เกี่ยวกับสินไซ

ประวัติวรรณกรรมเรื่องสินไซ

สินไซ เป็นวรรณกรรมประเภทนิทานทั่วไป ที่มีการเข้าใจว่าเป็นเรื่องชาดก ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่พุทธศาสนิกชนในประเทศไทย (ส่วนมากในภาคอีสาน) กัมพูชา? เพราะคนในท้องถิ่นนั้นศรัทธาเรื่องราวของพระโพธิสัตว์เป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อว่าการได้ฟังนิทานชาดกแล้วจะได้บุญมหาศาล แล้วจะได้ไปเกิดในสมัยพระศรีอาริยะเมตรัยพุทธเจ้าด้วย

สินไซนั้นเดิมได้ถูกแต่งเป็นแบบร้อยแก้ว ต่อมาได้ถูกประพันธ์เป็นแบบร้อยกรอง    เพื่อใช้อ่านให้ผู้คนฟังในวาระโอกาสต่างๆ หรือแม้ในการเทศ นอกจากนี้ ยังนิยมไปทำเป็นหมอลำและหนังประโมไทยด้วย รูปแบบการปรับเปลี่ยนวรรณกรรมสินไซจากร้อยแก้วเป็นร้อยกรอง โดยการจารึกลงในใบลานด้วยอักษรธรรมต่อมาเป็นอักษรไทยน้อยเป็นที่นิยมทั้งในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสานและในประเทศเพื่อนบ้านเช่น ลาว เขมรหรือกัมพูชา

วรรณกรรม สินไซ

วรรณกรรมสินไซ

ภาพประกอบจาก ฝาผนังสิมวัดไชยศรี บ้านสาวะถี

เฉพาะในภาคอีสาน ปรากฏแพร่หลายในรูปแบบหนังสือผูกหรือหนังสือใบลานที่จารึกด้วยอักษรธรรมและไทยน้อย ต่อมามีผู้ปริวรรตเป็นภาษาไทยปัจจุบันอย่างกว้างขวางและสิ่งที่น่าสนใจมากก็คือจากหลักฐานการสำรวจของศูนย์วัฒนธรรมมหาวิทยาลัยครูมหาสารคาม(ในสมัยนั้น) เมื่อปี พ.ศ. 2527 พบหลักฐานการแพร่หลายของหนังสือใบลานของสินไซเฉพาะในจังหวัดมหาสารคามจำนวนถึง 131 ผูกและในจังหวัดอุบลราชธานี 265 ผูก ฯลฯ

สถานที่เกิดวรรณกรรมสินไซ

หากจะกล่าวถึงวรรณกรรมสินไซในแง่การมาจากชาติแล้ว มีความเชื่อที่น่าจะเป็นมากที่สุดว่า เดิมมาจากประเทศลาว การแพร่มาในอีสานก็เป็นความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกัน เพราะการถ่ายทอดต่อๆกันมานั้นเป็นลักษณะปากต่อปากเล่าสู่กันฟัง(มุขปาฐะ) แต่เรื่องนี้ก็ยังหาข้อยุติที่ชัดเจนยังไม่ได้

ใครคือผู้แต่งวรรณกรรมเรื่องสินไซ

สินไซ ประสบปัญหาเหมือนวรรณกรรมเรื่องอื่นๆของภาคอีสานที่ไม่พบหลักฐานระบุผู้แต่งไว้อย่างชัดเจนแม้จะมีการกล่าวถึงผู้แต่งชื่อ ท้าวปางคำ ไว้บ้าง แต่ก็ไม่แน่ชัดว่าเป็นนามจริงหรือนามแฝง จึงสันนิษฐานได้เป็น 2 แนวทางคือ

1. ชื่อจริง เพราะสันนิษฐานตามเชิงประวัติศาสตร์ว่า ท้าวปางคำ ผู้แต่งเคยเป็นเจ้าเมืองหนองบัวลำภู

