อิทธิบาทสี่ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร

อิทธิบาท 4

พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร

วัดป่าแก้ว บ้านชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
ธรรมเทศนาเมื่อปี พ.ศ. 2511



    ธรรมของพระพุทธเจ้า ท่านกล่าวได้หลายนัย แต่ละสิ่งละอย่างละนัยที่ท่านกล่าวเอาไว้เป็นข้อ 
สอนกายสอนใจของมนุษย์ ไม่ใช่เหลือวิสัยของผู้ประพฤติปฏิบัติ ธรรมที่ว่าเป็นของสำคัญ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้อยากรู้อยากเห็น อยากสำเร็จ พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ คือ อิทธิบาท เป็นสิ่งที่สำเร็จความปรารถนาของบุคคลทั่วไป

อิทธิบาทนั้นท่านถือว่าเป็นธรรมสำคัญที่เราปรารถนาอย่างใด ถ้าหากประพฤติไปตามเรื่องของอิทธิบาท ผู้นั้นจะได้สำเร็จตามความมุ่งมาดปรารถนา เราพินิจพิจารณาเรื่องอิทธิบาทที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้

อิทธิบาท 4 ข้อต้นท่านสอนว่า ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งที่ตนปรารถนา สิ่งที่ตนต้องการ ต้องการอยากจะเป็นเทพบุตร เทพธิดา ก็พอใจรักใคร่ และกระทำสำหรับจะทำตัวให้เป็นเทพบุตร เทพธิดา คนอยากจะไปสวรรค์ อยากจะไปอยู่ปราสาทวิมาน ต้องการความสุขความสบายอย่างนั้น เหตุผลที่บุคคลเหล่านั้นได้ไปสวรรค์มีทำอะไรควรที่พวกเราจะสนใจ และทำอย่างนั้น

เช่น ทาน การบริจาค ท่านก็กล่าวว่า เป็นทางที่จะให้ไปสู่สวรรค์ เมื่อเรารู้ว่าทานการบริจาคเป็นทางไปสู่สวรรค์ได้ เราก็สะสมการให้ทานให้มากในกายในใจของเรา ผู้นั้นเมื่อขาดอัตภาพจากธาตุขันธ์ ก็จะได้ไปสู่สวรรค์ตามความมุ่งมาดปรารถนา

หรือมีหิริโอตตัปปะ เกรงบาปกลัวบาป ซึ่งเป็นธรรมของเทวดา ผู้ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติตามธรรมเหล่านั้น ก็สำเร็จตามความมุ่งมั่นปรารถนา จะได้ไปเป็นเทพบุตรเทพธิดา นี่หมายถึงฉันทะ ฉันทะตัวนี้เป็นตัวสำคัญ

ผู้มุ่งมั่นอยากจะไปพรหมโลก ฝึกจิตอบรมใจของตนให้เป็นสมาธิ ให้มีฌานสมาบัติสำหรับจิตใจ เมื่อจากอัตภาพไปก็ไม่ผิดหวัง

ผู้ที่อยากจะพ้นไปจากสมมุติทั่วไปถึงขั้นสูงสุด หมายถึงพระนิพพาน ก็สร้างคุณงามความดีตามมรรคที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเอาไว้ มันก็ไม่เหลือวิสัย จะต้องไปถึงจุดหมายปลายทางคือพระนิพพานได้เหมือนกัน นี่หมายถึงฉันทะ ความพอใจรักใคร่อยากได้ในสิ่งนั้นๆ ถ้ามีฉันทะ ความรักใคร่ ความพอใจแล้ว อยากจะไปสถานที่ใด ถึงจุดหมายปลายทางได้ ไม่เหลือวิสัยทำอะไร ถ้าหากมีความพอใจรักใคร่ คนนั้นถึงจะไม่เคยกระทำ แต่ทว่าความพอใจมีบ่อย หมั่นพินิจพิจารณาอยู่บ่อย เมื่อทำไม่หยุดไม่ถอยก็ทวีคูณขึ้น พูดถึงด้านบุญ ด้านกุศล หรือพูดถึงด้านการงานภายนอก เมื่อทำไม่หยุดไม่ถอย ศึกษาไม่หยุดไม่ถอย มีใจรักใคร่พอใจในสิ่งเหล่านั้น พยายามอยู่ไม่ถอย ก็สำเร็จเป็นผลเป็นประโยชน์ได้เหมือนกัน ความรักใคร่พอใจในสิ่งใด สิ่งนั้นท่านเรียกว่าอิทธิบาทคือ ฉันทะข้อต้น

ทุกคนที่มุ่งหวังอยากไปสู่สถานที่ดีมีความสุข ให้พินิจพิจารณาจิตใจของตนว่ารักใคร่ความสุขจริงจังไหม เมื่อรักใคร่ความสุขจริงจัง คนที่จะไปสู่ความสุขได้ ท่านทำอย่างไร ก็ให้พิจารณาถึงแนวแถวการกระทำของผู้นั้นๆ ที่ท่านได้รับความสุข ความสบาย

