ศึกษาและปฏิบัติมหาสติปัฏฐาน4 ด้วยวิธีธรรมชาติ



หลวงปู่เทพโลกอุดร

มหาสติปัฏฐานสูตร(ปฏิบัติ)ด้วยวิธีธรรมชาติ

มหาสติปัฏฐาน 4


“เฒ่าไม้แห้ง”

คำนำ

ด้วย สำนึกที่มีต่อศาสนาธรรมนี้ว่า ต้องรับผิดชอบสืบทอดอุดมการณ์แห่งพระศาสดาพระพุทธะ ผู้ประเสริฐหลายพระองค์นั้นให้ถูกต้อง ตรงแนว ชอบธรรม บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด อย่างชนิดว่า มีอยู่ทุกหยาดหยดของชีวิต ด้วยการทำดีให้เขาดู เป็นครูให้เขาเห็น ผู้อื่นจะได้ทำตามเป็น…….รวมทั้งเกิดกระแสการเรียกร้องให้บอก แสดง สอน ถึงวิธีการปฏิบัติบำเพ็ญ สติ สมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญารู้ทั่วถึงธรรม……..
ด้วย เหตุผลดังกล่าว จึงเป็นที่มาของข้อเขียน อันประกอบไปด้วยวลีของการบอกกล่าวเล่าสู่กันฟัง เป็นวลีถ้อยกระทงความ ที่มิอาจจะเอาไปเปรียบกับหลักวิชา หรือตำราใดๆได้มากนัก เกรงจะเป็นที่เสื่อมเสียต่อตำรับตำราวิชาเหล่านั้น………
ข้อเขียนทั้งหมด นี้ คงจะมีค่าเพียงแค่ คำพูด คำบอก คำชี้แจงของเพื่อนผู้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย คนหนึ่งเท่านั้น และเมื่อท่านกับผู้เขียนเป็นเพื่อนกัน จึงจำเป็นอยู่เองที่จะต้องพูด ต้องบอก ต้องเตือนกันตรงๆ ด้วยความจริงใจอย่างจริงจัง โดยมุ่งหวังให้เพื่อนได้รับประโยชน์สูงสุด ในการมีชีวิต ผู้เขียนหวังว่า เพื่อนผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหลาย คงจะไม่ถือสาในข้อผิดพลาดพลั้งไปต่อการทำ พูด คิด ที่เราลิขิตขีดเขียนมา หวังว่าเพื่อนผู้มีปัญญา จะพิจารณาเลือกเอาแต่ประโยชน์ที่ดี มีคุณ ถูกใจ เอาไปใช้ให้ได้สาระ……….
ความรู้ที่ผู้เขียน นำมาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟังนี้ มันจะดูไร้ค่าเสียจริงๆ ถ้าเพื่อนๆเพียงแต่อ่าน แล้วก็ปล่อยให้มันผ่านๆไป แต่ถ้าจะให้ข้อเขียนนี้มีค่าราคาสาระขึ้น เพื่อนๆต้องทดลองปฏิบัติมันด้วยความจริงจัง พร้อมกายรวมใจ แล้วเพื่อนทั้งหลายคงจะมีคำตอบของตนเองว่า ไร้สาระหรือมีสาระ………..


ท้ายนี้ต้องขอบูชา พระธรรมของพระพุทธะ ผู้ประเสริฐหลายพระองค์นั้น ที่ทำให้ผู้เขียนมีความเพียร มีปัญญา ได้พบประสบการณ์ทางวิญญาณอันเยี่ยมยอดสุดบรรยาย ขอบพระคุณพ่อแม่ และกรรมที่ให้ชีวิต เลือดเนื้อ วิญญาณ จนได้พบพระธรรมอันวิเศษ หอมหวานในชาตินี้ ขอบคุณครูอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิทยาการแต่เล็กๆ จนพออ่านออกเขียนได้ ขอบคุณญาติและท่านผู้มีคุณทั้งหลายที่ให้อาหาร ที่อยู่อาศัย ปัจจัย 4 ด้วยสำนึกในพระคุณครั้งนี้ เราจะไม่ทำให้ท่านลำบากใจ ไม่สบายใจ ขอบคุณลูกหลาน และสานุศิษย์ทั้งหลาย ที่ช่วยให้การบำเพ็ญบารมีครั้งนี้สัมฤทธิผล ขอบคุณภิกษุ สุธี ขันติชโย กับภิกษุ สนธิชัย ปุญญกาโม และภิกษุ ชูศักดิ์ ชาตปัญโญ ที่ช่วยหาข้อมูลและแก้คำผิด ทั้งยังช่วยเรียบเรียงลงเครื่องคอมพิวเตอร์ ขอบคุณหนังสืออานาปานสติภาวนา ของท่านพุทธทาส ที่ช่วยให้ข้อมูล ขอบคุณหนังสือพจนานุกรมพุทธศาสน์ ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก ที่ช่วยให้ความกระจ่างเรื่องศัพท์แสงทางวิชาการ ขอบคุณมูลนิธิธรรมะอิสระและคณะกรรมการ ผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ขอบคุณท่านที่บริจาคและจ่ายกระตังค์ ขอให้โชคดี


เฒ่าไม้แห้ง
21มิ.ย.42 ณ วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ)



สิ่งที่ต้องเข้าใจ
ก่อนการปฏิบัติกัมมัฏฐาน



มีคำกล่าวโบราณ ของท่านอาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้ให้ไว้เป็นหลักในการทำกัมมัฏฐานทั่วไป เพื่อเอาไว้พิจารณาแก่นักปฏิบัติว่า คนมีปัญญา ยืนหยัดมั่นคงอยู่บนผืนแผ่นดิน ฉวยจับอาวุธที่คมด้วยมือ ลับที่หินแล้วมีความเพียร ถางป่าที่รกให้เตียนไปได้ ถ้อยคำโบราณดังกล่าวนี้ ถ้าพิจารณาให้ดี ดูจะเป็นหัวใจสำคัญของผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐานทั้งหลาย เราลองมาพิจารณาค้นหาถ้อยคำความหมาย ที่ซ่อนเร้นอยู่ในกลบทเหล่านี้ดูกัน ว่าจะมีความสำคัญประการใด………….
ท่านได้ให้คำอธิบาย คนมีปัญญา ไว้ว่า ปัญญาในที่นี้หมายถึง ปัญญาดั้งเดิมที่ติดตัวตนเองมาแต่อดีตชาติ ที่เรียกว่า “สหชาติปัญญา” แต่ยังเป็นปัญญาดิบ ที่ยังมิได้รับการพัฒนาขัดเกลา สร้างเสริมให้งอกงามสมบูรณ์ จึงยังไม่ควรเรียกว่า “วิปัสสนาปัญญา” รวมความว่า ผู้ที่จักทำกัมมัฏฐาน จำเป็นต้องมีสติปัญญาเดิม เป็นพื้นฐานพอสมควร แต่ถ้าเป็นคนโง่ คือคนขาดปัญญา หมดปัญญา ไม่มีปัญญา หรือมีก็มีเฉพาะสติปัญญาที่เอาไว้ใช้หากิน หาอยู่ ของอัตภาพตนไปวันๆ และถ้าเผอิญ นึกอยากจะปฏิบัติธรรม หรือมีผู้มาชวนให้ปฏิบัติธรรม ก็ทำได้แต่เพียงตามๆเขาไป หรือถ้าไม่ตาม จักแสวงหาด้วยตนเอง ก็เป็นการแสวงหาและปฏิบัติตามแต่ที่ตนเชื่อ โดยมิได้พิจารณาว่า การกระทำเช่นนี้ การปฏิบัติอย่างนี้ จะทำให้ตนฉลาด สะอาด สว่างขึ้นมาบ้างหรือไม่ หรือทำเพราะอาศัยอำนาจแห่งความพอใจ ถูกใจ ชอบใจเป็นพอแล้ว………
ถึงแม้จักมีปัญญา ติดตามตัวมามากมายปานใดก็ตามที แต่ก็ยังต้อง ยืนหยัดให้มั่นคงบนแผ่นดิน แผ่นดิน ในที่นี้ ท่านอุปมาดัง ศีล ซึ่งเป็นเครื่องรักษา ส่งเสริมปัญญาให้มั่นคง ศีลเป็นรากฐานของชีวิต ศีลทำให้เราอยู่ห่างไกลความเลวร้าย ชั่วผิดบาปหยาบช้าทั้งปวง ศีลทำให้เราตั้งมั่น และอาจหาญคงที่ ศีลทำชีวิตให้อยู่ดีมีสุข ท่านจึงเปรียบศีล เป็นดั่งแผ่นดินที่หนักแน่น มั่นคง และพร้อมที่จะก่อเกิด สรรพชีวิต สรรพวัตถุได้มากมาย ทั้งยังสามารถให้สรรพชีวิตทั้งหลาย ได้ยืนหยัดอยู่อาศัย อย่างมิต้องหวาดผวาหรือหวั่นไหว ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน จะต้องชำระศีลของตนให้บริสุทธิ์สะอาด เหมือนดังบุคคล ชำระแผ่นดินให้หมดจด เหมาะสำหรับที่จะใช้ยืน หรือทำการทั้งปวง………


แม้จักมีศีล เป็นเครื่องประคับประคองปัญญาแล้วก็ตาม แต่ยังวางใจไม่ได้ว่า ปัญญาที่มี จะมากพอที่จะพึ่งพิงอิงอาศัย นำพาไปสู่สาระอันยิ่งใหญ่ในชีวิตได้ ท่านจึงกล่าวว่า ฉวยจับ อุปมาดั่งการค้นหาเพิ่มเติมสะสม อาวุธที่คม คือ”ปัญญาภายนอก”รอบๆกายตน ได้แก่ การศึกษาเล่าเรียน สดับตรับฟัง พิจารณา………..
ด้วยมือ หมายถึง การทดลองทำด้วยตนเอง เพื่อให้แน่ใจว่า สิ่งที่ได้ศึกษาเล่าเรียน รับฟังมานั้น มีผลเป็นประการใด ถึงแม้ว่าจะมีปัญญาที่ได้มาจากการสะสมเพิ่มเติมแล้วก็ตามที แต่ก็ยังแน่ใจวางใจไม่ได้ว่า ปัญญาชนิดนี้จะพาตัวรอด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคัดเลือก ชำระล้าง ขัดเกลา พัฒนาปัญญาที่ได้ ซึ่งท่านเรียกว่า โลกียปัญญา ให้อยู่ในสถานะ อันเป็นที่พึ่งอาศัยได้อย่างแท้จริง และด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องพัฒนาลับปัญญา เครื่องลับนั้นท่านเรียกว่า หิน หมายถึง การมีสติอย่างจดจ่อจับจ้อง จริงจัง ตั้งมั่น จนกลายเป็นสมาธิ สองสิ่งนี้ถือได้ว่า มีคุณสมบัติในการขจัดขัดเกลา ชำระล้าง เกาะแกะ สรรพกิเลสทั้งปวง สรรพมลทินทั้งหลายที่แอบแฝงอยู่ในโลกียปัญญา ให้กลายเป็น โลกุตรปัญญาในทันทีทันใด ทำเดี๋ยวนี้ เห็นผลเดี๋ยวนี้ ทำเวลานี้ได้ผลทันที ได้ผลขณะที่ลงมือกระทำ จะดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด ใช้ได้หรือไม่ได้ วิธีนี้เราจะรับรู้ได้ด้วยตนเองในทันที วิธีนี้ดูจะเป็นเครื่องหนุนนำให้ผู้ปฏิบัติ เป็นคนหนักแน่นมั่นคงในความรู้ที่ตนได้รับ จากการกระทำแล้วเห็นผลเช่นนี้ จึงถือว่า เป็นปัญญารู้จริง มิใช่รู้จำ อีกทั้งยังทำให้ตนพิสูจน์ได้ด้วยตนเองว่า ความรู้ที่มีหรือได้รับนี้ เป็นความรู้ที่ทำให้ตนเข้าถึงประโยชน์สูงสุดของการมีชีวิตหรือไม่ เช่นนี้จึงเป็น ปาริหาริกปัญญา คือปัญญาที่ทำให้ตนแน่ใจว่า วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุดและได้ประโยชน์สูงสุด สำหรับสัตว์ที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร……….
แล้วมีความ เพียร หมายถึง การมีความรัก ความพอใจในสิ่งที่ตนกำลังกระทำ ถ้ายังไม่มี แต่คิดที่จะกระทำ จะด้วยความจำเป็นหรือจำยอมก็ตาม จักต้องพยายามสร้างความรัก ความพอใจในกิจกรรมการงานนั้นให้ได้เสียก่อน แล้วลงมือกระทำด้วยความเพียรพยายามอย่างจดจ่อ จริงจัง จับจ้อง ตั้งใจ พร้อมกับใช้วิจารณญาณ ปัญญา ใคร่ครวญ พิจารณา ด้วยความละเอียดถี่ถ้วนให้ถ่องแท้ เหล่านี้คือ อิทธิบาททั้ง 4 อันได้แก่ ฉันทะ(ความพอใจ) วิริยะ(ความเพียร) จิตตะ(ความเอาใจจดจ่อ) วิมังสา(การใช้ปัญญาใคร่ครวญพิจารณา)อันเป็นแม่บทในการกระทำ เป็นหัวใจของความสำเร็จทั้งปวง……….
ประโยคที่ว่า ถางป่าที่รก ให้เตียนไป หมายถึง สรรพกิเลสทั้งปวง สรรพทุกข์ทั้งปวง สรรพภัยทั้งปวง จะขจัดชำระล้างทำลายลงไปได้ ด้วยอาศัยความเพียรพยายามอย่างยิ่ง และท้ายที่สุด ต้องมี อริยปัญญาอันยิ่ง จึงจะสามารถทำลายสรรพกิเลสทั้งปวง ที่ติดแน่นนอนเนื่องอยู่ในสันดานมาเนิ่นนานยาวไกลลงได้……….


สรุป เมื่อเรามีปัญญาติดตัวมาแต่ปางก่อน ควรที่จักทำให้ปัญญานั้น ตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐาน คือ ศีลอันสมบูรณ์ อย่างไม่หวั่นไหว พร้อมทั้งเพิ่มเติม สะสม ปัญญานอกกาย แม้จะเป็น “โลกียปัญญา”ก็ตาม ถ้าผ่านกรรมวิธีในการตรวจสอบ ชำระล้าง ขัดเกลา พัฒนาอย่างละเอียดถี่ถ้วนสมบูรณ์ด้วย”สติ”และ”สมาธิ”(ลับด้วยหิน) โลกียปัญญานั้น ก็จักกลับกลายเป็น “โลกุตรปัญญา”ในฉับพลัน แต่ทั้งนี้กรรมทุกชนิด กิจทุกอย่าง ต้องกระทำด้วยความรัก ความพอใจ เพียรพยายาม
บากบั่น อดทน อดกลั้น ด้วยความจับจ่อ จับจ้อง จริงจัง ตั้งใจ ด้วยการใช้”สติปัญญา”ใคร่ครวญ พินิจ พิจารณ์ อย่างถ่องแท้ และละเอียดถี่ถ้วน จึงจะประสบผลอันควรแก่การปฏิบัติ………


สติ

หลวงปู่พุทธะอิสระ

ปัจจุบัน นี้ การศึกษาของชาติล้มเหลว ผลิตคนเก่ง เพื่อจะออกมาเบียดเบียนชาวบ้าน เพราะที่ผ่านมา เราสนับสนุนให้คนมีแต่ไอคิว โดยพยายามจะสอนกันให้เป็นคนเก่ง แล้วเอาความเก่งออกไปเบียดเบียนผู้อื่น ฉลาดที่จะเอาเปรียบคนอื่น แต่ไม่เคยฉลาดที่จะช่วยเหลือคนอื่น ไม่เคยฉลาดที่จะแก้ไขปัญหาให้คนอื่น ไม่เคยคิดจะแบ่งปัน อาทร หรือการุณย์ แบ่งปันความสุขของเราให้แก่คนอื่น สำนึกของความเป็นมนุษย์ของเขามันหายไปไหน เราไม่เคยสอนกันอย่างนี้มาเลย ส่วนใหญ่ก็มีแต่สอนให้เก่งๆ แล้วก็แข่งกัน เอาเปรียบกัน ชนะได้เป็นดี แพ้ไม่ได้ อยากถามกลับไปว่า คนไทยชนะคนไทย ประเทศไทยได้อะไร………..แล้วพ่อแม่อยู่ในบ้าน ก็จะสอนลูกว่า นั่นลูกบ้านนั้น เขายังสอบได้ที่1 ลูกก็ต้องแข่งกับเขาให้ได้ เป็นต้น สอนกันแบบนี้ แล้วพวกนี้ พอไปอยู่ในสังคม ก็จะไปเอาเปรียบกัน สังคมก็จะไม่มีความอาทรต่อกัน ไม่มีความรักต่อกัน ไม่มีความเมตตาต่อกัน ทุกคนเป็นศัตรูกัน แล้วจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร เพราะมีแต่คนเอารัดเอาเปรียบ เห็นแก่ตัวละโมบโลภมาก อิจฉาริษยาและคับแคบ สิ่งเหล่านี้มาจากอะไร มาจากความไม่รู้จริง ไม่เข้าใจเรื่องจริง ไร้สำนึกในความเป็นมนุษย์จริงๆ เหตุผลมาจาก”การขาดสติ” ไม่มีความยั้งคิด ไม่ละอายชั่ว กลัวบาป……….ที่เราเรียนท่องจำกันอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ใช่”ปัญญา”แต่มันเป็น “สัญญา” “สัญญา”คือการสะสม กักเก็บข้อมูล แล้วมันสามารถจะพัฒนาไปสู่ตัว”ปัญญา”ได้”ถ้าเรามีสติ” แต่ถ้าเราไม่มีสติ ก็ไม่มีสิทธิ์ ปัญญาคือสิ่งที่เราไม่รู้ ได้รู้ สิ่งที่ไม่เคยปรากฏ ได้ปรากฏ หรือที่ไม่เคยเห็น ได้เห็น ตัวอย่าง เช่น เขาบอกว่าหนึ่งบวกหนึ่ง เราไม่รู้ว่าหนึ่งบวกหนึ่งเป็นอะไร แต่ถ้าเรามาบวกกันแล้ว มันออกผลมาว่าเป็นสอง อย่างนี้เรียกว่า”ปัญญา” แต่โจทย์หนึ่งบวกหนึ่งมันเป็น”สัญญา” นี่คือตัวอย่างง่ายๆ………..ฉะนั้น ความหมายของ”ปัญญา”ที่ว่าหนึ่งบวกหนึ่ง ถ้าเราไม่มีสติ เราบวกได้มั๊ย คือไม่รู้จักอะไรมันเลย ไม่เข้าใจมัน และไม่รู้ว่าวิธีการมันจะทำอย่างไร อย่างนี้มันจะเป็นสองได้มั๊ย แต่ที่เราทำได้ถูก เพราะเรารู้เนื้อรู้ตัว รู้จักวิธีการ ความรู้เหล่านี้แหละคือตัว”สติ”………


สติ คือ ความรู้ตัว ทำหน้าที่ปลุกจิตของเราให้เป็น ผู้ตื่น ผู้รู้ รู้ชัด รู้แจ้ง รู้ทันสภาวะที่เกิดขึ้นกับตัวเองและก็เตรียมตัวเตรียมพร้อม ที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์ที่ปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า ความรู้ตัว ก็คือรู้ว่าปัจจุบันนี้ทำอะไรอยู่ แล้วตัวรู้นี้แหละมันเป็นเครื่องกำกับอิริยาบถ กาย วาจา ใจ ให้ทำ พูด คิด ไม่ผิด ตัวรู้ตัวนี้แหละเป็นตัวกระตุ้นความทรงจำคือ”สัญญา”ให้มีประสิทธิภาพเก็บ ข้อมูลได้มากมาย ดังนั้น ผู้มีสติ จึงเป็นผู้ที่ทำ พูด คิดไม่ผิดพลาด คนมีสตินั้น สามารถหาคำตอบจาก หนึ่งบวกหนึ่งออกมาเป็นสอง ได้อย่างไม่ผิดพลาด เรียกว่าทำก็ไม่ผิด พูดก็ไม่ผิด คิดก็ไม่ผิด อย่างนี้เรียกว่า เป็นการทำงานของสติบวกสมาธิ เกิดปัญญา……….
คือผลของ สติจะเป็นสมาธิ ผลของสมาธิ เป็นปัญญา เพราะฉะนั้น”ฝึกสติ เกิดสมาธิ เป็นปัญญา” ปัญญาจะมีที่ตั้งได้ต่อเมื่อที่ตั้งนั้นมั่นคง “สมาธิ”แปลว่า ที่ตั้งแห่งความมั่นคง หรือฐานที่ตั้งแห่งความมั่นคง ฐานที่ตั้งแห่งความมั่นคงมันจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีสติเป็นเครื่องรอง รับ………..
กระบวนการของสมาธิ ท่านให้มีไว้ใช้พิจารณาตามหลักของ”ไตรลักษณ์” อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือพิจารณาให้เห็นความเป็นจริงของโลก เห็นตามความเป็นจริงของสังขาร รู้เห็นตามความเป็นจริงด้วย”ปัญญา” ปัญญาในที่นี้ เรียกว่า “อริยปัญญา” ปัญญาแห่งความรู้จริง รู้ยิ่ง ไม่ใช่รู้จำ เมื่อรู้จริง รู้ยิ่ง เป็น”ปัญญา”ล้วนๆ ที่ไม่มีอะไรทำลายให้เสียหายลงไปได้ ไม่มีใครทำร้ายทำลายปัญญาชนิดนี้ให้เสียหายลงไปได้ เราตายไปอีกกี่ชาติ ปัญญาชนิดนี้ ก็จะตามเราไป แต่ปัญญาที่ได้จากการท่องจำ ตายชาตินี้ก็จบชาตินี้ มันไม่มีโอกาสจะตามไป แต่ปัญญาที่ตายกี่ชาติๆก็จะตามเราไป ก็คือ ปัญญาที่รู้เห็นตามความเป็นจริง เป็นปัญญาที่โจรปล้นไม่ได้ น้ำท่วมไม่หาย ไฟไหม้ไม่หมด เป็นอริยทรัพย์ อริยปัญญา “ปัญญา เป็นทรัพย์ที่ยิ่งกว่าทรัพย์ทั้งปวง”………


เพราะฉะนั้น กระบวนการของปัญญา จำเป็นต่อชีวิต ถ้าชีวิตนี้ขาดปัญญา ก็เป็นคนที่ไม่ใช่คน เป็นคนที่โดนเขาจับมาคน ซึ่งก็แปลว่า กวนให้ทั่ว ไม่มีสิทธิ์ที่จะสอนคน และก็ไม่ควรจะอยู่ในสังคมแห่งความเป็นคน เพราะเราจะต้องโดนเขาเอาเปรียบ คนไม่มีปัญญาคือคนโง่ คนโง่คือคนที่โดนหลอกง่าย คนที่โดนหลอกง่ายคือ คนที่ทำผิด พูดผิด คิดผิด คนที่ทำผิด พูดผิด คิดผิด คือคนที่ต่ำทรามในสายตาสังคม คนใช้การไม่ได้ คนหมดสมรรถนะและคนไร้สภาพ คนใช้ไม่ได้ คนหมดสมรรถนะ คนไร้สภาพ คือคนไม่ใช่คน คือคนอ่อนแอ คนง่อยเปลี้ยเสียขา หรือคนที่ไม่มีสำนึกของความเป็นคน…………
กระบวนการ แห่งปัญญา เรียกว่า เป็นผลแห่งการสันดาปของสติ เกิดสมาธิ แล้ว ปรากฏปัญญา ถ้าเข้าใจตามนี้ สิ่งที่ควรจะขวนขวายอันดับแรก จึงไม่ใช่ปัญญา ไม่ใช่สมาธิ แต่มันคือสติ
สติมี 2 ประเภท คือ สัมมาสติ กับ มิจฉาสติ
โจรที่ ปล้นเขาสำเร็จมีสติมั๊ย…..มี แต่เป็น “มิจฉาสติ” คือสติที่ยังให้เกิดโทษ ไม่เกิดประโยชน์ เป็นสติชั้นต่ำ ไม่ใช่สติชั้นสูง สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ตัวเอง เพราะความชั่วนั้น มันหมักหมมโสโครก กัดกินจนกระทั่ง ต้องติดคุกตะราง หรือรับโทษทัณฑ์ทางใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับและชีวิตไม่เป็นสุข


