม่ต้องแก้ตัว อีกองค์คือท่านพระบาทตากผ้า ศิษย์ของท่านองค์หนึ่งป่วยหนักเข้าขั้นตรีทูต ถ้าท่านไม่อยู่ดูแลต้องม้วยมรณัง องค์สุดท้ายที่ไม่มาคือหลวงปู่สีฯ ไม่ยอมมาเพราะอาย อ่านตามมาเรื่อยๆ เดี๋ยวก็รู้ว่าอายอะไร

บรรดาพระสุปฏิปันโนทุกองค์ที่ได้มาและไม่ได้มาร่วมงานดังกล่าว มีอยู่เพียงองค์เดียวคือหลวงปู่สีฯ ที่หลวงพ่อฯ ไม่ได้พาคณะศิษย์ไปนมัสการ (เนื่องจากมีเหตุผลหลายประการซึ่งผมจะขอข้ามไป) ลูกศิษย์ฝ่ายทหารอากาศมีพี่สายฯ (พ.อ.อ.สาย ศิริรัตน์) เป็นต้นได้เคยมาปรึกษาหารือกับผมบ่อยๆ โดยขอให้ผมเสนอหลวงพ่อฯ ให้ชักชวนคณะศิษย์ไป แต่ผมทำเฉยเมยเสียทั้งนี้เพราะผมนั้นรู้อยู่แก่ใจว่า ถ้าการสำคัญ จำเป็นแล้ว หลวงพ่อฯ ท่านจะบัญชาลงมาเอง ทันทีโดยไม่ต้องไปชวนหรืออาราธนาให้ลำบาก

จากการที่พี่สายฯ มาคอยตื๊อผมในเรื่องนี้ ผมจึงได้ทราบประวัติและความเป็นมาของหลวงปู่สีฯ พอสังเขป ว่าหลวงปู่ฯ ไม่ได้เป็นชาวอำเภอตาคลีโดยกำเนิด ท่านเป็นคนทางภาคอีสาน มีอยู่ครั้งหนึ่งในระหว่างที่ท่านจาริกธุดงค์ไปตามป่าเขาท่านได้ไปปักกลดอยู่ใกล้หมู่บ้านป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งหมู่บ้านนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ไปแล้วกว่าครึ่ง หลวงปู่ฯ จึงได้พยายามเทศนาสั่งสอนจนชาวบ้านจำนวนมากได้กลับตัวกลับใจหันมานับถือศาสนาพุทธอีก การกระทำของหลวงปู่ฯ สร้างความไม่พอเป็นอย่างมากให้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่ควบคุมพื้นที่นั้นอยู่ จึงได้วางแผนจะเข้าไปจับตัวหลวงปู่ฯ โดยเข้าทำการปิดล้อมหมู่บ้านตามยุทธวิธีของเขา ปรากฏว่าพวกเขาหาตัวหลวงปู่ฯ ไม่พบ ทั้งๆ ที่ระหว่างที่เข้าปฏิบัติการนั้น หลวงปู่ฯ ก็ยืนอยู่ในป่าอ้อยใกล้ๆ หมู่บ้านนั้นเองไม่ได้ไปไหน ท่านว่าพวกเขาแทบจะเดินชนท่านหลายครั้ง แต่ทำไมจึงไม่เห็นท่านก็ไม่รู้ (ไม่รู้ยันเลยนะครับ หลวงปู่ฯ แบบนี้เขาเรียกว่ารู้แต่ไม่ยอมบอก)

สมัยนั้นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยไม่ได้โจมตีเฉพาะรัฐบาลเท่านั้น ยังได้โจมตีศาสนาและพระมหากษัตริย์ด้วยทุกวัน สามารถรับฟังได้ชัดเจนจากสถานีวิทยุเสียงปักกิ่ง ข่าวการประสงค์ร้ายต่อหลวงปู่ฯ นี้ ล่วงรู้ไปถึงหูของพวกลูกศิษย์ที่เป็นทหารอากาศ จึงได้วางแผนไปรับตัวหลวงปู่ฯ นำขึ้น ฮ. มาที่ตาคลี และต่อมาได้อาราธนาให้ไปอยู่ที่สำนักสงฆ์ดังกล่าวแล้วข้างต้น แต่ฟังว่ากว่าจะนิมนต์เอาตัวหลวงปู่ฯ มาได้ถึงกับต้องเอาราชการไปอ้าง ท่านถึงจำต้องยอม

 เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไรผมไม่รับรอง แต่เมื่อพี่สายฯ รับรองผมก็เชื่อเพราะเราไม่เคยโกหกกันเว้นแต่จะฟังมาผิด เพราะต่างก็ไม่มีส่วนร่วม หรือเกี่ยวข้องในการนั้น ฟังเขามาเล่าต่อว่าอย่างนั้นเถิด แต่ถ้าใครยังติดใจก็ตามไปถามเอาจากพี่สายฯ หรือหลวงปู่ฯ เองก็แล้วกันนะครับ

ก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้ผมเองก็ได้พยายามติดต่อขอประวัติของหลวงปู่ฯ ที่เชื่อว่าที่วัดน่าจะมีเหลือ

มิสเตอร์บังฯ บอกผมว่าพี่ประมวลฯ (พ.อ.อ.ประมวล ราชอินทร์) น่าจะมี ผมก็รอคอยอยู่เพราะถ้าได้มาก็จะเป็นประโยชน์ที่จะนำมาย่อพอสังเขปไม่ต้องให้คนที่อยากรู้ต้องไปหาหนังสือหลายๆ เล่มมาอ่านจึงจะได้ความครบสมบูรณ์ รออยู่นานมิสเตอร์ บังฯ ก็ยังไม่กลับ (ไม่ได้ไปไหนไกลหรอกครับ อยู่ในประเทศไทยนี่แหละ แต่กู่ไม่กลับนัยว่ายุ่งกับธุรกิจถมดินอยู่จนท่อปัสสาวะอักเสบ) ผมจึงตัดสินใจไม่รอคอยเพราะเดี๋ยวหนังสือเล่มนี้ไม่ได้พิมพ์ งวดหน้าพี่จะแวะมารับก็แล้วกันนะบังนะ งวดนี้พี่ไปก่อน คอยอยู่กับไอ้ตี๋เล็กฯ ก็แล้วกัน

กลับมาเข้าเรื่องหลวงปู่ฯ สีต่อไป ต่อมาเมื่อใกล้จะถึงกำหนดวันงานสมโภชครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดของหลวงปู่ฯ ปาน ท่านเจ้าคุณศุภมัสสุ หรือพระอาจารย์เหม่ฯ ได้แจ้งให้ผมทราบว่าหลวงพ่อฯ ตามหาผมจะให้ไปหาหลวงปู่ฯ สี เพื่อนำสังฆาฏิไปแลกแล้วนำมาแจกจ่ายในงาน ตามโครงการของผม ทีแรกผมก็อุ่นใจเพราะคิดว่าหลวงพ่อฯ จะนำไป ที่ไหนได้พอหลวงพ่อฯ บอกว่าท่านไม่ไปจะให้ผมไปเอง ผมก็ร้องจ๊ากเลยครับ นึกในใจว่าเวรกรรมของไอ้เป๋ฯ ไม่มีทางสำเร็จหร๊อก! แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ให้คุณป้า นนทาฯ เลือกสังฆาฏิใหม่ให้ ๑ ผืนก้มหน้างุดๆ ออกมาชวนสมัครพรรคพวกกลุ่มทหารอากาศไปกันหลายคน ก็หวังพึ่งพิงพวกพี่ๆ เขานี่แหละครับบอกตรงๆ ดุ่ยเด่ไปคนเดียวใครจะกล้า อุ่นใจว่าพวกพี่เขาเคยไปนมัสการอยู่บ่อยครั้ง ส่วนผมนั้นไม่เคยไปเลย จำได้ว่ามีน้องๆ ไปช่วยเชียร์กันหลายคน รุ่นเดอะที่ไปช่วยลุ้นก็มีแม่นิดฯ กับพระอาจารย์เหม่ฯ พอถึงวัดก็ตรงรี่เข้าไปที่กุฏิหลวงปู่ฯ หลวงพี่ฯ (พระองค์ที่คุ้นเคยกับพวกเราที่เป็นทหารอากาศ และดูแลหลวงปู่ฯ อยู่) ก็ออกมาต้อนรับ และแจ้งให้พวกเราทราบว่า

"คอยประเดี๋ยวนะครับ ท่านกำลังฟังวิทยุอยู่ ต้องรอให้ท่านฟังให้เสร็จเสียก่อนจึงจะเข้าไปพบและนมัสการได้"

