622 วันนับตั้งแต่
วันเข้าพรรษา

ข่าวประชาสัมพันธ์


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550(ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน)

โพสต์19 ก.ค. 2555 05:59โดยSupaporn Boontam

หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย

ส่วนที่ ๑ บททั่วไป

              มาตรา ๒๖ การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

              มาตรา ๒๗ สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยายหรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง

              มาตรา ๒๘ บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
              บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้
              บุคคลย่อมสามารถใชสิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้โดยตรง หากการใช้สิทธิและเสรีภาพในเรื่องใดมีกฎหมายบัญญัติรายละเอียดแห่งการใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้แล้ว ให้การใช้สิทธิและเสรีภาพในเรื่องนั้นเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
              บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือจากรัฐ ในการใช้สิทธิตามความในหมวดนี้

              มาตรา ๒๙ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
              กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย
              บทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยโดยอนุโลม


ส่วนที่ ๒ ความเสมอภาค

              มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
              ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
              การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้
              มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม

              มาตรา ๓๑ บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐ ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดไว้ในกฎหมายหรือกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม


ส่วนที่ ๓ สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล

              มาตรา ๓๒ บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย
              การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม จะกระทำมิได้ แต่การลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไม่ถือว่าเป็นการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมตามความในวรรคนี้
              การจับกุมและการคุมขังบุคคล จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
              การค้นตัวบุคคลหรือการกระทำอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ
              ในกรณีที่มีการกระทำซึ่งกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหาย พนักงานอัยการ หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย มีสิทธิร้องต่อศาลเพื่อให้ระงับหรือเพิกถอนการกระทำเช่นว่านั้น รวมทั้งจจะกำหนดวิธีการตามสมควรหรือการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยก็ได้

              มาตรา ๓๓ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถาน
              บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองในการที่จะอยู่อาศัยและครอบครองเคหสถานโดยปกติสุข
              การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครอง หรือการตรวจค้นเคหสถานหรือในที่รโหฐาน จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

              มาตรา ๓๔ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ภายในราชอาณาจักร
              การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อความมั่งคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน การผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์
              การเนรเทศบุคคลผู้มีสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามมิให้บุคคลผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักร จะกระทำมิได้

              มาตรา ๓๕ สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ตลอดจนความเป็นอยู่ส่วนตัว ย่อมได้รับความคุ้มครอง
              การกล่าวหาหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชน อันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
              บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์โดยมิชอบจากข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

              มาตรา ๓๖ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย
              การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยสิ่งสื่อสารที่บุคคลมีติดต่อถึงกัน รวมทั้ง การกระทำด้วยประการอื่นใดเพื่อให้ล่วงรู้ถึงข้อความในสิ่งสื่อสารทั้งหลายที่บุคคลมีติดต่อถึงกัน จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

              มาตรา ๓๗ บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
              ในการใช้เสรีภาพตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใด ๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้ เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ แตกต่างจากบุคคลอื่น

              มาตรา ๓๘ การเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาเป็นการฉุกเฉิน หรือโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งให้กระทำได้ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือการรบ หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก


ส่วนที่ ๔ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม

              มาตรา ๓๙ บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้
              ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด
              ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

              มาตรา ๔๐ บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
              (๑) สิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง
              (๒) สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่องการได้รับพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริงและตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง
              (๓) บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม
              (๔) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทก์ จำเลย คู่กรณี ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพยานในคดีมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งสิทธิในการได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และการไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง
              (๕) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย และพยานในคดีอาญา มีสิทธิได้รับความคุ้มครอง และความช่วยเหลือที่จำเป็นและเหมาะสมจากรัฐ ส่วนค่าตอบแทน ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
              (๖) เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ
              (๗) ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
              (๘) ในคดีแพ่ง บุคคลมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเหมาะสมจากรัฐ


ส่วนที่ ๕ สิทธิในทรัพย์สิน

              มาตรา ๔๑ สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
              การสืบมรดกย่อมได้รับความคุ้มครอง สิทธิของบุคคลในการสืบมรดกย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

              มาตรา ๔๒ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะกิจการของรัฐเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การอันจำเป็นในการป้องกันประเทศ การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดิน การอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งทางประวัติศาสตร์ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืนนั้น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
              การกำหนดค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องกำหนดให้อย่างเป็นธรรมโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด การได้มา สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ ความเสียหายของผู้ถูกเวนคืน และประโยชน์ที่รัฐและผู้ถูกเวนคืนได้รับจากการใช้สอยอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน
              กฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ต้องระบุวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนและกำหนดระยะเวลาการเข้าใช้อสังหาริมทรัพย์ไว้ให้ชัดแจ้ง ถ้ามิได้ใช้เพื่อการนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าวต้อคืนให้เจ้าของเดิมหรือทายาท
              การคืนอสังหาริมทรัพย์ให้เจ้าของเดิมหรือทายาทตามวรรคสาม และการเรียกคืนค่าทดแทนที่ชดใช้ไป ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ


ส่วนที่ ๖ สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ

              มาตรา ๔๓ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
              การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

              มาตรา ๔๔ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงาน รวมทั้งหลักประกันในการดำรงชีพทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพ้นภาวะการทำงาน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ


ส่วนที่ ๗ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน

              มาตรา ๔๕ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
              การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน
              การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้
              การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใด ๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง
              การให้นําข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนําไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้จะต้องกระทําโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง
              เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย
              การให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้

              มาตรา ๔๖ พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจํากัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม รวมทั้งมีกลไกควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ
              ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง
              การกระทำใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและไม่มีผลใช้บังคับ เว้นแต่เป็นการกระทําเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายหรือจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ

              มาตรา ๔๗ คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคมเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ
              ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
              การดําเนินการตามวรรคสองต้องคํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะอื่น และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม รวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดําเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ
              การกํากับการประกอบกิจการตามวรรคสองต้องมีมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการควบรวม การครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือโดยบุคคลอื่นใด ซึ่งจะมีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน

              มาตรา ๔๘ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน หรือจะดําเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ในทํานองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าว


ส่วนที่ ๘ สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา

              มาตรา ๔๙ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
              ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง และการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น
              การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ

              มาตรา ๕๐ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ
              การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน


ส่วนที่ ๙ สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ

              มาตรา ๕๑ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
              บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
              บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์

              มาตรา ๕๒ เด็กและเยาวชน มีสิทธิในการอยู่รอดและได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาตามศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ
              เด็ก เยาวชน สตรี และบุคคลในครอบครัว มี สิทธิได้รับความคุ้มครองจากรัฐให้ปราศจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม ทั้งมีสิทธิได้รับการบำบัดฟื้นฟูในกรณีที่มีเหตุดังกล่าว
              การแทรกแซงและการจำกัดสิทธิของเด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อสงวนและรักษาไว้ ซึ่งสถานะของครอบครัวหรือประโยชน์สูงสุดของบุคคลนั้น
              เด็กและเยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแลมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอบรมที่เหมาะสมจากรัฐ

              มาตรา ๕๓ บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรี และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ

              มาตรา ๕๔ บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพ มีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสวัสดิการสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐบุคคลวิกลจริตย่อมได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ

              มาตรา ๕๕ บุคคลซึ่งไร้ที่อยู่อาศัยและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ


ส่วนที่ ๑๐ สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน

              มาตรา ๕๖ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

              มาตรา ๕๗ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนําไปประกอบการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว
              การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การวางผังเมือง การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดําเนินการ

              มาตรา ๕๘ บุคคลย่อมมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน

              มาตรา ๕๙ บุคคลย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และได้รับแจ้งผลการพิจารณาภายในเวลาอันรวดเร็ว

              มาตรา ๖๐ บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลให้รับผิดเนื่องจากการกระทําหรือการละเว้นการกระทําของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น

              มาตรา ๖๑ สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองในการได้รับข้อมูลที่เป็นความจริง และมีสิทธิร้องเรียนเพื่อให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย รวมทั้งมีสิทธิรวมตัวกันเพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค
              ให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริโภค ทําหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐในการตราและการบังคับใช้กฎหมายและกฎ และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภครวมทั้งตรวจสอบและรายงานการกระทําหรือละเลยการกระทําอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ ให้รัฐสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการขององค์การอิสระดังกล่าวด้วย

              มาตรา ๖๒ บุคคลย่อมมีสิทธิติดตามและร้องขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ
              บุคคลซึ่งให้ข้อมูลโดยสุจริตแก่องค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ เกี่ยวกับการปฏิบัติ หน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมได้รับความคุ้มครอง



ที่มา   http://www.learners.in.th/blogs/posts/262369 

หลักความเสมอภาค

โพสต์22 มิ.ย. 2555 20:18โดยSupaporn Boontam

ความเสมอภาค  คือ การที่บุคคลหรือประชาชนที่อยู่ในสถานะเดียวกัน ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับ หรือการใช้การบริการสาธารณะได้อย่างเดียวกันภายใต้ระเบียบเดียวกัน  ซึ่งตัวแทนของรัฐบาลหรือข้าราชการของรัฐ ไม่สามารถที่จะเลือกปฏิบัติหรือการให้บริการกับประชาชนเฉพาะคนใด คนหนึ่งได้

 

หลักสำคัญที่มีผลเป็นการจำกัดหลักความเสมอภาค

1.    ข้อจำกัดที่มาจากรัฐบัญญัติ

2.    ข้อจำกัดที่มาจากประโยชน์สาธารณะ

3.    ข้อจำกัดที่มาจากเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน

 

หลักความเสมอภาค

1. แนวความคิดของหลักความเสมอภาค

             หลักความเสมอภาคถือว่าเป็นหลักพื้นฐานของศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ย่อมได้รับการรับรองและคุ้มครองจากกฎหมายอย่างเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นมนุษย์โดยมิต้องคำนึงถึงคุณสมบัติอื่นๆ อาทิเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ถิ่นกำเนิด เป็นต้น และขณะเดียวกันก็ถือได้ว่าหลักความเสมอภาคนี้เป็นหลักที่ควบคุมมิให้รัฐใช้อำนาจของตนตามอำเภอใจโดยการใช้อำนาจของรัฐแก่กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งรัฐต้องสามารถอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดรัฐจึงกระทำการอันก่อให้เกิดผลกระทบหรือเป็นการให้ประโยชน์แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้นโดยเฉพาะ หากการให้เหตุผลไม่อาจรับฟังได้แสดงว่าการใช้อำนาจของรัฐนั้นเป็นไปตามอำเภอใจ ดังนั้นหลักความเสมอภาคจึงเป็นหลักสำคัญในการรับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสามารถนำมาตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการได้

 

2. หลักเกณฑ์ของหลักความเสมอภาค

             หลักแห่งความเสมอภาคเป็นหลักเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติแก่บุคคลทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน แต่โดยการใช้หลักความเสมอภาคที่มีความหลากหลายในการปฏิบัติเนื่องจากสาระสำคัญของข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันไป ดังนั้นการปฏิบัติแก่บุคคลตามหลักความเสมอภาคย่อมแตกต่างกันไปทั้งนี้ย่อมต้องเป็นความแตกต่างที่ยอมรับได้ ซึ่งหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติตามหลักความเสมอภาคเพื่อให้เกิดความยุติธรรม