ส่วนสติที่เป็น “สัมมาสติ” คือ สติที่ทำให้เราเข้าใจสิ่งตามเป็นจริง รู้เห็นตามความเป็นจริง เข้าใจสิ่งที่เป็นเรื่องจริงและเป็นความถูกตรง ถูกต้องต่อความเป็นจริง สัมมาสตินี้ไม่ว่าต่อหน้าลับหลังอยู่ได้ นอนหลับเป็นสุขจนวันตาย วันสุดท้ายแห่งความตายก็ยังเป็นสุข เพราะมันเป็นสัมมาสติที่มีอุปการะไปถึงชาติโน้น ชาติไหน ชาติใดๆได้ด้วย ส่วนมิจฉาสติ ก็อุปการะเหมือนกัน แต่อุปการะสัตว์ในฐานะที่เหยียบให้ตกต่ำ คือทำให้ต่ำลง แต่สัมมาสติ พยุงสัตว์ให้สูงขึ้น ทำสัตว์ให้ปลดปล่อย หลุดลอย แล้วก็มีเสรีภาพอิสระ คนที่มีสัมมาสติ คือคนที่ยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง องอาจ สง่างาม แล้วสัมมาสติที่ถูกตรง ก็คือ สติที่มีเอาไว้กำกับดู กาย เวทนา จิต และธรรม ทั้งภายในและภายนอก
ทั้ง มิจฉาสติและสัมมาสติ มันเกิดขึ้นในจิตทุกดวง เราไม่มีอะไรที่จะไปแยกมันได้ เราต้องปล่อยให้มันเกิดขึ้น แล้วก็ต้องตามมันไป เต้นตามมันไป วิ่งตามมันไป สุดท้ายเราก็จะตายเพราะมัน ทุกข์ทรมานเพราะมัน เดือดร้อนเพราะมัน เศร้าโศกเพราะมัน เสียใจเพราะมัน และลำบากเพราะมัน แล้วอะไรคือมัน มันก็คือ สิ่งที่เข้ามาแอบแฝงอยู่ ครอบงำจิตวิญญาณและกายนี้ให้เศร้าหมองลง ทำให้หยาบ ตะกละ ต้องการ ละเมอเพ้อพก หลง โกรธ โลภ สิ่งเหล่านี้คือตัวมัน ตัวมันที่ไม่ใช่ตัวเรา ตัวมันที่เข้ามาอยู่กับเรา เพราะเราไม่มีสัมมาสติคอยกั้นกางมัน และตัวมันเหล่านั้นก็คือ อวิชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน………
ถ้าเราทำอะไรโดยไม่เต็มใจ ไม่ตั้งใจ ไม่พร้อมใจ ไม่สมัครใจ เหมือนเป็นหุ่นยนต์ เราไม่มีสมรรถภาพ ไม่มีสมรรถนะของตัวเราเอง ไม่มีประสิทธิผลของตัวเอง ไม่เป็นตัวของตัวเอง แล้วความเป็นมนุษย์มันอยู่ตรงไหน ถ้าทำอะไรโดนบังคับไปตลอด ต้องตกเป็นทาสของใคร อะไรที่เราไม่รู้จัก รู้แต่ว่าต้องทำตามคำสั่ง……..

 
ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เรา ทำอะไรด้วยความสมัครใจ โดยมิต้องตกเป็นทาสของอะไรๆ แล้วทำทุกอย่างด้วยหัวใจ และพระองค์ก็ทรงแนะหลักการกระทำให้สำเร็จประโยชน์ทุกอย่าง มีอยู่ 4 ข้อ คือ อิทธิบาท4-ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา…...
ฉันทะ คือ ความพอใจรักใคร่ สร้างความรักขึ้นมาเหมือนอย่างที่พวกเรามานั่งฟังธรรม อย่าทำด้วยความรู้สึกแกนๆ เซ็ง เบื่อ มานั่งฟังอะไรก็ไม่รู้ อย่างนี้ไม่ได้อะไร หมดเวลาไปวันๆ นั่งเผาอากาศทิ้ง หายใจออกเฉยๆ ไม่ได้สาระอะไร แล้วชีวิตนี้จะมีความหมายอะไร มันไม่ตื่นเต้น ไม่กระตือรือล้น ไม่สดชื่น ไม่กระชุ่มกระชวยกระฉับกระเฉง มีชีวิตเหมือนผีตายซาก เหมือนต้นไม้ที่ยืนต้นตาย เหมือนหุ่นยนต์ที่โดนไขลาน ชีวิตอย่างนี้ ควรจะเป็นเจ้าของชีวิตหรือ แล้วชีวิตอย่างนี้ ควรจะเป็นผู้ที่เรียกว่า เราคือสิ่งมีชีวิตหรือ หลวงปู่อยากจะบอกว่า นั่นก็คือ ก้อนหิน หรือต้นไม้ที่ยืนต้นตายเท่านั้น !!!………
ชีวิตที่เป็นชีวิต คือ ชีวิตที่เป็นเจ้าของชีวิต คือชีวิตที่มีชีวา มีความสดชื่น แจ่มใส มีความกระตือรือล้นกระฉับกระเฉง มีความกระชุ่มกระชวยที่จะทำกิจการงาน และจัดสรรภาระ ธุระ ชีวิตตนและคนอื่น ให้เกิดประโยชน์สูง ประหยัดสุด และมีสาระ นั่นคือ สิ่งที่มีชีวิต เราไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ใกล้จะหมดชีวิต……..
การที่เราจะปลุกปลอบจิต วิญญาณของเราให้มีฉันทะ คือความพอใจรักใคร่ ในสิ่งที่เราทำ คำที่เราพูด สูตรที่เราคิด เรื่องทั้งหมดของเราจะเป็นชีวิต วิญญาณ สดชื่น มีเสรีภาพ มีอิสระ มีความสง่างาม และงดงามอยู่ในที ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน พูด คิด มันสวยงาม สง่า มันเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าทำอะไรแบบไร้ชีวิตสิ้นหวัง ขาดจิตวิญญาณ ความรู้สึก เหมือนกับหุ่นยนต์ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรกับชีวิตนี้ ทำไปแกนๆ ให้มันหมดไปวันๆ อย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิต………
ที่จะเป็นชีวิตได้ สดชื่นรื่นเริงได้ กระฉับกระเฉงกระชุ่มกระชวยได้ ถูกต้อง ไม่บกพร่อง ถูกขั้นตอน ถูกกาล ถูกสมัย ถูกที่ ถูกบุคคลได้ ก็เพราะเรามีสติ กระตุ้นเตือนบอกตัวเองว่า เวลานี้เรากำลังทำอะไร เราควรจะทำตัวอย่างไรกับสิ่งที่กำลังจะทำ ควรจะใช้วาจาอย่างไรกับสิ่งที่กำลังจะสอน ควรจะคิดอะไร พูดอะไร แสดงอะไร เหล่านี้เป็นกระบวนการทำงานของสติทั้งนั้น……..


นอกจากมีฉันทะ คือ ความพอใจรักใคร่แล้ว ต้องมี วิริยะ คือ ความเพียร เช่น หนุ่มรักสาว ต้องใช้ความรักให้เป็น เอาความรักอันนั้นมาพัฒนาให้เป็นศักยภาพของชีวิต โดยรักที่จะทำ รักที่จะแก้ไขปัญหา รักที่จะเรียนรู้ รักที่จะแบ่งปัน รักที่จะอาทร รักที่จะการุณย์ รักที่จะสร้างสรรค์ รักที่จะส่งเสริม รักที่จะชี้นำ รักที่จะเทิดทูน รักที่จะยอมรับ เมื่อเรามีความเพียรในความรักแบบนี้ และรักที่จะทำมันตลอดกาล ถือว่ามีความรักด้วยความเพียร มีความเพียรสนับสนุนความรัก ทำให้ความรักนั้นยิ่งใหญ่และสมหวังตามความปรารถนา………
เมื่อมีฉันทะ มีวิริยะ ก็ต้องเอา จิตตะ คือ จิตจับจ่อ จดจ้อง จริงจัง ตั้งใจ อย่างชนิดที่ใครๆก็สู้เราไม่ได้ ใครๆก็ไม่อาจคิดแทนเราได้ นอกจากตัวเราเอง………
ข้อสุดท้าย วิมังสา คือ ใช้ปัญญาใคร่ครวญพิจารณา ทุกขั้นตอน ก่อนทำ พูด คิด ซึ่งมันก็เป็นผลเกิดจากสติ……….
ทั้ง 4 ประการนี้ คือ อิทธิบาท 4 – คุณเครื่องยังให้สำเร็จประโยชน์ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มันจะเกิดขึ้นได้ เราต้องมีสติ เราจะรักใครก็ต้องมีสติ เราจะมีความเพียรทำอะไรเราก็ต้องมีสติ เราจะเอาใจจดจ่อ จับจ้อง จริงจัง มันอย่างไร นั่นก็คือ กระบวนการของสติ คือตัวการสติ……….


ที่หลวงปู่บวช เพราะคิดว่าเราเป็นคนโง่ ไม่ค่อยมีสติ ปัญญาไม่ค่อยดี แล้วก็เป็นคนเชื่ออะไรง่าย หลงอะไรง่าย ใครมาทำให้เราโกรธ เราก็จะโกรธ ใครมาทำให้เรารัก เราก็จะรัก ใครมาทำให้เราเกลียด เราก็จะเกลียด เห็นอะไรที่สวยก็อยากได้ มีความโลภ……….
ตอนบวชใหม่ๆไม่มีคนดูแล ไม่มีโยมอุปฐาก เพราะไปบวชคนเดียว บวชใหม่ก็นอนป่วยอยู่ในห้อง จนนอนหมดสติอยู่ 3 วัน แล้วไม่ได้ฉันข้าว หมดแรง กินแต่น้ำ กำลังจะหมดความรู้สึกว่า เราคงตายแน่แล้ว เลยหมดกำลังใจ หันไปมองพระพุทธรูปเล็กๆ ที่อยู่ในกุฏิ ไม่รู้ว่าหลวงปู่หูฝาดไปหรือเปล่า ได้ยินพระพุทธรูปพูดว่า “อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ” แปลว่า “ตนเป็นที่พึ่งของตน”
ทำให้หลวงปู่มีสติ มีกำลังออกไปบิณฑบาตได้………
เพราะ ฉะนั้น สติมีอยู่ในตัวแล้ว นับตั้งแต่ออกจากท้องแม่ เมื่อเราขี้ แล้วดิ้นหนีจากขี้ เราเยี่ยวแล้วดิ้นหนี ขยับร้องเรียกแม่ ให้มาเปลี่ยนผ้าอ้อม เราใส่เสื้อเป็นเสื้อ ใส่กางเกงเป็นกางเกง
ทั้ง หลายทั้งปวงนี้เป็นการใช้สติ เพราะถ้าไม่มีสติ เราต้องใส่เสื้อเป็นกางเกง ใส่กางเกงเป็นเสื้อ ถ้าไม่มีสติ คงต้องเอากางเกงในไว้ข้างนอก เอากางเกงนอกไว้ข้างใน ถ้าไม่มีสติก็ไม่รู้ว่าผมจะหวีอย่างไร และถ้าไม่มีสติ พอเห็นใบไม้ลอยมาแล้วก็นั่ง อุ๊ย…ตกแล้ว.…ตกแล้ว แล้วก็ตีมือชอบใจ อะไรอย่างนี้……….
เมื่อมีสติอยู่แล้ว ไม่ต้องไปหาที่อื่น เราจึงจำเป็นต้องมาจัดการ พัฒนา บริหารสติ ให้ทรงไว้ซึ่งสมรรถนะ และสร้างให้เกิดประสิทธิผลขึ้นในการ ทำ พูด คิด เราจะไม่ผิดพลาดบกพร่อง
มีแต่เรื่องถูกต้อง………..


สติไม่มีกาลเวลา สติที่มีกาลเวลาคือสติของผีห่า ซาตาน มาร และความอยาก คืออยากถึงทำ ไม่อยากก็เลิกทำ อะไรอย่างนั้น นี่ไม่ใช่สติของพระพุทธเจ้า สติของพระพุทธเจ้าต้องมีอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าเราไปทำความรู้จักมันเข้าใจมัน แล้วก็ทำให้มันเกิดกับเรา อยู่กับเรา โตขึ้น เจริญขึ้น และอุปการะชีวิตเรา ตระหนัก สำนึกในหน้าที่ของเรา………
ดังนั้น สติจึงเป็นเครื่องอุปการะแก่สัตว์ แก่จิตนี้ แก่กายนี้ แก่ชีวิตนี้ แก่ใจนี้ แก่อนาคตของเรานี้………..
การ ฝึกสติไม่ใช่เป็นการมาสร้างขึ้นมาใหม่ ความหมายของ การฝึกสติก็คือฝึกสิ่งที่มีอยู่แล้ว ให้มันกล้าแข็งและแกร่งขึ้น เพื่อจะอุปการะกายนี้ วาจานี้ จิตนี้ ให้เป็นผู้ที่มีสมรรถนะให้ดีขึ้น สูงขึ้น เยี่ยมยอดขึ้น ยิ่งใหญ่ขึ้น มีอำนาจครอบคลุมพฤติกรรม ให้ไปสู่เป้าหมายและวิถีทางของผู้เจริญ………….
การฝึกสติ เป็นการจัดระเบียบของกาย จนเป็นระบบของความคิด ทำกายนี้ให้มีระเบียบต่อการซึมซับ ซึมสิง พิสูจน์ทราบ สัมผัสทราบต่อความหมายของการปฏิบัติตน ให้เป็นคนมีระเบียบวินัย ซื่อตรง ถูกต้อง ทำเรื่องทั้งหลายในชีวิตไม่บกพร่อง เหล่านี้เป็นการฝึกสติทั้งนั้น
วิถีทางในการฝึกที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ได้ทรงถ่ายทอดและสั่งสอนกันมา ก็คือ การเจริญสติ หรือการทำให้เกิดความรู้เนื้อรู้ตัว……….
เริ่ม จากการทำอะไรต้องทำด้วยกาย วาจา ใจ ต้องให้ทุกอย่างรวมอยู่ในการกระทำนั้น และทำมันด้วยความจดจ่อ จริงจัง ตั้งใจ และจับจ้อง แต่ไม่จำเป็นจะต้องทำให้ถึงกับเครียด เมื่อปรากฏการณ์ของสติเกิดขึ้น เราก็จะรับรู้ได้ว่า ความหมายของสติ มันจะทำให้เราทำไม่ผิด คิดไม่ผิด และพูดไม่ผิด ในกิจการที่ทำนั้นๆ………
เมื่อเราสามารถใส่ใจ เต็มใจ จริงใจ และตั้งใจ ต่อการกระทำ พูด คิด ของตน ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เราก็จะสามารถสัมผัส สำเหนียก และพิสูจน์ทราบได้ถึงความหมายของผู้มีสติได้อย่างชัดเจนมากขึ้นว่า สติเป็นเครื่องพยุง เครื่องประคับประคอง เครื่องอุปการะต่อพฤติกรรม คำที่พูด และสูตรที่คิดอย่างจริงๆ อย่างชนิดที่ไม่มีการคุยโม้โอ้อวดกัน…….


แต่ถ้าจะฝึกให้มันเข้มงวด เข้มแข็งมากขึ้น และเป็นการฝึกที่เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น ก็ขยับบทบาทของตนในการฝึกสติให้เข้มแข็ง ดูเหมือนมีพลัง และตั้งใจได้มากขึ้น เช่น สมมติว่า ตอนเช้าพอนาฬิกาปลุก เรายังนอนเฉย แล้วกดให้มันหยุดปลุก แล้วนอนต่อไปอีก แทนที่จะรีบลุกขึ้นมา ถ้าอย่างนี้แสดงว่า เรายังไม่มีสติ เรากำลังมีสติที่เพลี่ยงพล้ำ มีสติที่อ่อนแอ เพราะผู้มีสตินั้น เมื่อถึงเวลาลุกจะมีพลังต่อต้านภัย ต่อต้านความครอบงำของอาการง่วงเหงาหาวนอน ผู้มีสติย่อมมีพลังพร้อมที่จะต่อต้านสภาวะที่จะทำให้เกิดความไม่เจริญได้ทุก ขณะจิต สภาวะที่ทำให้เกิดความไม่เจริญ คือ ความเกียจคร้าน สันหลังยาว ง่วง งี่เง่า เศร้าหมอง ขุ่นมัว ฟุ้งซ่าน รำคาญ อึดอัด หรือขัดเคือง……….
ผู้ มีสติย่อมมีพลังพร้อมและพอที่จะสามารถแก้ไขและทำร้าย ทำลาย สิ่งที่เป็นสภาวะที่ทำให้เกิดความไม่เจริญได้อย่างฉับพลัน เหตุเพราะเวลาที่เราหลับอย่างมีสตินั้น จะทำให้เราเป็นผู้ซื่อตรงต่อตัวเอง รู้จักกำหนดให้อาณัติสัญญาณต่อสัญญาที่มีอยู่ทุกขณะจิตแก่ตนเองว่า เราจะตื่นเวลาใด และมันจะเป็นความตื่น….ตื่น…..และตื่น ด้วยกาย วาจา ใจ………
เมื่อสร้างความรู้เนื้อรู้ตัวให้เกิดขึ้นทุกขณะ ทุกย่างก้าว ทุกกระบวนการ ทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เราทำ คำที่เราพูด สูตรที่เราคิด มันต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว เข้าใจ และแจ่มแจ้งต่อมันแล้ว จนกลายเป็นนิสัยอยู่ในหัวใจเรา มันจะกลายเป็นระบบของความคิด เราก็จะรู้ว่าอะไรควรคิดก่อน อะไรควรคิดหลัง………


กระบวนการต่อไปคือ จะต้องซึมสิง ซึมทราบ พิสูจน์จนเข้าใจกระจ่างชัดว่า ไม่ว่าอิริยาบถใดๆทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ เราต้องรับรู้ ไม่ต้องรู้เรื่องอื่น รู้เฉพาะตัวเรา พอรู้ตัวเราแล้ว ก็จะทำให้รู้เรื่องอื่นไปด้วยในตัว รู้ตัวเราอย่างไร ก็คือ มีความรู้สึกในอิริยาบถ ที่จะเดิน ยืน นั่ง นอน ขับถ่าย อย่าส่งความรู้สึกออกไปนอกตัว ถ้าเมื่อไหร่ที่ส่งความรู้สึกออกไปนอกตัว ท่าทางต่างๆของเราก็จะไม่ถูกต้อง เช่น การยืนแบบรู้เนื้อรู้ตัว ก็คือ เรารู้ว่า เราทิ้งน้ำหนักไปที่ขาขวาหรือขาซ้าย รู้ว่าขาข้างไหน กำลังรับน้ำหนักของตัวเราอยู่ รู้ว่ายืนตรง ยืนเอียง ยืนตะแคงอย่างไร การรับรู้สภาพรูปยืนของตน อย่างนี้ถือว่า เป็นการฝึกสติให้ตั้งมั่นอยู่ในกายนี้………..
ขั้นต่อมา ต้องเริ่มต้น จากการให้เวลาสัก 5-10นาที หรือเท่าที่เราต้องการ ควรจะมีเวลาให้มันในวิธีนี้อย่างยิ่งยวด เพื่อความชัดเจน กล้าแข็งของสติภายในกายตน และเวลาที่ให้กับมันนั้น เราต้องตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว มั่นคง และเด็ดขาดอย่างแท้จริงว่า เรากับสติต้องเป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้ในเวลาที่กำหนด เรากับสติต้องไม่พลัดพรากจากกันแม้แต่พริบตาเดียว เรากับสติต้องรวมกันทั้งกาย วาจา ใจอย่างชนิดที่ไม่แยกจากกัน อาจจะเริ่มจากการรวมกายให้ผนึกแนบแน่นกับใจ ให้รับรู้ถึงสภาวะแห่งความเป็นจริงในปัจจุบันนั้นๆว่า เริ่มต้นจากการรู้จักรูปของตนว่าเราจะฝึกในท่าไหน ท่ายืน ท่าเดิน ท่านอน หรือท่านั่ง ให้รู้รูปยืน รู้รูปเดิน รู้รูปนอน รู้รูปนั่ง นั้นอย่างชัดเจนในมโนนึก มโนภาพของตน เมื่อรู้ตามกระบวนการอย่างชัดเจนแล้ว ก็รู้ต่อไปถึงกระบวนการของหนังและเนื้อภายในกาย จากนั้น ก็ถลกหนังและเนื้อออก ให้เหลือไว้แต่โครงกระดูกภายใน ค่อยๆสำรวจตรวจดูกระดูกภายในกายตน อาจจะเริ่มโดย การใช้มือคลำ คลำให้ทะลุหนัง ทะลุเนื้อ เข้าไปถึงกะโหลก ศีรษะ หน้าผาก โหนกคิ้ว เบ้าตาทั้งสองข้าง คลำไปเรื่อยๆอย่างนี้ การฝึกสติขั้นนี้ค่อนข้างจะละเอียด ชัดเจน เข้มแข็ง และแน่นอน ไม่ต้องมีคำภาวนาใดๆ การฝึกสติประเภทนี้จะทำให้สติเราตั้งมั่นและกล้าแข็ง อาจหาญ และกล้าที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์ได้อย่างไม่หวาดหวั่น ไม่พรั่นพรึง และมีวิถีชีวิตอย่างสง่างาม…………


