สติปัฏฐานภาวนา

พระนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาจารย์

(เทสก์ เทสรังสี)

วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

คัดจากหนังสือ ประมวลแนวปฏิบัติธรรม


คำนำ

    สติปัฏฐานภาวนาที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ ผู้เขียนเขียนโดยย่อ เอาเฉพาะวิธีที่จะปฏิบัติเท่านั้น มิได้ประสงค์ที่จะให้ท่องบ่นจดจำเอาไว้เป็นตำราพูดอวดโก้ๆ กัน จึงได้อธิบายให้เน้นหนักไปในแนวปฏิบัติอย่างง่ายๆ เพื่อให้เข้าใจว่าสติปัฏฐานสี่มีอยู่พร้อมแล้วที่กายที่ใจของเราทุกๆ คน ทั้งเป็นของดีเลิศ ผู้ใดตั้งใจแลเลื่อมใสยอมปฏิบัติตามโดยความไม่ประมาทให้เต็มความสามารถของตนๆ แล้ว พระพุทธเจ้ายังได้ทรงพยากรณ์ไว้เลยว่า อย่างช้าเจ็ดปีอย่างเร็วเจ็ดวัน อย่างสูงต้องถึงพระอรหันต์อย่างต่ำต้องได้พระอนาคามี อันเป็นธรรมที่เหล่าพุทธศาสนิกชนพึงปรารถนาทั่วกัน อนึ่งผู้เขียนมิได้แต่ย่นย่อหัวข้อแนวปฏิบัติเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นว่า ถ้าปฏิบัติใ้ห้ถูกต้องจนเข้าถึงสติปัฏฐานภาวนากันจริงๆ แล้ว จะต้องมีลักษณะอาการแลความรู้สึกอย่างนั้นอีกด้วย เพื่อจะได้เป็นเครื่องวัดเทียบในเวลาปฏิบัติเป็นไปอีกด้วย ที่แจกออกเป็นสองนัยนั้นเป็นมติของผู้เขียนต่างหาก ถึงจะนอกเหนือไปจากตำราก็ขอให้ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้ให้อภัยด้วย ถ้าผู้ปฏิบัติได้ลงมือปฏิบัติกันจริงๆ แล้ว ก็คงจะหมดปัญหาไปเอง เพราะการฝึกอบรมกรรมฐานภาวนานั้น ไม่จำเป็นจะต้องบังคับให้ทุกคนเป็นไปอย่างเดียวกันทั้งหมดก็หาไม่ เพราะต่างคนต่างมีอุบายแลแยบคายเฉพาะส่วนตัวนำมาใช้แลมาพิจารณา เมื่อเข้าถึงของจริงจุดประสงค์ของการเจริญกรรมฐานภาวนาแล้ว มิใช่เฉพาะแต่สติปัฏฐานเท่านั้น แม้กรรมฐานอื่นๆ นอกนี้ก็เหมือนกัน จะเข้าถึงจุดเดียวกันทั้งหมด ดังเงินภาษีอากรของหลวงเมื่อได้จากกระทรวงทบวงกรมต่างๆ แล้วจะต้องมารวมเก็บไว้ที่พระคลังหลวงแห่งเดียว ฉะนั้น

    หนังสือสติปัฏฐานภาวนาเล่มนี้ ผู้เขียนหวังว่าคงจะมีประโยชน์แก่ผู้ที่ได้อ่านแล้วแลนำเอาไปปฏิบัติตามไม่มากก็น้อย หากจะมีความผิดพลาดหรือบกพร่องในข้อความและแนวปฏิบัติ อันอาจออกนอกจากตำราซึ่งบางท่านไม่ชินหูอยู่บ้าง ผู้เขียนก็ขออภัยแลขอคำแนะนำจากท่านผู้รู้ทั้งหลายเพื่อจะได้แก้ไขในโอกาสหน้าต่อไป


พระนิโรธรังสี (เทสก์ เทสรังสี)

3 ตุลาคม 2517

วัดหินหมากเป้ง

พุทธศาสนาไม่เป็นภัยแก่ลัทธิอื่น

    พุทธศาสนาคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นศาสนาที่แสดงถึงหลักสัจธรรมข้อเท็จจริงที่่มีเหตุผลอันสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง แล้วก็เป็นของที่มีอยู่แล้วในตัวของทุกๆ คน พร้อมที่จะปฏิบัติให้เป็นไปได้ทุกเมื่อ และเป็นศาสนาที่ให้สิทธิเสรีแก่ทุกคนที่จะนับถือก็ได้ ไม่นับถือก็ได้ ไม่เป็นภัยเป็นเวรแก่ศาสนาหรือขนบธรรมเนียมประเพณีที่ตรงกันข้ามอีกด้วย ทั้งๆ ที่บางอย่างพุทธศาสนามิได้สอนให้กระทำเช่นนั้น เข้าหลักที่ว่าชั่วช่างชีดีช่างพราหมณ์หรือวัวใครเข้าคอกคนนั้น มันจึงเป็นศาสนาที่มีความเชื่อมั่นในหลักความจริงของตนเองอย่างไม่หวั่นไหว สมัยเมื่อครั้งพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ บางครั้งพระองค์ก็เคยเสด็จไปทรงเยี่ยมเจ้าลัทธิใหญ่ๆ เหล่านั้นบ้าง บางทีเจ้าลัทธิเหล่านั้นก็มาเยี่ยมเฝ้าพระองค์บ้าง พวกที่มาเหล่านั้นบางพวกก็มาถามอรรถธรรม บางพวกก็แสดงลัทธิทดสอบภูมิปัญญาของตนก็มี พวกแรกไม่มีปัญหาแต่พวกหลังนี่ซิ เมื่อพระองค์ทรงแสดงหลักธรรมข้อเท็จจริงให้ฟังแ้ล้วคล้ายๆ กับถูกศอกกลับ บางคนถึงกับยอมตัวเป็นลูกศิษย์ของพระองค์ก็มี แต่ผู้ที่ยังมีทิฏฐิจัดเมื่อกลับไปแล้วทำให้คิดทบทวนถึงเหตุผลนั้นๆ นานเอาการอยู่ทีเดียว เพราะหลักวิชาเหล่านั้นพระองค์ได้ทรงศึกษามาคล่องแล้ว แต่เมื่อสมัยยังทรงพระเยาว์อยู่ถึง 18 แขนง อันมีวิชาไตรเภทศาสตร์และสรีรศาสตร์เป็นต้น จากครูวิศวามิตรมาด้วยดีแล้ว ฉะนั้นจึงเป็นของไม่แปลกอะไรเลย ที่พระองค์จะทรงแก้ปัญหาเขาเหล่านั้นให้ปราชัยไป ถึงแม้นักพรตผู้หลงติดอยู่ฌานสมาบัติ พระองค์ก็ทรงสามารถแก้ไขให้ท่านเหล่านั้นเดินทางถูกต้องได้ ด้วยความชำนาญในการที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญมาคล่องแล้ว

กำเนิดพุทธศาสนา เกิดจากของอันหนึ่ง

    นั่นคือพระทัยของพระพุทธองค์ที่ทรงชำระให้บริสุทธิ์แล้วด้วยมัคปฏิบัติ อริยสัจธรรมทั้งสี่มีทุกขสัจเป็นต้น จึงมาปรากฏขึ้นในขณะนั้น นั่นคือจุดแรกของพุทธศาสนา ใจมีอันเดียวมิได้มีมาก ที่ว่ามากๆ นั้นเป็นอาการของใจต่างหาก ผู้ที่ยังมิได้ฝึกอบรมชำระอาการของใจให้ยังเหลือหนึ่งแล้ว สัจธรรมของจริงจะไม่ปรากฏให้เห็นเลย จะเห็นก็แต่อาการของใจ (คือกิเลส) นั่นแล พระพุทธองค์เมื่อทรงบำเพ็ญทุกขกิริยาอยู่หกปี ได้ทรงนำเอาหลักวิชาที่ได้ศึกษามาทดสอบหาความจริงไม่เป็นผลสำเร็จ มีแต่จะทำใจให้ฟุ้งเฟ้อส่งส่ายไม่สงบลงได้ แม้แนวปฏิบัติก็เต็มไปแล้วด้วยลัทธิวิธีกดบีบบังคับ ไม่เป็นไปเพื่อความสละปล่อยวาง จึงไม่สามารถทำให้พระองค์ทรงตรัสรู้สัจธรรมของจริงได้ เมื่อพระองค์ทรงย้อนมาดำเนินตามแนวฌานสมาธิ ที่พระองค์เคยได้เมื่อสมัยยังทรงพระเยาว์อยู่โดยบังเอิญซึ่งไม่มีใครๆ สอนให้ แล้วจิตก็สงบเข้าถึงองค์ฌานได้จนสำเร็จพระโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง นี่แสดงถึงเรื่องฌาน-สมาธิมัคปฏิบัติ เป็นเครื่องกำจัดชำระกิเลสอารมณ์เครื่องเศร้าหมองของจิตแล้ว จิตจึงจะบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่แต่ผู้เดียว เมื่อจิตผุดผ่องใสสะอาดอยู่โดยปกติเฉพาะปัจจุบันแล้ว สิ่งอื่นนอกจากจิต อาการของจิต อารมณ์ของจิต (กิเลสและธรรมทั้งหลาย) ที่จะเกิดจะมีขึ้นก็จะมาปรากฏให้เห็นชัด ณ ที่แห่งเดียวนี้ทั้งนั้น ความรู้อันนั้นจึิงเป็นไปเพื่อชำระใจให้บริสุทธิ์แล้วก็ได้ธรรมอันบริสุทธิ์ของจริงของแท้ขึ้นมา จึงสมกับพุทธภาษิตที่ว่า "ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ" ถ้าจะพูดภาษาไทยๆ ของเราก็เรียกว่าธรรมทั้งหลายเกิดปรากฏขึ้นที่ใจ รู้เฉพาะใจของตน (ปัจจัตตัง) ฉะนั้นใจจึงประเสริฐกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะใจเป็นผู้ให้สำเร็จกิจทุกกรณี

พระองค์ปฏิบัติ-รู้แล้วสอนผู้อื่นให้ทำตาม

    เนื่องจากพระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้นเป็นของมีค่ามหาศาล ถึงแม้จะใช้จ่ายเท่าไรๆ ถ้ายังมีผู้มารับอยู่ ธรรมนั้นก็จะไม่มีวันสิ้นเปลืองไปเลยแม้แต่น้อย นอกจากจะเพิ่มคุณค่าให้ทั้งแก่ผู้รับแลผู้ให้ด้วย ผู้มีคุณธรรมอันบริสุทธิ์ จึงเป็นผู้ไม่ตระหนี่ในที่ทั้งปวง ถึงแม้คุณธรรมทั้งหลายจะมีอยู่พร้อมในกายในใจของทุกๆ คนแล้วก็ตาม แต่สิ่งหุ้มห่อของธรรม (กิเลส) ยังไม่ได้ชำระปัดเป่าออก ธรรมนั้นจึงยังไม่่ปรากฏแลเห็นคุณของธรรมนั้นตามเป็นจริง เช่นเดียวกันกับเมื่อก่อนแต่พระองค์จะตรัสรู้ ฉะนั้นพระองค์จึงได้ทรงนำเอาแนวปฏิบัติที่พระองค์ได้ทรงดำเนินมาแล้วนั้น มาสอนให้เหล่าพุทธบริษัทปฏิบัติตาม กายกับใจเป็นของอาศัยกันอยู่ เมื่อจะกระทำดีหรือชั่วจึงต้องอาศัยซึ่งกันและกัน การที่จะฝึกฝนชำระสะสางก็ต้องทำไปพร้อมๆ กัน การจะชำระกายให้สะอาดได้ต้องอาศัยศีลเป็นเครื่องชำระฟอก ศีลที่จะมีสมรรถภาพสามารถฟอกกายให้สะอาดได้ ก็ต้องอาศัยใจมีเจตนางดเว้นในความผิดหรือความชั่วนั้นๆ ที่กายเคยกระทำมาแล้วก็ดีหรือกำลังทำอยู่ ณ บัดนี้ก็ดี และกำลังจะทำต่อไปก็ดี ด้วยความรู้สึกสำนึกในใจแล้วให้เกิดความละอายแก่ใจตนเอง แล้วตั้งใจวิรัตงดเว้นโดยมิได้มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น ผู้เห็นโทษในความผิดแล้วเกิดความละอายแก่ใจตนเองในที่ทุกสถาน 1 ตั้งจิตวิรัตงดเว้นในโทษนั้นๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ 1 แล้วเห็นคุณค่าของการรักษาศีล 1  ผู้มีคุณธรรมสามประการนี้เป็นพื้นฐานอยู่้ในใจแล้ว จะรักษาศีล 5-8-10-227 ไม่เป็นการลำบากเลย แล้วก็เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ถูกต้องตามจุดประสงค์ของพุทธศาสนาโดยแท้

