ข่าว ประชาสัมพันธ์

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 188/2559 ประชุมชี้แจงโครงการโรงเรียนประชารัฐ

โพสต์3 พ.ค. 2559 21:41โดยปกรณ์ วงศ์สวัสดิ์   [ อัปเดต 3 พ.ค. 2559 21:41 ]


"โครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ" จัดการประชุม
ชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการโรงเรียนประชารัฐ ให้แก่ผู้บริหารโรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเป็นโรงเรียนต้นแบบโครงการระยะที่ 1 ทั่วประเทศ 3,342 โรงเรียน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ รวมทั้งนายศุภชัย เจียรวนนท์ หัวหน้าทีมภาคเอกชน และ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา พร้อมด้วยคุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ ผู้แทนภาคประชาสังคม ร่วมเปิดการประชุมในครั้งนี้

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม 2559 ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี, พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, พ.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้บริหารสูงสุดโรงเรียนสัตยาไส และคุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ ผู้แทนภาคประชาสังคม ร่วมพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการโรงเรียนประชารัฐ "โครงการสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ"  โดยมีนายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา, ผู้บริหารองค์กรหลัก, ผู้บริหารภาคเอกชน, ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ตลอดจนผู้บริหารสถานศึกษาที่ได้รับคัดเลือกเข้าโครงการโรงเรียนประชารัฐ ระยะที่ 1 เข้าร่วมกว่า 3,500 คน

รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ  กล่าวถึงโครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ ว่า เป็นมิติใหม่ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำให้มีสัมฤทธิผล และมีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

ซึ่งต้องยอมรับว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในครั้งนี้ แตกต่างจากโครงการรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรต่างๆ หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) เนื่องจากการทำงานร่วมกันครั้งนี้จะเป็นระบบมากขึ้น กระจายไปสู่วงกว้างมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นระบบการศึกษาทั้งระบบที่จะต้องมีการวางแผนงาน งบประมาณให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายของการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่จะรองรับกับพลวัตรในศตวรรษที่ 21

โดยทักษะของเด็กในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย การเรียนรู้ 3R x 8C ตลอดชีวิต

3R คือ Reading-อ่านออก, (W)Riting-เขียนได้, (A)Rithenmatics-คิดเลขเป็น
8C คือ 
Critical Thinking and Problem Solving : การคิดอย่างมีวิจารณญาณ แก้ไขปัญหาได้
Creativity and Innovation : คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิงนวัตกรรม
Cross-cultural Understanding : ความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม กระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม
Collaboration teamwork and leadership : ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ
Communications information and media literacy : ทักษะในการสื่อสาร และการรู้เท่าทันสื่อ
Computing and ICT literacy : ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ และการรู้เท่าทันเทคโนโลยี
Career and learning skills : ทักษะทางอาชีพ และการเรียนรู้
Compassion : มีคุณธรรม มีเมตตา กรุณา มีระเบียบวินัย ซึ่งเป็นคุณลักษณะพื้นฐานสำคัญของทักษะขั้นต้นทั้งหมด และเป็นคุณลักษณะที่เด็กไทยจำเป็นต้องมี

ในส่วนของโครงการโรงเรียนประชารัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) "สานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ" ร่วมกับภาคประชาสังคม และภาคเอกชนกว่า 25 องค์กรชั้นนำระดับประเทศ เพื่อยกระดับการจัดการศึกษาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้เปิดรับสมัครโรงเรียนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก (ระดับประถมศึกษา-ขยายโอกาส นักเรียน 80-600 คน, ระดับมัธยมศึกษา นักเรียน 120-600 คน) เข้าร่วมพัฒนาตามโครงการ ซึ่งมีโรงเรียนสนใจสมัครกว่า 10,000 โรงเรียนและมีโรงเรียนผ่านการคัดเลือกเป็นโรงเรียนต้นแบบโครงการโรงเรียนประชารัฐ ระยะที่ 1 จำนวน 3,342 โรงเรียน ที่จะได้รับการพัฒนาตามโครงการภายใต้การดูแลและให้ความช่วยเหลือของ School Partners จากภาคเอกชน 1,000 คน และมี School Sponsor จากภาครัฐและภาคเอกชนให้การสนับสนุนต่อไปด้วย

สิ่งที่จะได้รับจากการเป็นต้นแบบโรงเรียนประชารัฐ มีหลายประการ คือ 1) ครู ได้รับความรู้และประสบการณ์จากกระบวนการจัดการ ตลอดจนได้รับการพัฒนา-การเรียนรู้ต่างๆ 2) โรงเรียน ได้รับการเติมเต็มจากภาคเอกชน ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน สื่อการเรียนการสอน ระบบฐานข้อมูล เป็นต้น 3) ผู้บริหาร ได้รับการพัฒนาคุณสมบัติและสมรรถนะความเป็นผู้นำและการบริหารจัดการ 4) ผู้ปกครอง ชุมชน ได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและสนับสนุนการศึกษามากขึ้น