แล้วในขณะที่รับรู้โครงสร้างภายในกาย คือ โครงกระดูก ขณะนั้นจะต้องไม่ปรากฏความรู้สึกนึกคิดใดๆ หรือไม่มีกระบวนการแบ่งแยกทางจิต จะรู้ได้เพียงกระดูกกับกระดูกเท่านั้น เหตุผลก็เพราะ เมื่อใดที่ปรากฏความรู้สึกนึกคิดออกไปนอกกระดูก แม้แต่กระทั่งขยับไปที่เนื้อหนัง มันก็กลายเป็นเรื่องคนละเรื่องที่เราจะกำหนดรู้ แสดงว่าเรากำลังจะเพลี่ยงพล้ำ กำลังจะพลั้งเผลอ และการตั้งมั่นของสติจะเลอะเลือนไปในที่สุด………..
ดังนั้น เจตนาในการรู้กระดูก ก็ต้องรู้กระดูกให้แจ่มชัด เจตนาในการรู้ผิวหนังและเนื้อ ก็ต้องรู้ให้แจ่มชัด ไม่ใช่ต้องการจะรู้ผิวหนัง แต่กระโดดไปรู้กระดูก รู้กระดูกก็กระโดดไปรู้ผิวหนังอะไรอย่างนี้ แต่ควรให้รู้เป็นเรื่องๆและรู้อย่างเข้มแข็ง เข้มข้น แจ่มชัดมากที่สุด เมื่อเรารู้อย่างแจ่มชัด กระบวนการทางความคิดไม่แตกแยก จิตวิญญาณของเราไม่สับสนวุ่นวาย สงบนิ่งอยู่กับการรับรู้นั้นแล้ว และก็รู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างถนัดถนี่แล้ว ค่อยๆพัฒนาการรับรู้นั้น ให้เข้มข้นมากขึ้น เข้มแข็งมากขึ้น จนกระทั่งสามารถรู้ให้ได้ไปทั้งโครงสร้างของกาย แรกๆก็ฝึกรู้เป็นจุด ต่อไปก็ฝึกรู้เป็นท่อน รู้เป็นตำแหน่ง และสุดท้ายรู้ไปได้ทั้งโครงสร้าง พอหลับตาหรือลืมตา ใช้มโนนึก นึกถึงโครงกระดูก ให้เห็นปรากฏชัดตรงหน้าทันที เมื่อรู้ได้อย่างนี้ในขณะที่มีสติ เมื่อสติปรากฏในจิตทุกดวง ความปรุง ฟุ้งซ่าน หงุดหงิด รำคาญ สับสน วุ่นวาย รัก โลภ โกรธ หลง มันก็จะไม่ปรากฏ จิตเราก็จะละเอียด หมดจดจากเครื่องผูกพัน ร้อยรัดทั้งปวง………..
การฝึกสติ มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่มีอุปการะทุกขณะจิต การฝึกสติทำได้ตลอดเวลา และไม่ใช่ว่ามีเฉพาะเวลานั่งหลับตา หรือสวดมนต์แล้วจะมีสติ……ไม่ใช่ แต่มันต้องมีทุกขณะ ทุกลมหายใจเข้า-ออก…………..
ถ้าเราไม่ฝึกสติ หากไปเจอคนที่ยั่วยวนอารมณ์ของเรา แล้วเราไม่รู้จักระงับสติของตัวเอง เราก็ต้องกลายเป็นอาชญากรหรือผู้ต้องหา คนที่ไม่ได้ฝึกการอบรมจิต ยากที่จะเผชิญต่อสถานการณ์ใดๆที่บีบคั้นแล้วจะทนได้ ยืนหยัดอยู่ได้ ตั้งมั่นได้ อย่างไม่โยกโคน ไม่สั่นคลอน ไม่ง่อนแง่น การฝึกสติ ทำให้เราตั้งมั่นในทุกกาลทุกสมัย…………
การที่เรามีหัวใจที่จะให้อภัย ด้วยการเอื้ออาทร การุณย์ และยอมรับสิ่งที่ดีมีประโยชน์ไปใช้ การจะให้อภัยก็ตาม เอื้ออาทรก็ตาม รับสิ่งดีมีประโยชน์ก็ตาม มันจะไม่สำเร็จ ไม่ได้ขึ้นมาเลย ไม่เกิดเลย ถ้าเราไม่มีสติ…………


ใครก็ตามที่บอกว่า ฉันไม่มีสติ ฉันไม่ต้องการสติ และปฏิเสธสติ และฉันไม่รู้จักแม้กระทั่งคำว่าสติ นั่นคือคนที่ไม่ใช่คน เพราะฉะนั้น คนที่ไม่มีสติ คือ คนที่ไม่ใช่คน คือคนบ้า คนประสาท และคนบ้า คนประสาทก็คือคนที่ทำอะไรตามอารมณ์ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ หรือพวกไม่มีสติ คือคนเมา เสพยาเสพติด หลงระเริงไปตามกระบวนการฉุดกระชากลากถู และคนที่ตกเป็นทาสของอารมณ์………….
ผู้ ขาดสติ คือ คนที่ทำความรู้สึกของตัวเองให้เกิดสาระไม่ได้ ทำชีวิตให้มีสาระไม่ได้ ทำสาระให้เกิดขึ้นในชีวิตนี้ไม่ได้ ทั้งที่เรายังมีชีวิตอยู่ ทั้งๆที่เรายังมีลมหายใจอยู่ แต่ไร้สาระในการดำรงชีวิต คนอย่างนี้เขาเรียกว่าขาดสติ ส่วนคนมีสติ ก็คือคนมีสาระ อย่างที่หลวงปู่เขียนบทโศลกไว้บทหนึ่งว่า………….
ลูกรัก……..
มีลมหายใจ มีชีวิต ได้พลัง ใช้พลัง สร้างสรรสาระ
นี่ คือกระบวนการของสติในพุทธศาสนา แต่ถ้ามีลมหายใจ มีชีวิต ได้พลัง ไม่ใช้พลังให้เกิดสาระในทางดำรงชีวิต อย่างนี้เขาเรียกว่าขาดสติ………..
คนมีสติ ย่อมรักษากายตน รักษาจิตตน ให้พ้นจากไฟทั้งสาม คือโทสะ โมหะ และราคะ ได้อย่างอยู่รอดปลอดภัย ไม่เสียความเป็นไท
คน มีสติจะมีวิถีคิด วิถีทำ วิถีพูด วิถีชีวิต วิถีจิตที่ไม่ผิดพลาด ไม่บกพร่อง มีแต่เรื่องถูกต้อง คนมีสติจะตั้งมั่นได้ด้วยตัวเอง ไม่มีใครจะมาทำให้เราต้องโยกโคนสั่นคลอนไปตามกระบวนการใดๆที่จะมา ฉุดกระชากลากถูไป……….
คนมีสติจะตั้งมั่นได้ในทุกถิ่นทุกฐาน ตั้งมั่นได้ทุกกาลทุกสมัย จะมีชีวิต จิตวิญญาณที่ไม่กระดกบนฟองน้ำลายที่อยู่บนปลายลิ้นชาวบ้าน ไม่ว่าใครจะด่าเรา จะชมเรา จะติเรา หลวงปู่เขียนบทโศลกสอนลูกหลานไว้บทหนึ่งว่า………

 
ลูกรัก……….
คนจริงไม่ไหวจริงต่อคำชม
ไม่เยินยอนิยมต่อคำนินทาสรรเสริญ
เพราะฉะนั้น คนจริงคือคนมีสติตั้งมั่น เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในหัวใจของเรา แล้วเราจะยิ่งใหญ่ในสายตาของชาวบ้านเอง………..
แต่ ถ้าใจเรายังไม่ใหญ่ ยังมีอะไรมาใหญ่แทนตัวเราแท้ๆ อะไรตัวนั้นก็คือ โลภ รักโกรธ หลง ตะกละ ต้องการ ทะเยอทะยานอยาก มันมาใหญ่แทนใจเราซะแล้ว มันมาใหญ่แทนสติเราซะแล้ว เราก็ต้องมีชีวิตอยู่บนฟองน้ำลายของชาวบ้าน คือ กลัวเขาจะว่า กลัวเขาจะตำหนิ กลัวเขาจะชม กลัวเขาจะนิยม กลัวเขาจะยกย่อง กลัวไปหมด สุดท้ายชีวิตนี้มีอะไร ชีวิตนี้เป็นชีวิตได้อย่างไร ถ้าเป็นชีวิตมีชีวิต เราต้องควบคุมมันได้ เป็นนายมันสนิท เป็นเจ้าของมันถูก การที่เราจะทำอย่างนี้ได้ เราต้องมีสติ สติ ทำให้เราเป็นเจ้าของชีวิตนี้ สติทำให้เรามีอำนาจเหนือชีวิตนี้……….
คน มีสติ คือ คนที่อยู่ในโลกใบนี้ อย่างมีสมรรถนะ สร้างสรรค์ประสิทธิภาพ ทำให้เกิดประสิทธิผล ในขณะที่เรามีชีวิตทุกย่างก้าว ทุกลมหายใจเข้าออก……….
คนมีสติ จะเป็นเอกภาพของตัวเอง มีเอกลักษณ์ของตัวเอง เป็นเอกบุรุษถ้าเป็นผู้ชาย ถ้าเป็นผู้หญิงก็เป็นเอกสตรี…………
คน มีสติ คือคนที่มีศิลปะ คนมีศิลปะ คือคนมีธรรมะ คนมีธรรมะคือคนมีปัญญา คนมีปัญญาก็คือคนมีสมาธิ คนมีสมาธิคือคนมีสติ คนมีสติก็คือคนมีศิลปะ คนมีศิลปะ คือคนที่มีชีวิตสวยงาม งดงาม สง่างามและอาจหาญ………..
เพราะ ฉะนั้น ความหมายของสติมันคือทุกอย่างของชีวิตนี้ คือความสดชื่น สมหวัง กระฉับกระเฉง สง่างาม คือความชาญฉลาด คือความพร้อมมูล และคือความครบองค์ประกอบของชีวิต สติจึงเป็นความจำเป็น เป็นอุปการคุณแก่สรรพสัตว์ เป็นอุปการคุณอันยิ่งใหญ่……..


พระพุทธเจ้าเคยถามพระมหาเถระรูปหนึ่งที่จะไปอยู่ ณ เมืองอารวี ที่เมืองนี้เป็นเมืองที่มีคนโหดร้าย ขี้โมโห ขี้โกรธ พระพุทธเจ้าถามว่า ที่ท่านจะไปอยู่น่ะ ไม่กลัวเขาด่าว่า ทำร้ายทุบตีหรือ พระเถระรูปนั้นกล่าวว่า………
“ถ้าเขาด่ากระหม่อมฉัน ก็ดีกว่าเขาอาฆาตพยาบาท ถ้าเขาอาฆาตพยาบาท ก็ดีกว่าเขาทำให้บาดเจ็บ ถ้าเขาทำให้บาดเจ็บ ก็ดีกว่าเขาฆ่าให้ตาย ถ้าเขาฆ่าให้ตาย ก็ยังดีกว่าเขาทำให้เสียสติ “…………
เห็นมั๊ยว่า พระเถระรูปนี้ แม้แต่เสียชีวิตก็ไม่เป็นไร แต่ขอรักษาสติเอาไว้……….
ดัง นั้น สติ จึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ที่เราจะต้องนำมาใช้ให้เกิดในชีวิตปัจจุบันทันที เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ วันนี้ เวลานี้ และนาทีต่อๆไป เราต้องรักษาสติ เจริญในสติ เพื่อให้เป็นผู้มีสติ ทุกลมหายใจเข้า-ออก………และเมื่อเรามีสติทุกขณะจิต ทุกลมหายใจเข้า-ออก เราก็จะเป็นผู้ที่พร้อมและสามารถที่จะตรวจตราความสามารถทั้งถายนอกและภายใน กายตนนี้ ให้อยู่รอดปลอดภัย เราจะเป็นคนที่สะอาด มีความสง่างาม องอาจ เป็นตัวของตัวเอง และก็มีชีวิตอย่างอิสระและมีเสรีภาพ มีความสมบูรณ์ เป็นไท ไม่มีชีวิตที่ตกอยู่บนฟองน้ำลายที่กระดกบนปลายลิ้นใคร แล้วเราก็จะกลายเป็นผู้ชนะในโลกในที่สุด………

………………สติ จบบริบูรณ์………………..



ยอดธรรมยอดคาถา



ให้ศรัทธาท่องบ่นจดจำ ยอดธรรมยอดคาถานี้ ให้แม่นยำ จัดเป็นการช่วยตัวเอง ให้รอดพ้นจากมวลทุกข์ ฯ

โดยท่านพระคุณเจ้า หลวงพ่อดาบส สุมโน อาศรมเวฬุวัน บ้านลูกกลอน อ.เมือง จ.เชียงราย



ยอดธรรมยอดคาถา



เวลาจะภาวนา ให้ว่ายอดธรรมยอดคาถานี้ก่อน ถ้าหลายคนว่าพร้อมกัน


(ยะโขธัมมัง วรังตัสสะ เยชะนาเต ชะนาวะรัง โกจิตตังสัง ขะตังมุตโต เอโสปาระโม ทุกขังขะโย)

ยะ โขธัมมัง……ธรรมใดแล, เป็นธรรมไม่มีที่ภายในและที่ภายนอก, ไม่มีที่ล่วงมาแล้วและที่ยังมาไม่ถึง, ไม่มีทั้งที่กำลังเป็นอยู่, เป็นธรรมกวมทั่ว,ผ่องใส ปราศจากอารมณ์ต่างๆ อันจักถึงติดต้อง,เป็นธรรมว่างเปล่าจากปวงสังขตะที่เกิดดับ,

วะรัง ตัสสะ…….ธรรมนั้นแล, เป็นธรรมจักพึงประจักษ์เฉพาะตน, อันบุคคลจักพึงเห็นเอง, คือ พระนิพพาน เป็นที่หลุดรอด, ที่เรียกว่าฝั่ง, ล่วงวังวน เป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยาก, เป็นธรรมประเสริฐ, อันพระตถาคตเจ้า ตรัสแสดงไว้ดีแล้ว ฯ

เยชะนาเต …….บรรดามนุษย์ทั้งหลาย, ชนเหล่าใด ที่เป็นผู้พ้นทุกข์เข้าถึงฝั่ง, ล่วงวังวน เป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยาก ชนเหล่านั้นมีประมาณน้อย, ส่วนหมู่สัตว์คือ ชนนอกจากนี้ๆ, ย่อมเลาะเลียบไปตามชายฝั่ง, คือไปแล้วในอารมณ์ต่างๆ, ตามเห็นรูป รส โผฏฐัพพะ เสียง กลิ่น อยู่นั่นแหละ เหมือนหลับอยู่, ก็ชนทั้งหลายเหล่าใด ประพฤติตามธรรม, ในธรรมที่พระตถาคตตรัสแสดงไว้ดีแล้ว, ชนทั้งหลายเหล่านั้น จักเป็นผู้พ้นทุกข์ เข้าถึงฝั่ง, ล่วงวังวน เป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยากนั้น ฯ

ชะนาวะรัง…….ก็ชนใด ทำจิตของตน, ไม่ให้มีที่ภายในและที่ภายนอก, ไม่ให้มี ที่ล่วงมาแล้วและที่ยังมาไม่ถึง, ไม่ให้มีทั้งที่กำลังเป็นอยู่, ไม่ให้ตามเห็นอารมณ์ต่างๆ, ให้ผ่องใส ปราศจากอารมณ์ต่างๆ อันมาติดต้อง, ให้ว่างเปล่าจากปวงสังขตะที่เกิดดับ, ชนนั้น จักเป็นผู้พ้นทุกข์ เข้าถึงฝั่ง, ล่วงวังวนเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยากนั้น ฯ หรือมิฉะนั้น ชนใด, เป็นผู้กำหนดรู้อารมณ์ อันใดอันหนึ่งเป็นที่ตั้ง (มีรูปอารมณ์เป็นต้น) โดยความแยบคายแห่งจิตอยู่เฉพาะ, ชนนั้น ก็จะประจักษ์แจ้งอารมณ์ต่างๆ, ตามความเป็นจริงที่มันไม่จริง, คือว่างเปล่า, แล้วระอาท้อถอย, เหนื่อยหน่ายคลายวาง, เป็นผู้พ้นทุกข์เข้าถึงฝั่ง, ล่วงวังวนเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยากนั้น ฯ

โกจิตตังสัง……..ก็จิตของเรานี้เล่า, มันเพลินเที่ยวไปแล้วในอารมณ์ต่างๆ, ตามเห็นรูป รส โผฏฐัพพะ เสียง กลิ่น อยู่เหมือนหลับอยู่,

ขะ ตังมุตโต……..ไฉนเล่า เราจักเป็นผู้พ้นทุกข์, จิตของเรา จักเข้าถึงฝั่ง, ล่วงวังวนเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยากนั้นได้ ฯ

เอ โสปาระโม…….เหตุนั้น กาลบัดนี้, เราจักทำจิตของเรา ไม่ให้มีที่ภายในและที่ภายนอก, ไม่ให้มีที่ล่วงมาแล้วและที่ยังมาไม่ถึง, ไม่ให้มีทั้งที่กำลังเป็นอยู่, ไม่ให้ตามเห็นอารมณ์ต่างๆ, ให้ผ่องใส ปราศจากอารมณ์ต่างๆอันมาติดต้อง, ให้ว่างเปล่าจากปวงสังขตะที่เกิดดับ,

ทุก ขังขะโย…….. เป็นผู้พ้นทุกข์ เข้าถึงฝั่ง, ล่วงวังวนเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยากนั้น ฯ หรือ มิฉะนั้น, เราจักกำหนด รู้อารมณ์อันใดอันหนึ่งเป็นที่ตั้ง,(มีรูปอารมณ์เป็นต้น) โดยความแยบคายแห่งจิตอยู่เฉพาะ, เพื่อประจักษ์แจ้งอารมณ์ต่างๆ ตามความเป็นจริงที่มันไม่จริง, คือ ว่างเปล่า, แล้วระอาท้อถอย, เหนื่อยหน่ายคลายวาง, เป็นผู้พ้นทุกข์เข้าถึงฝั่ง, ล่วงวังวนเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยากนั้น, ซึ่งเป็นธรรมประเสริฐ, คือพระนิพพาน เป็นที่หลุดรอด, ตามที่พระตถาคตเจ้าตรัสแสดงไว้ดีแล้ว…….นั้นนั่นแล. ฯ

“บุคคลใด แม้มาเจริญ คือ สาธยายยอดธรรมยอดคาถานี้อยู่เนืองๆ บุคคลนั้น จักประสบประโยชน์ใหญ่หลวง เป็นผู้มีโชคใหญ่ จักไม่เข้าถึงความตาย ความตายจักไม่แลเห็นผู้นั้น จักบรรลุคุณวิเศษอันหาค่ามิได้”

 

ดาบส สุมโน
“ถ้ำจักรพรรดิ์ อ.ลอง จ.แพร่”



แบบทำสมาธิดับทุกข์
ตอน 2


ในหลักยอดธรรมยอดคาถาสูตร


ของอาศรมเวฬุวัน
เชียงราย

โดยท่านเจ้าพระคุณเจ้าหลวงพ่อ ดาบส สุมโน


คำนำ

หนังสือ เล่มนี้ ถอดใจความและขยายความ จากหนังสือยอดธรรมยอดคาถาสูตร ที่ใช้ประจำในอาศรมเวฬุวัน ทั้งได้นำเอาพระสูตรบางสูตร ที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ เรื่องการทำสมาธิแบบนี้ มาประกอบยืนยันด้วย
หลัก ปฏิบัติ คือ การทำสมาธิในแบบนี้ ทั่วๆไปมักไม่ได้นำมาปฏิบัติกัน จึงไม่ค่อยปรากฏในวงการปฏิบัติ อาจจะเห็นว่าหลักนี้ไม่มีพิธีอะไร หรือเห็นว่ามันง่ายเกินไป ไม่มีหลักจับ หรือมิฉะนั้น ก็จะเห็นว่ามันสูงเกินไป เกินที่จะเอื้อมถึง
คนส่วนมาก มักจะเลื่อมใสและชอบไปในแบบที่มีพิธีต่างๆ หรือที่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ จึงมองข้ามการทำจิตให้ผ่องใส สงบระงับกันไปเสีย
การ ปฏิบัติแบบนี้ แม้จะมีความหมายมุ่งไปสู่ฝั่งโน้น คือ ความสงบล่วงแดน แต่เมื่อไม่ถึงตามความหมาย ก็ไม่เกิดโทษอะไร คงได้ผลเท่าที่ได้ การทำแบบนี้ ทำได้เสมอ เพราะเป็นการทำจิต ซักฟอกจิตให้สะอาด มีแต่ได้ ไม่ต้องลงทุน แม้ไม่มีอาจารย์ควบคุมหรือสอบอารมณ์ก็ทำได้


หลักทำสมาธิภาวนา

การทำสมาธิภาวนา ในอาศรมเวฬุวัน หลักใหญ่ทำแบบในยอธรรมยอดคาถาสูตร
หลักในยอดธรรมยอดคาถาสูตร ก็คือ ทำจิตของเราให้ว่างจากความนึกความคิด และอารมณ์ที่เกาะที่ถือใดๆทั้งปวง
ไม่ให้มีที่ภายในและที่ภายนอก
ไม่ให้มีที่ล่วงไปแล้วและที่ยังมาไม่ถึง ไม่ให้มีแม้ที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันเฉพาะหน้าขณะนี้
ด้วยวิธีทำในจิตในใจ สละปล่อยคลายวางอารมณ์ต่างๆ ที่นึกที่คิดและที่เกาะถือ ให้จิตว่าง เข้าถึงความสงบผ่องใส
ประ หนึ่งผู้ขมักเขม้นทำความสะอาดดวงแก้ว อันเป็นที่รักที่ถนอมของตน หรือภาชนะเงินคำ(ทองคำ) ที่มีฝุ่นละอองเกาะกุมหนาแน่น ทำการปัดเป่าเช็ดถู ให้หมดจดสุกปลั่งใสสะอาดแวววาว โดยรอบฉะนั้น ฯ
การสละปล่อยคลายวาง เป็นทางดับทุกข์ ล่วงทุกข์ทั้งหลาย เป็นทางเข้าถึงฝั่งอมตะนิพพาน ที่คนทั้งหลายเข้าถึงได้โดยยาก ฝั่งอมตะนิพพานนี้ เป็นธรรมประเสริฐ เป็นธรรมยอดเยี่ยม ที่พระตถาคตผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแสดงไว้ดีแล้ว ฯ
เนื้อความหรือใจความ ในยอดธรรมยอดคาถาสูตร ก็มีเนื้อความใจความสำคัญ เท่านี้แล ฯ

การทำสมาธิภาวนา

ผู้ทำสมาธิภาวนา ก็เหมือนกับผู้จะข้ามฟาก จากฝั่งนี้ไปสู่ฝั่งโน้น ฝั่งนี้มีทุกข์ภัย ฝั่งโน้นไม่มีทุกข์ภัย
พระ พุทธองค์ตรัสไว้ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษผู้จะข้ามห้วงน้ำใหญ่ ฝั่งข้างนี้น่าเกลียด มีภัยตั้งอยู่เฉพาะหน้า ฝั่งโน้นเกษมไม่มีภัย ถ้ากระไรเราถึงรวบรวมหญ้า กิ่งไม้และใบไม้ มาผูกเป็นแพ แล้วอาศัยแพนั้น พยายามด้วยมือและเท้าข้ามไป
บุรุษนั้น กระทำตามดำรินี้ พึงข้ามไปสู่ฝั่งโน้น ด้วยความสวัสดีได้ ฯ

ฝั่งนี้ฝั่งโน้น

ฝั่ง นี้……..ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ หรือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ชื่อว่า ฝั่งนี้ หรือจะเรียกย่อๆว่า อารมณ์ทั้งหลายก็ใช่
ฝั่งโน้น……หมายถึงอมตะนิพพาน ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ชี้ไว้ คือ ธรรมชาตินั่นสงบละเอียด ธรรมชาตินั่นประณีตยอดเยี่ยม(เอตังสันตัง เอตังปะณีตัง) ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่(อัตถิภิกขะเว ตะทายะตะนัง)
อมตะนิพพาน หมายถึงฝั่งโน้น คือ ฝั่งพ้นทุกข์ พ้นภัย อมตะ แปลว่า ไม่ตาย นิพพาน แปลว่า พ้นทุกข์ หรือ ไม่ทุกข์ อมตะก็ดี นิพพานก็ดี มักเข้าใจผิดกันว่า เป็นสภาพเปล่า สภาพสูญ ไม่มีอะไร แต่ความจริงตรงกันข้าม คือ หมายความว่ามีอยู่ และไม่เปล่า ไม่สูญ ทั้งไม่ตาย คือ มีอยู่ โดยเป็นธรรมชาติสงบละเอียด แลประณีตยอดเยี่ยม และเป็นอายตนะที่เหนืออายตนะใดๆทั้งนั้น และเป็นสุขอย่างยิ่ง