 

3.ความผูกพันต่อหลักความเสมอภาค

             หลักแห่งความเสมอภาคเป็นหลักซึ่งเกี่ยวข้องต่อบุคคลในการที่จะได้รับผลปฏิบัติอย่างเสมอภาคจากรัฐโดยองค์กรของรัฐเป็นผู้ถูกผูกพันที่จะต้องไม่กระทำการอันเป็นการขัดต่อหลักความเสมอภาค แต่หากมีการกระทำอันส่งผลกระทบต่อหลักความเสมอภาคแล้วผู้ได้รับการกระทบสิทธิย่อมมีสิทธิฟ้องร้องต่อหน่วยงานของรัฐเพื่อเยียวยาสิทธิได้ ดังนั้นความผูกพันต่อหลักความเสมอภาคจึงมีผู้เกี่ยวข้อง คือ ผู้กล่าวอ้างให้ได้รับการปฏิบัติตามหลักความเสมอภาคอันได้แก่ผู้ทรงสิทธิซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล และผู้ผูกพันที่จะต้องปฏิบัติต่อบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลตามหลักความเสมอภาคอันได้แก่องค์กรของรัฐนั่นเอง

4. การตรวจสอบกฎหมายตามหลักความเสมอภาค

             การพิจารณาว่ากฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งละเมิดต่อหลักความเสมอภาคหรือไม่ จะต้องตรวจสอบในประเด็นต่อไปนี้45

             1) กฎหมายฉบับนั้นได้กำหนดให้มีการปฏิบัติให้แตกต่างกันสำหรับข้อเท็จจริงที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือไม่

             2) การปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันนั้นอาจให้เหตุผลตามรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ โดยมีข้อพิจารณาในการตรวจสอบดังนี้

             (1) การบัญญัติกฎหมายดังกล่าวนั้นเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการของการบัญญัติกฎหมายหรือไม่

             (2) กฎหมายฉบับดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับหลักเงื่อนไขการบัญญัติกฎหมายของรัฐสภาหรือไม่ กล่าวคือกฎหมายฉบับนั้นฝ่ายนิติบัญญัติได้กำหนดสิ่งอันเป็นสาระสำคัญเอง โดยมิได้มอบให้เป็นอำนาจของฝ่ายปกครอง

             (3) ข้อพิจารณาเกี่ยวกับหลักความเสมอภาค

                    (3.1) การปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันนั้นมีความมุ่งหมายเพื่อวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

                    (3.2) ในกรณีของเงื่องไขพิเศษตามหลักความเสมอภาคเฉพาะเรื่องการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันในเรื่องนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขของหลักความเสมอภาคเฉพาะเรื่องนั้นๆหรือไม่ เช่น การปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันนั้นละเมิดหลักเกณฑ์ของข้อห้ามมิให้เลือกปฏิบัติหรือไม่ หรือการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันนั้นมีความเหมาะสมและมีความจำเป็นเพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์หรือตามหลักความได้สัดส่วนหรือไม่

             (4) การตรวจสอบเนื้อหาของกฎหมายกับหลักความเสมอภาค มีการตรวจสอบ 4 ระดับดังนี้46

                   (4.1) ประการแรกฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องมีความชัดเจนต่อความแตกต่างที่ปรากฏในทางข้อเท็จจริงอย่างสมบูรณ์และปราศจากความผิดพลาด และจะต้องประเมินพื้นฐานที่ถูกต้องเป็นจริงนั้นโดยเจตจำนงของฝ่ายนิติบัญญัติเองในการที่กำหนดกฎเกณฑ์ดังกล่าว ในขณะเดียวกันการกำหนดกลุ่มบุคคลที่จะใช้ในการเปรียบเทียบก็ดีหรือการกำหนดลักษณะขององค์ประกอบก็ดี ย่อมขึ้นกับความมุ่งหมายของกฎเกณฑ์ในเรื่องนั้นๆ

                   (4.2) ความเหมือนกันหรือความแตกต่างกันของเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่นำไปสู่การบัญญัติกฎหมายนั้นจะต้องมีการประเมินภายในขอบเขตของหลักกฎหมายทั่วไป และหากมีการกำหนดให้แตกต่างความแตกต่างนั้นจะต้องสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ทางกฎหมายที่ได้กำหนดได้แล้ว ในกรณีเป็นไปตาม “หลักความสอดคล้องหลักกฎหมายทั่วไป” หลักกฎหมายทั่วไปนั้นมีความสำคัญต่อการประเมินตามความเสมอภาคคือบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังรวมถึงบทบัญญัติของกฎหมายต่างๆที่ได้รับหลักการมาจากรัฐธรรมนูญ

                     (4.3) นอกเหนือจาก “หลักความสอดคล้องกับกฎหมายทั่วไป” แล้วกฎเกณฑ์ของกฎหมายในเรื่องนั้นจะต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์เฉพาะของกฎหมายในขอบเขตเรื่องนั้นๆด้วย หรือที่เรียกว่า “หลักความสอดคล้องกับหลักกฎหมายเฉพาะเรื่อง

                     (4.4) ในการบัญญัติกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง การตัดสินใจของฝ่ายนิติบัญญัติบนพื้นฐานของความสอดคล้องกันของระบบกฎหมายจะต้องสอดคล้องกับความคิดพื้นฐานและทำให้แต่ละองค์ประกอบของกฎหมายนั้นมีผลในทางปฏิบัติ

             (5) องค์ประกอบและผลในทางกฎหมายในเรื่องดังกล่าวได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนหรือไม่

