ข่าว ประชาสัมพันธ์

ศธ.จัดประชุมแถลง "แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579" ต่อสาธารณชน

โพสต์24 เม.ย. 2560 02:03โดยวาสนา ป้อมปราณี   [ อัปเดต 24 เม.ย. 2560 02:16 ]


กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดการประชุมแถลงเรื่อง "แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579" เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน 2560 ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เพื่อเผยแพร่แผนการศึกษาแห่งชาติต่อสาธารณชน โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิด และปาฐกถาพิเศษเรื่อง แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 กับการขับเคลื่อนสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมรับฟังปาฐกถาพิเศษครั้งนี้ พร้อมทั้งนำเยี่ยมชมนิทรรศการความก้าวหน้าการจัดการศึกษา


พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดตอนหนึ่งเกี่ยวกับการแถลง “แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579” ว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการได้พยายามที่จะขับเคลื่อนงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น การผลิตและพัฒนาครู พัฒนาหลักสูตร การจัดกิจกรรมให้เด็กมีความสุขในการเรียน เช่น การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการศึกษา ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2560 ที่ได้จัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติเสร็จสมบูรณ์และผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว จึงเป็นอีกปีที่มีความสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษา โดยนำแผนการศึกษาแห่งชาติซึ่งเป็นแผนเชิงยุทธศาสตร์ไปสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อเป็นแนวทางในการเดินหน้าจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัย ตั้งแต่ระดับก่อนปฐมวัย ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา จนถึงอุดมศึกษา และวัยทำงาน โดยจะทำงานแบบบูรณาการทั้งภายในกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ตลอดจนบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน เป็นต้น

การแถลงแผนการศึกษาแห่งชาติครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ในการที่จะมีแผนงานด้านการศึกษาที่มั่นคงชัดเจน และผ่านความเห็นชอบจากทุกฝ่ายแล้ว เพื่อร่วมกันก้าวไปข้างหน้า (To Step Forward) ให้บรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้ ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศได้สำเร็จ ซึ่งทุกคน ณ ที่นี้มีความสำคัญในการพลิกประวัติศาสตร์ของการปฏิรูปการศึกษาไทย เพื่อพัฒนากำลังคน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อไปสู่การพัฒนาประเทศในอนาคต จึงขอฝากให้ช่วยกันเฝ้าติดตามการทำงานของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งมั่นและตั้งใจเพื่อความมุ่งหวังให้การปฏิรูปการศึกษา ส่งผลสัมฤทธิ์ตอบโจทย์การเป็นไทยแลนด์ 4.0 อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป พร้อมทั้งขอขอบคุณผู้บริหาร คณะกรรมการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนในการร่วมจัดงานแถลงแผนการศึกษาแห่งชาติในครั้งนี้


พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 กับการขับเคลื่อนสู่ไทยแลนด์ 4.0” โดยมีสาระสำคัญสรุป ดังนี้

● แผนการศึกษาแห่งชาติเป็นหัวใจสำคัญเสมือน “ไบเบิ้ล” ในการทำงานร่วมกัน

ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านการศึกษา ตลอดจนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานวิจัยของประเทศ ซึ่งการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ ช่วยให้เกิดความเข้าใจภาพของการสร้างคน พัฒนาคน เพื่อรองรับความต้องการกำลังคนในอนาคต ทั้งในสาขาวิชาชีพ สาขาวิชาการ และในสายงานต่าง ๆ ในด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อการวางแผนงานและกำหนดทิศทาง รวมทั้งเป้าหมายการทำงานที่มีความชัดเจน ดังนั้น แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ จึงเป็นเสมือน “ไบเบิ้ล” เป็นกรอบการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญ ที่ทุกภาคส่วนจะได้ใช้ในการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างเทคโนโลยีที่จะสามารถใช้ประโยชน์ให้ตรงความต้องการของประเทศชาติ และบรรลุเป้าหมายตามที่เราคาดหวังไว้

● ปรับแผนการศึกษาแห่งชาติให้สอดคล้องและรองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

หากจะกล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ถือว่ามีจุดเน้นครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคง ความสามารถในการแข่งขัน การสร้างศักยภาพของคน การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาค เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ ตลอดจนการคำนึงถึงความสมดุลในระบบสิ่งแวดล้อม ซึ่งแผนการศึกษาแห่งชาติ รวมทั้งยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องและรองรับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี แล้ว รวมทั้งการผลักดันประเทศไทยเดินหน้าไปสู่ Thailand 4.0 ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ ที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องนำมาพิจารณาเพื่อสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยี ให้รองรับกระแสเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอีก 10-15 ปีข้างหน้าด้วย

เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่ทุกคนจะได้ร่วมมือร่วมใจกัน โดยมองจุดเน้นเดียวกันคือ ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนสนับสนุนปัจจัยเสริมทั้งในเรื่องของครู ผู้บริหาร หลักสูตร สถานศึกษา การบริหารราชการ และทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อพัฒนาเด็กได้เต็มตามศักยภาพแต่ละช่วงวัยอย่างละเอียดรอบคอบ ตั้งแต่ในครรภ์มารดาคือก่อนปฐมวัย จนกระทั่งระดับปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษา จนถึงระดับอุดมศึกษา หรือการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสและผู้พลาดโอกาส การศึกษาสำหรับคนวัยทำงานก่อนจะมีอายุครบ 65 ปี และหลังวัยเกษียณอายุราชการหรือทำงาน

● เน้นจัดการศึกษาครอบคลุมทุกช่วงวัยตามรัฐธรรมนูญ

การดำเนินงานตามแผนการศึกษาแห่งชาติ เรียกได้ว่าเราจะต้องมองอย่างรอบด้าน เพื่อจัดการศึกษาให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายตลอดทุกช่วงวัย ซึ่งสอดคล้องกับที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า “รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการจะต้องจัดให้มีการศึกษาในภาคบังคับ 12 ปีโดยเริ่มตั้งแต่ระดับก่อนปฐมวัยคือ 3 ขวบเป็นต้นไป” ถือเป็นการดำเนินงานที่มีความละเอียดและมีความซับซ้อนมากขึ้น ตลอดจนมีหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก เช่น กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ระยะที่เด็กอยู่ในครรภ์มารดา เพื่อดูแลด้านสุขภาพ สุขภาวะ และอนามัย, กระทรวงมหาดไทย โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเรื่องของการสร้างสุขภาพที่ดี สุขภาวะที่เหมาะสมต่อพัฒนาการ และเตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจในระดับก่อนปฐมวัย เน้นสร้างวินัยและเรียนรู้ที่มาที่ไปของชาติในลักษณะการเรียนการสอนแบบธรรมชาติ เพื่อส่งต่อเด็กเข้าสู่ระดับปฐมวัย

ส่วนการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบดูแลจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งในระดับประถมศึกษาจะเน้นเนื้อหาทางด้านวิชาการที่มีความเข้มข้นและมีกิจกรรมการเรียนรู้สร้างเสริมทักษะมากขึ้น เช่น กิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เป็นต้น เพราะการที่เด็กจะมีทักษะมากขึ้นนั้น ต้องมีกระบวนการเรียนการสอนที่เป็นธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เด็กได้เริ่มรู้จักการแสดงออกทางความคิด ความสามารถ และความต้องการเรียนรู้ของตัวเอง

จนเมื่อเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่เด็กจะต้องเริ่มมีความถนัดและความสนใจที่แตกต่างกันออกไป ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในการเลือกเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่เราจะช่วยกันชี้แนะให้เด็กเลือกเรียนต่อในสายสามัญหรือสายวิชาชีพตามความถนัดของตนเอง โดยเฉพาะสายวิชาชีพที่จะต้องคำนึงถึงความสนใจของเด็กและความเหมาะสมที่จะเข้าสู่สาขาวิชาต่าง ๆ ด้วย รวมทั้งสาขาวิชาที่ตรงตามความต้องการของประเทศและการเดินหน้าสู่ Thailand 4.0 ที่ได้กำหนดเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมารองรับ ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ, การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารแห่งอนาคต, อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม, อุตสาหกรรมการบินและการขนส่งขนส่งและการบิน, อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร สิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ที่เราจะต้องสร้างคนรองรับงานในอนาคตให้ได้ โดยจะต้องมีการเตรียมการทั้งในเรื่องของหลักสูตร สถานศึกษา บุคลากร เครื่องมือและอุปกรณ์การเรียนการสอนในระดับอาชีวศึกษาในแต่ละสาขาวิชา