ฝั่งโน้นมี และผู้ที่ไปสู่ฝั่งโน้นแล้วก็มี มีพระพุทธเจ้า ทั้งสาวกสาวิกา นับจำนวนไม่ถ้วน
ปัจจุบัน ฝั่งโน้นก็ยังเป็นฝั่งโน้นอยู่เหมือนเดิม 2 พันกว่าปีมาแล้ว อย่างใดก็อย่างนั้น
แท้ จริง อมตะนิพพาน ไม่มีอดีต อนาคต ไม่มีเบื้องต้นที่ตั้งขึ้นและเบื้องปลายที่ต้องสลาย เป็นกาลิโกและอนันตัง พระพุทธองค์จะพบธรรมนี้ได้ก็แสนยาก ครั้นเมื่อพบแล้ว ที่เรียกว่า ตรัสรู้ ก็ยังท้อพระหฤทัย ก็จะบอกจะสอนผู้อื่น เพราะมาทบทวนดูแล้ว เห็นว่าอมตะนิพพาน นี้เป็นธรรมล้ำลึก สงบประณีตยิ่งนัก ยากที่สัตว์ทั้งหลายจะรู้ได้ สอนไปแล้วเขาไม่รู้ ก็จะเป็นการลำบากเปล่า แต่แล้วภายหลังก็มาเห็นว่า เหมือนบัว4เหล่า ผู้ที่พอจะรู้ได้ก็มีอยู่ จึงกลับมีพระหฤทัยน้อมไปเพื่อจะโปรดสัตว์ตามปณิธาน ที่ได้สร้างพุทธบารมีมา 4 อสงไขยกับแสนกัลป์
อมตะนิพพาน หรือ ฝั่งโน้น อันเป็นฝั่งมีอยู่ และก็ไม่ใช่จะอยู่ไกล ที่จะต้องไปถึงได้ด้วยการเดินเท้าหรือด้วยยานใดๆ อยู่ใกล้ที่สุด คือ ที่ตัวเรา หรือ จิตของเรานี้เอง แต่เส้นผมบังภูเขา เราจึงมองไม่เห็น หมอกม่าน ฝ้าฟาง บังตาของเราอยู่ท่านผู้รู้บอกเราว่า ฝั่งอยู่ข้างหน้าเรานี้นี่แหละ เรามองไปข้างหน้าตามที่ท่านบอก ก็เห็นเพียงน้ำเขียวๆกับฟ้าสีครามเท่านั้น ไม่เห็นฝั่ง หากเราลงมือทำตามที่ท่านบอกไปตามทิศทางที่ท่านชี้ ย่อมไม่ผิดหวัง แม้จะยังไม่ถึงฝั่งโน้น ผลที่ได้ทันทีในขั้นแรก โดยไม่ทันรู้ตัว ก็คือ ความเบา ความปลอดโปร่ง ความเป็นตัวเอง ความอิ่มเอิบ ความเยือกเย็น เบิกบาน

แก้วในกองดิน

เรื่องแก้วในกองดินนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับ ฝั่งนี้ฝั่งโน้น ฝั่งโน้นมีอยู่ ที่จะข้ามไปถึงได้ แก้วในดินนี้ก็เหมือนกัน ผู้ประสงค์อยากจะได้แก้ว ก็ต้องขุดต้องคุ้ยเจาะเข้าไปในกองดิน ตามหมายบอกขุดคุ้ยเอาดิน ทั้งสิ่งที่ปิดกั้นนั้นออกเสีย ตราบใดที่ขุดเข้าไป ยังไม่พบแก้ว ก็ต้องขุดเข้าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบนั้นแหละจึงจะหยุด
จะขอนำเรื่องที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงไว้ เรื่องมีอยู่ว่า พราหมณ์ผู้ถึงเวท เรียก สุเมธะ ผู้เป็นสายโลหิตมา แล้วบอกว่า พ่อสุเมธะ ณ ตำบลนี้ มีจอมปลวก คือ กองดินอยู่แห่งหนึ่ง มีช่องทาง 6 ช่องทาง กลางคืนเป็นควัน กลางวันลุกเป็นเปลว เจ้าจงมา จงเป็นผู้ฉลาด ขุดลงตามช่องทางแห่งจอมปลวกนี้
สุเมธะ ผู้ฉลาด จึงเอาของมีคม ขุดลงไปตามร่องรอยช่องทางจอมปลวกนั้น ก็ได้พบสิ่งต่างๆ 6 อย่าง สิ่งที่พบอันแรก คือ “ลิ่มสลัก” จึงบอกท่านพราหมณ์ว่า ท่านขอรับ พบลิ่มสลัก ท่านพราหมณ์จึงบอกว่า เจ้าจงนำลิ่มสลักนั้นออกเสีย แล้วสุเมธะ ก็ขุดเข้าไปอีก ตามเส้นทางๆก็พบ “อึ่ง” พบ”หม้อกรองน้ำด่าง” พบ”เต่า” พบ “เขียงหั่นเนื้อ” แล้วพบ “เนื้อ”ตามลำดับ แต่ละอย่างๆเมื่อพบ ท่านพราหมณ์ก็บอกให้นำออกเสียทั้งนั้น สุเมธะผู้ฉลาด ก็ขุดเข้าไปอีกจน”สุดเส้นทาง”……ก็พบ “นาค” สุเมธะก็บอกท่านพราหมณ์ว่า นาคขอรับท่าน ท่านพราหมณ์ก็บอกสุเมธะว่า เจ้าจง”หยุด” จงนอบน้อมบูชา”นาค”เถิด” ฯ
สาระ หรือสิ่งที่ประสงค์ในที่นี้ ก็ได้แก่ “นาค” …….นาค ก็คือ “จิตเดิม” หรือ “จิตของตัวเอง” จะเรียกว่า”พุทโธ”ก็ใช่ อมตะธรรม อมตะนิพพานก็ใช่ จิตนี้ ไม่มีรูปร่างที่จะจับต้องได้ เป็นธรรมชาติไม่ตาย อาศัยกายเป็นคูหา ผู้ใดพบจิตของตน ผู้นั้น ก็จะหมดความหลง ไม่ต้องอาศัยกายอันน่ากลัวอีกต่อไปอีก จะมีอาสวะกิเลสสิ้นไปแล
สิ่ง ต่างๆ ที่สุเมธะ ผู้ฉลาดขุดพบและท่านให้นำออกเสียทั้งหมดนั้น ก็เพราะสิ่งเหล่านั้น เป็นจำพวกหมายถึง สังขตะธรรม ส่วนนาคที่ขุดพบนั้น หมายถึง อสังขตะธรรม เป็นแก้วประเสริฐ คือ แก้วมโนมัย เป็นจิตเดิม เป็นพุทโธ เป็นอมตะธรรม ไม่เกิดแก่เจ็บตาย ไม่มีการไปการมาการจุติ เป็นสิ่งประเสริฐเหนือโลก นาคที่พบในวาระสุดท้าย ท่านจึงบอกให้นอบน้อมบูชา ผู้เข้าถึงนาคแล้ว กิจทุกอย่างก็สุดลง ฯ

อุบายสู่ฝั่งโน้น

อุบาย สู่ฝั่งโน้น ก็คือ วิธีทำจิตทำใจ ที่เรียกว่าสมาธิ แต่การทำสมาธิแบบนี้ เป็นสมาธิไม่ต้องทำอารมณ์ ไม่ต้องมีคำภาวนาใดๆทั้งนั้น แต่มีการทำในใจ คือ ทำในใจ คลายอารมณ์ เป็นการตรงกันข้ามกับการทำอารมณ์ ความหมายของการทำสมาธิแบบนี้ ก็คือ ทำให้จิตสงบ ว่างจากอารมณ์ที่นึกที่คิด และสิ่งที่เกาะที่ถือทั้งปวง ให้จิตเป็นเสมือนอากาศว่าง ไม่มีอะไรเลย แต่ไม่ใช่ไปเพ่งอากาศว่างเปล่า หรือไปนึกถึงอากาศว่างเปล่า มันว่างเปล่า……..”มันว่างเปล่า เพราะจิตสงบ ปล่อยวางอารมณ์ต่างหาก”

สมาธิ แบบนี้ มีทั้งคลายออกและน้อมเข้าพร้อมกันไป …..คลายออก ก็คือ คลายอารมณ์นึกคิด และสิ่งที่เกาะที่ถือนั่นเองออก………น้อมเข้า ก็คือ เขยิบจิตเข้าสู่ความสงบ เมื่อคลายออก หรือ สลัดอารมณ์ออกทิ้งไปแล้ว จิตก็ว่างได้ ความวกวุ่นเร่าร้อนและมืดมน ก็จะหายไป ความหนักและความทุกข์ก็จะหายไป……
ขณะที่จิตว่างนี้ เราต้อง”มีสติ” และ “ความรู้ตัว”อยู่ด้วย ตราบใดจิตของเรา ยังไม่เป็นตัวของตัวเองได้ ตราบนั้น เราก็ยังจะต้องมีการคืบคลานเข้าและนำออกอยู่อีก จนกว่าจะสุดทาง ล่วงทาง คือ จิตของเรา เป็นตัวของตัวเองได้…….
สุดทาง หรือไม่สุดทาง เราจะรู้ได้เอง ไม่ต่างอะไรกับที่เราตัดทอนต้นไม้ออก ทีแรกก็ตัดทอนกิ่งใบ แล้วก็มาลำต้น แล้วก็มาตอและราก จะไปสุดลงที่รากนั่นแล
จิต เป็นตัวของตัวเอง ย่อมไม่ต้องตั้งอยู่กับอะไรๆ เป็นจิตล่วงพ้นหรือล่วงแดน เป็นอยู่เองได้ ไม่อาศัยอะไรๆอยู่ ไม่มีนอก ไม่มีใน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีปัจจุบัน สงบสงัดว่างเปล่า ผ่องใสดั่งน้ำในภาชนะ ปราศจากตะกอน เปือกตม หรือเหมือนผ้าขาว อันซักด้วยน้ำสะอาดดีแล้ว หรือเหมือนแก้ว อันช่างเจียรไนดีแล้ว มีความแจ่มใสเต็มเปี่ยม ไม่ใช่หลับหรือเคลิบเคลิ้มหลงลืม ฯ


สมาธิไม่ต้องทำอารมณ์แต่มีทำในใจ

ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสถามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงมีได้หรือหนอ แลการที่ภิกษุได้สมาธิ โดยประการที่ไม่ถึงมีความสำคัญ………
ในธาตุดิน ว่าเป็นธาตุดิน…………….เป็นอารมณ์
ในธาตุน้ำ ในธาตุไฟ ในธาตุลม………เป็นอารมณ์
ในอากาสานัญจายตนะ………………เป็นอารมณ์
ในวิญญานัญจายตนะ………………..เป็นอารมณ์
ในอากิญจัญญายตนะ………………..เป็นอารมณ์
ในเนวสัญญานา สัญญายตนะ……….เป็นอารมณ์
ในโลกนี้ ในโลกหน้า เป็นอารมณ์ ฯ
ไม่พึงมีความสำคัญ………..
ในรูป ที่ได้เห็น…………………………เป็นอารมณ์
เสียง ที่ได้ยิน ………………………….เป็นอารมณ์
กลิ่น ที่ได้ทราบ………………………..เป็นอารมณ์
รส ที่รู้แจ้ง……………………………..เป็นอารมณ์
โผฏฐัพพะ ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ที่ใจตรองตามแล้ว…….เป็นอารมณ์
ก็แต่ว่าถึง เป็นผู้มีสัญญาหมายรู้…………
ภิกษุ เหล่านั้น กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่แจ่มแจ้งในเนื้อความนี้ ขอพระองค์ จงประทานวโรกาส แสดงเนื้อความแห่งภาษิตนี้ แก่พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเถิด ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้สดับแล้ว จะทรงจำไว้
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงจำใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระพุทธพจน์ว่า พระเจ้าข้า ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า…….

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงมีได้ การที่ภิกษุได้สมาธิ โดยประการที่ไม่พึงมีความสำคัญ……….

ในธาตุดิน ในธาตุน้ำ ในธาตุไฟ ในธาตุลม………….
ในอากาสานัญจายตนะ
ในวิญญานัญจายตนะ
ในอากิญจัญญายตนะ
ในเนวสัญญานา สัญญายตนะ
ในโลกนี้ ในโลกหน้า………เป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญ………..
ในรูป ที่ได้เห็น
เสียง ที่ได้ยิน
กลิ่น ที่ได้ทราบ
รส ที่รู้แจ้ง
โผฏฐัพพะ ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ที่ใจตรองตามแล้ว……เป็นอารมณ์
ก็แต่ว่าถึง เป็นผู้มีสัญญา……..
หมายรู้ คือ ทำใจหมายรู้อย่างนี้ ว่า…………

(บาลี) เอตัง สันตัง เอตัง ปะณีตัง, ยะทิทัง สัพพะสังขาระ มะมะโถ สัพพูปะธิปะฏินิสสัคโค,ตัณหักขะโย,วิราโค,นิโรโธ นิพพานัง. ฯ

ธรรมชาตินั่นสงบละเอียด ฯ
ธรรมชาตินั่นประณีตยอดเยี่ยม ฯ

คือ ความสงบจากอารมณ์นึกอารมณ์คิดทั้งหลาย ฯ
และ ความสละคืนสิ่งทั้งปวงที่เกาะที่ถือ ฯ
ความวกวนเร่าร้อนทั้งหลาย ย่อมหายไป ฯ
ย่อมมีความผ่องใสไพบูลย์ สะอาดสะอ้านเกิดขึ้น ฯ
ย่อมเป็นสุขแท้ เพราะสังขารทั้งหลายดับสนิท ฯ

นี่แหละ ฝั่งอมตะนิพพาน ที่ล่วงพ้นจากภัยทั้งหลายทั้งปวง ฯ

(บาลี) เอตัง สันตัง,เอตัง ปะณีตัง ฯ
ยะทิทัง สัพพะสังขาระสะมะโถ ฯ
สัพพูปะธิปะฏินิสสัคโค ฯ
ตัณหักขะโย ฯ
วิราโค ฯ
นิโรโธ ฯ
นิพพานัง ฯ

เนื้อ ความ หรือ ข้อความการปฏิบัติตามแนวพระสูตรนี้ ก็คือ การกระทำภายในใจหมายหา คือ โน้มใจหันเข้าหาความสงบอารมณ์ พร้อมทั้งมีการปล่อยอารมณ์ออกคู่กันไป เพื่อให้จิตเข้าถึงความเป็นจิตเดิม หรือเป็นตัวของตัวเอง ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ฯ



คำถามคำตอบ

พระคุณเจ้าหลวงพ่อดาบส สุมโน

(ถาม)1.สมาธิไม่มีอารมณ์ภาวนา จะเป็นสมาธิได้อย่างไร?

(ตอบ)1. เป็นสมาธิได้ ได้ดังนี้……..ขั้นต้น น้อมใจหมายเข้าหาธรรม ที่สงบละเอียดประณีต การน้อมใจ หมายถึง โน้มใจนี้นี่แหละ เป็นตัวสมาธิชี้ชัดอยู่แล้ว จะว่าใจเคลื่อนเข้าหาความสงบความละเอียดและความประณีต หรือมีทุกข์มีสังขารเป็นที่สิ้นไปก็ใช่ การโน้มใจถึงหรือโน้มใจหาธรรมชาติ ที่สงบละเอียดประณีตนี้นี่เอง อารมณ์อื่นๆ คือ อารมณ์นึก อารมณ์คิด ก็ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เหมือนถูกตัดตอน ย่อมสงบไปเอง นอกจากอารมณ์ต่างๆที่กล่าวมานี้สงบไปเองแล้ว ความยึดถือเกาะกำ ที่เป็นเสมือนรากยึด อันลึกเข้าไปที่มีอยู่ ก็จะถูกถอนออกตามไปด้วย เพราะการน้อมเข้านำออก มีทั้งส่วนต้นและส่วนลึก ที่ยึด คือ เกาะกำ ชื่อว่าเป็นส่วนลึก อารมณ์นึกคิด ชื่อว่าส่วนตื้น
สมาธิแบบนี้ แม้ไม่มีอารมณ์ภาวนา ไม่ต้องทำอารมณ์ แต่ก็เหมือนมี เหมือนทำ เพราะมีการกระทำภายในใจแทน และความหมายก็ไปอีกอย่างหนึ่ง
การ ทำสมาธิทั่วไปส่วนมาก เปรียบเหมือนการทำการผูกมัดวัวควาย ให้อยู่กับหลัก แต่แบบนี้จะเหมือนการทำการ ปลดปล่อยวัวควาย ที่ถูกผูกมัดอยู่กับหลัก ให้ออกจากหลักไป พร้อมทั้งถอนหลัก ที่เป็นหลักผูกล่ามทิ้ง เลิกสิทธิ์เป็นเจ้าของวัวควายต่อไป
ผู้ผูกมัด ก็คือ การทำ ผู้ปลดปล่อย ก็คือ การทำ เป็นผู้ทำเหมือนกัน แต่ทำกันไปคนละแบบ คนละความหมาย
เมื่อ ทำการปลดปล่อยอารมณ์ จิตว่างใจว่าง หรือ อารมณ์สงบ ใจผ่องใสดังแก้วมณีไม่มีรอยแล้ว อะไรเล่าที่เป็นของหยาบ จะเข้ามาจับต้องหรือปลิวมาติดมาค้างได้
ถ้าจะมีการย้อนถามอีกว่า การทำสมาธิแบบนี้ เปรียบเหมือน ทำการปลดปล่อยวัวควายที่ผูกมัดไว้แล้ว ในที่นี้ก็หมายถึง วัวควายที่ถูกผูกมัดไว้แล้วนั่นเอง วัวควายก็หมายถึงจิต ที่ไปแล้วในอารมณ์ ต่างมีรูปอารมณ์ เป็นต้น อันรู้ได้ยาก เห็นได้ยาก แต่จิตจริงๆแล้ว ไม่ได้ไปอย่างนั้น นั่นมันเป็นเพียงอารมณ์จิต ที่กระจายออกไป เราก็รู้ว่า ต้นตอจิต ที่แท้มันอยู่ภายในนี่เอง ตัวที่อยู่ภายในนี้ มันถูกมัดถูกล่ามอยู่แล้ว คือ ไปมัดติดกับอารมณ์ต่างๆ หย่อนยานบ้าง เคร่งเครียดบ้าง เราเมื่อมารู้ว่า จิตนี้มันถูกมัดถูกผูกล่าม อยู่กับอารมณ์ อยู่ตลอดเวลามาแล้ว เราก็ไม่จำเป็นจะต้องผูกมัดอีก เพราะฉะนั้น การทำสมาธิในแบบนี้ จึงตัดปล่อยทั้งต้นแล้วทั้งปลายไปทั้งหมดเลย ทำไม่ให้มีที่ภายในทั้งภายนอก ทั้งต้นทั้งปลาย
สมาธิแบบนี้ เป็นสมาธิย่อและรวบยอด เป็นองค์มรรค 8 หรือ ทั้งสมถะและวิปัสสนาพร้อม ที่ตั้งไม่มี ภพก็ขาดไป ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ก็ขาดไป ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงขาดไป เพราะจิตสงบจากสังขาร ข้ามพ้นล่วงแดน ฯ

(ถาม)2. จิตที่คลายอารมณ์ สละวางทุกสิ่ง ไม่เกาะอะไรแล้ว จิตจะยังมีรู้อะไรอยู่บ้างหรือไม่?

(ตอบ)2. ถ้าเข้านิโรธสมาบัติในขั้นสุด ความเสวยอารมณ์ไม่มี เพราะสัญญาความจำดับ แต่ถ้าไม่เข้านิโรธสมาบัติดังกล่าว ยังคงมีความรู้อยู่ แต่อยู่ในห้วงแห่งความสงบ เหนือความนึกคิด และรู้นี้จะอยู่กับความรู้เดิม และเป็นที่รู้ ที่รู้ทั่วพร้อม เป็นรู้เต็มเปี่ยมหรือเต็มรอบ เป็นรู้มีในทุกขุมขน ถ้าจะเปรียบก็เหมือนน้ำมีอยู่เต็มในสระใหญ่ ทั้งซึมซาบไปตามบริเวณรอบๆด้วยฉะนั้น ฯ

(ถาม)3. จิต ที่ไม่มีนอก ไม่มีใน ไม่มีที่ตั้ง ไม่เกาะเกี่ยวอะไร จิตจะอยู่ในแบบใด?

(ตอบ)3. จิต จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง เหมือนฟ้า ไม่ต้องอาศัยแผ่นดิน หรือดวงดาวอะไรๆทั้งนั้น แต่จะพูดว่าอาศัยธรรมนั้นก็ได้อยู่
จะ เปรียบให้ฟังง่าย ทารกน้อยแรกเกิดมา ไม่อาจนั่งยืนเดินได้ เอาเพียงจะพลิกคว่ำพลิกหงายในที่นอนอยู่ ก็ทั้งยาก หมายความว่า เป็นตัวของตัวเองไม่ได้ แต่ผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ซิ นั่งนอนยืนเดินหรือจะทำอะไร ก็ย่อมทำได้ คือหมายความว่า เป็นตัวของตัวเองได้ อุปมาเปรียบนี้ก็ฉันนั้น

(ถาม)4. พุทโธ พุทธบริษัท มีพุทธรัตนะเป็นที่พึ่ง เป็นต้น เริ่มต้นเราก็นึกถึงพุทโธ เป็นอารมณ์ แม้ทำสมาธิภาวนา เราก็นึกถึงพุทโธเหมือนกัน แต่การทำสมาธิภาวนา แบบสงบจิตปล่อยวางคลายอารมณ์นี้ บอกว่าไม่ต้องมีคำภาวนาใดๆ แม้คำว่าพุทโธ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะเอาอะไรมาเป็นที่หน่วงเหนี่ยวพึ่งพา มิเป็นการห่างไกลไปจากพุทโธหรือ?