เออก็ดีเหมือนกัน ผมคิดในใจพอมีเวลาตั้งตัว คิดดังนั้นแล้วผมจึงได้เร่เข้าไปเจรจากับหลวงพี่ฯ เป็นการหยั่งเชิงไปก่อนว่าที่มานี่มีความประสงค์อย่างไร หลวงพี่ฯ ก็ให้กำลังใจว่าคงจะสำเร็จ แต่เดี๋ยวเมื่อคุณได้พบแล้วก็ให้เรียนขอกับท่านเอาเองแล้วกัน ทางนี้ (หมายถึงระดับลูกศิษย์เท่านั้น) ได้ทราบเลาๆ แล้วถึงความประสงค์ แต่ไม่มีใครบอกกับหลวงปู่ฯ หรอก ไม่มีใครกล้าต้องขอเอง อ้าวแล้วกันหลวงพี่ฯ ขนาดหลวงพี่ฯ อยู่กับท่านแล้วยังไม่กล้าบอกท่านก่อน แล้วอย่างผมที่ไม่รู้จักกับท่านมาก่อนเลยจะทำยังไงนี่ ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ แล้วผม ขอสารภาพอีกว่าสำหรับองค์อื่นๆ แล้วผมชัวร์ป้าบเลยครับว่าสำเร็จ แต่หลวงปู่สีฯ นี่ ไม่ป๊าดไม่ปู๊ดเลยครับทำท่าว่าจะเป๋งลูกเดียว หาข่าวมาแล้วก็รู้สำนึกเลยครับว่า ถูกต้มไม่มีใครนำทางหรือนำร่องให้มาก่อนเลย พี่สายฯ นะพี่สายฯ ผมขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นอยู่ในใจ เป็นทหารอากาศแท้ๆ แต่ดันพาผมมาปล่อยเกาะ ถ้าเป็นทหารเรือจะไม่ต่อว่าเลย

ผมเข้าไปซักถามพวกเราที่เป็นทหารอากาศเพื่อความแน่ใจอีกครั้งได้ความว่าไม่มีใครกล้ามาบอกหลวงปู่ฯ ไว้ก่อน เวรนะเวรไม่น่าหลอกกัน ก็เมื่อตอนก่อนจะมา ถามแล้วก็พูดเสียงแข็งขันว่าสบายมาก ผมก็นึกว่ามีผู้เก่งกล้าอาสารับภาระมาขอให้เรียบร้อยแล้วจึงเตรียมกายเตรียมใจแค่วางมาดเข้ามารับของที่ต้องการแล้วก็กลับได้ หนอยแน่ ก็แค่มากราบเรียนให้หลวงพี่ฯ ทราบเท่านั้น ส่วนหลวงปู่ฯ ไม่มีใครมาบอกไว้ก่อนเลย เอาไงดีวะ ผมคิดในใจแล้วทำเถลไถลกลบเกลื่อนความไซ้ต์ (ภาย)ใน เดินออกไปชมเครื่องรางของขลังที่ตู้กระจกที่ชานหน้ากุฏิ ทำไก๋เช่ารูปหล่อ เหมือนหลวงปู่ฯ มา ๑ องค์ หูก็แว่วๆ ได้ยินเสียงเพลงอีสานอยู่ในห้องของหลวงปู่ฯ คิดปลอบใจตนเองว่า เฮ่อ! พระองค์นี้คงไม่เท่าไหร่หรอก ยังติดฟังเพลงอยู่นี่คงไม่มีอะไรหรอกน่า ผิว่า ไม่ได้ก็ไม่เอา แน่ะ อวดดีอีกเอ้า เออ เสียงเพลงจบลงแล้วได้พบเสียทีจะได้เสร็จๆ ข้างหลังหลวงพี่ฯ กุลีกุจอกระวีกระวาดไปลาดเลา เอาหูแนบประตูกุฎีกระแอมกระไอแล้วร้องบอกขออนุญาตให้โยมได้เข้าไปนมัสการ แล้วหลวงพี่ฯ เองก็ผลุบเข้าประตูไป ไม่ถึงอึดใจประตูก็เปิดออกมา พวกเราก็ถลาเข้าไปกราบนมัสการ เห็นท่านนั่งชันเข่าอยู่ข้างหนึ่ง นุ่งสบงอยู่ตัวเดียวหน้าตาบึ้งตึงชนิดที่ว่า ไม่ว่าไทย ไม่ว่าฝรั่งไม่รับทั้งนั้น อย่าว่าแต่แขกเลยครับ ผมเข้าไปกราบแล้วถอยปรู๊ดออกมาหลบอยู่ข้างหลังแม่นิดฯ ภาวนาพุทโธๆ ขอให้หลวงพ่อฯ ช่วย หลวงพ่อฯ ค ะ ร๊ า บ ช่วยด้วยช่วยที นี่พระหรือเสือขอรับ นัยน์ตาลุกวาวขมึงทึงทีเดียวเจียวแหละ พวกเราทุกคนนั่งกันเงียบกรี๊บเลยครับ

