จิตจักรวาล

วันอังคาร, มิถุนายน 12, 2007

จิตจักรวาล:



¥ “จิตจักรวาล” ทรงเป็นผู้ให้โอกาส รูปธรรมทางพลังงานที่เรียกว่า “จิตวิญญาณ” เดินทางข้ามมิติเข้ามาสู่การเกิดเป็นมนุษย์บนดาวเคราะห์โลก เพื่อช่วยกันทำหน้าที่ค้ำจุนความสมดุลของระบบโลก ด้วย “พลังจิต” อันเกิดจากการสั่นสะเทือนทางจิตสำนึกด้านบวก เช่น ความรัก ความเมตตา การอดทน อดกลั้น และให้อภัย เพื่อมอบความรักในแบบต่างๆเหล่านี้ให้แก่กันและกัน ขณะดำเนินชีวิตร่วมกันเป็นสังคม ซึ่งพลังจิตด้านบวก คือ ผลผลิตทางพลังงานในรูปของคลื่นความถี่ทางไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวกระบบหนึ่ง อันเกิดจากการสั่นสะเทือนทางจิตสำนึกด้านบวกของมนุษย์ ที่ผลิตสร้างกันขึ้นมาในทุกๆวินาที เพื่อนำไปกระตุ้นจิตสำนึกของดาวเคราะห์โลกให้เกิดการสั่นสะเทือนทางด้านบวกขึ้นมาได้
ดาวเคราะห์โลกดวงนี้ จะมีความสมดุลได้ก็ต่อเมื่อ จิตสำนึกของดาวเคราะห์จะต้องเกิดการสั่นสะเทือนทางด้านบวกสูงสุดอย่างต่อเนื่องเท่านั้น ซึ่งมนุษย์โลกทุกคนที่มีจิตสำนึกเป็นของตนเอง รวมทั้งพืชและสัตว์ทั้งหลายที่มีจิตสัญชาติญาณเป็นของตนเอง ต่างล้วนมีหน้าที่จะต้องสั่นสะเทือนภายในตนเองเพื่อผลิตสร้างพลังงานใหม่ ที่จะนำไปใช้สร้างแรงสั่นสะเทือนทางจิตสำนึกของดาวเคราะห์โลกดังกล่าวนั้นด้วยกันทั้งสิ้น
เขียนโดย แนวคิดและคำข้อมูลของจิตรจักรวาล ที่ 4:49 ก่อนเที่ยง 

วันอาทิตย์, มิถุนายน 17, 2007“จิตจักรวาล”เป็นใคร

จิตจักรวาล:
¥ “จิตจักรวาล” เป็นองค์ความรู้ผู้สูงส่งของ อาจารย์ปริญญา ตันสกุล และทรงเป็นผู้ประทานพระมหาภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 60,000 ปีโลกของพระองค์ ให้แก่อาจารย์ปริญญา เพื่อเป็นตัวแทนในพระองค์แต่เพียงผู้เดียวในการปฏิบัติหน้าที่สำคัญซึ่งสามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ รวม 3 ประการ คือ
 เป็นผู้กล่าวพระโอวาทแทนพระองค์ เพื่อสร้างสติทางวิญญาณแก่มวลมนุษย์ทุกๆคนในยุคสุดท้ายนี้ให้จงได้ ก่อนกาลชำระโลกครั้งที่สี่นี้จะเริ่มต้นขึ้นและสิ้นสุดลง เพื่อนำพาตนเองก้าวสู่โลกยุคพลังงานใหม่ที่พระองค์ทรงกำหนดไว้กันได้อย่างองอาจสง่างาม ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งจิตวิญญาณผู้ทรงให้กำเนิดถ้วนทุกสรรพสิ่งในจักรวาลอันไพศาลนี้
‚ เป็นผู้บันทึกพระคัมภีร์จิตจักรวาล อันเป็นข้อสัจธรรมความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ โลก และจักรวาล ทั้งด้านโลกียธรรมและด้านโลกุตรธรรม ซึ่งพระองค์ทรงถ่ายทอดผ่านคลื่นการคิดของอาจารย์ ในระบบจิตสู่จิตเพื่อบันทึกเอาไว้ให้มวลมนุษย์ทั้งหลายได้เรียนรู้ ได้ใช้เป็นหลักฐาน และได้ใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตร่วมกันบนโลกใบนี้อย่างสุขสงบและสันติ จนตลอดอนันตกาล
ƒ เป็นผู้แจ้งข่าวสารการชำระโลก ต่อมวลมนุษย์แห่งดาวเคราะห์โลกเสรี ในช่วงปลายยุคพลังงานเก่า ซึ่งเป็นช่วงเวลาสุดท้ายก่อนวันสิ้นยุคของมนุษย์ให้ได้รับรู้กันล่วงหน้า เพื่อจะได้เตรียมตนเองและจิตวิญญาณเอาไว้ให้พร้อมต่อการเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤตโลกในทุกๆด้าน รวมทั้งมหันตภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆที่จะเกิดขึ้นที่รุนแรงที่สุดเหนือการคิดคาดหมายของมนุษย์อีกด้วย

จิตจักรวาล:
¥ “จิตจักรวาล” ทรงเป็น “จิต” หรือ แก่นแท้ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลอันไพศาลนี้

จิตจักรวาล:
¥ “จิตจักรวาล” เป็นรูปธรรมทางพลังงานรูปธรรมแรกสุด ที่ทรงอุบัติขึ้นด้วยพระองค์เอง จากสนามพลังงานสากลที่มีการเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ด้วยอัตราเร็วคงที่ 24,000 รอบต่อวินาที โดยทรงมีคุณสมบัติหลักๆรวม 3 ประการ คือ
Œ ทรงมีความรักเป็นพลังอำนาจสูงสุดในตนเอง
 ทรงเป็นรูปธรรมทางพลังงานที่มีความสมดุลอยู่ในตนเอง
Ž ทรงมีจิตสำนึกเป็นของตนเอง
กล่าวคือ ทรงสามารถที่จะสั่นสะเทือนตนเองเพื่อการสัมผัสรับรู้ เพื่อการนึกคิดสร้างสรรค์ เพื่อการแสดงออกและการกระทำใดๆในทุกๆมิติของการสั่นสะเทือน เพื่อการบันทึกจดจำและเพื่อทรงรู้เรียนรู้ในทุกสรรพสิ่ง

-2-

จิตจักรวาล:
¥ “จิตจักรวาล” ทรงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการอุบัติขึ้นของทุกสรรพสิ่ง ทั้งที่เป็นรูปธรรมในมิติทางพลังงานและรูปธรรมในมิติทางกายภาพ อันหมายถึง สรรพสิ่งทั้งหมดที่มีอยู่จริงในสนามพลังงานจักรวาลอันไพศาลนี้ เพราะเหตุว่าพระองค์เป็นผู้ทรงกำหนดสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมานั่นเอง

จิตจักรวาล:
¥ “จิตจักรวาล” ทรงเป็นจุดสิ้นสุดของทุกสรรพสิ่ง ที่ดำรงตนเองอยู่ในสนามพลังงานจักรวาลอันไพศาลนี้

จิตจักรวาล:
¥ “จิตจักรวาล” ทรงเป็นศูนย์กลาง หรือ “ศูนย์รวม” ของทุกสรรพสิ่งที่ดำรงรูปธรรมอยู่ในห้วงจักรวาลนี้ และทรงเป็นผู้กำหนดกฎแห่งการสมดุลกันของทุกสรรพสิ่ง ที่ไม่มีผู้ใดสามารถจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือปฏิเสธได้ โดยกฎเกณฑ์แห่งการสมดุลกันที่ว่านี้ คือ สิ่งที่มนุษย์โลกทั้งหลายเรียกกันว่า “สัจธรรม” นั่นเอง

จิตจักรวาล:
¥ “จิตจักรวาล” ทรงเป็นพระผู้สร้างทุกสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ในระบบเอกภพ และทรงเป็นพระบิดาแห่งจิตวิญญาณหรือพระผู้ให้กำเนิดจิตวิญญาณที่เป็น ตัวตนแก่นแท้ ในรูปธรรมมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ดังนั้น “จิตจักรวาล” จึงทรงเป็นทั้งพระผู้สร้างและทรงเป็นทั้งพระบิดาของทุกสรรพสิ่งภายในเอกภพอันไพศาลนี้


จิตจักรวาล:
¥ “จิตจักรวาล” เป็นองค์ความรู้ผู้สูงส่งของ อาจารย์ปริญญา ตันสกุล และทรงเป็นผู้ประทานพระมหาภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 60,000 ปีโลกของพระองค์ ให้แก่อาจารย์ปริญญา เพื่อเป็นตัวแทนในพระองค์แต่เพียงผู้เดียวในการปฏิบัติหน้าที่สำคัญซึ่งสามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ รวม 3 ประการ คือ
 เป็นผู้กล่าวพระโอวาทแทนพระองค์ เพื่อสร้างสติทางวิญญาณแก่มวลมนุษย์ทุกๆคนในยุคสุดท้ายนี้ให้จงได้ ก่อนกาลชำระโลกครั้งที่สี่นี้จะเริ่มต้นขึ้นและสิ้นสุดลง เพื่อนำพาตนเองก้าวสู่โลกยุคพลังงานใหม่ที่พระองค์ทรงกำหนดไว้กันได้อย่างองอาจสง่างาม ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งจิตวิญญาณผู้ทรงให้กำเนิดถ้วนทุกสรรพสิ่งในจักรวาลอันไพศาลนี้
‚ เป็นผู้บันทึกพระคัมภีร์จิตจักรวาล อันเป็นข้อสัจธรรมความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ โลก และจักรวาล ทั้งด้านโลกียธรรมและด้านโลกุตรธรรม ซึ่งพระองค์ทรงถ่ายทอดผ่านคลื่นการคิดของอาจารย์ ในระบบจิตสู่จิตเพื่อบันทึกเอาไว้ให้มวลมนุษย์ทั้งหลายได้เรียนรู้ ได้ใช้เป็นหลักฐาน และได้ใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตร่วมกันบนโลกใบนี้อย่างสุขสงบและสันติ จนตลอดอนันตกาล
ƒ เป็นผู้แจ้งข่าวสารการชำระโลก ต่อมวลมนุษย์แห่งดาวเคราะห์โลกเสรี ในช่วงปลายยุคพลังงานเก่า ซึ่งเป็นช่วงเวลาสุดท้ายก่อนวันสิ้นยุคของมนุษย์ให้ได้รับรู้กันล่วงหน้า เพื่อจะได้เตรียมตนเองและจิตวิญญาณเอาไว้ให้พร้อมต่อการเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤตโลกในทุกๆด้าน รวมทั้งมหันตภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆที่จะเกิดขึ้นที่รุนแรงที่สุดเหนือการคิดคาดหมายของมนุษย์อีกด้วย