จากหลักเกณฑ์ของหลักความเสมอภาคที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นถือได้ว่าหลักความเสมอภาคเป็นหลักเกณฑ์อันสำคัญยิ่งประการหนึ่งที่จะทำให้การใช้สิทธิเสรีภาพบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายได้รับรองและคุ้มครอง โดยจะก่อให้เกิดการใช้สิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกันของประชาชนทุกผู้

ทุกคน และเกิดความยุติธรรมแก่ทุกกรณีจากการที่รัฐมีความผูกพันที่ต้องออกกฎเกณฑ์มาใช้กับประชาชน การบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ออกมานั้นแก่ประชาชน และการเยียวยาสิทธิให้แก่ประชาชน

ทั้งนี้การที่จะบรรลุผลตามหลักความเสมอภาคได้นั้นย่อมต้องอาศัยความเข้าใจและตระหนักในสิทธิของประชาชนในการกล่าวอ้างถึงหลักความเสมอภาคต่อรัฐ และขณะเดียวกันองค์กรของรัฐก็ต้องปฏิบัติต่อประชาชนโดยเคารพหลักความเสมอภาคเป็นสำคัญ จึงจะทำให้หลักความเสมอภาคเกิดผลในทางปฏิบัติได้

ผลงานรายวิชาโลกศึกษา 2/2554 มาแล้วจ้า ~~~

โพสต์24 มี.ค. 2555 05:49โดยSupaporn Boontam   [ อัปเดต 24 มี.ค. 2555 06:06 ]

    
การจัดการเรียนการสอน รายวิชาโลกศึกษา ประจำปีการศึกษา 2554 ขณะนี้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว 
สำหรับผลงานบางส่วนที่น่าสนใจ ครูได้อัพโหลด และให้นักเรียนได้เข้ามาแวะชมกันแล้ว นะจ๊ะ
เลือกที่เมนู  ผลงานนักเรียน 
    
    ตัวอย่างผลงานนักเรียน ด้านบนเป็นผลงานนักเรียน ร.ร.ตะกั่วป่า "เสนานุกูล" ชั้น ม.1/8 รายวิชาโลกศึกษา 2/2554  เรื่อง....SUPER RECYCLE

วันสิทธิมนุษยชน

โพสต์10 ธ.ค. 2554 04:30โดยSupaporn Boontam   [ อัปเดต 10 ธ.ค. 2554 04:32 ]

ความเป็นมาของวันสิทธิมนุษยชน


           ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง ผู้นำประเทศต่างๆ ได้ตระหนักว่า การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญที่จะก่อให้เกิดสันติภาพแลความเจริญก้าวหน้าขึ้นในโลก ดังนั้น จึงได้ร่วมมือกันจัดตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้น เพื่อเป็นองค์การโลกที่จะคุ้มครองมนุษยชาติให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน สมัชชาสหประชาชาติได้มีมติรับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration of Human Rights) เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ และมีมติประกาศให้วันที่ ๑๐ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสิทธิมนุษยชน (Human Rights Day) 

         หลังจากนั้นสมัชชาสหประชาชาติได้มีมติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ ให้ร่างตราสารสิทธิมนุษยชนขึ้น ๒ ฉบับ โดยให้ใช้ชื่อว่า กติกา (convenant) ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมืองฉบับหนึ่ง และอีกฉบับหนึ่งว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยผ่านการรับรองเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ และวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ตามลำดับ และต่อมาได้มีมติประกาศให้ปี ค.ศ. 1995-2004 เป็นทศวรรษแห่งสิทธิมนุษยชนศึกษาของสหประชาชาติ

          ในส่วนของประเทศไทยนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ใช้กันมาในอดีต ได้กล่าวถึงสิทธิมนุษชนไว้เป็นบางส่วน จนกระทั่งได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบัน ได้เน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนไว้ค่อนข้างจะสมบูรณ์ เช่น "มาตราที่ ๔ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง" ซึ่งสอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ ๑ ที่กล่าวไว้ว่า "มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสรเสรีและเท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิทธิ์ประสาทเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันฉันพี่น้อง" นับได้ว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" เพิ่งได้รับการบัญญัตืในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นครั้งแรก ดังนั้น การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

          นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังได้บัญญัติองค์กรอิสระ เรียกว่า "คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน" เข้าไว้ด้วยในมาตรา ๑๙๙ และ ๒๐๐ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมีจำนวน ๑๑ คน มาจากการสรรหา อยู่ในวาระ ๖ ปี มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

   ๑. ตรวจสอบและรายงานการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการที่ไม่เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี

   ๒. เสนอมาตราการแก้ไขที่เหมาะสมต่อบุคคล หรือหน่วยงานที่กระทำหรือละเลยการกระทำดังกล่าวเพื่อดำเนินการ ในกรณีที่ปรากฏว่าไม่มีการดำเนินการตามที่เสนอ ให้รายงาน ต่อรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป

   ๓. เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฏหมาย กฏหรือข้อบังคับต่อรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

           สหประชาชาติได้แสดงความห่วงใยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายพื้นที่ของโลก โดยเฉพาะต่อผู้อพยพและผู้ลี้ภัย ผู้ไร้ที่อยู่ในประเทศ ชนกลุ่มน้อยและกลุ่มศาสนา ผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง และสื่อมวลชน ต่อการกระทำทารุณเด็ก การใช้แรงงานเด็ก การเกณฑ์เด็กเป็นทหาร เด็กกำพร้าเด็กเร่ร่อน เด็กข้างถนน โสเภณีเด็ก เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจากมารดา การลักลอบค้าอาวุธสงครามขนาดเล็ก กับระเบิด การทำทารุณต่อนักโทษ ความแออัดในเรือนจำ การขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกให้นักโทษ

ขอแสดงความยินดีกับกลุ่มสาระสังคมศึกษาฯ

โพสต์29 ต.ค. 2554 05:29โดยSupaporn Boontam   [ อัปเดต 29 ต.ค. 2554 05:30 ]