เมื่อมีฉันทะความพอใจรักใคร่ วิริยะ ข้อที่สองจะต้องโผล่หน้าตามมา คือ หมั่นเพียรในกิจการนั้นๆ ไม่วางธุระ จะทำหน้าที่อะไร เดินจงกรม ภาวนา ให้ทาน รักษาศีล หรือจะทำการงานภายนอกก็เหมือนกัน มีความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น ความพากเพียรต้องติดตามมา คือ พากเพียรพยายามติดตามรักษา พากเพียรพยายามกระทำในสิ่งที่ตนรักใคร่ ไม่ปล่อยไม่วาง ผิดถูกอย่างไร หมั่นพินิจพิจารณาศึกษาในตัวเรื่อยๆไป

เอาใจใส่เป็นพิเศษในสิ่งที่ตนรักใคร่ ตนพากตนเพียรนั้นๆ เรียกว่า จิตตะ คือความเอาใจใส่ ไม่ใช่ทำไปเฉยๆ จะนั่งภาวนาหลับหูหลับตาบริกรรม ก็ให้เอาใจใส่จริงๆ จังๆ ไม่ปล่อยสติลอยลม กำหนดอะไรจดจ้องอยู่นั้น จนให้เห็นคุณเห็นประโยชน์จากการกระทำบำเพ็ญของตน

ถ้าหากจิตใจเลอะเลือนจากคำบริกรรมของตน ก็ให้หมั่นแนะสอนตนว่า การปล่อยจากบริกรรมหรือทำใจเลอะเทอะ ไม่เอาจริงจัง ผลเกิดขึ้นอย่างไร ที่เราเคยทำมา ถ้าหากเราเหลวไหลในกาลนี้ เวลานี้ ต่อไปเราคนเก่าก็จะเหลวไหลอย่างเก่า

เมื่อผูกมัดจิตใจไว้อย่างนั้น ตั้งใจจดจ่อจริงจังในคำบริกรรมของตน จะกำหนด พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ นี้ อรหํ สวากฺขาโต สุปฏิปนฺโน หรืออะไรก็ตาม จนให้เห็นผลจากการกำหนดของตน คือให้จิตเกิดความลงรวม หรือเกิดความสว่างไสว เยือกเย็นลงไปได้ ถึงค่อยหยุดค่อยถอย

ถ้าหากทำเพียงลูบๆ คลำๆ ทำไปพอเสียไม่ได้ ไม่เอาใจใส่ ไม่มีการรักใคร่ ไม่มีการพากเพียรพยายาม ขาดฉันทะ วิริยะ จิตตะ จิตของเราก็เข้าถึงจุดไม่ได้ จะทำอะไรก็ไม่สมหวัง สมปรารถนา

ท่านจึงสอนให้มีอิทธิบาททั้งสี่ คือ ฉันทะ ความพอใจ รักใคร่ในหน้าที่การงาน ในการบุญการกุศล การพากการเพียร วิริยะ พากเพียรพยายามตามความปรารถนา หรือความรักใคร่ชอบพอของตน จิตตะคือ เอาใจใส่อยู่ทุกกาลทุกสมัย ไม่ปล่อยเผลอเลอะลอย มีสติจดจ้องอยู่ในสิ่งที่ตนต้องการ วิมังสา หมั่นสืบสอบทบทวนดูเรื่องความเสียหาย หรือรายได้อย่างไรที่ตนทำลงไป นี่ได้ชื่อว่าอิทธิบาท

คนที่มีอิทธิบาททั้งสี่ประจำจิตประจำใจของตน พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลผู้นั้นจะปรารถนาสิ่งใด ก็สมความมุ่งมาดปรารถนาไม่เหลือวิสัย แต่จิตใจของเรา อยากได้อย่างนั้น ชอบอย่างนี้ อยากดีอยากเด่น อยากรู้อยากเห็น มีแต่ความอยาก ฉันทะความรักใคร่ในหน้าที่ ที่จะนำไปสู่ความต้องการของตนไม่มี วิริยะ ความพากเพียรพยายามติดตามกระทำหน้าที่นั้นๆ ไม่มี จิตตะ ไม่เอาใจฝักใฝ่ วิมังสา ไม่ใคร่ครวญพินิจพิจารณา เหตุนั้นจึงไม่สมหวังในเรื่องที่ตนต้องการ

ถ้าหากเรามีอิทธิบาททั้งสี่ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ประจำตัวพร้อมมูลอยู่แล้ว เรื่องทุกสิ่งอย่างที่เราปรารถนา เราต้องการ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่เหลือวิสัย นี่เป็นเป็นพุทธวาจาที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ และถ้าหากพิจารณาจริงจังก็เป็นของแน่นอน

หากจิตของเราไม่ถอดไม่ถอน ชอบใจรักใคร่ในสิ่งใด มีความพากเพียรพยายามในสิ่งนั้น เอาจิตใจฝักใฝ่ใคร่ครวญ พินิจพิจารณา ทบทวนดูรายได้รายเสียโดยไม่ปล่อยธุระหน้าที่ อย่างไรก็ตาม จะเป็นการงานภายนอก หรือการงานภายใน จะเป็นงานทางโลกหรือทางธรรม ผู้นั้นหากมีความสมัครรักใคร่ มีความพากเพียรและเอาใจใส่คิดนึก และสืบถามดูเรื่องนั้นแน่นอนลงไป โดยไม่ปล่อยใจลอยลม เอาใจใส่อยู่อย่างนั้น อย่างไรก็ไม่เหลือวิสัย ไม่ว่าการงานแผนกไหน จะต้องได้สมความมุ่งมาดปรารถนาของใจ

