การฟังธรรมะด้านปฏิบัติ

การฟังธรรมะด้านปฏิบัติ

พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร

วัดป่าแก้ว บ้านชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

เทศน์อบรมพระเณรเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๑


    การฟังธรรมะด้านปฏิบัติ ให้กำหนดจิตของตัวอยู่เฉพาะหน้า อย่าปล่อยไปตามสัญญาอารมณ์อันใหม่ ไม่อย่างนั้น การฟังธรรมะมันก็ไม่เข้าใจ จิตไม่สงบ ถ้าหากเราปล่อยอารมณ์สัญญาทุกอย่าง กำหนดจิตอยู่เฉพาะ ไม่เกี่ยวข้องกับอารมณ์สัญญาอะไร ท่านอธิบายอะไรก็ไปสัมผัสกับใจที่เราตั้งเอาไว้ กำหนดเอาไว้ ใจก็ค่อยลงได้รวมได้ สุขสบาย ถ้าหากเรามุ่งไปสู่ผู้เทศน์ ว่าท่านจะเทศน์อะไรให้เราฟัง มุ่งไปอย่างนั้น มุ่งไปอย่างนี้ จิตก็เลยไม่อยู่เป็นที่เป็นฐานให้ ว่อกแวกวุ่นวาย หาความสุขความสบายไม่ได้ นี่คือการฟังธรรมะด้านปฏิบัติ ที่จะได้รับผลจากการสดับรับฟังของตน ถ้าตั้งจิตไม่ถูก ตั้งจิตไม่ดี มันก็ไม่ได้ผลได้ประโยชน์อะไรให้

    เรื่องการฟังธรรมะเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง ที่พวกเราเป็นสาวกจะต้องสดับรับฟัง เพราะสาวกไม่เหมือนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านค้นคว้าแสวงหาธรรมะจากตัวของพระองค์เองได้ตรัสรู้ แต่สาวกถึงจะมีสติปัญญา มีบารมีสมบูรณ์ขนาดไหน ถ้าหากไม่มีใครไปแสดงให้สดับรับฟังแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะได้รับมรรคผล ยกตัวอย่าง สาวกทั้งสอง สารีบุตร โมคคัลลานะ ท่านก็มีสติปัญญาสามารถมากเหมือนกัน บารมีของท่านก็สมบูรณ์อยู่แล้ว แต่ไม่ได้สดับรับฟังจากใคร ปฏิบัติกาย ใจ ของตัวไปตามลัทธิของเดียรถีย์ ก็ไม่มีโอกาสที่จะเอาธรรมะ มรรคผลนี่ตัวอย่าง พวกเราท่านก็ทำนองเดียวกัน การฟังธรรมจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกคนควรสนใจ เพื่อจะแก้ไขสิ่งที่ชั่วที่เสีย ขับไล่สิ่งที่ชั่วที่เสีย ให้ตกออกไปจาก กาย วาจา ใจ ของตน ธรรมะ เป็นเรื่องซักฟอกจิตใจให้ขาวสะอาด สวยงาม สงบเย็น

    กิเลสเป็นพิษเป็นภัย เป็นไฟสำหรับเผาจิตใจของคนและสัตว์ เมื่อมีกิเลสมากเท่าไร ใจก็รุ่มร้อนไม่มีความสุข นี่คือเรื่องของกิเลส เหมือนกันกับไฟ ราคะ โทสะ โมหะ ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา ความกำหนัดยินดีใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่าง ๆ อยากได้ อยากชมในสิ่งนั้น ๆ ท่านเรียกว่า ราคะ ถ้าจิตไปกำหนัดยินดี เพลิดเพลิน มัวเมาในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ข้างนอกอยู่ ใจก็ไม่สงบสงัดให้ท่านถือว่าเป็นอุปสรรคในสมาธิ อย่างนิวรณ์ทั้ง ๕ ท่านก็ยกกามฉันทะ คือ ความรักใคร่ในกามขึ้นเป็นเบื้องต้น ว่าเป็นเรื่องที่กดดัน เป็นเรื่องที่ห้ามกั้นไม่ให้จิตใจเข้าถึงสมาธิ ราคะ ความกำหนัดยินดี จึงเป็นข้าศึกของความสงบ ความสุข ความปกติของใจ ยิ่งคิดปรุงมากเท่าไร ใจก็เดือดร้อนวุ่นวาย ระยะที่คิดปรุงก็มืดเมาในความคิดปรุงของตัว เข้าใจว่าสิ่งนั้นจะดี จะวิเศษ อยากได้เพลิดเพลินในอารมณ์สัญญา ทั้งที่เป็นอดีตผ่านมาหรือปัจจุบัน ที่เราได้เห็นเราได้ฟังต่าง ๆ นี่คือเรื่องของราคะ ทำให้จิตใจไม่ปกติดีงาม เพราะเกิดความกำหนัดยินดี เพลิดเพลิน มัวเมาในเรื่องนั้น ๆ จิตใจเมื่อถูกราคะแผดเผามากเข้าเท่าไร ใคร่คิดไปในเรื่องราคะเท่าไร ใจก็เดือดร้อนไปเท่านั้น เมื่อมันเป็นเต็มที่เต็มฐานของมัน ก็ไม่เลือกรูปนั้นจะสวยสดงดงามหรือไม่ หรือจะขี้ริ้วขี้เหร่ขนาดไหน มันก็ยินดีเต็มใจ มันชอบพอด้วยกันทั้งนั้น เหมือนกันกับไฟ ถ้ามันลุกไหม้เต็มที่เต็มฐาน คือมีกำลังกล้าแล้ว ไม่ว่าแต่ไม้นั้นมันจะเป็นหรือตาย มันไหม้มันเผาไปได้ทั้งหมด

    ใจของเราที่มีราคะตัณหาแรงกล้า ก็ทำนองเดียวกัน ไม่ได้คำนึงคำนวณถึงว่า รูปนั้น เรื่องนั้น ดี ชั่ว ผิดถูกอย่างไร สมควรหรือไม่ มันไม่ได้คำนึงคำนวณทบทวนเลย มีแต่จะเอา ถ่ายเดียว มีแต่ยินดีถ่ายเดียว นี้หมายถึงราคะกล้าในจิตในใจ เมื่อคนที่มีราคะกล้าอย่างนั้น ใจของคนนั้นไม่มีความสุข ไม่มีความสบาย วุ่นวายกังวล ถึงจะอยู่คนเดียว ถ้าจิตส่ายแส่ไปในราคะตัณหา มันก็ไม่มีทางสงบระงับ ไม่มีทางสุขทางสบายให้ จะไปอยู่ที่วิเวก สงบสงัดกายใจขนาดไหน แต่อำนาจของราคะตัณหาที่แฝงอยู่ในใจมันแผดเผาแล้วมันก็ไม่มีความสุข แล้วก็อยู่ในที่สงบวิเวกไม่ได้ เพราะตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน ราคะมันชอบออกไปในรูป ในเสียงต่าง ๆ เป็นไฟเผาใจของคนที่ไม่มีการสังวร ระวังรักษา