2. นามแฝง โดยกลุ่มที่เชื่อด้านนี้ ได้ให้เหตุผลว่าสมัยที่มีการแต่งหนังสือสินไซนั้น ยังเป็นการปกครองระบอบ ที่มีกษัตริย์เป็นใหญ่ ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ราษฎร ได้แสดงความเห็นในทางการเมืองการปกครอง การแต่งวรรณกรรมสินไซเป็นการสะท้อนความคิดเห็นที่จะแสดงเจตนาให้กษัตริย์ปกครองบ้านเมืองรับรู้ความต้องการผ่านวรรณกรรม ผู้แต่งจึงไม่กล้าระบุชื่อจริงเพราะกลัวอาญา จึงระบุเพียงนามสมมุติ โดยกลุ่มนี้เชื่อว่า ?ปางคำ?นั้น นำมาจากสถานที่แต่งเรื่อง   เพเราะคำว่า ปาง หรือปรางค์ ก็หมายถึงปราสาทหรือเรือนชั้นก็ได้

แต่จะด้วยเหตุสันนิษฐานใดก็ตาม ผู้แต่งเรื่องนี้อย่างน้อยก็มีชื่อระบุว่า      "ปางคำหรือท้าวปางคำ" นั่นเอง



เรื่องย่อวรรณกรรมเรื่องสินไซ


ท้าวกุศราชครองเมืองเป็งจาล มีมเหสีแปดคน เมื่อทุกคนตั้งครรภ์ โหรทำนายว่าโอรสของนางปทุมมา และนางจันทา จะเป็นผู้มีบุญ มเหสีอีกหกคนอิจฉาจึงใส่ร้ายโอรสของนางปทุมมา ซึ่งคลอดออกมาเป็นมนุษย์แต่ถือศรและดาบออกมาด้วย ตั้งชื่อว่า ?สินไซ? และอีกคนเป็นหอยสังข์จึงได้ชื่อว่า ?ท้าวสังข์หรือสังข์ทอง? ส่วนนางจันทาคลอดลูกเป็นราชสีห์คือศีรษะเป็นช้างแต่ตัวเป็นราชสีห์ตั้งชื่อว่าสีโห จึงถูกใส่ร้ายว่าโอรสทั้งสามนั้นเป็นกาลกิณี นางทั้งสองจึงถูกไล่ออกจากเมือง พระอินทร์ได้เนรมิตปราสาทให้อาศัยอยู่กลางป่า

ต่อมา เมื่อหกกุมารโอรสของมเหสีทั้งหก มาพบก็ได้หลอกให้ไปตามหาอา    คือนางสุมณฑา ที่ถูกยักษ์กุมภัณฑ์ ลักพาตัวไปเป็นมเหสี ระหว่างทางต้องพบภยันตรายมากมาย ทั้งด่านงูซวง ด่านยักษ์ ด่านช้าง แต่สินไซและพี่น้องทั้งสองก็สามารถฆ่ายักษ์ และพานางสุมณฑากลับมาได้ แต่ระหว่างทางได้ถูกหกกุมารผลักตกเหว แล้วหกกุมารก็พานางสุมณฑาและธิดากลับเมือง ต่อมานาง  สุมณฑาได้บอกความจริงแก่ก้าวกุศราช โดยมีผ้าสไบ ปิ่น และซ้องที่ที่ตนแอบอธิษฐานไว้นำมาเป็นพยาน ต่อมาพระอินทร์ได้มาช่วยชุบชีวิตสินไซและเทวดาได้ดลใจให้พ่อค้าทางเรือเดินทางมาพบ สไบ ปิ่น และซ้อนที่สวยงาม จึงได้นำไปถวายท้าวกุศราช ท้าวกุศราชเห้นจริงตามคำอธิษฐานของนางสุมณฑา จึงสั่งให้จับกุมารพร้อมกับมารดาทั้งหกไปลงโทษ จากนั้นได้ไปรับนางปทุมมา นางจันทา สังข์ทอง สีโห และสินไซกลับเมืองเป็งจาล และมอบราชสมบัติให้สินไซครอบครองต่อไป

ขอขอบคุณเนื้อหา จาก วัดไชยศรี บ้านสาวะถี ต.สาวะถี อ.เมือง       จังหวัดขอนแก่น



เรื่องย่อวรรณกรรมเรื่องสินไซ             (ภาษาอีสาน)



??