จึงฝากให้ผู้บริหารทุกคน ร่วมดำเนินงานตามบทบาทของภาครัฐใน 2 ส่วน ดังนี้

Do คือ สิ่งที่ต้องทำ : ขอให้ผู้บริหารทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่โครงการและปฏิบัติตามแผนงานโครงการพัฒนาโรงเรียน เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายสูงสุดคือ การที่โรงเรียนสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง นั่นก็หมายถึงความยั่งยืนนั่นเอง

Don’t คือ สิ่งที่ไม่ควรทำ : ขออย่าได้ปัดความรับผิดชอบในการพัฒนาโรงเรียนไปให้โครงการโรงเรียนประชารัฐ รวมทั้งไม่ร้องขอรับการสนับสนุนอื่นตามความต้องการของตนเอง แต่ควรที่จะปฏิบัติตามแผนโครงการ

อย่างไรก็ตาม มีความคาดหวังจากการดำเนินงานโครงการโรงเรียนประชารัฐในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการมีธรรมาภิบาลในสถานศึกษา โรงเรียนมีความพร้อม มีสื่อ วัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนห้องเรียนที่เพียงพอต่อการจัดการเรียนรู้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น โดยเฉพาะภาษาอังกฤษต้องสามารถสื่อสารได้ดีขึ้น รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง

 นายศุภชัย เจียรวนนท์ ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน  กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของภาคเอกชน ขอชื่นชมโครงการสานพลังประชารัฐ ที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ซึ่งถือเป็นมิติสำคัญและยิ่งใหญ่สำหรับภาคเอกชน

ซึ่งโครงการนี้ เป็นหนึ่งในโครงการที่สามารถตอบโจทย์ของประเทศได้ทั้ง 3 ข้อ คือ การลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาคุณภาพคน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการผลิตและพัฒนาบุคลากรในประเทศให้มีประสิทธิภาพ โดยภาคเอกชนจะเข้ามาร่วมแบ่งปันและดำเนินโครงการสนับสนุนการศึกษา 3 โครงการ คือ

1) โครงการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการศึกษา 10 ด้าน ได้แก่

  • Transparency เน้นความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ของข้อมูลการดำเนินงานของโรงเรียนและสนับสนุนให้มีการตั้งกองทุนโรงเรียน ซึ่งความโปร่งใสและการตรวจสอบได้จะทำให้เกิดการแข่งขันและนำไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ ให้กับสถานศึกษา

  • Digital Infrastructure คือ การเชื่อมโยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) โดยเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลทั่วโลกและการเข้าถึงเนื้อหาข้อมูลในระดับโลก ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อนำมาใช้กับการศึกษา

  • Market Mechanism การขับเคลื่อนกลไกตลาดโดยการทำให้ผู้ปกครอง ชุมชน เอกชนในท้องที่ และเอกชนระดับประเทศ เข้ามามีส่วนร่วมกับสถานศึกษา เพราะโรงเรียนไม่ได้ทำหน้าที่แค่สอนเยาวชนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดึงความมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนด้วย ซึ่งจะทำให้กระบวนการเรียนรู้ของเด็กพัฒนาแบบก้าวกระโดด

  • Curriculum and Teaching Technique การปรับหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนโดยให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Centric) เพราะเด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว เหมือนฟองน้ำที่ซับน้ำได้เป็นอย่างดี โดยมีแนวทางในการดึงศักยภาพของเด็กออกมา และทำให้เด็กรักการตั้งคำถาม มีความคิดริเริ่ม การคิดวิเคราะห์ และการรู้จักแก้ปัญหา ซึ่งกระบวนการเรียนรู้จะไม่มีที่สิ้นสุดเพราะเด็กจะมีส่วนร่วมในกระบวนการค้าคว้าหาคำตอบ

  • High Quality Principles คือ การพัฒนาผู้นำโรงเรียนให้มีความมุ่งมั่น รักที่จะพัฒนาเด็ก และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย อีกทั้งสถาบันการศึกษาเป็นแหล่งผลิตและสร้างเยาวชนที่เข้มแข็งเพราะสถาบันการศึกษาคือผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ โดยผู้บริหารสถานศึกษาคือผู้นำที่จะดึงศักยภาพของนักเรียนออกมา เพื่อสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพ มีความเข้มเข็ง มีคุณธรรม และจะเป็นพื้นฐานของความเข้มแข็งในด้านต่าง ๆ ของประเทศต่อไป

  • Health and Heart เยาวชนต้องมีสุขภาพดีและมีอาหารการกินครบทุก 5 หมู่ พร้อมทั้งมีสภาพจิตใจต้องแข็งแรง รู้จักการให้ การเชื่อมโยง การมีจิตสาธารณะ ช่วยเหลือสังคม และเสียสละเพื่อสังคม

  • Local and International การผสมผสานความรู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กล่าวคือ พัฒนาครูในประเทศ รวมทั้งดึงครูที่มีศักยภาพหรือครูในสาขาที่ขาดแคลนจากต่างประเทศ เข้ามาทำการสอนในไทย ซึ่งจะสามารถเปลี่ยนการเรียนรู้แบบก้าวกระโดดสู่มาตรฐานสากลได้ อีกทั้งการดึงผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามาในไทย เพราะทุกวันนี้เราอาศัยอยู่ในประชาคมโลก

