แบบวิธีนั่งสมาธิภาวนา


    สารบัญ

เรื่องภาวนา

   ภาวนา เป็นชื่อแห่งความเพียร ที่นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนาได้ถือเป็นข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างดียิ่ง ไม่มีข้อปฏิบัติอื่นดียิ่งขึ้นไปกว่า

ที่มาแห่งภาวนา

   ภาวนานี้ มีมาในสัมมัปธาน ๔ ประการ คือ
   ๑. ปหานปธาน เพียรสละบาปอกุศล ให้ขาดจากสันดาน
   ๒. สังวรปธาน เพียรสำรวมระวังรักษา ไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน
   ๓. ภาวนาปธาน เพียรภาวนา ให้บุญกุศลเกิดขึ้นในสันดาน
   ๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษาบุญกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้เสื่อมสูญอันตรธาน

   ข้อที่ ๓ แห่งสัมมัปธาน ความว่า ภาวนาปธาน เพียรบำเพ็ญบุญกุศลให้เกิดขึ้นในสันดานนี้ เป็นข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่ง ไม่มีข้อปฏิบัติอื่นดียิ่งขึ้นไปกว่า พุทธบริษัททั้ง ๔ จะเว้นเสียมิได้ จำเป็นต้องบำเพ็ญภาวนาปธานทุกคนตลอดไป จึงเป็นไปเพื่อพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร สำเร็จพระอมตมหานครนฤพาน หรือสำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษ บรรลุจตุสัมภิทาญาณแตกฉานในห้องพระไตรปิฏกด้วยการบำเพ็ญภาวนาปธานนี้ทั้งนั้น

   ถ้าไม่ได้บำเพ็ญภาวนาปธานนี้แล้ว ก็ไม่เป็นไปเพื่อพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร คือไม่สำเร็จพระนิพพานเลยเป็นอันขาด อนึ่ง ภาวนาปธานนี้ เป็นยอดแห่งข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งปวง คือ พุทธบริษัททั้ง ๔ เมื่อมีการบำเพ็ญทาน และรักษาศีลให้บริสุทธิ์ดีแล้ว จำเป็นต้องมีการบำเพ็ญภาวนา หรือเหล่าพระภิกษุและสามเณร เมื่อได้บรรพชา อุปสมบทในพระพุทธศาสนาแล้ว ต้องบำเพ็ญสัมมัปธานทั้ง ๔ ประการ มีภาวนาปธานเป็นยอด คือ บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

   คำว่า “ภาวนา” แปลว่า ทำให้เกิด ให้มี ให้เป็น คือ ทำกาย วาจา ใจ ให้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา หรือทำขันธสันดานของตนที่เป็นปุถุชน ให้เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา หรือมิฉะนั้น ก็กระทำขันธสันดานของตน ที่เป็นพระโพธิสัตว์ ให้ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นในโลก นับว่ากระทำให้เป็นไปในพระธรรมวินัย ทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ทีเดียว

ประเภทแห่งการภาวนา

   พระอนุรุทธาจารย์เจ้า แยกประเภทภาวนาตามลำดับชั้นไว้เป็น ๒ ประการ
   ๑. สมถภาวนา ทำใจให้มีสติสัมปชัญญะ สงบจากกามารมณ์ ตั้งมั่นเป็นสมาธิภาวนา
   ๒. วิปัสสนาภาวนา ทำใจที่มีสติสัมปชัญญะ และมีสมาธิบริบูรณ์แล้ว ให้เกิดมีปัญญา

   ในเบื้องต้นนี้ จะกล่าวสมถภาวนาก่อน แล้วจึงจะกล่าววิปัสสนาภาวนาโดยลำดับเมื่อภายหลัง

สมถภาวนา

   ในพระคัมภีร์ อภิธัมมัตถสังคหะ พระอนุรุทธาจารย์เจ้าแยกประเภทแห่งสมถภาวนาไว้เป็น ๓ ประการ คือ
   ๑. บริกรรมภาวนา เวลานั่งสมาธิภาวนา ใช้บริกรรมบทใดบทหนึ่ง
   ๒. อุปจารภาวนา จิตตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิ
   ๓. อัปนาภาวนา จิตตั้งมั่นเป็นอัปนาสมาธิ

สมถะคืออะไร

   ในเรื่องสมถภาวนาวิธี มีวิธีปฏิบัติละเอียดมาก แต่ในบทเนื้อความย่อนี้จะกล่าวเฉพาะใจความย่อๆ พอให้ทราบล่วงหน้าไว้ว่า สมถะคืออะไร

   พระสมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการ คือ อุบายภาวนาให้จิตเป็นสมาธิ เมื่อกล่าวถึงเรื่องที่จิตเป็นสมาธิ ดำเนินถูกในหนทางอริยมรรคอริยผลแล้ว ก็เป็นอันถูกต้องแล้วในพระสมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการ

   อีกประการหนึ่ง พระสมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการเหล่านี้ มีอาจารย์บางจำพวก สอนคณะสานุศิษย์ของตน ให้ขึ้นพระสมถกรรมฐานทั้ง ๔๐ ประการเป็นห้องๆ ไป ครบทั้ง ๔๐ ประการ เป็น ๔๐ ห้อง กระทำให้คณะสานุศิษย์เข้าใจผิดและถือเป็นถูก คือ ถือเอาว่า พระกรรมฐานทั้ง ๔๐ ห้อง ใครได้ขึ้นห้องไหนก็ได้แต่ห้องนั้น ไม่ได้ครบทั้ง ๔๐ ห้อง ถ้าต้องการให้ครบทั้ง ๔๐ ห้อง ต้องขึ้นไปทีละห้อง ๆ จนครบทั้ง ๔๐ ห้อง จึงจะได้พระกรรมฐาน ๔๐ ประการดังนี้ เป็นการสอนผิดและเข้าใจผิด ถือผิดเป็นถูกจากพระบรมศาสดาจารย์เป็นอย่างยิ่ง