ผลการแข่งขันมัธยมปริทรรศน์ ครั้งที่ 3 ปี 2554 วันที่ 26-28 ตุลาคม 2554
กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

  1.   ที่ 1 เล่านิทานคุณธรรม ม.ต้น
  2.   ที่ 1 เล่านิทานคุณธรรม ม.ปลาย
  3.   ที่ 1 โครงงานคุณธรรม ม.ต้น
  4.   ที่ 1 มารยาทไทย ม.ปลาย
  5.   ที่ 1 ภาพยนต์สั้นคุณธรรม ม.1-6
  6.   ที่ 1 สวดมนต์แปล ม.1-6
  7.   ที่ 2 มารยาทไทย ม.ต้น
  8.   ที่ 2 แต่งเพลงคุณธรรม ม.ปลาย
  9.   ที่ 2 ละครคุณธรรม
  10. ที่ 3 โครงงานคุณธรรม ม.ปลาย
  11. ที่ 4 แต่งเพลงคุณธรรม ม.ต้น

 ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน และครูที่ประสบความสำเร็จด้วยค่ะ และเป็นกำลังใจสำหรับนักเรียนที่อาจยังไม่สมหวังในครั้งนี้ ครั้งหน้าสู้ใหม่นะคะ ^^ 

ขอบคุณเจ้าของภาพด้วยค่ะ ^^

วิกฤตการณ์อุทกภัยปี 2554

โพสต์24 ต.ค. 2554 06:58โดยSupaporn Boontam

ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตอุทกภัยที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 50 ปี โดยพื้นที่น้ำท่วมครอบคลุมกว่า 2 ใน 3 ส่วนของประเทศ ทำให้นาข้าวเสียหาย โรงงานหลายร้อยแห่งต้องปิด และส่งผลกระทบต่อครอบครัวและผู้ประกอบการเกือบล้านคน รวมถึงหลายร้อยชีวิตที่สูญเสียไป ในขณะนี้หน่วยงานและองค์กรต่างๆ ทั่วประเทศ มุ่งเน้นในการบรรเทาทุกข์ ด้วยการช่วยเหลือด้านอาหาร, น้ำสะอาด และที่พักพิงกับผู้ประสบภัย รวมถึงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย มาจับมือร่วมกันฝ่าวิกฤตในครั้งนี้เพื่อให้อณาจักรไทยของเรากลับมามีรอยยิ้มดังเดิม
ติดตามข่าวสารต่างๆ ได้ทางเว็บไซต์ http://www.google.org/intl/th/crisisresponse/thailand-flood-2011.html

ทุกความแตกต่างคือความเท่าเทียม คุณค่าของวัฒนธรรมไม่ได้อยู่ที่การตัดสิน

โพสต์19 ก.ย. 2554 05:23โดยSupaporn Boontam

“เราไม่สามารถตัดขาดจากวัฒนธรรมได้ เพราะวัฒนธรรมเกิดจากเราทุกคน และอยู่คู่กับเราจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต” บางส่วนบางตอนจากวงสนทนาย่อม ๆ ยามบ่าย เคล้าเสียงเพลงและกลิ่นกาแฟ หลากหลายความคิดเห็นออกรส มากมายความรู้สึกพลั่งพรู จากสองมือน้อย ๆ ที่สร้างสิ่งอันยิ่งใหญ่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัมพร ศรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ผู้ลงมือทำให้เรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องไม่โบราณอีกต่อไป

การพูดคุยจากการทำการบ้านเรื่องของวัฒนธรรมมาค่อนข้างน้อย เกือบจะเป็นอุปสรรคในการทำความเข้าใจ แต่แท้ที่จริงแล้วกลับกลายเป็นโอกาสในการทำความเข้าใจภาพพจน์ของวัฒนธรรมเสียใหม่อย่างง่ายดายมากขึ้น เพราะอย่างน้อยการไม่รู้อะไรเลย ดีกว่าการเริ่มต้นด้วยทัศนคติที่ผิด

เราทำเรื่องวัฒธรรม เรื่องใหญ่ที่ใคร ๆ ก็คิดว่าโบราณ

เพราะทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องวัฒนธรรม มักถูกมองไปถึงศิลปะแขนงต่าง ๆ เช่น การรำ ดนตรี ลวดลายแบบต่าง ๆ ที่แสดงเอกลักษณ์ของไทย ทำให้เรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ต้องกลับไปขุดคุ้ยอดีต แต่แท้ที่จริง เรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องใหญ่ ที่เกิดขึ้นจากเราทุกคน ทั้งแบบที่จับต้องได้ รวมไปจนถึงวิธีคิด ความเชื่อ ทัศนคติ หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่วันนี้ก็คือ “วัฒนธรรม”

“ทำไมคนไทยใช้ช้อนส้อมไม่เหมือนกับที่ชาวต่างชาติใช้ แม้ว่าเราจะรับวัฒนธรรมนี้มาจากเขา แต่เราก็นำมาประยุกต์ใช้ในบริบทแบบไทย ซึ่งก็กลายเป็นเอกลักษณ์ของเรา นี่แหละคือสิ่งที่น่าสนใจ” อาจารย์อัมพร เริ่มตั้งคำถาม กระตุ้นให้คิดว่า แท้จริงแล้วเรื่องวัฒนธรรมไม่ได้ไกลตัวเลย..