ฝ่ายหลวงปู่ฯ ก็ออกงิ้วเลยครับ ตวาดแว๊ดมาด้วยเสียงอันดัง

"พวกมึงมาทำไมหืมม.. โน่น ข้างนอกโน่น จะมาเอาวัตถุก็ไปเอาข้างนอก เขาหล่อรูปกูเอาไว้ขายเยอะ อย่างอื่นก็มี ไปไป๊ ออกไปข้างนอก พาไปข้างนอก ธรรมะไม่เอานี่ ลูกศิษย์ใครกัน"

พูดจบก็โบกมือสั่งให้หลวงพี่ฯ ปิดประตูหลังจากโบกมือไล่พวกเราแล้วก็หันหลังให้ นั่งเฉยอยู่อย่างนั้นไม่พูดไม่จา

พวกเราตกตะลึง เสร็จ เสร็จ เสร็จแน่ เริ่มต้นบรรยากาศก็แปรปรวนล้วนสลดแลสยดสยอง หลวงพี่ฯ เข้าไปกราบเรียนอ้อนวอน ว่าเป็นคณะศิษย์ของหลวงพ่อฯ มีธุระนำข่าวมาจากหลวงพ่อฯ ท่านจึงได้หันกลับมาอีกทีอย่างเสียไม่ได้ ตวาดเอ็ดอึงต่อไปว่า

"ที่เฮาฟังอยู่นี่ บ่อแม่นเพลง เป็นแหล่เทศน์ เคยฟังบ๋อ ฮื่อ" ตอนท้ายยังทำเสียงฮื่อออกทางจมูกเหมือนกับแสดงความสมเพช จากนั้นก็ยังดุยังบ่นพึมพำดังบ้างค่อยบ้างต่อไปอีกหลายกระบุงโกย (เป็นภาษาอีสาน) แต่ผมไม่รับฟังแล้วภาวนาพุทโธอย่างเดียว จิตจับอยู่กับหลวงพ่อฯ และขอบารมีหลวงพ่อฯ ให้ช่วยด้วยลูกเดียว อะไรๆ ที่ได้ล่วงเกินไปนั้นลูกช้างมันโง่ กราบขออภัยให้ไอ้ลูกหมา (เอ๊ย ไอ้หมาลูกคน) ด้วยเถิดคะร๊าบ ไอ๊หยา! น่ากลัวจินๆ

เสียงดุค่อยๆ เบาลงๆ จนเงียบแต่ผมก็ไม่ยอมลืมตา ใช่วิธีส่งกระแสจิตอย่างเดียวเท่านั้นรับได้หรือไม่ได้ไม่รู้ แว่วได้ยินแต่เสียงแม่นิดฯ เจรจากับหลวงปู่ฯ ว่าหลวงพ่อฯ ให้เอาสังฆาฏิมาแลกแล้วก็เงียบไป สักพักแม่นิดฯ สะกิดบอกว่าหลวงปู่ฯ เรียกจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น โอ๋ยโย่ เค้าเป๋ ลุจังโลย ซี้แหงเลี้ยว

ท่านจ้องหน้าผมเป๋ง ผมหลับหูหลับตาคลานเข้าไปกราบแล้วพูดโดยไม่ยอมมองหน้าท่านว่า

"หลวงพ่อฤาษีฯ ให้ผมเอาสังฆาฏิมาแลกครับ"

ท่านก็รับสังฆาฏิที่ผมประเคนไปอย่างเสียไม่ได้ไม่เต็มใจเอาเสียเลย แล้วเอาไปคลี่ออก เอาศอกทาบตามความยาววัดไปทีละศอกๆ จนหมดความยาวของสังฆาฏิผืนนั้นแล้วร้อง