    โทสะ ความโกรธ ก็เป็นไฟเผาใจของคนอื่นอีกเหมือนกัน แต่พวกเราท่านไม่ทราบรสชาติของความโกรธว่ามันให้โทษให้ทุกข์ หรือทราบก็ไม่มีอุบายวิธีที่จะแก้ไขไม่มีสติปัญญาในใจ ถึงโกรธจนหน้าดำ หน้าแดง น้ำตาไหล จนตัวสั่น ก็ยังยินดี พอใจโกรธอยู่นั้น ทั้ง ๆ ที่ตัวเป็นทุกข์แทบตายก็ยังยินดี โกรธให้คนนั้น โกรธให้คนนี้ นี่โทษของมัน ตัวเองเป็นทุกข์ คนอื่นที่มองเห็นหน้าตาของคนโกรธไม่น่าดู เป็นยักษ์เป็นมารไป นี่คือความโกรธแผดเผาตัวของเขา คนที่โกรธอย่างนั้น เป็นทุกข์เป็นโทษแก่ตน และคนอื่นที่มองเห็นก็ไม่ยินดีเต็มใจ เวลาเราโกรธด่าว่าทุบตีเขา เราก็เป็นทุกข์ ทั้ง ๆ ที่จิตมุ่งอยากจะให้คนนั้นคนนี้เขาดีจึงดุด่าว่ากล่าว โกรธเขาถ้าเขาไม่ทำตาม แต่เราสอนเขาด้วยความโกรธในจิตในใจนั้นไม่เป็นผลประโยชน์ให้ เหมือนกับเอาน้ำร้อน ๆ ไปรดผัก แทนที่มันจะงอกงามขึ้น ไม่เป็นอย่างนั้น มันไหม้มันตายไปหมด เพราะน้ำที่เราไปรดมันร้อน ฉันใด จิตใจของคนที่โกรธไปแนะสอนคนอื่น บอกคนอื่นด้วยความโกรธ จึงเป็นโทษเป็นทุกข์ เขาไม่ยินดีรับคำสอน

    พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนด้วยความโกรธอย่างนั้น ครูอาจารย์ท่านสอนคนอื่น ไม่ได้สอนด้วยความโกรธอย่างนั้น ฉะนั้น คำสอนของท่านจึงเป็นประโยชน์แก่ผู้สดับรับฟัง ถึงท่านจะว่าแข็ง ดุด่าแรงขนาดไหน ใจของท่านมีเมตตาอยู่ภายใน ไม่เป็นภัย ถ้าหากคนนั้นนำมาพินิจพิจารณา จะทราบว่าการที่ท่านด่าท่านว่าหนักขนาดนี้ ก็เพราะเราหยาบ ถ้าท่านไม่ว่าขนาดนั้น ก็ไม่ถึงใจของเราที่จะพิจารณาแก้ไขสิ่งนั้น ที่เราทำ เราพูดไป ที่ชั่วที่เสียให้หมดออกไป ให้ตกออกไปได้ ไม่เห็นทุกข์เห็นโทษในการกระทำของตน ในการพูดของตน ท่านจึงพูดหนัก ด่าว่าให้ถึงใจ พูดธรรมดามันไม่ถึงใจให้ แต่ท่านพูดมุ่งเหตุผล มีเมตตาภายใน พูดไปด้วยความจงใจแนะสอน ไม่ใช่พูดไปเพื่อความให้คนนั้นฉิบหาย ถ้าเราพิจารณาได้อย่างนั้น เราก็แก้ไขจิตใจของเราได้ ไม่โกรธตอบ ท่านพูดหนักขนาดไหนก็เป็นเรื่องของท่าน เมตตามากก็ต้องพูดหนัก สั่งสอนหนัก ถ้าไม่เมตตาอะไรเลย ท่านเมินเฉย เราทำผิดพูดผิดอะไรท่านก็ไม่แนะสอนให้ เราจะเป็นอย่างไร ถ้าเรามาพินิจพิจารณา เข้าใจเรื่องอย่างนั้น คำพูดของท่านก็เกิดประโยชน์ขึ้น เพราะเราจะได้แก้ไขสิ่งที่ชั่วที่เสีย ที่เราทำไป พูดไปนั้น ๆ ให้หายไปจากตัวของตัว ความโกรธ พระพุทธเจ้าจึงว่าเป็นโทษ เป็นทุกข์แก่ตัวเองและผู้อื่น

     ที่มันเกิดราคะ โทสะอย่างนั้น ก็เพราะความหลงของใจ ไม่ใช่ความรู้ของใจ มันหลงในสิ่งที่ไม่ควรหลง หลงในของจริง ที่มันแฝงอยู่ว่าเป็นของดิบของดี ทั้งที่เป็นพิษเป็นภัย เช่น ราคะ ความกำหนัดยินดีย้อมใจต่าง ๆ ทางศาสนา ทางธรรมะที่ท่านนำมาปฏิบัติ ท่านจึงให้พิจารณาเพื่อละ เพื่อถอนเรื่องของราคะ  ความกำหนัดยินดี ด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยการพิจารณาของจริง ที่เราไปกำหนัดยินดีในรูปในเสียงต่าง ๆ รูปเสียงนั้น ๆ ถ้าหากเรามีสติปัญญาแนะสอนใจของตัว เรายังไม่เห็นมันก็มีอยู่ รูปอันนั้น เช่น เราไปพอใจรักใคร่ในคนใดคนหนึ่งทั้ง ๆ คนคนนั้นเขาเกิดมานานแล้ว แต่เรายังไม่เห็น  พอเราไปเห็นเข้า มันสวยอย่างนั้น มันงามอย่างนี้ เลยกำหนัดยินดี นี่เป็นเรื่องของจิตใจไปเกี่ยวข้อง ถ้าหากเราไม่เห็นรูปนั้นก็มีอยู่ ไม่ใช่มันเสื่อมมันเสียไปที่ไหน มันยังมีอยู่แต่ไหนแต่ไรมา แต่เราไปเห็นเข้า ทำไมเราไปพอใจ ไปเพลิดเพลิน ไปลุ่มหลง เป็นเรื่องที่จะสอนตัวของตัว ไม่ให้จิตใจไปเกี่ยวข้องในสิ่งนั้น ๆ