ดังนั้น บุคลากรและคนในวงการศึกษา จะต้องมีวิจารณญาณที่ถูกต้อง มีความรู้และเข้าใจถึงเป้าหมายและความต้องการกำลังคนเพื่อพัฒนาประเทศ สิ่งสำคัญคือมีความเข้าใจในตัวเด็ก เพื่อชี้ทางสว่างให้เด็กเดินไปสู่เส้นทางนั้นได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งจะเป็นการดำเนินงานส่วนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนตั้งแต่ระดับอาชีวศึกษาไปจนถึงระดับอุดมศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ที่จัดโดยภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น เพื่อให้บรรลุตามแผนการศึกษาชาติในการสร้างกำลังคนให้กับประเทศตั้งแต่บัดนี้จนถึงอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า

● 6 ยุทธศาสตร์หลักในการทำงาน

ยุทธศาสตร์หลักทั้ง 6 ด้านที่จะใช้ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาของชาติ ได้กำหนดเป้าหมายความต้องการพื้นฐานไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในแต่ละระดับ เช่น ในเด็กเล็กเน้นการอ่านและเขียนได้ การคำนวณ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นเป้าหมายในการจัดการเรียนรู้ของครู ที่จะต้องถ่ายทอดและบ่มเพาะให้กับเด็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อสั่งสมให้เด็กมีพื้นฐานทางวิชาการ มีสมรรถนะ และความสามารถเพียงพอเหมาะสมตามเป้าหมายพื้นฐานตามที่กำหนด พร้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสร้างเสริมให้เด็กมีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ในศตวรรษที่ 21 รวมทั้งการสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้สาขาวิชาเฉพาะด้าน เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ฯลฯ ที่จะทำให้เกิดการพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุมีผล นำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้และการวิจัยใหม่ ๆ เพื่อเสริมทักษะการเรียนรู้ เพื่อการต่อยอดในวิชาชีพที่สนใจ ตลอดจนถึงการเกิดนวัตกรรมเชิงวิชาการและเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

● ผสานความร่วมมือ-เน้นฝึกปฏิบัติงานเพื่อสร้างกลุ่มนำขับเคลื่อนประเทศ

ในการดำเนินงานที่มีความละเอียดและซับซ้อนมากขึ้น เชื่อว่าชาวกระทรวงศึกษาธิการทราบดีและมีประสบการณ์ด้านการศึกษาอย่างหลากหลายอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์หลักทั้ง 6 ด้าน สิ่งสำคัญคือต้องมีความร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้นทั้งภายในกระทรวงศึกษาธิการและเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านสวัสดิการสังคมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านเสริมทักษะ สมรรถนะ และความเชี่ยวชาญของกำลังคนวัยทำงาน เป็นต้น นอกจากนี้จะมีการประสานการทำงานร่วมกันมากขึ้นแล้ว จะต้องมีการฝึกปฏิบัติงาน (On the job training) มากขึ้นด้วย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการสร้างคนรองรับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในอนาคต จนสามารถก้าวขึ้นเป็นกลุ่มนำของประเทศ ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้พ้นกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลางให้ได้

ขอชื่นชมการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ และขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยสานต่องานตามแผนการศึกษาแห่งชาติให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งแน่นอนว่าในระหว่างการทำงานย่อมพบอุปสรรค ทำให้หนทางไปสู่เป้าหมายไม่สวยหรูดังที่คาดหวังไว้ อาทิ ความพร้อมของสถานศึกษา ความถนัดและทักษะของครูในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ ตลอดจนถึงอาคารสถานที่และทรัพยากรต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นแก้ไขได้โดยงบประมาณหรือการบริหารของกระทรวงศึกษาธิการเอง การเชื่อมโยงกับภาคเอกชนเข้ามาร่วมมีส่วนร่วม ตามนโยบายประชารัฐของรัฐบาล หรือแม้กระทั่งการเชื่อมโยงกับระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ไม่ว่าจะแก้ไขด้วยวิธีการใดก็ขอให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันการทำงานตามแผนการศึกษาแห่งชาติให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ขอขอบคุณ.


นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวรายงานในพิธีเปิดครั้งนี้ด้วยว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา มีภารกิจหลักในการจัดทำนโยบายและแผนการศึกษาของชาติ ที่บูรณาการศาสนา ศิลปวัฒนธรรม กีฬา กับการศึกษาทุกระดับทุกประเภท และได้จัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 เป็นแผนระยะยาว 20 ปี เพื่อเป็นแผนแม่บทสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการศึกษาแทนแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับเดิม ซึ่งสิ้นสุดในปี 2559 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

การจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ ดำเนินการให้มีความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs 2030) ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ตลอดจนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 12 ปี 2560-2564 และยุทธศาสตร์ชาติประเทศไทย 4.0 พร้อมทั้งยังได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความครอบคลุมและเป็นที่ยอมรับของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระทรวงศึกษาธิการ ได้นำแผนการศึกษาแห่งชาติดังกล่าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการศึกษาในช่วงระยะเวลาดังกล่าว รวมทั้งสร้างความเข้าใจให้แก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จึงจัดให้มีการประชุมแถลง เรื่อง "แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579" ในส่วนกลางในครั้งนี้ และเตรียมจัดในส่วนภูมิภาคอีก 4 แห่ง ได้แก่ ภูเก็ต ระยอง มหาสารคาม เชียงราย เพื่อเปิดตัวและนำเสนอแผนการศึกษาแห่งชาติต่อสาธารณชน ให้เกิดการรับรู้และความเข้าใจ สามารถนำแผนการศึกษาแห่งชาติไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ในการประชุมแถลง ยังจัดให้มีนิทรรศการเกี่ยวกับสาระของแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 และตัวอย่างการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีการปฏิบัติงานเป็นเลิศของหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด, โรงเรียนดิจิทัล โดยโรงเรียนสตรีวิทยา, การบำรุงอากาศยาน โดยวิทยาลัยเทคนิคถลาง, Talent Mobility โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โรงเรียนสูงอายุ โดยเทศบาลตำบลหนองสาน อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี

นอกจากนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงสรุปสาระสำคัญของแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 ดังนี้
  • แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ : คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21
  • วัตถุประสงค์
1) เพื่อพัฒนาระบบและกระบวนการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ
2) เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองดี มีคุณลักษณะ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ชาติ
3) เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และมีคุณธรรม จริยธรรม รู้รักสามัคคี และร่วมมือผนึกกำลังมุ่งสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
4) เพื่อนำประเทศก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และความเหลื่อมล้ำภายในประเทศลดลง
  • เป้าหมาย
- เป้าหมายด้านผู้เรียน โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้มีคุณลักษณะและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 3Rs คือ การอ่านออก (Reading), การเขียนได้ (Writing), การคิดเลขเป็น (Arithenmatics) และ 8Cs คือ ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving), ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation), ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural Understanding), ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration, Teamwork and Leadership), ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และการรู้เท่าทันสื่อ (Communications, Information and Media Literacy), ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing and ICT Literacy), ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้ (Career and Learning Skills), ความมีเมตตา กรุณา มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม (Compassion)
- เป้าหมายของการจัดการศึกษา 5 ด้าน ได้แก่ ประชากรทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและมาตรฐานอย่างทั่วถึง, ผู้เรียนทุกกลุ่มได้รับบริการทางการศึกษาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม, ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ สามารถพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุขีดความสามารถและเต็มตามศักยภาพ, ระบบการบริหารจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการพัฒนาผู้เรียนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ และการลงทุนทางการศึกษาที่คุ้มค่าและบรรลุเป้าหมาย, ระบบการศึกษาที่สนองตอบและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นพลวัตและบริบทที่เปลี่ยนแปลง
  • ยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินงาน 6 ด้าน
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้มีความรักในสถาบันหลักของชาติ และยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอดจนให้ได้รับการศึกษา การดูแล และป้องกันจากภัยคุกคามในชีวิตรูปแบบใหม่ และดำเนินการให้คนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่พิเศษ ได้รับการศึกษาและเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ
- แผนงานและโครงการสำคัญเร่งด่วน อาทิ โครงการสร้างจิตสำนึกความรักในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์, โครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในสถานศึกษา, โครงการยกระดับคุณภาพการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่พิเศษ
- แผนงานและโครงการตามเป้าหมาย ตัวชี้วัด อาทิ โครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนภาษาไทยในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่พิเศษ, โครงการศึกษากระบวนการเรียนรู้และปลูกฝังแนวทางการจัดการความขัดแย้งโดยแนวทางสันติวิธี, โครงการสร้างเสริมความรู้และทักษะความเป็นพลเมือง (Civic Education), โครงการส่งเสริมกิจกรรมการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนากำลังคนให้มีทักษะที่สำคัญจำเป็นและมีสมรรถนะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ สถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่จัดการศึกษา ผลิตบัณฑิตที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นเลิศเฉพาะด้าน ตลอดจนมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สร้างผลผลิตและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
- แผนงานและโครงการสำคัญเร่งด่วน อาทิ โครงการประชารัฐเพื่อการผลิตและพัฒนากำลังคนตามความต้องการของตลาดงานและประเทศ, โครงการยกระดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของผู้เรียนและประชาชน, แผนงานพัฒนากำลังคนให้มีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในโลกศตวรรษที่ 21, โครงการขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติสู่การปฏิบัติ
- แผนงานและโครงการตามเป้าหมาย ตัวชี้วัด อาทิ โครงการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาให้เป็นสถาบันวิจัยที่ตอบสนองการพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาองค์ความรู้ การสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจฯ, โครงการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในสาขาวิชีพที่จำเป็นและตรงตามความต้องการของประเทศ เข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา สถาบันอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา, โครงการเสริมสร้างและพัฒนาความรู้ความเข้าใจสำหรับบัณฑิตจบใหม่ด้านนวัตกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัล, โครงการออกแบบระบบงานและเส้นทางความก้าวหน้าของบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย รวมทั้งผู้มีความสามารถพิเศษ