เหตุนั้น เราทุกท่านที่เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา บางท่านบางคนก็สนใจอยากจะเกิดอีก แต่อยากจะมีความสุข อยากจะมีความเจริญ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อยากจะเป็นคนร่ำรวยมั่งคั่งสมบูรณ์ หรือบางท่านบางคนอยากจะไปเกิดบนสวรรค์ อยู่ปราสาทราชวัง มีความสุข ความเจริญ

เหตุเหล่านี้ ความปรารถนาในใจเหล่านี้ เป็นต้นเหตุ  แต่ทว่า ฉันทะ ความพอใจอยากจะได้อย่างนั้น เหตุที่จะให้เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างไรในผู้ที่ได้ที่ถึง ผู้ที่รู้ที่เห็น ที่เป็นที่ไป

เมื่อเราสืบสอบเรื่องเหตุเหล่านั้น ท่านผู้ที่จะไปสวรรค์ได้ ต้องเป็นผู้ที่มีทาน มีศีล ต้องเป็นผู้ที่มีเมตตา ต้องเป็นผู้ที่มีธรรมประจำตัว หิริโอตตัปปะ เกรงบาปกลัวบาป ไม่กล้ากระทำผิดชั่วทั่วไป หากจิตใจของเราเป็นอย่างนั้น ก็จะได้ไปสวรรค์สมความมุ่งมาดปรารถนาผู้ที่อยากหลุดพ้นไปจากกิเลสตัณหา ก็หมั่นศึกษาพยายามทำตามมรรคที่พระพุทธเจ้าทรงแนะสอนเอาไว้ อุตส่าห์พยายามตรวจดูจิตใจของตนอยู่ทุกวันทุกเวลา

สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ เห็นชอบยัง... จิตใจของเราทุกวันนี้ หรือเห็นเป็นไปแบบไหน เป็นมิจฉาทิฐิ หรือเป็นสัมมาทิฐิ ให้พิจารณาจิตใจของตนทุกวันทุกเวลาทุกระยะ คิดปรุงอะไรซึ่งเป็นไปในทางดีแล้ว เป็นไปในทางมรรคแล้ว ให้หมั่นคิดปรุงอยู่บ่อยๆ อย่าไปถอย ให้มรรคเพียงพอขึ้น

เห็นทุกข์ในการเกิด การตาย การเวียนว่ายในวัฏสงสาร เห็นการเกิดเป็นบ่อของความทุกข์ใหญ่โรคภัยไข้เจ็บ ถ้าไม่มีเกิด ไม่มีตายในเราแล้ว โรคภัยก็ไม่มีที่เกาะ

ถ้าไม่มีเกิด แก่ก็ไม่มี ตายก็ไม่มี เกิดจึงเป็นภัยอันตรายสำคัญ ที่ท่านนักปฏิบัติเพื่อพ้นจากทุกข์ต้องกำหนดให้รู้ รู้ทุกข์เพราะการเกิดเป็นส่วนใหญ่

เกิดขึ้นมาแล้ว อะไรต่ออะไรทั่วไป มันยึดมันถือ อยากดิ้นรนกระวนกระวาย หามาบำรุงร่างกาย บำรุงความเกิด แต่ก็ป้องกันความแก่ ความเจ็บ ความตายไม่ได้ เพราะเกิดเป็นต้นเหตุ

เมื่อเห็นเกิดเป็นเรื่องทุกข์ การที่จะดับความเกิด เราจะดับอย่างไร ถ้าหากเราเห็นว่าเกิดเป็นภัยอันตราย เกิดเป็นทุกข์ใหญ่อย่างนั้น การไม่อยากเกิดก็ต้องดับเรื่องตัณหา ตัณหาความอยาก เป็นของสำคัญที่จะก่อให้จิตใจเราท่านเกิดทุกข์ ถ้าหากหมดจากความอยากเมื่อไร ความทุกข์เรื่องของใจจะดับไปทันที

ความทุกข์เรื่องของใจดับได้ด้วยการเจริญมรรค

ส่วนความทุกข์เรื่องของกาย เมื่อใดไม่แตกไม่ตาย ยังเป็นอยู่ ทุกข์ประจำขันธ์ที่พระอริยเจ้าท่านกล่าวเอาไว้ ดับไม่ได้ เมื่อใดขันธ์แตกสลาย เมื่อนั้นทุกข์ประจำขันธ์จึงจะดับไป ถ้าขันธ์ยังอยู่ การหิว การกระหาย การเหน็ดการเหนื่อย การหลับการนอน จะต้องมีประจำอยู่ในเรื่องของขันธ์

เพราะจิตอาศัยขันธ์ แต่เรื่องของขันธ์ไม่เป็นโทษภัยใหญ่โตพอที่พระอริยเจ้าทั่วไปกลัวกัน ท่านกลัวเรื่องทุกข์ของใจ เพราะขันธ์ไม่กาลใดก็สมัยหนึ่ง จะต้องแตก จะต้องสลาย เมื่อตายไปแล้ว สลายหายไปแล้ว ไม่ก่ออีก ไม่เกิดอีก

ท่านกลัวเรื่องความเกิด กลัวจิตที่วกวนมาถือภพถือชาติต่างๆ เหตุนั้นท่านจึงดับเรื่องของใจ ประพฤติปฏิบัติเพื่อปล่อยละ กำจัดถอดถอนจิตใจที่ไปยึดไปถือ ที่เรียกว่าตัณหา