จิตจักรวาล:
¥ “จิตจักรวาล” ทรงเป็น “จิต” หรือ แก่นแท้ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลอันไพศาลนี้

จิตจักรวาล:
¥ “จิตจักรวาล” เป็นรูปธรรมทางพลังงานรูปธรรมแรกสุด ที่ทรงอุบัติขึ้นด้วยพระองค์เอง จากสนามพลังงานสากลที่มีการเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ด้วยอัตราเร็วคงที่ 24,000 รอบต่อวินาที โดยทรงมีคุณสมบัติหลักๆรวม 3 ประการ คือ
Œ ทรงมีความรักเป็นพลังอำนาจสูงสุดในตนเอง
 ทรงเป็นรูปธรรมทางพลังงานที่มีความสมดุลอยู่ในตนเอง
Ž ทรงมีจิตสำนึกเป็นของตนเอง
กล่าวคือ ทรงสามารถที่จะสั่นสะเทือนตนเองเพื่อการสัมผัสรับรู้ เพื่อการนึกคิดสร้างสรรค์ เพื่อการแสดงออกและการกระทำใดๆในทุกๆมิติของการสั่นสะเทือน เพื่อการบันทึกจดจำและเพื่อทรงรู้เรียนรู้ในทุกสรรพสิ่ง

-2-

จิตจักรวาล:
¥ “จิตจักรวาล” ทรงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการอุบัติขึ้นของทุกสรรพสิ่ง ทั้งที่เป็นรูปธรรมในมิติทางพลังงานและรูปธรรมในมิติทางกายภาพ อันหมายถึง สรรพสิ่งทั้งหมดที่มีอยู่จริงในสนามพลังงานจักรวาลอันไพศาลนี้ เพราะเหตุว่าพระองค์เป็นผู้ทรงกำหนดสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมานั่นเอง

จิตจักรวาล:
¥ “จิตจักรวาล” ทรงเป็นจุดสิ้นสุดของทุกสรรพสิ่ง ที่ดำรงตนเองอยู่ในสนามพลังงานจักรวาลอันไพศาลนี้

จิตจักรวาล:
¥ “จิตจักรวาล” ทรงเป็นศูนย์กลาง หรือ “ศูนย์รวม” ของทุกสรรพสิ่งที่ดำรงรูปธรรมอยู่ในห้วงจักรวาลนี้ และทรงเป็นผู้กำหนดกฎแห่งการสมดุลกันของทุกสรรพสิ่ง ที่ไม่มีผู้ใดสามารถจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือปฏิเสธได้ โดยกฎเกณฑ์แห่งการสมดุลกันที่ว่านี้ คือ สิ่งที่มนุษย์โลกทั้งหลายเรียกกันว่า “สัจธรรม” นั่นเอง

จิตจักรวาล:
¥ “จิตจักรวาล” ทรงเป็นพระผู้สร้างทุกสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ในระบบเอกภพ และทรงเป็นพระบิดาแห่งจิตวิญญาณหรือพระผู้ให้กำเนิดจิตวิญญาณที่เป็น ตัวตนแก่นแท้ ในรูปธรรมมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ดังนั้น “จิตจักรวาล” จึงทรงเป็นทั้งพระผู้สร้างและทรงเป็นทั้งพระบิดาของทุกสรรพสิ่งภายในเอกภพอันไพศาลนี้