     โดนมาแล้ว ในนครเป็งจาลมีพระราชาซื่อว่า พระยากุศราช พระยากุศราชเพิ่นกะมีมเหสีเอกซื่อนางจันทา พระยากุศราชเพิ่นกะมีน้องสาวหล่าซื่อนางสุมณฑา นางสุมณฑามีฮูบฮ่างหน้าตางดงามหลายผู้คนในนครเป็งจาลกะมีความสุขสำบาย 

    กล่าวเถิงยักษ์ฮ่ายตนหนึ่งซื่อยักษ์กุมภัณฑ์ ยักษ์กุมภัณฑ์เป็นยักษ์ขี้ดื้อ มักเดินทางไปเทียวยังที่ต่างๆ มื้อหนึ่งยักษ์กุมภัณฑ์แปลงกายเป็นแมงวัน โตหนึ่ง บินออกเทียวจนมาเถิงเมื่องเป็งจาล

    พอเห็นนางสุมณฑาก็ลัก หลงมักหลงฮักนางแฮง กะเลยลักอุ้มเอานางหนีกลับบ้านกลับเมื่องของตน พระยากุศราชพอฮู้ว่ายักษ์มาลักเอานางเจ้าของ กะเลยโศกเศร้าและคึดฮอดน้องสาวหลายหลายจั่งตัดสินใจออกบวชเพื่อติดตามหาน้องสาว

    พระยากุศราช เมื่อออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ กะหาน้องสาวบ่พ่อ? จนมาเถิงบ้านพ่อเศรษฐี? พ่อเศรษฐีเพิ่นมีลูกสาวทั้งเหมิดเจ็ดนาง ล้สวนแต่เป็นคนจบๆ งามๆ พอพระยากุศราชมาพ่อ กะเลยหลงมักหลงฮักลูกสาวทั้งของพ่อเศรษฐี จั่งกลับเมืองเป็งจาล กะเลยลาสิก แล้วให้ทหารไปสู่ขอลูกสาวทั้งเจ็ดของพ่อเศรษฐี พ่อเศรษฐีดีใจหลาย จั่งยกนางทั้งเจ็ดให้ไปเป็นเมียของพระยากุศราช เป็นอันว่า พระยากุศราชมีเมียทั้งเหมิดแปดคนนำกัน

    อยู่กันมาโดน พระยากุศราชกะบ่มีลูกจักเทีย กะเลยให้เมียทั้งแปดไปขอลูกกับอินตาเทวราช?

    เมื่ออินตาเทวราชเห็นจั่งให้เทวดาผู้มีบุญญาธิการมาเกิด? เทวดาองค์ตำอิดลงมาเกิดในท้องของนางจันทา นางจันทา ออกลูกเป็นสิงห์ชื่อให้ว่า สีโห

    เทวดาอีกสององค์มาเกิดในท้องนางลุนผู้เป็นลูกสาวคนสุดท้ายของเศรษฐี นางลุนออกลูกเป็นฝาแฝด คนตำอิดออกมามีพระขรรธ์ออกมานำ จั่งตั้งชื่อให้ว่า สินไซ? คนที่สองออกมาเป็นหอยสังข์ จั่งให้ชื่อว่า สังข์ทอง? ส่วนลูกสาวอีกหกนางที่หลือของพ่อเศรษฐีออกลูกเป็นคนธรรมดา บ่มีอิทธิฤทธิ์อีหญัง

    เมียทั้งหกย่านลูกชายของนางจันทาและนางลุนได้ครอบครองเมืองเพราะมีอิทธิฤทธิ์ จั่งรวมหัวกันบังคับให้โหร ทูลแก่พระยากุศราชว่า ลูกทั้งสามของนางจันทาและนางลุน เป็นเสนียดจังไฮแก่บ้านแก่เมือง? พนะยากุศราชฮู้จั่งซั่นกะเซื่อคำเมียน้อย จั่งให้ทหารขับไล่นางจันทากับนางลุนพร้อมลูกทั้งสามออกจากบ้านจากเมือง พอเทวดาเห็นกะเลยเสกบ้านให้อยู่กลางป่า จนลูกทั้งสามใหญ่เป็นบ่าว