ตัณหา คือ ความอยาก ความอยากของใจ ทุกท่านทุกคนมีความอยาก เมื่อยังไม่ถึงที่สุดจุดหมาย มีความอยากเป็นธรรมดา ถ้าหากอยากไปในทางมรรค ไปในทางดี ไปในทางธรรมทางวินัย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเป็นมรรค

ถ้าอยากไปในทางโลก อยากไปในทางผิด ถือว่าเป็นสมุทัย คือจะทำจิตทำใจให้วุ่นวาย ความอยากจึงเป็นเชื้ออันหนึ่งซึ่งนำพวกเราท่านให้พากันประพฤติปฏิบัติคุณงามความดี ถ้าไม่มีความอยากก็ทำไม่ได้ การที่เราทำได้ก็เพราะความอยาก เราเดินจงกรมภาวนาก็เพราะความอยากให้จิตใจของเราสว่างไสว อยากให้จิตใจของเราสงบสงัด เราให้ท่าน ก็อยากให้เราได้บุญได้กุศล จึงค่อยทำลงไปได้

อยากส่วนนี้ไม่ใช่อยากส่วนสมุทัย เป็นอยากฝ่ายมรรค คืออยากในคุณความดี ถ้าหากเรายังไม่ได้ดีเต็มที่เต็มฐาน มีความอยากอยู่เสียก่อน ความอยากส่วนนี้ เหมือนกันกับเราขี่เรือข้ามน้ำ ต้องอาศัยไปเสียก่อน ต่อเมื่อเรือของเราข้ามน้ำถึงฝั่งเมื่อใด เราก็ไม่จำเป็นที่จะแบกหามเรือไป ว่ามันให้คุณให้ประโยชน์แก่เรา ไปสถานที่ใด จะแบกจะหามเรือไป เราข้ามฝั่งได้เพราะอาศัยเรือลำนี้ ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องทิ้งจะต้องปล่อย ถ้าไปถึงฝั่งเมื่อใด เราจะไปแต่ตัวของเราอย่างสะดวกสบาย

นี่การดำเนินทางจิตทางใจ ก็อาศัยความอยากเสียก่อน แต่ความอยากเป็นฝ่ายของมรรค ไม่ใช่อยากเป็นฝ่ายทางสมุทัย ต่อเมื่อใดจิตใจของเราหลุดพ้นไปจากบุญกุศล หรือบาปกรรมทั่วไป หลุดไปจากสมมุติ หลุดไปจากความห่วง ความหวง ทุกสิ่งทุกอย่าง จิตใจเมื่อหลุดออกไปอย่างนั้น ไม่ใช่จิตลงรวม ไม่ใช่จิตละเอียด ไม่ใช่จิตเป็นอุเบกขาธรรมดา เรารู้ เราเข้าใจในการประพฤติปฏิบัติของเราชัดเจน เพราะเราเคยเห็นความลงรวม หรือความสงบสงัดของใจ แต่ความหลุดลอยออกไปอย่างนั้น เข้าใจมั่นชัดเจน ความอยากเห็น อยากรู้ อยากเป็นผู้วิเศษ อยากส่วนใดที่จะเหลือไว้ไม่มี เป็นอันหมด จบในความอยากทั่วไป ได้ชื่อว่า เราปล่อยเรือเอาไว้ คือความอยากออกไป

ที่ท่านเดินจงกรม ภาวนา อย่างพระอริยเจ้าในสมัยเก่าก่อนหรือปัจจุบันก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าหรืออริยสาวกเข้านิโรธสมาบัติ หรือท่านทำกรรมฐานของท่านอยู่ ทำเป็นวิหารธรรม สำหรับท่านไม่มีการปรารถนา อยากจะให้ดีวิเศษขึ้นไปอีก เพราะความหลุดลอยของใจ ท่านรู้ ท่านเข้าใจตั้งแต่ขณะที่ท่านหลุดลอยพ้นออกไป ไม่มีกาลใดที่จะเศร้า จะใส จะล่มจะหลง ความปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้น จะมีขึ้นจากใจดวงบริสุทธิ์ ไม่มี คงที่อยู่ตั้งแต่วันรู้ จนกระทั่งวนปรินิพพาน เป็นอยู่อย่างนั้น

แต่พวกเราท่านไม่เป็นอย่างนั้น จึงอาศัยความอยากเสียก่อน ท่านจึงว่าฉันทะ ฉันทะพอใจรักใคร่ก็คือความอยาก รักใคร่ในสิ่งใด เราอยากจะไปเป็นมนุษย์ หรืออยากจะไปเป็นเทพบุตร เทพธิดา หรือเป็นอินทร์ พรหม ยม ยักษ์ หรืออยากจะเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ถ้าเรารักใคร่ในใจจริง ความพากเพียรพยายามติดตามเรื่องนั้นๆ จะต้องเกิดขึ้น มีขึ้น เอาใจใส่ จิตตะ ระวังสังวรในสิ่งนั้นให้มีขึ้น วิมังสา หมั่นตรวจตราพิจารณาเรื่องจิตใจ ได้เสียอย่างไร ผิดถูกอย่างไร ก็จะต้องมีขึ้น