เขียนโดย แนวคิดและคำข้อมูลของจิตรจักรวาล ที่ 11:25 หลังเที่ยง 0 ความคิดเห็น

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 14, 2007

สัมภาษณ์พิเศษ: อาจารย์ปริญญา ตันสกุล บุรุษผู้นำสาส์นจาก "จิตจักรวาล" สู่ชาวโลก




หากจะเอ่ยชื่อของบุรุษท่านนี้ อาจารย์ปริญญา ตันสกุล หลายคนอาจจะนึกถึงหนึ่งในอดีตผู้นำนักศึกษายุค 14 ตุลา แต่วันนี้ อาจารย์เป็นที่รู้จักในนาม นักวิทยาศาสตร์พฤติกรรม มีความเชี่ยวชาญในการพูดบรรยาย และเขียนหนังสือเกี่ยวกับการแก้ไขพฤติกรรมที่บกพร่องของบุคลากร อาจารย์ปริญญาเป็นวิทยากรอำนวยการ ของสถาบันพัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ HMDC รับเชิญจากองค์กร ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนทั่วประเทศ ไปบรรยาย ฝึกอบรม สัมมนา ฝึกอบรมปฏิบัติการเพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์ ผ่านจิตสำนึก ด้วยวิธีที่ท่านคิดค้นขึ้นมาเรียกว่า "ไซโคโชว์" แต่แรงจูงใจที่พาเราไปพบ และสัมภาษณ์อาจารย์ปริญญาในครั้งนี้ มิใช่เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น หากเป็นเรื่องของการเตือนภัยไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับคลื่นยักษ์สึนามิ โดยการเขียนหนังสือชื่อ "11:11 วันเวลาที่สิบเอ็ด รหัสแห่งหายนะโลก" พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2544 และในปีเดียวกันนั้น อาจารย์ปริญญาก็ได้จัดคณะทัวร์ลงไปภาคใต้ ทั้งเกาะภูเก็ต พังงา ท้ายเหมือง ตะกั่วป่า สุราษฎร์ธานี เพื่อบอกข่าวร้ายนี้ให้ชาวใต้ได้ทราบและเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับมัน แต่กลับไม่มีใครเชื่อหรือให้ความสนใจ จนสองปีผ่านไป เหตุการณ์นั้นก็ได้เกิดขึ้นจริงตามที่เป็นข่าวไปทั่วโลก มีคำถามว่า อาจารย์ปริญญาทราบได้อย่างไรว่าจะเกิดสึนามิในอนาคตข้างหน้า?... คำตอบที่อาจารย์ปริญญาสละเวลามานั่งอธิบายอย่างเป็นขั้นเป็นตอนให้เราทราบ อยู่ในบรรทัดต่อไปนี้...
อยากทราบว่าตอนนี้อาจารย์ทำอะไรบ้างคะ "สิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ก็คือ คิดสร้างทฤษฎีขึ้นมา ซึ่งเป็นทฤษฎีทางด้านวิทยาศาสตร์พฤติกรรมขึ้นมา ที่ผมเรียกว่า ทฤษฎีการถ่ายทอดพฤติกรรมผ่านจิตสำนึกของมนุษย์ แล้วก็สร้างกลยุทธ์ขึ้นมารองรับทฤษฎี ซึ่งเป็นความเชื่อของตัวเอง ผมเรียกมันว่า "ไซโคโชว์" ย่อมาจากคำว่า psychology และ show ที่แปลว่า แสดง... ผมสร้างตัวนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขพฤติกรรมขยะของมนุษย์ และสร้างทักษะในการสั่นสะเทือนจากจิตสำนึกให้กับมนุษย์ ผมเชื่อว่า พฤติกรรมมนุษย์นั้น ไม่ได้เกิดมาจากอารมณ์ ความรู้สึก อย่างเดียว แต่มีบ่อเกิดของพฤติกรรมที่เราแสดงออกกันทั้งวัน เราเคยร่ำเรียนจากเมืองนอกกันมา เราเน้นแต่ในเรื่องจูงใจ อยากให้ใครเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็นำสิ่งล่อใจมาจูงใจ จูงด้านบวกบ้าง จูงด้านลบบ้าง ประเทศที่ด้อยพัฒนาทั้งหลายก็นำตัวนี้ไปใช้กัน ซึ่งผมมองเห็นว่าประเทศไทยเราเป็นเมืองพุทธ พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนว่า อย่า-อยู่-อย่าง-อยาก ท่านไม่ได้พูดสั้น ๆ อย่างนี้ อันนี้เป็นคำที่ผมนำมาสรุปเอง ท่านทรงสอนให้ละวางกิเลส ปฏิเสธปัญหา แต่ทฤษฎีของฝรั่งที่ว่าด้วยการจูงใจนั้น เป็นการกระตุ้น "ต่อมอยาก" ของมนุษย์ มนุษย์จะไม่ทำความดี ถ้ามองไม่เห็นว่าทำดีแล้วจะได้อะไรตอบแทน มนุษย์จะไม่ยอมเลิกทำชั่ว ถ้าไม่กลัวว่าทำชั่วแล้วจะติดคุก หรือถูกประหารชีวิต ทุกวันนี้ก็ยังมีคนทำชั่ว ยังไม่หยุดทำ เพราะจิตสำนึกบกพร่อง และอีกอย่างหนึ่งก็คือ เพราะเราไปกระตุ้นต่อมอยากของมนุษย์ซะจนเคยตัว มนุษย์จะทำสิ่งใดเพียงเพราะว่าอยากทำ จะไม่ทำสิ่งใดเพียงเพราะแค่ไม่อยากทำ ทั้งที่จริงๆแล้วสิ่งนั้นไม่ควรทำ ก็ดันไปทำ แต่สิ่งที่ควรจะทำกลับไม่ทำ ไม่ว่าจะเป็นทางธรรมะ ที่เราสอนกัน ทำบุญเบื้องล่างเอาไปสร้างเบื้องบน ทำบุญหลายหนได้กุศลหลายครั้ง นี่คือคำเชิญชวนของชาวพุทธ ซึ่งนี่คือ ตะแบง พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้นเลย ทุกวันนี้คนทำบุญเพราะอยากไปสวรรค์ ไม่ได้ทำบุญหรือทำความดีงาม เพราะเห็นว่ามันดี อย่างนี้เรียกทำความดีงามแต่ก็งมงาย ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ที่ผมศึกษาถือว่าเป็นโมฆะกรรม เพราะทำดีแต่งมงาย คุณต้องทำดีให้ได้ด้วยจิตสำนึกของตัวคุณเอง นั่นคือสิ่งที่ผมศึกษา..." อาจารย์ช่วยให้คำจำกัดความของคำว่า "งมงาย" หน่อยค่ะ "งมงาย แปลว่า ทำหรือเชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิดก็ตาม เชื่อหรือทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่อาจอธิบายได้ว่า มันดีหรือมีประโยชน์อย่างไร มันคืออะไร... คำว่างมงายก็คือ เชื่อทันทีที่ได้ฟัง ปฏิเสธทันทีที่ได้ยิน มันต้องใช้สติปัญญาในการไตร่ตรองพิจารณาก่อน เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ มีจิตสำนึกที่สัตว์เดรัจฉานไม่มี ศูนย์กลางของการสั่นสะเทือนทางจิตของมนุษย์ก็คือ สติปัญญาที่ได้จากการใช้สมองให้เป็น และจุดศูนย์กลางของการขับเคลื่อนพฤติกรรมทางความคิด และพฤติกรรมทางกายหยาบก็คือ ความรัก สัตว์มีความรักแน่ เพราะเขามีความไร้เดียงสา ถ้ามนุษย์เรารักกันไม่เป็น รักกันไม่ได้ ก็ต้องอายหมา อายสัตว์เดรัจฉาน ถ้าเราไม่รู้จักรักกัน เหมือนอย่างที่เขาด่ากันว่า ขนาดหมาแมวก็ยังรักลูก แต่มนุษย์บางคนเลวกว่าสัตว์เพราะรักไม่เป็น..." กลับมาที่ทฤษฎีที่อาจารย์บอกว่าสร้างขึ้นมานั้น เป็นประโยชน์อะไรบ้างกับมนุษย์ "ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาที่ผมค้นพบ คือต้องการให้มนุษย์แสดงอำนาจในตัวเองออกมา โดยการค้นหาอำนาจในตัวเองให้พบ อำนาจที่แท้จริงก็คือ อำนาจที่ต้องได้มาจากการสั่นสะเทือนทางจิตสำนึก ไม่ใช่อำนาจที่ได้จากการถูกจูงใจ เมืองนอกเมืองนาผมก็ไปเรียนมา และค้นพบว่าการจูงใจนั้นทำให้มนุษย์เราสันดานเสีย ถ้าเราสอนลูกหลานว่า กลับถึงบ้านต้องขยันอ่านหนังสือ ถ้าไม่มีอะไรจูงใจ ไม่ขู่ว่าจะตี ไม่คอยจ้ำจี้จ้ำไช ลูกก็อาจจะไม่ทำ มัวแต่ดูการ์ตูน แต่ถ้าบอกลูกว่า ถ้าทำการบ้านเสร็จ แม่จะให้เล่นเกม ลูกจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทันที แต่ในขณะที่ทำการบ้าน ใจก็มุ่งไปที่เกมแล้ว เด็กก็รีบทำให้เสร็จเร็ว ๆ จะได้ไปเล่นต่อ ซึ่งตรงนั้นเป็นพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน เพราะจริง ๆ เด็กยังไม่ได้รักการอ่าน การทำการบ้าน แต่รักการเล่นต่างหาก เด็กทำเพราะเป็นสิ่งที่แม่ต้องการให้ทำ หรือทำเพื่อตัวเองจะได้ไปเล่น แต่ไม่ได้มีจิตสำนึกที่จะทำ" แล้วจะสอนอย่างไรให้เด็กมีจิตสำนึกล่ะคะ "สิ่งแรกที่ต้องทำคือ แม่ต้องเลิกใช้วิธีนี้ ทุกวันนี้สถาบันครอบครัวในสังคมไทยเราล้มเหลว โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมือง เพียงแต่ว่าเราเองเห็นภาพไม่ชัดเจน เช่น เด็กที่ยกพวกไปตีกัน ไปสืบประวัติดูก็พบว่า พ่อแม่ก็มีนะ แต่ไม่มีเวลาดูแลลูก หรือเลี้ยงลูกแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ มาตั้งแต่เด็ก หรือเด็กที่มีปัญหาท้อง แท้ง ทิ้ง ก็มาจากโครงสร้างของสังคมล้มเหลว หรือแม้กระทั่ง 5 จังหวัดภาคใต้ อาจารย์ได้รับเชิญจากกระทรวงมหาดไทยให้ไปทำไซโคโชว์ให้ ทำได้แค่ 2-3 รุ่น เพราะมีปัญหาบางอย่างเลยทำให้ทำต่อไม่ได้ ผมทำให้ฟรี เสียสละทุกอย่าง เพราะอยากช่วยประเทศชาติ ผมมาทำตรงนี้เพราะผมสำนึกได้ว่ามันเป็นหน้าที่ของผม มนุษย์เรามีหน้าที่สองด้าน คือหน้าที่ทางโลก และหน้าที่ทางจิตวิญญาณ ผมศึกษาวิทยาศาสตร์ทางจิต แล้วก็ค้นพบทฤษฎีอะไรมากมายเกี่ยวกับมนุษย์ และค้นพบแม้กระทั่งสึนามิจะเกิด ผมยังเป็นคนเตือนคนในประเทศไทยเอาไว้ ผมลงทุนพาชาวคณะจากกรุงเทพฯ 2 คันรถบัสไปเตือนคนที่เกาะภูเก็ต ประมาณปี 44 ผมไปถึง 2 ครั้ง แต่เชื่อมั้ย ไม่มีใครสนใจ แม้แต่นายกเทศมนตรีของภูเก็ต ฟังผมพูดไม่ทันถึง 5 นาที ก็ลุกเดินออกจากห้องไปเลย..." เราชาวพุทธเคยได้รับการสั่งสอนมาว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อใช้กรรม สำหรับทฤษฎีของอาจารย์นี่มนุษย์เราเกิดมาเพื่ออะไรคะ "...