  • English Language แนวทางที่จะทำให้เด็กเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ คือการมีภาควิชาหรือบางวิชาที่ทำการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในทุกชั้นเรียน รวมทั้งมีหนังสือหรือตำราเรียนเป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากจะทำให้นักเรียนต้องค้นคว้าหาคำศัพท์ที่ใช้ในการสื่อสาร

  • Educational Hub การสร้างศูนย์กลางการศึกษา ด้วยการใช้เทคโนโลยีทั้ง 4 ด้านของ Mega Trends ได้แก่ Robotics, Nanotechnology, Biotechnology และ Digital Technology เพื่อจะสร้าง School of Science and Research ด้วยการนำเทคโนโลยีทั้ง 4 ด้านมาพัฒนาต่อยอด

  • Young Leadership Development การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ด้วยการคัดเลือกผู้นำรุ่น ด้วยการให้ทุนศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่เหล่านี้ให้เป็นผู้นำที่เป็นกำลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงประเทศ รวมทั้งเป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

2) โครงการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ CONNEXT Ed (School Partner Leadership Program)  คือ โปรแกรมสร้างผู้นำควบคู่กับการขับเคลื่อนโรงเรียนประชารัฐ โดยภาคเอกชนคัดเลือกผู้นำรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพที่จะทำงานร่วมกับโรงเรียน ซึ่งมีสัดส่วนผู้นำรุ่นใหม่ 1 คน ต่อ 3 โรงเรียน โดยจะดำเนินงานเป็นทีม ซึ่งหนึ่งทีมจะดูแลโรงเรียนประมาณ 15-20 แห่ง อีกทั้งในอนาคตมีแนวทางในการนำนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ โดย 1 โรงเรียนจะมีนักศึกษา 1-2 คนช่วยดูแล พร้อมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงานไปพร้อม ๆ กันภายใต้การนำของผู้บริหารสถานศึกษา อีกทั้งไม่จำกัดเฉพาะผู้นำจากภาคเอกชน ผู้นำที่เป็นอาสาสมัครจากทุกภาคส่วนที่ผ่านการคัดเลือกก็สามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ ทั้งนี้ จะดำเนินการคัดเลือกผู้นำรุ่นใหม่ตามโครงการ CONNEXT Ed ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้

นอกจากนี้ จะมี School Sponsor ที่เป็นผู้บริหารระดับ CEO หรือ CEO-1 ซึ่งจะเข้าไปเรียนรู้กับผู้บริหารสถานศึกษาและร่วมพัฒนาโรงเรียน โดยการดำเนินงานดังกล่าวจะทำให้เรียนรู้และศึกษาปัญหาของโรงเรียนได้เร็วขึ้น ทางภาคเอกชนจะการสนับสนุนงบประมาณให้โรงเรียนปีละ 500,000-1,000,000 บาท คาดว่าจะใช้งบประมาณราว 2,000 ล้านบาทต่อปี ในเบื้องต้นจะมีการลงนาม MoU กับ 12 องค์กรที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวภายใน 2 สัปดาห์หลังจากนี้ ซึ่งองค์กรเหล่านี้จะดูแลโรงเรียนทั้ง 18 ภาค ของกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวคือภาคเอกชน 1 องค์กรจะดูแลสถานศึกษาใน 1-2 ภาค

3) โครงการมหาวิทยาลัยแห่งความเป็นเลิศด้านงานวิจัย (Educational Hub)   โครงการนี้จะนำไปสู่การเชื่อมต่อด้านการค้นคว้าวิจัยกับภาคเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนในภูมิภาค, ประชาคมอาเซียน และทวีปเอเชีย สามารถเข้ามาเรียนหนังสือที่ประเทศไทยได้ อีกทั้งมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเทคโนโลยีทั้ง 4 ด้านของ Mega trends ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนและผสมผสานกันเพื่อการพัฒนาและสามารถนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาในสังคม พร้อมทั้งสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ตลอดจนสร้างสุขภาพที่ดีให้กับประชาชน


 หลังจากนี้ไปผู้นำรุ่นใหม่จากภาคเอกชนจะทำการ Workshop กับผู้บริหารสถานศึกษา ด้วยการวางแผนสร้างการเปลี่ยนแปลง ซึ่งภาคเอกชนจะให้การสนับสนุนและประเมินผลความคืบหน้าและความสัมฤทธิ์ผลของโครงการในทุกไตรมาส อีกทั้งต้องกำหนดตัวชี้วัด (KPIs) ที่จะเป็นตัวกำหนดแนวทางการดำเนินงานต่อไป


 อรพรรณ ฤทธิ์มั่น / นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป / รายงาน
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี : ถ่ายภาพ
2/5/2559


คัดลอกจาก : http://www.moe.go.th/websm/2016/may/188.html#home


ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 158/2559 ความก้าวหน้าการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาในสถานศึกษา

โพสต์11 เม.ย. 2559 08:48โดยปกรณ์ วงศ์สวัสดิ์   [ อัปเดต 11 เม.ย. 2559 08:48 ]


พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 
1/2559 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ เมษายน 2559ณ ห้องประชุม MOC โดยมี รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการนายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานนางสาวอาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาผศ.ดร.ยุวดี นาคะผดุงรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้บริหารสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), ผู้แทนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันคีนันแห่งเอเชีย เข้าร่วมประชุม


รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

 การกำหนดนิยาม "สะเต็มศึกษา" (STEM Education)  คือ แนวทางการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ในการเชื่อมโยงหรือแก้ปัญหาในชีวิตจริง รวมทั้งการพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21

 การกำหนดจุดมุ่งหมายของกิจกรรมสะเต็ม 4 ประการ  คือ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ไปใช้เชื่อมโยงหรือแก้ไขปัญหาในชีวิตจริงเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 อาทิ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม ตลอดจนการรู้เท่าทันสื่อ และเพื่อหล่อหลอมคุณลักษณะนิสัยที่ดีให้แก่ผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบ ความมีวินัย ซื่อสัตย์ อดทนเป็นต้น

 แนวทางการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษา  โดยจะมีการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติที่เน้นการคิดวิเคราะห์ ค้นคว้า เชื่อมโยง และบูรณาการองค์ความรู้ทุกศาสตร์ เพื่ออธิบายเหตุการณ์หรือตอบโจทย์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต และส่งเสริมการทำโครงงานวิทยาศาสตร์เชิงนวัตกรรมเพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดจนจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักต่อสภาพภูมิอากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

 ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแนวสะเต็มศึกษา  จะจัดกิจกรรมในแต่ละชั้นปีให้สอดคล้องกับมาตรฐานและสาระการเรียนรู้ ใน ขั้นตอน ได้แก่

ขั้นตอนที่ 1 ระบุปัญหาในชีวิตจริงที่พบ หรือนวัตกรรมที่ต้องการพัฒนา
ขั้นตอนที่ 
2 รวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา หรือนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมนั้น
ขั้นตอนที่ 
3
 ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา โดยเชื่อมโยงความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรม และคณิตศาสตร์
ขั้นตอนที่ 
4
 วางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา หรือพัฒนานวัตกรรม 
ขั้นตอนที่ 
5 ทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหา หรือนวัตกรรมที่พัฒนาได้
ขั้นตอนที่ 
6
 นำเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหา หรือผลของนวัตกรรมที่พัฒนาได้

 เครือข่ายการดำเนินงานสะเต็มศึกษา  เป็นการร่วมกันดำเนินงานระหว่างศูนย์สะเต็มศึกษาภาค 13 แห่ง มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง 13 แห่ง และมหาวิทยาลัยเครือข่ายสะเต็มศึกษา 25 แห่ง ได้แก่

ลำดับ

 ภูมิภาค

จังหวัด

โรงเรียนที่เป็นศูนย์

มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง

 1

เหนือตอนบน

เชียงใหม่

ยุพราชวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 2

เหนือตอนล่าง

พิษณุโลก

พิษณุโลกพิทยาคม

มหาวิทยาลัยนเรศวร

 3

ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน (1)

อุดรธานี

อุดรพิทยานุกูล

มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

 4

ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน (2)

ขอนแก่น

แก่นนครวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 5

ตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (1)

นครราชสีมา

สุรนารีวิทยา

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

 6

ตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (2)

อุบลราชธานี

เบ็ญจะมะมหาราช

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

 7

ตะวันออก

ชลบุรี

ชลราษฎรอำรุง

มหาวิทยาลัยบูรพา

 8

กลางตอนบน

นนทบุรี

ศรีบุณยานนท์

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 9

กลางตอนล่าง

นครปฐม

พระปฐมวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยศิลปากร

 10

กรุงเทพฯ (1)

กรุงเทพฯ

สามเสนวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหิดล

 11

กรุงเทพฯ (2)

กรุงเทพฯ

บดินทร์เดชา
(สิงห์ สิงหเสนี)

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 12

ใต้ตอนบน

นครศรีธรรมราช

เบญจมราชูทิศ

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

 13

ใต้ตอนล่าง

สงขลา

หาดใหญ่วิทยาลัย

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


 เป้าหมายการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาในโรงเรียน ขอให้มีการเชิญชวนโรงเรียนที่ดำเนินการสะเต็มศึกษาอยู่แล้ว รวมทั้งโรงเรียนที่อยู่ในโครงการสานพลังประชารัฐฯ และโรงเรียนอื่นๆ ที่มีความพร้อมมาเข้าร่วมด้วย โดยมอบให้คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาทบทวนแนวทางการคัดเลือกโรงเรียนให้มีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งในเบื้องต้นตั้งเป้าจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษา ปีการศึกษา 2559 ในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาละ 10 โรงเรียน รวม 2,250 โรงเรียน และกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในโรงเรียนเป้าหมาย 17,220 คน

นวรัตน์ รามสูต, อรพรรณ ฤทธิ์มั่น, บัลลังก์ โรหิตเสถียร สรุป/รายงาน
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี 
ถ่ายภาพ
 บัลลังก์ โรหิตเสถียร : InfoGraphic
9/4/2559

คัดลอกจากhttp://www.moe.go.th/websm/2016/apr/158.html


ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 154/2559 กระทรวงศึกษาธิการ และกลุ่มเซ็นทรัล เปิดตัวแอพพลิเคชั่น "The 1 Book e-Library : ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเด็กและเยาวชน"