รักษาศีล-เป็นทาส-เป็นไท

    ศีล 5-8-10-227 ถึงแม้จะเป็นเครื่องกำจัดกิเลสความชั่วก็ตาม แต่ก็มิได้บังคับกะเกณฑ์ให้ใครปฏิบัติ อันมิใช่ความประสงค์ของพุทธศาสนา แล้วการกระทำเช่นนั้นก็ไม่เป็นบุญเป็นกุศลอีกด้วย แท้จริงศีลทั้งปวงเป็นเครื่องกีดกันมิให้กายใจเล็ดลอดตกไปหาความชั่วต่างหาก "ผู้ใดรักษาศีลเพราะเห็นว่าเป็นข้อบังคับ ผู้นั้นจะเป็นทุกข์แลบาปเพราะรักษาศีลเปล่าๆ"

    มนุษย์คนเราเกิดมาด้วยอำนาจบุญบาปตกแต่งให้มาเกิด เมื่อเกิดมาแล้วปัจจัยนิสัยเดิมมันตามมาคร่าแลลากไป ตามอำนาจแลนิสัยเดิมของมัน แล้วใจของคนเราก็ชอบเสียด้วย เพราะความเคยชินในความเป็นทาสของมันมาแล้ว ฉะนั้นเมื่อจะรักษาศีลประเภทไหนก็ตาม มันจึงอึดอัดลังเลใจกลัวจะไม่ได้ทำกรรมชั่วที่เคยทำมาแล้วแลที่จะกระทำต่อไปอีก ด้วยเหตุที่เราได้มอบจิตของเราไปให้อยู่ใต้บัญชาการของกิเลสความชั่วนั่นเอง เมื่อกิเลสผู้อยู่เหนือบัญชาการเดือดร้อนเพราะถูกกีดกันด้วยการรักษาศีล จิตของเราผู้ใต้บังคับบัญชาก็พลอยเป็นทุกข์เดือดร้อนไปตามกัน ฉะนั้นศีลนั้นจึงเป็นศีลที่ให้โทษเป็นบาปแก่ผู้รักษา พอสมาทานศีลเข้าก็คอยแต่กาลเวลาอยากจะให้หมดเขตของการรักษาศีล แม้ผู้บวชเป็นเณรเป็นพระก็ทำนองเดียวกันนี้ หรือบางทีก็รักษาศีลเพื่อโชคลาภ หรือให้หายโรคภัยอุปัทวันตรายทั้งปวง เลยกลายเป็นศีลพระเป็นเจ้า ศาสนาพระเป็นเจ้าไปฉิบ รักษาศีลแบบนี้ได้ชื่ีอว่าเป็นทาสของกิเลส ถ้ายังเป็นบุญก็เป็นบุญที่เจือด้วยกิเลสไปเสียแล้ว

    ผู้มาเห็นโทษของความชั่วมีการฆ่าสัตว์เป็นต้น ด้วยใจด้วยปัญญาของตนเองแล้ว เกิดความละอายต่อบาปกรรมทั้งที่ได้ทำมาแล้วและจะพึงกระทำต่อไป ตั้งใจมั่นแลเลื่อมใสในกุศลกรรม งดเว้นกรรมชั่วเห็นเป็นของน่าภาคภูมิใจ รักษาศีลจะเป็นศีลประเภทใดๆ ก็ตาม ยิ่งรักษาศีลมากเข้าเท่าใดก็จะเห็นเป็นการช่วยป้องกันความชั่วของตนให้หนาแน่นยิ่งขึ้น เหมือนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาใจใส่รักษาภัยอันตรายให้แก่ตน ฉะนั้น รักษาศีลแบบนี้ได้ชื่อว่ารักษาศีลเป็นไท ไม่เป็นทาส ถูกต้องตามจุดประสงค์ของพุทธศาสนาสมกับที่ชื่อว่าพุทธศาสนาสอนให้คนปฏิบัติโดยเสรีภาพ

มีศีลแล้วจึงจะปฏิบัติธรรมให้เข้าขั้นสูงขึ้นไปโดยลำดับได้

    พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน แนะนำฝึกอบรมพระ (ผู้ประเสริฐ) สาวกของพระองค์เบื้องต้นตรงที่ศีล อันเกี่ยวเนื่องด้วยกายแลวาจาซึ่งเป็นของหยาบๆ ที่จะแสดงออกมาให้ปรากฏแก่สายตาของสาธารณชน เพราะศีลเป็นของประเสริฐกว่าสิ่งใดๆ ในโลกทั้งหมดในมนุษย์ พร้อมด้วยเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมก็เทอดทูนศีลนี้ว่าเป็นของประเสริฐ ผู้ที่เอาศีลเข้ามาสวมไว้ในภายในใจของตนแล้ว ผู้นั้นก็จะพลอยได้เป็นผู้ประเสริฐไปตามศีลด้วย แม้ฆราวาสผู้ซึ่งได้นามว่า พระอริยะ ตั้งต้นแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป ท่านก็มีนิจศีลเป็นประจำ มนุษย์คนเราผู้เกิดมาแล้วไม่มีศีลเสียเลยแม้แต่ข้อเดียว ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ได้รักษาศักดิ์ศรีของตนไว้อย่างน่าเสียดาย

    อันดับต่อไปพระองค์ก็ทรงฝึกอบรมด้วยให้ระวังสังวรในอินทรีย์ทั้งหกแล้วก็ให้สังวรในการบริโภคใช้สอยซึ่งปัจจัยสี่มี เครื่องนุ่งห่มเป็นต้น ตอนสุดท้ายก็ให้ระวังสังวรในการแสวงหาปัจจัยสี่แต่โดยทางที่ชอบ ศีลเป็นอาทิพรหมจรรย์ข้อปฏิบัติขั้นต้นก่อนที่จะฝึกอบรมสมาธิหรือเจริญฌานให้เป็นไป พื้นฐานของสมาธิฌาน (คือศีล) ไม่หนักแน่นแล้ว ฌาน-สมาธิ-ปัญญาอันเป็นคุณธรรมที่หนักแน่นแลกว้างขวางใหญ่โตจะตั้งอยู่ได้อย่างไร พระผู้ไม่มีบริสุทธิศีลสี่เป็นเครื่องอยู่เสียแล้ว จะเอาอะไรมาเป็นเครื่องวัดในตัวพระเล่า "ผู้ที่ยอมตัวมารับเอาศีลไปไว้เป็นเครื่องปฏิบัติ จะเป็นศีล 5-8-10-227 ก็ตาม ได้ชื่อว่าเป็นผู้เริ่มต้นปฏิบัติศาสนพรหมจรรย์ เข้าไปทำลายบ่อนรังข้าศึกอันมีอยู่ภายในใจของตนแล้ว"

เกิดมาพร้อมกับได้ตู้พระธรรม

    มนุษย์คนเราเกิดมาเพราะกรรมดีกรรมชั่วนำให้มาเกิดดังกล่าวแล้ว แล้วก็นิสัยชั่วเคยทำมามากจนเคยชิน ฉะนั้นใจจึงชอบแลตกไปในทางเลวได้ง่าย จึงต้องใช้ศีลเป็นเครื่องป้องกัน พร้อมกันนั้นก็ได้ชื่อว่าได้พระธรรมมาพร้อมมูลแล้ว "หากจะเรียกกายใจของคนเรานี้ว่าเป็นตู้พระธรรมก็จะไม่ผิด" พระพุทธเจ้าตรัสรู้สัจธรรมของจริง ก็มาทรงรู้ของจริงซึ่งมีอยู่แล้วในพระบวรกายใจของพระองค์นี้ทั้งนั้น เมื่อจะประกาศสัจธรรมของจริงนั้นก็ทรงชี้ให้แต่ละบุคคลเห็นธรรมซึ่งมีอยู่พร้อมแล้วในกายในใจของตนๆ นี้ทั้งนั้น ผู้ได้สดับแล้วทั้งหลายเมื่อมารู้เห็นเข้าใจ ก็มารู้เห็นล้วนแล้วแต่เป็นของมีอยู่ในกายในใจของตนๆ นี้ทั้งนั้น จึงต่างคนต่างละกิเลสความชั่วด้วยตนเองโดยมิได้บอกเล่าหรือนัดแนะใครๆ ฉะนั้นผู้ที่เกิดมาได้รูปนามหรือกายใจอันนี้แล้ว จึงพูดได้เต็มปากอย่างภาคภูมิใจว่า เราเกิดมาได้ลาภคือธรรมอันประเสริฐมาพร้อมแล้ว แต่เป็นที่น่าเสียดายอยู่หน่อยตรงที่ลิงได้ทอง ไม่ทราบว่าจะเอาไปประดับตรงไหน ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะทรงบอกวิธีใช้แล้วก็ตาม ผู้ที่ยังใช้ไม่เป็นก็ยังมีอยู่นับไม่ถ้วนทีเดียว

ผุ้เขียนขอเชิญนำเอาธรรมที่สต๊อกไว้ออกมาปฏิบัติ

    สมัยนี้การศึกษาของเหล่าพุทธศาสนิกทั้งหลาย นับว่าได้เจริญก้าวหน้าไปเป็นอันมาก ต่างก็คงจะพากันภูมิใจในเมื่อได้ยินพระเทศน์หรืออ่านหนังสือธรรมว่า ขั้อนั้นคำนั้นหรือหนังสือนั้นๆ มีอธิบายข้อความอย่างนั้นๆ อาจเรียกได้ว่า พากันสต๊อกพระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้เป็นเข่งๆ ก็ว่าได้ (ขอโทษที่ใช้คำว่าเข่งเพราะโดยมากเห็นหนังสือธรรมเป็นเหมือนเศษกระดาษไปก็มี ผู้ที่ไปเรียนจดจำพระธรรมก็จำไว้เฉยๆ ไม่นำมาปฏิบัติค้นคว้าหาข้อเท็จจริงก็มีมากหลาย) ผู้เขียนไม่มีพระธรรมมากมายพอจะเก็บใส่เข่งสต๊อกไว้ดอก แต่อยากจะขอชวนเชิญท่านผู้สนใจในธรรมปฏิบัติ พากันมาลงมือปฏิบัติธรรมนั้นๆ ลองดูว่า ถึงเวลาแล้วมิใช่หรือที่ท่านทั้งหลายจะพึงหยิบยกเอาพระธรรมที่สต๊อกไว้นั้น ออกมาปฏิบัติตามให้เห็นข้อเท็จจริงในธรรมทั้งหลายให้สิ้นข้อสงสัย จะไปถือเชิดไว้โชว์เขาว่าข้าฯ ถือพุทธศาสนาๆ ทำไมเล่า ขอเชิญทุกๆ ท่านลงมือปฏิบัิติได้แล้ว และปฏิบัติให้เข้าถึงสัจธรรมของจริงรู้แจ้งด้วยใจด้วยปัญญาของตนเอง (ปัจจัตตัง) พระศาสนาก็จะเปล่งรัศมีฉายแสงออกมาส่องโลกพร้อมทั้งตัวของท่านที่มืดอยู่แล้วให้สว่างจ้า มนุษย์ชาวโลกทั้งหลายก็จะไม่วุ่นวายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

การเรียนมากหรือน้อยไม่เป็นอุปสรรคแก่การภาวนา

    ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า คนเราเกิดมาได้ชื่อว่าได้พระธรรมมาพร้อมแล้วทุกคน รูปธรรม นามธรรม คือกายกับใจ ได้มาพร้อมแล้ว ถึงแม้จะเรียนมากแลเรียนน้อย เมื่อเรียนพระธรรมตามคำสอนของพระองค์แล้ว ก็ต้องมาเรียนเรื่องของกายกับใจของตนเองนี้ทั้งนั้น แล้วการเรียนนั้นเรียนเพื่ออะไร เรียนเอาไปทำไม ก็ต้องเรียนเพื่อรู้เรื่องของกายของใจ แล้วจะได้นำเอาไปปฏิบัติขัดเกลากาย วาจา ใจ สิ่งที่ไม่ดีให้หมดสิ้นไป แล้วรักษาเอาแต่สิ่งที่มันดีไว้ไม่ให้เสื่อมหายไป หรือให้รู้แจ้งเห็นของจริงในสิ่งที่ใจไม่รู้มันหลงอยู่ในนั้นให้หมดสิ้นไป การเรียนรู้มากจดจำชื่อของกิเลสแลอารมณ์ของใจแต่บังคับใจไม่อยู่แล้วก็ชำระกิเลสออกจากใจไม่ได้ จะเรียกว่าพหูสูตตามมงคลสูตรนั้นยังไม่ได้กระมัง ท่านพระอานนท์จดจำพุทธวจนะคำสอนของพระองค์ไว้ได้มาก คืนที่จะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ท่านเก็บเอาพระธรรมคำสอนเหล่านั้นมาใช้แทบจนจะสิ้นถึงกับท้อใจ พอท่านทอดธุระทำใจให้สงบมัคปหานจึงเกิดขึ้นในขณะจิตนั้นเอง เป็นอันได้ความว่า การคิดค้นหาอุบายจากธรรมนั้นๆ มาใช้ยังไม่เข้าถึงองค์มรรคแท้ ต่อเมื่อไม่คิดไม่ส่งปลงภาระแลอุบายนั้นๆ แล้วมัคปหานจึงจะเกิด หากจะมีปัญหาถามว่า ที่ท่านศึกษามามากๆ นั้นไม่มีประโยชน์อย่างนั้นหรือ ขอเฉลยว่า มี การที่ท่านศึกษามามากนั้นเรียกว่า เรียนอุบาย พอแยบคายเกิดขึ้นเฉพาะในใจของท่านแล้ว (ปัจจัตตัง) อุบายเลยไม่ต้องใช้ ในขณะนั้นศีล-สมาธิ-ปัญญา จะมาปรากฏชัดอยู่ในขณะจิตอันเดียว คือจิตไม่ได้ส่งส่ายออกไปตามรู้ตามเห็นอะไรๆ หมดในที่อื่น เรียกว่า มัคสมังคี หลังจากมัคสมังคีแล้วจะมีอาการจิตอีกชนิดหนึ่งปรากฏขึ้นมาแทน อันพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ถึงพูดแลบอกก็ไม่เหมือนกับความเป็นจริงนั้น นี่เรียกว่า มัคปหาน หากจะรู้ได้เฉพาะผู้ที่ได้แลเข้าถึงขั้นนั้นเท่านั้น จิตขณะนั้นจะเกิดขึ้นขณะหนึ่งแล้วก็จะหายไป หลังจากนั้นแล้วจิตก็เดินตามวิถีเดิม ซึ่งมีสมมติบัญญัติ หรือได้ศึกษาตำราคัมภีร์อันใดมาแต่ก่อนแล้วจะได้นำมาใช้ได้อย่างอิสระเสรีโดยมิต้องควบคุมจิตคิดกลัวว่าจะทำจิตของตนให้เศร้าหมอง แต่มันพอดีมีสัดส่วนของสติ-สมาธิ-ปัญญา หากพอๆ กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไปในอารณ์ทั้งหก จิตจึงไม่เจือด้วยกิเลส ตอนนั้นท่านพระอานนท์นำมาใช้ในกิจปฐมสังคายนา