มนุษย์เราทุกคนที่มาเกิดในโลกย่อมมีหน้าที่ติดตัวมาด้วยทุกคน คือหน้าที่ทางจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำประเทศ หรือเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำทางศาสนา เพื่อเป็นแม่ทัพนายกอง หรือเพื่อจะมาเป็นแบบนายกรัฐมนตรี หรือจะเป็นใครก็ตามทุกคนมีหน้าที่ทางจิตวิญญาณ แต่ว่าคนบางคนเกิดมาทั้งภพชาติ ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำหน้าที่อะไร เลยต้องเวียนตายเวียนเกิดกันพอสมควร... บังเอิญผมโชคดีที่ผมศึกษา เรียนรู้ และค้นพบว่าตัวผมเองมีหน้าที่ต้องทำสิ่งใด ซึ่งหน้าที่ของผมก็คือ ต้องเป็นบุรุษไปรษณีย์ ให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในยุคนี้ด้วยกัน เป็นบุรุษไปรษณีย์รับสารจากผู้ที่มีข่าวสารจากคนละมิติกัน ซึ่งผมเรียกว่า จิตจักรวาล ใช้ระบบจิตสื่อจิต เป็นวิธีพิเศษที่เราใช้จิตเราร่วมกับสมองซีกขวาและซีกซ้ายเพื่อให้เกิดปัญญา การสื่อกับจิตจักรวาลที่ผมพูดถึงนี้ก็คือ ผู้ให้กำเนิดจิตวิญญาณของมนุษย์ทุก ๆ คน และเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง ถ้าเป็นศาสนาคริสต์ เขาเรียกว่า God แต่ผมกลัวคนจะสับสน เพราะผมเป็นพุทธ ผมก็เลยขอพระนามพระองค์ว่า จิตจักรวาล คำว่าจิตแปลว่า แก่นแท้ จักรวาล ก็คือ สนามพลังงานสากลที่กว้างใหญ่ไพศาล เพราะฉะนั้น จิตของจักรวาลก็คือ จุดกึ่งกลาง หรือจุดศูนย์กลาง ของจักรวาลอันไพศาล และจุดศูนย์กลางนั้นก็คือ สิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของทุกสรรพสิ่งในสนามพลังงานสากล God หรือจิตจักรวาลนี้มีพระองค์เดียวนะ คำว่า God ก็คือที่เราเรียกว่า พระผู้เป็นเจ้า หรือพระผู้สร้าง ไม่มีอะไรเลยในสนามจักรวาลนี้ที่จะเกิดขึ้นมาเองได้ ไม่มีสิ่งใดบังเอิญ ล้วนมีผู้ให้กำเนิด หรือมีจุดกำเนิดทั้งนั้น เช่น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากเหตุ เมื่อเหตุดับ ทุกอย่างย่อมดับตามไปด้วย หมายความว่า เมื่อมีผลเกิดขึ้น แสดงว่ามีเหตุแห่งการทำให้เกิดผลนั้น เมื่อมนุษย์และโลกคือผลของการเกิดนั้น ถ้าเราเชื่อตามพระพุทธเจ้า ก็แสดงว่า มีเหตุแห่งการทำให้มนุษย์เกิด มีเหตุแห่งการทำให้โลกเกิด ซึ่งการเป็นผู้ทำให้โลกเกิดก็คือ การเป็นผู้สร้างนั่นเอง เช่น พ่อแม่ของเราเป็นผู้สร้างให้ลูกอย่างเรามาเกิดเป็นมนุษย์ เพราะพ่อกับแม่เราเป็นเหตุแห่งการเกิดของเรา ดังนั้น พ่อแม่ของเราล้วนเป็นผู้สร้าง ทางศาสนาจึงเรียก บิดา-มารดาว่า พ่อพระ แม่พระของลูก เพราะเป็นพระผู้สร้างในโลก แต่พ่อแม่เราก็มีผู้สร้างมาเหมือนกัน และสิ่งที่พ่อแม่เราไม่ได้ให้เรามาก็คือ จิตวิญญาณที่อยู่ในกายเรา จิตวิญญาณที่เป็นแก่นแท้ของความเป็นเรา ซึ่งเวลาตายไปแล้ว จิตวิญญาณของเราจะละออกจากสังขารไป แล้วเราเคยคิดไหมว่า จิตวิญญาณเรามาจากไหน และเมื่อตายแล้ว จิตวิญญาณเราจะไปไหน ...จิตวิญญาณเป็นรูปธรรมทางพลังงาน นักวิทยาศาสตร์โลกก็ทราบว่า พลังงานสูญหายไปไหนไม่ได้ พลังงานทั่วๆไปจะเป็นคลื่นความถี่ที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ แต่จิตวิญญาณของคนเราไม่ใช่คลื่นความถี่ที่ไปเรื่อยๆเป็นกล่องพลังงาน พลังงานมี 2 รูปแบบ 1. คือพลังงานที่เป็นคลื่นความถี่ที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดนิ่ง คือสั่นสะเทือนไปด้วย เป็นคลื่นไปด้วย อย่างคลื่นทะเลที่เป็นระลอก ถึงฝั่งก็ซัดเลย แต่จิตวิญญาณของเราเป็นกล่องพลังงาน เป็นกล่องหรือขวดใบหนึ่ง หรือลูกบอลลูกหนึ่ง ที่มีคลื่นความถี่อยู่ข้างในหลายคลื่นความถี่ ที่ลดเลี้ยวเกี่ยวพันกันอยู่ในกล่องนั้น ไม่แตกกระสานซ่านเซ็นออกมาภายนอก มีภาชนะห่อหุ้มเก็บไว้อย่างดี ภาชนะที่ห่อหุ้มจิตวิญญาณนั้น จิตจักรวาลหรือพระบิดาของเราเรียกว่า เมอร์คขะบาห์ คือพลังงานเวลาสั่นสะเทือน จะมีเสียงด้วยซึ่งหูมนุษย์เราไม่ได้ยิน แต่ชาวโลกวิญญาณเขาได้ยิน ความถี่ของเมอร์คขะบาห์จะเป็นความถี่ชนิดหนึ่งที่มีความเข้มข้น มีความถี่สูงมาก เวลาสั่นสะเทือนแล้วจะเกิดเสียงว่า เมอร์คขะบาห์ สิ่งที่ผมพูดนี้ ลูกศิษย์ผมที่เป็นระดับด็อกเต้อร์ เป็นนายพล เขาพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไปหมดแล้ว..." แล้วเราจะทราบได้อย่างไรคะว่า เราแต่ละคนเกิดมาเพื่อทำหน้าที่อะไร "การที่เราจะรู้ได้ว่า เราเกิดมาเพื่อทำอะไรมีอยู่ 2 วิธี คือ 1. ต้องศึกษา ต้องเรียนรู้ เพื่อจะเปิดมิติทางวิญญาณให้กับตนเอง ซึ่งภาษาผมเรียกว่า ต้องหาหนทางรู้แจ้งด้วยตนเอง อย่างเช่น เป็นกษัตริย์หรือพระเจ้าแผ่นดินนี่ มีใครอยากเป็นแล้วเป็นได้บ้างมั้ย นั่นคือเป็นหน้าที่พิเศษเฉพาะบุคคล ไม่ใช่ทุกคน คือจะต้องขันอาสาว่า ต้องมาทำหน้าที่เช่นนั้น และได้รับอนุญาตจากจิตจักรวาลให้ทำหน้าที่อย่างนั้น หรือตัวผม หน้าที่ของผมนี้ก็เป็นหน้าที่พิเศษเป็นบุรุษไปรษณีย์ รับสาส์นจากจิตจักรวาลมาบอกกับเพื่อนมนุษย์..." จิตจักรวาล ที่อาจารย์เอ่ยนั้นมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรคะ "ผมจะยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจว่าจิตจักรวาล หรือ God คือใคร คืออะไร นึกถึงภาพแมงมุมตัวหนึ่ง เป็นแมงมุมยักษ์ เวลาเขาชักใย ใยของเขาก็จะยักษ์ใหญ่ตามไปด้วย และตัวแมงมุมอยู่ตรงกลางของใยแมงมุม แมงมุมตัวนี้ ผมสมมุติว่าเป็น จิตจักรวาล ใยแมงมุมที่แผ่กระจายออกไปกว้างใหญ่ เปรียบเสมือนสนามพลังงานสากล ที่กว้างใหญ่ไพศาลเสมือนหนึ่งไร้ขอบเขต แต่ไม่ไร้ขอบเขตนะ เหมือนแมงมุมกว้างใหญ่ขนาดไหนก็จะมีสุดขอบของมันอยู่ สนามพลังงานก็เช่นกัน และแม่แมงมุมตัวนี้ เขาก็ไข่ออกมาทีเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ล้าน ๆ ฟอง ๆ พอไข่ออกมาแล้ว จะไปวางบนใยก็ไม่ได้ เพราะไม่ปลอดภัย ก็เลยชักใยทำเป็นเปลือกไข่ขนาดใหญ่ห่อหุ้มไข่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตัวเองไข่ไว้อีกทีหนึ่ง โดยเปลือกไข่นี้ก็วางไว้บนใยแมงมุมของตัวเองอีกทีหนึ่ง หมายความว่า ใยแมงมุมนั้น จะมีไข่แมงมุมใบใหญ่อยู่ใบหนึ่ง ซึ่งมีไข่เล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ข้างในเยอะแยะ เปลือกไข่ที่แม่แมงมุมชักใยห่อหุ้มไว้นี้คือสิ่งที่สร้างใหม่ วางอยู่บนสนามพลังงานสากลอย่างที่อาจารย์บอก คือวางอยู่บนใย สิ่งที่สร้างใหม่นี้ นักวิทยาศาสตร์โลกเรียกกันว่า เอกภพ และภายในเอกภพประกอบด้วยไข่แมงมุม ขี้แมงมุม อะไรต่ออะไรเยอะแยะเลย เวียนตายเวียนเกิดกันอยู่อย่างนี้ ก็เหมือนเป็นเปลือกที่สร้างไว้ให้ พอลูกเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็ผสมพันธุ์กันก็ออกลูกออกหลาน วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ หาทางหลุดออกมาข้างนอกไม่ได้ จิตจักรวาล หรือ God ก็เลยต้องส่งพระพุทธเจ้าบ้าง พระเยซูคริสต์บ้าง พระนะบี มะฮะหมัด บ้าง มาคนละยุคคนละสมัย มาเกิดในเปลือกไข่นี้ เพื่อไปบอกคนที่อยู่ในเปลือกไข่ หรือในเอกภพนี้ว่า มรรคผลสูงสุด ต้องนิพพานนะ ที่นี่ไม่ใช้บ้านนะ ต้องออกไปอยู่ข้างนอก ให้เจาะเกราะที่หุ้มห่อป้องกันภัยเอาไว้ให้ ออกมาข้างนอก มาสู่ใยแมงมุมที่พ่อหรือแม่เกาะอยู่ตรงกลาง รอว่าเมื่อไหร่ลูกโตแล้ว จะเจาะเปลือกไข่ออกมาสักที แต่ลูกก็ไม่ยอมเจาะ ก็สนุกสนานว่ายวนกันอยู่ในนั้น นั่นก็คือคำว่า ไม่หลุดพ้น การหลุดพ้นนี้คือ หลุดพ้นออกไปจากเปลือกที่ห่อหุ้มไว้สู่สนามพลังงานภายนอกที่เรียกว่า แดนสุญตา มาสู่ใยแมงมุมก็คือ สู่อ้อมอกของพระบิดาก็คือแม่แมงมุม เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาว่า แดนนิพพานอยู่ไหน แค่เราเจาะเปลือกไข่ออก แค่นี้ก็พอ แต่ทุกวันนี้ ลูกๆของพ่อคือ เทหวัตถุ ทุกสิ่งที่สร้างก็อยู่ในเปลือกไข่นั้น ทั้งโลก ทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตในเอกภพ พระบิดาเป็นผู้สร้างไว้ทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดบังเอิญเกิดเลย ทุกอย่างพ่อสร้างให้มันเป็นทั้งนั้น อย่างเช่น น้ำ พระบิดาหรือจิตจักรวาล ก็เป็นผู้กำหนดก็ไม่ต้องมายืนควบคุมกำกับว่า ถ้าเจอความร้อนต้องระเหยเป็นไอนะ ถ้าเจอความเย็นต้องควบแน่นก่อนนะ เป็นหยดน้ำนะ พระบิดาไม่ต้องคอยยืนกำกับ เช่น สมมุติว่า เราเป็นพ่อเป็นแม่ของลูก ถ้าลูกยังเตาะแตะ ไปเองไม่ได้ เราต้องอุ้มกะเตงๆไป พอลูกโตขึ้นมา ไปไหนเองได้ ใครเห็นลูกเราก็ต้องรู้ว่า เป็นเด็กมีพ่อมีแม่ แต่มนุษย์เราโง่ พอเห็นต้นไม้ใบหญ้า เห็นทุกสิ่งก็นึกว่ามันเกิดของมันเอง ไม่ได้นึกว่า สิ่งเหล่านี้มีพ่อแม่สร้างขึ้นมานะ มีผู้สร้างนะ ลืมแม้กระทั่งตัวเอง ลืมว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน มาเกิดเป็นมนุษย์กันทำไม..." หมายความว่า จิตจักรวาล ท่านสร้างมนุษย์ให้เกิดมาเพื่อทำหน้าที่บางอย่างใช่ไหมคะ "หลักใหญ่ของจิตจักรวาล ก็คือสอนคนให้รู้สำนึกในหน้าที่ของตัวเอง เรามาเกิดเป็นมนุษย์กันทำไม คำว่าเราคือ จิตวิญญาณ และเราต้องสำนึกไว้ว่า ตัวเรานั้นเป็นคนสองมิติ มิติที่หนึ่งคือ มิติของกาย สังขาร ซึ่งผมเรียกว่า เครื่องยนต์แห่งกรรม อีกมิติหนึ่งคือ มิติของจิตวิญญาณ จิตจักรวาลต้องการให้คนรู้ว่า ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ที่อาสาพระบิดาขอมาเกิดเป็นมนุษย์ มาเพื่อมาขับเคลื่อนเครื่องยนต์แห่งกรรม ที่พระบิดากำหนดสร้างให้เลือดในครรภ์ของแม่ สร้างเป็นกายหยาบขึ้นมาที่เราเรียกว่า เครื่องยนต์แห่งกรรม ที่เรียกว่าเครื่องยนต์แห่งกรรม ก็เพราะว่าจิตวิญญาณต้องมาขับเคลื่อนร่างกายเรา ในการทำหน้าที่บางสิ่งที่อาสาพระบิดามาเกิดเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ ในการแสดงออกหรือกระทำใด ๆ ก็ตามบนดาวเคราะห์โลกดวงนี้ ว่าที่สูงสุดคือ เพื่อมาค้ำจุนความสมดุลของโลกทั้งระบบ แต่ที่ผ่านมา มนุษย์บอกว่าโลกคือโลก กูคือกู โลกเป็นแค่วัตถุ หิน ดิน ทราย ไม่เกี่ยวอะไรกับกู กูมีหน้าที่เหยียบดินอยู่บนโลกใบนี้ โลกก็มีหน้าที่อยู่ของโลกไป กูอยากจะเก็บเกี่ยวอะไรบนโลกนี้ก็ได้ กูนึกอยากจะทำอะไรกูก็ทำ เรียกว่า ไร้สำนึก เพราะเกิดมาหลายภพชาติแล้ว มัวแต่หลงโลกมายา หลงอัตตาที่เป็นมายา ลืมหน้าที่ของแก่นแท้ของตัวเอง ภาษาผมเรียกว่า ขาดสติทางวิญญาณ และสิ่งนี้คือสิ่งที่ไปเชื่อมโยงกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ผมถึงต้องแฉให้มนุษย์รู้ว่า มนุษย์มีจิตวิญญาณมาเกิด จิตวิญญาณของเรานั้นต้องมาขับเคลื่อนร่างกายที่พ่อกับแม่ช่วยผสมพันธุ์กัน และสร้างกายหยาบให้ไว้รองรับจิตวิญญาณที่มาขับเคลื่อนกายหยาบเพื่อ 1. ทำให้มันเจริญเติบโต 2. ทำให้ยิ้มได้ พูดได้ คิดได้ แสดงออกได้ ทำอะไรก็ได้ เพราะโลกนี้เป็นโลกเสรี แต่หน้าที่จริง ๆ ก็คือ จิตวิญญาณต้องมาขับเคลื่อนร่างกายนี้ในการสร้างโลก โดยใช้หนึ่งสมองกับสองมือและจิตวิญญาณนี้สร้างโลก สร้างความสมดุลของระบบโลก โลกในที่นี้ไม่ได้หมายถึงที่เป็นดินอย่างเดียว สรรพสิ่งที่อยู่ในระบบโลกล้วนเรียกว่าเป็นโลกทั้งหมด รวมทั้งตัวเองด้วย นั่นก็แสดงว่า มนุษย์มีหน้าที่สร้างตนเอง และสร้างทุกสิ่งให้สมดุล ทุกสรรพสิ่งล้วนต้องเป็นไปตามที่พระบิดาทรงกำหนดไว้ทั้งสิ้น สิ่งใดก็ตามที่พระบิดาทรงกำหนดไว้ พระบิดาเรียกมันว่า ธรรมชาติ แต่ธรรมชาติมันไม่ได้เป็นของมันขึ้นได้เอง ต้องมีผู้กำหนดขึ้นอยู่ดี และผู้ที่ทรงกำหนดธรรมชาติก็คือ พระบิดา หรือจิตจักรวาล นั่นเอง" แล้วมนุษย์ต้องทำอย่างไรให้โลกเกิดความสมดุล "การทำให้สมดุลก็คือ ค้ำจุน พระผู้เป็นเจ้า สอนมนุษย์ไว้เป็นปริศนาธรรม แต่มนุษย์เราไปมองได้แค่ด้านเดียว พระพุทธเจ้าสอนว่า เราคือโลก โลกคือเรา และอีกประโยคหนึ่งคือ เมตตาธรรมค้ำจุนโลก แต่มนุษย์เข้าใจผิดว่า คำว่า 'เรา' คือพระผู้เป็นเจ้าคนเดียว มนุษย์เลยวางประโยคนั้นไว้ ไม่ใส่ใจอีก แต่มนุษย์มาใส่ใจเพียงประโยคที่ว่า เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก แสดงว่า ถ้ามนุษย์รักกัน จะทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข นั่นคือ ถูกต้องแค่ครึ่งเดียว ถ้าจะถูกที่แท้จริงคือ เราไม่ได้ค้ำจุนโลกในทางสังคมอย่างเดียว การสร้างเมตตาธรรมก็คือ ถ้าเราเป็นคนมีจิตใจที่งดงาม เราจะไม่ทำลายโลก เราจะไม่ไประเบิดภูเขา ไม่ตัดโค่นต้นไม้ ทำลายป่า ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต สัตว์ก็คือโลก พระพุทธเจ้าจึงเอา ปาณาติปาตา เอาไว้เป็นศีลข้อแรกเลย เพราะสัตว์พวกนั้นเขาต่อสู้ ต่อต้านเราไม่ได้ อย่างคนเราฆ่ากัน เราแลกชีวิตกันได้ แต่สัตว์เขาแลกไม่ได้ เป็นลูกไล่เราอย่างเดียว ท่านเลยห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต นั่นก็คือการรักโลก ถ้าเราไม่ฆ่าเขา แสดงว่าเรารักเขา พระพุทธองค์หมายถึงอย่างนั้น... แต่จริง ๆ แล้ว โลกเรามันจะสมดุลทางกายภาพอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องมีสมดุลทางพลังงานด้วย ตรงนี้คือสิ่งที่เป็นความลับมาตลอด ที่มนุษย์ทั้งหลายไม่รู้ และอาจารย์ก็มีหน้าที่มาเปิดเผย ที่จิตจักรวาลมอบหมายให้มาทำหน้าที่เผยแพร่ ร่างกายของเราเปรียบเสมือนรถยนต์ ซึ่งจะวิ่งได้ก็ต้องมีแบตเตอรี่ และตัวที่เป็นแบตเตอรี่ก็คือ จิตวิญญาณนี่ละ เวลาที่แม่ตั้งครรภ์ ถ้าหากว่าไม่มีจิตวิญญาณมาปฏิสนธิอยู่ในครรภ์เป็นทารก ทารกซึ่งอยู่ในกายหยาบ ก็จะเป็นได้แค่ลูกกรอก จะเติบโตมีหน้ามีตา แสดงพฤติกรรมเป็นมนุษย์ไม่ได้ ต้องมีจิตวิญญาณมาปฏิสนธิ เพราะฉะนั้น ทารกในครรภ์ถ้าเป็นผู้หญิงก็เหมือนรถเก๋ง ถ้าเป็นผู้ชายก็เป็นรถถัง