    ลูกชายทั้งหกของพระยากุศราชกะใหญ่เป็นบ่าวคือกัน พระยากุศราชเองกะยังคึดฮอดน้องสาวหล่าเจ้าของอยู่ กะเลยให้ลูกซายทั้งหกออกตามหาอาให้พ่อ และพากลับบ้านกลับเมืองเป็งจาล

    ท้าวทั้งหกเดินทางเข้าปา จนมาพ่อสินไซ สังข์ทอง และสีโห ทั้งเก้ากุมารคุยกันไปคุยกันมาจั่งฮู้ว่าเป็นพี่น้องกัน หกกุมารดีใจหลาย เลยพากันวางแผนหลอกใช้สินไซให้ไปตามอานำ

    สินไซ สังข์ทอง และสีโห พร้อมกับท้าวทั้งหกกะเดินดง ตามหาอา สินไซ สินไซ สังข์ทอง และสีโห บ่ย่านอีหญัง เพราะมีอิทธิ์หลาย ท้าวทั้งหกย่านกะเลยย่างนำก้น

    สินไซย่างต่ออีก ไปพ่อยักษ์ป่า กะได้เร็วกับยักษ์ป่า จนยักษ์ป่าตาย

    สินไซย่างต่ออีก ไปพ่อซ่างสี่โต สินไซกะเร็วกับซ่าง จนซนะซ้าง

    สินไซย่างต่ออีก ไปพ่อต้นไม้ออกหน่วยเป็นแม่หญิงซื่อต้นนารีผล สินไซกะเร็วกับวิทยาธร เพื่อยาดนารีผลกันจนสินไซซนะ สินไซมักนารีผล จั่งได้นางนารีผลเป็นเมีย

    สินไซอยากพ่ออาแฮงกะเลยย่างต่ออีก ไปพ่อกินรี สินไซมักนางกินรี จั่งได้นางกินรีเป็นเมีย???สินไซอยากพ่ออาแฮงกะเลยย่างต่ออีก ไปจนพ่อเมืองยักษ์?

    เทื่อนั้น ยักษ์กุมภัณฑ์กะออกไปหากินบ่อยู่ในเมือง สินไซกะไปบอกข่าวให้นางสุมณฑาฮู้ และเซิญนางสุมณฑากลับเมืองเป็งจาล นางสุมณฑากะบ่อยากกลับเพราะมาอยู่กับยักษ์โดน นางกะหลงมักยักษ์แล้ว สินไซพยายามให้อากลับนำเพราะถ้าอากลับพระยากุศราชสิอภัยให้แม่จันทากับแม่ลุนตามคำบอกของท้าวทั้งหก

    พอดียักษ์กุมภัณฑ์กลับมา จั่งได้เร็วกับสินไซ บ่มีไผแพ้บ่มีไผชนะ? สินไซเลยไปนำสีโหมาซ่อย สีโหฮ้อง เที่ยเดียวยักษ์กะอยากไล่ สีโหฮ้องกระดานหูยักษ์แตกตาย เป็นอันว่า การเร็วกันเที่ยนี้ สินไซซนะ

    นางสุมณฑากะเลยยอมกลับนำสินไซ สินไซพาอากลับเมืองเป็งจาล นางสุมณฑาเว้าเรื่องราวให้พระยากุศราชฟังทั้งเหมิด พระยากุศราชจั่งให้ไปเซิญนางจันทา นางลุนกลับเข้าเมืองเป็งจาลอย่างมีความสุขตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เรียบเรียงโดย.… สำรวย เย็นเฉื่อย(๒๕๔๕)