(ตอบ)4. พุทโธ เป็นรัตนะอันประเสริฐ หาได้ยาก แม้เพียงพระนาม ก็หาได้ยินได้ยาก พุทโธ เป็นยิ่งกว่าแก้วทั้งหลายในโลก ผู้มีพุทโธ ย่อมไม่ไปอบาย ผู้ถึงพุทโธ ทุกข์ย่อมดับ การที่เราถึงพุทโธ นั้นก็ดีแล้ว แต่เรายังไม่ได้เข้าถึงพุทโธ การรู้เพียงพระนาม หรือเรียกพระนามถูก จะเป็นผู้เข้าถึงหามิได้ เรารู้กันหรือไม่ว่า พุทโธ นั้น ท่านเป็นอรหันต์ ไกลจากกิเลสแล้ว เป็นผู้ไปถึงฝั่งโลกุตรแล้ว ไปอยู่ฝั่งโน้นแล้ว
พระองค์ตรัสว่า…… โย ธัมมัง ปัสสะติ โส มังปัสสะติ…….ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดถึงธรรม ผู้นั้นถึงเรา………
ธรรม ณ ที่นี้ ไม่ใช่ธรรมที่เกิดที่ดับ ตามที่คนส่วนมากเข้าใจกัน ธรรม ณ ที่นี้ ก็คือ อมตะนิพพาน อันเป็นธรรมชาติสงบละเอียดประณีตยอดเยี่ยม ปัจจัยตกแต่งไม่ได้ เป็นอสังขตะธรรม
ในเมื่อเราอยากพ้นทุกข์ อยากถึงพุทโธ อยากเห็นพุทโธ อยากมีพุทโธ เป็นที่พึ่ง แต่เราอยู่ฝั่งนี้ พุทโธ อยู่ฝั่งโน้น ร้องหาพุทโธ หรือฝั่งโน้นให้มาหาเรา มารับเรา พุทโธ หรือฝั่งโน้น คงไม่มาหาเราแน่ หากจะมีบ้างก็เพียงฉายแสงวู่ๆวามๆ มาหาเรา เพื่อแสดงให้เรารู้ว่า พระองค์ท่านคอยเราอยู่ฝั่งโน้นแล้ว หากเรายังโง่ ไม่รีบติดตามข้ามฟากไป พุทโธ ก็คงช่วยอะไรเราไม่ได้……
การที่เราบางคน นั่งสมาธิภาวนาว่า พุทโธ หรือ นึกถึงพุทโธ ไปเรื่อยๆจนติด เราเหน็ดเหนื่อยงวยงง เฉยไปชั่วครู่บ้าง ว่างเปล่าไปบ้างเราก็เกิดมีความเบาสบายขึ้นมาเอง นี่ก็เหมือนกับว่า พุทโธร้องตอบร้องเรียกเรา ให้เราข้ามฟากไปสู่ฝั่งโน้น เพื่อจะได้เห็นพระองค์ถึงพระองค์
ตราบใด เราไม่ลงมือสละปล่อยคลายวาง หากเอาแต่เรียกร้องให้มากยิ่งขึ้นๆ จนเกินกว่าเหตุ ก็ซ้ำจะยิ่งเป็นการห่างไกลไปจากพุทโธหนักขึ้น การกล่าวว่าพุทโธ หรือ การนึกพุทโธ เป็นการปรุงสังขาร เมื่อใครมามัวปรุงสังขารอยู่ ก็จะถึงอมตะนิพพานไม่ได้ ผู้จะรู้จักอมตะนิพพาน ก็ต้องสงบสังขาร ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ……สังขารานัง ขะยังญัตตะวา อะกะตัญญู สิ พราหมะณะ…….ท่านรู้จักความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว จะเป็นผู้รู้จักอมตะนิพพาน ที่ปัจจัยทำไม่ได้นะพราหมณ์ ฯ
ก็เป็นอันว่า การจะถึงพุทโธ หรือเห็นพระพุทโธ ณ ที่นี้ ก็ด้วยการสงบสังขาร ปล่อยวางสงบเมื่อใด ปล่อยเมื่อใด ก็ย่อมจะถึงหรือเห็นพุทโธเมื่อนั้น และก็ไม่ต้องสงสัยหรอกว่า การปล่อยการวาง จะเป็นการเดินทางผิด เพราะทางถึงทางพ้นทุกข์ มีทางเดียว ทางอื่นไม่มี ยิ่งปล่อยวางได้ยาก ก็ยิ่งใกล้พุทโธมาก ยิ่งนึกคิดมากยึดถือมาก ก็ยิ่งไกลพุทโธออกไป ปล่อยได้รอบก็เหมือนจันทร์เต็มดวง
จิตที่ปล่อยวาง ว่างสงบแล้วนี้นี่แหละ เป็นแก้วผุดผ่องวิเศษ คือแก้วพุทธรัตน์ แก้วธัมรัตน์ แก้วสังฆรัตน์ ไม่มีแก้วใดในโลกจะยิ่งไปกว่านี้แล้ว ฯ

(ถาม)5. เราไม่เคยเห็นเคยพบสิ่งนั้นแล้ว จะนึกถึงสิ่งนั้นได้อย่างไร?

(ตอบ)5. สิ่งนั้นในที่นี้ ก็คือ อมตะนิพพาน ธรรมชาติที่สงบละเอียด ที่ประณีตยอดเยี่ยม หรือที่เรียกว่าฝั่งโน้น จริงอยู่ เราไม่เคยเห็นเคยพบมาก่อนเลย แต่เราก็พอจะรู้ได้ โดยนัย เพราะธรรมดา มีให้เทียบให้รู้อยู่ตลอดกาล เช่น หนาวร้อน หนักเบา หยาบละเอียด สุขทุกข์ ดีเลว เราก็เทียบได้
ความสงบระงับเป็นอย่างไร เราไม่รู้ เราก็ย้อนดูสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ ดูที่ความนึก ความคิด ดูที่ความเกาะ ความถือ ก็สิ่งที่ตรงกันข้ามนั้นอย่างไรเล่า ก็ต้องไม่ใช่นึกใช่คิดใช่เกาะใช่ถือ ความนึกความคิดเป็นทุกข์ ความเกาะความถือเป็นทุกข์ ที่ไม่นึกไม่คิดไม่เกาะไม่ถือ ก็ต้องเป็น อมตะ นิพพาน เป็นฝั่งโน้น เป็นที่ล่วงทุกข์ล่วงแดนเป็นสุข
เพราะฉะนั้น อมตะนิพพาน ที่เราไม่เคยเห็นเคยพบมาก่อน ก็พึงนึกเทียบเคียงแล้วทำภายในใจ ให้ถึงให้เป็นเช่นนั้น แต่เมื่อเราปล่อยวางไป มันก็ไม่ได้ไปไหนได้ และเส้นทางปฏิบัตินี้ ก็เหมือนกันว่ามีเครื่องหมายชี้บอกอยู่ตลอดทาง และสุดทางไม่สุดทาง ผู้ปฏิบัติจะรู้ด้วยตัวเอง เหมือนตัดท่อนไม้ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

(ถาม)6. ผู้อยู่กับบ้านกับเรือน ไม่ได้โกนหัว นุ่งห่ม ผ้าย้อมฝาดอยู่กับวัด จะปฏิบัติสมาธิแบบนี้ได้หรือไม่?

(ตอบ)6. ได้ จะเป็นสมาธิแบบนี้หรือแบบอื่น ก็ได้ทั้งนั้น ทุกคนมีสิทธิ์จะได้จะถึง ไม่เลือกเพศเลือกชั้น ส่วนจะไดจะถึงมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับตัวเอง ฯ

(ถาม)7. การทำสมาธิแบบนี้ เราจะเริ่มต้นที่ไหนหรือทำอย่างไร?

(ตอบ)7. เริ่มต้นที่ใจเรานี่แหละทันที ไม่ต้องรอเวลาหรือมีพิธีอะไร จะอยู่ป่า อยู่โคนไม้ ศาลาว่าง กุฏิ นั่งนอนหรือเดิน แม้ไปในยามหลับตาทำหรือลืมตาทำก็ได้ ขอแต่ว่าปลอดภัยและไม่มีโทษ และมีความจริงใจที่จะทำ ฯ

(ถาม)8. ถ้าทำจิตให้สงบว่างจากอารมณ์นึกคิดไม่ได้ ตามแบบข้างต้น จะมีวิธีใดบ้างที่เป็นมูลฐาน ช่วยให้จิตสงบมีความว่างแจ่มใสได้?

(ตอบ)8. มีเหมือนกัน คือ ให้นึกถึงรูปร่างดอกดวง สีแสงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้จิตรวมตัวเป็นอารมณ์ หยุดอยู่ในที่หนึ่งเสียก่อน จิตรวมตัวหยุดอยู่ที่หนึ่งนี้ จะเรียกว่า นิมิตก็ใช่ เมื่อจิตรวมกันเป็นอารมณ์หนึ่งแล้ว แล้วเราก็เบนจิตออกจากอารมณ์หนึ่งนั้น โน้มเข้าหาความว่าง ความสงบทั่วรอบ ที่เรียกว่า โน้มเข้าหาฝั่งเพื่อขึ้นฝั่ง
ที่ว่า ให้นึกถึงรูปร่างดอกดวงสีแสงนั้น เป็นต้นว่า ดูส่วนอันใดอันหนึ่ง ในร่างกายเราท่านหรือศพ หรือวัตถุขาวเขียวแดงอะไรก็ได้ แต่อย่าลืมว่าวิธีนี้ไม่ใช่วิธีย่อตัดตรง
อีก นัยหนึ่ง จะนึกถึงรูปร่างอัตภาพสังขาร ทั้งหลายภายนอกภายใน ว่าไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วย่อมสลายไป ไม่มีส่วนเหลือ จิตก็เข้าสู่ความสงบว่างเปล่า ล่วงสังขารทั้งหลายไป เข้าถึงฝั่งพ้นทุกข์ อันเป็นฝั่งพ้นทุกข์ที่เดียวกันนั่นเอง หลักในยอดธรรมยอดคาถาตอนท้ายก็แสดงไว้อย่างนี้…….

(ถาม)9. ผู้อยู่ครองเรือน จะถึงอมตะนิพพานได้หรือไม่?

(ตอบ)9. ผู้อยู่ครองเรือน แต่ไม่ยึดถือเรือน ก็ถึงอมตะนิพพานได้ แต่คำว่าอยู่ครองเรือน อาจแยกออกเป็น 2 คือ ปุถุชนและตั้งแต่โสดาบันบุคคลถึงสกิทาคามีบุคคล ชื่อว่าผู้ยังมีเรือน อนาคามีบุคคลกับอรหันตบุคคล ชื่อว่าผู้ไม่มีเรือน ผู้ไม่มีเรือน อาจอยู่ในสถานที่มุง ที่บังเหมือนชาวบ้านผู้มีเรือนก็ได้ และอยู่ในเพศที่มีผมยาวนุ่งห่มเหมือนชาวบ้านก็ได้ ฯ

……………………………….


ศิลปะในการหายใจ

หลวงปู่พุทธะอิสระ



มีการค้นพบกันว่า สัตว์ที่หายใจสั้นและถี่ จะมีชีวิตสั้น ส่วนสัตว์ที่หายใจยาวและเป็นระบบ จะมีอายุยืนยาว อวัยวะในกาย เซลล์ต่างๆในกาย จะตื่นตัวและเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเสมอ สังเกตดูได้จากสัตว์รอบๆตัวท่าน………..
ศิลปะในการหายใจ นี้ หลวงปู่เรียกมันว่า ลม7 ฐาน หรือใครจะเรียกมันว่า โยคะ หรือ โยคี อะไรก็แล้วแต่ มันมีอยู่แล้วในศิลปะการหายใจ มีอยู่ใน พุทธศาสนา นั่นคือ วิชา อานาปานสติกรรมฐาน นี้แหละ วิชาอานาปานสติกรรมฐาน คือ การค่อยๆผ่อนลมหายใจ หายใจด้วยความผ่อนคลาย ความรู้สึกดื่มด่ำ ซึมซาบ และซึมสิงกับกลิ่นอายธรรมชาติแวดล้อมที่สูดเข้าไป และไปเปลี่ยนเป็นพลังงานพร้อมกับขับถ่ายของเสียออกมากับลมหายใจที่ระบายออก คือ การตามดูลมที่เข้าและออก มีสติ จดจ่อ จับจ้อง จริงจัง และก็ตั้งใจ………..
ศิลปะในการหายใจเพื่อการผ่อนคลาย หลวงปู่ไม่อยากจะเรียกมันให้เป็นวิชาสูงส่ง เพราะพระพุทธเจ้าทรงสูงส่งกว่าหลวงปู่มาก แต่ประสบการณ์ทางวิญญาณ ที่หลวงปู่ได้รับรู้จากการปฏิบัติ ที่นำมาเล่าสู่พวกท่านฟัง ก็คือ ระบบการหายใจ คำพูดประโยคหนึ่งที่หลวงปู่พูด คิด ทำ ที่พวกท่านได้ฟังบ่อยๆ ก็คือเรื่อง จัดระเบียบของกาย จนเป็นระบบของความคิด………..
เพราะฉะนั้น เรามาเริ่มจัดโครงสร้างของกายให้เป็นระเบียบกันก่อน ที่จริงเราฝึกจิต ไม่ใช่ฝึกกาย แต่เมื่อกายเป็นที่อยู่แห่งจิต เราก็จำเป็นต้องปรับระบบโครงสร้างของกายให้โล่ง โปร่งเบา ผ่อนคลาย จนเป็นที่สบายของจิตเสียก่อน…………
เริ่มจากการปรับโครงร้างของกายให้ตรง ไม่ว่าจะอยู่ในท่าไหนๆ ท่านั่งก็ได้ ท่ายืนก็ได้ ท่าเดินก็ได้ หรือท่านอนก็ได้ เสร็จเรียบร้อย แล้วก็ปรับโครงสร้างของตนให้มี อิริยาบถ 3 ประการคือ อิริยาบถสะอาด อิริยาบถสงบ อิริยาบถปกติ เมื่อเรามีอิริยาบถอันสะอาด อันได้แก่ อิริยาบถที่ปราศจากมลทิน อิริยาบถที่ปราศจากเครื่องร้อยรัด อิริยาบถที่ปราศจากความคั่งค้าง คาราคาซัง ไม่เสร็จ ไม่เสร็จในภาระกิจทั้งปวง ส่วนอิริยาบถสงบ คือ อิริยาบถที่ผ่านขั้นตอนในการชำระล้าง สะสาง ขจัด เครื่องร้อยรัดและมลทิน พร้อมกับภาระกิจทั้งปวง ได้ถูกปล่อยวาง จนหมดสิ้นแล้ว สำหรับอิริยาบถปกติ นั่นมันหมายถึง ความจริงจัง จริงใจ สนใจ สม่ำเสมอ ต่อการชำระสะสาง ขจัด ขัดเกลา ในภาระทั้งเก่าและใหม่ ให้หดหาย ผ่อนคลาย เบาสบาย ทีนี้ก็เริ่มที่จะจัดโครงสร้างภายในกาย…………….


ก่อนอื่น ลองดูรูปโครงกระดูกที่มีให้ไว้นี้ รูปโครงกระดูกที่เห็นนี้ จะเป็นคู่มือในการจัดโครงสร้างของกาย เป็นรูปที่ช่วยป้องกันภัยพิบัติจากตาเห็น หูฟัง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส และกายสัมผัส……………….
ลำดับแรก เราน้อมเอารูปโครงกระดูกอันนี้ เข้ามาอยู่ในกายเรา ลำดับที่ 2 ก็คือ โยกขยับปรับโครงสร้าง ลองขยับดูให้ดี ตรงไหนมันบิดมันเบี้ยว ทับเส้นเอ็นเส้นประสาท จัดให้เข้าท่าเข้าทาง จนแน่ใจว่า ทำให้เราสบายในขณะที่นั่งอยู่ได้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ส่วนมือไม้จะวางไว้ตรงไหน หลวงปู่ไม่จำเป็นจะต้องบอก ว่าจะต้องวางไว้ที่เข่าอย่างหลวงปู่ เพราะหลวงปู่ถนัดอย่างนี้ ก็วางอย่างนี้ แต่ถ้าเราถนัดอย่างไร ก็วางเอาไว้อย่างนั้น หรืออาจจะเอามาซ้อนไว้ตรงหน้าตักก็ได้ หรือวางทิ้งไว้ข้างขาก็ได้ จะหลับตาก็ได้ ลืมตาก็ได้ แล้วแต่ แต่ต้องไม่เกร็ง หรือข่มหนังตาและลูกตา………..
ที่นี้ลองโยกตัวไปข้างหน้า โยกตรงๆ ไม่ใช่โยกเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง โดยทิ้งน้ำหนักตัวลงสู่ช่วงล่างของลำตัว เพื่อรักษาดุลถ่วง ตอนที่โยกตัวไปข้างหน้า ก็ให้ส่งความรู้สึกไปในโครงสร้างดูว่า กระดูกทุกส่วนของร่างกายมันมีอะไรบกพร่องบ้าง อะไรผิดพลาดบ้าง โยกตัวไปช้าๆ ให้ลำตัวเกือบขนานไปกับพื้น อย่างมีสติ แล้วค่อยๆโน้มขึ้นมาให้ตั้งตรง แล้วก็เอนไปทางขวา แล้วก็กลับมาตั้งตรงขึ้นมาอย่างช้าๆ จากนั้นเอนไปทางซ้าย แล้วก็ตั้งตรงขึ้นมาอย่างช้าๆ ถ้าเราส่งความรู้สึกมันลงไปในกาย แล้วคลุมอาการไหวของโครงสร้างภายในกายให้ตลอด แล้วเราก็จะสัมผัสได้ถึงความชัดเจน รู้จริง เห็นจริง ในอิริยาบถของตนเอง แล้วสิ่งหนึ่งที่จะปรากฏแก่เราก็คือ ความสงบ สงบไหม เริ่มรู้สึกตัวทั่วพร้อมแล้วใช่ไหม เช่นนี้แหละที่เรียกว่า สติปัฏฐาน นั่นคือ สติเป็นฐานที่ตั้งมั่นของพฤติกรรม เรื่องที่เราทำ คำที่เราพูด สูตรที่เราคิด จะถูกต้องชอบธรรมได้ก็ด้วยอาศัยฐานที่ตั้งอันนี้แหละ…………..


เอาละ…….ขยับโยกไปข้างหลังอีกหน่อย ตรวจสอบก้นกบ และโครงสร้างของเรา ต้องทำอย่างจริงจังและจับจ้องต่อมัน แล้วก็กลับมาอยู่ในท่าตรง ขยับหัวไหล่ แล้วแอ่นอกไปข้างหน้า แอ่นอกไปข้างหลัง จากนั้นตรวจสอบดูให้พร้อมว่า กระดูกส่วนใดมีความผิดปกติบ้าง บิดคอจากซ้ายไปขวา ขวาก็ไปซ้าย แล้วมองตรง เงยคอและหน้าขึ้นมองเพดาน และก็กลับมามองตรงเฉพาะหน้า สายตาทอดลงต่ำ……………..
เมื่อเราได้โครงสร้างที่เหมาะสมแล้ว เราก็ค่อยๆเริ่มหรี่เปลือกตาลงน้อยๆ ด้วยความสุขุมนุ่มนวล และสุภาพอ่อนโยน ไม่ใช่หลับจนเกร็งเปลือกตา จนหลับปี๋ จะกลายเป็นความถมึงทึง เครียด…………
เสร็จ เรียบร้อยแล้วก็ค่อยๆสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆให้เต็มปอด ลึกสุดหยั่งเต็มที่ พร้อมตามดูลมไป จนกระทั่งมันพลุ่งพล่านอยู่ภายใน เปรียบประดุจดังน้ำที่เทเข้าขวด จนเต็มแน่นอัด ในขณะที่มันกำลังเต็ม ก็เกิดฟองคลื่น แล้วก็ล้นไหลนองออกมาจากขวด เราต้องปิดฝาขวดไว้สักพัก คือ กักลมทิ้งไว้ อย่าเพิ่งผ่อนลมออก นับในใจว่า 1,2,3,4,5,6 แล้วก็เปิดฝาขวดค่อยๆรินน้ำออก คือ ผ่อนลมออกอย่างแผ่วเบา สุภาพ ผ่อนคลาย และหมดจด แล้วพักไว้สักนิด หยุดกลืนน้ำลายลงคอหนึ่งครั้ง แล้วค่อยๆสูดเข้าไปใหม่อย่างสุขุมคัมภีรภาพ เบิกบาน เต็มสมบูรณ์ สูดให้เต็มปอด จนกระทั่งลมมันยกหน้าอกขึ้น แล้วก็กักลมทิ้งไว้ พร้อมกับนับใหม่………….
เราอาจจะนับไม่ถึง 6 ก็ได้ หรือไม่นับก็ได้ เพื่อให้ลมมันได้พุ่งพล่านไปในกาย ปลุกเส้นประสาททั้งหลายให้ตื่นตัว เมื่อมันตื่นหมด จนคิดว่าทนไม่ไหวแล้ว ค่อยๆผ่อนออก พยายามอย่าไปกลั้นลม จนเราทนไม่ไหว ตรงนี้มันจะทำให้เหนื่อย ที่จริงไม่ต้องใช้คำว่า ทนไม่ไหว แต่ว่ามันเหลือกลั้น ก็ผ่อนออก ผ่อนด้วยความนิ่มนวล ผ่อนคลาย ผ่อนของเสียที่มีอยู่ในกายออกมา ดูดของดีเข้าไปใหม่ เพื่อปรุงชีวิตอินทรีย์ขึ้นใหม่ แล้วก็ขับของเสียออกมา ผ่อนออกแล้วต้องทิ้งไว้นิดหนึ่ง แล้วจึงจะสูดเข้าไปใหม่ เพราะถ้าสูดเข้าไปเลย มันจะทำให้เหนื่อย…………..


การผ่อนลม จะผ่อนออกทางปากก็ได้ ไม่จำเป็นต้องผ่อนทางจมูกเสมอไป ไม่มีข้อห้ามว่าจะต้องออกทางจมูกเท่านั้น สูดเข้าทางจมูกและผ่อนออกทางปากก็ได้ เหมือนกับอักษร “จ” แต่เขียนหางตัว “จ”ก่อน แล้วมาจบที่หัว หรือจะสูดเข้าทางปากแล้วออกทางจมูกก็ได้ เหมือนอักษร “จ”ที่เขียนตามปกติ เสร็จแล้วลองสำรวจดูอารมณ์ว่า สงบไหม…..สงบ…….ทรงความสงบนั้นไว้ก่อน อย่าเพิ่งปล่อยให้เราแยกแตกออกจากกันกับความสงบนั้น จงรักษาความสงบนั้นต่อไป ขั้นแรกของวิชาลม 7 ฐาน เอาแค่นี้ก่อน อาจยังเรียกไม่ได้ว่าขั้นแรก แต่อาจบอกได้ว่า เป็นพื้นฐานของวิชา ลม 7 ฐาน พอได้ ช่วงนี้ขอเพียงพวกเรารู้จักถึงกลิ่นอาย รสชาติ ที่แท้จริงของสติ สงบ เท่านี้ก่อน เพียงแค่นี้ มันก็ทำให้เรารู้สึกดื่มด่ำ ชุ่มฉ่ำ แช่มชื่น และมีสันติสุข พอที่จะเป็นฐาน เป็นพลัง ให้เราได้ทำ พูด คิด อย่างสมบูรณ์ ถูกต้องแล้ว………….
เข้าใจวิธีแล้วใช่ไหม เพราะฉะนั้น วิธีนี้คือวิธีที่เรียกว่า ศิลปะในการหายใจ เพื่อความผ่อนคลาย การที่เรากักลมทิ้งไว้ ลมที่กัก มันจะทำให้หัวใจเราเต้นแรง หลอดเลือดจะขยาย โลหิตจะไหลเวียนได้มากยิ่งขึ้น ใครที่เป็นโรคเส้นโลหิตอุดตัน เป็นโรคความดัน หรือเป็นโรคปลายประสาทฝ่อ จะแก้และรักษาได้ด้วยวิธีนี้……………..
ฝึกใหม่ๆ แค่ 5 ครั้ง ก็น่าจะพอแล้ว ถ้า 10 ครั้ง มันจะเหนื่อยเกินไป แล้วค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ จะต้องทำติดต่อกันจนเป็นปกติของชีวิตเรา นี่เป็นวิธีการที่จะทำให้เราตั้งมั่นอยู่ได้ในทุกอิริยาบถ ถ้าหากเราฝึกจนถึงขั้นที่จะรู้เท่าทัน จตุธาตุวัฏฐาน หรือความเป็นไปของธาตุทั้ง 4 ภายในกาย เราก็สามารถจะควบคุมกายนี้ได้ เป็นนายกายนี้ถูก สมองทุกห้องของเรา จะใช้มันอย่างสมบูรณ์ ประสาททุกส่วนในตัวเรา จะได้รับการปลุกให้ตื่นได้ทุกเวลา ถ้าเราอยากตื่น……….
จริงๆแล้ว การหายใจ ไม่ควรที่จะต้องสูดลมหายใจแรงๆ เพราะจะทำให้เราเหนื่อย แถมจะทำให้ปอดขยายเร็วเกินไป ในกรณีของคนที่ปอดไม่แข็งแรง……………


หลวงปู่เคยแนะนำวิธีหายใจอย่างนี้ กับคนที่มีปอดเหลือครึ่งเดียว เขาเป็นคนขับรถแท็กซี่ รถที่ขับเป็นรถที่ใช้แก๊ส เขานั่งดมแก๊สที่มันรั่วเข้าไปในรถ โดยที่ไม่รู้ตัวมา 7 ปีเต็มๆ จนในที่สุด ปอดเขาเหลืออยู่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น ปกติปอดมี 2 ข้าง แต่เขาโดนมะเร็งทำลายปอด จนเยื่อหุ้มปอดเป็นขุย ปอด 2 ข้างนี้เหลือแค่ครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นเวลาเขาหายใจ ก็จะหายใจสั้นๆ จนในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว เมียเขาไปขอร้อง อ้อนวอนคุณหมอให้ช่วย เพราะว่าลูกเขายังเรียนไม่จบ คุณหมอก็พามาหาหลวงปู่ให้ช่วย……………..
หลวง ปู่ช่วยรักษาเขา โดยการสอนให้เขาเดินลมแบบนี้ล่ะ แต่ใช้ศิลปะเทคนิค ที่ไม่ต้องสูดลมเข้าให้เต็มปอด มันเหมือนปาฏิหาริย์นะ เพราะเยื่อหุ้มปอดที่เป็นขุย ที่ขังลมไม่ได้ กักลมไม่อยู่ มันกลายเป็นพังผืดที่เต็มแน่นสนิทเหมือนกับของเดิม มันไม่อาจจะงอกมาตลอดทั้ง 2 ข้างได้ แต่ที่คงไว้ ที่มีอยู่นั้น กลายเป็นปกติ เขาสามารถเอาชนะมันได้ หมอผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็ง เลยกลายเป็นลูกศิษย์หลวงปู่โดยปริยาย เพราะหมอเป็นคนพามา เขาเชื่อเรื่องวิธีการอย่างนี้……..
ตามหลักวิชาวิทยาศาสตร์และวิทยา ศาสตร์การแพทย์บอกว่าคนที่หายใจช้าและสม่ำเสมอ คือ คนที่มีชีวิตยืนยาวและมีพลังมากที่สุด เพราะฉะนั้นหลวงปู่ไม่ได้หวังว่า เราจะหายใจได้ตามหลวงปู่ถึง 36 หรือ 22 หรือ 23 ต่อวินาที อะไรนั่นไม่ใช่ แต่หลวงปู่หวังว่า มันจะทำให้เราตื่นได้ทุกเวลา ที่เราต้องการตื่น ช่วงปฏิบัติใหม่ๆ เราอาจจะทำได้สัก 15 , 7 ,3 , 2 แต่อย่าถึงขนาด 1 เลยนะ………….