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัย และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะและคุณลักษณะพื้นฐานของพลเมืองไทย และทักษะและคุณลักษณะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21, พัฒนาคนทุกช่วยวัยให้มีทักษะ ความรู้ความสามารถ และสมรรถนะตามมาตรฐานการศึกษาและมาตรฐานวิชาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ตามศักยภาพ, สถานศึกษาทุกระดับการศึกษาสามารถจัดกิจกรรม กระบวนการเรียนรู้ตามหลักสูตรได้อย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน, มีแหล่งเรียนรู้ สื่อตำราเรียน นวัตกรรม และสื่อการเรียนรู้ ที่มีคุณภาพและมาตรฐาน และประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่, มีระบบและกลไกการวัด การติดตาม และประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ, มีระบบการผลิตครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาได้มาตรฐานระดับสากล และครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาสมรรถนะตามมาตรฐาน
- แผนงานและโครงการสำคัญเร่งด่วน อาทิ โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น, โครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้, แผนงานส่งเสริมการจัดการศึกษาปฐมวัย, แผนงานยกระดับคุณภาพมาตรฐานวิชาชีพครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ
- แผนงานและโครงการตามเป้าหมาย ตัวชี้วัด อาทิ โครงการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและพัฒนาเด็กเล็ก, โครงการส่งเสริมสนับสนุนการผลิตสื่อ ตำรา สิ่งพิมพ์ สื่อวีดิทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่มีคุณภาพมาตรฐาน ผ่านการรับรองมาตรฐาน, โครงการจัดทำคลังข้อสอบเพื่อการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ด้านทักษะ ความรู้ความสามารถ และสมรรถนะ ตามมาตรฐานหลักสูตร มาตรฐานอาชีพและวิชาชีพ, โครงการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้รับโอกาสและความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ, เพิ่มโอกาสทางการศึกษาผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาสำหรับคนทุกช่วงวัย และมีระบบข้อมูลรายบุคคลและสารสนเทศทางการศึกษาที่ครอบคลุม ถูกต้องเป็นปัจจุบัน เพื่อการวางแผน การบริหารจัดการ การติดตาม ประเมิน และรายงานผล
- แผนงานและโครงการสำคัญเร่งด่วน อาทิ โครงการยกระดับมาตรฐานการจัดการศึกษาของโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือและพัฒนาเป็นพิเศษอย่างเร่งด่วน (ICU), โครงการเติมเต็มความรู้ผ่านสื่อเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล (DLTV, DLIT) สื่อทีวีสาธารณะ และช่องทางต่าง ๆ, โครงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา การจัดการเรียนการสอน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต, โครงการจัดทำฐานข้อมูลรายบุคคลทุกช่วงวัย ทั้งด้านสาธารณสุข สังคม ภูมิสารสนเทศ แรงงาน และการศึกษา
- แผนงานและโครงการตามเป้าหมาย ตัวชี้วัด อาทิ โครงการจัดหาเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก สื่ออุปกรณ์และการบริการ ที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นเฉพาะบุคคล, โครงการจัดฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการในระดับอุดมศึกษา, โครงการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและกองทุนพัฒนาพื้นฐานด้านระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา, โครงการจัดให้มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ, โครงการจัดทำคู่มือการบันทึกและใช้ข้อมูลสารสนเทศ ผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัล

ยุทธศาสตร์ที่ 5 การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายเพื่อให้คนทุกช่วงวัย มีจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม มีคุณธรรม จริยธรรม และนำแนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ, มีหลักสูตร แหล่งเรียนรู้ และสื่อการเรียนรู้ ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คุณธรรมจริยธรรม และการนำแนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ และการวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- แผนงานและโครงการสำคัญเร่งด่วน อาทิ โครงการน้อมนำศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาและเพิ่มศักยภาพคนทุกช่วงวัย, โครงการโรงเรียนคุณธรรม, โครงการโรงเรียนสีเขียว, โครงการรักษ์โลก รักษ์พลังงาน
- แผนงานและโครงการตามเป้าหมาย ตัวชี้วัด อาทิ แผนงานและโครงการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาและการให้ความรู้ ทักษะ และทัศนคติกับคนทุกช่วงวัย ในเรื่องการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, แผนงานและโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการนำแนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ, โครงการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, โครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร

ยุทธศาสตร์ที่ 6 การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษา มีเป้าหมายเพื่อให้โครงสร้าง บทบาท และระบบการบริหารจัดการศึกษามีความคล่องตัว ชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้, ระบบการบริหารจัดการศึกษามีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ส่งผลต่อคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา, ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนและพื้นที่, มีกฎหมายและรูปแบบบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษารองรับลักษณะที่แตกต่างกันของผู้เรียน สถานศึกษา และความต้องการกำลังแรงงานของประเทศ และมีระบบบริหารงานบุคคลของครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ที่มีความเป็นธรรม สร้างขวัญกำลังใจ และส่งเสริมให้ปฏิบัติงานได้อย่างเต็มตามศักยภาพ
- แผนงานและโครงการสำคัญเร่งด่วน อาทิ แผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา, โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก, โครงการพัฒนาระบบจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษา, โครงการทดลองนำร่องระบบการจัดสรรเงินผ่านด้านอุปสงค์และด้านอุปทาน
- แผนงานและโครงการตามเป้าหมาย ตัวชี้วัด อาทิ โครงการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาและการประเมินประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษาทุกระดับและทุกประเภท, โครงการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างและระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และสถานศึกษา, โครงการส่งเสริมและสนับสนุนเครือข่ายการศึกษา ในการจัดการศึกษาในพื้นที่, โครงการพัฒนาระบบการเงินเพื่อการศึกษาสำหรับการศึกษาเอกชน, โครงการพัฒนาระบบการติดตามและประเมินประสิทธิภาพการจัดสรรและใช้งบประมาณเพื่อการศึกษา


นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ค่อนข้างมีความสมบูรณ์ และสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยมีกิจกรรมโครงการที่จะรองรับการทำงานครอบคลุมทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ ที่ครอบคลุมสถาบันหลักคือชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ การยกระดับคุณภาพและส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่พิเศษ ตลอดจนจัดระบบดูแลและป้องกันภัยคุกคามจากยาเสพติด ภัยพิบัติธรรมชาติ โรคอุบัติใหม่ และภัยจากไซเบอร์, ส่วนการสร้างความสามารถในการแข่งขัน เน้นการยกระดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของผู้เรียนและประชาชน การลงทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มุ่งผลิตผู้สำเร็จการศึกษาและบัณฑิตที่มีคุณภาพ พัฒนาฝีมือแรงงานระดับสูงและมีความเชี่ยวชาญในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