ความหมายของคำศัพท์ในเรื่อง

โดน ——– นาน

มีน้องสาวหล่า ———– มีน้องสาวคนสุดท้อง

มีฮูบฮ่าง ————- มีรูปร่าง

ฮ่าย ————- ร้าย

ขี้ดื้อ ————- เกเร ซุกซน

แมงวัน ———— แมลงวัน

ลาสิก ———— ลาสิกขา (ออกจากการเป็นพระ หรือพราหมณ์)

ทั้งเหมิด ———- ทั้งหมด

จักเทีย ———— สักครั้ง

กะบ่ ———— ก็ไม่

จั่ง ——— ก็เลย

อีหญัง ——– อะไร

ย่าน ———– กลัว หวาดกลัว

โหร ———— โหราศาสตร์

เสนียดจังไฮ ————- เป็นพิษเป็นภัย กาลกิณี ไม่เป็นมงคล

ฮู้จั่งซั่น —————- รู้อย่างนี้แล้ว

บ่าว ————– หนุ่ม

ย่างนำก้น ————– เดินตามหลัง

บ่ย่านอีหญัง ————- ไม่กลัวอะไร

กะได้เร็ว ———— ก็ได้ต่อสู้กัน

ออกหน่วย ———— ออกผล

แก้ไขเพิ่มเติมโดย ธนชิต  ผิวขำ (2553)


ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.sawathee.com



สินไซกับขอนแก่น


สินไซ 

ฐานที่มั่นทางวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย

 

ศิลปวัฒนธรรมอีสานเป็นมรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่าโดยเฉพาะวัฒนธรรมการดำรงชีวิตที่เป็นแก่นแกนให้สังคมได้มีความสงบสุข  ตามครรลองของสังคมที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดติดต่อกันมาอย่างไม่ขาดสาย  มีการสืบสาน เผยแพร่ สร้างความรัก ความภาคภูมิใจให้สังคมชุมชนได้ในสิ่งที่ดีที่ตนมีอยู่

สินไซ หรือ สังข์สินไชย  เป็นวรรณกรรมนิทานพื้นบ้านในแถบกลุ่มวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง  โดยเฉพาะกลุ่มวัฒนธรรมลาว ได้มีการสืบทอดต่อกันมาและหลอมรวมความเชื่อความศรัทธาเข้ากับพุทธศาสนาทำให้  ตำนานเรื่องเล่า สินไซ  กลายเป็นความนิยมในยุคต่อมา  ป็นภูมิปัญญาด้านศิลปกรรมอันเป้ปกรรมในลักษระต่างๆ  ตามความนิยม  นับแต่การเทศปฏิบัตโดยเฉพาะแถบภาคอีสานของไทยได้มีการส่งต่อสู่รูปแบบศิลปกรรมในลักษณะต่างๆ  ตามความนิยม  นับแต่การเทศน์สินไซ  หมอลำสินไซ  หนังประโมทัย  ท่าฟ้อนรำ  ท่วงทำนองดนตรี  และภาพกิจกรรมฝาผนัง เป็นต้น

เทศบาลนครขอนแก่น เห็นความสำคัญของการผลักดันให้เด็กและเยาวชน  สำนึกรักท้องถิ่น  สร้างเด็กและเยาวชนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ได้แก่  ซื่อสัตย์กล้าหาญ  กตัญญู  และพอเพียง  ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ตรงกับตัวละครของวรรณกรรมสินไซ 

การริเริ่มแนวคิดการสร้างสินไซให้เป็นตัวแทนของเมืองขอนแก่นจึงเกิดขึ้น  เพื่อนำเสนอคุณค่าในศิลปวัฒนธรรมของตนเองที่มีอยู่ผ่านกระบวนการและกิจกรรมต่างๆ  โดยใช้สินไซเป็นตัวขับเคลื่อน