    หรือเมื่อสอนตัวของตัวอย่างนั้นว่า รูปนี้มีมาก่อนที่เราเห็น แต่เรามาเห็นทำไมไปติดข้อง ไปยินดีเต็มใจ  เราแก้ไขด้วยวิธีแนะสอนอย่างนั้นไม่อยู่ เราก็พิจารณารูปอันนั้น อะไรกันที่เราถือว่ามันสวยสดงดงาม มันน่าดู น่าชม น่าจูบ น่ากอดต่าง ๆ แยกแยะออกดูในรูปนั้น ๆ ด้วยอุบายปัญญา พิจารณาตามความเป็นจริงของมัน เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ที่เราถือว่ามันสวยมันงามอย่างนั้นอย่างนี้ ผมที่อยู่ในศีรษะของเรา ตกหล่นออกไปใส่น้ำ ใส่อาหาร จานข้าว บนผักบนปลาได้ไหม เป็นของดีไหม ใครก็ไม่ชอบ ตกหล่นใส่ที่ไหน ใครก็ไม่ยินดีเต็มใจ แต่เหตุใดเราจึงไปชอบไปยินดี ว่าผมมันมีสีสวยงามอย่างนั้น อย่างนี้ นี่เป็นเรื่องที่จะแก้ไข พิจารณาตามธรรมชาติของมัน ตามความจริงของมัน ขนก็เหมือนกัน เล็บก็เหมือนกัน เรารับประทานอาหารไป ๆ เห็นเล็บคนตกอยู่ในอาหารที่เรากำลังรับประทานอยู่ ไม่ว่าเป็นข้าวเป็นอาหาร ประเภทใดก็ตาม เราจะยินดีเต็มใจไหม อาหารนั้นถึงจะมีรสชาติดีอยู่ เราก็ต้องเททิ้ง เพราะเกลียด ถือว่าของสิ่งนั้นไม่สมควร แต่เมื่อมันอยู่กับตัวของคน ทำไมเราไปยินดี ไปเพลิดเพลิน ไปถือว่ามันสวยมันงามอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อมันตกมันหล่นออกไปจากตัวของเรา ทำไมจึงไม่มีคุณค่าสาระอะไร ตัวของเราก็ทำนองเดียวกัน ผม ขน เล็บ ฟัน มีเหมือนกันกับเขา ไม่ใช่ว่ามีแต่เขา แล้วสิ่งเหล่านี้มันให้ทุกข์หรือมันให้ประโยชน์อะไรแก่เขา เป็นภาระแก่เราขนาดไหน ผมก็มีการดัด การแปลง การแต่ง การสระ การตัด มันลำบากยุ่งยากไม่ใช่เล่น ไม่อย่างนั้นก็เหม็นสาบเหม็นโขง ไม่น่าดู ไม่น่ายินดี เล็บก็เหมือนกัน ปล่อยเอาไว้ ไม่ตัดมันเป็นอย่างไร มันงอกออกมายาวขนาดไหน ก็สกปรกไปขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าของดิบของดีอะไร ฟันที่อยู่ในปาก ก็ขัดถูกอยู่ทุกเช้าทุกเย็น แต่ถึงกระนั้นก็ยังเหม็นออกมาให้เราได้กลิ่น นี่ความจริงของมัน มันเป็นอย่างนั้น มันไม่มีอะไรที่จะน่ายินดี เต็มใจ ไม่มีอะไรที่จะสวยที่จะงาม ให้พิจารณาแก้ไข หนังก็เหมือนกัน ถ้ามันเป็นบาดแผลเพียงไม่กี่คืบกี่ศอก มันก็ไม่น่าดู จะไปรับประทานอาหารด้วยกับคนที่เป็นบาดแผลใหญ่ ๆ โต ๆ ขนาดฝ่ามือ หรือ ๒ นิ้ว ๓ นิ้ว ถ้าเขาปล่อยแผลนั้นน้ำเหลืองเยิ้มออกมา หรือเลือดมันไหลอยู เราก็ไม่อยากจะรับประทานอาหารอะไรกับเขา เพราะเห็นว่าสกปรก น่าเกลียด อย่างนั้นอย่างนี้ แต่เมื่อมันหุ้มห่อตัวอยู่ ทำไมจึงไปหลงกัน ถ้าถลกออกไปหมดมันจะเป็นอย่างไรกัน

    นี่เป็นการแก้ไขใจที่ติดข้องว่า มันสวยอย่างนั้น มันงามอย่างนี้ เมื่อเราเอาหนังออกไป หนังคนทั้งตัว ถ้าหนังหมู หนังปลา หรือหนังสัตว์อื่น ๆ ยังไปขายได้ ถ้าหนังคนเล่าไปขายที่ไหน ขายไม่ได้ไปทิ้งใส่บ้านใส่ช่อง ใส่ข้าวใส่ของของเขา ถ้าเขาเห็นเขาก็จับกุม ถือว่าเป็นของสกปรก ถือว่าเป็นอัปมงคล แต่ทำไมเมื่อมันห่อหุ้มกายอยู่ เราจึงไปลุ่มไปหลง

    นี่ปัญญาที่จะพิจารณาแก้ไขใจที่ข้องติดคิดปรุง ว่ามันสวย ว่ามันงาม อย่างนั้นอย่างนี้ เกิดราคะตัณหา เราพิจารณาตามเรื่องความเป็นจริงของมัน ใจของเราจะละจะถอนในความข้องติดคิดปรุงต่าง ๆ  เรื่องความลุ่มหลง ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เห็นของสกปรกว่าเป็นของสวยของงาม เห็นของเน่าของเหม็น ว่าเป็นของหอม

จิตใจของพวกเราท่านเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุใดจึงเป็นอย่างนั้น เพราะ มารดา บิดา ปู่ ย่า ตา ทวด ครูอาจารย์ ชาวบ้าน พรรคพวกเพื่อนฝูงทั่วไป เขาเคยพูดว่ารูปนั้นสวยงามอย่างนั้นอย่างนี้ น่ากำหนัดยินดี น่าจูบน่ากอด เราไม่เคยได้พิจารณาตามธรรมชาติของมันจริงจัง เพราะเราไม่เคยฟังธรรมะ เราก็เลยติดข้องยินดี เต็มใจในคำพูดของเขา ในสมมุติของเขา เพราะไม่มีธรรมในใจ ไม่ได้พิจารณาภายในตามเป็นจริงของมัน พอไปประสบพบเข้า เราก็เกิดกำหนัดยินดีชอบใจ ถ้าหากพิจารณาตามธรรมะของพระพุทธเจ้า เราเป็นอย่างไร เขาทั่วไปก็เป็นอย่างนั้น ไม่ว่าอดีตผ่านมาแล้วกี่แสนกี่ล้านปี รูปอันนี้มันก็มีแต่ของสกปรกโสโครก เต็มไปด้วยอสุภะ อสุภัง เต็มไปด้วยของเน่าของเหม็น เต็มไปด้วยปฏิกูล

    ปัจจุบันทุกวันนี้ ก็เหมือนกัน รูปที่เป็นอยู่ เป็นของสกปรกทั้งนั้น ไม่ว่ารูปหญิง รูปชาย รูปพระ รูปฆราวาส เป็นเหมือนกันหมด เหตุใดมันจึงเป็นอย่างนั้น ของที่เราขบฉันรับประทานลงไปเป็นของเน่า ของเหม็น ของเสียทั้งนั้น ไม่ใช่ของดิบของดีอะไร เป็นต้มเป็นแกง เป็นผัดเป็นทอดต่างๆ ถ้าเราทิ้งเอาไว้ ของเหล่านั้นจะเน่า จะเหม็น จะเสีย อยู่ไปคืนสองคืนมีกลิ่นแล้ว  นี่ร่างกายของเราที่เอาของเน่าของเหม็นมาบำรุงบำเรอ มันก็เป็นก้อนของเน่า ของเหม็นปฏิกูล ไม่ใช่ของสวยงามอะไร เพราะเหตุนั้น ในร่างกายของเราทั่วไป ไหลออกทางทวารใดก็มีแต่ของสกปรกเน่าเหม็น ไม่เป็นของดิบของดี ของหอมหวาน มีแต่ของเน่า เพียงแต่ลมออกมาเท่านั้น มันก็ยังมีกลิ่น แสดงว่ามันเน่าทั้งตัว มันเหม็นทั้งตัว ไม่มีอะไรที่จะดีวิเศษให้ ร่างกายทั่วไปมันเป็นอย่างนั้น คนกำหนัดยินดี พอใจรักใคร่ต่าง ๆ เราก็ไม่แปลก อะไรกันกับพวกแมลงวัน พวกหนอน ชอบของบูดของเน่า เราเป็นหนอนนั้นหรือ หรือเราเป็นคน มีอรรถมีธรรม เห็นของเน่าว่าเป็นของเน่า เห็นของดีว่าเป็นของดี ถ้าหากยังไม่เห็นตามความเป็นจริงอย่างนั้น จิตใจของเราก็ยังลุ่มหลง ยังเพลิดเพลิน ยังติดข้อง ยังเป็นแมลงวัน ยังเป็นหนอน ชอบของเน่าของเหม็นไปไต่ไปตอม ไปกัดไปแทะของที่เน่าเหม็น ว่าเป็นของดิบของดี