ในขณะเดียวกันก็จะดำเนินการโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาให้กับผู้เรียนทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ และทุกระดับการศึกษา ตลอดจนตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคม และประเทศชาติครอบคลุมทุกรูปแบบทุกช่องทาง โดยจะไม่ละเลยในการที่จะเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว พร้อมปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ทัศนคติ ค่านิยม วัฒนธรรมของคนทุกช่วงวัย อาทิ โครงการน้อมนำศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาและเพิ่มศักยภาพคนทุกช่วงวัย โครงการโรงเรียนคุณธรรม เป็นต้น และสิ่งสำคัญคือการปฏิรูประบบบริหารจัดการภาครัฐ ที่จะมีการปรับระบบการทำงานทั้งการประกันคุณภาพการศึกษา การทดลองระบบจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษา ตลอดจนปรับโครงสร้างการบริหารงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และสถานศึกษาให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

เมื่อมีแผนการศึกษาของชาติที่เดินตามยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ต่อจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการที่จะนำยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ตามตัวชี้วัดการจัดการศึกษาไทยในแต่ละระดับควบคู่กับการมีหน่วยงานภายนอกเข้ามาดูแลระบบการประกันคุณภาพการศึกษาให้มีความถูกต้อง โดยมีสาระสำคัญสรุปดังนี้
  • ระดับปฐมวัย มีตัวชี้วัดคือ อัตราการเข้าเรียน
  • ระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษา มีตัวชี้วัดคือ การเข้ารับการศึกษาอย่างทั่วถึง การมีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม การพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ และการจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระดับอาชีวศึกษา มีตัวชี้วัดคือ อัตราการเข้าเรียน อัตราการเรียนจบ อัตราการได้งานทำหลังจากจบการศึกษาภายใน 6 เดือน และความพึงพอใจของผู้จ้างงาน
  • ระดับอุดมศึกษา มีตัวชี้วัดคือ อัตราการเข้าเรียน อัตราการเรียนจบ อัตราการได้งานทำหลังจากจบการศึกษาภายใน 6 เดือน อัตราการได้งานทำตรงกับสาขาที่เรียนจบ และความพึงพอใจของผู้จ้างงาน
  • ระดับมหาวิทยาลัย - มหาวิทยาลัยราชภัฎ มีตัวชี้วัดคือ อัตราการเข้าเรียนของนักเรียนในท้องที่ อัตราการได้งานทำหลังจากจบการศึกษาภายใน 6 เดือน อัตราการได้งานทำตรงกับสาขาที่เรียนจบ อัตราการได้งานทำในภูมิลำเนาของตน และความพึงพอใจของผู้จ้างงาน

ที่มา : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 


การประชุมเชิงปฏิบัติการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพั้นฐาน (O-NET) และการนำผลการทดสอบระดับชาติไปใช้ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

โพสต์28 มี.ค. 2560 18:46โดยปณิตา เทพเทียน   [ อัปเดต 28 มี.ค. 2560 18:46 ]

วันจันทร์ที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายสมศักดิ์ ฉันทานุรักษ์ ประธานเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษามัธยมศึกษา จังหวัดราชบุรี และ นายประยูร สุธาบูรณ์ ประธานเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษามัธยมศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี ได้ให้เกียรติเสวนาทางวิชาการ “การนำผลการทดสอบไปใช้ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๘” ณ ห้องประประชุมโรงเรียนท่ามะวิทยาคม อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อหาการประชุมมีดังนี้
๑. แบ่งกลุ่มปฏิบัติการวิเคราะห์ จำแนกตามสหวิทยาเขตวิเคราะห์ผลการประเมินการจัดสอบโดยใช้ข้อสอบมาตรฐานกลางชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๑ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ตามหสวิทยาเขต
๒. วิเคราะห์ผลการประเมินจากการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ แบ่งกลุ่มตามสหวิทยาเขต


การอบรมปฏิบัติการเพิ่มสมรรถนะครูด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้

โพสต์20 มี.ค. 2560 19:57โดยปณิตา เทพเทียน   [ อัปเดต 20 มี.ค. 2560 20:01 ]

วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560 เวลา 09.00 น. นายประยูร สุธาบูรณ์ ประธานเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษามัธยมศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพิ่มสมรรถนะครูด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ ณ ห้องประขุมโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี โดยมี รศ.ดร.พรชัย หนูแก้ว รองศาสตราจารย์สาขาประเมินผลและวิจัยการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ได้ให้เกียรติเป็นวิทยากรในการบรรยายครั้งนี้ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการอบรม คือ 1. งานวัดผลและประเมินผล 2. ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3.ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลนี ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา และครูกลุ่มสาระการเรียรรู้ศิลปะ













ครม.ไฟเขียวแผนการศึกษาชาติ 20 ปี ขับเคลื่อนให้คนไทยต้องได้รับการศึกษาทุกคน

โพสต์17 มี.ค. 2560 01:40โดยวาสนา ป้อมปราณี   [ อัปเดต 17 มี.ค. 2560 01:44 ]


เมื่อวันที่ 14 มีนาคม นายกมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบอนุมัติแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดย สกศ.นำเสนอแผนเพื่อวางกรอบเป้าหมาย และทิศทางการจัดการศึกษาของประเทศในการพัฒนาศักยภาพ และขีดความสามารถของคนไทยทุกช่วงวัยให้เต็มตามศักยภาพ สามารถแสวงหาความรู้ และเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แผนการศึกษาชาติ ระยะ 20 ปี ดังกล่าว สกศ. ได้มอบหมายให้นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณะอนุกรรมการสภาการศึกษาเฉพาะกิจด้านจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ เป็นประธานยกร่างกรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574 และต่อมา ศธ.ได้แต่งตั้ง พล.ต.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นประธานปรับปรุงแก้ไขร่างแผนดังกล่าว และนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา หรือซูเปอร์บอร์ดการศึกษา ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่ง สกศ.ได้ปรับแก้เอกสารตามความเห็นของที่ประชุมซูเปอร์บอร์ด รวมทั้ง ความเห็นของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้ปรับเป็นแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 เป็นแผนระยะยาว 20 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี

นายกมลกล่าวอีกว่า แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 ขับเคลื่อนภายใต้วิสัยทัศน์คนไทยทุกคนได้รับการศึกษา และเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21 มีวัตถุประสงค์ 4 ข้อ คือ 1.เพื่อพัฒนาระบบและกระบวนการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ 2.เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองดี มีคุณลักษณะ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ชาติ 3.เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และคุณธรรมจริยธรรม รู้รักสามัคคี และร่วมมือผนึกกำลังมุ่งสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 4.เพื่อนำประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และความเหลื่อมล้ำภายในประเทศลดลง โดยเมื่อเร็วๆ นี้ สกศ.จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา 76 จังหวัด และกรุงเทพฯ เพื่อสร้างความเข้าใจการดำเนินงานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทั่วประเทศ รองรับการขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติในทิศทางเดียวกัน

“ภายหลังที่ประชุม ครม.เห็นชอบแผนการศึกษาชาติ 20 ปี พร้อมได้ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาการศึกษาชาติ ซึ่ง สกศ.จะได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ อีกครั้ง เพื่อปรับรายละเอียดบางประเด็นในแผนให้เกิดความสมบูรณ์ และเกิดผลกระทบในวงกว้างยิ่งขึ้น โดยดำเนินการระยะเร่งด่วน ปี 2560-2561 จากนั้นวางกรอบดำเนินงาน 4 ระยะ เฟสละ 5 ปี คือ เฟสแรก ปี 2560-2564 เฟสที่ 2 ปี 2565-2569 เฟสที่ 3 ปี 2570-2574 และเฟสสุดท้าย 2575-2579 เน้นการขับเคลื่อนแผน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงความสำคัญ และพร้อมเข้าร่วมในการผลักดันแผนการศึกษาชาติ 20 ปี สู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมโยงระหว่างแผนการศึกษาชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาล แผนพัฒนาการศึกษา ระยะ 5 ปี แผนปฏิบัติราชการ ระยะ 4 ปี และแผนปฏิบัติการประจำปีของทุกหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการปรับปรุงกฎ ระเบียบ และกฎหมายต่างๆ ให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาในระดับต่างๆ และสร้างช่องทางให้ประชาสังคมมีโอกาสแสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอย่างกว้างขวาง ทั้งระดับนโยบาย และพื้นที่” นายกมลกล่าว



ผลการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๐

โพสต์6 มี.ค. 2560 23:02โดยวาสนา ป้อมปราณี   [ อัปเดต 6 มี.ค. 2560 23:04 ]



ประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

เรื่อง ผลการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๐





รัฐมนตรีมอบนโยบาย ผอ.สพท.ทั่วประเทศ

โพสต์28 ก.พ. 2560 22:36โดยวาสนา ป้อมปราณี   [ อัปเดต 28 ก.พ. 2560 22:37 ]


นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายในการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค โดยมีผู้บริหารระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วมรับฟังและประชุมสัมมนาครั้งนี้จำนวน 327 คน


• รมว.ศธ."นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์" มอบนโยบาย Active Learning และการอบรมพัฒนาตามความต้องการเพื่อเชื่อมโยงกับการประเมินวิทยฐานะ


- Active Learning : นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ช่วงปี 2543 (ค.ศ.2000) ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยเริ่มมีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ของประเทศ และเป็นปีที่ไทยเข้าร่วม PISA แต่วันนั้นจนถึงวันนี้ คะแนนผลการทดสอบ PISA ของไทยถือว่าเกือบจะเท่ากันตลอด ไม่เพิ่มขึ้นเลย ซึ่งผลวิเคราะห์ทำให้เห็นชัดเจนว่าอันดับของเด็กไทยอายุ 15 ปีที่เข้ารับการทดสอบ PISA ยังคงอยู่ห่างจากสิงคโปร์ 5 ชั้นปี นอกจากนี้ ข้อมูลการสอบ PISA ในช่วงเวลา 16 ปีที่ผ่านมาก็พบด้วยว่า เด็กที่ติดอันดับสูงสุดของไทย 10% ได้คะแนนเฉลี่ยเกือบ 550 คะแนน แต่เด็กที่อ่อนที่สุดได้คะแนนเฉลี่ย 350 คะแนน ซึ่งเท่ากับว่าเราห่างกันเอง 200 คะแนน มากกว่าเราห่างจากสิงคโปร์ สะท้อนให้เห็นว่าทิศทาง 16 ปีที่ผ่านมา วิธีการและการลงทุนในการปฏิรูปการศึกษาด้านต่าง ๆ ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์กลุ่มโรงเรียนที่เข้ารับการทดสอบ PISA ของไทย พบว่าโรงเรียนสังกัด กทม. ได้คะแนนต่ำที่สุด ถัดมาตามลำดับคือ อบต./อบจ.,โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา, โรงเรียนเอกชน, โรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วไป, โรงเรียนสาธิต จนถึงกลุ่มที่ได้คะแนนสูงที่สุดซึ่งเป็นกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์ คือ จุฬาภรณราชวิทยาลัย และมหิดลวิทยานุสรณ์, ส่วนคะแนนการสอบของโรงเรียนขยายโอกาสฯ ทำให้เห็นว่าไม่ได้มีคุณภาพต่ำไปกว่าโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วไป แต่ที่ต้องให้ความสนใจที่จะต้องดูแล คือ โรงเรียนเอกชน เพราะรับผิดชอบดูแลเด็กนักเรียนกว่า 2 ล้านคน ถัดมาคือ กทม.ซึ่งมีคะแนนไม่ถึง 400 และแทบไม่มีดาวเด่นเลย ก็จะได้มีการหารือและการทำงานร่วมกับ กทม. ต่อไป

สิ่งเหล่านี้ เป็นความจำเป็นที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความสนใจในการ "ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา" กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและการจัดสรรทรัพยากรให้แก่โรงเรียน ICU ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและอยู่ในระดับล่างสุด แต่ในขณะเดียวกันเวียดนามซึ่งได้อันดับ PISA ล่าสุดติดอันดับต้นของโลก ก็ทำให้เห็นความจริงที่ว่า "ความยากจนไม่จำเป็นจะต้องเป็นชะตากรรม" เพราะเด็กยากจนที่สุดของเวียดนามสามารถเอาชนะเด็กที่มีความพร้อมหรือเด็กรวยที่สุดของ OECD ซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรปได้ ทำให้เห็นบทเรียนที่สำคัญของเวียดนามที่ประสบความสำเร็จ คือ การส่งเสริมให้เด็กอยากที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น Active Learning จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อความสำเร็จดังกล่าว และในการปฏิรูปการศึกษา ครูผู้สอนจำเป็นต้องเป็นครูแบบ Actively Teach คือ ครูไม่ได้ยัดเยียดในการสอน แต่จะทำอย่างไรให้เด็กนักเรียนอยากเรียนหนังสือ ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จต่อคุณภาพการเรียนการสอน


- การอบรมพัฒนาตามความต้องการเพื่อเชื่อมโยงกับการประเมินวิทยฐานะ : นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมีการดำเนินนโยบายที่สำคัญเกี่ยวกับครูในเวลานี้ คือ "การพัฒนาครูเพื่อเชื่อมโยงกับวิทยฐานะ" ซึ่งแนวดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อมีหรือเลื่อนวิทยฐานะของครู ก็เป็นการน้อมนำตามพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ไม่ต้องการให้ครูเลื่อนวิทยฐานะจากการจัดทำเอกสารผลงานทางวิชาการ หรือเอกสารในรูปแบบวิทยานิพนธ์ โดยหลักเกณฑ์ใหม่จะยกเลิกการจัดทำผลงานทางวิชาการ รวมทั้งเกณฑ์ PA ด้วย เพราะที่ผ่านมาเราไปตีความเอาเองว่าครูต้องทำผลงานทางวิชาการในลักษณะนี้ ส่วนการยกเลิกเกณฑ์ PA นักวิชาการเห็นด้วยว่าคนเก่งอาจจะไม่มี Performance มากก็ได้ เช่นเดียวกับผู้ที่ทำงานในสาขาอาชีพอื่น เช่น แพทย์เก่ง ๆ แต่ไม่ยอมผ่าตัด หรือครูเก่ง ๆ แต่ไม่ยอมสอนหนังสือ ก็ถือว่าไม่มีผลงาน เพราะฉะนั้นเราจึงยกเลิกผลงานเชิงประจักษ์ แต่จะให้ความสำคัญกับ "ระยะเวลา" ในการทำงานสั่งสมความชำนาญการในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ เพื่อจะเลื่อนวิทยฐานะขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้น เหมือนกับนักบินที่ต้องมีการสั่งสมชั่วโมงบิน

หลักการให้วิทยฐานะที่สูงขึ้น จึงเป็นเรื่องของความเก่ง และระยะเวลาที่สั่งสม เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์จะสอนเก่งขึ้นตามช่วงเวลา ดังนั้น ในการประเมินวิทยฐานะจึงจะกำหนดทั้ง "ระยะเวลาการสอน" และ "การอบรมพัฒนาด้วยตนเอง" ให้มีความเชื่อมโยงกัน โดยครูผู้ช่วยจะทำงาน 2 ปี ก่อนที่จะก้าวเป็นชำนาญการ จากนั้นจะใช้เวลา 5 ปีเพื่อขอเลื่อนเป็นชำนาญการพิเศษ และหากจะขอเลื่อนไปในระดับเชี่ยวชาญจะต้องรออีก 5 ปี จากนั้นหากจะไปจนถึงระดับเชี่ยวชาญพิเศษ ต้องรออีก 5 ปี ซึ่งเป็นเวลาที่ใช้เวลาไม่นานในการที่จะก้าวจากชำนาญการ-เชี่ยวชาญพิเศษ โดยใช้เวลาเพียง 20 ปีเท่านั้น ก็มีสิทธิ์ได้รับวิทยฐานะระดับสูงสุดเช่นเดียวกับศาสตราจารย์ และการประเมินวิทยฐานะไม่ต้องมีวิธี Fast Track ใด ๆ เพียงแต่ครูทุกคนจะมี e-Portfolio ล็อกเข้าระบบด้วยตนเองว่าต้องสอนกี่ชั่วโมงตามเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยมีผู้บริหารโรงเรียนเป็นผู้รับรอง (Sign Off) แต่หากระบบสุ่มเจอว่ามีการโกหกในการกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จ ครูรายนั้นจะถูกลดไปเริ่มต้นวิทยฐานะใหม่ และครู-ผู้บริหารก็จะถูกแจ้งความอันเป็นเท็จต่อ ป.ป.ช.ด้วย ดังนั้น จึงไม่กังวลระบบการตรวจสอบมากมายและใช้คนมาประเมินเป็นการสิ้นเปลืองระยะเวลาและงบประมาณ