สติปัฏฐาน 4 เป็นโลกุตตรธรรมแลเป็นที่อบรมสติอย่างดีด้วย

สติปัฏฐานสี่ คือ

  • กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ให้พิจารณากายนี้สักแต่ว่ากาย มิใช่สัตว์-ตัว-ตน-บุคคล-เรา-เขา
  • เวทนานุสติปัฏฐาน ให้พิจารณาเวทนา คือ สุขทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอารมณ์ว่า เวทนานี้สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์-บุคคล-ตัว-ตน-เรา-เขา
  • จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ให้พิจารณาใจที่เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว เป็นอารมณ์ว่า ใจนี้ก็สักว่าใจ ไม่ใช่สัตว์-บุคคล-ตัว-ตน-เรา-เขา
  • ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ให้พิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศลที่บังเกิดกับใจ เป็นอารมณ์ว่า ธรรมนี้ก็สักว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์-บุคคล-ตัว-ตน-เรา-เขา

   สติปัฏฐานทั้งสี่นี้ถึงแม้ท่านจะจัดเข้าเป็นโลกุตตรธรรมแล้วก็ตาม ก็ยังต้องหมายเอาตัวของเราทุกๆ คนที่เป็นโลกีย์อยู่นี่เอง หากจะมีปัญหาถามว่า ทำไมจึงต้องเป็นอย่างนั้น ผู้เขียนก็เฉลยเองเสียเลย ผิดถูกขอให้ท่านผู้อ่านได้วินิจฉัยด้วยปัญญาอันแหลมลึกของตนเองก็แล้วกันว่า เมื่อไม่มีโลกแล้วธรรมก็ไม่ทราบว่าจะเอาไปตั้งไว้ตรงไหนแลเกิดขึ้นมาได้อย่างไร โลกอันใดธรรมก็อันนั้น ธรรมอันใดโลกก็อันนั้น จะเป็นโลกหรือเป็นธรรมอยู่ที่ฝึกอบรมต่างหาก อย่างพระพุทธเจ้าแลพระอริยสงฆ์สาวกเจ้าทั้งหลาย เดิมท่านก็เกิดเป็นมนุษย์สามัญปุถุชนธรรมดาๆ อย่างพวกเราทั้งหลายนี่แหละ เมื่อท่านมาฝึกฝนอบรมกายใจของท่านที่เป็นโลกนี้ให้บริสุทธิ์พ้นเสียจากความมืดเมาทั้งปวงแล้ว จึงได้บรรลุถึงพระพุทธเจ้าแลเป็นพระอริยบุคคล อย่างพระองคุลิมาลท่านทำตนให้เป็นมหาโจรก็ได้ เป็นพระอริยบุคคลก็ได้

    ฉะนั้นสติปัฏฐานสี่คือกายใจของเราท่านทั้งหลายทุกๆ คนนี้จึงเป็นสถานที่เหมาะสมที่สุด ที่ผู้ต้องการธรรมอันประเสริฐเพื่อความพ้นจากทุกข์จะพึงเข้ามาฝึกอบรมให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยใจด้วยปัญญาอันชอบของตนเอง ธรรมอื่นใดนอกจากนี้ถึงแม้จะมีมากข้อแลวิธีปฏิบัติมากอย่างก็ตาม เมื่อปฏิบัติเข้าถึงหลักธรรมที่ถูกต้องแล้ว จะต้องรวมลงมาหาสติปัฏฐานนี้ทั้งนั้น แล้วสติปัฏฐานนอกจากจะเป็นทั้งโลกิยะแลโลกุตตระดังกล่าวแล้ว "ผู้ฝึกอบรมทั้งหลายจะเป็นได้ทั้งสมถะแลวิปัสสนาอีกด้วย" แล้วก็ทางเดียวเท่านี้จะนำผู้ปฏิบัติให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงได้

    สติปัฏฐานคือที่ตั้งที่ฝึกอบรมสติของผู้ที่ต้องการจะฝึกอบรมสติ หากจะมีปัญหาถามอีกว่า สติของเราไม่มีหรือจึงต้องฝึกอบรม ผู้เขียนก็ขอเฉลยอีกว่า สติของเราก็มีอยู่ เหมือนกับสติปัฏฐานสี่มีกายเป็นต้นของเราก็มีอยู่แล้วนั้นแหละ พระพุทธเจ้าอบรมสั่งสอนพุทธบริษัทด้วยของจริงของมีอยู่ทั้งนั้น ของไม่จริงไม่มีไม่ทราบว่าจะเอาอะไรมาสอนมาฝึกอบรม ที่พระองค์ทรงสอนให้พวกเราอบรมสตินั้นเพราะสติของพวกเรายังไม่ดีพอใช้การยังไม่ได้ดีเท่าที่ควร สติยังตามระลึกไปในอดีตบ้างอนาคตบ้าง ไปตามระลึกแล้วยังไม่พอ ยังนำมากองไว้ทับถมหัวใจให้เป็นทุกข์เดือดร้อนอีก ฉะนั้นพระองค์จึงสอนให้ผู้เห็นโทษทุกข์ในการที่สติไม่หยุดอยู่ในจุดเดียว ด้วยการเจริญสติให้ตั้งมั่นอยู่ในสี่สถานนี้

สติปัฏฐานนักปริยัติ

    ความเห็นของนักปริยัติโดยมากเข้าใจกันว่า สติปัฏฐานสี่หรือกรรมฐานอื่นใด ๆ ก็ตาม จะต้องท่องบ่นจดจำให้ได้แม่นยำเสียก่อนแล้วจึงจะปฏิบัติได้ เมื่อลงมือปฏิบัติเล่าก็จะต้องให้เป็นไปตามที่ได้ศึกษามานั้นทุก ๆ อย่างจึงใช้ได้ ถ้านอกจากนั้นเป็นผิดหมด การเจริญสติปัฏฐานก็จะเริ่มเจริญแต่กายเป็นอันดับแรกขึ้นไป ถ้าจะเจริญข้ออื่นหรือธรรมก่อน ใช้ไม่ได้ การพิจารณาก็ให้พิจารณากายในกายนอกเป็นต้นจนครบทั้้งสี่ การตั้งสติก็จะให้ตามรู้ตามเห็นรูปนามอยู่ตลอดเวลา จิตจะปล่อยจะวางไม่ได้ถือว่าผิดจากหลัก ดังนี้เป็นต้น ความรู้ความเห็นก็จะให้ตามรู้ตามเห็นทุก ๆ อย่าง จิตปล่อยวางว่างสงบลงไม่ได้ หาว่าโง่ไม่มีปัญญา การบังคับจิตนั้นดีอยู่ดอกเบื้องต้น แต่ถ้าจะบังคับมันร่ำไปมันอาจบิดพลิ้วได้เหมือนกัน จิตก็คือใจในตัวของคนเราแต่ละคนนั่นแหละ บังคับมันหนักมันก็ไม่ชอบขี้หน้าเราเหมือนกัน ฉะนั้นจิตคือผู้คิด มันจะคิดก็ได้ แต่ให้มันคิดอยู่ในสติปัฏฐานทั้งสี่นี้แล้วก็ทำความพอใจให้มันเพลิดเพลินอิ่มเอิบอยู่ด้วยสติปัฏฐานสี่นี้เท่านั้น "ส่วนสตินั้น จะไปตามรู้ในสิ่งนั้น ๆ แล้วจะไม่มีวันทันมันเลย" ให้รู้ทันจิตที่ไปตั้งอยู่ตรงไหนสติกับผู้รู้ก็ให้อยู่ด้วยกัน ณ ที่นั้น คนเราเมื่อรู้เล่ห์เหลี่ยมโกงของกันแลกันแล้ว ก็ต้องยอมหยุดโกงเป็นมิตรสนิทกันเลย จิตก็เช่นเดียวกัน เมื่อสติกับความรู้อยู่ด้วยกันกับจิตแล้วมันก็ต้องหยุดนิ่งเข้าเป็นหนึ่ง ผู้ที่ภาวนาไม่เข้าถึงขั้นนั้นก็หาว่าจิตของตนโง่เสียแล้วย้อนไปดำเนินตามแนวเบื้องต้นอีก เมื่องจิตหยุดนิ่งพักไม่ได้ก็เลยฟุ้งใหญ่ ยิ่งเพ่ง ยิ่งบังคับ บางทีอาจทำให้ปวดศีรษะเจ็บหน้าอกมีอาการต่าง ๆ หลายอย่างขึ้นมาก็ได้ ผลที่สุดทำให้ท้อถอยในการเจริญสติปัฏฐานเพราะไม่ได้ผลเกิดความอัศจรรย์อะไรขึ้นมาพอจะเป็นเครื่องดึงดูดให้จิตยึดมั่น

สติปัฏฐานภาวนา

    สติปัฏฐานภาวนาซึ่งผู้เขียนจะอธิบายต่อไปนี้ อาจผิดจากแนวแบบตำราอยู่บ้าง แต่ผู้เขียนก็ยอมสารภาพรับผิดเพราะเขียนในแนวปฏิบัติโดยเฉพาะ มิได้ประสงค์จะให้เป็นตำราเรียน ตำราเรียนใคร ๆ ก็หาดูได้ในที่ทั่วไป อนึ่งการปฏิบัติธรรมทั้งหลาย จะบังคับใ้ห้ทุก ๆ คนรู้เห็นเป็นอย่างเีดียวกันทั้งหมดย่อมเป็นไปไม่ได้ ผู้จะถึงอริยมรรคจะต้องเจริญปัญญาจนถึงพระไตรลักษณญาณ จิตรวมเข้าถึงมัคสมังคี รวมเป็นหนึ่งก็ดี เมื่อแต่ละท่านเข้าถึงภูมินั้นแล้ว อาจมีรสชาติไม่เหมือนกันก็ได้ แล้วก็คงจะนำเอาเรื่องของแต่ละท่านมาพูดสู่กันฟังไม่ได้ เพราะเป็นของเฉพาะตัว

    ฉะนั้นต่อไปนี้ ผู้เขียนขอเสนอแนวปฏิบัติสติปัฏฐานภาวนาตามอัตตโนมัตตยาธิบายพอควรแก่ความรู้อนุมานของตน ท่านผู้มีศรัทธายังสนใจในการเจริญสติปัฏฐานอยู่ หากศึกษาแลปฏิบัติสติปัฏฐานปริยัิติมาแล้วไม่ได้ผล ก็ขออย่าได้เบื่อแลท้อใจเลย ขอเชิญมาทดลองปฏิบัติตามแนวซึ่งผู้เขียนจะแนะนี้ดูบ้างก็ได้ บางทีสบเหมาะเคราะห์ดีอาจได้ผลใครจะไปรู้ แต่ขอแนะเบื้องต้นก่อนจะปฏิบัติว่าสติปัฏฐานสี่เป็นโลกุตรธรรม ฉะนั้นผู้ปฏิบัติต้องเป็นผู้เห็นโทษในโลกิยะหรือกามคุณทั้งห้าเสียก่อน จึงจะได้ผลตามเจตนาจำนงอันแท้จริง