    พิจารณาสอนใจ เพื่อแก้ไขราคะความกำหนัดย้อมใจต่าง ๆ ให้ตกออกไป ธรรมะของพระพุทธเจ้า ซักฟอกจิตใจที่ลุ่มหลงให้หายจากลุ่มหลงไปได้ ถ้าคนมีธรรมในใจ มีความสุข ความสบาย โลกอันนี้ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มันมีมาแต่ไหนแต่ไร เราไปลุ่มหลงขนาดไหน ก็เราเองจะเป็นทุกข์เป็นโทษ เราไม่ลุ่มหลง สิ่งเหล่านี้มันก็มีอยู่ตามธรรมชาติของมัน คนที่ไม่ลุ่มหลงไม่เกี่ยวข้องในสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นผู้ที่ควรบูชา ควรกราบไหว้ เพราะสัตว์ทั่วไปเขาลุ่มหลง ยินดี เต็มใจ แต่ท่านเหล่านั้น ท่านไม่ยินดีเต็มใจ ท่านไม่หลงใหล เพลิดเพลิน จิตใจของท่านสะอาด ท่านมีความสุขเพราะความไม่ลุ่มหลง

    นี่การพิจารณาแยกแยะ เรื่องของกาย ให้เข้าใจตามเป็นจริงของมัน เมื่อเราเข้าใจตามเป็นจริงของมันแล้ว จิตใจไม่หวั่นไหว เห็นรูป ก็สักแต่ว่ารูป เสียงก็เหมือนกัน ถ้าหากเก็บเอาไว้ เสียงทั่วไปที่เราได้ยินมา แก้วหูแตก อยู่ไม่ได้ แต่นี้มันดับไป ๆ พอเกิดขึ้นมันก็ดับ แต่สัญญาที่ไปคาดหมายว่า เขาพูดเพราะอย่างนั้น พูดหวานอย่างนี้ ก็เลยมายินดีเต็มใจ คิดไปในเสียงนั้น ๆ ทั้ง ๆ ที่มันดับไปนมนานขนาดไหน แต่เราก็ยังเต็มใจยินดีเพลิดเพลินไปตามเรื่องของมัน นี่คือจิตของพวกเราท่านมันหลง มันไม่มีอรรถมีธรรมให้ ถ้ามันมีอรรถมีธรรม อะไรเกิดขึ้นมันก็ดับไปตามหน้าที่ของมัน

    พยายามพิจารณาแก้ไขใจของตัว ใจเท่านั้นแหละเป็นเรื่องสำคัญ ใจไม่ดี ใจโลภ ใจโกรธ ใจหลง ใจเต็มไปด้วยราคะตัณหา ถึงรูปร่างกลางตัวจะสวยสดงดงามขนาดไหน ถ้าใจไม่ดี ใจชั่วแล้ว มันก็ขาดคุณค่า เช่น คนเสียจริต ร่างกายของเขาจะสวยสดงดงามขนาดไหน ก็ไม่มีใครปรารถนา นี่คือใจชั่ว ใจเสีย ใจชั่วใจเสียจึงไม่เป็นที่ปรารถนา

    ร่างกายของเราตบแต่งเอาไม่ได้ มันเกิดมาอย่างไร ก็เป็นไปตามหน้าที่ของมัน รักษาได้ก็เพียงรับประทาน หรือเยียวยากันไป แต่ก็ไม่ไหว ไม่วันใดก็วันหนึ่ง มันก็จะไปตามเรื่องของมัน คือตาย เราจะไปหลงวุ่นวายเกี่ยวข้องทำไม สิ่งใดที่จะประพฤติปฏิบัติ ซึ่งเป็นอรรถเป็นธรรม จะทำจิต ทำใจของเราไม่ให้เศร้าหมอง ไม่ให้ขุ่นมัว ไม่ให้ขัดข้อง ไม่ให้วุ่นวายไปตามสัญญาอารมณ์ต่าง ๆ เราจะต้องแก้ไข เพราะใจเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ เมื่อแก้ไขใจ ไม่ติดข้องในสิ่งต่าง ๆ แล้ว อยู่ในโลกมันเบามันสบาย ไม่วุ่นวายกวนตัวเอง สุขสนุกสนาน จะนั่งจะยืน จะเดิน ก็เป็น สุคโต ไม่มีทุกข์มีโทษในตัวของตัว คนที่ฝึกจิตอบรมใจของตัวดี ถึงจะไม่มีความรู้ทางด้านโลกก็ตาม ไม่มีสมบัติทางโลกที่เขานิยมชมชอบกัน บ้านโต ๆ รถเรือต่าง ๆ ผ้าผ่อนท่อนสไบสวยงาม จะไม่มีกับเขาก็ตาม แต่ท่านก็สุข ท่านก็สบาย เพราะใจของท่านบริสุทธิ์ ใจของท่านสะอาด จะอยู่ในป่าในดง ในร่มไม้ ท่านก็สุขก็สบาย ไม่มีความทุกข์ความวุ่นวายทางจิตทางใจ ใจดีแล้วเป็นของประเสริฐ คนเราจึงมีคุณค่าอยู่ที่ใจ คนที่ไม่มีจิตใจบริสุทธิ์ ไม่มีจิตใจที่เคยฝึกอบรมทางธรรมะ คนนั้นไม่มีคุณค่าสาระในตัว ตัวเองก็ตำหนิตัวของตัวได้ เพราะใจวุ่นวายขัดข้อง บ้านอยู่ บ้านอาศัยใหญ่โต ที่นั่งที่นอนนุ่นนวลขนาดไหน มันก็ทุกข์ร้อนอยู่อย่างนั้นเพราะใจมันไม่มีอรรถมีธรรม ไม่สุขไม่สบายให้ ถ้าใจมีอรรถมีธรรม ท่านไปอยู่ที่ไหน อยู่อย่างไร ท่านเป็นสุข ถึงโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนกายหนักแน่นขนาดไหน ท่านก็เป็นสุขภายในใจ เป็นสุขอย่างไร เราต้องฝึก ต้องอบรมตัวของตัวให้รู้ ให้เข้าใจ