กระบวนการต่างๆแบ่งเป็น

3 กลุ่ม คือ กลุ่มวรรณกรรม  กลุ่มศิลปกรรม  และกลุ่มดนตรีและนาฏศิลป์  ซึ่งทางกลุ่มได้จัดกิจกรรมต่างๆ  มากมายเพื่อขับเคลื่อนสินไซให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้  โดยมียุทธศาสตร์ 3 ยุทธศาสตร์ อันดับแรกคือ การอนุรักษ์ฟื้นฟู  ไม่ว่าจะเป็น  การสำรวจและศึกษาเรียนรู้ฮูปแต้มอีสาน วัดไชยศรี-วัดสนวนวารี-และวัดสระบัวแก้วและฮูปแต้มที่อยู่นอกเขตจังหวัดขอนแก่น, กิจกรรมการโสเหล่เสวนา ที่วัดไชยศรี, กิจกรรมเข้าค่ายคุณธรรมสินไซ, การอบรมกลุ่มดนตรีและนาฏศิลป์ เป็นต้น ยุทธศาสตร์ที่สอง คือ กิจกรรมการเผยแพร่   ได้แก่ การประกวดวาดภาพบนกำแพง , การอบรมการเล่านิทานและทำสื่อการสอน, กิจกรรมเวทีสินไซงานออกพรรษา, กิจกรรมการอบรมและการแสดงหุ่นละครจากโรงเรียนรุ่งอรุณ, กิจกรรมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการแสดงที่ สปป.ลาว, ค่ายคุณธรรมสินไซสองฝั่งโขง  ยุทธศาสตร์ต่อมาคือ กิจกรรมการขยาย   คือกิจกรรมและโครงการที่ต่อยอดความคิดจากผลการอนุรักษ์และเผยแพร่วรรณกรรมสินไซ เช่น การจัดทำหนังสือและสื่อการเรียนการสอนวรรณกรรมสินไซ,  มหกรรมการศึกษาท้องถิ่นโดยใช้วรรณกรรมสินไซมาเป็นตัวหลักในการจัดงาน, การใช้ สีโห ”  ตัวละครในสินไซ มาเป็นสัญลักษณ์ (Logo) และ ตัวนำโชค(Mascot) ในการแข่งขันกีฬากีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสินไซเกมส์     

หากผ่านไปถนนเส้นประตูเมือง และศาลหลักเมืองขอนแก่น คงจะเห็นเสาไฟที่สวยงามเรียงรายอยู่ ยอดเสาไฟแต่ละต้น มีสัตว์รูปร่างหน้าตาคล้ายสิงห์ส่วนหัวคล้ายช้าง ซึ่งนั่นคือตัวละครหนึ่งในสินไซ

สีโห

  มีบทบาทเป็นผู้ช่วยเหลือ สินไซ ตลอดทั้งเรื่องคู่กับสังข์ เหมือนพี่ชายใจดีที่คอยช่วยเหลือน้องเมื่อยามลำบากมีฤทธิ์หลายอย่างทั้งแปลงกายหรือต่อสู้กับยักษ์อย่างกล้าหาญ  โดยมีอาวุธที่วิเศษและพิเศษต่างจากผู้อื่นคือเสียงร้องที่ดังมากจนไปทำลายศัตรูคือยักษ์ให้ล้มตายได้ แต่เสียงนั้นจะไม่เป็นอันตรายต่อฝ่ายตนเอง

  การสร้างวรรณกรรมสินไซให้เป็นเอกลักษณ์ภาพแทนเมืองขอนแก่นนั้น

เทศบาลได้ขยายผลต่อเนื่องได้ก่อให้เกิดโครงการก่อสร้างเสาไฟฟ้าวรรณกรรมสินไซ  เป็นโครงการก่อสร้างเสาไฟฟ้าที่สร้างจากตัวละครของวรรณกรรมสิน ในปัจจุบันเทศบาลนครขอนแก่นได้ก่อสร้างเสาไฟสีโห เสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ 2550 จำนวน  80 ต้น  เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองพระชนมพรรษา 80 พรรษา 

การเริ่มต้นสร้างรูปสีโห เนื่องจากสีโหมีลักษณะอันเป็นมงคล คือ ลักษณะส่วนหัวที่เหมือนช้าง หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ คือ การมีเศรษฐกิจดีประชาชนมีความอยู่เย็นเป็นสุข  รวมกับการที่ท้าวสีโหในวรรณกรรมสินไซที่มีเสียงดังมากแต่จะเป็นอันตรายเฉพาะศัตรูเท่านั้น หมายถึง  การที่เทศบาลฯ จะมีชื่อเสียงอย่างกว้างไกล  ถ้ามีปัญหาอุปสรรคก็จะสามารถบริหารแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