สติปัฏฐานสี่เป็นโลกุตรธรรม

    ดังได้อธิบายมาแล้วข้างต้นว่า โลกอันใดธรรมก็อันนั้น ธรรมอันใดโลกก็อันนั้น โลกเป็นที่ตั้งที่เกิดของธรรม นี่ก็เช่นเดียวกัน โลกคือกายใจอันเต็มไปด้วยกามคุณห้าคือ รูป-เสียง-กลิ่น-รส-โผฏฐัพพะ หรือธรรมอันใดที่เกี่ยวเนื่องพัวพันอยู่ในกามคุณห้านี้ก็ดี จัดเรียกว่า โลกิยธรรมทั้งนั้น โดยเฉพาะกายกับใจของมนุษย์คนเราทุก ๆ คนนี้ เป็นโลกิยธรรมโดยแท้ เกิดจากโลกิยวัตถุ (คือธาตทั้งสี่) แล้วก็เพลิดเพลินติดเหนียวแน่นอยู่ในกามกิเลสนี้ ผู้มาได้โลกิยะนี้แล้วแลเห็นโทษทุกข์เบื่อหน่ายในโลกิยะนี้เท่านั้น จึงจะสามารถปฏิบัติภาวนาสติปัฏฐานสี่อันเป็นโลกุตระให้เกิดมีขึ้นมาได้

    สติปัฏฐานสี่ คือ กายกับใจ ธรรมก็เกิดจากกายกับใจ กายใจเป็นโลกิยะผู้มารู้มาเห็นกายใจแลอาการของกายของใจทั้งหมดว่าสภาวะของเขาเหล่านั้นมันเป็นอยู่อย่างไร เมื่อใจเราไม่เข้าไปปรุงไปแต่ง มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นตามสภาพเดิมของมัน จนใจเราตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปตามสภาวะนั้นๆ เข้าถึง ตาทิ ถึงแม้กายนั้นจะเป็นโลกิยะตามธรรมชาติอันใคร ๆ จะเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้ แต่เมื่อปัญญาอันเป็นเรื่องของใจเข้าไปพิจารณกายใจพร้อมด้วยอาการของมัน จนเห็นแจ้งตามเป็นจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างเขาเป็นอยู่อย่างไร เมื่อใจเราไม่ไปปรุงแต่งแล้ว เขาก็เป็นอยู่อย่างนั้น ถอนความเข้าใจผิดทำจิตให้เหนือกายทำลายความหลงมืดเมื่อก่อนเสีย ละกายอันเป็นโลกิยะเสียแล้วจิตก็สว่างเด่นอยู่เหนือโลกิยะนั้นแต่ผู้เดียว 

    สติปัฏฐานสี่ถึงแม้จะเป็นโลกุตรธรรมก็ตาม แต่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ให้มนุษย์ปุถุชน ผู้เป็นโลกิยะทั้งกายแลใจนี่แล ผู้มาเห็นโทษทุกข์แล้วเบื่อหน่ายใคร่จะหนีให้พ้น ปฏิบัติดำเนินไปจนถึงจุดประสงค์โดยย่อเรียกว่าเป็นทางนำผู้อยากพ้นทุกข์โดยเฉพาะ

ทรงพยากรณ์สติปัฏฐานสี่

    พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ไว้ว่า สติปัฏฐานทั้งสี่นี้ผู้ใดมาเห็นโทษทุกข์เบื่อหน่ายคลายความพอใจ ไม่ยินดีในกามโลกนี้แล้ว พึงเจริญให้มากทำให้ยิ่งไม่ท้อถอยซึ่งสติปัฏฐานทั้งสี่นั้น อย่างช้าเจ็ดปี อย่างเร็วเจ็ดวัน อย่างสูงย่อมได้เป็นพระอรหันต์ อย่่างต่ำได้พระอนาคามี ดังนี้พวกเราพุทธบริษัทนับถือพุทธศาสนาพากันเชื่อมั่นว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์อันใดไว้แล้วเป็นหนึ่งเสมอไม่มีสอง ขอแต่ผู้ซึ่งจะเข้าไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงคำพยากรณ์ของพระองค์นั้นไม่สามารถหรือทำไม่จริงแล้ว อย่าไปยกโทษคำพยากรณ์ของพระองค์ก็แล้วกัน ผู้เขียนก็จะไม่พยากรณ์เหมือนกันว่า ผู้ซึ่งฝึกสติปัฏฐานเมื่อจิตเข้าถึงขั้นนั้น ๆ แล้ว จะได้ชั้นนั้น ถึงภูมินั้น ๆ เป็นพระอริยะชั้นนั้น ๆ เพราะไม่มีความสามารถจะไปพยากรณ์เช่นนั้นได้ ถึงมีความสามารถก็ไม่ควรที่คนอื่นจะไปพยากรณ์ของกันแลกัน สมัยครั้งพุทธกาลก็มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นจะพยากรณ์พระสาวกทั้งหลาย พระสาวกด้วยกันไม่เคยปรากฏว่าพยากรณ์มรรคผลของกันแลกันเลย จะมีก็ผู้ต้องการดังเท่านั้นอันเป็นมิจฉาชีพไปเสีย หากพระอริยสาวกทั้งหลายท่านจะแสดงความบริสุทธิ์ต่อกัน ผู้มีภูมิธรรมพอจะรู้กันได้ เพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัิติท่านก็จะแสดงภูมิธรรมหรือแย้มพรายอุบายของตัวสู่เพื่อนฟัง เท่านั้นก็รู้ซึ่งกันแลกันแล้วว่าท่านองค์นี้ถึงธรรมชั้นไหนภูมิไหน อนึ่งธรรมที่แต่ละท่านจะพึงรู้นั้นก็เป็นของเฉพาะตนเสียด้วย ใครจะไปพยากรณ์กันถูก ขืนไปพยากรณ์ท่านเข้าท่านหัวเราะเราตาย ผิดวิสัยของผู้ฉลาดในทางธรรม ฉะนั้นผู้เขียนจึงจะขอเสนอแต่เฉพาะแนวฝึกอบรมสติ ในสติปัฏฐานอย่างเดียว อย่างอื่นไม่เกี่ยวเมื่อฝึกอบรมเป็นไปตามนั้นแล้วหากจะรู้ด้วยตนเอง

เจริญสติปัฏฐานสี่ตามมติของผู้เขียน

    สติปัฏฐานสี่เป็นโลกุตรธรรมดังกล่าวแล้ว ฉะนั้นผู้ฝึกอบรมนอกจากจะเห็นโทษในกามคุณห้า อันเป็นข้าศึกของสติปัฏฐานแล้ว คำว่าโทษในกามคุณห้าในที่นี้ มิได้หมายความว่าผู้ออกบวชจึงจะเรียกว่าผู้เห็นโทษในกามคุณห้า่ ผู้ยังบวชไม่ได้ไม่เรียกว่าผู้ยังไม่เป็นโทษของกามคุณห้า บางทีผู้ที่ยังไม่ได้บวชอาจเห็นโทษชัดยิ่งกว่าผู้ที่ออกบวชแล้วก็ได้ เพราะหลงไปตกหลุมพรางของกามทั้งหลาย แต่เมื่อตกลงไปแล้วทั้ง ๆ ที่เห็นโทษทุกข์อยู่นั่นแหละ เหมือนปลาเข้าไปในหลุมพรางของนายพราน แต่หมดหนทางจะเอาตนรอดได้ ตอนนี้แหละผู้เข้าใจในการฝึกอบรมสติปัฏฐานสี่แล้ว เอาไปฝึกอบรมได้ผลดีมาก อาจดีกว่าผู้ที่ออกบวชแล้วแต่ยังเห็นกงจักรเป็นดอกบัวอยู่เสียอีก เพราะการฝึกอบรมสติปัฏฐานสี่ที่จะเกิดมีขึ้นมาได้ ต้องใช้อุบายปัจจุบันธรรม แม้ผู้ที่จะสำเร็จมรรคผลนิพพาน จิตท่านก็เป็นปัจจุบันแล้วก็สำเร็จในขณะจิตเดียวอีกด้วย แล้วพึงทำความพอใจยินดีแลเลื่อมใสในการที่จะพึงฝึกอบรมว่า สติปัฏฐานสี่นี่แหละเป็นทางที่จะให้พ้นทุกข์ได้แท้จริงตามคำพุทธพยากรณ์ของพระพุทธองค์ แล้วรวมเอาสติทั้งหมดมารวมไว้ในที่จุดเดียว (คือสติปัฏฐานที่ตนจะพึงฝึกอบรมนั้น) ให้มีพลังเต็มที่ ก่อนที่จะเจริญสติปัฏฐานแต่ละข้อขอให้ทำดังว่ามานี้ก่อนทุก ๆ ข้อ แล้วพึงกำหนดหัวข้อนี้ไว้ในใจก่อนว่า สติกับใจอยู่ด้วยกัน 1 สติอยู่ตรงไหนใจก็อยู่ตรงนั้น ใจอยู่ตรงไหนสติก็อยู่ตรงนั้น ฐานที่ตั้ง-ที่ฝึกอบรมสติ 1 คือ สติปัฏฐานอันได้แก่ กา่ย-เวทนา-จิต-ธรรม นั่นเอง เมื่อเราแยกออกจากกันอย่างนี้แล้วก็จะง่ายแก่การฝึกอบรมขึ้นเพราะจะได้รู้ว่าอะไรเป็นสติอะไรเป็นใจแล้วจะเอาไปฝึกอบรมที่ตรงไหน สติใจของเราเวลานี้มันอยู่ที่ตรงเอาไปตั้งไว้แล้วหรือเปล่า เมื่อมันอยู่ตรงที่เราประสงค์ก็ให้รู้ มันไม่อยู่เราก็รู้ แล้วเราจะได้ฝึกอบรมถูก

แนวปฏิบัติสติปัฏฐานภาวนามีสองนัย

   ผู้จะลงมือเจริญสติปัฏฐาน 4 แต่ละข้อนอกจากเป็นผู้เห็นโทษทุกข์เบื่อหน่าย คลายความยินดีเพลิดเพลินติดอยู่ในกามคุณ 5 แลทำความเลื่อมใสพอใจในการปฏิบัติตามสติปัฏฐาน เพราะเชื่อตามคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าว่า เป็นทางที่ให้พ้นจากกองทุกข์ได้อย่างแท้จริงแล้ว อย่าได้ลังเลสงสัยในสติปัฏฐานข้ออื่นอีกที่เรายังมิได้เจริญ เพราะสติปัฏฐานทั้ง 4 เมื่อเจริญข้อใดข้อหนึ่งได้แล้ว ข้ออื่น ๆ ก็จะปรากฏชัดแจ้งให้หายสงสัยในข้อนั้นเอง แล้วก็อย่าไปหวังหรือปรารถนาอะไร ๆ ไว้ล่วงหน้าให้มาเป็นอารมณ์ เพราะจะเป็นอุปสรรคแก่การเจริญสติปัฏฐาน อนึ่งความคิดปรุงแต่งว่าเราเจริญสติปัฏฐานแล้วจะได้จะเห็นจะเป็นอย่างนั้น ๆ ก็อย่าให้มีอยู่ในจิตแม้แต่นิดเดียว แล้วพึงตั้งสติคุมจิตให้อยู่เป็นปัจจุบันอยู่เฉพาะสติปัฏฐานที่เรากำลังเจริญอยู่นั้น โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ซึ่งจะอธิบายต่อไปข้างหน้า

นัยที่ 1-1

   เมื่อเอาสติไปตั้งลงที่กาย โดยแยกสติกับใจออกจากกายดังได้อธิบายมาแล้ว แล้วให้เพ่งดูเฉพาะกายเฉยๆ ไม่ต้องไปแยกแยะกายให้เป็นธาตุ-อสุภ อันใดทั้งหมด แม้แต่คำว่า กาย หรือว่า ตน ก็ไม่ต้องไปคำนึงถึง ให้ตั้งสติเพ่งอยู่อย่างนั้น เมื่อจิตแน่วแน่ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียวแล้ว อารมณ์อื่นนอกนั้นมันก็จะหายไปเอง ในขณะนั้นจิตจะไม่ส่งส่ายไปในอดีต-อนาคต แม้แต่สมมุติบัญญัติว่าอันนั้นเป็นนั่น อันนี้เป็นนี่ก็จะไม่มี กายที่จิตไปเพ่งอยู่นั้นก็จะเห็นเป็นสักแต่ว่าวัตถุธาตุอันหนึ่งเท่านั้น มิใช่เรา มิใช่เขา หรือ สัตว์ ตัวตน บุคคลอะไรทั้งหมด นี่เรียกว่า จิตเข้าถึงเอกัคคตารมณ์ นั่นจึงจะถึงสติปัฏฐานภาวนาโดยแท้

   เมื่อจิตไปเพ่งวัตถุอันนั้นอยู่โดยไม่ถอนสักพักหนึ่งแล้ว วัตถุอันนั้นก็หายวับไป เมื่อสติไม่มีที่หมาย สติก็หมดหน้าที่ สติก็จะหายไปพร้อมๆ  กัน แล้วจิตกับวัตถุภาพนั้นก็จะรวมเข้าเป็นจิตอันเดียว ซึ่งลักษณะคล้าย ๆ กับคนนอนหลับ แต่มิใช่หลับเพราะมันยังมีความรู้เฉพาะตัวมันอยู่ต่างหาก แต่จะเรียกว่าความรู้ก็ยังเรียกไม่ถูก เพราะมันนอกเหนือจากความรู้ทั่วไป นี่เรียกว่า เอกัคคตาจิต การเจริญสติปัฏฐานถึงที่สุดเพียงเท่านี้

