การเฝ้าตามดูเวทนา

๑.๓.๒ การเฝ้าตามดูเวทนา

    [๑] เวทนา เป็นคำภาษาบาลี ในที่นี้แปลว่า ความรู้สึก (Feeling) ซึ่งความหมายในพุทธจิตวิทยา หมายเอาเพียงความรู้สึกสบาย ไม่สบาย หรือเฉยๆ ไม่ว่าเกิดทางกายหรือทางจิต มิได้มีความหมายอย่างคำในภาษาอังกฤษว่า Emotion (อาเวค) ซึ่งเป็นองค์ประกอบทางจิตที่สลับซับซ้อนกว่านี้มาก

    [๒] เวทนาในความหมายที่พูดถึงนั้น เป็นปฏิกิริยาอันแรกที่เกิดจากความรู้สึกในสัมผัส เพราะฉะนั้น จึงสมควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะผู้ที่ปรารถนาจะมีอำนาจในการควบคุมจิตใจ ในหลักธรรมที่กล่าวถึง ความเป็นเหตุปัจจัยซึ่งขึ้นต่อกันและกัน (ปฏิจจสมุปบาท, Independent Origination) พระพุทธเจ้าทรงแสดงความเป็นเหตุปัจจัยใน การเกิดขึ้นของกองทุกข์ทั้งปวง ความรู้สึกสัมผัสเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดตัณหาและโดยต่อเนื่องกันไป เมื่อรุนแรงมากขึ้นก็เป็นความยึดมั่น (อุปาทาน; เวทนาปจฺจยา ตณฺหา, ตณฺหาปจฺจยา อุปาทาน๋)

    [๓] เพราะฉะนั้นเวทนาจึงเป็นจุดสำคัญยิ่ง ที่เป็นปัจจัยต้นเหตุของความทุกข์ เพราะที่จุดนี้เวทนาจะเป็นตัวการให้เกิดความรู้สึกหลงใหลในรูปแบบต่างๆ ดังนั้นจึงต้องตัดตรงนี้ให้ได้ มิฉะนั้นจะกลายเป็นสายสัมพันธ์เชื่อมโยงแห่งความโง่งมต่อไป ขณะเมื่อเรารับความรู้สึกสัมผัส ก็ควรจะพักและหยุดเพียงเวทนาและใช้การพิจารณากำหนดเวทนานั้นตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ถ้าทำได้อย่างนั้น เวทนาก็ไม่สามารถก่อให้เกิดตัณหาหรือกิเลสอย่างอื่นๆ ได้อีก มันจะหยุดอยู่แค่เพียงการกำหนดเยๆ ว่า สุขสบาย ไม่สบายหรือเฉยๆ และเปิดโอกาสให้สัมปชัญญะเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจ เกี่ยวกับท่าทีหรือการการทำในอันดับต่อไป และยิ่งกว่านั้น เราอาจสังเกตเห็นจากการกำหนดถึงสภาวะแห่งการเกิดขึ้นของเวทนา สภาวะของการค่อยๆ จางหายไป และการเกิดเวทนาอันอื่นขึ้นมาใหม่ และเราก็จะได้ประสบการณ์ด้วยตนเองว่า ไม่มีความจำเป็นอันใดเลย ที่จะต้องปล่อยตัวให้ถูกพัดพาไปด้วยปฏิกิริยาที่โง่งมสะสมกิเลส ซึ่งจะก่อให้เกิดสายโยงใยอันใหม่ของความทุกข์ต่อไปอีก