ศิลปะในการหายใจนี้ ถ้าทำได้ถึงขั้นแล้ว เราจะสามารถขยับกระดูกของเราได้ ข้อกระดูกของเราจะลั่น ดังกร๊อบ คือ มันจะลั่นเข้าที่ และมันจะทำให้เรารู้สึกหายเมื่อย หายปวด หายเครียด และหายเพลีย………….
หลวงปู่จำได้ว่า สมัยหลวงปู่ไปธิเบต ได้พบเพื่อนภิกษุสหธรรมิก ซึ่งท่านเป็นคุรุผู้เฒ่าองค์ที่ 5 องค์ที่ 6 และก็องค์ที่ 8 รู้มั๊ยว่า คุรุเหล่านั้นมีอายุเท่าไร 112 ปี 106 ปี แล้วก็ 114 ปี หลวงปู่ก็ไม่เชื่อหรอก เขาพูดให้ฟังเท่านั้น แต่ว่าสิ่งหนึ่ง ที่เราจะเห็นจากพวกเขาก็คือ พวกเขาอยู่ในถ้ำน้ำแข็ง ในเทือกเขาหิมาลัย ที่เป็นดินแดนแห่งหิมะ โดยไม่ต้องห่มผ้าหนาๆ แต่ห่มผ้าจีวรชั้นเดียวอย่างหลวงปู่นี่แหละ………..
วิธีฝึกโกลัมปะ ก็คือ การทำสมาธิ แบบการควบคุมลมหายใจ ให้สม่ำเสมอ ชัดเจน เป็นระบบ อย่างที่หลวงปู่ได้กล่าวไว้แล้วในเบื้องต้น ลำดับพิธีของพวกเขาก็คือ การเอาผ้าที่ทอด้วยขนจามรี ชุบน้ำให้เปียกแล้วก็หุ้มห่อตัว ผ้าที่ทอด้วยขนจามรีมันหนายิ่งกว่ากระสอบป่านใส่ข้าวของบ้านเราซะอีก เสร็จแล้วก็จุดธูปไว้ 1 ก้านธูป ทำอย่างไรให้ภายใน 1 ชั่วธูป ต้องทำให้ผ้านั้นแห้ง ลองคิดดูว่าผ้าหนา ชุ่มน้ำอย่างนั้น ตากแดดทั้งวันยังไม่แห้งเลย แต่เขาสามารถทำให้ผ้าที่ทอด้วยขนจามรีแห้งใน 1 ชั่วธูป วิชาที่กล่าวมานี้ ถ้าเปรียบกับวิชาพุทธศาสนาก็คงเป็น ศิลปะการหายใจ บวกกับกสิณไฟนี่เอง…………….
เข้าใจถึงความหมายของการหายใจที่เป็นศิลปะแห่งการผ่อนคลายแล้วหรือยัง…………


อยากจะสรุปว่า ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงนี่แหละ เป็นเรื่องดีที่เราต้องค่อยๆซึมสิง ซึมซาบ และศึกษาจากายนี้อย่างจริงจัง และตั้งใจ จดจ่อ จับจ้องมันจริงๆ หลวงปู่ได้เรียนรู้ศิลปะในการหายใจครั้งนี้ในถ้ำพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นสถานที่บำเพ็ญพรต ของเหล่าพระโพธิสัตว์ เป็นเหมือนคลังแห่งสรรพวิทยา เป็นที่ฝึกฝน อบรม วิชาการต่างๆ ซึ่งจะมีบรรดาเหล่าพระมหาโพธิสัตว์ ผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนกันมาถ่ายทอดสรรพวิทยาทั้งปวง ให้แก่สามัญโพธิสัตว์ทั้งหลาย ด้วยสรรพวิทยาเหล่านั้น ทำให้หลวงปู่ชนะงูพิษ ชนะพิษภัยที่งูมันกัด ทำให้หลวงปู่รู้จักยืนหยัดอยู่ได้ อย่างไม่ง่วง อย่างไม่เพลีย ไม่ละเหี่ย และไม่เมื่อยล้า ในขณะที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนตลอด 2 ราตรี แถมกลางวัน ยังต้องทำภารกรรมต่างๆดังที่พวกเราได้เห็น เราจะเห็นว่า หลวงปู่ไม่เคยแม้แต่จะนั่งโงกง่วง หรือแสดงความท้อแท้ ท้อถอย ต่ออุปสรรคใดๆในการทำงาน ไม่เคยวิตกกังวล กลัดกลุ้ม ทุรนทุราย ต่อการบีบคั้นในกระบวนการใดๆ เพราะฉะนั้น ระบบการหายใจของเรา มันเป็นการบริหารกายนี้อย่างมีประสิทธิภาพ มากด้วยสาระ พร้อมทั้งยังเป็นการออกกำลังกายที่ยิ่งใหญ่ ที่ใครๆมักจะมองข้ามมันไป……………….
ศิลปะในการหายใจนี้ สำหรับหลวงปู่แล้ว มันเป็นความจำเป็นที่ยิ่งใหญ่จริงๆ
ลูกรัก………
ลม หายใจที่เข้าและออกในตัวของลูกนั้น มันมีความหมายและสำคัญต่อตัวลูกมาก เพราะนอกจากจะให้ชีวิตและพลังแล้ว ลมหายใจยังให้การเรียนรู้ ให้ความตั้งมั่น ให้ความสำเร็จ ให้ความสงบ ให้ความสุข และเป็นบทพิสูจน์คุณค่าของการมีชีวิตอีกด้วย………..

ลูกรัก………มีลมหายใจ มีชีวิต………………..
ได้พลัง ใช้พลัง สร้างสรรค์ผลงาน…………
หมดลมหายใจ ไร้ชีวิต……………….
สิ้นพลัง ไร้ผลงาน………………….
นี่มันเรื่องของคนตาย………………

ลูกรัก…………..
ความสำเร็จที่แท้จริง จะเกิดขึ้นจาก……………….
ความเพียรพยายาม อดทน อดกลั้น………………..
จริงจัง และ ตั้งใจ……………………
และลงไม้ลงมือกระทำ………………….



รูปโครงกระดูกประกอบการปฏิบัติฝึกลม7ฐานของหลวงปู่พุทธะอิสระ



การหายใจเป็น

หลวงปู่พุทธะอิสระ



จริงๆแล้ว ทุกคนหายใจได้ แต่รู้บ้างมั๊ยว่า เรายังหายใจกันไม่เป็น มาดูกันว่า ชีวิตที่มันยืนยาว กับชีวิตที่สั้น มีลมหายใจต่างกันอย่างไร……………
ลองสังเกตดูว่า ไม่ว่าจะเป็นนกก็ดี หมูก็ดี หนูก็ดี ปลาก็ดี ไก่ก็ดี หมาก็ดี แมวก็ดี มันจะมีลมหายใจถี่ และไม่เป็นจังหวะเข้า-ออกที่สม่ำเสมอ…………….
ทางวิทยาศาสตร์ถือว่า ลมหายใจที่เข้า มันสูดเอาสิ่งที่ดีๆเข้าไป เพื่อจะปรุงเป็นโลหิต ไปหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีพลัง การหายใจยาวๆ หมายถึง การได้สูดเอาของดีๆให้เข้าไปขับไล่ของเสียออกมาจากการหายใจออก ในขณะเดียวกัน มันก็ทำหน้าที่ปรุงพลังให้กับร่างกาย……………
มีเรื่อง พิสูจน์ยืนยันได้ว่า การหายใจเข้า-ออก ยาวกว่าคนปกติธรรมดา จะมีชีวิตยืนยาวได้เป็น 300 – 400 ปี หรือไม่ตายแม้กระทั่งฝังทั้งเป็น อย่างในประเทศอินเดีย มีโยคีนอกศาสนาเรียนวิชาโยคะ วิชาโยคะมี 38 ท่า ในท่าสุดท้าย จะมีวิธีการฝังตัวและหายใจแบบกบ เรียกว่า กบจำศีล มีอาจารย์โยคะท่านหนึ่ง สามารถที่จะฝังตัวเองได้เป็นสิบปี เมื่อถึงเวลาแล้ว ลูกศิษย์ไปขุดดู ปรากฏว่าอาจารย์ยังสบายดี ไม่ตาย ทั้งนี้ก็ได้มาจากการหายใจ ความละเอียดอ่อนของลมหายใจ และการรู้จักขั้นตอนในการระบายลมเข้าและออก…………..
ฉะนั้น “ลมหายใจ” นอกจากจะมีประโยชน์ในการให้พลังต่อร่างกายแล้ว มันยังหล่อเลี้ยงให้เรามีชีวิต มีพลังความคิดและมีอำนาจต่างๆเกิดขึ้นมากมาย จากการที่คนหายใจเป็น สัตว์หายใจเป็น……………..
แต่ผู้ที่หายใจไม่เป็น สัตว์ที่หายใจไม่เป็น เราจะเห็นว่าอายุจะสั้น เช่น แมวตายก่อนหมา หมาตายก่อนควาย ควายตายก่อนวัว วัวตายก่อนช้าง ช้างตายก่อนปลาวาฬ อะไรเหล่านี้ จะเห็นว่ามันมีการหายใจต่างกัน…………….
ถ้าถามว่าเกี่ยวกับระบบสรีระด้วยรึเปล่า? เกี่ยวกับปอด เกี่ยวกับถุงลม เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ด้วยรึเปล่า ?…………………
สิ่ง เหล่านี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยกรรมพันธุ์อย่างเดียว แต่มันเกิดขึ้นโดยการกระทำด้วยเหมือนกัน เช่น ถ้าเราฝึกปรือให้เด็กทารกรู้จักหายใจเข้ายาว ออกยาว เป็นจังหวะ มันก็สามารถที่จะทำให้เกิดพฤติกรรมทางร่างกาย เปลี่ยนแปลงกรรมพันธุ์ทางร่างกายได้อย่างน่าอัศจรรย์ทีเดียว
เช่นใน กรณีของคนที่มีพันธุ์หน้าอกเล็ก ปอดเล็ก ถุงลมเล็ก ถ้าเราฝึกให้รู้จักหายใจเป็น หายใจเข้าและออกยาวตั้งแต่เล็กๆ มันจะสามารถขยายทรวงอก ขยายโครงสร้างของร่างกายและขยายอวัยวะต่างๆในร่างกาย ให้ทำงานได้เหมือนกับคนที่มีร่างกายแข็งแรงใหญ่โต เรื่องนี้เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์……………….
หลวงปู่เคยใช้วิชาหายใจ รักษาคนที่เป็นโรคปอด เป็นมะเร็งในปอด จนปอดเหลือข้างเดียว ตอนนั้นเค้าอายุ 40 กว่า จนอยู่มาได้ถึง 70 กว่า ด้วยวิธีการค่อยๆผ่อนลมหายใจให้เป็นปกติ
การหายใจเข้าลึกๆ และผ่อนคลายออกยาวๆนั้น มันจะสามารถขับความร้อนในกาย ที่เกิดจากการเสียดสีของการทำงาน มันจะขับของเสีย ที่มีอยู่ในกายออกไป ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องออกมาเป็นเหงื่อ……………..
แน่นอนละ ทางการแพทย์ย่อมรู้ว่า การขับเหงื่อออกมาเป็นการดี เพราะสามารถจะระบายของเสียในร่างกาย แต่ของเสียในร่างกาย มิใช่ออกมาจากเหงื่ออย่างเดียว มันออกมา
จากลมได้ก็มี…………..


พวกเราจะสังเกตเห็นว่า หลวงปู่ไม่มีเหงื่อหยดติ๋งๆ ไม่ใช่เพราะว่าต่อมต่างๆมันอุดตัน แต่หลวงปู่จะใช้วิธี การหายใจระบายของเสียโดยลม แต่ไม่ยอมให้ร่างกายเสียน้ำ เพราะถ้าเสียน้ำมาก จะเพลียมากกว่าเสียลม คนที่เหงื่อออกมากๆในเวลาทำงานนั้น เมื่อเลิกทำงานจะรู้สึกเพลียและกะปลกปะเปลี้ยไปหมด คือว่าร่างกายเสียน้ำ ขาดน้ำ แต่หลวงปู่พยายามทำให้เหงื่อออกน้อยที่สุด แล้วพยายามระบายลมให้คงที่ เป็นปกติ ความเหนื่อยของเรา ก็จะผ่อนคลายออกมากับลมหายใจที่พ่นออก พลังเราก็จะเข้าไปกับลมหายใจที่สูดเข้า และเมื่อถึงเวลา เราจะระบายของเสียอีกประเภทหนึ่งออกมา ก็คือ ปัสสาวะ ถ้าเราเหนื่อยจัด หรือว่ามีของเสียมาก เราจะรู้สึกปวดปัสสาวะ นี่คือเทคนิคของผู้ที่มีศิลปะในการกำจัดของเสีย…………….
พวกที่รู้จักการ หายใจ มีศิลปะในการระบายลมหายใจ นอกจากร่างกายจะมีพลังปกติ โคจรได้อย่างสมบูรณ์ ยังมีเคล็ดวิเศษในวิชานี้อีก คือสามารถดูดพลังจากธรรมชาติได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ถ้าไม่เชื่อ ลองถามลูกหลานที่เคยอยู่ใกล้หลวงปู่ว่า ถ้าหลวงปู่เป็นลมล้มลงไป จะไล่ทุกคนออกจากห้องทั้งหมด ขอเพียงอยู่ลำพังสัก 3 – 10 นาที หลวงปู่สามารถลุกขึ้นมาทำงานได้เป็นปกติทุกอย่าง เหมือนมีพลังเท่าเดิม เพราะสามารถจะดูดพลังจากไอของความชื้น ความร้อน สุริยัน จันทรา และสิ่งแวดล้อมได้…………….
ใครจะปฏิเสธมั๊ยว่า ผิวหนังสามารถจะหายใจและระบายของเสีย พร้อมๆกับสูดเข้าได้ ถ้าปฏิเสธตรงนี้ ก็ต้องบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเชื้อโรคและของที่เป็นพิษเข้าทางผิวหนังได้อย่างไร นี่แหละศิลปะในการหายใจ ทำให้เราสามารถหายใจทางผิวหนังได้ สูดของเสียและระบายของเสียออกจากผิวหนังได้ ในขณะเดียวกันก็สูดอากาศเข้าสู่ผิวหนังได้ ก็อย่างที่เล่าว่า โยคีที่ฝังตัวเองไว้เป็น 10 ปี ยังไม่ตาย เค้าหายใจทางไหน ได้รับน้ำกับความชื้นจากอะไร ก็จากผิวหนัง นี่คือ ศิลปะการสูดลมหายใจเป็นปกติและเทคนิคพิเศษ…………..


พระศาสดาจึงยกย่องว่า……………
“ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอันใด อันเลิศเท่าอานาปานะ…………
ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอันใด อันเลิศเท่ากับ การเจริญสติในลมหายใจ………..
ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอันใดเลิศเท่ากับ การรู้จักจะผ่อนคลายลมหายใจ ให้เป็นจังหวะ สำหรับการมีชีวิตอย่างมีพลังและผาสุก”


เทคนิคของลมหายใจ มิใช่เพียงแค่จะสามารถสัมผัสกับพลังพิเศษๆจากธรรมชาติอย่างเดียว มันสามารถซึมซับพลังพิเศษๆจากธรรมชาติได้ด้วย ในขณะเดียวกันเทคนิคของการหายใจเข้ายาวและออกยาวนั้น สามารถทำให้เราขับไล่พลังร้าย อารมณ์ร้าย แล้วก็พิษร้ายๆในร่างกายได้อีก ซึ่งเราไม่คิดว่ามันจะทำได้ แต่มันก็ทำได้ผลจริงๆเสียด้วย………….
หลวง ปู่เคยใช้วิชาลมหายใจขับพิษงูสามเหลี่ยมออกจากกาย สยบพิษตัวต่อ 14 ตัว ไม่ให้เข้าหัวใจ ใช้วิชาลมหายใจสกัดจุด โดยการระบายลม เดินลม 7 ฐาน ให้เลือดเสียออกมาทางจมูกและปาก พยายามบังคับพิษไม่ให้ซึมเข้าสู่ในสมอง ในสายเลือด ในการหมุนเวียนของเลือด แล้วก็ควบคุมรักษาความสมดุลของหัวใจและการทำงานของสมอง นอกจากนั้นก็ปล่อยให้พิษซ่านไปตามผิวหนัง เพราะแค่คุม 2 จุดนี้ ร่างกายของเราสามารถอยู่ได้ เราจะมีสติรู้ว่า หัวใจเราปกติมั๊ย
สมองปกติมั๊ย พิษถึงสมองหรือเปล่า…………….


ฉะนั้น อำนาจของการหายใจ มิใช่เพียงแค่เราจะซึมซับพลังธรรมชาติ อณูของบรรยากาศเท่านั้น แต่ยังทำให้เราขจัดอำนาจของพิษร้าย ที่เกิดจากภัยของสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์มีพิษทั้งหลายได้ และมันทำให้เราพร้อมที่จะตายอย่างเป็นผู้กล้าได้ด้วย………..
มีอยู่ครั้ง หนึ่งหลวงปู่ป่วย ไอเป็นเลือดตลอดเดือนเต็มๆ แล้วมีเสลดหนา ไออยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเสลดไปอุดหลอดลมไม่ให้หายใจ จึงหายใจไม่ออก ขลุกขลักๆ ร้องเรียกใครก็ไม่มีใครได้ยิน ตอนนั้นมันหมิ่นเหม่กับมัจจุราช แล้วความตายมันใกล้เคียงกันถึงขนาดเส้นผมบังเท่านั้นเอง แต่ด้วยพลังของลมหายใจที่เคยฝึกปรือจนเป็นปกติ จึงใช้หลักการหายใจ ขับเอาพลังเสลด ให้ไหลย้อนกลับลงไปในลำไส้ แล้วก็สูดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง พ่นออกมาเป็นก้อนๆ ตั้งแต่นั้นมาก็หายไอ…….
ศิลปะการหายใจที่เป็นปกติ เข้ายาวและออกยาว ตอนฝึกใหม่ๆ เราจะรู้สึกอึดอัดและปวดหัว ทำให้หัวใจเต้นแรง แล้วก็เหนื่อย แต่อย่าไปเครียดกับการฝึก เราต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆช้าๆ แล้วก็ค่อยๆผ่อนออกมาช้าๆเป็นระบบ……………..
จริงๆ แล้วพวกทหารสอนวิธีนี้ แต่เป็นการสอนชนิดที่ไม่รู้ว่ามันได้ประโยชน์อะไร สอนเพียงแค่จะให้ยกอกขึ้น ให้สูดลมหายใจเพียงแค่จะแบะอก แต่ศิลปะการหายใจ มิใช่เพียงแค่ให้แบะอก คนที่หายใจเข้ายาวออกยาวนั้น โครงสร้างของร่างกายจะผึ่งผายด้วย จะทำให้โครงสร้างดี ถ้าฝึกตั้งแต่เด็กๆ………………


ทีนี้ ทำอย่างไรถึงจะหายใจเป็น ก็เริ่มต้นจากการฝึกหายใจเป็นปกติเสียก่อน เราเคยรู้มั๊ยว่า เราหายใจปกติอย่างไร เข้ากี่ที ออกกี่ที ใน 1 นาทีเข้ากี่ครั้ง ออกกี่ครั้ง ก็ทำให้มันช้าลงกว่านั้น แล้วเราจะรู้เทคนิคของมันเองว่า จะช้าได้อย่างไร ถ้าเราทำให้ยาวแล้ว มันก็จะยาวเป็นปกติ….
หลังจากที่ เราเริ่มหายใจเป็น เพียงแค่หนึ่งชั่วโมงในหนึ่งวัน มันจะมีสิ่งผิดปกติในร่างกายของเราบ่งบอกให้เห็น ลูกตาจะเป็นประกาย สีหน้าจะมีแสงสว่าง ถ้าเรามีดวงตาอันสว่างไสวและมองเห็น จับได้ จะสามารถรู้สัมผัสว่า รัศมีรอบกายจะสว่างรุ่งเรืองแค่ไหน มันอยู่ที่การเดินลมหายใจ เรียกว่า “ฉัพพรรณรังสี”………………
พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระสาวก มี “ฉัพพรรณรังสี” เพราะการฝึกปรือลมหายใจ วิชานี้ถ้าใครฝึกได้ ก็จะสามารถเปล่งพลังแสงในร่างกายให้สว่าง การเปล่งนั้น คนสามัญจะสัมผัสและจับไม่ได้ แต่คนที่มีตาวิเศษ มีหูวิเศษ มีการสัมผัสทางกายที่วิเศษ จะสามารถรู้ได้ว่า คนคนนี้สะอาดแค่ไหน บริสุทธิ์อย่างไร เหมือนกับคนที่รู้จักตัวหิ่งห้อยบินมาในความมืด คนที่ไม่รู้จักตัวหิ่งห้อย ก็จะมองว่า เอ๊ะ……นั่นแสงอะไร แต่สำหรับคนที่เคยเห็นตัวหิ่งห้อย ก็จะบอกได้ทันทีว่า นั่นแสงหิ่งห้อย………….
เมื่อเราสามารถหายใจยาว เข้าออกยาว จนสามารถสกัดจุดต่างๆในร่างกายได้ สกัดพิษได้ และทำให้ร่างกายสดชื่น ในขณะที่สูญเสียพลังได้ เราจะแก่เพียงแต่อายุ เส้นผม ผิวหนัง สายตา แต่สิ่งแวดล้อมในตัวเราจะไม่แก่ตาม ร่างกายและสุขภาพเราจะยังสดใส มีพลัง มีสมดุล พอสมควรที่จะทำกิจกรรมได้………………