    สติปัฏฐานข้ออื่น ๆ ก็ทำนองเดียวกันนี้ ฉะนั้นข้ออื่น ๆ ผู้สนใจพึงให้เข้าใจตามนี้แล้วผู้เขียนก็จะไม่อธิบายซ้ำอีก ผู้ไม่เข้าใจหรือยังไม่เคยเจริญสติปัฏฐานอาจเข้าใจไปว่าตนนั่งหลับหรือเดินผิดทางไปเสียแล้ว บางท่านที่ปรารถนาจะเอาแต่ปัญญาถ่ายเดียวก็จะหาว่าโง่ไม่เกิดปัญญาอะไร พอจิตจะปล่อยวางอารมณ์คือวัตถุที่เพ่งอยู่ีนั้น ถ้าเกิดวิตกหรือลังเลอะไรขึ้นมานิดเดียวในขณะนั้นแล้วจิตก็จะไม่รวมเป็นหนึ่งได้ เพราะมีอาการก็เลยเป็นสองขึ้นมา ต่อนั้นจิตก็จะถอนมาวุ่นส่งส่ายลังเลอะไรต่อมิอะไรยู่ตามเดิม จิตที่เป็นเอกัคตารมณ์ก็จะหายไปตามกัน เิอกัคตาจิตที่ว่านี้จะตั้งอยู่ได้ก็ไม่นาน อย่างมากก็ราว 2-3 ชั่วโมงแล้วก็ถอนออกมา เมื่อถอนออกมาก็ไม่ได้มาตั้งอยู่ที่เอกัคตารมณ์อันดับถอยออกมาจากเอกัคตาจิตนั้น แต่มันจะถอนออกมาสู่ตามสภาพเดิม เหมือนเมื่อเรายังไม่ได้ฝึกอบรมสติปัฏฐานแต่ที่ดีวิเศษกว่าเดิมก็คืออารมณ์ที่เกิดจากอายตนะทั้ง 6 นั้นเราไม่ต้องรักษา แต่มันจะรู้เท่าเข้าใจเห็นตามสภาพความเป็นจริงแล้ว มีแต่จะปลงธรรมสังเวชสลดใจแล้วให้เกิความเบื่อหน่ายในสิ่งนั้น ๆ เป็นเครื่องอยู่

   พูดกันง่าย ๆ เรียกว่า การเจริญสติปัฏฐานเบื้องต้น ก่อนจิตจะเข้าถึงเอกัคตารมณ์ เอกัคตาจิตนั้น เป็นอาการของจิตทำงานจะเรียกว่าต่อสู้หรือผจญหรือเพ่งพิจารณาอะไรก็แล้วแต่ เมื่อการงานของจิตสำเร็จแล้วจิตก็พักผ่อน (คือรวมเข้าเป็นเอกัคตาจิต) เมื่อพักผ่อนพอควรแก่เวลาแล้ว จิตก็ออกตรวจ-จัดระเบียบ-ชมผลงานของตน พร้อมๆ กับเกิดความปราโมทย์ร่างเริงบันเทิงในผลของงานนั้นๆ

    ผลของการเจริญสติปัฏฐานทุก ๆ ข้อ จะมีอาการคล้าย ๆ กันนี้ทั้งนั้น อาจมีผิดกันบ้างบางคนซึ่งเป็นเพราะบุญบารมีมีนิสัยไม่เหมือนกัน หากได้อยู่ใกล้ผู้ที่ท่านฉลาดชำนาญในการนี้แล้ว ขอให้ท่านชี้ช่องทางให้ก็จะเจริญก้าวหน้าไปได้ด้วยดี ฉะนั้นเรื่องนี้ข้ออื่น ๆ ผู้เขียนจะไม่นำมาอธิบายซ้ำอีก

    ความจริงการงานของกายกับงานของจิตก็คล้าย ๆ กัน ผิดที่งานของกายทำด้วยวัตถุที่ยังไม่สำเร็จ ให้สำเร็จแล้วก็พัก งานของจิตทำด้วยนามธรรม (ปัญญา)  ที่ยังหลงไปยึดไม่รู้เท่าเข้าใจตามเป็นจริง เมื่อชัดเจนแจ่มแจ้งด้วยปัญญาอันชอบ หมดหน้าที่แล้วก็ปล่อยวางพักเอง

    อนึ่งภาพนิมิตและความรู้ต่าง ๆ อาจเกิดขึ้นในระหว่างที่กำลังเจริญอยู่นี้โดยมิได้ตั้งใจจะให้มันเกิด แต่มันหากเกิดขึ้นมาเองด้วยอำนาจของสมาธิก็ได้ ตามจังหวะ ๆ ที่กำลังเจริญอยู่นั้นเอง นี่มิได้หมายความว่าทุกคนเมื่อมาเจริญแล้วจะต้องเกิดภาพนิมิตอย่างนั้นทุกคนไปก็หาไม่ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นมาเพราะบุญบารมีนิสัยวาสนาของแต่ละบุคคลต่างหาก เรื่องเหล่านี้มันเป็นของพิเศษ ผู้เจริญสติปัฏฐานที่จะได้ประสบการณ์ด้วยตนเอง มิใช่แต่ภาพนิมิตเท่านั้น เรื่องอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีอีกแยะ ฉะนั้นผู้สนใจเจริญสติปัฏฐานควรอยู่ใกล้กับอาจารย์ที่ท่านฉลาดแลชำนาญในการเจริญสติปัฏฐาน มีเรื่องแลขัดข้องตรงไหนท่านจะได้แนะแลชี้ช่องทางให้ อันจะเป็นทางเจริญก้าวหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างถูกต้องแลรวดเร็ว

    ผู้เขียนไม่มีโอกาสแลไม่สามารถจะนำมาอธิบายให้หมดถี่ถ้วนได้แล้วก็ไม่ประสงค์จะอธิบายในเรื่องนี้ด้วย เพราะแต่ละบุคคลเป็นไปย่อมไม่เหมือนกัน ผู้เขียนมีความประสงค์จะแนะแนวฝึกอบรมเฉพาะสติปัฏฐานสี่เท่านั้น ฉะนั้นเมื่อเจริญสติปัฏฐานข้ออื่น ๆ เมื่อมันเกิดอาการดังกล่้าวมานี้แล้ว ให้พึงเข้่าใจโดยนัยดังกล่าวมาข้างต้นก็แล้วกัน ผู้เขียนจะไม่นำมาอธิบายอีกเช่นเดียวกัน

นัยที่ 1-2

   เมื่อเอาสติตั้งลงที่เวทนา (โดยมากเป็นทุกขเวทนา) โดยแยกสติกับใจออกจากเวทนาดังได้อธิบายมาแล้ว แล้วก็ให้เพ่งดูเฉพาะเวทนาเฉย ๆ ไม่ต้องไปคิดค้นว่าเวทนาเกิดตรงนั้น จากนั้น แลอยู่ ณ ที่นั้น ๆ อะไรทั้งหมด แม้คำที่เรียกว่า เวทนา ๆ นั้นก็อย่าได้มีในที่นั้น เมื่อเพ่งพิจารณาอยู่อย่างนี้ จิตก็จะปล่อยวางความยึดถือสมมุติบัญญัติเดิมเสีย แล้วจะมีความรู้สึกสักแต่ว่า เป็นอาการของความรู้สึกอันหนึ่ง ซึ่งมิใช่อยู่นอกกายแลในกายของเรา แล้วอารมณ์อื่น ๆ ก็จะหายไปหมด เมื่อจิตตั้งมั่นแน่วแน่อยู่เฉพาะในลักษณะนั้นดีแล้ว บางทีทุกขเวทนาอย่างแรงกล้าที่เกิดอยู่ในขณะนั้นจะหายวับไปเลย หากยังไม่หายเด็ดขาดจะปรากฏอยู่บ้าง อันนั้นก็มิใช่เวทนาเสียแล้ว มันเป็นสักแต่ว่าอาการอันหนึ่งเพียงเพื่อเป็นที่เพ่งหรือที่ตั้งของสติเท่านั้น เรียกว่าจิตเข้าถึงเอกัคคตารมณ์ เมื่อจิตไม่ถอนละเอียดเป็นลำดับแล้ว อาการอันหนึ่งซึ่งสติไปตั้งมั่นอยู่นั้นก็จะหายไป เมื่อสติไม่มีที่หมายแล้ว สติก็จะหมดหน้าที่แล้วก็หายไปตามกัน คงยังเหลือแต่เอกัคคตาจิต จิตที่บริสุทธิ์ผ่องใสดวงเดียว เมื่ออยู่สักพักหนึ่งแล้วก็จะถอนออกมา ต่อจากนั้นก็เดินตามวิถีเดิม ดังที่ได้อธิบายมาในสติปัฏฐานข้อแรก

นัยที่ 1-3

   เมื่อเอาสติมาตั้งลงที่จิต (จิตในที่นี้หมายเอาผู้รู้สึกนึกคิด) แล้วก็ให้เพ่งดูเฉพาะแต่จิตเฉย ๆ ไม่ต้องไปคิดว่าจิตเป็นบุญ จิตเป็นบาป อย่างนั้น ๆ จิตดี จิตชั่ว จิตหยาบ จิตละเอียดอย่างนั้น ๆ แม้แต่ชื่อแลบัญญัติของจิตอื่นนอกจากนี้ก็อย่าให้มี ณ ที่นั้น ให้ยังเหลือแต่สติที่เข้าไปเพ่งอาการอันหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะใหัวับ ๆ แวบ ๆ แต่มิได้ออกไปยึดแลไปปรุงแต่งอะไร ๆ

    หากจะมีปัญหาถามว่า สติก็อาการของจิตดังกล่าวแล้ว จิตก็ผู้แสดงอาการออกมาในลักษณะรู้สึกนึกคิดหรือจะสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ก็ว่า สติกับจิตก็อันเดียวกันแล้วจะไปฝึกอบรมกันได้อย่างไร หรือว่าใครเป็นผู้ฝึกอบรมใครกันแน่ จึงขอเฉลยไว้ ณ ที่นี่เีสียเลยเพื่อผู้ต้องการจะเจริญสติปัฏฐานจะไ้ด้ปฏิบัติให้ถูก ผิดถูกอย่างไร หากไม่ตรงตามมติของท่านผู้อ่านก็ขอโปรดได้ยกไว้เสียก่อน แล้วมายอมทำตามแนวมติของผู้เขียนดูก่อนว่า จิตจะมีมากหรือจิตอะไร ๆ ก็ช่าง เราไม่ต้องคำนึงถึงมันละเวลานี้เราจะรวบรวมเอาสติของเราทั้งหมดที่มีอยู่มารวมไว้ ณ ที่แห่งเดียว แล้วมาเพ่งดูเฉพาะจิตผู้รู้สึกนั่นนี่และคิดถึงนั่นนี่จนสติรู้ทันพร้อม ๆ กันกับผู้รู้สึกนึกคิืด หมายความว่ารู้สึกนึกคิดอันใดก็ให้พร้อมกันกับความระลึกได้ แล้วสติกับจิตก็จะรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายอีกทีก็ว่า สติกับจิตมาอบรมจิตที่ยังไม่ได้ัฝึกอบรมให้เป็นจิตที่ฝึกอบรมดีแล้วแลสงบอยู่ในบังคับของสติ

   เมื่อจิตกับสติรวมเข้ามาเป็นอันหนี่งอันเดียวแล้ว สติก็ตั้งมั่นแนวแน่อยู่เฉพาะที่จิตนั้นอย่างเดียว เรียกว่าเอกัคคตารมณ์ เมื่อจิตไม่ถอนละเอียดเข้าแล้ว จิตคืออารมณ์ของจิตนั้นก็จะหายไป สติก็จะหายไปตามกัน ดังได้อธิบายมาแล้วข้างต้น แล้วเปลี่ยนสภาพไปเป็นเอกัคคตาจิต นอกนี้มีอาการดังได้อธิบายมาในข้างต้นแล้วทุกประการ

นัยที่ 1-4

   เมื่อเอาสติมาตั้งลงที่ธรรม (คืออารมณ์ของใจที่เกิดจากอายตนะผัสสะทั้ง 6) แล้วให้เพ่งดูอยู่เฉพาะธรรมนั้นเฉย ๆ ไม่ต้องไปแยกแยะว่า ธรรมนั้นเป็นอย่างนั้น ๆ แลเกิดดับอย่างนั้น ๆ แม้แต่คำว่า ธรรม ๆ ก็อย่าให้มี ณ ที่นั้นเลย ให้เพ่งดูแต่เฉพาะอาการอันหนึ่ง ซึ่งอายตนะภายนอกภายในกระทบกันแล้ว แสดงปฏิกริยาอันหนึ่งเกิดขึ้นมาเท่านั้น