    กายอันนี้เป็นที่อยู่ที่อาศัย เรื่องโรคต่าง ๆ มันมาเกาะมาอาศัยกาย เหมือนสัตว์ทั้งหลายเกิดมาในโลก อาศัยแผ่นดิน จะไล่มันหนีไปที่ไหน มันหนีไปไม่ได้ เพราะมันอาศัยแผ่นดิน เป็นที่อยู่ที่อาศัย โรคภัยก็อาศัยกายเป็นที่เกิด ไม่ว่าโรคหวัด โรคไอ โรคอะไรต่าง ๆ มันอาศัยกายเป็นที่อยู่อาศัยของมัน เราไล่มันไป ขับมันไป โรคอันนี้หายไป โรคอันใหม่ก็เกิดขึ้น ผลที่สุดมันก็จะต้องแตกสลายไปตามหน้าที่ของมัน เรื่องของกาย มันเป็นอย่างนั้น เมื่อเป็นอย่างนั้น เราเข้าใจตามเป็นจริงอย่างนั้น อยู่ในกายไปวันใดก็เป็นทุกข์เป็นโทษไปวันนั้น เพราะเรื่องของกาย เรื่องของขันธ์ ท่านจึงว่า ภารา หะเว ปัญจักขันธา ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นภาระหนัก หนักในการดูแลรักษา ถ้าหากไม่มีขันธ์ก็ไม่มีทางที่จะปฏิบัติ เอามรรคเอาผล ทำทาน ศีล ภาวนาไม่ได้ ถ้ามีขันธ์ แต่ขันธ์ก็เป็นทุกข์เป็นโทษด้วยโรคภัย เมื่อประพฤติปฏิบัติใจของตัวบริสุทธิ์ได้ ธาตุขันธ์ท่านจึงไม่ยุ่งเกี่ยว โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนอย่างไร ท่านก็ทราบ ว่าอันนี้เป็นโรคภัย เป็นเวทนา รูปก็พิจารณาทั่วถึง เวทนา สุข ทุกข์ ต่าง ๆ ท่านก็พิจารณาทั่วถึง ไม่ใช่จิต จิตที่บริสุทธิ์ มารู้สิ่งเหล่านี้ ไม่เคยเป็นทุกข์เป็นโทษ ไม่ใช่รูป ไม่ใช่เวทนา ความสุข ความทุกข์ส่วนนี้ท่านจึงไม่หวั่นไหว ท่านจึงมีความสุขใจ ตายก็ตายไปเถอะ จะไปห่วงใยอะไร เราปรารถนาอะไร สิ่งที่เราปรารถนา เราต้องการ เราประพฤติปฏิบัติมา เข้าใจ รู้เห็นตามเป็นจริงแล้ว จะอยู่ไปกี่หมื่นกี่แสนไป อะไรจะดีขึ้น มันทราบสิ่งที่ควรละได้ละแล้ว สิ่งที่ควรบำเพ็ญ เราได้บำเพ็ญเต็มที่แล้ว มีอะไรที่จะสงสัยในใจ อยากจะมีอายุอยู่ยืนยงต่อไป มันไม่มี อยากจะตายไป มันก็ไม่มีอีก แล้วแต่เรื่องของมัน ปล่อยมันไปตามธรรมชาติ เรื่องธาตุเรื่องขันธ์

    นี่ผู้ปฏิบัติใจมีอรรถมีธรรมท่านเป็นอย่างนั้น ไม่กังวลวุ่นวายกับเรื่องอะไรทั้งหมด อยู่ในโลก แต่ไม่ติดโลก อยู่ในสมมุติ แต่ไม่ติดสมมุติ จิตบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องกับอะไร นี่คืออานิสงส์ของการประพฤติปฏิบัติอรรถธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะประพฤติปฏิบัติได้หากเราทำตามโอวาทที่พระพุทธเจ้าสอน กำหนดพินิจพิจารณาอวัยวะต่าง ๆ ชำระสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัย เป็นสนิมของใจ ให้ตกให้หายออกไป ใจจะใส ใจจะสะอาด ปราศจากทุกข์โทษต่าง ๆ คนอื่นมองไม่เห็นก็ตาม แต่เราก็เห็น เพราะเป็นในตัวของเรา เขาตำหนิติชมอย่างไรนั้นเป็นเรื่องของโลก จะดีวิเศษ ขนาดไหน เขาก็ตำหนินินทาได้ ท่านจึงพูดเป็นภาษิตเอาไว้ นัตถิ โลเก อนินทิโต คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก จะประพฤติปฏิบัติดีวิเศษขนาดไหน คนที่ไม่ชอบใจเขาก็ตำหนิ จะชั่วเสียขนาดไหน คนที่ชอบใจเขาก็สรรเสริญ เรื่องของโลก เอาแน่นอนจริงจังไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้นแต่ไหนแต่ไรมา แต่จิตของเรามันหวั่นไหวหรือไม่ ถูกเขาสรรเสริญเยินยอ เราลุ่มหลงเพลิดเพลินไปตามลมปากของเขาไหม ถูกเขาตำหนินินทา เราเสียใจเหี่ยวแห้งเศร้าหมองไหม เราตรวจตราพิจารณาภายในเรื่องของเรา ถ้ารู้เท่า เรื่องสรรเสริญและเรื่องนินทามันมีมาแต่ไหนแต่ไร จิตของเราไม่ลุ่มหลงเสียอย่างมันก็สุขสบาย

    นี่การประพฤติปฏิบัติ ที่จะทำตัวของตัวให้เป็นมงคลอันสูงสุดได้ ก็เพราะการประพฤติปฏิบัติใจของตัวให้รู้ทั่วในโลกธรรมทั้งแปด ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข นี่เป็นฝ่ายที่มนุษย์และสัตว์ทั่วไปยินดีปรารถนา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์นี่ เป็นฝ่ายชั่วที่เราไม่ปรารถนาแต่สิ่งเหล่านี้มีมาแต่ไหนแต่ไรมา ท่านจึงเรียกว่า โลกธรรม คือธรรมประจำโลก เราไม่เกิด มันก็มีอยู่ เราเกิดมาแล้ว มันก็มีอยู่ เราตายไปแล้วสิ่งเหล่านี้มันก็มีอยู่ จะไม่ให้ถูกเขาสรรเสริญนั้นเป็นอันไม่มี จะไม่ให้ถูกสิ่งที่เขานินทานั้นเป็นอันไม่มี เพราะคนหรือสัตว์ทั่วโลกมันก็เหมือนกัน ถ้าเขาชอบ จะชั่วจะเสียขนาดไหน เขาก็สรรเสริญ ถ้าเขาไม่ชอบ เขาไม่ยินดี จะดีจะวิเศษขนาดไหนเขาก็นินทา แต่ใจของเรารักษาได้หรือไม่ พ้นไปจากโลกธรรมหรือไม่

    มงคลที่พระพุทธเจ้าแนะสอนเทวดามนุษย์ มงคลอันนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด มงคลสำคัญ เป็นมงคลสุดท้าย ท่านกล่าวเอาไว้ จิตใจของคนใดไม่หวั่นไหวในโลกธรรมทั้งแปด เป็นจิตที่เกษม เป็นจิตที่บริสุทธิ์ ท่านถือว่าเป็นมงคลประเสริฐวิเศษ แต่เราเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ที่ไม่เป็นอย่างนั้นก็เพราะเราพิจารณาธรรมะยังไม่ถึงขีดขั้นของมัน ถ้าเราพิจารณาถึงขีดขั้นของมัน เห็นสิ่งเหล่านั้นตามเป็นจริง เห็นผู้ไปรู้ไปเห็นสิ่งเหล่านั้นตามเป็นจริงของมัน ไม่ได้เกี่ยวกัน

    คำสรรเสริญ นินทา มันมีอยู่ในโลก จิตใจที่ไปลุ่มหลงก็เพราะจิตใจยังไม่บริสุทธิ์ จิตใจยังไม่รู้ทั่วในสิ่งเหล่านั้น ถ้ามันรู้ทั่ว มันเข้าใจถึงทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็เป็นสิ่งเหล่านั้น โลกเป็นโลก ธรรมเป็นธรรม ความบริสุทธิ์เป็นความบริสุทธิ์ มันไม่มีอะไรที่มาประสมประสานกัน ต่างอันต่างอยู่ ต่างอันต่างจริง มันจึงไม่มีเรื่องอะไรยุ่งเหยิงวุ่นวายในจิตในใจ ถ้าเราประพฤติได้อย่างนั้น มันจะสุขจะสบายขนาดไหน จะมีอะไรอยากได้อีก เพราะความบริสุทธิ์นั้นมันพอดี พอเหมาะพองาม เพิ่มเติมอีกไม่ได้ จะเอาออกก็ไม่บกพร่อง ไม่เสียหาย ยังคงเส้นคงวาอยู่เสมอ ตั้งแต่วันรู้จนตลอดวันตายคือวันปรินิพพาน จิตใจที่บริสุทธิ์นั้นไม่มีวัน มีเวลา ไม่มีเข้า ไม่มีออก เหมือนจิตใจธรรม ความบริสุทธิ์จะเป็นความบริสุทธิ์อยู่อย่างนั้น ไม่มีวันใดที่จะเข้าจะออกถ้ามันถึงความบริสุทธิ์จริงจัง มันไม่มีอะไรจะสงสัย ว่าจิตใจทำไมวันนี้เป็นอย่างนี้ วันนั้นเป็นอย่างนั้น มันไม่มีอาการ หมดกิริยา ท่านจึงเรียกว่า อกิริยา คือจิตที่บริสุทธิ์ จิตที่เป็นวิมุตติ ไม่ผสมผสานกับเรื่องข้างนอกอีก