หรือรถสิบล้อ หน้าที่ต่างกัน ผู้หญิงก็มีหน้าที่อย่าง ผู้ชายก็มีหน้าที่อย่าง แต่ทุกคนก็มีหน้าที่มาค้ำจุนโลก และผู้หญิงกับผู้ชายก็ต้องทำหน้าที่ร่วมกันด้วย พระบิดาสร้างขึ้นมาให้รู้ว่า ทุกคนเป็นสัตว์สังคม ผู้หญิงจะอวดเก่งกว่าผู้ชายไม่ได้ จะท้องเองโดยไม่ต้องพึ่งผู้ชายไม่ได้ หรือผู้ชายจะท้องโดยไม่ต้องพึ่งผู้หญิงก็ไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากัน พระบิดาสอนอย่างนี้ ทุกคนมีความสำคัญทัดเทียมกัน เวลารถวิ่ง จิตวิญญาณจะเป็นเหมือนกับคนที่นั่งอยู่หลังรถ เหมือนกับเจ้าของรถ พอมาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว จิตวิญญาณก็แบ่งภาคตัวเองออกมาส่วนหนึ่งเพื่อให้มาทำหน้าที่ขับรถแทนตนเอง เหมือนกับจ้างคนขับรถมาขับให้ มนุษย์เราเรียกว่า จิตหยาบ ซึ่งผมไม่ชอบใช้คำนี้ ผมใช้คำว่า จิตปัจจุบันแทน จิตวิญญาณได้รับอนุญาตให้แบ่งภาคตัวเองออกไปอีกส่วนหนึ่งมาเป็นพลังงาน เป็นรูปธรรมทางจิตเหมือนกัน เป็นกล่องพลังงานเหมือนกัน แต่ให้มาทำหน้าที่ขับเคลื่อนกายหยาบ ขับเคลื่อนกลไกทั้งหมด จิตวิญญาณก็ประทับเป็นเหมือนแบตเตอรี่รถเฉย ๆ แต่ดูเหมือนไม่สำคัญได้มั้ย รถยนต์ไม่มีแบตเตอรี่ รถยนต์ก็เดี้ยง ไปไม่ได้ แต่จิตวิญญาณไม่ได้เป็นผู้ขับเคลื่อนโดยตรง แต่มอบหมายให้คนขับขับให้ คนที่ขับให้นี่ก็คือ จิตปัจจุบัน แต่ไอ้คนขับทุกวันนี้ ขับไปขับมา มันนึกว่าไอ้รถคันนี้เป็นของมัน มันลืมไปว่ามีจิตวิญญาณที่เป็นเจ้าของรถ เป็นนายมันน่ะ นั่งอยู่เบาะหลัง มันนึกจะขับซิ่งมันก็ซิ่ง ไม่ได้แคร์เลยว่าผู้โดยสารจะประสาทเสียหรือเปล่า ทุกวันนี้ที่พาไปตกนรกหมกไหม้ก็คือไอ้คนขับนี่แหละพาไป จิตวิญญาณน่าสงสารที่สุด" แล้วมนุษย์ที่เกิดมาพิการ ร่างกายไม่สมประกอบ หรือมีสมองไม่ปกติ ทำอะไรไม่ได้ จะอธิบายได้ไหมคะว่าเขาพวกนั้นเกิดมาทำหน้าที่อะไร "อย่าลืมว่า มนุษย์ทุกคนที่เราเห็นไม่ได้มาเกิดภพชาตินี้เป็นภพชาติเดียว ทุกคนเวลามาเกิดภพชาติแรก ทุกคนจะถือพันธะมาสองอย่าง อย่างหนึ่งเราเรียกว่า พันธะสัญญา เป็นพันธะที่รับปากกับพระบิดาว่า ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว จะปฏิบัติอย่างไร พันธะสัญญาข้อหนึ่งก็คือ มาเป็นเพื่อนร่วมงานกับโลก คือมาช่วยโลกทางกายภาพให้สมดุล เช่น หมุนรอบตัวเอง 22 ชั่วโมงต่อรอบ มีความเข้มของสนามแม่เหล็กเท่ากับ 14 เกาส์ มีแกนหมุนที่เอียงทำมุมกับแนวดิ่ง 23 องศา เพราะทุกวันนี้มันเพี้ยนไป โลกหมุนช้าลงเป็น 24 ชั่วโมง ยิ่งโลกหมุนช้าขึ้นเท่าไหร่ มนุษย์จะยิ่งอายุสั้นลงมากเท่านั้น พระบิดาไม่ได้สร้างร่างกายของมนุษย์ให้เกิดมาแล้วต้องตาย มันจะตายได้ยังไง มันเจริญเติบโตได้ใช่มั้ย มันซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซ่อมแซมตัวเองได้ มีอำนาจอยู่ในตัวเอง ทำไมต้องตายด้วยล่ะ ?..." แล้วที่พระพุทธเจ้าสอนว่ามนุษย์ทุกคนต้องมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสัจธรรมล่ะคะ "...พระพุทธเจ้าสอนว่า มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดานั่นคือ สอนในสิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่มันเกิดขึ้น แล้วสอนให้คนรู้จักปลง รู้จักยอมอะไรซะบ้าง จะโลภโมโทสันไปทำไมนัก สุดท้ายก็ต้องตาย ที่พูดเช่นนั้นก็เป็นเพราะว่า จิตวิญญาณรอคิว สับเปลี่ยน หมุนเวียนกันมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อทำหน้าที่ของตนเอง ถ้าหากว่าไม่มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันให้มาเกิด มาเกิดแล้วไม่ยอมตาย พวกที่รอมาเกิดเพื่อจะแก้ไขตัวเอง หรือเพื่อทำหน้าที่ก็มาไม่ได้" ...ที่ถามว่ามนุษย์เกิดมาแล้วสมองพิการอะไรต่าง ๆ เพราะเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ นอกจากเขาจะไม่ทำหน้าที่ที่เป็นพันธะสัญญา ที่อาจารย์บอก เขาก็ยังสอบตกด้วยการทำผิดเกิดขึ้นอีกด้วย เมื่อกี้พูดถึงพันธะสัญญาอย่างที่ 1 ไปแล้ว พันธะสัญญาอย่างที่ 2 ก็คือ ก่อนจะมาเกิด จิตวิญญาณของคุณกับจิตวิญญาณอีกหลาย ๆ ดวงจะมานั่งประชุมเพื่อวางแผนกันว่า เราจะจูงมือกันไปเกิดเป็นมนุษย์บนโลก เราจะไปเล่นบทบาทไหนกันบ้าง เช่น คนหนึ่งจะแสดงบทภรรยา อีกคนหนึ่งแสดงเป็นสามี อีกคนแสดงบทลูกสาว อีกคนแสดงบทลูกชาย จากนั้น ยังจะมีคาแร็คเตอร์กำกับไว้อีกว่า จะเป็นคนดีหรือไม่ดี และจะเป็นคนบกพร่องอย่างไร แต่เวลาที่มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว มิติของการที่ไปนั่งประชุมกันมามันจะถูกปิด คุณจึงไม่รู้ว่า ก่อนที่คุณจะมาเกิด คุณได้วางแผนกันเรียบร้อยแล้วว่าจะมาแสดงบทบาทเหล่านั้น เพราะบทบาทที่คุณจะต้องมาแสดงนี้ เป็นบทบาทที่เมื่อคุณแสดงอย่างสมบทบาทแล้ว มันจะนำคุณและทุกๆคนในครอบครัวของคุณไปสู่การค้ำจุนโลกให้สมดุลได้ ซึ่งเป็นการค้ำจุนโลกทางพลังงาน ไม่ใช่โลกทางกายภาพ ปกติแล้วโลกทางกายภาพของมนุษย์ เราไม่มีบ้าน เรานอนถ้ำ นอนโคนต้นไม้ตามป่าตามเขา เราอยู่กันธรรมชาติ ไม่ใครคิดทำร้ายธรรมชาติ เพราะธรรมชาติคือบ้านของตัวเอง แต่ทีนี้เมื่อเราแยกตัวออกจากป่ามาสร้างบ้านอยู่ในเมือง เราเลยทำลายธรรมชาติในป่าอย่างไร้สำนึก เพราะเราไม่คิดว่ามันคือบ้านของเรา... ...หน้าที่ของมนุษย์ก็คือ จะต้องมาสั่นสะเทือนร่างกายและจิตวิญญาณของตัวเองในการที่จะค้ำจุนดาวเคราะห์โลกของเราดวงนี้ให้สมดุล คำว่าสมดุลก็คือต้อง 22 ชั่วโมงต่อรอบ ต้อง 14 เกาส์ อย่างที่พูดมาแล้ว จริง ๆ มันต้องละเอียดกว่านั้น แต่พูดแบบคร่าว ๆ ให้ฟัง อย่างประเทศไทยเราปีหนึ่งต้องมี 3 ฤดู อะไรอย่างนี้เป็นต้น แต่ก่อนเรามีร้อน ฝน หนาว แล้วน้ำก็ไม่ท่วมใหญ่ ร้อนก็ไม่แห้งระแหงจนกระทั่งอดอยากอดตาย หนาวก็ไม่หนาวจนตาย จะพอดี ๆ แต่ต่อไปนี้ อาจารย์ปริญญาบอกไว้ว่า ประเทศไทยเราและโลกเราส่วนใหญ่ หนึ่งปีจะมีฤดูร้อนถึง 2 ฤดู พูดง่าย ๆ คือมีฤดูร้อน 2 หน ก็เพราะโลกวิปริตเนื่องจากจิตสำนึกของมนุษย์วิกฤต อย่างที่ผมเล่ามาถึงชะตาชีวิต หน้าที่ของมนุษย์ก็คือ จะต้องใช้จิตปัจจุบันของตัวเองสั่นสะเทือนร่างกาย และจิตใจของตัวเองให้เกิดเป็นความรักขึ้นมาให้ได้ นั่นคือหน้าที่ที่จิตวิญญาณอาสามาเกิดเป็นมนุษย์ ก็คือเพื่อจะมาใช้จิตปัจจุบันซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือของตัวเอง สั่นสะเทือนจิตใจและร่างกายที่เป็นเครื่องยนต์แห่งกรรมที่ผมเรียก หรือทางพระเรียก กายหยาบ ให้สั่นสะเทือนเป็นความรักเกิดขึ้นมาให้ได้ ...พระพุทธเจ้าบอกความรักคือเมตตาธรรมค้ำจุนโลกใช่มั้ย เมื่อมีความรักความเมตตามีเยื่อใยต่อกัน ก็จะสามารถอยู่ร่วมโลกเดียวกันได้ เป็นครอบครัว อยู่สังคมเดียวกัน อยู่ทีมงานเดียวกัน อยู่บริษัทเดียวกันได้ มนุษย์มองแค่นี้ ว่านี่คือการค้ำจุนโลก โลกของพวกเราจะมั่นคงเพราะเรามีความรักความเมตตา แต่จริง ๆ แล้วมนุษย์มองแค่ตรงนั้นไม่ได้ จริง ๆ แล้วเราค้ำจุนโลกทั้งใบด้วย แต่เราค้ำจุนทางพลังงาน..." (โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)
หรืออ่านจากเว็บโดยตรงที่ http://www.yingthai-mag.com/detail.asp?ytcolumnid=2771&ytissueid=708&ytcolcatid=1&ytauthorid=78
เขียนโดย แนวคิดและคำข้อมูลของจิตรจักรวาล ที่ 12:55 ก่อนเที่ยง 0 ความคิดเห็น