    หากจะมีคำถามขึ้นมาในที่นี้ว่า จิตกับธรรมแปลกต่างกันตรงไหน ก็ขอเฉลยว่า ธรรมในที่นี้ หมายเอาอารมณ์ซึ่งเกิดจากอายตนะทั้ง 6 มีตา เป็นต้น เมื่อตาเห็นรูปสวยน่าชอบใจ แล้วจิตก็เข้าไปแวะข้องเกี่ยวอยากได้-รักใคร่-ชอบใจ-ยินดี ติดยึดมั่นเกาะเหนียวแน่นอยู่ในรูปนั้น ที่เรียกว่า ธัมมารมณ์ ธัมมารมณ์อย่างนี้แหล่ะที่เรียกว่า ธัมมานุสติปัฏฐาน ที่ต้องการจะฝึกอบรมสติในธรรมอันยังไม่บริสุทธิ์ จะให้เกิดเป็นสภาพธรรมอันบริสุทธิ์ขึ้นมา ส่วนจิตนั้นหมายเอาเฉพาะ รู้สึกนึกคิดเฉย ๆ ยังไม่ทันเป็นอารมณ์ให้เกิดเป็นกิเลสขึ้นมา

   เมื่อสติตั้งมั่นแน่วอยู่เฉพาะในธัมมารมณ์อันนั้นมั่นคงไม่เสื่อม เรียกว่าเอกัคคตารมณ์ เมื่อจิตละเอียดเข้าไปจนที่ตั้งอารมณ์ของสตินั้นหายไป แล้วสติก็จะหายไปด้วยกัน จะยังคงเหลือแต่จิตอันหนึ่งซึ่งไม่มีอาการเป็นสอง เมื่อจิตพักอยู่ในลักษณะเช่นนั้นพอควรแก่ภาวะของตนแล้ว ก็จะถอนออกมาเดินตามวิถีเดิมดังได้อธิบายมาแล้วในสติปัฏฐานข้อต้น ๆ

   หากจะตั้งปัญหาถามขึ้นมาอีกว่า การฝึกอบรมสติปัฏฐาน 4 เบื้องต้น จิตก็จะละเอียดลงไปโดยลำดับ ๆ จนเป็นเอกัคคตารมณ์แลเอกัคคตาจิต แต่แล้วทำไมจึงต้องถอนออกมาเดินอยู่ในวิถีเดิม (คืออารมณ์ทั้ง หก ) จะไม่เรียกว่า จิตเสื่อมหรือ เฉลยว่า มนุษย์คนเราเกิดมาในกามภพ ใช้วัตถุกาม (คืออายตนะ) เป็นเครื่องอยู่ หลงแลมัวเมา คลุกกรุ่นเป็นทุกข์เดือดร้อนนานัปการอยู่ด้วยกามกิเลส ด้วยเหตุที่มิได้ฝึกอบรมสติของตนให้มั่นคงจนให้รู้แลเห็นจิตเห็นตัวกิเลสแลที่เกิดของกิเลสตามเป็นจริง จนจิตแยกออกจากกิเลสได้ ผู้มีปัญญามาเห็นโทษแลเบื่อหน่ายในความเป็นอยู่ของกิเลสเหล่านั้นแล้ว จึงมาตั้งใจฝึกอบรมในสติปัฏฐาน 4 จนได้ผล ดังได้อธิบายมาแล้ว ถึงกระนั้นก็ดี เมื่ออายตนะ คือ ตัวของเรา มันเป็นวัตถุกามอยู่ แล้วก็อยู่ในกามภพ รับอารมณ์ที่เป็นของกามกิเลสอยู่เช่นนี้ เมื่อจิตถอนออกมาจากเอกัคคตาจิต ซึ่งในที่นั้นถือว่าจิตบริสุทธิ์ไม่มีอะไรแล้ว จิตก็จะมาจับเอาเครื่องมือเก่าใช้ต่อไปอีกจนกว่าจะดับแตก เมื่อจิตที่ได้ฝึกอบรมให้ชำนาญคล่องแคล่วไว้ดีแล้ว จิตนั้นจะประกอบด้วยปัญญาฉลาด สามารถใช้วัตถุกามมิให้เกิดกามกิเลสได้อย่างดี จิตนั้นได้ชื่อว่าไม่เสื่อมแลเหนือจากกามกิเลส พูดกันง่าย ๆ ว่า รูปกายแลจิตเกิดในกามภูมิ จึงต้ัองหลงแลมัวเมาประมาทเดือดร้อนเป็นทุกข์อยู่ด้วยกามกิเลส ผู้มีปัญญาเห็นโทษแล้วมาฝึกอบรมสติปัฏฐานจนพ้นจากเป็นทาสของกามกิเลสแล้ว ใช้วัตถุกามเพื่อความเป็นอยู่จนกว่าจะแตกดับ

    สติปัฏฐานสี่ตามแนวนัยที่ 1 ดังได้อธิบายมาแล้วนี้ ท่านที่มีจิตฟุ้งซ่านมากเพราะธุระภารกิจมากก็ตาม หรือจะเพราะมีการศึกษาตำรามาก ไม่มีสนามลงก็ตาม ควรจะร่อนลงที่สนามเล็ก ๆ นี้ดูบ้างต่างพักผ่อนเติมน้ำมัน หากจะบินต่อไปก็จะได้ทางไกลเพิ่มขึ้นอีกก็ได้ ความจริงพุืทธศาสนิกชนผู้เคารพแลเลื่อมใสเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว คำว่าเราจะทดลองหรือฝึกอบรมเจริญสติปัฏฐานเพื่อทดสอบหาความจริงดู ไม่น่าจะมีในหมู่ชาวพุทธเลยเพราะสติปัฏฐานสี่พระองค์ได้ทรงพยากรณ์ไว้อย่างเด็ดขาดแล้วว่าผู้ใดมาเจริญซึ่งสติปัฏฐาน 4 ทำให้มากเจริญให้ยิ่งจนชำนาญแล้ว อย่างช้าเจ็ดปี อย่างเร็วก็เจ็ดวัน ต้องได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่ถึงพระอรหันต์ก็ต้องได้พระอนาคามี ฉะนั้นเมื่อถือว่าเราเชื่อต่อคำสอนของพระองค์แล้ว จะมาลังเลใจทำไมกันอยู่ จงได้ตัดสินใจลงมือเจริญกันเสียเถิด อนึ่งการเจริญสติมิใช่เป็นของเสียหายอะไร มีแต่จะทำผู้เจริญให้ดีขึ้นเพราะสติเป็นสิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนา เมื่อได้สติแล้วแต่ยังไม่ดีพอก็จะทำให้ดีขึ้น เมื่อสติดีอยู่แล้ว ก็จะทำให้ดียิ่งๆ ขึ้น "คนพลั้งๆ เผลอๆ จดจำอะำไรไม่ค่อยจะได้ เขาเรียกว่าคนสติไม่ดี คนไม่มีสติเสียเลย เขาถือว่าบ้า"

    แนวฝึกอบรมสติปัฏฐานสี่โดยนัยที่ 2 ซึ่งจะได้อธิบายต่อไปนี้ บุพภาคเบื้องต้นก่อนจะลงมือฝึกอบรม พึงทำมนสิการไว้ในใจก่อน เช่น ให้เห็นโทษทุกข์เบื่อหน่ายในกามคุณทั้งห้า แล้วมีความเชื่อมั่นในการเจริญสติปัฏฐานสี่ไม่มีลังเลสงสัย ยอมสละกังวลใด ๆ ทั้งหมด แล้วตั้งสติลงในปัจจุบันธรรม เป็นต้น ดังได้กล่าวมาแ้ล้วข้างต้นแล้วจึงเจริญเป็นข้อ ๆ ไป นัยที่ 2 นี้ผิดแผกจากนัยที่ 1 ตรงที่เมื่อตั้งสติปักมั่นลงในสติปัฏฐานใดแล้ว แทนที่จะไปจ้องอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องพิจารณาอะไร ๆ ทั้งนั้นเหมือนนัยที่ 1 แต่ตรงกันข้าม นัยที่ 2 นี้ต้องเข้าไปตรวจค้นวิพากษ์วิจารณ์ว่าอะไรเป็นอะไร ในสติปัฏฐานนั้น ๆ จนให้เห็นความจริงละถอนสมมติบัญญัติผิด ๆ นั้นเสียแล้ว จิตก็จะเข้ามาถึงเอกัคตารมณ์แลเอกัคตาจิต เช่นเดียวกันกับนัยที่ 1 ดังได้อธิบายมาแล้ว

นัยที่ 2-1

    ให้เอาสติมาตั้งมั่นลงที่กาย แล้วให้เพ่งพิจารณาโดยจะแยกกายนี้ออกให้เป็นชิ้น ๆ เช่นกำหนดแยก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หรือจะถนัดส่วนใดก็ได้ เอาออกไว้เป็นกอง ๆ หรือจะเพ่งพิจารณาให้เป็นเป็นพระไตรลักษณญาณก็ได้ แต่เมื่อจะเพ่งพิจารณาอย่างใดแล้ว ขอให้ทำความเชื่อมั่นในกรรมฐานอุบายนั้น ๆ โดยเฉพาะว่า กรรมฐานอุบายอันนี้เป็นของดีถูกต้องแล้ว อย่างได้ลังเลส่งส่ายไปหยิบเอากรรมฐานอุบายโน่นบ้างนี่บ้างมาพิจารณา แลการฝึกอบรมนั้นก็มิใช่ว่าจะทำประเดี๋ยวประด๋าวเมื่อไม่ได้ผลแล้วก็ทิ้ง ต้องยอมสละ เพื่อบูชาพระกรรมฐานอันเป็นของประเสริฐหาได้ยากนี้ เมื่อจิตไปเพ่งพิจารณารวมอยู่ในจุดเดียวอย่างนั้นแล้ว กรรมฐานที่เราเพ่งพิจารณาอยู่นั้นจะปรากฏชัดขึ้นมากกว่าที่เราเห็นด้วยตาธรรมดา บางทีอาจเป็นเหมือนกายกับจิตเป็นคนละคนกันไป จิตเป็นผู้มองดูกายแล้วก็เห็นชิ้นส่วนในกายชัดทุกอย่าง เห็นกายนี้เป็นอนัตตาอย่างไม่มีลังเลเลย แล้วก็จะเห็นสภาพของกายนี้เปลี่ยนแปลงยักย้ายอยู่เป็นนิตย์อย่างน่าสงสารสลดสังเวชยิ่ง เมื่อมองดูความหลงมัวเมาของตนเองที่ไปหลงยึดเอาว่าของกู ๆ ก็ยิ่งน่าละอายแก่ใจยิ่งนัก ร่างกายอันนี้เกิดมาเพื่อต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมมีเย็นร้อนอ่อนแข็ง แลความตรากตรำต่อการงานหรือโรคภัยนานัปการแท้ ๆ แล้วจิตจะไปปักมั่นแน่วแน่อยู่ในความชัดที่ไปเห็นไปรู้อย่างมหัศจรรย์นั้น จนจิตเกิดเป็นเอกัคตารมณ์ขึ้นมา เมื่อจิตนั้นไม่ถอนละเอียดลงไป ภาพที่เป็นอารมรณ์ของจิตนั้นก็จะหายวับไปพร้อมกับสติ แล้วเข้ามารวมเป็นจิตอันหนึ่งดังได้อธิบายมาแล้วตามนัยที่ 1 พออยู่ได้สักพักหนึ่งแล้วก็ถอนออกเดินตามวิถีเดิมดังได้อธิบายแล้วทุกประการ

นัยที่ 2-2

    ให้เอาสติมาตั้งมั่นลงที่เวทนา (โดยมากมักเป็นทุกขเวทนาเพราะเป็นเรื่องต่อสู้) เมื่อแยกจิตออกจากเวทนาแล้วจงได้ตรวจดูเวทนาว่า เวทนามันเป็นอะไรกันแน่ แลคำว่าทุกขเวทนานั้นมันเป็นตัวตนมีจริงหรือเปล่า แล้วเวทนามันเกิดจากอะไรใครเป็นผู้ว่าแลใครเป็นผู้ไปยึดเอาเวทนานั้นมาไว้ที่จิต ถ้าเวทนากับจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้วไซร้ จิตนี้ก็จะพ้นทุกข์ไม่ได้เลย นี่หาเป็นเช่นนั้นไม่บางทีจิตอยู่เฉย ๆ ก็หาได้มีเวทนาไม่ เมื่อพิจารณาค้นคว้าหาข้อเท็จจริงไป ๆ จิตก็จะหยุดฟุ้งซ่านส่งส่ายแล้วเข้ามารวมอยู่ที่เวทนา แล้วคำว่าเวทนาก็จะหายไป คงยังเหลือแต่สติความระลึกได้กับอาการของจิตอันหนึ่ง อันมีลักษณะให้เกิดขึ้นแล้วดับไป ๆ อยู่เท่านั้น เรียกว่าจิตมีอารมณ์อันเดียวเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เมื่อเพ่งพิจารณาอยู่อย่างนั้นจิตก็จะละเอียดเข้า ๆ แล้วอารมณ์ของจิตนั้นก็จะหายวับไป เข้าไปรวมเป็นเอกัคตาจิต พออยู่ได้สักพักหนึ่งแล้วก็จะถอนออกมาเดินตามวิถีเดิม ดัวได้อธิบายมาแล้วในข้างต้น