ความอยาก ซึ่งเรียกว่าฉันทะ จึงเป็นตัวหัวจักรสำคัญ สามารถที่จะลากตู้วิริยะ จิตตะ วิมังสา ให้ไปได้เหมือนกันกับหัวรถไฟ ถ้าหัวมีกำลังจะลากตู้ไปได้ ถ้าหากหัวรถไฟไม่มีกำลังเรี่ยวแรง ก็ลากเข็นไปไม่ได้ เพราะแต่ละตู้เป็นของหนัก จิตใจของพวกเราท่าน ไม่เป็นอย่างนั้น หากระเหเร่ร่อนไปตามสัญญาอารมณ์ต่างๆ จะว่าอยากอะไรก็ไม่ใช่ แต่เมื่อประสบผลขึ้นมา จึงค่อยเสียอกเสียใจ ไม่อยากทุกข์อยากยาก อยากลำบากรำคาญ ไม่อยากมีโรคมีภัยมีไข้มีเจ็บ

แต่ทว่าการทำ คือกรรมที่คิด หรือวาจาที่พูด หรือกายที่ทำเป็นผลที่จะให้ความสุขหรือความทุกข์อย่างไร เราไม่ค่อยคำนึงคำนวณถึง ถ้าหากเราคำนึงคำนวณ หมั่นพินิจพิจารณา ทำไปอย่างนี้ผลจะได้ความสุขไหม หรือจะนำทุกข์มาให้ เราหมั่นพินิจพิจารณาว่า สิ่งนี้ทำไปเท่าไหร่จะได้รับความทุกข์เดือดร้อนแผดเผาตัวของเราผู้ทำ สิ่งที่ชั่ว เมื่อเราเห็นว่าจะให้ผลเป็นทุกข์ เราก็กลัว เมื่อกลัวก็ไม่กล้าทำ กรรมก็ย่อมไม่ติดตามสำหรับผู้ที่ไม่ทำกรรมเอาไว้

เราทุกคนไม่ได้พินิจพิจารณาฝึกฝน หรือสืบสอบอย่างนี้ แต่ปรารถนาผลดีกัน

ทุกท่านทุกคนปรารถนาผล อยากจะให้ดิบให้ดี ให้มั่งให้มี ให้ประเสริฐวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ ความนึกคิดปรุงในจิตเป็นแบบนั้น แต่เหตุที่จะให้เกิดผลอย่างนั้น ไม่ค่อยชอบกระทำกัน ชอบแต่ผล เมื่อเป็นอย่างนั้น พวกเราท่านจึงไม่ประสบตามที่ปรารถนา จึงไม่สำเร็จดังความมุ่งหวังของตน เพราะขาดอิทธิบาทตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ถ้าประพฤติปฏิบัติตามธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ทุกรายไป ปรารถนาอย่างไร สมหวัง พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้อย่างนั้น จะเป็นจริงแค่ไหน ขอให้พวกเราท่านพิจารณาธรรมของพระพุทธเจ้าดู

ถ้าหากว่าพิจารณาดู ท่านว่าอย่างไรก็จะเชื่อไปโดยไร้เหตุผล ก็ใช้ไม่ได้ ต้องพิจารณาดูในตัวของเราอีกทีหนึ่งว่า ท่านพูดออกไป ท่านตรัสออกไปจริงไหม หรือผิดถูกอย่างไร หาเรื่องคัดค้านดู ถ้าหากยอมจำนน เชื่อมั่นว่าพระพุทธเจ้าพูดจริง เราก็ไม่ควรฝ่าฝืน ขืนไปทำสิ่งที่ชั่ว

ท่านพูดจริง เราเชื่อมั่นในคำพูดของท่าน แล้วปฏิบัติกายใจของเราให้เป็นไปตามแถวแนวที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ ถ้าเป็นอย่างนั้น ทุกรายไปจะไม่เสียทีในการกระทำบำเพ็ญของตน หรือในการปรารถนาผลซึ่งตนชอบใจ จะเป็นไปตามความมุ่งหวัง เพราะธรรมซึ่งเรียกว่าอิทธิบาท เป็นของที่จะให้สัมฤทธิ์ผล ตามจิตของตนที่ปรารถนา

นี่เราไม่ได้ค่อยพินิจพิจารณาทำอย่างนั้น เลยวางเฉย ธรรมคำสั่งสอนจะมีมากมายก่ายกองเท่าไร ก็ไม่ได้เอามาใส่ใจ หรือฝึกอบรม ปล่อยให้จิตใจของตนระเหเรร่อนไปตามสัญญาอารมณ์ ที่เคยผ่านมาทางตา ทางหู ทางลิ้น ทางปาก วนเวียนเปลี่ยนกันไปอยู่อย่างนั้น อันนี้หลุดไป อันใหม่โผล่เข้ามา เลยเป็นสังสารจักร หมุนเวียนกันอยู่ ไม่รู้ว่าความสุขอยู่ที่ไหน ความทุกข์อยู่ที่ไหน กิเลสอยู่ที่ไหน ตายอยู่ที่ไหน

เลยไม่รู้ต้น รู้ปลาย หลงอยู่ทุกกาลทุกเวลา ไม่รู้ว่าจะไปข้างหน้า หรือกลับข้างหลัง จิตใจของพวกเราท่านเป็นอย่างนั้น ไม่ตั้งเข็มทิศเอาไว้ จะไปสู่จุดใด ทำอย่างไรจึงจะไปถึง ไม่ค่อยได้คิดได้อ่าน คิดอยากแต่จะได้ความสุข