    นี่แหละอานิสงส์ของการประพฤติปฏิบัติ ผู้ที่เห็นที่เป็นในจิตในใจจึงไม่หวั่นไหว จึงสุขจึงสบาย ทั้งเวลาตาย ทั้งเวลาอยู่ไม่มีอะไรที่จะทำจิตทำใจของท่านที่บริสุทธิ์ให้เสียหายไปได้ เขาจะยิงทิ้งเดี๋ยวนี้ ยังไม่ได้เข้าที่เข้าฐาน กลัวจะไปตกนรกหมกไหม้ ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือไปเกิดเป็นอันใดอันหนึ่ง จะมีภพมีชาติอีก ท่านไม่มีความสงสัย ตายเมื่อไร ความดับทุกข์ดับกิเลส มันดับมาตั้งแต่ก่อนที่ยังไม่ตายแล้ว พิจารณาทั่วถึงแล้ว เข้าใจแล้ว ตายเมื่อไร ความบริสุทธิ์นั้น มันจะเป็นอะไรไปอีก มันก็บริสุทธิ์อยู่นั้น จะเข้าจะออกไปที่ไหนกันอีก มันหมดปัญหา ไม่มีอะไรที่จะเป็นปัญหาในจิตในใจ ตายเมื่อไรยินดี ว่าเราตายอย่างนี้ เขาจะดูหมิ่นนินทา ว่าไม่สมศักดิ์ศรีผู้ประพฤติปฏิบัติ มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าจิตบริสุทธิ์ จะต้องตายห่าก็ตาม ใจของท่านก็บริสุทธิ์อยู่

    อย่างพระพาหิยะ วัวขวิดตายเวลาไปแสวงหาผ้ามาบรรพชาอุปสมบท ท่านก็เป็นพระพาหิยะปรินิพพาน ไม่เห็นว่าท่านยังไม่ได้เข้าที่แล้ววัวมาชนมาขวิด ขวิดตายอย่างนั้นท่านจะเสียทีเพราะยังไม่ได้เข้าที่ยังไม่ได้ทำจิตทำใจให้ลงรวม ไม่เป็นอย่างนั้น บริสุทธิ์อยู่สม่ำเสมอไปทุกกาลทุกสมัยทุกเวลา ถ้าจิตไม่บริสุทธิ์ มันจึงมีกาลมีสมัย บางวันบางเวลาก็ดีเย็นสบาย คนมาเกี่ยวข้องวุ่นวายอะไร ใจก็สุข ใจก็สงบ บางวันบางเวลามันบ้ามันบอ กิเลสตัณหาอารมณ์สัญญาต่าง ๆ มันเกิดฟุ้งปรุงขึ้นในจิตในใจ ทั้ง ๆ ที่เขามาดี มันก็เดือดร้อน เขาพูดดี ก็ไม่เต็มใจ เห็นใคร เห็นอะไร โกรธ ไม่พอใจไปทั้งนั้น นี่คือจิตใจที่ไม่ดี มันมีการขึ้นการลงอยู่อย่างนั้น คือยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางความบริสุทธิ์ มันจะต้องเป็นอย่างนั้น

    เหมือนกับเราเดินทาง ที่ลุ่มมันก็มี ที่ดอนมันก็มี ที่สูง  ที่ต่ำมันก็มี คือยังไม่ถึงที่ ในระยะเดินมันจะต้องเป็นอย่างนั้น จิตใจของพวกเราท่านก็ทำนองเดียวกัน บางวัน บางเวลา สงบเย็น นั่งก็เป็นสุข เดินก็เป็นสุข พิจารณาอะไรก็ผ่องใส บางวัน บางเวลาเป็นอีกอย่างหนึ่ง เสื่อมเสียไป ทั้ง ๆ ที่ข้อวัตรปฏิบัติ การกำหนด การกระทำ ทุกสิ่งทุกอย่าง ยังคงเส้นคงวา ไม่มีอะไรเสียหาย แต่ใจมันก็วุ่นวาย ใจก็กังวล ไม่สงบเย็นให้ นี่มันเป็นไป ผู้ปฏิบัติจะต้องเห็นจะต้องเป็นในตัว ถ้าไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ตามเป็นจริงของมันว่ามันเกิดขึ้น จากสถานที่ใดอารมณ์สัญญาส่วนนี้มันถึงเป็นไป วันนั้นดี วันนี้ชั่ว มันถึงเป็นไปอย่างนั้น ถ้าไม่ทราบต้นตอของมัน ก็ไม่มีทางที่จะแก้ไขให้สุข ให้สบายได้ คือไม่รู้ไม่เข้าใจในโลกธรรม ตามเป็นจริง ถ้ารู้ถ้าเข้าใจ ว่าสิ่งใดที่มันเกิดขึ้น สิ่งนั้นมันก็ดับไป อารมณ์ สัญญา สังขาร อันนี้ไม่ใช่เรื่องของจิต คือแยกกันออก เรื่องสังขารกับจิตเป็นคนละสิ่งละอย่าง การปรุงการคิดที่เป็นไปอย่างนั้นมันเป็นเรื่องของสังขาร  ไม่ใช่ความบริสุทธิ์ของจิตท่านทราบ ท่านจึงไม่ติดข้อง

    นี่ไม่ทราบว่าอะไรเป็นธาตุ อะไรเป็นขันธ์ อะไรเป็นจิต มันเลยยุ่งเหยิงกันอยู่ เข้าใจว่าความคิดความปรุงก็เป็นจิต ไม่ทราบว่ามันเป็นสังขาร ความจำได้หมายรู้ต่าง ๆ ก็ว่าเป็นจิต ความเจ็บปวด เหน็ดเหนื่อยเมื่อยหิว หรือความสุข ความทุกข์ต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นจิต ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องของขันธ์ เพราะจิตของพวกเราท่านมันยังผสมผเสกัน ยังเจียระไนไม่ออก ถ้าเจียระไนได้เช่นเพชรเช่นพลอยต่าง ๆ มันผสมผสานกันอยู่กับหินกับกรวด พอไปเจียระไนแล้วทิ้ง จะทิ้งลงในหินในกรวด มันก็เป็นเพชร เป็นพลอยตามเรื่องของมัน ไม่ผสมผเสกันอีก นี่การชำระสะสางจิตใจด้วย ตปธรรม คือ สติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียรต่าง ๆ ทุ่มเทลงไป พิจารณาลงไป ตั้งใจกำหนด ตั้งใจรักษา ชำระจิตใจของตัวจนเจียระไนออกเป็นคนละสิ่งละอย่าง