 การชำระโลก


คือ การเก็บกวาดทำความสะอาดระบบโลก ในลักษณะของภัยพิบัติที่รุนแรงและโรคร้ายต่างๆที่มนุษย์จะต้องแลกกับความทุกข์ยาก ความสูญเสีย ความตื่นกลัว ความเศร้าหมอง และความเจ็บปวด ครั้งที่รุนแรงที่สุดในชีวิต ไม่ช้าก็เร็ว ซึ่งนับแต่นี้ไปเหตุการณ์ร้ายๆต่างๆจะค่อยๆคืบคลานทยอยกันเข้ามาใกล้ตัวมนุษย์แต่ละคนมากขึ้นเรื่อยๆ ถี่ขึ้นเรื่อยๆ และทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย จนในที่สุดมนุษย์แต่ละคนจะต้องตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์อันไม่พึงประสงค์ต่างๆนั้นด้วยตนเองทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดจะได้รับการยกเว้นเลย ใครจะรอดหรือไม่รอดอย่างไร คือ หนทางเดียวที่เป็นทางเลือกของมนุษย์แต่ละคน
” การชำระโลก คือ การเก็บกวาดทำความสะอาดทุกสรรพสิ่งที่เป็นขยะในระบบโลก อันหมายถึง มวลมนุษย์เองด้วย เพื่อปรับความสมดุลของโลกทั้งระบบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหกหมื่นปีโลก
ผู้ที่จะรอดชีวิตได้ จะต้องเป็นผู้มีจิตสำนึกที่สมดุล เป็นมนุษย์ที่สมดุล เป็นผู้มีปณิธานแห่งนิพพาน เป็นผู้เข้าถึงสัจธรรมสูงสุดด้วยปัญญาญาณของตนเองได้ และจะต้องเป็นผู้ประพฤติธรรมที่มีรหัสผลกรรมในรูปของอนุภาคประจุไฟฟ้าลบอยู่ภายในระบบร่างกายตนเองไม่เกิน 30% อีกด้วย
เขียนโดย แนวคิดและคำข้อมูลของจิตรจักรวาล ที่ 12:51 ก่อนเที่ยง 0 ความคิดเห็น

 เหตุการณ์กรณีสึนามิ: 26 ธันวาคม 2547


รหัส 11 จากเหตุการณ์นี้มีดังนี้
1.เหตุเกิด 26 เดือนธันวาคม หมายถึง รหัส 26+12 เท่ากับ 38 หรือ 3+8 เท่ากับ 11
2.เหตุเกิดปลายปี พ.ศ.2547 หมายถึง 47 หรือ 4+7 เท่ากับ 11
3.เวลาจริงที่เกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลลึก เท่ากับ 07.40 น. หมายถึง 0+7+4+0 เท่ากับ 11
4.ความรุนแรงของแผ่นดินไหวครั้งนี้วัดได้เกิน 7.4 ริคเตอร์ จึงหมายถึง 7+4 เท่ากับ 11
5.ประเทศที่ประสบภัยสึนามิรวมทั้งสิ้น 11 ประเทศ จึง หมายถึง 11 เช่นกัน
หมายเหตุ
เพราะเหตุร้ายครั้งนี้ มีรหัส 11 เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่า 2 ตัวขึ้นไปดังได้แสดงไว้แล้วนั้น ผู้สูญเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้จึงมีจำนวนมากถึงหลักแสนคนเลยทีเดียว
’ การชำระโลก คือ การเก็บกวาดทำความสะอาดระบบโลก ซึ่งเป็นความเลวร้ายที่มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว สาเหตุเกิดจาก ดาวเคราะห์โลกเสียสมดุล เพราะมนุษย์ไม่สามารถใช้จิตสำนึกตนเองค้ำจุนความสมดุลของดาวเคราะห์โลกของตนได้
เนื่องจากมนุษย์ป่วยเป็นโรคงมงาย และเป็นโรคจิตที่ยึดติดกิเลสตัณหาอย่างเรื้อรังจนยากเกินการแก้ไขเยียวยาแล้ว
เพราะมนุษย์จำนวนมากในยุคนี้มีอาการป่วยทางจิตสำนึกดังกล่าวแล้ว มนุษย์จึงไม่อาจใช้ความรักความเมตตาที่มีอยู่ภายในจิตใจ กระทำผ่านทางจิตสำนึกของตน เพื่อแสดงออกหรือกระทำต่อเพื่อนมนุษย์ สัตว์ทั้งหลาย และดาวเคราะห์โลกของตนได้ ยังผลให้ดาวเคราะห์โลกทั้งระบบเกิดการเสียสมดุลอย่างรุนแรง เพราะมวลมนุษย์แล้งซึ่ง ความรักและเมตตา นั่นเอง
เขียนโดย แนวคิดและคำข้อมูลของจิตรจักรวาล ที่ 12:48 ก่อนเที่ยง 0 ความคิดเห็น

อาจารย์ปริญญา แจ้งข่าวสารการชำระโลกให้รู้กันทำไม?


¥ การทำนายแบบหมอดู หรือการพยากรณ์แบบโหรทั่วไป เป็นการใช้ศาสตร์และศิลป์อันเป็น ความสามารถส่วนตัว และอาจมีบางคนก็ใช้ความรู้สึกนึกคิดตนเองคาดเดาหรือคาดหมายเหตุการณ์ หรือสถานการณ์นั้นๆไว้ล่วงหน้า ก่อนที่เหตุการณ์นั้นๆหรือสถานการณ์ดังว่านั้นมันจะมาถึง
แต่สำหรับกรณีการแจ้งข่าวสารการชำระโลกของอาจารย์ปริญญา จะมีที่มาที่แตกต่างกันกับหมอดูหรือโหรพยากรณ์เหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง!
เพราะเรื่องราว เหตุการณ์ และสถานการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้น เพื่อการชำระโลก ที่อาจารย์ปริญญาเป็นผู้เอ่ยปากบอกหรือเขียนบันทึกไว้ในคัมภีร์จิตจักรวาลให้มนุษย์ทั้งหลายได้รู้กันล่วงหน้าอยู่เป็นระยะๆสืบมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 หรือ ค.ศ.2000 นั้น มิใช่การทำนาย มิใช่การพยากรณ์ มิใช่การคาดเดาด้วยความรู้สึกนึกคิดส่วนตัว และมิใช่การคิดวิเคราะห์ตามหลักวิชาการใดๆ
แต่....มันคือ “ข่าวสาร” ต่างหาก!!!
เพราะเป็นข่าวสารนี่เอง ทุกสิ่งทุกเรื่องราวที่อาจารย์ปริญญาบันทึกและบอกกล่าว จึงล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น หรือเป็นสัจจะนั่นเอง

¥ อาจารย์ปริญญา ตันสกุล แจ้งข่าวสารการชำระโลกที่กำลังเกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้น เพื่อบอกให้มนุษย์รู้สำนึกโดยทั่วกันว่า
Œ การชำระโลก คือ การเกิดมหันตภัยพิบัติทางธรรมชาติแวดล้อมที่ร้ายแรง ที่มนุษย์จะต้องเผชิญกันในรูปแบบต่างๆ และการเกิดเชื้อโรคร้ายทั้งเก่าและใหม่ จนยังความเสียหายต่อชีวิตมนุษย์และสัตว์ ทรัพย์สิน และระบบนิเวศน์ของโลกอย่างหนัก
 การชำระโลก คือ การเกิดภาวะวิกฤตจากจิตสำนึกมนุษย์ จนนำสังคมมนุษย์ไปสู่สภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา และการเมือง จนสร้างความสับสน ปั่นป่วน และทุกข์ทนกันไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
Ž การชำระโลก คือ การเก็บกวาดทำความสะอาดระบบโลก ให้พลิกฟื้นสู่ความสมดุลทั้งในมิติทางพลังงานและในมิติทางกายภาพโดยเร็ว เพื่อการนำโลกและมนุษย์ที่เหลือรอดก้าวสู่ยุคพลังงานใหม่ที่ศิวิไลซ์ต่อไปอีก 60,000 ปี
 การชำระโลก คือ การเก็บกวาดทำความสะอาดสรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็น ขยะ อยู่ในระบบโลกทิ้งไป ไม่ว่าสรรพสิ่งนั้นจะเป็นมนุษย์ สัตว์ เทพ เทวดา หรือว่ารูปธรรมทางจิตวิญญาณใดๆก็ตามที่มีความบกพร่องทางจิตสำนึกจนยากเกินเยียวยาแก้ไข และแม้กระทั่งขยะทางวัตถุเท็คโนโลยีที่มนุษย์ใช้สมองขยะคิดสร้างมันขึ้นมาจนรกโลกอยู่กลาดเกลื่อน
 การชำระโลก คือ การเก็บกวาดทำความสะอาดระบบโลก ด้วยกรรมวิธีต่างๆทางธรรมชาติ เช่น คลื่นยักษ์ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินยุบ-แยก พายุหมุน น้ำท่วมใหญ่ ความร้อนจัด ความหนาวเหน็บ และรังสีด้านลบจากดวงอาทิตย์ เป็นต้น ซึ่งบรรดาช่างเท็คนิคของจักรวาล คือ กลุ่มเจ้ากรรมนายเวรของมนุษย์โลกจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแห่งการเกิดภัยพิบัติเหล่านี้
ดังนั้น ภัยพิบัติต่างๆที่เกิดขึ้นในระยะนี้และระยะต่อไป ที่นำพาความเสียหายต่อชีวิตมนุษย์คราวละมากๆและความเสียหายในทรัพย์สินนั้น จึงมิใช่ภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามปกติทั่วไปแต่อย่างใด
‘ การชำระโลก คือ การเก็บกวาดทำความสะอาดระบบโลก โดยเจ้ากรรมนายเวรหรือช่างเท็คนิคของจักรวาล เป็นปฏิบัติการร้ายแรงที่มันจะเกิดขึ้นตาม “รหัส 11-11” ในวันเวลาที่ชำระโลกด้วยเหตุการณ์ร้ายๆนั้น เช่น
] เหตุการณ์กรณี 9/11 เครื่องบิน 2 ลำ พุ่งชนตึกสองตึกที่มีรูปลักษณ์เป็นเลข 11 จนตึกถล่มราบคาบ พร้อมกับเอาชีวิตมนุษย์ไปเป็นเรือนหมื่นชีวิตที่ผ่านมา
รหัส 11-11 จากเหตุการณ์นี้มีดังนี้
1.เหตุเกิดวันที่ 11 จึง หมายถึงเลข 11
2.เหตุเกิดเดือนกันยายนคือเดือน 9 โดยเครื่องบินก่อเหตุรวม 2 ลำ จึงหมายถึง 9+2 เท่ากับ 11
3.เครื่องบินพุ่งชนตึกสองตึกเป็นเลข 11 จึง เท่ากับ 11
หมายเหตุ:
ถ้าเกิดกรณีเช่นนี้ โดยมีรหัส 11 เข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ร้ายนี้ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป มนุษย์จะต้องจบชีวิตเรือนพันเรือนหมื่นขึ้นไป และสูญเสียทรัพย์สินนับร้อยล้านพันล้านแน่นอน
เขียนโดย แนวคิดและคำข้อมูลของจิตรจักรวาล ที่ 12:47 ก่อนเที่ยง 0 ความคิดเห็น