โพสต์8 เม.ย. 2559 01:41โดยปกรณ์ วงศ์สวัสดิ์   [ อัปเดต 8 เม.ย. 2559 01:41 ]

โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ - พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) โครงการ "The 1 Book e-Library : ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเด็กและเยาวชน" ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ โดย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กับบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด โดยนายสุทธิชัย จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารฯ เมื่อวันอังคารที่ 5 เมษายน 2559 ณ ห้องโลตัสสวีท 5-6 ชั้น 22

นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการที่บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลฯ ได้ดำเนินโครงการเซ็นทรัลมุ่งมั่นพัฒนาการศึกษา ซึ่งถือเป็น 1 ในกิจกรรมเพื่อสังคมที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การสร้างอาคารเรียน การพัฒนาห้องสมุดโรงเรียน ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดของโครงการดังกล่าว บริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) ภายใต้บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลฯ จึงได้ริเริ่มโครงการ "The 1 Book e-Library : ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเด็กและเยาวชน" โดยความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและประสิทธิภาพการเรียนรู้ในรูปแบบการอ่านหนังสือออนไลน์ให้กับนักเรียนไทย โดยไม่จำกัดเพียงแค่ในสถานศึกษาเท่านั้น ประกอบกับข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าคนไทยมีแนวโน้มการอ่านที่เพิ่มมากขึ้น โดยคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป มีอัตราการอ่าน 66 นาทีต่อวัน ถือว่าเป็นสถิติที่สูงกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ดังนั้น เพื่อเป็นการต่อยอดโครงการและเปิดโอกาสการเรียนรู้รูปแบบการอ่านหนังสือออนไลน์ให้กับนักเรียนไทย จึงได้ริเริ่มโครงการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเด็กและเยาวชน พร้อมจัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับบริษัทกลุ่มเซ็นทรัลฯ ด้วยตระหนักว่าห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่นักเรียนนักศึกษาสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ด้วยตนเองและไร้ข้อจำกัดเรื่องสถานที่และเวลาผ่านแอพพลิเคชั่น

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2558 รวมทั้งเพื่อให้นักเรียนในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา เข้าถึงการอ่านอย่างทั่วถึงผ่านแอพพลิเคชั่น The 1 Book e-Library โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อีกทั้งเพื่อสร้างความร่วมมือและแนวทางการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนเป็นการสนับสนุนการอ่าน กิจกรรมนอกห้องเรียน และเสริมสร้างความรู้ความสามารถให้กับเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งมีแผนที่จะขยายโครงการไปยังชุมชนทั่วประเทศ ที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับชุมชนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมอาชีพ ทำให้มีความอยู่ที่ดีขึ้น

"The 1 Book e-Library : ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเด็กและเยาวชน" จึงเป็นแอพพลิเคชั่นที่ได้รวบรวมหนังสือหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมซีไรต์ เรื่องสั้นอ่านนอกเวลา หนังสือแบบเรียน หนังสือวิทยาศาสตร์ หนังสือความรู้ทั่วไป เพื่อให้นักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา จำนวนกว่า 9 ล้านคนทั่วประเทศ ได้อ่านหรือดาวน์โหลดผ่านระบบปฏิบัติการ Windows Mobile, iOS, Android ได้ฟรีทุกที่ทุกเวลา สำหรับการดาวน์โหลดในสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ หนังสือในหมวดหมู่ต่างๆ ของ The 1 Book e-Library มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 300 เล่ม อาทิ หนังสือวรรณกรรมทรงคุณค่า เรื่องสั้นอ่านนอกเวลา หนังสือแบบเรียน หนังสือนิยายสร้างสรรค์ หนังสือความรู้ทั่วไป หนังสือวิทยาศาสตร์ เป็นต้น โดยแต่ละโรงเรียนจะได้รหัสผ่านสำหรับให้นักเรียนในสังกัดเข้าระบบเพื่อดาวน์โหลดหรืออ่านหนังสือได้พร้อมกันถึง 9 ล้านคนในเวลาเดียวกันได้

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความขอบคุณและชื่นชมที่มีการจัดโครงการดีๆ เช่นนี้ขึ้น ซึ่งในส่วนของรัฐบาลมีความพยายามในการจัดการศึกษาและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงการศึกษา แหล่งเรียนรู้ และได้หาประสบการณ์ต่างๆ มากขึ้นตลอดทุกช่วงวัย ทั้งปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษา การอุดมศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ ตลอดจนถึงผู้สูงวัย โดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โดยเฉพาะกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ได้สนับสนุนระบบเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เช่น วางระบบการศึกษาทางไกล ระบบต่างๆ ที่ช่วยลดภาระของครู

การลงนามในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันสำคัญที่ทางบริษัทกลุ่มเซ็นทรัลฯ ได้ช่วยเติมเต็มและเปิดโอกาสในการเข้าถึงการอ่านหนังสือของนักเรียนนักศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคนไทยในยุคปัจจุบันให้มีความรู้รอบด้าน จึงขอขอบคุณเจ้าของหนังสือที่มาเข้าร่วมโครงการ และมีความเชื่อว่ายังมีอีกหลายบริษัทที่ผลิตหนังสือดีๆ ทั้งที่เป็นรูปเล่มหนังสือ และในรูปแบบของ e-book ที่จะมาร่วมโครงการเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็ก เยาวชน และประชาชนในโอกาสต่อไป