    เรื่องธาตุขันธ์กับจิตก็เหมือนกันกับเพชรพลอยที่เขาเจียระไนได้ มันไม่ได้ผสมผเสกันอีก ระยะที่เรายังผสมผเสกันอยู่ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นจิต อะไรเป็นธาตุ เป็นขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่เรียกว่าขันธ์ มีอยู่ด้วยกันทุกคน จิตมันก็มีอยู่ในนี้แหละ มีอยู่ในธาตุ ในขันธ์อันนี้ แต่เรายังไม่เห็นจริง เราจึงหลงว่า อันนั้นเป็นอย่างนั้น อันนี้เป็นอย่างนี้ เพราะเราไม่ถึงความบริสุทธิ์ ไม่เคยเห็นความบริสุทธิ์ ไม่เคยเห็นจิตเป็นวิมุตติ

    เมื่อเห็นว่าจิตมันบริสุทธิ์ จิตมันเป็นวิมุตติจริงจัง เรื่องธาตุขันธ์มันเป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็ยังมีอยู่ ไม่อย่างนั้นก็สอนสรรพสัตว์ไม่ได้ สาวกทั่วไปก็เหมือนกัน แต่ความบริสุทธิ์นั้น มันอยู่ในธาตุในขันธ์หรือไม่ ก็เพราะเห็น เราเป็นในตัวของเรา ไม่มีทางสงสัยว่ามันจะเป็นไปอีกอย่างไร จิตที่เป็นวิมุตติ จิตที่บริสุทธิ์ มันจะเสียหายไปอีกตอนไหน จะเป็นไปอีกรูปใด จะอยากอะไร จะยินดีอะไร ยินร้ายอะไร มันไม่มีท่านจึงว่าบริสุทธิ์ทุกกาลทุกเวลา นั่งอยู่ก็บริสุทธิ์ นอนอยู่ก็บริสุทธิ์ เดินไปก็บริสุทธิ์ คนบริสุทธิ์นั้นไม่มีกาล ไม่มีสมัย เป็น อกาลิโก คือไม่มีกาลอยู่อย่างนั้น ตั้งแต่วันรู้ วันเข้าใจ จนตลอดวันนิพพาน ไม่มีอะไรที่จะสงสัย ว่าจะทำอย่างไรอีก

    นี่คือถึงขั้นถึงขีดในการปฏิบัติ แต่จะเป็นไปได้อย่างนั้น ก็เพราะอาศัยพวกเราท่านตั้งหน้าตั้งตากำหนดพินิจพิจารณา สำรวมรักษาจิตใจของตัวชั่วเสียต่าง ๆ ที่เคยมาเกี่ยวข้อง เราหมั่นชำระสะสางออกไป เห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัย ในสิ่งที่ชั่วที่เสีย ไม่ให้ใจไปติด ไปคิด ไปปรุง ไม่ให้กายไปทำ ไม่ให้วาจาไปพูด เพราะของชั่ว ของเสีย ของเน่า ของเหม็นนั้น ถูกอะไรเข้ามันก็เน่าก็เหม็น ก็เสียก็หาย ไม่ยอมยินดี ไม่ยอมเกี่ยวข้อง

    ไฟเราไปแตะต้อง เมื่อไรมันก็ไหม้ก็เผา เราจึงไม่ยินดีในเรื่องของไฟ ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา มันเป็นไฟ ท่านจึงให้ขับไล่ ไม่ให้ไปแตะต้อง ให้หลีกเลี่ยงออกไป เมื่อใจของเรามีสติปัญญา เราอยู่ในโลกซึ่งเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา เต็มไปด้วยสัตว์ผู้ที่ข้องติดทั่วไป แต่เราไม่ข้องติด ไม่เกาะเกี่ยว ไม่วุ่นวาย มันจึงเย็น จึงสบายสะดวก คนที่ฝึกหัดปฏิบัติใจของตัวอย่างนั้น ท่านถือว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ารู้ พระพุทธเจ้าเข้าใจอะไร ท่านก็เข้าใจตามเป็นจริงอย่างนั้น จึงถึงสรณะ คือมีที่พึ่ง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ เราถึงพระพุทธเจ้าด้วยใจของเรา พระพุทธเจ้าบริสุทธิ์อย่างไรใจของเราก็บริสุทธิ์อย่างนั้น ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ เราถึงพระธรรมด้วยใจของเรา ใจของเราทรงไว้ซึ่งมรรค ซึ่งผล ความบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า พระสาวกบริสุทธิ์อย่างไร ท่านมีจิตมีใจทรงไว้ซึ่งธรรมอย่างไร เราก็ทรงไว้อย่างนั้น ไม่มีอะไรที่ผิดแปลกแตกต่างกัน  สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ถึงพระอริยสงฆ์ ด้วยการประพฤติปฏิบัติ สิ่งที่ควรละได้ละไป สิ่งที่ควรบำเพ็ญ เราได้บำเพ็ญเต็มที่ จึงไม่มีอะไรสงสัย แล้วสิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่ในกายในใจของเรา ไม่ได้มีอยู่ที่อื่น พุทธะ ผู้รู้ มันก็มีอยู่ที่นี้ ธรรมะ ผู้ทรงไว้ซึ่งอรรถธรรมทั่วไป ก็มีอยู่ในนี้ สังฆะ ผู้ที่จะปฏิบัติให้เห็นเป็นอย่างนั้น ก็คือ กาย วาจา ใจของพวกเราท่าน เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จึงรวมลงอยู่ที่ตัวของตัว ไม่ได้อยู่ที่อื่น

    ถึงที่พึ่งอันบริสุทธิ์ อันศักดิ์สิทธิ์ จะไปสถานที่ใดมีความเย็นกาย เย็นใจ บริสุทธิ์ทุกวันทุกเวลา ไม่มีอะไรที่จะสงสัย นี่คือการปฏิบัติกาย ใจของตัว หมั่นกำหนด หมั่นพิจารณา หมั่นสำรวมรักษา เมื่อเรายังไม่ถึงจุดหมายปลายทาง อย่าประมาท วันเวลาที่ผ่านไปอุตส่าห์พยายามบังคับบัญชาใจของตัวให้อยู่ในขอบเขตของอรรถของธรรม อย่าเลินเล่อเผลอสติ กำหนดพิจารณาทำจิต ทำใจให้เยือกเย็น ทำจิตทำใจให้ผ่องใส คนที่รักษาใจของตัวอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้น จะมีวันมีเวลาบริสุทธิ์ถึงวิมุตติได้ ถ้าหากประมาทเมินเฉยว่าธรรมะเป็นหน้าที่ของพระ ของเณร ธรรมะเป็นหน้าที่ของคนเฒ่าคนแก่ ธรรมะจะรักษาตอนไหนก็ได้ เป็นของง่ายของสบาย เราอยากจะทำอะไร อยากจะคิดอะไร ทำไปตามเรื่องของกิเลสตัณหา ระยะเราแก่เสียก่อน จึงจะรักษาจิต ปฏิบัติใจ ถ้าเราเข้าใจอย่างนั้น โยนความดีไปไว้ข้างหน้าอย่างนั้น กาลเวลามันไม่คอยท่า เวลาวารีไม่เคยคอยใคร ความตายมาถึงเข้าเราจะมีอะไรล่ะ