เป็นความจริงที่จริงแท้


มนุษย์จึงต้องรู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นสัจธรรมคำสอนในศาสนาใด โดยศาสดาพระองค์ใดก็ตาม ต่างล้วนมีต้นธารแห่งสัจธรรมมาจากแหล่งเดียวกัน นั่นคือ ต่างรับสืบทอดมาจากพระบิดาผู้ทรงเป็น “จุดศูนย์กลางของจักรวาลสากล” และทรงเป็นพระผู้ให้กำเนิดหรือพระผู้ทรงกำหนดสร้างทุกสรรพสิ่งในเอกภพอันไพศาลนี้ ที่กล่าวพระนามว่า จิตจักรวาล ด้วยกันทั้งสิ้น
เขียนโดย แนวคิดและคำข้อมูลของจิตรจักรวาล ที่ 12:45 ก่อนเที่ยง 0 ความคิดเห็น

อาจารย์ปริญญาบันทึกพระคัมภีร์ “จิตจักรวาล” เอาไว้ทำไม?



¥ คัมภีร์จิตจักรวาล ในรูปของหนังสือชุดจิตจักรวาล ซีรี่ส์ ทุกเล่ม เป็นหนังสือประเภทนิวเอ็จ แนวอภิปรัชญา (META PHYSICS) ซึ่งเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่อยู่นอกเหนือกรอบความรู้ของวิชาฟิสิกส์ (Physics) ของมนุษย์ปัจจุบัน และยังเป็นแก่นความรู้ของศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณ ศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์พฤติกรรม และศาสตร์ด้านปรัชญาอีกด้วย
คัมภีร์จิตจักรวาล ทุกๆซีรี่ส์ เป็นหนังสือที่อธิบายความจริงทุกสิ่งอย่างของมนุษย์ ทั้งในมิติทางกายภาพ คือ กายสังขาร และในมิติทางพลังงานด้านของแก่นแท้ คือ มิติแห่งจิตใจและจิตวิญญาณ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันกับเพื่อนมนุษย์ ดาวเคราะห์โลกของตนเอง ทุกสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ในระบบเดียวกัน และทุกสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ในเอกภพอันไพศาลนี้ อันเป็นสรรพความรู้ใหม่ด้านโลกียธรรมซึ่งเป็นสัจธรรมระดับโลกทางกายภาพ และความรู้ใหม่ด้านโลกุตรธรรมซึ่งเป็นสัจธรรมระดับเหนือโลกขึ้นไปอีก นั่นคือ สัจธรรมในด้านของจิตและจิตวิญญาณอันเป็นมิติทางพลังงานนั่นเอง ทั้งนี้เพื่อให้มนุษย์รู้จักคิดตั้งคำถามและค้นหาคำตอบกันให้ได้ว่า
Œ ตนเองเป็นใคร
 มาจากไหน
Ž มาเกิดเป็นมนุษย์โลกกันทำไม
 ตนมีหน้าที่ต้องทำสิ่งใดบ้าง
 เป็นมนุษย์ให้เป็นต้องปฏิบัติตนเช่นไร
‘ เป้าหมายสูงสุดของการเป็นมนุษย์คืออะไร
ด้วยเหตุนี้เอง คัมภีร์จิตจักรวาล ซึ่งเป็นหนังสือชุดจิตจักรวาลซีรี่ส์ทุกๆเล่ม จึงมิใช่หนังสือสอนศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างจำเพาะเจาะจง มิใช่หนังสือที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของศาสนาหรือว่าลัทธิใดๆ มิได้เป็นหนังสือที่มีแนวคิดในการสร้างศาสนาใหม่หรือลัทธิใหม่แต่อย่างใด และมิได้เป็นหนังสือที่มีเจตนาจะจาบจ้วงล่วงเกินลัทธิใด ศาสนาใด แม้ว่าถ้อยความบางตอนอาจใช้ศัพท์หรือถ้อยคำที่มีปรากฏอยู่ในคำสอนของบางศาสนาปนอยู่บ้าง แต่ที่เลือกนำมาใช้เพราะเป็นคำสากลในภาษาไทยที่ใช้แล้วสื่อความหมายให้เข้าใจตรงกันได้มานมนาน
อาจารย์ปริญญา ตันสกุล ใช้กระบวนการถ่ายทอดคลื่นความคิดจากองค์จิตจักรวาล ในระบบจิตสู่จิตด้วยกรรมวิธีที่เรียกว่า Vertical Telepathy เพื่อนำเอาผลึกแห่งการคิดรู้ทั้งหมดที่ได้รับมาบันทึกไว้เป็นตัวอักษรแทนการพูด โดยผลึกแห่งการคิดรู้ ที่องค์จิตจักรวาลทรงประทานถ่ายทอดมาให้บันทึกไว้เป็นคัมภีร์เพื่อมวลมนุษย์โลกยุคพลังงานใหม่นั้น มีเป้าหมายสำคัญรวม 6 ประการ คือ
 ประกาศสัจธรรมทั้งระดับโลกียธรรมและโลกุตรธรรมที่มนุษย์ทุกคนต้องรู้
‚ ให้ความรู้ใหม่ที่มนุษย์กำลังใฝ่รู้แต่ยังไม่รู้
ƒ ให้ความรู้ใหม่ที่ถูกต้องถ่องแท้แก่มนุษย์ ที่กำลังรู้ผิด หลงผิด และคิดเข้าใจผิดๆอยู่ได้แก้ไข
„ ให้ความรู้ใหม่ๆที่มนุษย์ยังไม่รู้ว่าตนจะต้องรู้
… แจ้งข่าวสารการชำระโลกที่เลวร้าย ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ ให้ชนทุกชาติทุกศาสนาได้ล่วงรู้
† เพื่อใช้เป็นคัมภีร์หลักในการดำเนินชีวิตสำหรับมนุษย์โลกยุคพลังงานใหม่ หลังการชำระโลกสิ้นสุดลง
ดังนั้น ถ้าผู้ใดได้อ่านคัมภีร์จิตจักรวาล ซีรี่ส์ใดก็ตาม หรือได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังการสื่อสัญญาณสดเพื่อการถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาลเป็นพระโอวาท โดยอาจารย์ปริญญา ตันสกุล แล้วพบเจอหรือได้สดับกับคำว่า
] “พระบิดา”
] “พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ”
] “พระผู้เป็นเจ้า”
] “พระผู้สร้าง”
มนุษย์ก็จงอย่าเพิ่งสรุปเหมาเดาว่า คัมภีร์จิตจักรวาลดังกล่าวนั้น หรือการที่อาจารย์ปริญญากล่าวพระโอวาทขององค์จิตจักรวาลนั้น เป็นการประกาศคำสอนของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เป็นการแอบอ้างศาสนาอื่นๆเพื่อสร้างลัทธิใหม่ศาสนาใหม่ หรือเป็นการบ่อนทำลายศาสนาหนึ่งศาสนาใดด้วยความไม่ใสพิสุทธิ์โดยเด็ดขาด
มนุษย์จักต้องรู้ว่า ไม่ว่าข้อความใดและความรู้ใดก็ตาม หากเป็นสัจธรรมในระดับโลกียธรรมอันเป็นธรรมะในมิติทางกายภาพ และสัจธรรมในระดับโลกุตรธรรมอันเป็นธรรมะในมิติทางพลังงานด้านจิตวิญญาณแล้ว ไม่ว่าผู้ใดจะกล่าว กล่าวไว้ที่ไหน และกล่าวเมื่อใดก็ตาม มันจะต้องสอดคล้องตรงกันเสมอจึงจะยืนยันได้ว่าถ้อยความหรือบทความนั้นถูกต้องถ่องแท้ และสามารถเรียกว่า สัจธรรม ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
การกล่าวสัจธรรมนั้น ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กล่าว กล่าวเอาไว้ที่ไหน กล่าวไว้ตั้งแต่เมื่อใด ใครกล่าวก่อนกล่าวหลัง ถ้อยความที่กล่าวย่อมเหมือนกันตรงกันเสมอ จะยึดเอาว่าใครเป็นเจ้าของเพราะเป็นผู้กล่าวเอาไว้ก่อน และใครกล่าวทีหลังเป็นผู้ลอกเลียนแบบแอบอ้างคงมิได้ เพราะความหมายของสัจธรรมมันมีนัยบ่งชี้อยู่ในตนเองแล้วว่า
เขียนโดย แนวคิดและคำข้อมูลของจิตรจักรวาล ที่ 12:44 ก่อนเที่ยง

คลังบทความของบล็อก

 คลังบทความของบล็อก มิ.ย. 12 (1) มิ.ย. 14 (6) มิ.ย. 17 (1) 

เกี่ยวกับฉัน

แนวคิดและคำข้อมูลของจิตรจักรวาล
BANGKOK, THAILAND, THAILAND
สำนักพิมพ์จิตจักรวาล โทร. 0-2512-3176
ดูโปรไฟล์ทั้งหมดของฉัน

Comments