ในส่วนของขอบข่ายความร่วมมือนั้น บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลฯ จะเป็นผู้ดำเนินการจัดทำแอพพลิเคชั่น The 1 Book e-Library สำหรับนักเรียนนักศึกษา ครู และผู้บริหารสถานศึกษา สามารถดาวน์โหลดในระบบปฏิบัติการดังกล่าว รวมทั้งจะพัฒนาระบบการใช้งานให้มีความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง มีการจัดหาหนังสือ พร้อมรับผิดชอบการขออนุญาตใช้ลิขสิทธิ์ การจัดทำวีดิทัศน์สาธิตการใช้งาน พร้อมส่งมอบรหัสรับสิทธิ์การใช้งานแอพพลิเคชั่นแก่สถานศึกษา

นอกจากนั้น ได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการพิจารณากลั่นกรองเนื้อหาของหนังสือก่อนนำเข้าห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้มีหนังสือที่ดีและมีความเหมาะสมกับเด็กและเยาวชน และกระทรวงศึกษาธิการจะได้รวบรวมข้อมูลจำนวนสถานศึกษาที่จะเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งประชาสัมพันธ์แอพพลิเคชั่นให้สถานศึกษาในสังกัดได้รับทราบต่อไป

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขอขอบคุณโครงการความร่วมมือครั้งนี้ ที่มีส่วนช่วยส่งเสริมสนับสนุนการอ่านหนังสือให้แก่สถานศึกษากว่า 3 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ที่จะช่วยให้นักเรียนและครูมีโอกาสเข้าถึงการอ่านหนังสือดีๆ ทางออนไลน์มากกว่า 300 เล่ม ใน 20 หมวดหมู่

ทั้งนี้ การปลูกฝังให้เด็กๆ รักการอ่านเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ ได้ยกตัวอย่างกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นคนที่รักการอ่านหนังสือเป็นอย่างมาก ซึ่งมีผลถึงการนำมาใช้ในการบริหารประเทศด้วย ประจวบกับรัฐบาลปัจจุบันได้ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารขยายระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศ แม้แต่ในชนบทและพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะมีส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมให้โครงการนี้มีประสิทธิภาพและความคุ้มค่ามากขึ้นด้วย

รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวย้ำให้สังคมได้เห็นถึงความสำคัญของการอ่าน โดยยกตัวอย่างจากการเดินทางไปประเทศสิงคโปร์เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าสิ่งแรกที่แนะนำการเรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชน คือ การแนะนำการอ่านหนังสือ เช่น การฝึกวิธีการอ่าน การสร้างความเข้าใจ วิธีการหา Keyword ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้คนไทยยังอ่อนมาก แต่หากเราเริ่มต้นสอนให้เด็กอ่านอย่างถูกวิธี ก็ถือว่าจะเป็นวิธีการที่เริ่มต้นได้ถูกทาง

สำหรับการดำเนินโครงการนี้ บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลฯ ใช้เงินลงทุนหลายสิบล้านบาท เพื่อให้เด็กและบุคลากรทางการศึกษาได้เข้าถึง อันจะมีส่วนช่วยพัฒนาการศึกษาได้อย่างดียิ่ง และเป็นโครงการประชารัฐโครงการแรกที่จับต้องได้ กระทรวงศึกษาธิการจึงพร้อมจะร่วมมือกับบริษัทกลุ่มเซ็นทรัลฯ อย่างเต็มขีดความสามารถต่อไป ซึ่งต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาบริษัทกลุ่มเซ็นทรัลฯ ได้ให้การสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จึงขอขอบคุณความร่วมมือช่วงเวลาที่ผ่านมาและความร่วมมือต่อไป

นายสุทธิชัย จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า โครงการนี้กลุ่มเซ็นทรัลได้ดำเนินการมาก่อนภายในบริษัท และตั้งใจที่จะทำแอพพลิเคชั่นออกมาใช้อย่างกว้างขวางต่อไป ซึ่งกลุ่มบริษัทดำเนินการเองทั้งหมดด้วยความหลากหลายของหนังสือ จนกระทั่งเกิดความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ที่จะช่วยให้เยาวชนไทยกว่า 13 ล้านคนได้เรียนรู้การอ่านทางออนไลน์ และกลุ่มเซ็นทรัลพร้อมที่จะจัดหาหนังสือบรรจุให้เพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต
สำหรับการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ มีบุคคลสำคัญที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยานจำนวนมาก อาทิ พล.ต.ท.วรศักดิ์ นพสิทธิพร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นางสุพัตรา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักนโยบายองค์กรสัมพันธ์และภาพลักษณ์องค์กร, นางสาวบุษบา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสื่อสารองค์กร และนายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน)