สำหรับชั่วโมงสอนของครู หากเป็นครูชำนาญการอาจจะต้องสอนขั้นต่ำ 800 ชั่วโมงต่อปี เพราะฉะนั้นเมื่อครูชำนาญการสอนครบ 5 ปี ก็จะมีจำนวนชั่วโมงสอนเป็น 4,000 ชั่วโมง และเมื่อเป็นครูชำนาญการพิเศษก็จะสะสมชั่วโมงสอนได้ 8,000 ชั่วโมง และจะมีวิธีการพัฒนาแบบ Professional Learning Community (PLC) หรือวิธีการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ซึ่งก็คือการรวมตัว รวมใจ รวมพลัง ร่วมมือกันของครู ผู้บริหาร และนักการศึกษา ในโรงเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ระบบนี้จะทำให้กระทรวงศึกษาธิการทราบข้อมูลล่วงหน้าด้วยว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้าจะมีจำนวนครูที่จะได้เลื่อนวิทยฐานะเท่าใด เพื่อวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ส่วนการประเมินสำหรับสายผู้บริหารหรือผู้อำนวยการ (Director) ต่อไปจะไม่มีนักบริหารวิทยฐานะชำนาญการ-ชำนาญการพิเศษ-เชี่ยวชาญ-เชี่ยวชาญพิเศษอีกแล้ว แต่จะเปลี่ยนวิธีการตอบแทนให้เป็นการจ่ายค่าตอบแทนแบบอำนวยการหรืออำนวยการสูง ซึ่งเป็นคนละเส้นทางกับวิทยฐานะครู เพราะงานบริหารควรจ่ายค่าตอบแทนแบบนักบริหาร

นอกจากระยะเวลาการสอนแล้ว ระบบการปฏิรูปพัฒนาครูครบวงจรแบบใหม่นี้ จะให้ครูได้รับการอบรมพัฒนาตามความต้องการของตนเอง หรือครูสามารถ Shopping หลักสูตรการอบรมด้วยตนเองตามความเหมาะสมในการเลื่อนวิทยฐานะของตนเอง โดยจะผ่านการรับรองของสำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะเป็นหลักในการดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งอาจจะแจกเป็นคูปองพัฒนาครูให้รายละ 10,000 บาทต่อปี เพื่อนำไปใช้จ่ายเป็นค่าอบรมพัฒนา รวมทั้งค่าเดินทางต่าง ๆ ด้วยตนเอง

วิธีการเช่นนี้จะทำให้กระจายลงไปในระดับพื้นที่ และจะมีเงินเหลือนำไปพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนทุกระดับ โดยเฉพาะโรงเรียน ICU ได้เป็นจำนวนมาก และหากมีเงินเหลือมากขึ้น ปีต่อไปอาจจะเพิ่มคูปองพัฒนาครูมากกว่า 10,000 บาท แต่จะไม่มีระบบการ Transfer โควตาอบรมของตนเองไปให้ครูคนอื่น

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นระบบการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของประเทศในการ "ปฏิรูปการพัฒนาครูครบวงจร" อย่างแท้จริง


• รมช.ศธ."ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล" มอบนโยบายโรงเรียนคุณธรรม

ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า ประเด็นที่จะมาขอความอนุเคราะห์ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้รับทราบและช่วยกรุณาให้งานเดินหน้า 2 เรื่อง คือ

- การปรับกรอบการทำงานใหม่ของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) : ให้มีศึกษาธิการจังหวัด และศึกษาธิการภาคเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 ซึ่งต้องทำหน้าที่เป็นศึกษาธิการจังหวัดและเป็นเลขานุการ กศจ. ด้วยนั้น ทำให้การทำงานที่ผ่านมายังไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะมีภาระงานจำนวนมาก หลายจังหวัดต้องจัดประชุม กศจ.ในวันหยุดราชการ ดังนั้น คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ซึ่งมี รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน จะประชุมพิจารณาในเรื่องนี้โดยเร็ว และคาดว่าหากมีความจำเป็นอาจจะต้องใช้มาตรา 44 เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

- โรงเรียนคุณธรรม : จากการที่ได้เดินทางไปพบปะและตรวจเยี่ยมสถานศึกษาต่าง ๆ ในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ทำให้เห็นว่าทุกโรงเรียนได้ปฏิบัติตามแนวทางโรงเรียนคุณธรรมอยู่แล้ว เพราะถือเป็นวาระสำคัญของชาติอันดับแรกที่จะนำพาความเชื่อมั่นศรัทธาต่ออนาคตของประเทศชาติ โดยให้ความสำคัญในเรื่องการสืบสานพระราชปณิธานเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จึงขอความอนุเคราะห์ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกท่าน ช่วยกรุณาให้งานนี้เดินหน้า ซึ่งขณะนี้ได้กำหนด "กรอบแนวคิดที่สำคัญของโรงเรียนคุณธรรม 5 ด้าน" ที่มีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติ และถือเป็นการสร้างให้นักเรียนมีคุณธรรมนำความรู้ ดังนี้
  • ความพอเพียง: ดำรงชีวิตด้วยความพอเพียง ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ รู้จักความพอดีพอเหมาะ และใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย
  • ความกตัญญู: เป็นพื้นฐานด้านคุณธรรมของทุกคน และเป็นสัญลักษณ์ของคนดี เราจึงต้องมีความกตัญญูต่อพ่อแม่ซึ่งเปรียบเสมือนพระในบ้าน และกตัญญูต่อครูอาจารย์ซึ่งเปรียบเสมือนพระที่โรงเรียน
  • ความซื่อสัตย์สุจริตสร้างชาติ: ความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิต ไม่มีไม่ได้ อีกทั้งการซื่อสัตย์คือการไม่สร้างภาพ ไม่เล่นละครหรือสวมหัวโขน แต่คำพูดหรือการกระทำทุกอย่างควรมาจากใจ
  • ความรับผิดชอบ: ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเจริญสัมมาชีพต่อไปในวันข้างหน้า ขอให้ยึดมั่นกฎกติกาในการทำงานอย่างเสมอต้นเสมอปลาย คงเส้นคงวาในความดี ปากตรงกับใจ และอย่าหลงลืมตัว
  • คุณธรรมจริยธรรม: การยึดมั่นคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องสำคัญ และต้องดำรงตนให้เป็นแบบอย่างของสังคม
นอกจากนี้ ได้กำหนด "ตัวชี้วัดโรงเรียนคุณธรรม 7 ข้อ" ดังนี้
  • มีอุดมการณ์คุณธรรม ต่อการพัฒนาในโรงเรียนคุณธรรม
  • มีกลไกและเครื่องมือในการปฏิบัติคุณธรรมจริยธรรมร่วมกันทั้งโรงเรียน
  • มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ มีคุณธรรม จริยธรรม ความพอเพียง ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ สุจริต อดทน และเสียสละในโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น
  • พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ลดน้อยลง
  • มีกระบวนการมีส่วนร่วม และสร้างความรับผิดชอบจากผู้เกี่ยวข้องในโรงเรียน
  • มีองค์ความรู้ นวัตกรรมด้านคุณธรรม และบูรณาการร่วมกันไว้ในชั้น

อย่างไรก็ตาม กรอบแนวคิดและตัวชี้วัดโรงเรียนคุณธรรม อาจจะมีการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมถ้อยคำบางส่วนให้มีความสมบูรณ์ จากนั้นกระทรวงศึกษาธิการจะได้แจ้งผ่านทาง กศจ.ทุกจังหวัด ได้ร่วมกันขับเคลื่อนต่อไป

คัดลอกมาจากhttp://www.moe.go.th/websm/2017/feb/101.html

ศธ.จัดประชุมสัมมนา "การขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการ" แก่ศึกษาธิการภาคและคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด

โพสต์13 ก.พ. 2560 23:02โดยวาสนา ป้อมปราณี   [ อัปเดต 14 ก.พ. 2560 00:57 ]




กระทรวงศึกษาธิการจัดประชุมสัมมนา "การขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา และการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ" เมื่อวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ศึกษาธิการภาค และคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เข้าร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้



● น้อมนำแนวพระราชดำริ และพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ใส่เกล้าฯ และมอบเป็นนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติแก่หน่วยงานในสังกัด