ศิลปะการหายใจไม่ใช่เพียงให้เรามีอำนาจพิเศษเพียงแค่ นี้ มันยังทำให้เราสามารถสำรวจและสัมผัสรังสีที่เกิดจากคลื่นกระแสของความคิดที่ ชาวบ้านมีต่อเรา คือ อิจฉา โกรธ โลภ หลง รัก ชอบ ชัง ยอมรับและปฏิเสธ เราสามารถที่จะสัมผัสได้ละเอียดอ่อนถึงอย่างนี้ในอารมณ์ของคนอื่น เราจะรู้ได้ทันทีว่า คนที่มาหาเรา จะมีความรู้สึก ความคิดอย่างไร สมองกำลังทำอะไร มีอารมณ์ปกติหรือผิดปกติอย่างไร โกรธหรือว่าชอบ รักหรือชัง การสัมผัสด้วยลมหายใจอันละเอียดอ่อน มันจะทำให้เราเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น อย่างทรงสติ แล้วเมื่อใดที่เราเหนื่อยอ่อน เมื่อยล้า จากการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยและเจ็บปวดในอวัยวะทั้งหลายในบางที บางที่ บางตำแหน่ง บางส่วนของร่างกาย เราสามารถจะใช้ลมหายใจ เข้าไปผ่อนคลายความเครียดตรงนั้น ให้คลายความเจ็บปวด คลายความทุกข์ทรมานลงได้ จนเกือบที่จะหายสนิททีเดียว……………
หลายครั้ง ที่หลวงปู่ ใช้ศิลปะในการเดินลมหายใจ เข้ามาผ่อนคลายความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บ หรือจากการเบียดเบียนของสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ตอนที่หลวงปู่ทำศาลา แล้วเกือบโดนหินกระแทก ตอนนั้นหลวงปู่ต้องทำมือให้ลีบ แล้วก็เกร็งพลัง เพื่อที่จะต้านพลังของหินสองก้อนที่มากระทบกัน ซึ่งมีมือเราอยู่ตรงกลาง มันเป็นศิลปะที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ ไม่ได้กำหนดโดยสมอง ไม่ใช่สมองสั่งงาน เรียกว่า เป็นอิริยาบถอัตโนมัติทันที เหตุเพราะเราได้ฝึกปรือลมหายใจจนเป็นปกติ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างมันจะเป็นอัตโนมัติของมัน ถ้าเราฝึกถึงขั้นหนึ่งแล้ว…………..
ถ้าเรายังไม่รู้ว่า การหายใจของเรานั้น เข้ายาวหรือออกสั้น เข้าสั้นหรือออกยาว ก็แสดงว่า เราไม่ได้ควบคุมการหายใจ เราก็ไม่ใช่ผู้ฝึกสมาธิ เราไม่เป็นสมาธิ ไม่รู้จักสมาธิ และนั่นก็ไม่ใช่สมาธิด้วย………………


แต่ถ้าเมื่อใดที่เราสามารถระลึกรู้ได้ว่า ในขณะที่เรากำลังหายใจ และการหายใจของเรา มันสั้นหรือยาว ออกยาวหรือสั้น เราระลึกรู้ได้และตามติดมันได้ มันจะสามารถบอกเราได้ทันทีว่า ความสงบ สันติ จะเกิดขึ้น นั่นแหละคือสมาธิ เป็นสมาธิโดยไม่มีอะไรเข้ามาวุ่นวาย และคิดสับสนในขณะนั้น………………..
คำว่า “สมาธิ “ ตัวนี้ แปลว่า ความคิดต้องรวมเป็นหนึ่ง หลวงปู่เคยสอน”วิชานิรรูป” ให้ลูกหลาน รวมกายกับใจ ผนึกรวมกันเป็นหนึ่ง เหมือนกับน้ำที่วิ่งแยกออกไปคนละสายสองสายในสายท่อเดียวกัน น้ำที่วิ่งออกจากตาเห็นรูป เป็นพลังที่สูญเสีย วิ่งจากหูฟังเสียง เป็นพลังที่สูญเสีย วิ่งจากลิ้นที่รับรส เป็นพลังที่สูญเสีย วิ่งออกจากกายไปต้องสัมผัส เป็นพลังที่สูญเสีย ถ้าสายน้ำในท่อไหลแยกออกที่รูรั่วตามจุดต่างๆ 5 แห่ง มันคงจะไหลไปถึงเป้าหมายอย่างอ่อนแรงเป็นแน่ แต่ถ้าเราอุดรูรั่วทั้งห้าให้หมด แล้วปล่อยให้มันไหลตรงๆไปข้างหน้า แน่ละมันย่อมทะลวงทำลาย และก็ทลายภูเขา หินผา ที่อยู่ข้างหน้า เพราะมีพลังที่แรงและมั่นคง……………
ฉันใดก็ฉันนั้น พลังสมาธิของเราก็เหมือนกัน ถ้าปล่อยให้มันลื่นไหลไปกับความรู้สึกอื่นๆ ซึ่งจัดว่าเป็นอารมณ์ นั่นไม่ใช่สมาธิ เราจะสูญเสียพลัง……………
พวกเรา ฝึกปรือและเรียนรู้ที่จะใช้พลัง แต่ไม่ฝึกปรือที่จะทำให้เกิดพลัง ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราพยายามที่จะเค้นเอาพลังจากส่วนนั้นส่วนนี้มาใช้ แต่เราไม่รู้ว่าพลังเหล่านี้เกิดมาจากอะไร เราจะอ้างว่า พลังเกิดจากร่างกาย แต่จริงๆแล้ว พลังไม่ใช่เกิดจากร่างกายโดยตรง มันเป็นผลทางอ้อมทั้งนั้น ไม่ว่าพลังจะเกิดจากอาหาร เกิดจากการผ่อนคลาย เกิดจากการพักผ่อน ไม่ใช่โดยตรง แต่พลังที่สุดยอดนั้นมันเกิดจากหัวใจที่รวมเป็นหนึ่งกับกาย และพักผ่อนได้อย่างสนิท เวลาเราง่วง เพลีย เราก็อยากจะพัก ใจก็อยากจะพัก สมองก็อยากจะพัก แต่เราไม่เคยพักสมอง เพราะแม้แต่ตอนนอนก็ยังฝัน ใครจะปฏิเสธว่าไม่จริง……………..


เพราะฉะนั้น พลังที่ควรจะได้ ไม่ใช่ได้จากอาหารอย่างเดียว ไม่ใช่ได้จากการนอนหลับพักผ่อนอย่างเดียว ไม่ใช่ได้จากการที่ต้องไปดูหนังดูละคร พักผ่อนเล่นดนตรีอย่างเดียว แต่มันต้องได้มาจากความสงบและสันติของจิต ซึ่งไม่มีอะไรมากระทบรบกวน เรียกว่า “สมาธิ “นั่นแหละเป็นพลัง เราไม่ค่อยฝึกปรือที่จะสร้างพลัง มีแต่ฝึกปรือที่จะใช้พลัง และเพียรพยายามที่จะเค้นเอาพลัง ทั้งๆที่บางทีก็ไม่มีพลัง……………..
ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงต้องทรงสอน ให้เราพยายามเข้าถึงจุดกำเนิดแห่งพลัง และในจุดกำเนิดแห่งพลังอันนั้นก็คือ “ศิลปะของการหายใจ “……………
เรารู้กันมาแล้วว่า คนที่หายใจสั้น สัตว์ที่หายใจสั้น จังหวะสั้น เป็นคนที่ไร้พลัง เป็นสัตว์ที่ชีวิตสั้น เป็นผู้มีอายุสั้น คนที่หายใจยาว มีจังหวะเข้ายาวออกยาวเป็นคนมากพลัง มีชีวิตอันยาวไกล……………….
เมื่อรู้อย่างนี้ เราก็ต้องกลับมาสร้างพลังให้เกิดขึ้นภายใน เรียกภาษาโบราณของจีนว่า กำลังภายในพลังปราณ เมื่อเรามีกำลังภายในเกิดขึ้น มันจะทำให้เกิดผลสะท้อนออกมาถึงพลังภายนอกอย่างกล้าแข็ง………………
ลูก ศิษย์ของหลวงปู่คนหนึ่ง เรียนลัทธิเต๋า ตอนหลังมาศึกษาวิชาชี่กง แต่ก็ยังไม่เข้าถึงขุมพลังแห่งร่างกาย ต่อมาหลวงปู่สอนให้เค้าเดินลม จนสามารถที่จะตบกำแพงตึกห้องที่หนึ่งสะเทือนไปถึงกำแพงตึกห้องที่สิบ คนอยู่ห้องที่สิบได้ยินเสียงตบด้วยฝ่ามือ กำแพงไม่ได้ทะลุหรอกนะ แต่มันกระเทือนไปถึงตรงนั้นได้ ซึ่งคนธรรมดาตบแล้วกระเทือนไม่ได้ กระแทกจนกำแพงทะลุก็ยังกระเทือนไม่ถึงห้องที่สิบ……………
พลังชนิดนี้ มันเป็นพลังแฝงที่อยู่ภายใน เรียกว่า “พลังพันธาริณี” เป็นภาษาสันสกฤตโบราณ คนโบราณในอินเดียรู้จักจะฝึกปรือพลังชนิดนี้ เอามาใช้เมื่อยามจำเป็น เช่น นักมวยปล้ำ พวกที่จะต้องจับช้าง สู้กับเสือ กับกระทิง พวกนี้จะฝึกปรือพันธาริณี เพื่อที่จะสยบช้าง สยบสิงโต สยบเสือ ด้วยมือเปล่า ไม่ใช่ด้วยอาวุธ…………….
พลังพันธาริณี ก็คือ ศิลปะการหายใจ มีการฝึกอย่างพิศดาร คือ ไม่นั่ง ไม่นอน ได้แต่ยืนดูดาว มองฟ้า มองดิน และก็พยายามจะทำการหายใจสั้น หายใจยาวอยู่ตลอด เอาพระจันทร์เข้ามาโคจรไว้ในกาย ดึงเอาดวงอาทิตย์เข้ามาไว้ในลูกตา จนตาบอดไปก็มี นี่คือ วิธีฝึกของการเข้าถึงพลังพันธาริณี แต่เราไม่ต้องไปเรียนหรอก เพราะเรียนแล้วก็มิได้ทำให้พ้นทุกข์ ไม่มีครูคอยแนะคอยสอนก็กลายเป็นคนบ้าบอไปก็มี………………
เอ้า……ทีนี้ เราจะทำลมหายใจเข้าปกติยาว ออกปกติยาว โดยไม่เครียดและไม่เหนื่อยได้อย่างไร วิธีก็คือ……………

..
เริ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ…………
แล้วก็ผ่อนคลายออกยาวๆ…………
สูดเข้าลึกๆ……………….
แล้วก็ผ่อนออกยาวๆ……………..
ทำอย่างนี้…….อย่างเนิบนาบ…….อย่างเชื่องช้า……..
อย่างมีศิลปะ……..ผ่อนคลาย…….เบาสบาย……………
แล้วก็รอบรู้ในระบบการเดินลม……………..



ต้องหายใจปกตินะ ไม่ใช่ถี่เป็นหมาหอบแดด หายใจให้เป็นปกติ แล้วจับเวลาดู ต่อมาก็พยายาม ทำลมหายใจให้ยาวกว่าปกติบ้าง เข้าและออกปกติบ้าง สลับสับเปลี่ยนกันไป เพื่อไม่ให้เหนื่อยและเครียด คอยจับเวลาไว้ ดูว่าเราเหนื่อยมั๊ย ถ้าเหนื่อยก็พัก ถ้าไม่เหนื่อยก็ทำต่อไป…..
ในขณะที่คุมลมหายใจให้เข้า ยาวออกยาวนั้น เราจะต้องเอาความรู้สึกทั้งปวงจับที่ลมหายใจ ไม่มีอารมณ์อื่นใดปรากฏเลย…………..แล้วเมื่อใดที่มีอารมณ์ปรากฏ เราจะลืมหายใจ ก็แสดงว่า ระบบการหายใจเราจะล่มสลาย หรือไม่ได้ผลทันที เมื่อมันไม่ได้ผลก็แสดงว่า เราทำไม่สำเร็จ………………..
ถ้าเราทำสำเร็จ เราจะรู้สึกว่า สุขภาพเรา ความเหนื่อยในการทำงาน ความเครียด ความเมื่อย ความล้า ความเพลีย จะผ่อนคลายได้ด้วยระบบลมหายใจ………….


เวลาที่หลวงปู่ทำงานเหนื่อยๆอ่อนระโหยโรยแรง ขอเพียงเหนื่อยนักพักหน่อยก็หาย ร้อนนักอาบน้ำก็สบาย หิวนักกินข้าวก็หาย กระหายนักดื่มน้ำก็คลาย แต่สำหรับสามัญชน หิวก็กิน แต่บางทีกินก็ไม่หาย เหนื่อยพักก็ยังไม่คลาย อาบน้ำก็ยังไม่สบาย เพราะมันไม่รู้จักดื่มด่ำต่อธรรมชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นในการสัมผัสนั้นๆ เช่น อาบน้ำ กิน นั่งพัก มันดื่มด่ำไม่ได้ มันรับสัมผัสอย่างละเอียดอ่อนไม่ได้ ได้ครึ่งทิ้งครึ่ง คุณค่าของอาหาร คุณภาพของความเย็นฉ่ำแห่งน้ำ ความโปร่งเบาสบายแห่งลม ความอบอุ่นหวั่นไหวของไฟ ความมั่นคง มั่งคั่งแห่งดิน คุณค่าของเวลาที่สูญเสีย เราอาจจักได้ประโยชน์ไม่เท่าเสีย แต่พวกที่รู้จักวิธีการฝึกปรือลมหายใจ จะได้อย่างคุ้มค่า คุ้มราคา อย่างหลวงปู่นี่ถ้าเหนื่อยก็จะนั่งพัก หรือจะนอน แต่เป็นการนอนนิดหน่อย ไม่ใช่นอนนาน แค่หลับตาให้สายตามันพัก แล้วก็ผ่อนคลายลมหายใจ เราจะตื่นมาอย่างกระปรี้กระเปร่า สดชื่น เหมือนคนที่นอนมาแล้ว 2 ชั่วโมงอย่างสบาย………..
ถ้าถามว่าจำเป็นต้องมีท่าทางไหม ตอบว่าไม่จำเป็น กิริยาอย่างไรทำได้เสมอ นั่งอย่างไรก็ได้ เพราะนั่งก็หายใจ นอนก็หายใจ เดินก็ต้องหายใจ เพียงแต่เราคุมมันให้เข้ายาวและออกยาวเท่านั้นเอง เราก็สามารถจะผ่อนคลายอารมณ์ได้ แล้วมันจะทำให้เรามีความคิด มีสติปัญญา สมาธิ ที่สดชื่น อยู่ตลอดเวลา เป็นคนที่ควรค่าต่อการอนุรักษ์ เพราะมีค่าต่อการกระทำและความคิด………………
ดังนั้น ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง และ นอน ถ้าเรามีสติในการกำกับลมหายใจ ให้มันเป็นขั้น เป็นตอน และผ่อนคลาย พอดีๆ มันจะมีพลังคงที่ ในขณะที่เราทำงาน มันจะเป็นความผาสุก ความเพลิดเพลิน และความสนุก ถ้าเรารู้จักระบายลมหายใจเป็น สูดลมหายใจเป็น และวิธีแก้ปัญหาที่เกิดจากการงานและหน้าที่ ไม่มีอะไรดีเท่ากับการเดินลมหายใจ…………….


เพราะฉะนั้น จงหาเวลาว่างอย่างน้อยสัก 5 นาที ต่อการทำงานที่แสนยุ่ง ออกมานอกสถานที่ แล้วสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ออกช้าๆ 4-5 ครั้ง หรือ 10-20 ครั้ง ในขณะที่เราเลิกจากการผ่อนคลายลมหายใจ เราจะมีความกระชุ่มกระชวย รู้สึกกระฉับกระเฉง สดชื่น กระปรี้กระเปร่า อยากจะทำงานอย่างขยันและชาญฉลาด จะมีแต่ความสุขสมบูรณ์ต่อการมีชีวิต ในขณะเดียวกัน เมื่อเราเผชิญต่อปัญหาบีบคั้นทางอารมณ์ ทางเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เราสามารถเอาชนะมันได้ทุกขั้นตอน อย่างเป็นผู้ฉลาด สะอาด เราจะเป็นคนอารมณ์ดี หัวเราะได้ง่าย และผ่อนคลายทุกที่อย่างสบายๆและก็ไม่ตะกาย ไม่ทะยานอยากอะไร ชีวิตเราจะมั่งคั่ง มั่งมีต่อความสุขเฉพาะตัวอันเสรี……………..
ศิลปะการ เดินลมหายใจ ทำให้สมองเรากระฉับกระเฉง ว่องไว สดชื่น สั่งงานอวัยวะทั้ง 32 ได้อย่างมีคุณภาพและมีพลัง จะสังเกตว่า หลวงปู่ไม่เคยมึน ไม่เคยงงต่อปัญหา ไม่เคยล่าช้าต่อการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของใคร มาอย่างไร ถามเรื่องอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ใครเป็นคนถาม ไม่เคยมีปัญหาอะไรที่ตอบไม่ได้ ถ้าอยากจะตอบ แต่ถ้าไม่อยากตอบ ต่อให้เทวดาถามก็ไม่ตอบ….
เพราะฉะนั้น ศิลปะการหายใจและผ่อนคลาย มันทำให้เรามีพลังต่อการที่จะโต้ตอบ มีอำนาจ มีตบะ มีสมาธิที่อยู่เฉพาะหน้า ที่เราจะเผชิญต่อปัญหานั้นๆ แล้วชีวิตเราก็จะมีค่า มีราคา มีสาระ ที่ทำให้คนเรียกถามและเคารพบูชา…………..

………………..จบเรื่องการหายใจเป็น……………….



พระ สงฆ์หนุ่มพี่น้องจากจังหวัดพังงา พระสุรพจน์ สัทธาธิโก และพระธวัชชัย ธัมมทีโป ที่เบื้องบนส่งลงมาสอนการปฏิบัติมหาสติปัฏฐาน4 แบบลัดสั้นที่สุด ให้เหมาะสมกับกลียุคในปัจจุบันกาล.....



แสงสว่างแห่งธรรม

พระสุรพจน์ สัทธาธิโก
พระธวัชชัย ธัมมทีโป



1.การให้……

“การบังเกิดของสรรพสิ่ง”

การบังเกิดของสรรพสิ่ง ล้วนมีการปรุงแต่ง ที่มนุษย์มิอาจล่วงรู้ถึงสิ่งนั้นได้เลย เพราะมนุษย์ยังมีความโลภ โกรธ หลงอยู่
ความ คิดนั้นย่อมสละได้ โดยการกลับมารู้สึกภายในเท่านั้น เมื่อรู้สึกภายในบ่อยๆ ย่อมจะเห็น “ความคิด” ผ่านมาแล้วผ่านไป เมื่อจิตภายในกล้าขึ้น ย่อมปล่อยโดยตัวของมันเอง

“เมื่อปล่อย จิตย่อมหลุด จิตหลุดเพราะปล่อย “
…..สันทิฏฐิโก (บรรลุแล้วเห็นเอง)…….


“เมื่อถึงเวลาก็ต้องมา……..
เพราะสรรพสิ่งและอนาคต……….
ล้วนไม่แน่นอนด้วยตัวของมันเอง……….
และในที่สุด ก็ต้องจากไป…………
เพราะว่ามัน “ย่อมดับ “………..
ด้วยตัวของมันเอง………”

การ ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องตามรักษาจิตอยู่ภายใน แล้วบุคคลภายนอก ปุถุชนคนธรรมดา ใครเล่าจะเห็นจิตได้ รู้สึกจิตได้ รู้สึกภายในได้ เพราะมันยาก………
กระแส ทางโลก คือ ความโลภ โกรธ หลง ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด บุคคลใด ตามรักษาจิตอยู่ภายในได้ บุคคลนั้นชื่อว่า เป็นผู้หลุดพ้น ออกจากวัฏฏสงสาร คือ การเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง

1.1 “สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และเสื่อมไปเป็นธรรมดา”
บุคคลทั้งหลายในโลก ล้วนไม่มีใครรู้เลยว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร มาทำอะไร มาได้อย่างไร…….
บุคคลทั้งหลายในโลก ล้วนมีความประมาทเป็นธรรมดา ผู้ใดตามรักษาจิตอยู่ทุกขณะ ชื่อว่าเป็น”ผู้ไม่ประมาท”…….
เมื่อ ทุกคนกลับมารู้สึกภายใน แจ่มแจ้งได้ด้วยญาณปัญญาภายใน ย่อมเห็นแจ้งชัดว่า ทุกคนล้วนเกิดมาสร้างบารมี สร้างตนเองให้หลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร บอกผู้อื่นให้รู้ตามในสิ่งที่เราเห็น คือ บอกแต่ธรรม ให้ทุกคนได้เห็นแจ้งธรรมะภายใน พบที่พึ่งภายในตนเอง
สรรพสิ่งทั้งหลาย ล้วนมีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นที่มา มีกรรมเป็นที่ไป ล้วนแล้วแต่กรรมพาไป เราหว่านพืชเช่นไร ผลก็ย่อมได้รับเช่นนั้น เราปลูกพืชในดินที่ดี คือ การฝึกจิต รักษาจิตภายในอยู่เนืองๆ
เมื่อเรา กลับมารู้สึกภายใน เห็นการเกิด-ดับอยู่ภายใน กลางทรวงอกบริเวณลิ้นปี่ จะมีการเต้นวุ้บๆ เรารู้สึกในความรู้สึกอยู่ภายในเนืองๆ ภายในก็นิ่ง เมื่อนิ่ง ย่อมเห็นแจ้งชัดว่า ความคิดทั้งหลาย ผ่านมาแล้วผ่านไป เรื่องเก่าก็หายไป เรื่องใหม่เข้ามา ความคิดทั้งหลายหมุนเวียน เปลี่ยนไปไม่มีวันจบ ที่จบต้องจบที่จิตภายในเท่านั้น เมื่อกลับมารู้สึกภายในบ่อยๆย่อมเป็นอัตโนมัติ
เราจะรู้แจ้งชัดว่า ความคิดทั้งหลายทั้งปวง ที่ทำให้เราเป็นทุกข์ เพราะยึดมั่น ทุกข์นี้จึงเกิดขึ้น พอเรากลับมารู้สึก ทุกข์นั้นก็ดับไป มีแต่การเกิดและดับ เห็นตามความเป็นจริงว่า ท่ามกลางนั้น ล้วนแต่มีความวุ่นวาย ไม่เที่ยง ไม่ควรยึดมั่น
เมื่อเรากลับมารู้สึก ภายใน เราจะเห็นแจ่มแจ้งได้ด้วยญาณปัญญาภายใน คือ สัมปชัญญะ จะเห็นจากภายในออกภายนอกว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนไม่มีอะไรเที่ยงแท้และแน่นอน เอาอะไรไปไม่ได้เลย เรายึดมันในสิ่งใด ก็เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น”



ที่สุด…..แม้แต่ร่างกายนี้ ยังเอาไปไม่ได้ แล้วเราจะเอาอะไรไป มีแต่จิตที่ฝึกดีแล้วเท่านั้น ที่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขกับตนเอง กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตลอดกาลนาน

ให้ทุกคน มีปัญญา เห็นแจ้ง สว่างในธรรม สิ้นทุกข์ในชาติปัจจุบันนี้เทอญ ฯ

ขอให้พบดวงแก้ว ขอให้แคล้วบ่วงมาร ขอให้ทันศาสนาพระศรีอาริย์ “นิพพาน ปัจจโยโหตุ “…….