"เช๊อะ! ไม่ได้เรื่อง" พลางโยนสังฆาฏิผืนนั้นลงกับพื้นอย่างไม่แยแส ดุเกรี้ยวกราดขโมงโฉงเฉงต่อไปอีก

"คนสมัยนี้มันแย่ สังฆาฏิพระวินัยให้ยาว ๘ ศอก นี่ยาวเท่าไรเหอ" แล้วท่านก็เอานิ้วจิ้มๆ ลงไปที่สังฆาฏิ ผมสั่นหัวตอบในใจว่าไม่ทราบครับ ตอนที่ท่านเอาศอกวัดก็ไม่ได้ดู จึงไม่ทราบว่าสั้นหรือยาวเกินไป ตอนเอามาก็ไม่ได้พิถีพิถันจริงๆ ครับยอมรับผิดว่าชุ่ย เบิกมาจากคุณป้านนทาฯ แล้วก็แล้วกันไป ไม่นึกว่าจะละเอียดกันขนาดนี้ หลวงปู่ฯ เห็นผมไม่พูด ก็เอาสังฆาฏิ ไปวัดให้ดูอีก อ้อ! ขาดไปหน่อย ผมคิดในใจ

"แล้วจะเอายังไง" หลวงปู่ฯ เค้นถามเสียงเครียด ท่าทางยังเหมือนกับอยากจะกินลาบเลือด และไม่ยอมลดราวาศอกให้เลย

"ผมขออนุญาตเอาไปเปลี่ยนใหม่ก็แล้วกันครับ" ผมอึกๆ อักๆ อยู่นานกว่าจะพูดออกไปได้ แล้วทำท่าจะหยิบเอาคืนมา แต่หลวงปู่ฯ ท่านกลับเอามือกดผ้าไว้กับพื้นเฉยเสียงั้นแหละ ผมจึงหดอีก ความอึดอัดใจที่ได้รับทำให้เกิดความรู้สึกว่านานเหมือนกับโกฏิปีเชียวครับ ที่สำนักสงฆ์ถ้ำเขาบุนนาคอยู่ใกล้ป่าใกล้ภูเขาอากาศออกจะเย็นๆ แต่ผมร้อนจี๋เลยครับ เหงื่องี้ออกแฉะทั้งตัว หลวงพี่ฯ ถลาเข้ามาช่วย

"ให้โยมเขาแลกไปเถิดครับ เขาจะเอาไปให้คนทำบุญ" ท่านช่วยตะโกนอ้อนวอน แต่หลวงปู่ฯ โบกมือห้ามแล้วก้มลงพูดเบาๆ กับผม

"นี่โยม สังฆาฏิต้องยาว ๘ ศอกนะ จำไว้นะ" เอ๊ะ ผมหูฝาดหรืออย่างไร ทำไมเสียงของหลวงปู่ฯ จึงกลับนิ่มนวลอะไรจะปานนั้น ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากท่าที่ก้มกราบอยู่ เอามือแคะหูทั้งสองข้างอย่างไม่เชื่อมันและไม่เชื่อมั่นหวาดระแวงเต็มที่เลย เอาไงนี่

"เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ลูกศิษย์มหาวีระฯ ต้องละเอียดรอบคอบ จำเอาไว้ให้ดี"

เสียงนุ่มนวลไม่มีแกมเหน่อลอยมาอีก ผมลุกพรวดขึ้นมานั่งพับเพียบพนมมือแต้ เพื่อที่จะมองหลวงปู่ฯ ให้เต็มตา อะไรกันนี่ เสือกลายเป็นพระไปแล้ว และกลายเป็นพระที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาเสียด้วย ไม่มีท่าทางที่แสนจะดุดันหลงเหลืออยู่ต่อไปอีกเลย กลับตาลปัตรไปแล้ว เปลี่ยนบทไวยังกะ วิกส์ ๐๗ แน่ะ หลวงพี่ฯ ได้โอกาสรีบตะโกนกราบเรียนเสียเสียงหลงทันที

"อนุญาตให้โยมแลกไปนะหลวงปู่"

"เออ พูดเบาๆ ก็ได้ยิน" หลวงปู่ฯ บ่นตอบเบาๆ และสั้นๆ นิ่มๆ พอให้ได้ยิน เมื่อได้ยินดังนั้นหลวงพี่ฯ ก็เผ่นผลุงไปที่ราวตากผ้าตรงชานกุฎีทันที รวบเอาสังฆาฏิที่เราได้หมายตากันเอาไว้ก่อนหน้านั้นมาถวายทันที