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระประชวรนั้น พระองค์ทรงมีความเป็นห่วงเป็นใยเกี่ยวกับการศึกษา เพื่อต้องการให้การศึกษาไทยมี "คุณภาพและคุณธรรม" แต่รัฐบาลสมัยนั้นไม่มีใครนำพระราชกระแสรับสั่งของพระองค์ใส่เกล้าฯ นำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง

จนกระทั่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตนได้กลับมาประเทศไทยเพื่อมาทำงานด้านนี้ และเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริ และพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ใส่เกล้าฯ และมอบเป็นนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติแก่หน่วยงานในสังกัด โดยได้แถลงเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เมื่อครั้งรับตำแหน่งวันอังคารที่ 20 ธันวาคม 2559


นอกจากนี้ จากการที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีนั้น พระองค์ทรงขอให้ผู้บริหารทุกคนสืบสานพระราชปณิธานด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาให้เกิดเป็นรูปธรรม เพราะพระราชปณิธานของพระองค์ท่านถือเป็นพรอันสูงสุด รวมทั้งพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจะน้อมนำแนวพระราชดำริ และพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชกาลที่ 10 ใส่เกล้าฯ และมอบเป็นนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติแก่หน่วยงานในสังกัดต่อไป

ในการสืบสานพระราชปณิธานด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น พระองค์ได้ทรงมีแนวพระราชกระแสฯ ที่ได้ทรงพระราชทานในวโรกาสต่าง ๆ เกี่ยวกับนักเรียน ครู และการศึกษาที่สำคัญ ดังนี้




สำหรับพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีใจความสำคัญว่า "การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียนใน 2 ด้าน คือ ส่งเสริมให้นักเรียนมีทัศนคติที่ถูกต้อง 2) การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานชีวิตหรืออุปนิสัยที่มั่นคงเข้มแข็ง อาทิ การสร้างบุคลิกและอุปนิสัยที่ดีงาม (Character Education)"

● การดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี

นอกจากการน้อมนำแนวพระราชกระแสฯ ด้านการศึกษา และพระบรมราโชบายด้านการศึกษา มาปรับใช้กับนโยบายด้านการศึกษาแล้ว กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ใน 6 ด้าน คือ 1) ความมั่นคง 2) การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3) การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ 4) การสร้างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 5) การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6) การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ



● มอบหมายภารกิจและหน่วยงานในความรับผิดชอบของ รมช.ศึกษาธิการ

ในการมอบหมายภารกิจและหน่วยงานที่รับผิดชอบให้กับ รมช.ศึกษาธิการ ได้แบ่งงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี โดยคำนึงถึงความถนัดของ รมช.ศึกษาธิการ ดังนี้

1) พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รับผิดชอบเรื่องความมั่นคงทางการศึกษาและยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น การจัดการศึกษาแบบบูรณาการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 10 เขตของไทย การจัดการศึกษาแบบบูรณาการเมืองต้นแบบ "สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ใน 3 เมือง ที่สุไหงโก-ลก เบตง และหนองจิก รวมทั้งโรงเรียนในบริเวณเขตพื้นที่สูงจังหวัดชายแดนภาคเหนือ หรือพื้นที่ชายขอบ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดในภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง และมอบหมายภารกิจให้ดูแลหน่วยงาน 2 หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.)

2) ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รับผิดชอบเกี่ยวกับการขับเคลื่อนงานเกี่ยวกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) รวมทั้งศึกษาธิการภาค, โครงการเศรษฐกิจพอเพียง, โรงเรียนคุณธรรม, โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติและโรงเรียนตามโครงการในพระราชดำริ, คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ, สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) (ITD), งานด้านการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ และมอบหมายภารกิจให้ดูแลหน่วยงานสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)

สำหรับองค์กรวิชาการของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน กคศ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.), สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.), สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) นั้น รมว.ศึกษาธิการ รับผิดชอบและดูแลด้วยตนเอง ยกเว้นบางเรื่องใน สกอ. เช่น การ Reprofile สถาบันอุดมศึกษา การจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา ได้มอบให้ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ รับผิดชอบเพิ่มเติม

● ขอให้ กศจ.เน้นการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ได้ยกพระราชดำรัสฯ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2556 ซึ่งขอให้ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย ที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นกระทรวงอมตะที่เคยมีเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันมากเป็นอันดับ 1-2 ของทุกกระทรวง โดยขอให้นำพระราชดำรัสของพระองค์ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ห้ามไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้น

● PISA in Thailand

จากการที่ได้เดินทางไปเข้าร่วมการประชุม Education World Forum 2017 ที่สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 23-28 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีรัฐมนตรีด้านการศึกษากว่า 70 ประเทศทั่วโลก มาประชุมร่วมกันมากที่สุด ได้มีโอกาสพบปะและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเชิงนโยบายกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจากสหราชอาณาจักร และอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งผู้แทนจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development - OECD) ซึ่งเป็นผู้จัดสอบ PISA(The Programme for International Student Assessment) ก็เห็นตรงกันว่าผลการสอบ PISA ในกลุ่มโรงเรียนของไทยมีการกระจายใกล้เคียงกับผลสอบ O-NET และจากข้อมูลความจริงกลับพบด้วยว่า ผลการประเมิน PISA ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาไม่ได้แพ้โรงเรียนทั่วไป แต่คะแนนต่ำที่สุด กลับเป็นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งอยู่ในอันดับท้ายของคะแนนมาตรฐาน PISA ต่างจากโรงเรียนชั้นนำ เช่น มหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งมีคะแนนชนะสิงคโปร์ขาดลอย และติดอันดับต้นของโลกด้วย

ส่วนผลสอบ PISA ของเวียดนาม ซึ่งสูงขึ้นมาติดอันดับ 8 ของโลก ในขณะที่ไทยได้อันดับ 54 จาก 72 ประเทศ วิเคราะห์ได้ว่าเด็กที่ยากจนที่สุด 10% สุดท้ายของเวียดนาม ก็ยังได้คะแนนสอบสูงกว่าทุกประเทศของยุโรปที่ถือว่ารวยที่สุดของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งผลวิเคราะห์เห็นว่า "ความอยากรู้อยากเห็น" ในการเรียนหนังสือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่จะทำอย่างไรให้เด็กนักเรียนอยากมาโรงเรียน และอยากเรียนหนังสือ ซึ่งสามารถใช้บทเรียนนี้เป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษาได้



● นโยบายการพัฒนาโรงเรียน ICU

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ กล่าวว่า จากการเดินทางไปรับฟังสภาพปัญหาและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกับครูและผู้บริหารของโรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ "โรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือและพัฒนาเป็นพิเศษอย่างเร่งด่วน" หรือโรงเรียน ICU (Intensive Care Unit) ที่จังหวัดเชียงใหม่ สกลนคร นนทบุรี ทำให้ทราบปัญหาของโรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการหลายรูปแบบ มีทั้งโรงเรียนขนาดใหญ่ระดับจังหวัด เช่น อนุบาลนนทบุรี จนถึงโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ป่วย ICU ที่สามารถเป็นใครก็ได้ หากมีปัญหารุนแรงจนยากที่จะแก้ไข ซึ่งขณะนี้มีสมัครเข้ามาแล้วกว่า 5,000 โรง บางโรงเรียนที่จังหวัดสกลนคร ขอเพียงแค่ได้ห้องสมุดใหม่ก็พ้นจาก ICU แล้ว หรือบางโรงบอกว่า เพียงเปลี่ยนผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนก็พ้นจาก ICU แล้ว

● นโยบายงบประมาณ

นโยบายโรงเรียน ICU ถือเป็นตัวอย่างแรกของการปฏิรูปการศึกษาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยจะเน้นพัฒนาจากจุดที่สำคัญที่สุด คือ โรงเรียน ในรูปแบบที่ไม่ตายตัวปรับเปลี่ยนได้ตามบริบท (No One Size Fits All) พร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานจากระดับล่างขึ้นมาสู่ระดับบน (Bottom Up) เป็นการรับฟังปัญหามาจากพื้นที่ ไม่ใช่เป็นสั่งการลงไปจากส่วนกลาง หรือการจัดอบรมสัมมนาจะดูจากความต้องการของครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ และแนวทางนี้จะสอดรับกับระบบการจัดสรรงบประมาณแบบใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการด้วย โดยจะจัดสรรแบบ Bottom Up หรือนโยบายตำราเรียนก็จะเปลี่ยนใหม่ที่จะช่วยให้ประหยัดงบประมาณได้อีกปีละ 2,000 ล้านบาท