เช่นเดียวกับที่มาการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายในระยะเริ่มต้น แต่ด้วยความพยายาม บวกกับความรักในคุณค่าที่งดงามของวัฒนธรรมไทย จึงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะลงมือทำสำหรับอาจารย์อัมพร “สิ่งที่เราสั่งสมกันมาเหล่านี้แหละค่ะที่กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งควรจะมีที่ที่เก็บรักษาระบบ ระเบียบแบบแผนเหล่านี้เอาไว้ แม้ว่าแท้ที่จริงแล้วการจัดตั้งศูนย์ฯ ของเราในระยะเริ่มต้นเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วจะเด่นชัดในเรื่องของการแสดงศิลปะและวัฒนธรรมไทยประเภทต่าง ๆ ทั้งนาฏศิลป์ไทย ดนตรีไทย แต่นั่นเป็นเพียงกุศโลบายที่เราจะดึงให้ผู้คนหันมาสนใจ และเห็นความสำคัญในเรื่องของวัฒนธรรมที่กำลังจะสูญหายไปให้มากขึ้น”

การริเริ่มของศูนย์ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่นั้น ได้จัดตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2532 โดยการรวมตัวกันของคณาจารย์ผู้มีใจรักทางด้านวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นการสร้างหน่วยงานทางด้านวัฒนธรรม เพื่อเป็นองค์ความรู้ และเป็นพลังขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาคุณภาพของนักศึกษา บุคลากร สังคมในชุมชน และระดับภูมิภาค

ถ้าทำแล้วเราทำอย่างมีคุณภาพ

เมื่อวัฒนธรรมคือภาพกว้าง ดังนั้นสิ่งที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ดำเนินการสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ การทำงานในเชิงศิลปะ และการทำงานด้านชีวิตวัฒนธรรม

การทำงานในเชิงศิลปะได้แก่ การส่งเสริมทางด้านดนตรี นาฏศิลป์ งานประดิษฐ์ หัตถกรรม ศิลปกรรม การแสดงต่าง ๆ เป็นต้น สิ่งที่เป็นรูปธรรมคือ การบริการการแสดงต่าง ๆ อันได้แก่ นาฏศิลป์ มโนรา วงดนตรีไทย วงดนตรีพื้นบ้าน โครงการอบรมสำหรับนักศึกษา บุคลากรและผู้สนใจทั่วไป รวมทั้งโครงการสำหรับน้อง ๆ เยาวชนอายุ 6-13 ปี นอกจากนี้ยังให้บริการอุปกรณ์การแสดง การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมกับนานาชาติตามโอกาส เพื่อการเรียนรู้ความหลากหลายทางวิชาการของชนชาติต่าง ๆ การจัดกิจกรรมพิเศษภาคฤดูร้อน ที่สำคัญคือเครือข่ายวัฒนธรรมสถาบันอุดมศึกษาในเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (IMT-GT) จำนวน 8 สถาบัน จากประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย โดยการนำกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างใกล้ชิด ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการเรียนรู้ของนักศึกษาจากทุกสถาบัน และความสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัยต่างชาติ

ส่วนการทำงานด้านชีวิตวัฒนธรรมนั้น ศูนย์ส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมเน้นทำงานในเรื่องของภูมิปัญญา การสร้างเครือข่ายภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ชุมชนพึ่งตัวเองได้ ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพคน โดยอาศัยฐานของวัฒนธรรมชุมชน เช่น หากในชุมชนมีอะไรที่เป็นจุดแข็ง เราก็เข้าไปศึกษาเรียนรู้ ทำให้ภูมิปัญญาเหล่านั้นเป็นระบบระเบียบ สร้างให้ชุมชนพึ่งตนเองได้โดยการใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ นอกจากนี้ในส่วนของระบบการศึกษา ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ควรจะนำเรื่องวัฒนธรรมเข้าไปในการจัดเรียนการสอน เพราะถือว่าระบบการศึกษานั้นมีระยะเวลาค่อนข้างยาวนาน การแทรกซึมเรื่องต่าง ๆ นั้นสามารถทำได้ง่าย โดยให้ครูจัดทำองค์ความรู้ต่าง ๆ เป็นบทเรียน มีการบูรณาการในชั้นเรียนกับชุมชน เสมือนให้ระบบการศึกษาปัจจุบันเป็นตัวถ่ายทอดเรื่องของวัฒนธรรมให้แก่เด็ก

สิ่งสำคัญคือ กระบวนการทางวัฒนธรรมนั้นสามารถนำไปพัฒนาคน พัฒนาองค์กร และนำไปสู่การพัฒนาประเทศได้อย่างนุ่มนวล กล่าวคือกระบวนการทางวัฒนธรรมนั้น เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มีต้นกำเนิดจากภายใน (จิตใจ) สู่ภายนอก(สังคม) ซึ่งความเข้าใจต่าง ๆ นั้นนำไปสู่การพัฒนา หรือการเปลี่ยนแปลงในแง่ของสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน ดังนั้นการพัฒนาประเทศชาติ โดยอาศัยบริบททางวัฒนธรรม คือการพัฒนาที่จะนำมาซึ่งความแตกแยก หรือควาไม่เข้าใจกันได้น้อยที่สุด

ทุกการทำงานของศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมถือได้ว่าเป็นมาตรฐานที่ทุกหน่วยงานสามารถยึดเป็นต้นแบบ ดังอุดมการณ์การทำงานของศูนย์ส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมที่ว่า “เราไม่ปฏิเสธการประยุกต์ การปรับใช้ หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลง แต่ขอให้ของดั้งเดิมยังมีอยู่อย่างถูกต้อง ไม่ผิดเพี้ยน นั่นถือว่าเราประสบผลสำเร็จ”