   ความจริง พระธรรมวินัยทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์เป็นธรรมแท่งเดียวกัน สมเด็จพระสัพพัญญูบรมครูเจ้า พระองค์ทรงเป็นวิภัชวาที คือ พระองค์ทรงจำแนกขันธ์ ๕ คือ กายกับใจ ในตัวของมนุษย์คนเดียวเท่านั้น เป็นทั้งพระธรรม ทั้งพระวินัยครบจำนวนแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์รวมกันเข้า ก็เป็นธรรมแท่งเดียวกัน เมื่อพระธรรมวินัยเป็นธรรมแท่งเดียวกันอยู่แล้ว อาจารย์บางจำพวกมาสอนให้แตกต่างออกไป เป็นห้องๆ ไม่สอนให้รวมเป็นแท่งเดียวกัน ชื่อว่า สอนผิดจากพระบรมศาสดาจารย์เป็นอย่างยิ่ง

   อีกประการที่ ๒ นักปฏิบัติใหม่ทั้งหลาย ยิ่งไม่รู้ชั้นภูมิแห่งจิต ตัดสินไม่ได้ว่า สมถกรรมฐานเพียงแค่ไหนเมื่อไรจึงจะถึงวิปัสสนากรรมฐานสักที ครั้นได้นั่งสมาธิ บังเกิดมีความรู้นิดๆ หน่อยๆ ก็เข้าใจว่าตนได้วิปัสสนาญาณเสียแล้ว ก็เป็นผู้หลงผิดติดอยู่ในสมถกรรมฐานตลอดไป

   เนื่องด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องกล่าวเนื้อความย่อของสมถะไว้ดังต่อไปนี้

   สมเด็จพระสัพพัญญูบรมครูเจ้า เมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นในโลกแล้ว พระองค์ย่อมทรงรู้แจ้งว่าเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ล้วนเป็นผู้หลงข้องอยู่ในวัฏสงสาร ไม่เห็นหนทางพระนิพพาน จึงเอาตนให้พ้นจากทุกข์ไม่ได้ เมื่อพระองค์ทรงพระมหากรุณา โปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ภัยในวัฏสงสาร จึงจำเป็นต้องตะล่อมเอาน้ำใจของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ให้สงบจากเครื่องข้อง รวมเข้าสู่วิถีหนทางพระนิพพาน ซึ่งเป็นหนทางเอกในโลก ไม่มีหนทางอื่นยิ่งขึ้นไปกว่า และเป็นทางอันเกษมจากโยคะทั้งปวง

   วิธีที่พระองค์ทรงตะล่อมเอาจิตให้สงบจากเครื่องข้อง รวมเข้าสู่วิถีหนทางพระนิพพานนี้แลเป็นวิธีที่สำคัญ จึงจำเป็นต้องทรงพระมหากรุณาตรัสเทศนาสั่งสอน ให้เจริญพระสมถกรรมฐาน ๔๐ ประการ บทใดบทหนึ่ง เฉพาะเป็นที่สบายแก่จริตหรือนิสัยของตนเท่านั้น ไม่ใช่ให้ขึ้นเป็นห้องๆ ไปจนครบ ๔๐ ห้อง เมื่อได้พระสมถกรรมฐานเป็นที่สบายแก่จริตของตนแล้ว พระองค์ทรงพระมหากรุณาตรัสเทศนาโปรดให้นั่งสมาธิภาวนาทีเดียว วิธีนั่งสมาธิภาวนา มีแจ้งอยู่ในบทนั่งสมาธิข้างหน้า ข้อที่นักปฏิบัติใหม่ทั้งหลายจะพึงวินิจฉัยว่าสมถกรรมฐานเพียงแค่ไหน เมื่อไรจะถึงวิปัสสนากรรมฐานสักที ข้อนี้ให้พึงวินิจฉัยในวิธีนั่งสมาธิภาวนา ซึ่งจะกล่าวต่อไปในบทนั่งสมาธิข้างหน้า

ธรรมมีอุปการะมาก

   นักปฏิบัติทั้งหลายในพระพุทธศาสนานี้ พึงเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก มีวัตรปฏิบัติพร้อมบริบูรณ์ และมีธรรมซึ่งมีอุปการะมากเป็นที่เจริญอยู่ จึงเป็นผู้เจริญรุ่งเรือง ธรรมมีอุปการะมาก มีหลายประการ แต่จะกล่าวในที่นี้เฉพาะ ๓ ประการ คือ
   ๑. อปฺปมาโท อมตํ ปทํ พึงเป็นผู้ไม่ประมาท ซึ่งเป็นบทธรรมอันไม่ตาย
   ๒. สติมา ปริมุขํ สตึ พึงเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้าเสมอ
   ๓. สมฺปชาโน พึงเป็นผู้มีสัมปชัญญะ รู้จิตเสมอ

   ธรรม ๓ ประการเหล่านี้เป็นธรรมมีอุปการะมาก นักปฏิบัติย่อมเจริญอยู่เป็นนิจ