1.2 “สิ่งทั้งหลายในโลก ล้วนมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และเสื่อมไปเป็นธรรมดา “

“สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนมีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นที่มา มีกรรมเป็นที่ไป ล้วนแล้วแต่กรรมพาไป “……..

เรา หว่านพืชเช่นไร ผลก็ย่อมได้รับเช่นนั้น เราปลูกพืชในดินที่ดี คือ การฝึกจิต เมื่อเรากลับมารู้สึกภายใน เห็นการเกิด-ดับภายในบริเวณลิ้นปี่ จะมีการเต้น วุ้บๆ รู้สึกในความรู้สึกอยู่ภายในเนืองๆ ย่อมเห็นแจ้งชัดว่า…….ความคิดทั้งหลาย ผ่านมาและผ่านไป ความคิดทั้งหลาย ล้วนไม่มีวันจบ มันคิดผ่านมาอย่างนี้ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เรื่องใหม่ก็เข้ามา เรื่องเก่าก็หายไป หมุนเวียนเปลี่ยนไป ไม่มีวันจบ
บุคคล ใด ตามรักษาจิตอยู่ภายใน มีความรู้สึกภายในอยู่ รู้สึกในความรู้สึกอยู่ ย่อมชื่อว่าเป็น “ผู้ไม่ประมาท “ เดินตามรอยแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า………


พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า
“ เอกายะโน อะยัง ภิกขะเว มัคโค “

“ดู ก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้แลเป็นทางสายเอก เป็นที่ไปอันเอก เป็นที่ไปแห่งบุคคลผู้เดียว เป็นไปในที่แห่งเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสิ้นแห่งทุกข์ และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางเอกนี้ คือ มหาสติปัฏฐานสี่………”

ให้พิจารณาเห็น กายในกาย อยู่เนืองๆ
เวทนาในเวทนา อยู่เนืองๆ
จิตในจิต อยู่เนืองๆ
ธรรมในธรรม อยู่เนืองๆ

ให้มี อาตาปี สัมปชาโน สติมา เพื่อกำจัดอภิชฌาและโทมนัส
ให้มี อาตาปี คือ ความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน
สัมปชาโน คือ สัมปชัญญะ
สติมา คือ ให้มีสติ

พึงกำจัด อภิชฌา โทมนัส คือ ละความยินดี ยินร้าย



เมื่อเราเห็นการเกิด-ดับภายใน รู้สึกในความรู้สึกภายในแล้ว เราจะรู้ว่า ความคิดทั้งหลายทั้งปวง ที่ทำให้เราเป็นทุกข์ “เพราะเรายึดมั่น ทุกข์นั้นก็เกิด พอเรากลับมารู้สึก ทุกข์นั้นก็ดับไป “……..มีแต่การเกิดและดับ เห็นตามความเป็นจริงว่า……ท่ามกลางนั้น ล้วนมีแต่ความวุ่นวาย ไม่เที่ยง ไม่ควรยึดมั่น เมื่อเรากลับมารู้สึกภายใน เราจะเห็นแจ่มแจ้งได้……..

ด้วย ญาณปัญญาภายใน คือ ความรู้สึก คือ สัมปชัญญะภายใน เราจะรู้ว่า “สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนมีการเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา……มีแต่การเกิดและการดับ เห็นแต่การเกิดและการดับ “

สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนไม่มีอะไรเที่ยงแท้และแน่นอนเลย เพราะเรายึดมั่นในสิ่งใด ก็เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น ที่สุดแล้ว เราเกิดมาในโลกนี้ เพื่อมาสร้างบารมี มาทำประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

ให้ทุกคนมีปัญญา เห็นแจ้งสว่างในธรรม สิ้นทุกข์…….พบความสุขที่แท้จริงในชาตินี้เทอญ ฯ……

1.3 “ทางสายเอกนั้นมีทางเดียว ถ้ามีหลายทางนั้นมิใช่พุทธพจน์ ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ คำสอนนั้น จัดเป็นสัทธรรมปฏิรูป ซึ่งจะทำให้พระสัทธรรมที่แท้จริงเสื่อมไป…….

ดูก่อนพราหมณ์……เพราะ บุคคลทั้งหลาย ไม่ได้เจริญให้มาก ไม่ได้กระทำให้มาก ซึ่ง “สติปัฏฐานสี่” พระสัทธรรม จึงตั้งอยู่ได้ไม่นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้ว…….

ดู ก่อนพราหมณ์…….เพราะบุคคลทั้งหลาย ได้เจริญให้มาก ได้กระทำให้มาก ซึ่ง “สติปัฏฐานสี่” พระสัทธรรมจึงตั้งอยู่ได้นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้ว “………

สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา บุคคลใดฝึกจิตดีแล้ว…..ย่อมเห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนเลย…….

ผู้ใดยึดติดกับความคิด ก็ย่อมพ้นจากทุกข์ไปไม่ได้ !!!

ผู้ ใดกลับมารู้สึกภายใน เห็นการเกิด-ดับภายในอยู่ ย่อมชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท เดินตามรอยแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว…….



“มหาสติปัฏฐานสี่……..
ดีที่หนึ่งอย่าพึงว่าน้อย…….
ดีกว่าร้อยภาษิตปริศนา………
เหมือนเกลือดีมีนิดหน่อยน้อยราคา……..
แต่มีค่ากว่าน้ำเค็มที่เต็มทะเล “……….

ใน เมื่อเรากลับมารู้สึกภายในบ่อยๆ กลับมารู้สึกภายในเนืองๆ ย่อมเห็นแต่การเกิด-ดับ อยู่ภายใน มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ภายใน ย่อมเห็น “ความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไป “

ความคิดทั้งหลาย ที่ทำให้เราเป็นทุกข์………
เมื่อทุกข์ก็ย่อมคิด เมื่อคิดก็ยิ่งทุกข์………
เมื่อกลับมารู้สึกภายใน ย่อมปล่อย……….
เมื่อภายในปล่อย ก็ย่อมวาง………..
เมื่อวาง ก็ย่อมว่าง……….
เมื่อว่าง ก็ย่อมเห็นตามความเป็นจริงว่า……….

“สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก …..ล้วนไม่ควรยึดมั่นเลย เพราะยึดมั่นในสิ่งใด ก็ย่อมทุกข์เพราะสิ่งนั้น”

ให้ทุกคนมีปัญญา สว่างแจ้งในธรรม สิ้นทุกข์ พบความสุขที่แท้จริงในชาตินี้เทอญ ฯ………




1.4 “เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนไม่มีวันจบ ที่จบ…..ต้องจบได้ด้วยภายใน กลับมารู้สึกภายใน รู้สึกในความรู้สึกภายใน “

เมื่อทุกคนกลับมารู้สึกภายใน เห็นการเกิด-ดับอยู่ภายในดีแล้ว ย่อมเห็นว่า

สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนเป็นเช่นนั้นเอง ล้วนมีความเสื่อมไปในตัวของมันเอง ล้วนมีการเกิดขึ้นและดับไป โดยตัวของมันเอง “

สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก บุคคลทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนไม่มีใครรู้เลยว่า เราเกิดมาทำไม? เกิดมาเพื่ออะไร ?…….
เมื่อ ทุกคนกลับมารู้สึกภายใน แจ่มแจ้งได้ด้วยญาณปัญญาภายใน ย่อมเห็นแจ้งชัดว่า ทุกคนก็ล้วนเกิดมาสร้างบารมี ทำตัวเองให้หลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร บอกผู้อื่นให้รู้ตาม ในสิ่งที่เราเห็น คือ บอกแต่ธรรมะ ให้เขาเห็นแจ้งได้ด้วยธรรมะภายใน ชี้ทางสว่างให้



เมื่อเราบอกคนอื่นบ่อยๆ เราก็ได้บ่อยๆ
เมื่อเราได้บ่อยๆ เราก็กลับมารู้สึกบ่อยๆ
เมื่อเรากลับมารู้สึกบ่อยๆ เราก็นิ่งบ่อยๆ
เมื่อนิ่งบ่อยๆ ก็สงบบ่อยๆ
เมื่อสงบบ่อยๆ…..ก็ย่อมเห็นตามความเป็นจริงว่า


“สิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา………
สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา “……….

“ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนมีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นที่มา มีกรรมเป็นที่ไป ล้วนแล้วแต่กรรมพาไป เราหว่านพืชเช่นไร ผลก็ย่อมได้รับเช่นนั้น เราปลูกพืชในดินที่ดี คือ การฝึกจิต จิตที่ฝึกมาดีแล้วเท่านั้นแหละ ที่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข กับทั้งปัจจุบันและอนาคต ให้ทุกคนมีความเพียร เห็นสรรพสิ่งตามความเป็นจริงอยู่เสมอ ดำรงจิต สถิตมั่นในสัจธรรม ดำรงตนให้พ้นทุกข์ ถึงสุขที่แท้จริง คือ ความสิ้นทุกข์ในปัจจุบันชาตินี้เทอญ ฯ “


1.5 “เมื่อทุกคนกลับมารู้สึกภายใน กลับมารู้สึกเกิด-ดับอยู่ภายใน ย่อมเห็นตามความเป็นจริงว่า……..

“สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนมีการเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา “

ความคิดทั้งหลายไม่มีวันจบ เมื่อเรากลับมารู้สึกภายในเนืองๆแล้ว ย่อมเห็นตามความเป็นจริงว่า……

.

“สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา”

สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนมีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นที่มา มีกรรมเป็นที่ไป ล้วนแล้วแต่กรรมพาไป เราหว่านพืชเช่นไร ผลก็ย่อมได้รับเช่นนั้น เราปลูกพืชในดินที่ดี คือ การฝึกจิต…….
เมื่อเราตั้งมั่นอยู่ภายในดีแล้ว จิตที่ฝึกดีแล้วเท่านั้นแหละ ย่อมเห็นตามความเป็นจริง จากภายในออกภายนอกว่า……….

“ร่างกายนี้เรายังเอาไปไม่ได้ แล้วเราจะเอาอะไรไป มีแต่กุศลเท่านั้น ที่เราจะทำและนำติดตัวไป เหมือนเงาตามตัวฉันนั้น”

เมื่อ ทุกคนพิจารณาให้ถึงที่สุด และตั้งมั่นให้ถึงที่สุด เราจะต้องเห็นตามความเป็นจริง นี่คือสัจธรรมที่อยู่ภายใน ที่อยู่ในธรรมชาติ ที่อยู่ในทุกสิ่งในโลก……”ทุกสิ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ทุกสิ่งย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา ทุกสิ่งในโลก ล้วนเอาอะไรไปไม่ได้เลย มีแต่จิตที่ฝึกดีแล้วเท่านั้นแหละ ที่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขตลอดกาลนาน “

ให้ทุกคนมีดวงจิต สถิตมั่นในสัจธรรม ดำรงตนให้พ้นทุกข์ พบสุขที่แท้จริง คือ มรรคผลนิพพาน สิ้นทุกข์ในปัจจุบันชาตินี้เทอญ ฯ “……….


1.6 “เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนเลย บุคคลใดฝึกจิตไว้ดีแล้ว รู้สึกในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมภายในดีแล้ว ย่อมเป็น “ผู้ไม่ประมาท” เดินตามรอยแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว “

เมื่อทุกคน กลับมารู้สึกภายในดีแล้ว……ย่อมเห็นว่า ความคิดทั้งหลาย ล้วนผ่านมาและผ่านไป กุศลที่เราได้ทำดีแล้ว อาหารที่เราได้ถวายดีแล้ว ที่พักที่เราได้ถวายดีแล้ว นี่คือ จตุปัจจัย เป็นพลวปัจจัย เป็นนิสัยนำส่ง ไม่ว่าเราจะเกิดชาติหนึ่งภพใด

…ทาน ที่เราได้ทำดีแล้ว บารมีที่เราได้สร้างไว้ดีแล้ว กุศลที่เราได้ทำดีแล้ว ธรรมะที่เราได้ปฏิบัติดีแล้ว ย่อมเป็นอานิสงส์อันเกษม ไม่มีประมาณ…….

กรรมดีที่พวกเราได้สร้างไว้ดีแล้ว ไม่ว่าจะเกิดชาติหนึ่งภพใด ย่อมติดตามตัวเราไป เหมือนเงาตามตัวฉันนั้น

ให้ทุกคนมีปัญญา เห็นแจ้งสว่างในธรรม แทงทะลุถึงธรรมทั้งมวล สิ้นทุกข์ พบความสุขที่แท้จริงในปัจจุบันชาตินี้เทอญ ฯ “

1.7 “บุคคลทั้งหลาย……เมื่อกลับมารู้สึกภายในแล้ว ย่อมเห็นความคิดทั้งหลายว่า “ไม่ควรยึดมั่น”……เพราะมารย่อมหลอก ย่อมรอช่องทางอยู่ เมื่อบุคคลทั้งหลาย กลับมารู้สึกภายใน มารก็ย่อมไม่ได้ช่อง”

เมื่อทุกคนกลับมารู้สึกภายในเนืองๆ เห็นการเกิด-ดับภายในอยู่เนืองๆ ย่อมชื่อว่า เป็น “ผู้ไม่ประมาท”
เพราะเมื่อเราทุกข์ที่สุด ถ้าเรานิ่งอยู่ กลับมารู้สึกอยู่ ต้องเห็นได้ด้วยปัญญาภายใน มองให้เห็นที่สุด ว่าที่สุดแล้วเป็นอย่างไร……
เมื่อทุกคนกลับมารู้สึกภายในเนืองๆ ก็ย่อมเห็นว่า ร่างกายนี้ ล้วนมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา “ไม่ควรยึดมั่น”

 

“สิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา…….
สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา”……..

สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนมีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นที่มา มีกรรมเป็นที่ไป ล้วนแล้วแต่กรรมพาไป เราหว่านพืชเช่นไร ผลก็ย่อมได้รับเช่นนั้น เราปลูกพืชในดินที่ดี คือ การฝึกจิต จิตที่ฝึกดีแล้วเท่านั้นแหละ ที่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขตลอดกาลนาน

ให้ทุกคนมีปัญญา สว่างแจ้งในธรรม สิ้นทุกข์…..พบความสุขที่แท้จริง ในปัจจุบันชาตินี้เทอญ ฯ “………

1.8 “เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และเสื่อมไปเป็นธรรมดา “

สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงในโลก ล้วนมีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นที่มา มีกรรมเป็นที่ไป ล้วนแล้วแต่กรรมพาไป เราหว่านพืชเช่นไร ผลก็ย่อมได้รับเช่นนั้น เราปลูกพืชในดินที่ดี คือ การฝึกจิต จิตที่ฝึกมาดีแล้วเท่านั้นแหละ ที่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขกับทั้งปัจจุบันและอนาคต

เมื่อทุกคนมีความเพียรในการฝึกจิต ย่อมพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงว่า………



สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไป…….
เมื่อสิ่งใดดับ สิ่งนั้นย่อมไม่เที่ยง……….
เมื่อสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นย่อมไม่ควรยึดมั่น……..
เมื่อไม่ยึดมั่น จิตภายในย่อมปล่อยวาง………
ปล่อยวาง ซึ่งจากความคิดทั้งปวง………
ความจำได้หมายรู้ สัญญาต่างๆ………
เมื่อสัญญาดับ ภพชาติก็ดับ……..
เมื่อภพชาติดับ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ย่อมดับ
ที่สุดแล้วย่อมหลุดพ้น เพราไม่ยึดมั่นด้วยภายใน
เมื่อเราฝึกจิตดีแล้ว ย่อมยังประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมกัน ด้วยความไม่ประมาท

ให้ทุกคนมีปัญญา เห็นแจ้งสว่างในธรรม สิ้นทุกข์….พบความสุขที่แท้จริง ในปัจจุบันชาตินี้เทอญ ฯ”……..




2.ทางพ้นทุกข์

“จะพ้นทุกข์ได้อย่างไร ?”

หลวงน้าครับ……..ผมกลุ้มใจจริงๆครับ จะทำไงดีครับ ช่วยผมที

อยากพ้นทุกข์เหรอ มานี่สิ

หงายมือวางบนหน้าตัก สูดลมหายใจเข้าลึกๆค้างไว้ตรงกลางทรวงอก บริเวณลิ้นปี่ นิ่งสักครู่……..

จะมีความรู้สึกเต้นตุ้บๆ เหมือนหัวใจเต้นอยู่…..ดูเอาไว้

มีแล้วครับ มันเต้นตึ้บๆ แล้วทำยังไงต่อครับ

ดูไปให้ติดต่อ ไม่ว่าจะลืมตา หรือแม้ฟังหลวงน้าพูดอยู่ ก็ดูจิตไปด้วย

ดูได้แล้วครับ (เด็กหนุ่มนิ่งสักครู่ ทำตามที่สอน)

ตาผมก็มองอยู่ หูก็ฟังอยู่ แต่ภายในรู้สึกอยู่ที่จิตตรงกลางทรวงอกตลอด…….มันเต้นตลอดเลยครับ

นี่เขาเรียกว่า สันทิฏฐิโก บรรลุแล้วเห็นเอง……มีใครรู้ไหมว่า เราปฏิบัติอยู่
ไม่มีครับ(หลานตอบ)

ก็ นั่นน่ะซิ จึงเรียกว่า บรรลุแล้วเห็นเอง เห็นเกิด-ดับ ภายใน แล้วก็ดูไปเนืองๆ ไม่ว่าจะเป็น จะเดิน จะนั่ง นอน กินข้าว อาบน้ำ ทำอะไรอยู่ ดูไปตลอด นี่ ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

อกาลิโก ไม่เลือกกาลเวลา

เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ

เราเรียกคนอื่นมาดูได้ โดยให้เขากลับมารู้สึกภายใน แล้วเขา ก็รู้ของเขาเอง…..เอาล่ะ ลองประคองจิต นิ่งสักพัก

หลานชายนิ่งหลับตา……

เวลา จะออกมา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนออกช้าๆ สัก2-3ครั้ง ใครจะเรียกอะไร อย่ารีบกระชากออกมา เดี๋ยวจะมึน…..ถึงจะลืมตา ก็รู้สึกไปตลอด…….



3.สภาวธรรม

เป็นยังไงบ้าง (หลวงน้าถาม)

สบายครับ บางครั้งมันก็เบา บางครั้งก็แรง บางครั้งคล้ายจะนิ่งไปครับ…..แล้วนี่ผมต้องท่องคำบริกรรมอะไรมั้ยครับ

ไม่ต้องท่องอะไร ให้รู้สึกไปอย่างเดียว

มันนั่งแล้วไม่ค่อยนิ่งเลยน่ะครับ และ ความคิดมันก็ขึ้นมาตลอดเวลาเลยครับ

ความ คิดมันไม่นิ่ง ไม่ใช่เราไม่นิ่ง แต่เพราะเราไม่รู้ เลยหลงไปยึดถือ เอาความคิดมาเป็นตัวของเรา แล้วเราก็คิดว่า เราไม่นิ่ง แท้จริง ความคิดมันก็คิดอยู่ของมัน เรามีหน้าที่เพียงแต่เห็นความคิด มันผ่านมาแล้วมันก็ผ่านไป ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป อย่าไปยึดถือ ว่าเป็นตัวเรา ว่าเป็นของเรา
เรากลับมารู้สึกที่จิต ดูจิตไปเนืองๆ

แม้แต่คำว่า”จิต” นี่มันก็ไม่มีชื่อ แต่ที่ เรียกกันว่า “จิต” เพราะจะได้คุยกันรู้เรื่อง……..

พอ เราดูไปเนืองๆ เดี๋ยวก็เกิดสภาวธรรม มีเหมือนเข็มแทงแปล๊ปบ้าง เหมือนหอกปักอกบ้าง ทะลุไปข้างหลัง ทั้งซ้ายขวาบ้าง บางครั้งกายทิพย์แยก ตัวรู้ก็แยก มีสภาวะเหมือนธรรมจักรหมุนอยู่ภายในบ้าง…….

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า

“สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ”
……สภาวธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น…….

เราดูไปตลอด ที่สุดเดี๋ยวแม้แต่ตัว”จิต”ก็ปล่อยโดยตัวมันเอง…….

4.ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น………
ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท………

พอสอนแล้ว ก็เอาไปสอนต่อเลยนะ กระแสมีแล้ว เหมือนรถสตาร์ทไม่ติด ถ้าพ่วงให้ ติดได้มั้ย ?

ได้ครับ (หลานตอบ)

แล้วสามารถไปสอนคนอื่นต่อได้มั้ย?

ได้ครับ (หลานเริ่มเห็นชัดขึ้น)

กระแสนี้ก็เช่นกัน เจอใครก็บอกเขา ให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกไปตรงกลางทรวงอก จะรู้สึกเต้น ตุ้บๆ…….
แล้วเราก็ส่งกระแสไปช่วยเขาด้วย บางทีแค่เราพูดไป เขาก็จะสังเกตได้ทันที เพราะคำพูดของเรา จะมีกระแสออกไปด้วย
เจอใคร เราก็บอก ก็สอนเขาเลย ให้เขามีที่พึ่งภายใน นี่เรียกว่า “ให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง”
และที่สำคัญ…..เราต้องไม่ลืมพ่อแม่ของเราด้วย กลับไปบอกไปสอนท่าน จะได้ขึ้นชื่อว่า ตอบแทนพระคุณของท่านด้วย
เราช่วยพ่อแม่ตอนนี้กับตอนจากกัน อย่างไหนจะดีกว่ากัน

ตอนนี้ครับ (หลานตอบ )
เพราะอะไร?

เพราะตอนนี้เรายังมองเห็น แต่ถ้าพ่อแม่จากไปแล้ว เรามองไม่เห็นครับ

ที่พูดนี้ ไม่ได้ให้กลัวนะ เพียงแต่จะให้เห็นว่า คนเราต้องจากกันเป็นธรรมดา “จะทำดีต่อกัน ก็ให้รีบทำตอนนี้เสียเลย”…….

ถ้าสมมุติมีคนเคยทำร้ายเรา เบียดเบียนเรามา เขากำลังจะตาย เราจะอโหสิกรรมให้เขามั้ย?

ให้อภัยครับ เพราะว่าไหนๆก็ต้องจากกันอยู่แล้ว(หลานตอบ)

ก็ นั่นน่ะซิ……ก็เมื่อไหนๆ เราต้องจากกันอยู่แล้ว ทำไมเราไม่ให้อภัยเขาตอนนี้เลยล่ะ……ทำแล้วใครมีความสุข ก็เราเอง แล้วผู้อื่นเขาก็มีความสุขด้วย……..


Comments