วัฒนธรรมมีช่องทางของความเป็นมิตร

การได้เรียนรู้และเข้าใจในความแตกต่างของแต่ละวัฒนธรรม จะทำให้ไม่เกิดอคติ หรือการเปรียบเทียบเชิงคุณค่า ดังเช่น เครือข่ายวัฒนธรรมสถาบันอุดมศึกษาในเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (IMT-GT) ที่นักศึกษาและบุคลากรมีโอกาสได้เรียนรู้ร่วมกัน กระบวนการการเรียนรู้เหล่านี้นำมาซึ่งมิตรภาพ และความเห็นใจ ความเข้าใจที่จะช่วยกันฟื้นฟู พัฒนา จัดระเบียบแบบแผน เพราะการที่ไม่มีผิดไม่มีถูกในแต่ละวัฒนธรรมที่มารวมตัวกันนั้น ทำให้การตีค่าถูกลดบทบาทลง เหลือเพียงกระบวนการเรียนรู้ เกิดการยอมรับและให้เกียรติ ก่อเกิดเป็นมิตรภาพที่งดงามระหว่างเพื่อนมนุษย์

ไม่ว่าจะกินข้าว ขนมปัง โรตี หรือไข่ดาว ทุกภูมิภาคล้วนแล้วแต่คือ “เพื่อน”

ช่อศรีตรัง
เจ้าของเรื่องราว
ชื่อเต็ม : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัมพร ศรประสิทธิ์
อาชีพ : ผู้อำนวยการ 
องค์กร : ศูนย์ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ 
 

ภาวะโลกร้อน คืออะไร

โพสต์19 ก.ย. 2554 05:19โดยSupaporn Boontam

ภาวะโลกร้อน คืออะไร


หมีขั่วโลก กับ ภาวะโลกร้อน

ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะ ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจกครับ (Greenhouse gases)

ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด มิฉะนั้น โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และ ตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่ม ีบรรยากาศ กรองพลังงาน จาก ดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้ คล้ายกับหลักการของ เรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ครับ

ภาพจาก Global Warming Exhibition of National Academy of Science (US)

ภาวะโลกร้อน

แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ CO2 ที่ออกมาจาก โรงงานอุตสาหกรรม รถยนตร์ หรือการกระทำใดๆที่เผา เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้ระดับปริมาณ CO2 ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ใน ล้านส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 แสนปี

ซึ่ง คาร์บอนไดออกไซด์ ที่มากขึ้นนี้ ได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็น ภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัจจุบัน

ภาวะโลกร้อนคืออะไร

ข้อมูลจาก: Whyworldhot.com

ภาวะโลกร้อน

ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หมายถึง การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศบนโลกสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอากาศบริเวณใกล้ผิวโลกและน้ำในมหาสมุทร ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นถึง 0.74 ± 0.18 องศาเซลเซียส และจากแบบจำลองการคาดคะเนภูมิอากาศพบว่าในปี พ.ศ. 2544 – 2643 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 1.1 ถึง 6.4 องศาเซลเซียส

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนก็เพราะว่าเหล่าก๊าซเรือนกระจกทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมต่างๆของมนุษย์นั้นเพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็ว รวมถึงการที่ป่าไม้ถูกตัดและทำลายลงไปอย่างมาก จึงทำให้ไม่มีตัวฟอกอากาศที่มากพอ จึงทำให้ก๊าซเรือนกระจกทั้งหลายเหล่านี้ขึ้นไปรวมตัวกันอยู่บนชั้นบรรยากาศของโลกอย่างหนาแน่น ความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่เคยถูกสะท้อนกลับออกไปนอกโลกก็ถูกสะสมไว้ในโลกมากเกินไป และก็เป็นสาเหตุที่ทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นนั่นเอง

ผลกระทบของภาวะโลกร้อนนั้นก็มีให้เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ สภาพลมฟ้าอากาศที่ผิดแปลกไปจากเดิม ภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุที่รุนแรง อากาศที่ร้อนผิดปกติจนมีคนเสียชีวิต รวมไปถึงโรคระบาดชนิดใหม่ๆ หรือโรคระบาดที่เคยหายไปจากโลกนี้แล้วก็กลับมาให้เราได้เห็นใหม่ และพาหะนำโรคที่มีมากขึ้น ในอนาคตคาดว่าผลกระทบของภาวะโลกร้อนจะรุนแรงมากขึ้น

พวกเราสามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ด้วยหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการลดใช้พลังงาน ลดใช้ถุงพลาสติก ลดใช้สิ่งของที่ไม่จำเป็นเพื่อที่จะสร้างขยะให้น้อยลง รวมไปถึงการปลูกต้นไม้ และยังมีอีกหลายวิธีที่พวกเราสามารถทำได้ เพื่อที่จะช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อนนี้