เหมือนกันกับคนที่ทุกข์ที่จน เห็นเขานุ่งเขาห่มเขาใช้เขาสอยอะไร หรูหราน่าดูก็อยากได้ตามเขา แต่เงินทองเขาใช้ หรือการงานของเราไม่เหมือนอย่างเขา พอรับประทานอิ่มแล้ว จะไปทำงานทำการ ก็กลัวเหน็ดกลัวเหนื่อย สู้หลับสู้นอนไม่ได้ ตื่นนอนขึ้นมาหิวโหยขึ้น คิดหาจะไปลักขโมยที่ไหน จึงได้มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง หรือจะไปขอเอาจากใคร คิดแต่แค่นั้น

การงานซึ่งจะทำให้การเงินเกิดขึ้น ไม่ค่อยคิด แต่อยากจะกินจะอยู่อย่างเขาผู้ที่ร่ำรวย มันเห็นความสุขแค่พริบตาเท่านั้น คือการหลับการนอนการอยู่การกิน แต่การจะทำให้มีอยู่มีกินไม่ได้คิด

เมื่อไม่ได้คิดสาวถึงเหตุที่เขามั่งเขามี เขาทำอย่างไร ไม่ได้คิดถึงแหละก็ไม่ได้ทำตามแบบของเขา จะได้เงินได้ทอง ได้ข้าวได้ของ มีความร่ำรวย เป็นสุขจากสมบัติพัสถานมาจากที่ไหน

นี่พวกเราทั่วไปก็ทำนองเดียวกัน พระพุทธเจ้าหรืออริยเจ้าท่านสำเร็จมรรคผล วิธีประพฤติปฏิบัติของท่านเป็นอย่างไร อยากได้ อยากพ้น อยากเห็นกับท่าน แต่การเดินของเราไม่ก้าวไปสักที พอเดินไปก้าวสองก้าว ก็ถอยหลังกลับ เมื่อไรจะถึงจุดหมายปลายทางได้

หากเราประพฤติตัวของเราอยู่สม่ำเสมอไป และตั้งใจ มีฉันทะ รักใคร่ในหน้าที่ ผู้เป็นอุบาสก อุบาสิกา เข้าวัดเข้าวา จำศีลภาวนา หน้าที่ของอุบาสก อุบาสิกา ผู้อยากจะประพฤติตัวให้ดี อยากจะมีความสุข ความสงบของใจ จะต้องปฏิบัติอย่างไร เราก็ต้องคิดต้องอ่าน

ผู้เป็นภิกษุสามเณร ผู้เป็นนักพรต นักบวชในศาสนาประพฤติอย่างไร จิตใจจึงจะหลุดพ้นไปได้จากกิเลสตัณหา ก็คิดก็นึก ก็วกก็วน สอนตนอยู่สม่ำเสมอ และทำหน้าที่มีฉันทะจริงจัง ว่าทำอย่างนี้จึงจะได้อย่างนั้น ถ้าไม่ทำอย่างนี้ไม่ได้อย่างนั้น เชื่อมั่น พากเพียรพยายามชำระจิตใจอยู่สม่ำเสมอ

หากทุกคนฝึกฝนตัวอย่างนั้น มีฉันทะ ความรักใคร่ในหน้าที่การงานของตน มีวิริยะ พากเพียรพยายาม ทำตามแถวแนว ไม่ปลีกแวะจากทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้ มีจิตตะ เอาใจฝักใฝ่ดูแลเรื่องการงานนั้นๆ หรือเรื่องจิตนั้นๆ ว่าการทำอยู่นี้ มันวกคิดติดอยู่กับสัญญาอารมณ์อะไร อยู่กับที่ดีงามหรือไม่ หรือให้พิจารณาร่างกายก็วกวนวุ่นวาย ไปพิจารณาอันอื่นเสีย ให้พิจารณาผมก็ไปทางใหม่ พิจารณาขนก็ไปทางใหม่ พิจารณาอะไรไม่สำเร็จ วกไปวกมา

อย่าสงสัยในจิตในใจว่าเราไม่มีวาสนา ทำมาขนาดนี้จิตยังไม่ได้รับผลดีอะไร คงจะไร้วาสนา บารมียังไม่เพียงพอ นี่เป็นตัวมารใหญ่ ซึ่งมารบกวนจิตใจของเราให้หลงตามไป เลยทำอะไรไม่สำเร็จผล สำเร็จประโยชน์ให้ จะทำอะไรทำจริงๆจังด้วยความมีฉันทะ มีวิริยะ มีจิตตะความเอาใจใส่ ฝักใฝ่จริงจัง

ถ้ามักวกวนออกไปสถานที่ใด ให้รู้ ให้เห็น ให้ทันกับเรื่องของจิตที่วกคิดออกไป ถอนกลับถ้าหากเป็นทางไม่ถูก ทางผิด เมื่อเรามีสติกำกับจิต รักษาจิตอย่างนั้น จิตจะเหลือวิสัยของธรรมของพระพุทธเจ้าไปไม่ได้ จะต้องยอมจำนนเชื่อเหตุผล เพราะบังคับจริงจังต้องอยู่ ไม่เหลือวิสัย

เมื่อจิตอยู่ในสิ่งที่ต้องการอย่างนั้น ต้องการจะพิจารณาอะไร พิจารณาธาตุขันธ์ก็พิจารณาจริงๆจังๆ จนเห็นประจักษ์ในเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ของตน ว่าไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ท่าน เห็นจริงจังอย่างนั้น จิตจะไปทนยึดมั่นถือมั่นอย่างไร