"ไม่ใช่ๆ เอาไปไว้ที่เก่า" หลวงปู่ฯ โบกมือห้ามอีก ผมก็ใจหายแว๊บอีก เปลี่ยนบทเป็นเสืออีกแล้วหรือไง โยมตามและตั้งตัวไม่ทันเลย หลวงพี่ฯ ก็หน้าซีดเผือด ทุกคนคิดว่ารายการพลิกล็อค เกิดขึ้นอีกแล้ว ได้แต่ใจคอตุ๊มๆ ต่อมๆ ดูเหตุการณ์ต่อไป หลวงปู่ฯ ค่อยๆ ชันกายขึ้นยืนอย่างช้าๆ เดินกระยองกระแย่งผ่านพวกเราเข้าไปในห้องนอนซึ่งอยู่ติดกัน ได้ยินเสียงรื้อของกุกๆ กักๆ อยู่เป็นนานสองนานสลับกับเสียงกระแอมกระไอ ผมหันไปมองหน้าพวกเราทุกคนหน้าซีดจ๋อยเหมือนกันหมด แม่นิดฯ ที่ว่าผิวดำ หน้าขาวจ๋องไม่ต้องทาแป้งเลยครับ พวกเรากระซิบกระซาบกันเบาๆ ว่าไม่รู้ว่าหลวงปู่ฯ เข้าไปทำอะไร จะกลับออกมาอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ พักใหญ่หลวงปู่ฯ ก็กระย่องกระแย่งออกมา ถือห่อกระดาษเก่าๆ ออกมาด้วยกลับมานั่งท่าเดิมและที่เดิม วางห่อกระดาษลงกับพื้น แล้วค่อยๆ แก้เชือกห่อออกอย่างช้าๆ พวกเราต่างพากันกลั้นหายใจลุ้นกันโดยไม่รู้สึกตัวด้วยความที่อยากรู้ว่าข้างในเป็นอะไร

เป็น "จีวรกับสบงและสังฆาฏิ" ครับ

ครบชุดแต่เก่างั่กเลยครับ หลวงปู่ฯ นำสังฆาฏิกลักแสนเก่าผืนนั้นออกมาคลี่ เอาศอกวัดให้ดูอีกครั้งเหมือนกับจะโชว์ให้ดู เพื่อยืนยันคำพูดของท่าน

O.K. ครับ ๘ ศอกพอดี (แต่ศอกของผมมันสั้นไปหน่อย)

ท่านมองค้อน เอามือลูบคลำอยู่พักหนึ่ง แล้วนำสบงจีวรออกมาคลี่ให้ดูอีก ปรากฏว่าเป็นสบงกับจีวรที่ทำด้วยผ้าแพรไหมครับ ท่านเล่าอย่างอารมณ์ดีว่าของชุดนี้เศรษฐีจีนสั่งทำและถวายให้ท่านเมื่อท่านบวชได้พรรษาที่ ๔ และท่านได้เก็บ ตลอดจนนำติดตัวไปตลอดเวลา หันมาถามผมว่า

"เอาไหม"

"สุดแท้แต่หลวงปู่ฯ จะกรุณาเถิดครับ" ผมตอบเบาๆ

"เอาไหม" ท่านถามย้ำอีก ผมเห็นว่าถ้าพูดให้เยิ่นเย้อต่อไป ต้องอดแน่ๆ จึงตอบไปอย่างม้าไร้พยศว่า

"เอาครับ"

"เออ เอาไป" หลวงปู่ก็ให้ง่ายๆ

"แล้วนี่ เอาไหม" ท่านชี้มือไปที่สบงและจีวรแพรไหมนั้น

"ไม่กล้าครับ" ผมตอบ

"ทำไมไม่กล้า" หลวงปู่ฯ แกล้งสงสัย

"หลวงพ่อฯ ท่านใช้ให้มาเอาแต่สังฆาฏิเท่านั้นครับ หลวงปู่ฯ จะแถมให้หรือครับ" ตอนนี้พอโล่งใจแล้ว ผมจึงเริ่มทะโมนตามนิสัยเดิม