ข้อมูลจาก: Greentheearth.info

ทหารพม่า ละเมิดสิทธิมนุษยชนทำทารุณกรรมฆ่า-ข่มขืน-ตัดแขน-ขา ไทใหญ่

โพสต์16 ส.ค. 2554 05:19โดยSupaporn Boontam

"นักสิทธิมนุษย" แฉทหารพม่าละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรง ทำทารุณกรรมอย่างกว้างขวางต่อ "ชาวไทใหญ่" ทุกรูปแบบ ทั้งฆ่า ข่มขืน ตัดแขนและขาอย่างละข้างให้ญาติรับศพ ประชาชนกว่า 3 หมื่นในรัฐฉานต้องอพยพจากการโจมตีของทหารพม่า แถมตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างรุนแรง เผยประชาชนที่หลบซ่อนตามป่าเขาเริ่มขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม ยา และที่พักอาศัย และเริ่มมีผู้เสียชีวิตจากอาการท้องร่วงและไข้มาลาเรีย
รายงานข่าวแจ้งว่า องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในรัฐฉานเผยแพร่รายงาน และเปิดเผยตัวเลขจำนวนพลเรือนที่ต้องอพยพหนีจากการกระทำที่โหดร้ายของกองทัพรัฐบาลทหารพม่า ซึ่งได้เพิ่มขึ้นเป็น 30,000 กว่าคน ในช่วงระหว่างที่กองทัพรัฐบาลทหารพม่าโจมตีต่อกองทัพรัฐฉานภาคเหนือที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทำให้พลเรือนในภาคเหนือของรัฐฉานต้องเผชิญกับวิกฤตอย่างแสนสาหัส โดยในรายงานระบุว่า ระหว่างเดือน ก.ค.54 กองทัพรัฐบาลทหารพม่าได้เคลื่อนพลทหารกว่า 4,000 นาย จาก 42 กองพัน รวมทั้งใช้เครื่องบินรบเข้าโจมตี เพื่อที่จะยึดกองบัญชาการรัฐฉานภาคเหนือ ที่อยู่บ้านไฮ อำเภอเกซีโดยเพิ่มกองกำลังทหารล้อมรอบหลายๆ หมู่บ้าน โดยกองทัพทหารพม่าได้กระทำทารุณกรรมอย่างกว้างขวางต่อประชาชน รวมทั้งฆ่า ข่มขืนและทำร้ายทุกรูปแบบ ในเดือนที่ผ่านมานี้ มีชายชาวบ้านคนหนึ่งถูกฆ่า โดยญาติรับศพที่ถูกตัดแขนและขาอย่างละข้าง
ทั้งนี้ ชาวบ้านประมาณ 31,700 คน จาก 9 อำเภอได้หนีจากการประหัตประหารตั้งแต่มีการโจมตีจากกองทัพทหารพม่า ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค.54 ซึ่งรัฐบาลทหารพม่าได้ละเมิดข้อตกลงการหยุดยิงที่ได้ทำไว้กว่า 22 ปี กับกองทัพรัฐฉาน (เหนือ) ซึ่งมีชาวบ้านบางส่วนได้หลบหนีไปในตัวเมืองอำเภอที่ใกล้เคียงบางส่วนหลบหนีไปยังเขตพื้นที่ควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า หรือตามแนวชายแดนประเทศจีน บ้างก็หลบหนีไปยังชายแดนประเทศไทย แต่ส่วนมากได้หลบซ่อนอยู่ตามป่าเขาใกล้หมู่บ้านของตนอง ส่วนพลเรือนที่หลบซ่อนอยู่ตามป่าเขาได้ประสบกับการขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม ยาและไม่มีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย ฝนที่ตกอย่างหนักทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากยิ่งขึ้น ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เฉพาะในบริเวณบ้านไฮ ชาวบ้านที่ไร้ที่อยู่อาศัยจำนวน 24 คน เสียชีวิตจากอาการท้องร่วงและไข้มาลาเรีย โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กและคนชรา ที่สำคัญการช่วยเหลือจากองค์กร
ระหว่างประเทศไปไม่ถึงชุมชนเหล่านี้ และหน่วยงานบรรเทาทุกข์ที่ให้ความช่วยเหลือนานาชาติที่ทำงานอย่างเป็นทางการในประเทศพม่าถูกปฏิเสธจากทหารพม่าไม่ให้เข้าไปยังพื้นที่มีการสู้รบ
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า องค์กรชุมชนไทใหญ่ได้เรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติและหน่วยงานบรรเทาทุกข์ความช่วยเหลือนานาชาติให้การสนับสนุนทีมงานที่ทำงานสงเคราะห์เพื่อบรรเทาทุกข์ผู้อพยพเหล่านี้ เนื่องจากการที่รัฐบาลทหารพม่าควบคุมองค์กรต่างๆ ในประเทศพม่าอย่างเข้มงวด เพราะฉะนั้นการช่วยเหลือข้ามพรมแดนเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้
นางแสงมล ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิบัติงานผู้หญิงไทใหญ่ กล่าวว่า เราเรียกร้องให้รัฐบาล และองค์กรนานาชาติช่วยเหลือชาวบ้านจากสถานการณ์วิกฤตนี้ก่อนที่จะมีการสูญเสียชีวิตไปมากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา แม้ว่ากองทัพรัฐบาลทหารพม่าจะถอนกองกำลังที่เคยเพิ่มเข้าไปในบ้านไฮ หลังจากมีการสูญเสียฝ่ายทหารพม่าจากการสู้รบอย่างหนักตลอดเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา แต่กองทัพรัฐบาลทหารพม่ายังคงล้อมรอบกองทัพรัฐฉาน (SSA) เหนืออย่างเข้มงวด และการสู้รบยังคงดำเนินต่อไปในอนาคต และในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพรัฐบาลทหารพม่าได้ส่งรถบรรทุกที่เต็มไปด้วยพลทหารกว่า 40 คัน เพื่อเป็นการเพิ่มกำลังพล จากเมืองล่าเสี้ยว และสี่ป้อ--จบ--

ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย
วันที่ 15 สิงหาคม 2554

Neverdie Hero

โพสต์24 ก.ค. 2554 07:09โดยSupaporn Boontam

จากกรณีเฮลิคอปเตอร์ทางการทหารของไทย ที่ประสบเหตุตกเป็นลำที่ 3 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 17 ราย 
"เบลล์ 212" เฮลิคอปเตอร์ทางการทหารลำล่าสุดที่ประสบเหตุตกเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ใน จ.เพรชบุรี ในการเข้าช่วยเหลือภารกิจที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จากเหตุเฮลิคอปเตอร์ฮิวอี้ และแบล็กฮอว์ก ตกในพื้นที่ชายแดนไทย - พม่า  โศกนาฏกรรมทางเฮลิคอปเตอร์ครั้งล่าสุด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต เป็นนักบิน 2 นาย และช่างเครื่อง 1 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นช่างเครื่อง 1 นาย   

ขอร่วมสดุดีวีรกรรมความเสียสละแด่ทหารกล้า และ พลเรือน ที่จะจารึกไว้ในใจคนไทยตลอดไป





1-10 of 14