    [๔] บทบาทของเวทนาซึ่งอยู่ภายในกระแสสืบต่อของจิต มีความสำคัญอย่างยิ่งอย่างนี้ จึงทำให้เข้าใจเหตุผลที่พระบาลี (ดูภาคสาม ข้อ ๓.๔๘ ถึง ๓.๕๑) ยกความสำคัญของการเฝ้าตามดูเวทนาไว้เท่าเทียมกับการพิจารณาธาตุสี่ ในตอนว่าด้วยการเฝ้าตามดูกาย ในการปฏิบัติสติปัฏฐานตามระบบ (ดูข้อ ๑.๕) เมื่อผู้ปฏิบัติดำเนินมาถึงขั้นก้าวหน้าไปได้อย่างราบเรียบสม่ำเสมอในการเฝ้าตามดูกายแล้ว อาจารย์ผู้ฝึกก็จะแนะนำให้สนใจในการเฝ้าตามดูความสุขและทุกข์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นขณะปฏิบัติหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติ ถึงแม้ผู้ปฏิบัติที่ไม่มีอาจารย์ก็ควรทำทำนองเดียวกัน ในเมื่อเขาสังเกตเห็นว่าการกำหนดอารมณ์ขั้นต้นๆ ทางกายของตน ได้ตั้งมั่นดีแล้ว

    [๕] ความสุขและทุกข์เหล่านี้ เป็นสภาพที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนของจิต ไม่ใช่ความรู้สึกล้วนล้วนๆ (ดังที่ให้คำจำกัดความไว้ในตอนต้น) เมื่อกำหนดความรู้สึกเหล่านั้น การกำหนดจะลอกเปลือกที่เป็นองค์ประกอบของอารมณ์ต่างๆ ออกไป รวมทั้งความคิดเห็นอันมุ่งเข้าหาตนด้วย จนปรากฏเหลือเพียงความสุขหรือความทุกข์ล้วนๆ ซึ่งจะไม่สามารถชักพาผู้ปฏิบัติให้เตลิดออกไปสู่ภาวะของความดีใจจัดหรือเสียใจจัดจนเกินขนาด  อันจะพัดพาผู้ฝึกให้หันเหออกไปจากทางก้าวหน้าในการปฏิบัติ


    [๖] การมีความรู้สึกสะเทือนใจเกินความเป็นจริงนี่แหละคือลักษณะที่เรียกว่าธรรมชาติเจ้าอารมณ์ ธรรมชาติด้านอารมณ์เหล่านี้จะทำให้สภาพสุขหรือทุกข์ทุกข์เสริมย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า และกลั้วไว้ด้วยกิเลสจนทำให้สุขหรือทุกข์เหล่านั้นขยายขนาดรุนแรงขึ้น จึงมักทำให้มองเห็นสถานการณ์ใหญ่โตเกินความเป็นจริง และทำให้มีปฏิกิริยาแสดงออกอย่างรุนแรงสุดโต่ง ไม่ว่าจะเป็นความดีใจ หรือเสียใจหรือประเมินค่าสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป เป็นต้น ไม่เฉพาะแต่บุคคนเจ้าอารมณ์เท่านั้น แม้ในคนธรรมดา เมื่อไม่ได้ควบคุมความรู้สึก ก็มักจะกล่าวเกินความจริงตามความเคยชินอันเป็นนิสัย เมื่อประสบกับความไม่พอใจหรือความผิดหวัง เรามักได้ยินคำพูดว่า “สิ่งนี้หรือสิ่งนั้นเท่านั้นคือความสุขของฉัน” “ถ้าเป็นอย่างนี้หรืออย่างนั้น ฉันคงต้องตายแน่ๆ” แต่เสียงอันสงบจากสติปัฏฐานจะบอกว่า “นั่นคือความสุขใจอย่างหนึ่ง ซึ่งก็เหมือนกับความสุขอื่นๆ ไม่มีอะไรเกินกว่านั้น” หรือ “นั่นก็คือความทุกข์อย่างหนึ่ง ซึ่งก็เหมือนกับความทุกข์อื่นๆ ไม่มีอะไรเกินกว่านั้น” ลักษณะท่าทีเช่นนั้น จะทำให้เกิดความสมดุลภายในและความพึงพอใจ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในท่ามกลางความผันผวนปรวนแปรของชีวิต