"ถ้าเอา ก็ให้" ท่านพูดแล้วก็ผลักออกมาให้ข้างหน้า

"ไม่เอาละครับ หลวงพ่อฯ สั่งมาแค่นี้" ผมกัดฟันตอบอย่างแสนเสียดาย ค่อยๆ ผลักคืนไป แต่อย่างว่าแหละครับ ไม่นอกครูก่อนเป็นดี

"ไม่เอาก็เก็บ" ว่าแล้วหลวงปู่ฯ ก็บรรจงพับและห่อเข้าที่แล้วเดินเอากลับไปเก็บไว้ในห้องตามเดิม

เมื่อเสร็จจากการปราบพยศผมจนอยู่หมัดแล้ว หลวงปู่ฯ จึงเลิกราแล้วเปิดโอกาสให้พวกเราเข้าไปอ้อนกันได้ตามสบาย ส่วนผมนั้นเก็บปากกระเป๋าแล้วรูดซิบ ๓ ชั้นฝังดินปิดครั่งเลยครับ ฟังอย่างเดียวไม่กล้าอ้อนไม่กล้าถาม ใจนั้นอยากกลับวัดท่าซุงลูกเดียว

แต่แม่นิดฯ ยังไม่ยอมเลิกราพยายามนิมนต์ท่านให้ไปร่วมงานสมโภชครบ ๑๐๐ ปี เกิดของหลวงพ่อปานฯ ให้ได้

ท่านปฏิเสธเสียงหลงว่า

"กูไม่ไป"

แม่นิดฯ ไม่ละความพยายาม ชักจูงอีกว่า

"ในหลวงเสด็จนะเจ้าคะ"

หลวงปู่ฯ ทำคอย่นสั่นหัวเดี๊ยะ

"ในหลวง กูก็ไม่ไป กูอั้นเยี่ยวไม่ได้ ลำบาก"

ก็น่าเห็นใจนะครับ เพราะในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่ผมเล่าอยู่นี้ หลวงปู่สีฯ อายุ ๑๒๗ ปีแล้วครับ (อายุหลวงปู่ฯ นี่อาจจะไม่ตรงกับข้อเขียนของท่าน พล.อ.ต.มนูญ ชมพูทวีป ที่เขียนว่า ท่านมรณภาพเมื่ออายุได้ ๑๒๖ ปี ผมไม่ทราบว่า จำนวนไหนที่คลาดเคลื่อน แต่ขอเรียนว่าผมได้ยินท่านตอบกับแม่นิดฯ อย่างชัดเจนว่าท่านอายุ ๑๒๗ ปีแล้ว)

แม้ท่านจะยังดูแข็งแรง แต่อวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ หรือพังผืดมันหย่อนยานไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นท่านจึงอั้นปัสสาวะไม่ได้ ที่กุฎีของท่านตรงพื้นกระดานด้านหลังที่ท่านนั่งอยู่จึงต้องเจาะร่องเอาไว้ ซึ่งพอประเดี๋ยวประด๋าวท่านก็ต้องหันไปจ๋องลงร่องเสียทีหนึ่ง

แต่แม่นิดฯ ก็ไม่ละความพยายามเรียนท่านว่า จะจัดการให้สะดวกสบายเหมือนกับที่ท่านอยู่วัดของท่านเลยทีเดียว

คราวนี้หลวงปู่ฯ สบัดหน้าพรืด พูดกระฟัดกระเฟียดว่า

"กูไม่เอา กูรู้จักอายเขา" ว่าแล้วก็หันหลังกลับ แซมเปิ้ลให้ดูอีก ๑ จ๋อง พวกเราฮากันเลยครับ (คือไม่ได้หัวเราะท่านนะครับ ทุกคนมีความเคารพรักหลวงปู่ฯ แต่พึ่งเข้าใจในความจำเป็นอย่างยิ่งของท่านตอนนั้นเอง)

เป็นอันว่าได้คำตอบแล้วนะครับว่า ทำไมหลวงปู่สีฯ ไม่มางานครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดของหลวงพ่อปาน โสนันโท

ส่วนแม่นิดฯ นั้น เมื่อเห็นว่าท่านไม่ยอมรับนิมนต์แน่แล้ว จึงหันไปคุยเรื่องอื่นๆ หลายๆ เรื่อง แต่ที่ผมหูผึ่งก็คือเมื่อแม่นิดฯ ถามท่านว่า

"หลวงปู่ฯ รู้จักกับหลวงพ่อปานฯ ไหมเจ้าคะ"