อะไรที่เราเห็นชัดจนแล้วต้องหายสงสัย ไม่มีการสงสัยอีก ที่เราสงสัยคือเราไม่เห็นชัดเจนนั้นเอง ว่าวัตถุภายนอกหรือวัตถุภายใน

ถ้าเห็นชัดเจนแจ้งประจักษ์แล้ว มันหมดสงสัยเรื่องของธาตุ ของขันธ์ สมมุติมั่นหมาย ว่าหญิง ว่าชาย ว่าสวย ว่างาม อย่างนั้นอย่างนี้ คลี่คลายพิจารณาจริงจัง เห็นชัดประจักษ์ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างไร เข้าใจตามเป็นจริง ไม่ได้ไปเสกสรรปั้นยอมัน มันเป็นอย่างไร เข้าใจอย่างนั้น เพราะในธาตุในขันธ์ทุกชิ้นส่วนล้วนแต่เป็นของสกปรก ไม่ใช่ว่าเราไปตำหนิ ความจริงเป็นอย่างนั้น

ธาตุขันธ์ของหญิงก็ตาม ของชายก็ตาม ไม่มีที่ไหนมันสวย มันงาม ตกออกมาจากปาก เรียกน้ำลายหรือเสลดก็ตาม ก็ล้วนเป็นของไม่สวยไม่งาม ตกออกมาทางจมูกก็เหมือนกัน ไม่น่าดู ไหลออกมาจากทวารใด ล้วนแต่ของโสโครกสกปรกทั้งนั้น ไม่เป็นของน่าชม น่าดม น่ารัก ไม่เป็นของที่หอมหวน เป็นของที่เน่าเหม็น เป็นของที่ปฏิกูลทั่วไป

หากใจเห็นเด่นชัดอย่างนี้ ว่าขันธ์อันนี้เหมือนกันกับตุ่มกับฝีที่มีความสกปรกโสโครก เราก็ไม่หลง เราก็ไม่ชอบและไม่ยินดี แต่ทว่าอาศัยธาตุขันธ์อันนี้ เหมือนกันกับคนที่อาศัยซากศพเกาะข้ามแม่น้ำ ถ้าหากไม่มีซากศพ เราจะข้ามไปโดยกำลังของตัว ก็กลัวจะข้ามไม่ได้ ก็อาศัยเกาะซากศพเน่าไปอย่างนั้นแหละ พอไปถึงฝั่งเมื่อใด จะทิ้งเมื่อนั้น ซากศพ เพราะเป็นของปฏิกูล

การเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาเป็นรูปร่างกาย หญิง ชาย ก็เป็นซากศพอันหนึ่ง อาศัยซากศพอันนี้สร้างคุณงามความดีให้เพียงพอบริบูรณ์เท่านั้น มิใช่เราจะมาหลงธาตุหลงขันธ์ มิใช่ว่าเราจะมาลืมเนื้อลืมตัว ว่าดีอย่างนั้น วิเศษอย่างนี้ ความทุกข์ในธาตุในขันธ์ที่เรามาอาศัย ถ้าหากพิจารณากัน ก็พอจะเห็นว่ามันทุกข์อย่างไร ตั้งแต่เกิดขึ้นมาอาศัยธาตุอาศัยขันธ์ ก็พอที่พวกเราทุกท่านพินิจพิจารณาได้

เหตุนั้น เรื่องของธาตุของขันธ์จึงเป็นมหาวิทยาลัย สำหรับผู้ที่มีจิตใจ จะต้องศึกษาหาความรู้จากธาตุจากขันธ์ เพราะมรรคผล ธรรมวิเศษมีอยู่ในนี้ ไม่ได้มีอยู่ในที่อื่น พระพุทธเจ้ารู้ พระพุทธเจ้าเข้าใจ ก็เข้าใจในธาตุในขันธ์ ไม่ได้เข้าใจส่วนอื่น รู้เรื่องธาตุขันธ์ชัดเจนเห็นประจักษ์

เมื่อรู้เรื่องของตัวเป็นอย่างไร เรื่องของคนอื่นไม่ต้องสงสัย เป็นโลกวิทู การเกิดอีกจะเป็นกี่ภพกี่ชาติก็ตาม ถ้าหากเป็นธาตุเป็นขันธ์แล้วจะต้องนำทุกข์มาให้ จะไปเกิดในสถานที่ใด ไม่ว่าประเทศไทย ประเทศฝรั่ง ไม่ว่าประเทศใดก็ตาม ขึ้นชื่อว่ามีธาตุมีขันธ์แล้วจะทุกข์ด้วยกัน ไม่มีบุคคลผู้ใดจะมีความสุขความสบาย

ธาตุขันธ์เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอย่างไร เข้าใจชัดเจน จะไปเกิดที่ไหนก็เป็นอย่างนั้น จะไปหลงที่ไหนล่ะ รู้แจ้งเรื่องธาตุขันธ์ตน รู้ทั่วไปในเรื่องโลก ไม่มีการลุ่มการหลง รู้นี้แหละ ท่านว่าเป็นโลกวิทู ไม่ใช่ว่าจะไปรู้ทุกหย่อมหญ้า รู้ไปทั่วทุกสิ่งทุกประการ รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดภายในใจของตน และธาตุขันธ์ของตน สัตว์บุคคลทั่วไปเหมือนกัน ไม่มีอะไรแปลกต่างกัน