ลักษณะส่วนลำตัวที่เหมือนราชสีห์ หมายถึง ความสง่างามและมั่นคง ศักดิ์สิทธิ์ อันมีนัยถึงงานด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม  จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น จะได้รับการอุปถัมภ์บำรุง จนเป็นปัจจัยพื้นฐานให้เกิดความดีงามของประชาชนด้วยคุณธรรม จริยธรรม บ้านเมืองน่าอยู่  ส่วนความศักดิ์สิทธิ์มีนัยถึงภาวะทางการบริหารบ้านเมืองการบังคับใช้ระเบียบกฎหมาย จะได้รับการตอบสนองจากประชาชน คือให้ความร่วมมือปฏิบัติตามด้วยดี

การที่เทศบาลนครขอนแก่นส่งเสริมให้มีวรรณกรรมสินไซมิใช้เพียงการประดับตกแต่งเมืองด้วยประติมากรรมที่งดงาม   แต่สาระหลักที่เทศบาลนครขอนแก่นต้องการคือ แต่งเติมความงามในใจให้ชาวขอนแก่นให้ยึดแบบอย่างที่ดีของตัวละครเอก คือ ซื่อสัตย์ อดทน กล้าหาญ และพอเพียง ซึ่งเทศบาลนครขอนแก่นเชื่อว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาวอีสานอยู่แล้ว ซึ่งสุดยอดของการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การพัฒนาคน หากจิตใจชาวขอนแก่นเรางดงามแล้วการพัฒนาเมืองจะเกิดความยั่งยืนและงดงามตลอดไป

วรรณกรรมสินไซยังมีชีวิตมีลมหายใจโลดแล่นอยู่ในยุคสมัยของเราในวิถีวัฒนธรรมแบบร่วมสมัย ในรูปแบบต่างๆ ทั้งอนุรักษ์ ประยุกต์ หรือสร้างใหม่ จากคุณค่าที่ซ่อนแฝงอยู่ในวรรณกรรมสินไซในมิติต่างๆสามารถบ่งบอกถึงความเป็นเอกแห่งวรรณกรรมอันเป็นมูนมังของบรรพชน ที่สามารถนำมาเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ซึ่งคุณค่าความดี ความงาม อันเป็นสิ่งแสดงอัตลักษณ์ความสัมพันธ์ ลาวไทยในด้านศิลปกรรมล้านช้างอย่างน่าชมที่สุดเรื่องหนึ่งหนึ่ง ดังนั้นสินไซจึงเป็น ฐานที่มั่นทางวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย…เพื่อเป็นฐานในการต่อสู้กับสังคมวัตถุนิยม ในโลกยุคโลกาภิวัตร์ดังที่เป็นอยู่ในยุคของเรา




อ่านวรรณกรรมสินไซออนไลน์


บทนำ http://sites.google.com/site/janjras/sinsai

ตอนที่ ๑-๒ http://sites.google.com/site/janjras/sinsai-01

ตอนที่ ๓-๔ http://sites.google.com/site/janjras/sinsai-02

ตอนที่ ๕-๖ http://sites.google.com/site/janjras/sinsai-03

ตอนที่ ๗-๘ http://sites.google.com/site/janjras/sinsai-04

ตอนที่ ๙-๑๐ http://sites.google.com/site/janjras/sinsai-05

ตอนที่ ๑๑-๑๒http://sites.google.com/site/janjras/sinsai-06

ตอนที่ ๑๓-๑๔http://sites.google.com/site/janjras/sinsai-07

ตอนที่ ๑๕ http://sites.google.com/site/janjras/sinsai-08


ขอบคุณที่มาจาก http://sites.google.com/site/janjras/




ฮูปแต้ม “สินไซ”