"ปานไหน?" หลวงปู่ฯ ย้อนถาม

"หลวงพ่อปานฯ วัดบางนมโคเจ้าค่ะ" แม่นิดฯ ยืด

"กูไม่รู้จัก กูรู้จักแต่ปานฯ วัดบางเหี้ย ปานฯ วัดบางเหี้ยนั่งเรือไม่ต้องพาย เรือวิ่งไปเอง" ว่าแล้วท่านก็หัวเราะชอบอกชอบใจ

แม้แต่คำตอบของหลวงปู่ฯ จะทำให้เราผิดหวังอยู่บ้างที่ท่านกับปรมาจารย์ของเราไม่รู้จักกัน แต่ว่าหลวงปู่สีฯ ท่านจะต้องมีอะไรๆ ที่เนื่องด้วยกับหลวงพ่อแน่ๆ เพียงแต่ท่านนั้นไม่เนื่องกับหลวงปู่ปานฯ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่คำสนทนากันนี้ทำให้เราท่าน ทราบข้อมูลกันมาอีกว่าพระเกจิอาจารย์สมัยนั้น แม้จะอยู่ห่างไกลกันสุดขอบฟ้า ยานพาหนะหรือก็ไม่ดีเหมือนปัจจุบัน แต่ก็ไปเจอะเจอกันและรู้จักกันได้อย่างอัศจรรย์ เพราะหลวงปู่สีฯ อยู่อีสาน ส่วนบางเหี้ยก็คือบางบ่อในปัจจุบันเลยบางพลีไปนิดเดียว ไม่มีฤทธิ์ ไม่มีเดช ให้เดินให้ตายก็ไม่ได้พบกัน

เป็นไงครับเรื่องที่ผมเล่าว่าเป็นวันเดียวที่ผมได้พบกับหลวงปู่สีฯ ก็จริง แต่เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ เห็นด้วยไหมครับ หรือจะเอาตังค์คืนดีครับ"

 

จากเรื่องนี้ได้เกิดข้อคิดแก่ผมหลายประการคือ

๑. คำที่หลวงปู่ท่านสอนว่า " เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ลูกศิษย์มหาวีระฯ ต้องละเอียด ต้องรอบคอบ จำเอาไว้ให้ดี " คำพูดนี้กินใจผมมาก เหมือนกับท่านสอนเราว่า เธอมีครูบาอาจารย์ที่แสนประเสริฐ พระอริยะ พรหม เทวดา ทั้งหลาย ยกย่องกันทั้งสามโลก จะทำอะไรต้องละเอียด คิดให้รอบคอบ อย่าให้เสียถึงครูบาอาจารย์(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา) และควรมีความนอบน้อมถ่อมตน อย่าชูงวง(วางท่า)ไปในสถานที่ต่างๆ การพูดการจาให้มีสัมมาคารวะตามความอาวุโส ให้ความเคารพในคุณธรรมของผู้อื่น ให้ระวังแม้กระทั่งความคิดของตนเอง นอกจากวาจา และ การกระทำ

๒. ท่านผู้ทรงความดีนั้น ท่านย่อมปิดบังคุณธรรมอันแท้จริงของท่านไว้ เสมือนเสือที่ซ่อนเขี้ยวเล็บอันทรงพลัง และท่านจะแสดงออกเมื่อถึงเวลาอันสมควรเท่านั้น

๓. คนดีเมื่อกระทำผิดพลาดไป เมื่อได้รับการตักเตือน ก็กลับตัวกลับใจประพฤติดี ไม่มีความดื้อดึง หรืออาฆาตแค้น เสมือนม้าอาชาไนย ซึ่งสามารถฝึกอบรมได้โดยง่าย

 

ขอให้ทุกท่านโชคดี มีความสุข และได้บรรลุธรรมตามที่ท่านปรารถนาทุกประการ...ครับ

 
---------------------------------------------------------
 
กราบขอบพระคุณที่มา :
 
คนรู้น้อย  10-12-2002, 19:34 น.

เวปพระรัตนตรัย กระดานสนทนาธรรม กระทู้ที่ 00886 โดย คุณ : คนรู้น้อย   10-12-2002

http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-see-hist-04.htm

หนังสือ Wอิทธฤทธิ์ หรือความบังเอิญ ของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำW หน้า ๑๐๗-๑๑๙ โดย พล.อ.อ. มนูญ ชมพูทวีป)

Comments