    [๗] ความอ่อนแออีกอย่างหนึ่งซึ่งมีประจำโลกของความรู้สึก ตราบเท่าที่ยังไม่ได้รับการควบคุมด้วยเหตุผลหรือปัญญา ก็คือความเห็นเข้าข้างตนเองอย่างรุนแรงและขาดเหตุผลที่สมควร ความรู้สึกที่ขาดการควบคุม อย่างน้อยย่อมทำให้การประเมินคุณค่าในตัวบุคคลหรือสิ่งของต่างๆ ผิดพลาดมากไปและทำให้ไม่ยอมรับการประเมินค่าอย่างอื่นในตัวบุคคลหรือสิ่งของทั้งนั้นๆ กับทั้งทำให้ไม่สนใจต่อความรู้สึกของผู้อื่นหรือสร้างความกระเทือนใจให้กับผู้อื่นได้ง่ายๆ ทั้งนี้เพราะว่าคิดถึงแต่ตนเองเป็นประมาณมากเกินไป ในกรณีนี้สัมมาสติจะช่วยแก้ไขโดยมีการกำหนดความรู้สึกของผู้อื่นด้วย และเปรียบเทียบความรู้สึกของเขากับของตน ตามวิธีการที่ปรากฏในคำแนะนำการปฏิบัติจากพระสูตร


    [๘] การพิจารณาเวทนาตามที่ปรากฏในพระสูตร ตอนแรกเป็นการกล่าวชื่อความรู้สึกที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างง่ายๆคือว่า รู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ต่อมาจึงเป็นการระบุชื่อความรู้สึกอันเดียวกันนั้น แต่ผสมลักษณะที่เกี่ยวข้องเข้าด้วย เช่นความรู้สึกทั้งสามประการนั้นว่า เป็นความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับโลก หรือเป็นความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับภาวะอันประณีตสูงส่ง การกำหนดแยกออกไปเช่นนั้น จะเกิดประโยชน์อย่างมาก ในการช่วยขัดเกลาความรู้สึกให้บริสุทธิ์ประณีตขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นการเพิ่มพูนความรู้สึกที่ดีงาม และเป็นการกำจัดความรู้สึกที่ไม่ดีออกไป การกำหนดชื่อความรู้สึกอย่างห้วน ซ้ำๆ เพื่อบันทึกทุกๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น จะมีอิทธิพลมากต่อชีวิตในด้านอารมณ์ ยิ่งเสียกว่าการต่อต้านโดยอารมณ์หรือให้เหตุผล เช่น การยกย่องชมเชย การแสดงความไม่เห็นด้วย การประณาม หรือการจูงใจ ประสบการณ์แสดงให้เห็นว่าบุคคลเจ้าอารมณ์ทั้งหลาย ดื้อด้านต่อวิธีการถกแถลงข้อเท็จจริง หรือการแสดงปฏิกิริยาทางอารมณ์จากผู้อื่น แต่จะได้ผลจากการแนะนำสั้นๆ ง่ายๆ มีความหมายชัดเจน ซึ่งเป็นพลังประทับใจเขา และสร้างความมั่นใจจากการประจักษ์แจ้งภายในด้วยตัวของเขาเอง หลักการอันเดียวกันนี้ สามารถนำมาใช้กับอารมณ์ของเราเองได้ด้วยวิธีการง่ายๆ ด้วยการกำหนดตามที่ปรากฏในพระสูตร เป็นวิธีการที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับใช้จัดการกับโลกที่เร้นลับของอารมณ์ เพื่อให้การแนะนำและควบคุมทำได้ง่ายขึ้น การกำหนดดังนี้ มีความสำคัญโดยเฉพาะในชีวิตประจําวัน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอารมณ์ทั้งของตนเองและของผู้อื่น ซึ่งจะต้องใช้วิธีการที่รวดเร็ว ง่าย และมีประสิทธิภาพดังกล่าว



Comments