สุดยอดวรรณกรรมแดนอีสาน


Tipstravelers001201002

หลายคนคงคุ้นเคยกับภาพจิตรกรรมฝาผนังอันงดงามอ่อนช้อยที่ปรากฏอยู่ภายในโบสถ์วิหาร ซึ่งส่วนมากเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและชาดก  แล้วถ้าบอกว่าเราจะชวนไปดู “ฮูปแต้ม” คุณนึกออกไหมว่าคืออะไร

“ฮูปแต้ม” หรือรูปแต้ม คือจิตรกรรมฝาผนังของชาวอีสานที่นอกจากปรากฏบนผนังภายในสิมหรือโบสถ์แล้ว ช่างยังแต้มหรือวาดที่ผนังภายนอกสิม เนื่องจากสิมมีขนาดเล็ก ช่างแต้มไม่สามารถวาดได้จบเรื่อง จึงต้องวาดบนผนังภายนอกสิมด้วย ซึ่งนับเป็นเรื่องดีเพราะผู้ที่ไม่สามารถเข้าไปร่วมพิธีในสิม โดยเฉพาะผู้หญิงที่ตามขนบอีสานไม่อนุญาตให้เข้าไปภายในสิมซึ่งเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับประกอบกิจของสงฆ์ จะได้มีโอกาสเรียนรู้หลักธรรมคำสอนจากฮูปแต้มภายนอกสิม

ฮูปแต้มมักเป็นเรื่องราวในพุทธศาสนาหรือนิทานพื้นบ้านที่มุ่งเพาะบ่มขัดเกลาจิตใจ  เรื่องที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากคนอีสานและช่างแต้มในแถบอีสานตอนล่างได้แก่ จ. ขอนแก่น มหาสารคาม และร้อยเอ็ด คือเรื่อง สินไซ หรือ สังข์ศิลป์ชัย ดังเช่นฮูปแต้มที่สิมวัดไชยศรี อ. เมือง และฮูปแต้มที่สิมวัดสนวนวารีพัฒนาราม อ. บ้านไผ่ จ. ขอนแก่น  ฮูปแต้มที่สิมสองแห่งนี้เป็นฝีมือช่างพื้นบ้าน เขียนได้สนุกสนาน โดยเฉพาะที่วัดสนวนวารีฯ นั้นมีแผ่นป้ายข้อมูลประกอบการชมและเข้าชมได้อย่างสะดวกสบาย


ทำไมต้องเป็นเรื่อง สินไซ ?

ภาคอีสานในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-23 อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรของชนชาติลาวแถบลุ่มน้ำโขง  ต่อมาภายหลัง แม้สูญเสียเอกราชให้แก่สยาม แต่วัฒนธรรมทั้งด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี ยังคงมีอิทธิพลต่อคนในภาคอีสาน อีกทั้งคนอีสานในหลายพื้นที่ก็สืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษที่อพยพมาจากเมืองเวียงจันทน์และหลวงพระบางของล้านช้าง

สินไซ เปรียบเสมือนมรดกทางวรรณกรรมอันล้ำค่าของชาวล้านช้าง เป็นวรรณกรรมเก่าแก่ซึ่งเดิมเป็นหนังสือเทศน์ แต่งเป็นคำกลอนโดยท้าวปางคำใน พ.ศ. 2192 ต่อมามีการพิมพ์เป็นภาษาไทยและลาวอย่างกว้างขวาง  วรรณกรรมเรื่องนี้นอกจากมีความงดงามทางภาษาแล้ว เนื้อหายังสนุกสนานน่าติดตามด้วยการผจญภัย “หกย่านน้ำ เก้าด่านมหาภัย” ของสินไซ ทั้งยังสอดแทรกเรื่องคุณธรรมหลายอย่าง  คนอีสานส่วนใหญ่เชื่อว่า สินไซเป็นอดีตชาติของพระพุทธเจ้า โดยเป็นแบบปัญญาสชาดกหรือชาดกนอกนิบาต จึงไม่มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

ขอขอบคุณ : อาจารย์ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์  รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น เอื้อเฟื้อข้อมูล


คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่


Comments