นัยที่ 2-3

    ให้เอาสติมาตั้งมั่นลงที่จิต (จิตในที่นี้ หมายเอาจิตที่ยังไม่ได้อบรมให้ถึงความสงบดังกล่าวแล้วข้างต้น) แล้วให้เพ่งพิจารณาจิตผู้ยังดิ้นรนกระสับกระส่ายอยู่ว่า เป็นของไม่มีตัวตนส่งส่ายหาสาระไม่ได้ เป็นอนัตตาพาให้เป็นทุกข์ จิตเป็นของเราแต่เราก็บังคับมันไม่ได้เหมือนไม่มี ทำให้เบื่อหน่ายน่าสลดสังเวชตัวเอง จิตเป็นแต่เพียงอาการเกิดดับ ๆ มิใช่อะไรทั้งนั้น เมื่อพิจารณาจิตเห็นจิตเป็นอนัตตาแล้ว จิตกับสติก็รวมเข้ามาอยู่ ณ ที่เดียวกัน คราวนี้สติไม่ต้องตามไปจับจิตจะกำหนดรู้อยู่ที่จิตแห่งเดียว เอาจิตผู้สักแต่ว่าคิดเกิดดับ ๆ อยู่นั้นเป็นอารมณ์จนเป็นเอกัคตารมณ์ เมื่อเพ่งพิจารณากำหนดอยู่อย่างนั้นละเอียดเข้าโดยลำดับแล้ว จิตเกิดดับ ๆ ที่เป็นเป้าหมายของสตินั้นก็จะดับวูบหายไป พร้อมด้วยสติผู้ตามระลึกจิตก็จะถอนออกมาเดินตามวิถีเดิมของมันดังได้แสดงมาแล้วแต่ข้างต้น

นัยที่ 2-4

    ให้เอาสติมาตั้งมั่นลงที่ธรรม (หมายเอาธรรมารมณ์อารมณ์ที่เกิดจากอายตนะทั้งหก แล้วจิตไปยึดถือเอามาเป็นตัวเป็นตน) แล้วให้เพ่งพิจารณาธรรมารมณ์นั้นว่า มันเกิดขึ้นจากอายตนะภายในกับอายตนะภายนอกกระทบกัน หาได้มีสาระแก่นสารอะไรไม่ เป็นอนัตตา เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป ๆ ติดต่อกันอยู่อย่างนั้น ไม่เพียงทำผู้เข้าไปยึดเป็นทุกข์เปล่า อุปมาเปรียบเหมือนเหล็กไฟกระทบกับหินแล้วก็เกิดแสงประกายขึ้นวูบหนึ่งแล้วดับไป ผู้ที่ไปชอบแลติดใจในอารมณ์นั้น ๆ อยากได้แลอยากเห็นประกายอันนั้นก็เอาเหล็กมาตีกับหินอีก สัญญาความจำในอารมณ์นั้น ๆ ก็เป็นอนัตตาไม่เที่ยง เกิดดับเหมือนกัน สังขารความปรุงแต่งในอารมณ์นั้น ๆ ก็เป็นอนัตตาไม่เที่ยงเกิดดับเหมือนกัน เมื่อจิตรักใคร่ชอบใจปรารถนาอยากได้ แต่อารมณ์นั้น ๆ ไม่เที่ยงหายไป จึงใช้สัญญาเก่านั้นไปยึดเอาอารมณ์นั้น ๆ มาให้สังขารปรุงแต่งใหม่อีก แล้วก็หลงว่าเป็นของใหม่ทำให้ติดอกติดใจยิ่ง ๆ ขึ้น เมื่อชอบใจรักใคร่มากขึ้นความปารถนาก็มีมากขึ้น สัญญาความจำแลสังขารความปรุงแต่งก็ถี่ยิบขึ้น จนปรากฏเห็นว่าเป็นของเที่ยงตั้งอยู่ตลอดเวลา จิตจึงไปยึดเอามาเป็นอารมณ์ที่เรียกว่าธรรมารมณ์ เมื่อเอาสติมาตั้งให้มั่นลงที่ธรรมดังได้อธิบายมาแล้วนั้น แล้วมาพิจารณาแยกแยะออกจนเห็นเนื้อแท้ของจริงดังได้อธิบายมาแล้วนั้น จิตก็จะคลายจากความหลงรักใคร่ชอบใจแลปรารถนาเห็นธรรมารมณ์แลสัญญาสังขารเป็นแต่สักว่าสภาวธรรมอันหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป เพราะอายตนะผัสสะยังมีอยู่มันก็ต้องเกิดมีขึ้นตามธรรมดาของมัน สติก็จะตั้งแน่วแน่อยู่เฉพาะในธรรมารมณ์แต่อย่างเดียวจนเป็นอกัคตารมณ์ เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่อย่างนั้นความปล่อยวางในธรรมทั้งก็ค่อยหมดไป ๆ อันทำให้จิตละเอียดลงโดยลำดับ ที่สุดธรรมารมณ์ของสตินั้นก็จะหายวูบไป แล้วไปรวมเป็นเอกัคตาจิตมีจิตดวงเดียว เมื่อพักอยู่อย่างนั้นพอควรแก่กาลแล้วก็จะถอนออกมาเดินตามวิถีเดิม ดังได้อธิบายมาแล้วข้างต้นทุกประการ ถ้าผู้มาฝึกอบรมสติปัฏฐานสี่ดังได้อธิบายมาแล้วโดยนัยที่ 1  นั้น เมื่อไม่สว่างแจ่มแจ้งมึนเซ่อไม่เอาการเอางานอะไรมีแต่สัปหงกร่ำไปแล้ว เชิญมาฝึกอบรมตามแนวนัยที่ 2 นี้ดูก็จะดี

    สติปัฏฐานภาวนาที่ได้อธิบายมาแล้วนี้ เป็นเพียงสังเขปย่นย่อเพื่อประโยชน์แก่ผู้ตั้งใจปฏิบัติเท่านั้น หากจะอธิบายให้กว้างขวางแลละเอียดมากนัก อาจทำให้ผู้อ่านเบื่อเอือมระอา แล้วก็ไม่มีแก่ใจอยากจะปฏิบัติอีกด้วย เช่นตัวอย่างที่อธิบายเรื่องเจริญสติปัฏฐานแต่ละข้อ ก็ยกมาอธิบายเพียงเอกเทศส่วนหนึ่งของอุบายหลาย ๆ อย่างเท่านั้น ส่วนอารมณ์ที่เกิดจากอายตนะทั้งหก ที่ยกเอาเพียงเรื่องตาอย่างเดียวเท่านั้นมาเป็นตัวอย่าง แต่ก็ไม่เป็นไรเมื่อผู้มาตั้งใจจะปฏิบัติ เป็นผู้ยอมเสียสละทุก ๆ อย่างดังได้อธิบายมาแล้วข้างต้นลงมือปฏิบัติให้เป็นไปตามที่อธิบายมาแล้วนั้น จนให้เข้าถึงสติปัฏฐานภาวนาอันแท้จริงแล้ว อุบายอื่นแลอารมณ์อื่นนอกจากที่ได้อธิบายมาแ้ล้วนั้น จะมาปรากฏชัดแจ้งขึ้นที่นั้นเองตามตำราที่ท่านแสดงไว้ว่า ให้พิจารณาภายในกายหรือภายนอกภายในก็ดี กายหยาบกายละเอียดเป็นต้นก็ดี เมื่อเรามาฝึกอบรมให้เข้าถึงสติปัฏฐานอย่างแท้จริง ดังได้อธิบายมาแล้วนั้น เรื่องที่ท่านแสดงไว้ในตำราไม่เป็นของยากเลย เราสามารถพิจารณาให้เป็นไปได้ทั้งนั้น ยิ่งปฏิบัติให้ละเอียดแลชำนาญเข้าเท่าไร ความรู้แลความฉลาดสามารถจะเกิดขึ้นได้เป็นอเนกอนันต์ ทั้งก่อนจิตจะเป็นเอกัคตารมณ์ หรือหลังจากจิตถอนออกจากเอกัคตาจิตแล้ว เป็นสิ่งที่น่าพึงใจแลน่าสนใจแ่ก่ผู้ปฏิบัติยิ่งนัก ถึงแม้ผู้เขียนจะนำมาบรรยาย ก็ไม่สามารถจะให้สิ้นสุดได้ แล้วก็ไม่ถึงเนื้อแท้ของความเป็นจริงอันนั้นอีกด้วย เพราะความซาบซึ้งอันนั้นเป็นภาษาของใจรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น ยากยิ่งนักที่จะพูดออกมาเป็นภาษาธรรมดาให้เข้าใจได้ง่าย

บทสรุป

    พุทธศาสนา...

    คือคำสอนของพระสัพพัญญูพุทธ เป็นศาสนาเดียวในโลกที่สอนมีเหตุผลในสัจธรรมของจริงสมควรแก่บัณฑิตทั้งหลายผู้สนใจจะพึงหยิบยกขึ้นมาพิสูจน์โดยแท้ อนึ่งพระศาสดาเจ้าของแห่งคำสอนนั้นก็พร้อมที่จะให้พิสูจน์ความจริงได้โดยเสรี ด้วยมั่นใจในความบริสุทธิ์ในคำสอนของตนแล้วก็ประกาศเผยแพร่โดยเสรี ใครจะเชื่อจะยอมรับนับถือหรือไม่ก็ตามใจสมัคร เมื่อรับไปนับถือแล้วไม่พอใจจะบอกคืนพระองค์ก็ไม่ห้าม แล้วก็เป็นศาสนาเดียวเหมือนกันในโลก นอกจากคำสอนที่มีเหตุผลแห่งสัจธรรมแล้วองค์พระศาสดาก็มีตัวมีตนเป็นมนุษย์คนธรรมดาอย่างเราท่านทั้งหลายนี้เหมือนกัน แต่มีปุริสลักษณะพิเศษกว่าสามัญชนทั่วไป (ที่เรียกว่ามหาปุริสลักษณ์ 80 ประการ) ด้วยบุญญาธิการที่ได้สร้างไว้มากแต่ปางหลัง หลังจากสละราชสมบัติออกทรงพรรพชาแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียรชำระกายใจของพระองค์เองให้บริสุทธิ์หมดจด จนบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้วก็ทรงประกาศให้เหล่าพุทธศาสนิกชนปฏิบัติตามแนวที่พระองค์ได้บำเพ็ญมาแล้วนั้น (คือให้แต่ละบุคคลชำระกายวาจาใจของตน ๆ) ฉะนั้นพระพุทธศาสนาจึงไม่เป็นเวรเป็นภัย หรือุปสรรคใด ๆ แก่ลัทธิประเพณีแลศาสนาใด ๆ ในโลก เว้นเสียแต่ลัทธิหรือนิกายนั้น ๆ ซึ่งมีความบริสุทธิ์ของตนไม่พอที่จะเชื่อถือได้ เห็นพุทธศาสนาเป็นของดีเ่ด่นกว่า อดทนต่อความริษยากิเลสไม่ได้จึงหาเรื่องกลั่นแกล้ง ถึงขนาดนั้นแล้วพุทธศาสนาก็ไม่มีนโยบายที่จะเอาเรื่องแลโต้ตอบ โดยย่อแล้วเรียกว่า พระพุทธเจ้านำพุทธศาสนิกชนให้รักษากายวาจาใจของตนด้วยการรักษาความดี นำให้ทำความสงบด้วยการฝึกอบรมสมาธิ นำให้ชำระใจของตนด้วยการเจริญปัญญา

    พระพุทธเจ้า...

    เป็นศาสดาเอกของโลกด้วยเหตุเป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณตรัสรู้ซึ่งสัพเญยธรรมด้วยพระองค์เอง ถึงแม้วิชาที่พระองค์ได้ทรงศึกษามาแต่เมื่อยังทรงพระเยาว์จากอาจารย์วิศวามิตรด้วยดีแล้วถึง 18 แขนง ซึ่งถือกันว่าเป็นวิชาสุดยอดในสมัยนั้น อันมีวิชาไตรเภทศาสตร์แลสรีรศาสตร์เป็นต้นก็ดี พระองค์ก็มิได้นำมาใช้เพื่อให้ได้ตรัสรู้ซึ่งพระโพธิญาณ แต่พระองค์ทรงได้ตรัสรู้ด้วยพระปรีชาฉลาดสามารถ ค้นคว้าให้เห็นแลรู้ซึ่งที่เกิดที่ดับของสรรพกิเลสทั้งหลายมีนิวรณธรรมเป็นต้น พร้อมด้วยวิธีที่จะละมัน แล้วก็ละได้จริง ๆ ด้วย ในขณะจิตเดียวที่เข้าถึงเอกัคตาจิต ซึ่งเป็นสิ่งน่าแปลกแลอัศจรรย์มาก