นวรัตน์ รามสูต, บัลลังก์ โรหิตเสถียร : สรุป/รายงาน
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี : ถ่ายภาพ
บัลลังก์ โรหิตเสถียร : กราฟิก
5/4/2559

ที่มา : http://www.moe.go.th/websm/2016/apr/154.html


เร่งรัดกรอกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปีการศึกษา ๒๕๕๘ ในเว็บไซต์โรงเรียนในฝัน

โพสต์6 เม.ย. 2559 20:12โดยวาสนา ป้อมปราณี   [ อัปเดต 6 เม.ย. 2559 20:12 ]


โครงการโรงเรียนในฝัน กำหนดให้โรงเรียนในโครงการกรอกข้อมูล ในเว็บไซต์โรงเรียนในฝัน เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาและการประเมินรับรองตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ บัดนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แจ้งระยะเวลาการเปิดปิด ระบบรายงานผลตัวชี้วัดตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๙ รอบ ๖ เดือน โดยระหว่างวันที่ ๑ – ๒๐ เมษายน ๒๕๕๙ ให้ผู้รับผิดชอบตัวชี้วัดระดับเขตพื้นที่การศึกษา รายงานผลการดำเนินงาน

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๘ ขอให้โรงเรียนกรอกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปีการศึกษา ๒๕๕๘ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ในเว็บไซต์โรงเรียนในฝัน http://www.labschools.com/ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๙

อนึ่งโรงเรียนสามารถกรอกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเว็บไซต์ ศูนย์ประสานงานโรงเรียน ในฝัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๘ https://sites.google.com/site/labschoolsed8/ ได้อีกหนึ่งช่องทาง


ด่วนที่สุด! สำรวจข้อมูลโรงเรียนในฝัน

โพสต์3 เม.ย. 2559 15:37โดยปกรณ์ วงศ์สวัสดิ์   [ อัปเดต 3 เม.ย. 2559 15:46 ]





สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ศธ ๐๔๐๐๘ / ว ๒๓๑ ลงวันที่  ๓๐  มีนาคม  ๒๕๕๙ เรื่อง สำรวจข้อมูลโครงการโรงเรียนในฝัน
  
แจ้งให้โรงเรียนกรอกข้อมูลในระบบออนไลน์ที่ https://docs.google.com/forms/d/1W0ZbNytzEEc5xR9nJrnvIbdkYYekN09WWjXuasLBK7g/viewform?c=0&w=1 
ภายในวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๙

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๘ ได้รับหนังสือ วันศุกร์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๙ เวลา  ๑๖.๓๐ น.

ขอให้โรงเรียนในฝัน สพม.๘ ทุกโรงเรียนกรอกข้อมูลโดยเร็วที่สุด...

 

TK Reading Club ตอน ลูกอีสานย้อนกลับ วันเสาร์ที่ 23 เม.ย. 2559

โพสต์31 มี.ค. 2559 00:00โดยปกรณ์ วงศ์สวัสดิ์   [ อัปเดต 31 มี.ค. 2559 00:00 ]

อุทยานการเรียนรู้ TK park ชวนนักอ่านมาแลกเปลี่ยนแนวคิด มุมมองใหม่ๆ ผ่านกิจกรรม “TK Reading Club

ใครที่ชื่นชอบนวนิยายเชิงวัฒนธรรม วิถีชีวิต ครั้งนี้จะได้พบกับ ลูกอีสาน ผลงานของ คำพูน บุญทวี การันตี ด้วยรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนประจำปี พ.ศ. 2522

ร่วมพูดคุยเบื้องลึกเบื้องหลังขนบธรรมเนียม ประเพณี ตลอดจนความเชื่อของชาวอีสานแบบเข้มข้น กับนักเขียนรับเชิญพิเศษ "กิมหลั่น" หรือ คุณลันนา เจริญสิทธิชัย เจ้าของผลงานเจ๊กบ้านนอก ภรรยาของคุณคำพูน บุญทวี และเจ้าของสำนักพิมพ์โป๊ยเซียน

เพราะการอ่านไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำราเรียน.. 
 

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน 2559 เวลา 14.00 – 16.00 น. ห้องมินิเธียเตอร์ 2 อุทยานการเรียนรู้ TK park ชั้น 8 Dazzle Zone ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์




ที่มา : http://www.tkpark.or.th/tha/what_on_detail/461/TK-Reading-Club-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99


โครงการตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์ เพื่อประหยัดพลังงาน ประจำปี 2559

โพสต์29 มี.ค. 2559 23:29โดยวาสนา ป้อมปราณี   [ อัปเดต 29 มี.ค. 2559 23:31 ]

PTT Tune up aw 2016


สถานีบริการน้ำมัน ปตท
บริการตรวจเช็กเครื่องยนต์ ฟรี จำนวน 25 รายการ ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่ร่วมรายการทั่วประเทศและตรวจเช็กมาตรฐานความปลอดภัย 15 ขั้นตอน ณ ศูนย์ ProCheck และ FIT AUTO ที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม – 6 เมษายน 2559 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ PTT Contact Center โทร. 1365

รายชื่อสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่ร่วมโครงการ.pdf
รายชื่อศูนย์ PROCheck และ FIT Auto ที่เข้าโครงการ.pdf