รู้ธาตุขันธ์ของตน ก็ไม่หลงธาตุขันธ์ของบุคคลอื่น จึงควรศึกษา จึงควรพินิจพิจารณาเพื่อสอนใจของตนไม่ให้ลุ่มหลงในเรื่องเหล่านี้ นี่หมายถึงผู้ที่มุ่งหวังตั้งใจอยากจะข้ามโลกไป อิ่มก็จะไม่อยู่ หิวก็จะไม่อยู่ เป็นก็จะไม่อยู่ ตายก็จะไม่อยู่ อย่างไรก็จะประพฤติปฏิบัติให้ใจหลุดพ้นในชาตินี้ ไม่ยอมเกิดอีก ตายอีก

ความมุ่งมั่นอย่างนั้น ก็มีกำลังแข็งแรง การประพฤติปฏิบัติเมื่อมีกำลังแข็งแรง เพียงพอบริบูรณ์ ทุ่มเทความพากความเพียรลงไปหนักหนาเข้า เอาใจฝักใฝ่ทำสม่ำเสมอ พินิจพิจารณาไม่หยุดไม่ถอย จิตใจที่ถูกบังคับบัญชาอย่างนั้น จะมีวันมีเวลาเจริญก้าวหน้า ละชั่วห่างออกไปทุกวันทุกเวลา จะมีวันเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ไปได้

ถ้าหากไม่พินิจพิจารณาอย่างนั้น จะไปเหมาเอาเสียว่า เรายังวาสนาไม่เพียงพอ บารมียังไม่พอ ก็เป็นเรื่องที่จะทำให้จิตใจของเราให้ย่อท้อ หรือถอยหลังประพฤติปฏิบัติไปไม่ได้ วกวนอยู่กับเรื่องของโลกเรื่อยไป นี่หมายถึงนักบวช

ส่วนฆราวาสญาติโยม ผู้มุ่งหน้ามุ่งตาอยากจะมาเกิดอยู่ในวัฏสงสารอีกต่อไป ยังไม่เบื่อไม่หน่ายในการเกิดการตายของตน แต่อยากมีความสุข ความสุขของการเกิดมีขนาดไหน เราก็พอจะพินิจพิจารณาได้ว่า ความสุขของการเกิดที่เราเกิดมา สุขกับหลับกับนอน กับอยู่กับกิน สุขกับกามารมณ์ต่างๆ เราก็พอรู้ได้ คือ การผ่านมาทางกายทางใจของเรา ชาติต่อๆไป ความสุขของกายมีแค่นี้แหละ จะมีมากมายก่ายกอง อาหารการกินดาษดื่น แต่ก็ปากท้องอันเก่านี่ อิ่มแล้วเป็นพอ ที่หลับที่นอนก็ของเก่านี่แหละ ไม่แปลกต่างอะไร เพียงแค่นี้แหละ สุขในโลก

แต่เรายังชอบ ยังยินดี ก็สร้างคุณงามความดีที่จะให้เกิดเป็นมนุษย์อีกต่อไป ผู้ที่ปรารถนาอยากจะเกิดเป็นมนุษย์ อยากจะเกิดเป็นเทพบุตร เทพธิดา ก็สร้างคุณงามความดีทวีคูณขึ้น คือสูงกว่ามนุษย์ขึ้นไป จึงจะได้สมบัติของเทพบุตร เทพธิดา

ธรรมของพระพุทธเจ้ามีหลายแง่หลายมุม มีหลายสิ่งหลายอย่าง เหมือนกันกับบ้านเศรษฐี มีขายทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้ที่มีสตางค์นิดหน่อยไปหาซื้อของเขาที่ราคาถูกๆ เขาก็มีขายให้ ผู้มีเงินแสนเงินล้านไปซื้อของราคามาก เขาก็มีขายให้

พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นผู้ที่มีธรรมมากมายก่ายกองอย่างนั้น ผู้ปรารถนามนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ เอาได้ทั้งนั้น ขอแต่ให้ตั้งใจเข้าไปศึกษา เข้าไปหาธรรมของพระพุทธเจ้า ก็ได้ตามใจมุ่งมาดปรารถนา แต่อย่าลืมเรื่องอิทธิบาท ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ที่จะได้ตามความปรารถนา เพราะอาศัยธรรม 4 ประเภทนี้ ถ้าหากขาดธรรม 4 ประเภทนี้ มีแต่การปรารถนาอย่างเดียว แต่ไม่กระทำเหตุที่จะให้เกิดผล ถึงจะปรารถนาเท่าไร เกิดแล้วเกิดเล่า ตายแล้วตายเล่า ก็ไม่มีวันที่จะประสบสมความมุ่งมาดปรารถนาของตนได้

เหตุนั้นเราทุกคนที่ได้เคยสดับรับฟังธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามา จงนำธรรมนี้ไปพินิจพิจารณา หากเห็นว่าเป็นทางดีทางชอบ ก็ควรประกอบประพฤติปฏิบัติตาม

ในอวสานการอธิบายธรรมนี้ ขอคุณพระศรีรัตนตรัย และบุญกุศลทั้งหลายจงตามรักษาท่านนักปราชญ์ทั่วไป ให้สำเร็จความมุ่งมั่นปรารถนาของตน ทุกคนทั่วหน้าเทอญ เอวํ

Comments