     ใจของเราเดี๋ยวนี้ มีที่พึ่งที่อาศัยหรือไม่ หรือเกิดสงสัยว่าตายแล้วจะไปเกิดที่ไหน ก็เพราะเราไม่เคยมองดูใจของเรา ใจของเราเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์ เป็นเทพบุตร เทพธิดาเป็นมาร เป็นพรหม หรือเป็นอะไร ก็ตรวจตราดูใจของตัว ใจของตัวที่ชั่วที่เสีย ที่เน่าที่เหม็น ที่เดือดที่ร้อน ก็สัตว์นรกน่ะสิมันจึงร้อนจึงเผา ใจที่ไม่มีสติปัญญา ไม่มีทาน ศีล ภาวนา มีแต่อยากได้ โลภ หลง ก็เหมือนสัตว์ เกิดมาไม่เคยทำบุญสุนทานอะไรขอแต่ให้มันได้กินได้อยู่สุขสบายก็เป็นพอ ถ้าเราคิดไปเพียงแค่นี้ ก็ไม่ผิดแปลกแตกต่างอะไรกับสัตว์ เราตายไปเราก็เป็นสัตว์ เพราะไม่มีคุณสมบัติของมนุษย์ ใจของมนุษย์ ใจที่รู้จักดีชั่วผิดถูก มีทาน มีศีล มีภาวนา กำกับรักษาใจ มนุษยธรรม ที่ท่านกล่าวเอาไว้ คนที่มีคุณธรรมของมนุษย์ มีกายสุจริต วาจาสุจริต มโนสุจริต กรรมบถ ๑๐  ที่กล่าวเอาไว้ นั้นแหละเป็นมนุษย์ ตายเมื่อไรก็ไม่ผิด คือจะไปเกิดเป็นมนุษย์อีก เป็นมนุสโส เป็นมนุษย์ที่ดี ไม่ว่าร่างกาย จิตใจสง่างาม ไม่วิปริต เป็นคนดิบคนดี มีสติปัญญา เพราะเรามีมนุษยธรรม ประจำตัว

    ถ้ามี เทวธรรม มีหิริ โอตตัปปะ เกรงบาป กลัวบาป ไม่ว่าที่ลับที่แจ้ง เราจะคิดก็ดี จะพูดก็ดี จะทำก็ดี สิ่งที่เป็นกรรมชั่ว เป็นบาป เรากลัว เพราะเราเองจะได้รับทุกข์รับโทษที่เราทำไป กลัวอยู่ทุกกาลเวลา ไม่ว่าอยู่สถานที่ใด ถ้าเป็นบาปเป็นชั่วแล้ว เรากลัวเราเกรง คนที่มีจิตมีใจ เป็นอย่างนั้น มีธรรมขาวคือยินดีในทาน ศีล ภาวนา ไม่ยินดีในความชั่ว ความเสียต่าง ๆ กลัวชั่วกลัวเสีย ตั้งหน้าตั้งตารักษาจิต มีสติปัญญาสอนใจ  คนนั้นตายไปก็เป็นเทพบุตร เทพธิดา เพราะมีธรรมของเทวดา มีเทวธรรมประจำตัว

    คนที่ฝึกจิตอบรมใจเป็นไปในทางสงบสุข มีสมาธิสมาบัติในจิตในใจ ไม่หลงใหลใฝ่ฝันในเรื่องของกามารมณ์ต่าง ๆ แต่ทราบดีว่าจิตระยะนี้มันนิ่งมันเฉย มันไม่ใช่หมดกิเลส แต่มันไม่ยินดีเต็มใจใคร่ไปในเรื่องของกามารมณ์ต่าง ๆ เมื่อระยะจิตที่เราฝึกปฏิบัติอย่างนั้น เราตายไปในขณะนั้น ในเวลาที่จิตเราเป็นอย่างนั้น พรหมโลกเราก็มีหวัง จะมีอะไรปิดบัง ถ้าเราละเรื่องต่าง ๆ นานาได้เด็ดขาด ไม่มีอะไรที่จะสงสัยในใจ นิพพาน มันอยู่ที่ไหนล่ะ ก็เข้าใจอีก จะไปตายที่ไหนก็เป็นนิพพาน  เพราะจิตมันดับกิเลสตัณหา มันละสิ่งที่หลงใหลใฝ่ฝัน มันไม่มีอะไรที่จะติดข้องในจิตในใจอีก มันเข้าใจในตัวของมัน

    ธรรมะ ถ้าหากผู้ตรวจตราพิจารณาจิตใจแล้วไม่มีอะไรปิดปัง เห็นเด่นชัดอยู่ในตัวของตัว ทุกวันทุกเวลา ทุกกาลทุกสมัย ไม่มีอะไรที่จะสงสัย ถ้าเราพิจารณาธรรมะ เราฝึกธรรมะ เราปฏิบัติในธรรมะ ธรรมะจึงเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเราท่านทุกคนไม่ควรมองข้าม ควรนำมาประดับประดากาย วาจา จิตของตัว คนที่มีธรรมเป็นเครื่องประดับแล้ว จะเป็นฆราวาสก็ตาม เป็นพระภิกษุสามเณรก็ตาม เป็นเด็กก็ตาม เป็นหนุ่มสาวก็ตาม ผู้เฒ่าผู้แก่ก็ตาม งามน่าดูทั้งนั้น ไม่เหมือนเครื่องประดับภายนอก เครื่องประดับภายนอกคนหนึ่งเอาไปใส่เป็นอย่างหนึ่ง คนหนึ่งเอาไปใส่อีกเป็นอย่างหนึ่ง ของเด็ก ของหนุ่มสาว คนแก่เอาไปใส่ ไปประดับประดา เขาดูถูกนินทาว่า เอ๊ะ บ้ากามหรือคนนี้ ทำไมแต่งตัวแบบนี้ เฒ่าแก่จะตายแล้ว หนุ่มสาวเอาของผู้เฒ่าผู้แก่มาประดับประดา เขาก็ว่าอีกเหมือนกัน ไม่น่าดู แต่ธรรมะนั้น ประดับเข้ากับเด็กก็ตาม หนุ่มสาวก็ตาม กลางคนก็ตาม ผู้เฒ่าผู้แก่ก็ตาม ฆราวาสก็ตาม ภิกษุสามเณรก็ตาม งามด้วยกันทั้งนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรนำมาประดับ กาย วาจา ใจของตัว คนที่มีธรรมะในตัว เป็นคนสวยคนงาม คนสงบคนเย็น ไม่ว่าแต่มนุษย์ด้วยกันที่จะสรรเสริญชมชอบ เทวดาทั่วไปเขาก็ยินดี เลื่อมใสศรัทธา เพราะคนมีธรรมะจะไปสู่สถานที่ใด เย็นกายเย็นใจ ไม่มีภัยอันตราย

    ฉะนั้น พวกเราท่านอยากมีความสุขความสบาย ก็พึงนำธรรมะมาประดับกาย วาจา ใจของตน เมื่อทุกคนแสวงหาธรรมะ มาประดับตัวอย่างนี้ จิตใจที่เคยวุ่นวายกังวลเดือดร้อนต่าง ๆ ก็จะสงบเย็นไป ความสุขความเจริญที่เราไม่เคยเห็นเคยเป็น มาก่อนก็จะผุดโผล่ขึ้นมา ให้เรามีความสุขกาย สุขใจ ทุกวี่ทุกวัน นี่คือคนที่มีธรรมะประดับกาย วาจา ใจ ของตัว  เป็นอย่างนั้น

    ฉะนั้น ขอพวกเราท่านทุกคนจงสนใจนำธรรมะมาประดับตัวของตัว แล้วก็จะมีความสุขความเจริญ การอธิบายธรรมะ เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ขอยุติเพียงแค่นี้ เอวัง ฯ



คัดลอกจาก: ประวัติย่อ และพระธรรมเทศนาของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร

Comments