PTT Tune up aw 2016



"ดาว์พงษ์" ฮึ่มพวกบิดเบือนคำสั่ง

โพสต์28 มี.ค. 2559 21:53โดยปกรณ์ วงศ์สวัสดิ์   [ อัปเดต 28 มี.ค. 2559 21:53 ]

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่กระทรวงศึกษาธิการ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงข่าวการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.ในภูมิภาค ตามคำสั่งมาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ มีการเคลื่อนไหวและบิดเบือนข่าวจากคำสั่งดังกล่าวจนทำให้ครู ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เกิดความเครียดและกังวลใจ ทั้งการให้ครูไปสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่น ให้ครูเป็นพนักงานราชการ ครูไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เงินวิทยฐานะจะหายไป ยุบเขตพื้นที่การศึกษา และยุบคุรุสภา ตนขอยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องจริงเพราะทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ส่วนที่ห่วงว่าผู้ว่าฯไม่มีประสบการณ์และเป็นงานฝาก ทั้งจะทำให้การศึกษาถูกครอบงำนั้น ไม่ต้องห่วงเพราะผู้ว่าฯยุคนี้รู้ปัญหาการศึกษาดีและรู้ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาควบคู่ไปกับเศรษฐกิจ และการพิจารณาก็อยู่ในรูปคณะบุคคล

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ตนยืนยันว่าการปรับโครงสร้างใหม่ครั้งนี้มีผลต่อครูและนักเรียนแน่นอน เพราะทำให้การบริหารโรงเรียนในจังหวัดเกิดประสิทธิภาพ การคัดเลือกครูจะดีขึ้นและมีมาตรฐานเดียวกัน ครูจะได้รับการดูแล จะทำให้อิทธิพลในพื้นที่และวงจรการโยกย้ายต่างตอบแทนหายไป ซึ่งจะทำให้เด็กได้รับอานิสงส์แน่นอน

“อยากฝากถึงผู้ที่กำลังเคลื่อนไหวว่า ให้หยุดการกระทำ อย่านำคำสั่งมาบิดเบือน เพราะผมไม่อยากให้ครูตื่นตระหนกกับสิ่งที่เป็นเรื่องโกหก ซึ่งหลังชี้แจงทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ผ่านสื่อมวลชนแล้ว หากกลุ่มคนดังกล่าวยังไม่เข้าใจและยังสร้างความบิดเบือน ผมจะขอเชิญมาสร้างความเข้าใจที่กระทรวงศึกษาธิการ” พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าว.

คัดลอกจาก : ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มี.ค. 2559  http://www.thairath.co.th/content/597605


อังคารที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๙ ประชุมสัมมนาโรงเรียนสุจริต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๘

โพสต์9 มี.ค. 2559 18:17โดยอารีย์ ทิมเมือง   [ อัปเดต 9 มี.ค. 2559 18:18 ]

size 200
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๘ ดำเนินงานเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและ ธรรมาภิบาลในสถานศึกษา “ป้องกันการทุจริต” เพื่อวางรากฐานการปลูกจิตสำนึก ซึ่งเป็นกลไกในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศชาติ แก่ นักเรียน ครู ผู้บริหารของโรงเรียนในสังกัด โดยมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมด ๑๙ โรงเรียน ประกอบด้วย ต้นแบบโรงเรียนสุจริต จำนวน ๑ โรงเรียน เครือข่ายโรงเรียนสุจริต รุ่นที่ ๒ จำนวน ๖ โรงเรียน และเครือข่ายโรงเรียนสุจริต รุ่นที่ ๓ จำนวน ๑๒ โรงเรียน และในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ กำหนดประชุมสัมมนาโรงเรียนสุจริต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๘ ในวันอังคารที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๙ ณ ห้องประชุมโรงเรียนกรับใหญ่ว่องกุศลกิจพิทยาคม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

ขอให้โรงเรียนกรอกแบบตอบรับการประชุมสัมมนาโรงเรียนสุจริต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๘ ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ๒ ส่งทาง e-Mail ที่ arenajung@gmail.com ภายในวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๙โดยสามารถดาวน์โหลดแบบตอบรับได้จากลิงค์ด้านล่าง

ดาวน์โหลดแบบตอบรับ ::  https://drive.google.com/file/d/0B5cM4e9F9azoakp2ZGR3TWpDV2M/view?usp=sharing

หลักสูตรจิตวิทยาความมั่นคง (สจว.รุ่นที่ 3)

โพสต์31 ม.ค. 2559 19:25โดยอารีย์ ทิมเมือง   [ อัปเดต 31 ม.ค. 2559 19:26 ]





สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดจักอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรจิตวิทยาความมั่นคง สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา (สพฐ) รุ่นที่ 3 ระหว่างวันที่ 17 มีนาคม - 29 กรกฎาคม 2559 ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประชาสัมพันธ์ให้บุคลากรในสังกัดที่มีสิทธิและคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด สมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อเข้ารับการอบรม ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าว รายละเอียดดังแนบ





                  
              กำหนดการ,หลักสูตร.pdf (323k) 
              ว58.pdf (87k)
              หลักสูตร สจว..pdf (120k)
              ใบสมัคร.pdf (66k)         

1-10 of 329