วัฒนธรรมในกระทรวงศึกษาธิการ

จะเริ่มต้นโดยเน้นไปที่ "การตรงต่อเวลา และมีวินัย" เป็นลำดับแรก โดยการตรงต่อเวลาได้เริ่มใช้ในการประชุมของกระทรวงศึกษาธิการทุกครั้ง และการประชุมแต่ละครั้งหากเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ จะใช้เวลาไม่เกิน 1.30 ชั่วโมงเท่านั้น จะไม่ให้เสียเวลามานั่งประชุมกันนาน ๆ อีกต่อไป จึงฝากหน่วยงานต่าง ๆ บริหารจัดการประชุมให้มีประสิทธิภาพด้วย และหากเรื่องใดที่สำคัญมาก ขอให้ผู้บริหารเบอร์ 1 ลงไปดูเอง เช่น การอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการเสริมสร้างศักยภาพการทำงานเป็นทีม “รวมพลังสร้างสรรค์ทีม” (The Synergy Teamwork for education: Transformation Ministry of Education in collaboration with C.P. Group) ภายใต้คอนเซ็ปท์ "MOE One Team" จะมีเบอร์ 1 คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ลงไปดูเอง ส่วนการสร้างวินัย ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะมีกิจกรรมโครงการต่าง ๆ เช่น นโยบายตำราเรียน ที่จะช่วยให้เด็กมีวินัยใช้หนังสือเรียนมากขึ้น

● "ปนัดดา" ให้นโยบายพัฒนาศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัด

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรับผิดชอบเกี่ยวกับการขับเคลื่อนงานเกี่ยวกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) รวมทั้งศึกษาธิการภาค กล่าวให้นโยบายพัฒนาศึกษาธิการภาค และศึกษาธิการจังหวัดใน 7 ประเด็น คือ


  • กศจ. มีหน้าที่สำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ แนวทาง การจัดการศึกษา และส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาทุกระดับทุกประเภท ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สามารถกำหนดทิศทางการศึกษาของจังหวัดให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของสังคมของจังหวัด
  • การจัดการศึกษาในลักษณะ กศจ. ไม่ใช่การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการแต่เพียงหน่วยงานเดียวอีกต่อไป แต่ยังคงหมายถึงบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน ภาคเอกชนในจังหวัด เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการศึกษาของจังหวัดอีกด้วย
  • เป้าหมายของการจัดการศึกษา คือ การทำให้เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ และมีน้ำใจ
  • การสร้างเด็กไทยให้เป็นคนดีให้สำเร็จ บทบาทของชุมชนจะเข้ามามีส่วนสำคัญ โดยความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน ศาสนสถาน และโรงพยาบาล เพื่อให้เด็กเป็นคนดี มีสุขภาพอนามัยที่ดี
  • จังหวัดจะต้องร่วมกับสถานศึกษา ในการสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้มีทัศนคติที่ถูกต้อง (Basic Attitude) มีพื้นฐานชีวิตที่เข้มแข็ง (อุปนิสัย) และส่งเสริมให้เด็กสามารถเลือกเส้นทางชีวิต เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทักษะในการทำงาน
  • การส่งเสริมกิจการลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเป็นประธานกรรมการลูกเสือจังหวัด/อำเภอ ขอให้ดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม และการบำเพ็ญประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ครอบครัว สังคม และชาติบ้านเมือง
  • สถานศึกษาที่อยู่ในความรับผิดชอบในจังหวัด ขอให้มีการติดตาม ตรวจสอบความพร้อมของสถานศึกษาในการจัดการเรียนการสอน ทั้งในด้านอาคาร สถานที่ บุคลากร หากพบแห่งใดมีปัญหาให้ กศจ.พิจารณาดำเนินการแก้ไข โดยบริหารจัดการในระดับพื้นที่ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนก่อน หากมีข้อปัญหาอุปสรรคที่เกินกำลัง ขอให้รายงานและปรึกษามายังส่วนกลางต่อไป
คัดลอกมาจาก : http://www.moe.go.th/websm/2017/feb/057.html

ศธ.เลิกแจกหนังสือเรียนฟรีให้ยืมแทน

โพสต์13 ก.พ. 2560 20:12โดยวาสนา ป้อมปราณี   [ อัปเดต 13 ก.พ. 2560 20:13 ]


เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้หารือเพื่อขออุดหนุนงบประมาณในโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ประจำปีการศึกษา 2560 ในหมวดหนังสือเรียนเพิ่มอีก 100 กว่าล้านบาท จากปัจจุบันที่รัฐจัดสรรงบประมาณให้ประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากต้นทุนในการจัดพิมพ์โดยเฉพาะค่ากระดาษสูงขึ้น มีผลให้หนังสือปรับราคา อย่างไรก็ตาม พิจารณาแล้วเห็นว่าควรจะปรับรูปแบบการจัดซื้อหนังสือเรียนฟรีใหม่ จากที่ซื้อให้นักเรียนเป็นรายบุคคล เป็นซื้อเข้าสถานศึกษา และให้นักเรียนยืมเรียน ยกเว้นแบบฝึกหัดที่ยังให้ซื้อแจกติดตัวรายบุคคลได้เหมือนเดิม ซึ่งมอบเป็นนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีการศึกษา 2560 นี้เป็นต้นไป

นพ.ธีระเกียรติกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การจัดซื้อหนังสือเรียนให้สถานศึกษาเพื่อให้เด็กยืมเรียนนั้น สามารถทำได้ในวิชาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาหลักสูตรบ่อยๆ และสถานศึกษาสามารถเลือกซื้อได้เหมือนเดิมตามแนวทางที่ สพฐ.กำหนดไว้ สำนักพิมพ์สามารถแข่งขันได้อย่างเสรี โดยทุกสถานศึกษาต้องจัดซื้อให้ครบตามจำนวนนักเรียนของตนเอง และนักเรียนสามารถนำหนังสือเรียนเหล่านี้ติดตัวกลับไปใช้อ่านทบทวนที่บ้านได้ตามปกติ แต่เมื่อจบภาคเรียน หรือจบปีการศึกษา โรงเรียนจะต้องเรียกคืนกลับมาเพื่อส่งต่อให้รุ่นถัดไป กรณีหนังสือเรียนขาด ชำรุด สถานศึกษาต้องจัดซื้อทดแทนให้ครบตามจำนวนเด็ก โดยให้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่ง

ด้านนายการุณ กล่าวว่า จากนี้ สพฐ.โดยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) จะไปออกแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการยืมหนังสือเรียน แนวทางการยืมหนังสือเรียน และการดูแลรักษา ไปยังเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อส่งให้โรงเรียนปฏิบัติต่อไป


ประชุมพิจารณาคัดเลือก นักเรียนโครงการส่งเสริมเด็กดีมีคุณธรรม เข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน

โพสต์7 ก.พ. 2560 00:36โดยyostwadee komsaksin   [ อัปเดต 7 ก.พ. 2560 20:10 โดย สุวิไล จันทร์สนอง ]

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2560 เวลา 8.30 น. - 16.30 น. คณะอนุกรรมการคัดเลือกนักเรียน โครงการส่งเสริมเด็กดีมีคุณธรรม เข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน สพม. 8 เข้าร่วมประชุมพิจารณาคัดเลือกนักเรียน โครงการส่งเสริมเด็กดีมีคุณธรรม เข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน ประจำปีการศึกษา 2560 ณ ศูนย์ประสานงาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ จังหวัดกาญจนบุรี

อวยพรปีใหม่แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี

โพสต์19 ม.ค. 2560 17:39โดยปณิตา เทพเทียน   [ อัปเดต 19 ม.ค. 2560 17:42 ]

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม 2560 เวลา 10.00 น.นายสมชาย รองเหลือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 พร้อมด้วย นายหงษ์ดี ศรีเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนวิสุทธรังษี                       นายขนาน  ชิตณรงค์ ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด นำกระเช้าอวยพรปีใหม่มอบให้แด่ นายศักดิ์ สมบุญโต ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เพื่ออวยพรและรับฟังนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ณ ศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี









ขอขอบคุณภาพถ่ายจากงานประชาสัมพันธ์กลุ่มอำนวยการ สพม.8

1-10 of 359