    หากจะมีข้อกังขาถามว่า การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแลของพระอริยสงฆ์สาวกเจ้าทั้งหลายก็ดี ตรัสรู้ในขณะจิตเดียว ณ ที่เดียว (คือที่จิต) นั้นจะสามารถแตกฉานไปตามรู้ตามเห็นแลตามละซึ่งสรรพกิเลสอันมีเอนกประการได้อย่างไร ก็พอจะเฉลยได้ว่า คำว่าตรัสรู้ในขณะจิตเดียว ณ ที่เดียวนั้นมิได้หมายเอาจิตเอกัคตาในองค์ของญาณหรือในสัญญาเวทยิตนิโรธแต่อย่างไร ซึ่งจิตเหล่านั้นยังชำระไม่ทันสะอาดเต็มที่ แต่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งด้วยอำนาจของญาณเสีย จิตที่เข้าถึงอันหนึ่งที่ทำให้ได้ตรัสรู้นี้เป็นจิตที่ได้ทำการฝึกฝนอบรมมาดีแล้ว จนสามารถค้นคว้าให้เห็นที่เกิดแลที่ดับของสรรพกิเลสทั้งหลายอันมีินิวรณธรรมเป็นต้น พร้อมด้วยวิธีที่จะละแล้วก็่ละได้ด้วย อันมีพระไตรลักษณญาณเป็นเครื่องมือ มีอริยสัจธรรมทั้งสี่เป็นมาตรฐาน โดยย่อหมายความว่า จิตทำกิจในอริยสัจสี่ให้สำเร็จสมบูรณ์แล้วจึงรวมลงมาตรัสรู้ ในขณะจิตอันหนึ่ง อุปมาเหมือนศาลนำสืบสวนพยานโจทก์จำเลยจนได้หลักฐานแน่ชัดแล้วจึงขึ้นบัลลังก์ตัดสินคดีนั้น ณ ที่แห่งเดียว อนึ่งหากจะพูดอย่างสามัญชนทั่วไปแล้วก็ว่า ของที่กระจัดกระจายกันอยู่จะไปตามรู้ตามเห็นได้ทั่วถึงอย่างไร ต้องมารวม ณ ที่แห่งเดียวซิจึงจะเห็นทั่วกันหมด ฉะนั้นการตรัสรู้จึงตรัสรู้ที่ใจอันสะอาดผ่องใสบริสุทธิ์ที่เดียว เพราะกิเลสเป็นอาการของใจ ใจผ่องใสสะอาดแล้ว กิเลสจะแสดงอาการใดๆ ออกมา ใจย่อมทราบชัดด้วยตนเองแล้วก็กำจัดด้วยปัญญาอันบริสุทธิ์ ซึ่งมีความสงบเป็นรากฐาน

    คำที่ว่าพระพุทธเจ้าย่อมตรัสรู้ซึ่งสัพเญยธรรมทั้งปวงนั้นก็ไม่มีปัญหา เมื่อมาเข้าใจตามนัยที่ได้อธิบายมาแล้วนั้น เญยธรรมคือธรรมที่ควรรู้ควรเห็นอันเป็นส่วนที่ควรละแลควรเจริญ แล้วก็เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ของใจ มิได้หมายเอาความรู้ทั่วไปซึ่งมีอยู่ในโลก เข่น วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นต้น ดังความเข้าใจของคนบางคนเพราะความรู้เหล่านั้นซึ่งเป็นของมีไว้ใช้เฉพาะในโลกนี้เท่านั้น แล้วก็เป็นวิชาที่เศร้าหมองใช้ไม่มีที่สิ้นสุดลงได้ วิชาในสมัยก่อนพุทธกาลซึ่งคณาจารย์ทั้งหลายนิยมกันว่าเป็นของสูงสุด มีถึง 18 แขนงอันมีไตรเภทแลสรีรศาสตร์เป็นต้น เมื่อใครได้เรียนจบแลแตกฉานแล้วได้รับความยกย่องว่าเป็นยอดของปราชญ์ ถึงแม้พระองค์จะได้เรียนจบคล่องแล้วแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์อยู่แล้วก็ตาม แต่วิชาเหล่านั้น ก็ไม่สามารถนำมาใช้ให้พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ซึ่งเญยธรรมได้เลย "เพราะวิชาเหล่านั้นเป็นโลกิยะวิชา มีไว้สำหรับใช้อยู่ในโลกนี้เท่านั้น เรียนรู้ส่งออกนอก ไม่เรียนรู้ไว้เพื่อฟอกกายใจของตน ยิ่งเรียนยิ่งรู้ก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มความหดหู่เศร้าหมองของใจ เกิดความลังเลสงสัยไม่มีที่สุดลงได้ จึงเรียกว่าโลภ ส่วนความรู้อันเรียกว่า เญยธรรมนี้นั้น เป็นความรู้อันเกิดจากจิตซึ่งบริสุทธิ์มีสัมมาสมาธิเป็นสมุฏฐาน รู้ชัดแจ้งในแนวสัจธรรมอันมีเหตุผลของกันแลกัน ณ ที่ใจแห่งเดียวจนเชื่อมั่นในพระทัยของพระองค์ว่า เราได้ตรัสรู้วิชาอันยอดเยี่ยมแล้ว วิชาอื่นนอกเหนือไปจากนี้ย่อมไม่มีอีกแล้ว" พูดง่ายๆ เรียกว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ซึ่งเญยธรรม อันได้แก่ รู้ของจริงทั้งสี่ตามเป็นจริง ไม่หลงไม่โกหกหลอกลวงตนเองแลผู้อื่นเหมือนเมื่อก่อน อันได้แก่ รู้เห็นทุกข์ที่มีอยู่ในกายแลใจทั้งของตนแลของคนอื่นว่า เป็นทุกข์จริง ๆ แล้วก็เบื่อหน่ายอยากหนีให้พ้นไปเสียจากทุกข์นั้นด้วย 1 รู้เห็นกายใจของตนแลของคนอื่น ที่พากันทะเยอทะยานดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่ตลอดกาลว่า เป็นเหตุหรือบ่อให้เกิดทุกข์โดยส่วนเดียว แล้วก็กลัวพยายามละเหตุน้นๆ จนเป็นผลสำเร็จ 1 เห็นคุณค่าประโยชน์ เพราะได้รับความสุขสงบอันเกิดจากปัญญาที่เข้าไปรู้เห็นทุกข์ตามเป็นจริง พร้อมทั้งเหตุให้เกิดทุกข์นั้นๆ แล้วก็ละทุกข์นั้นได้จริงๆ ด้วย 1 เชื่อมั่นในปฏิปทาที่สัมมาทิฏฐิเป็นผู้นำจนได้บรรลุผลสุดยอด ซึ่งไม่เคยได้พบเห็นมาแต่ก่อนเลย 1  ผู้ที่มาเรียนรู้แลปฏิบัติตามหลักสี่ประการดังได้อธิบายมานี้แล้ว เรียกว่าเรียนรู้จาการภาวนา นับได้ว่าเป็นวิชชาที่สุดของโลกตามบาทยุคลของพระองค์ นี่แลเญยธรรม แล้วจะไปแสวงหาวิชาที่ไหนอีกเล่า "เพราะที่โลกนี้ก็คือทุกข์เท่านั้นแหละ เมื่อพ้นจากทุกข์ได้แล้วก็เรียกว่าเป็นผู้เกิดมาไม่เสียชาติกับเขา ก็คือผู้ไม่มองข้ามทุกข์มาเห็นทุกข์เป็นทุกข์จริง ๆ" ผู้มาประกอบกรรมในอาชีพใดๆ ก็ตามในโลกนี้ แม้ที่สุดแต่โยคาวจรเจ้าผู้มาเจริญกรรมฐานภาวนา ฝ่าฝืนต่ออุปสรรคนานัปการ บางครั้งถึงขนาดเอาชีวิตเป็นเดิมพันก็ตาม ก็เพื่อปลดแอกต้องการอิสระจากการทารุณบีบคั้นจากอิทธิพลของกิเลสซึ่งมีอวิชาเป็นหัวหน้านั่นเอง หมอยาผู้วิเศษผู้เรียนรู้สรรพโรคทั้งปวงในตัวของคนเราแล้ว เมื่อมาตรวจอาการของคนไข้ รู้ชัดว่าเขาเป็นโรคชนิดนั้นๆ แล้ว วางยาให้เหมาะกับโรคที่เขาเป็นอยู่นั้นโรคนั้นก็จะหายโดยฉับพลันในเวลาอันควร แล้วกิจของคนไข้ที่จะต้องรักษาโรคนั้นต่อไปอีกก็ดี หรือกิจภาระของหมอที่จะตามไปรักษาอีกก็ดีย่อมไม่มีอีกแล้ว

    อนึ่ง เญยธรรมคำสอนของพระองค์นั้น อุปมาเหมือนแว่นขยายสามารถมองเห็นวัตถุที่ละเอียด อันตาเปล่ามองเห็นไม่ได้ให้มองเห็นชัดได้ ปัญญาิอันเกิดจากการเจริญกรรมฐานทั้งหลาย อันมีสมถะแลวิปัสสนาหรือสติปัฏฐานสี่เป็นต้น ของผู้เจริญธรรมนั้นๆ ให้มองเห็นสภาพธรรมตามเป็นจริงอย่างไร เปรียบเหมือนผู้นำเอาแว่นขยายนั้นมาใช้ สรรพกิเลสทั้งหลายอันมีนิวรณธรรมเป็นต้น ซึ่งปกคลุมจิตของมนุษย์ปุถุชนทั้งหลายอยู่มิให้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมนั้นๆ โยคาวจรทั้งหลายมาเห็นโทษในเรื่องนั้นแล้ว แลเกิดศรัทธามาตั้งใจปฏิบัติขัดเกลาจิตใจของตน ด้วยการเจริญพระกรรมฐานมีสติปัฏฐานสี่เป็นต้นดังได้อธิบายมาแล้ว ก็จะกำจัดฝ้าคือความมืดของจิตนั้นให้หายกระจายออกจากความหลงมัวเมานั้นได้ในที่สุด เมื่อผู้มาปฏิบัติตามโดยนัยดังได้อธิบายมานี้แล้ว ได้ชื่อว่าเดินตามรอยบาทยุคลรู้ซึ่งเญยธรรมแล้วเข้าถึงองค์พระไตรสรณาคมแล้วโดยสมบูรณ์ ณ ที่กายใจของตนโดยเฉพาะไม่ต้องเชื่อต่อวาจาของผู้อื่นอีกแล้ว

    เญยธรรมคำสอนที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติไว้นั้นไม่ว่าจะเป็นพระวินัยหรือพระธรรมก็ตาม ย่อมเกิดขึ้นจากพระสัพพัญญุตญาณและได้ทรงวินิจฉัยด้วยพระทัยอันบริสุทธิ์ด้วยพระองค์เอง โดยมีิได้ขอมติจากใคร ๆ ทั้งนั้น ฉะนั้นธรรมวินัยเหล่านั้นจึงเป็นของบริสุทธิ์ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ตลอดกาลนาน มวลมนุษย์ผู้มีจิตเลื่อมใสมารับเอาเญยธรรมคำสอนของพระองค์ไปปฏิบัติตามย่อมได้รับผลนำมาซึ่งสันติ ตามฐานะชั้นภูมิแลความสามารถของตนๆ ดังปรากฏเห็นชัดแก่ใจของตนอยู่แล้วทุกคนในขณะนี้

    "เนื่องด้วยเญยธรรมเป็นของละเอียดลึกซึ้งสุขุมมาก อันเกิดจากใจบริสุทธิ์ของท่านผู้ที่ได้อบรมฝึกฝนมาดีแล้ว จึงยากที่ปุถุชนธรรมดา ๆ อย่างพวกเราทั้งหลาย ที่จะตามเข้าไปพิสูจน์ให้รู้แล้วเข้าถึงอรรถรสของเญยธรรมนั้นได้ทั่วถึง เพราะเญยธรรมเป็นวิชชานอกเหนือไปจากปรัชญาแลตำราใดๆ ทั้งหมด ธรรมและวินัยบางอย่างจะมาพิสูจน์ด้วยวัตถุธาตุย่อมไม่ได้ต้องพิสูจน์ด้วยมโนธาตุที่บริสุทธิ์เท่านั้นจึงจะรู้้ได้ด้วยภาษาใจ แล้วก็เป็นความรู้เฉพาะตน (ปัจจัตตัง) อีกด้วย แม้ถึงกระนั้นก็ตามพระองค์ก็ยังได้ทรงบัญญัติไว้ด้วยภาษาคำพูดให้พวกเราได้รู้แลได้ปฏิบัติตามจนกระทั่งบัดนี้ จึงนับว่าเป็นบุญอักโขแก่พวกเรามิใช่น้อย ฉะนั้นผู้ที่มีการศึกษามากหรือการศึกษาน้อยก็ดี ปฏิบัติมามากหรือปฏิบัติมาน้อยก็ดี เมื่อเราชำระจิตของตนยังไม่บริสุทธิ์พอจะเป็นพื้นฐานรับรองของเญยธรรมแล้ว จะมาพิสูจน์ซึ่งเญยธรรมด้วยตัวหนังสือหรือด้วยการเทียบในหลักปรัชญานั้นๆ หาได้ไม่ ดีไม่ดีอาจเกิดเป็นมิจฉาทิฏฐิขึ้นมาก็ได้ การพิสูจน์นั้นหากไปตรงกับเญยธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ดีไป หากไม่ไปตรงกันเข้าก็อย่าพึงคัดค้านหรือยกโทษคำสอนของพระองค์ก่อนเลย จะเป็นบาปเปล่า จงทำตนเป็นเถรตรงศึกษาจดจำแลนำไปปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจ ทำตนให้เป็นเหมือนตู้ทึบเก็บพระไตรปิฎกของพระองค์ไว้ เพื่อประโยชน์ความสุขแก่โลกแลอนุชนภายหลังก็ยังจะดีกว่า"